ที่มา มติชน ที่โรงแรมลองบีช การ์เด้นท์ โฮเทล แอนด์ สปา พัทยา จ.ชลบุรี นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามตรวจสอบกรณีการถือครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่านายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายถือครองที่ดินเขาแพงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีความพยายามใส่ร้ายนายแทนโดยหวังที่จะดิสเครดิตตนเอง ว่า ไม่มีการใส่ร้าย แต่พรรคเพื่อไทยได้พูดตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีอยู่ ซึ่งหากนายสุเทพ เห็นว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยพูดไม่ใช่เรื่องจริงนายสุเทพก็ควรที่จะพิสูจน์มา ส่วนกรณีที่นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี น้องชายนายสุเทพ เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยสำรวจที่ดินแปลงอื่นด้วยนั้นเห็นว่านายเชน เป็นส.ส.ที่อยู่ในฝ่ายของอำนาจรัฐก็ควรที่จะดำเนินการตรวจสอบเพราะจะง่ายกว่าที่ให้พรรคฝ่ายค้านดำเนินการ
นายประเกียรติ กล่าวว่า หลักฐานที่พรรคเพื่อไทยจะเปิดในวันที่ 4 กรกฎาคมนั้นบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าที่ดินที่นายอากร ฮุนตะกูล อดีตนักธุรกิจโรงแรมเกาะสมุย ได้กว้านซื้อจากชาวบ้านไม่ว่าจะอยู่ในรูปของส.ค.1 ภทบ.5 หรือแม้แต่การครอบครองที่ดินมือเปล่านั้น มีการบันทึกเป็นเอกสารไว้ทั้งหมดว่าที่ดินนั้นๆตั้งอยู่ที่ใดบ้าง ซึ่งเชื่อว่านายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องหนาวกับข้อมูลนี้อย่างแน่นอนรวมไปถึงที่ดินที่นายแทนถือครองด้วยที่พบข้อพิรุธในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตามหากพรรคเพื่อไทยเปิดข้อมูลดังกล่าวไปแล้วและบุคคลทั้ง 2 ยังไม่ยอมคืนที่ดินให้กับรัฐ พรรคเพื่อไทยก็จะเปิดข้อมูลอีก 1 ชุดที่มีหลักฐานร้ายแรงกว่านี้ในครั้งต่อไป
"ที่ดินที่นายอากรซื้อจากชาวบ้านนั้นแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองมาเป็นนายอาการ แต่ถือว่านายอากรได้สิทธิถือครองจากเจ้าของที่คนเดิม และเมื่อนายอากรสละสิทธิในที่ดินโดยบริจาคให้กับรัฐ เมื่อมีบุคคลอื่นไปครอบครองที่ดินในที่ดินนั้นๆ บุคคลดังกล่าวจะถือว่าไปแย่งสิทธิการครอบของจากรัฐ แม้ว่าส.ค.1 จะยังระบุชื่อเจ้าของดั้งเดิมก่อนที่จะขายสิทธิการครองครองให้กับนายอากรก็ตาม"นายประเกียรติกล่าว
นายประเกียรติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกนายประมวล สมวงศ์ อดีตเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดิน ระดับ 6 สำนักงานที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเวลา 3 ปี ในความผิดฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยการปลอมลงในบันทึกถ้อยคำการออกโฉนดที่ดิน ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จนทำให้เจ้าของที่ดินได้ที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม 11 ไร่เป็นจำนวน 16 ไร่เศษซึ่งถือเป็นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมที่ดิน ว่า กรณีนี้เช่นเดียวกันกับการถือครองที่ดินของนายแทน และนายนิพนธ์ โดยเฉพาะการงอกของที่ดินในแปลงของนายแทนที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวจนผิดปกติ แต่นายจำลอง โพธิ์เพชร หัวหน้าสำนักงานที่ดินจ.สุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ที่ระบุว่าเป็นเรื่องปกติเพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ดินนั้น ถือว่าขัดกับกฎหมายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกฎกระทรวงที่ 43 ซึ่งออกในปี 2537 และนโยบายของกรมป่าไม้แห่งชาติที่กำหนดในเรื่องของความลาดชัน 35 เปอร์เซ็นต์เอาไว้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, July 4, 2010
พท.ขู่เปิดเอกสารรุกที่ดินบริจาคของ"อากร"ลั่น"นิพนธ์-แทน"หนาวแน่
รัฐบาลขาพัน ระวังล้มทั้งยืน
ที่มา ข่าวสด
กลายเป็นจุดขายไปอีกแบบ
กับชุดเครื่องแบบของนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.
ที่สวมเสื้อยืด นุ่งกางเกงขาสั้น ลากรองเท้าแตะ ออกจากเรือนจำมากรอกใบสมัครลงเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม. ในนามพรรคเพื่อไทย
แถมหน้าอกเสื้อเขียนข้อความ"เสรีภาพ เสมอภาค ประชาธิปไตย"ด้วยปากกาเมจิก สลักลายเซ็นกลุ่มแกนนำนปช.เพื่อนร่วมกรงขัง
แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็แสดงถึงความแตกต่างกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ คู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ชนิดคนละสุดสายปลายขั้ว
ครั้งนี้ถึงจะเป็นเลือกตั้งแค่เขตเดียว ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสภาโดยตรง
แต่หลายคนมองตรงกัน ว่าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่คนไทยให้ความสนใจจับตามากที่สุด เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. 53
จะเป็นเครื่องบ่งบอกได้ในระดับหนึ่งว่าคนกรุงรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
มองกันตามสูตรไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปหรือเลือกตั้งซ่อมบางเขต ผู้สมัครพรรครัฐบาลมักเป็นฝ่ายได้เปรียบผู้สมัครจากพรรคที่ไม่ใช่รัฐบาล
ครั้งนี้ก็ไม่แตกต่าง นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ มีสถานะความได้เปรียบเหนือนายก่อแก้ว พิกุลทอง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังคือการใช้เงื่อนไขความได้เปรียบที่ตนเองมีอยู่แบบเกินความพอดี กลายเป็นการเอารัดเอาเปรียบ
เพราะถ้าสังคมรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันเมื่อไหร่
อาจเกิดกระแสตีกลับได้เมื่อนั้น
ในบรรยากาศการเลือกตั้งตามกติกาประชาธิปไตย
พ.ร.ก.ฉุกเฉินกำลังเป็นปัญหา"ดาบสองคม"สำหรับรัฐบาล
ด้านหนึ่งรัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นอาวุธฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามอย่างเมามัน
แต่การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้และมีแนวโน้มจะต่ออายุออกไปอีกนั้น แสดงให้เห็นด้วยเหมือนกันว่ารัฐบาลยังกุมสภาพการเมืองไว้ไม่ได้
รัฐบาลอ้างว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินยังจำเป็นเนื่องจากการเคลื่อนไหวในลักษณะเป็นภัยต่อความมั่นคง รวมถึงการก่อวินาศกรรมสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
โดยยกตัวอย่างกรณีวางระเบิดพรรคภูมิใจไทย และเหตุยิงถล่มคลังน้ำมันในกรมพลาธิการทหารบกด้วยจรวดอาร์พีจี ที่หลังเกิดเหตุรัฐบาลพยายามอย่างมากที่จะลากโยงพยานหลักฐานเข้าหากลุ่มเสื้อแดง
แต่ความพยายามดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเต็มไปด้วยเงื่อนงำข้อพิรุธมากมาย
ทั้งการจับกุมคนร้ายวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยที่ดูเหมือนง่ายดายและรวดเร็วเกินไป รวมถึงคดียิงถล่มคลังน้ำมันซึ่งภายหลังปรากฏว่าเป็นถังน้ำมันเปล่า
ตรงจุดนี้เองที่เป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบขึ้นมาโจมตี
สังคมเองก็ตั้งข้อสงสัยเช่นกัน ว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลเพื่อหาข้ออ้างในการยืดอายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สานต่อปฏิบัติการขุดรากถอนโคนกลุ่มเสื้อแดง
พร้อมกับดิสเครดิตคู่แข่งช่วงเลือกตั้งซ่อมหรือไม่
การที่หลายคนไม่ยินดียินร้ายกับข้อมูลเป้าหมายก่อวินาศกรรม 68 จุด
หรือแม้แต่ข้อมูลการลอบปองร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่ฝ่ายรัฐบาลปล่อยออกมา
ก็พอสะท้อนได้ว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยในสังคมไม่ให้ความเชื่อถือข้อมูลที่ออกมาจากรัฐบาลหรือแม้แต่ตัวรัฐบาลเองก็ตาม
ความไม่เชื่อถือนี้น่าจะเป็นผลมาจากพฤติกรรมรัฐบาลที่อาศัยชั้นเชิงข้อกฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้ามจนเกินขอบเขต
ตลอดจนการโกหก บิดเบือนข่าวสารและข้อมูลข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เดือนพ.ค.53
เหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่ย้อนมาทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยไม่รู้ตัว
ภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
นายอภิสิทธิ์ พยายามจะผลักดันแผนปรองดอง จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงขึ้นมา ควบคู่ไปกับการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ
แต่ผ่านไป 2-3 สัปดาห์ภาพก็ยังเบลอๆ จับทิศทางการทำงานไม่ได้
เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงถึงความจริงใจในเบื้องต้นด้วยการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเริ่มดังกระหึ่มไปทุกวงการ
ทั้งยังถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องงบประมาณ 600 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่
เช่นเดียวกับคำถามเรื่องนโยบายประชานิยม น้ำประปา-ไฟฟ้า-รถเมล์ฟรีแบบถาวร ที่นายกฯอภิสิทธิ์ เพิ่งออกมาประกาศถึงความเป็นไปได้เมื่อไม่กี่วันก่อน
หรือการเดินหน้าแผนขึ้นเงินเดือน จัดโบนัสพิเศษเป็นของขวัญปีใหม่ให้ข้าราชการ
ซึ่งนอกจากเป็นการหวังผลระยะยาวซึ่งหมายถึงการกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในสมัยหน้า ยังถูกมองว่าเป็นการหวังผลทางการเมืองระยะสั้น คือการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม.
ที่พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้ไม่ได้อีกด้วย
นายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธว่านโยบายดังกล่าวไม่ใช่ประชานิยมแต่เป็นนโยบายรัฐสวัสดิการ
แต่ในสายตานักวิชาการทีดีอาร์ไอ และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป กลับมองว่านโยบายรัฐสวัสดิการฉบับอภิสิทธิ์นี้ อาจสร้างภาระงบประมาณให้ประเทศ
ยิ่งกว่าประชานิยมฉบับทักษิณด้วยซ้ำ
กระแสการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 19 พ.ค. ชี้ว่ารัฐบาลกำลังสอบตกความน่าเชื่อถือ
คดีความเกี่ยวกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงล้วนแต่มีพิรุธข้อสงสัย ไม่ว่าคดีก่อการร้าย ล้มล้างสถาบัน หรือคดีก่อวินาศกรรมต่างๆ
ตรงข้ามกับคดีความที่คนในซีกฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นไปอย่างเนิบนาบเชื่องช้า เช่น คดียึดสนามบิน คดีสั่งฆ่าประชาชนเดือนพ.ค. คดียุบพรรค ฯลฯ
ความคับข้องใจเหล่านี้เมื่อบวกรวมกับพฤติกรรมการส่อทุจริตโครงการรายกระทรวง ซึ่งถูกเปิดโปงมากขึ้นทั้งจากฝ่ายค้านและคนในรัฐบาลที่จ้องเสียบสกัดกันเอง
ในสถานการณ์ดังกล่าวถึงรัฐบาลจะฝืนยืนอยู่ต่อไปได้
แต่โอกาสที่ขาจะพันกันเองล้มทั้งยืนก็มีความเป็นไปได้พอกัน
ข้อโต้ตอบ"อัมสเตอร์ดัม-สภาทนาย"
ที่มา ข่าวสด
สำนักงานกฎหมาย อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ซึ่งรับการว่าจ้างจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ต่อสู้คดี "ผู้ก่อการร้าย" และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับทีมทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
รวมทั้ง นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นายกิติพงษ์ กิติยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขานุการคอป. และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
เรียกร้องให้สอบสวนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยดำเนินการผ่านองค์กรอิสระ เปิดหลักฐาน-พยานทุกด้านทันทีที่ร้องขอ และให้ความสะดวกในการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ ออกแถลงการณ์ตอบโต้ มีเนื้อหา ดังนี้
จ.ม.เปิดผนึกจี้รัฐบาลไทย
วัตถุประสงค์ของหนังสือฉบับนี้ เพื่อย้ำถึงสิทธิของลูกความในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
และไม่จำกัดเพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งปวง อย่างเต็มที่ เป็นธรรม และสมบูรณ์ ย่อมรวมถึงการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงความเหมาะสมและความสมควรแก่เหตุของการใช้กำลังของหน่วยงานของรัฐบาลไทยที่กระทำต่อการชุมนุม
สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิของพลเรือน (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ซึ่งประเทศไทยร่วมตกลง มีข้อกำหนดให้หลักประกันแก่ลูกความของสำนักงาน ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับสิทธิต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม
และยังรับรองสิทธิที่จะได้รับคำแนะนำ คำปรึกษาอย่างมีอิสระ และรับรองสิทธิผ่านทางทนายความและผู้เชี่ยวชาญอิสระที่จะตรวจสอบ ทดสอบพยานหลักฐานทั้งปวงที่ใช้อ้างในการกล่าวหาและดำเนินคดีลูกความของสำนักงาน
กรณีของลูกความบางราย สิทธิที่จะตรวจสอบพยานหลักฐานย่อมเกี่ยวพันไปถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบุคคล จำนวน 90 ราย ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม
ลูกความของสำนักงาน 13 ราย ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้เกี่ยวพัน หรือก่อให้เกิดการใช้กำลังและความรุนแรง ข้อเท็จจริง ข้อมูล และพยานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และโดยเหตุแวดล้อมกับการเสียชีวิตของพลเรือน-ทหาร จึงเกี่ยวพันโดยตรงกับการตั้งข้อกล่าวหาของรัฐบาลไทย
และพยานหลักฐานจะเป็นตัวพิสูจน์ว่า รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติต่อประชาชนที่เข้าชุมนุมอย่างเหมาะสมและโดยสมควรแก่เหตุหรือไม่ และยังจะพิสูจน์ว่าการใช้กำลังโดยรัฐบาลไทยเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นชนวนก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงหรือไม่
ประเทศไทยมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศตามหลักสนธิสัญญาแห่งกรุงเจนีวา ปี 1949 สนธิสัญญาสหภาพยุโรปว่าด้วยการก่อการร้ายปี 1977 สนธิสัญญาว่าด้วยตัวประกัน สนธิสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการประทุษร้ายปี 1984 และสนธิสัญญาแห่งนครนิวยอร์ก ว่าด้วยอาชญากรรมต่อบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศปี 1973
การดำเนินการของรัฐบาลไทยที่เป็นการละเมิดหลักประกันต่อพลเรือนว่าจะไม่ถูกกระทำวิสามัญฆาตกรรม และการกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ตามอำเภอใจ อาจเป็นการกระทำที่เป็นอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ แม้จะอ้างเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเหตุกรณีพิเศษ
เหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงมีภาระหน้าที่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ที่จะสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ ครบถ้วน และเป็นธรรม และในสภาวการณ์เช่นนี้ รัฐบาลไทยต้องให้องค์กรที่เป็นอิสระและมีความเป็นกลางสอบสวนข้อเท็จจริง
หากการสอบสวนมีการละเมิดสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินคดีเพื่อทำให้เกิดความยุติธรรม การที่รัฐบาลล้มเหลวในการดำเนินการเช่นนี้ อาจถือเป็นการกระทำละเมิดต่อภาระหน้าที่ต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
และตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กำหนด อาจมีสถานการณ์ที่หากรัฐไม่ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ตามมาตรา 2 ของสนธิสัญญาจะนำไปสู่การกระทำที่ละเมิดสนธิสัญญาโดยรัฐ
ภายใต้หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ ลูกความของสำนักงานและคณะทนายความที่สู้คดี จึงมีสิทธิร้องขอ ดังนี้
1. ให้ดำเนินการผ่านองค์กรที่มีความอิสระและเป็นกลาง สืบสวนสอบสวนถึงการใช้กำลังอาวุธโดยหน่วยงานของรัฐที่กระทำต่อประชาชนผู้ร่วมการชุมนุม อย่างเต็มที่ เป็นธรรมและโดยสมบูรณ์
2. เก็บรักษาพยานหลักฐาน ทั้งวัตถุพยาน พยานทางนิติเวช เอกสาร เทปบันทึกภาพและเสียงที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ
3. เปิดเผยรายละเอียดของพยานหลักฐานต่างๆ ต่อคณะทนายความของลูกความของสำนักงานโดยละเอียดและในทันที รวมถึงแถลงการณ์จากตำรวจ และ/หรือทหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐ
4. อนุญาตและเปิดโอกาสให้ลูกความของสำนักงาน โดยคณะทนายความในการตรวจสอบ
ก. วัตถุพยานต่างๆ และชันสูตรและวิเคราะห์หลักฐานในทางนิติเวชโดยอิสระ รวมถึงการชันสูตรศพ การทดสอบการใช้ยุทธภัณฑ์ทหาร การวิเคราะห์วิถีกระสุน
ข. พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสอบปากคำ การไต่สวน คำให้การ รายงานการชันสูตรและรายงานวิถีกระสุน รายงานของผู้เชี่ยวชาญ
ค. พยานผู้เชี่ยวชาญและพยานอื่นๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการตั้งข้อกล่าวหา
ง. รายงานผู้เชี่ยวชาญทางทหาร ข้อมูลข่าวกรอง และรายงานการสอบสวนอื่นๆ ที่หน่วยงานรัฐจัดเตรียมเพื่อใช้กับการชุมนุมของคนเสื้อแดง
5. อนุญาตให้คณะทนายความ เข้าร่วมในการสัมภาษณ์การสอบปากคำพยาน การสอบสวนบุคคลโดยหน่วยงานของรัฐบาลไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศอฉ. คณะกรรมการฯ หรือคณะทำงานด้านการสืบสวนสอบสวนใดๆ ของทางการ
6.เปิดโอกาสให้คณะทนายความ เข้าถึงเพื่อการตรวจสอบเอกสารหลักฐานของหน่วยงานราชการหรือทหาร เกี่ยวกับยุทธวิธีในการจัดการกับการชุมนุม (ที่เรียกกันว่าเป็น "แผนการหลัก")
เอกสารเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการทหารในการสลายการชุมนุม คำสั่งปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพ ข้อมูลที่เกี่ยวกับคำสั่งทั้งด้วยวาจาและที่เป็นลายลักษณ์อักษรของกองทัพเกี่ยวกับการสลายการชุมนุม รวมทั้งบรรยายสรุปและการรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์
7.ให้ทนายความมีโอกาสเข้าถึงวัตถุพยานและรายงานทางนิติเวช ทั้งข้อมูลทางการแพทย์ของการบาดเจ็บ เสียชีวิตของทหาร พลเรือน การศึกษาและทดสอบวิถีกระสุน บันทึกภาพและเสียงที่เกี่ยวกับการชุมนุม การสลายการชุมนุม รายงานการชันสูตรศพ แถลงการณ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ศอฉ. คอป. หรือคณะกรรมการชุดอื่นๆ ที่ตั้งโดยรัฐ
8.ให้ความสะดวกแก่ทนายความในการสัมภาษณ์ ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการของกองทัพ ผู้นำทางการเมืองที่มีอำนาจสั่งการกองทัพ พยานผู้เชี่ยวชาญที่หน่วยงานของรัฐบาลไทยเชื่อถือ
สำนักงานหวังว่ารัฐบาลไทยจะปฏิบัติหน้าที่ตามภาระหน้าที่ที่มีและผูกพันไว้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และจะรอฟังคำตอบภายใน 10 วันข้างหน้า
สภาทนายความแถลงโต้
สืบเนื่องจากกรณีนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม มีจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ รองนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อ้างว่าตนเองเป็นทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ขอให้หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบที่บานปลายจนเป็นการก่อการร้ายในประเทศไทย ให้ส่งมอบข้อมูลเอกสารรวมทั้งให้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง และมีกรณีอื่นอีกรวม 8 เรื่องด้วยกันนั้น
สภาทนายความเห็นว่าการกระทำของนายโรเบิร์ต เกินกว่าหน้าที่ของทนายความที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไปทั้งในระดับสากล และโดยเฉพาะในประเทศไทย จึงขอแถลงการณ์ให้ประชาชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามความเหมาะสม อันเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายส่วนหนึ่งของสภาทนายความต่อสาธารณชน ดังนี้
1. นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นทนายความให้พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มผู้ต้องหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายได้เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา
หากนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จะรับเป็นทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มผู้ต้องหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อต่อสู้คดีในศาลของประเทศไทย นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ต้องเข้าสู่กระบวนการการเรียนรู้กฎหมายไทย ซึ่งเทียบได้กับมาตรฐานสากล
โดยเฉพาะการสืบสวนสอบสวน การตั้งข้อกล่าวหากับลูกความของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นายโรเบิร์ต อัมสเตอดัมส์ ไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้มีการสอบสวน หรือให้ปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษกับลูกความของตนแต่อย่างใด
เพราะการดำเนินคดีข้อหา หรือฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมของไทยได้ดำเนินการไปตามหลักการและวิธีการโดยชอบด้วยกฎหมาย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง (พลเมือง) และทางการเมือง
หน่วยงานของรัฐบาลโดยเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมไม่จำเป็นต้องปฏิบัติการอย่างใดตามหนังสือเรียกร้องของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ในทางตรงกันข้าม ควรเชิญชวนให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เข้ามาเรียนรู้กฎหมายไทยเพื่อจะได้ทราบว่ากฎหมายไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานสากลและในประเทศสหรัฐอเมริกา
2. กระทรวงการต่างประเทศไม่ควรนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ควรดำเนินการและจับตาดูกระบวนการนำเสนอข่าวสาร ซึ่งมุ่งโจมตีการดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับการก่อการร้าย การคอร์รัปชั่นในประเทศไทย ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์
ควรมีการตรวจสอบเว็บไซต์ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นระยะๆ หากมีข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ตรงกับความจริง ซึ่งเป็นการสนับสนุนการก่อการร้าย กระบวนการยุติธรรมไทยต้องดำเนินการทางคดีกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ตามประเภทและลักษณะความผิดโดยทันที
3. กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องเร่งรัดและดำเนินคดีกับผู้ก่อการร้ายโดยเร็ว และต้องมีความระมัดระวังในการให้ข่าวตอบโต้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ไม่ควรจะให้ราคาค่างวดอะไรกับการออกมาเสนอข่าวดังกล่าว เพราะนั่นคือลักษณะทั่วไปของทนายความสหรัฐอเมริกาในคดีอาญาที่จะต้องออกมาโพนทะนาว่าลูกความไม่ได้รับความเป็นธรรม
ในทางตรงกันข้าม คดีผู้ก่อการร้าย ในประเทศสหรัฐอเมริกามีวิธีการสืบสวนสอบสวนไม่ได้แตกต่างไปจากวิธีการในประเทศไทย หรือแม้แต่คดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้กำลังเข้าจับกุมผู้ก่อการร้ายข้ามชาติมาขังไว้ที่เรือนจำกวนตานาโมเบย์ อันเป็นการควบคุมที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการยุติธรรม จนสมาคมทนายความแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาต้องแถลงการณ์คัดค้านให้รัฐบาลสหรัฐดำเนินการทางคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐบาล เพื่อมิให้มีการจับคนมาขังคุกฟรีๆ
4. กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้หลบหนีคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วของศาลยุติธรรมไทย และเป็นผู้อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังของการชุมนุม ซึ่งมีกลุ่มบุคคลดำเนินการยุยงส่งเสริมให้ประชาชนก่อความไม่สงบขึ้น โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการสะสมอาวุธและใช้อาวุธก่อการร้าย ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ดังนั้น การดำเนินงานตามข้อเรียกร้องของนายโรเบิร์ต อัมสเตอดัมส์ จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดทั้งสิ้น
คณะทนายความไทยที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม กล่าวอ้างว่าจะให้เป็นตัวแทนในการรับมอบข้อมูลเอกสารต่างๆ นั้น วิชาชีพทนายความเป็นอิสระสามารถดำเนินการเองได้ แต่การดำเนินการตามกุศโลบายของทนายความต่างประเทศก็ดี หรือการดำเนินการใดๆ นั้นพึงปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้ว
และโดยเฉพาะการทำหน้าที่ทนายความของไทยนั้นจะต้องอยู่ภายใต้กฎกติกา มรรยาท ที่ถูกต้อง ซึ่งสภาทนายความสนับสนุนให้ท่านใช้วิจารณญาณและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อลูกความของท่าน
พท.จวก"กรณ์"ไร้วุฒิภาวะผู้นำปูดถูกลอบฆ่า
ที่มา ไทยรัฐ
โฆษกพรรคเพื่อไทย จวก "กรณ์" ไร้วุฒิภาวะผู้นำปูดถูกลอบฆ่า ชี้ ทำต่างชาติ ตื่นตระหนก เป็นการทำลายเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ...
วันที่ 4 ก.ค. 2553 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้กรณีรัฐมนตรีหลายคนออกมาแฉว่า ถูกข่มขู่ทำร้ายเอาชีวิตว่าเป็นการพูดเพื่อทำลายเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศเสียเอง
โดยเฉพาะนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่พูดเหมือนสร้างภาพเรียกคะแนนสงสา เป็นการพูดที่ขาดวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ เพราะแม้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ จะไม่นำมาพูดกันเป็นเรื่องของหน่วยข่าวที่จะต้องดูแล มิใช่พูดให้นักลงทุนและต่างชาติตื่นตระหนก สร้างบรรยากาศที่ไม่ดีให้กับประเทศ
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึง กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดโครงการ" 6 วัน 63 ล้านความคิด"ว่าพรรคมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างภาพรายวัน จากการติดตามและประเมินผลสรุปว่าหากรัฐบาลนำปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชน เช่นราคาสินค้าแพง ไปแก้จะดีกว่าการสร้างภาพรายวัน
นอกจากนั้น การที่นักวิชาการและหลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อยากทราบว่ารัฐบาลได้รับฟังหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน 63 ล้านความคิดอยากทราบว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 6 ก.ค.จะนำความเห็นเรื่องนี้ไปแก้ไขปัญหาหรือไม่และ ถึงเวลาหรือที่นักเลือกตั้ง ซึ่งมาจากประชาชนจะต้องพิจารณายกเลิกอย่ายอมเป็นตรายางให้รัฐบาลที่มีผู้นำปากอย่างใจอย่าง
ศอฉ.ออกหมายเรียกพยานปากเอกหน่วยกู้ภัย ‘วสันต์ แสงรัศมี’
ที่มา ประชาไท นายวสันต์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยทําอะไรที่ผิดกฎหมาย แต่ที่เข้าไปอยู่ภายในวัดปทุมวนารามในวันนั้น เนื่องจากเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่อยู่ในวัด ยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุรุนแรงในพื้นที่ และไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมนปช. ซึ่งในใจตนคิดว่าการที่ศอฉ.นําหมายมาแปะที่หน้าบ้านเพื่อเรียกตนไปพบนั้น ก็เพื่อต้องการให้ตนเป็นพยานในคดีต่างๆ เพราะไม่รู้หาวิธีไหนเชิญตนไปพบ เพราะไม่มีความผิด และขณะนี้ตนต้องอยู่แบบหวาดผวา หวาดกลัวต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไปตามสถานที่ต่างๆ และตนจะไม่เดินทางไปพบแน่ นอนเพราะไม่ได้ผิดอะไร วันเดียวกัน ที่ศาลาประชาคม ภายในชุมชนบ่อนไก่ นางมาลี แสนประเสริฐศรี มารดา นายมานะ หรือเบิร์ด แสนประเสริฐศรี อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ถูกยิงศีรษะเสียชีวิตขณะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ได้จัดพิธีทําบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ลูกชายที่ครบรอบการเสียชีวิต 49 วัน มีบรรดาเจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง และผู้ที่เคยติดอยู่ภายในวัดปทุมฯและที่เคยร่วมชุมนุมอยู่บริเวณบ่อนไก่ มาร่วมงานกว่า 100 คน รวมทั้งน.ส.นวรัตน์ ฤกษ์มงคลรุจ อายุ 20 ปี แฟนสาวนายมานะ โดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้จัดบอร์ดแสดงภาพเหตุการณ์สลายม็อบของรัฐบาล และภาพนายมานะที่ถูกยิงเสียชีวิต น.ส.นวรัตน์กล่าวว่า ตนกับพี่มานะคบหากันมากว่า 2 ปี และเขาเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อน นิสัยดี และเป็นคนขยันทุกวันเขาจะออกไปขับแท็กซี่ที่ซื้อไว้เกือบทุกวัน และเวลามีเหตุก็จะให้ผู้โดยสารลง ส่วนตัวเองก็ไปช่วยเหลือทันที โดยไม่คิดเงินลูกค้า และช่วงที่อยู่ด้วยกันตนยังเคยออกไปกู้ภัยกับเขาด้วย แต่พอมาช่วงหลังที่มีม็อบไม่ได้ไป เพราะพี่มานะไม่ให้ไป บอกว่ามันอันตราย ก่อนหน้าที่พี่มานะเสียชีวิตขณะนั้นอยู่กับตนในร้านเกมหลังโลตัส พระราม 4 ระหว่างนั้นพี่มานะเอามือมาจับแก้มตน และตนก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าทั้งๆที่พี่มานะเพิ่งอาบน้ำมา ไม่นานพี่มานะก็หอมแก้มตนและก็ออกไปทำงานเพราะมีเหตุยิงกันที่บ่อนไก่ เหมือนเป็นลางบอกเหตุ หลังจากหายไปนานหลายชั่วโมงจนเกือบค่ำ ตนได้โทร.หาพี่มานะก็มีคนรับสายแทนบอกว่าพี่มานะตายแล้ว ตนตกใจมากรีบไปที่โรงพยาบาลทันที ตนเสียใจและเศร้าใจมาก ความจริงพี่มานะบอกตนว่าหากผ่อนรถแท็กซี่หมด ก็จะเก็บเงินสักก้อนมาขอตนแต่งงาน และสร้างบ้านอยู่ด้วยกัน แต่ต้องมาเสียชีวิตเสียก่อน วันเดียวกัน นายวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ผู้ช่วยรมต.ประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นประธานพิธีมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. จำนวน 71 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 5 ราย และผู้บาดเจ็บ 66 ราย รวมเป็นเงิน 5 ล้านบาท โดยนายวุฒิกร กล่าวว่า เงินช่วยเหลือที่มอบให้ผู้เสียหายในวันนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 71 ราย รวมเป็นเงิน 5 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายตามระยะเวลาที่เข้าพักรักษาตัว ที่ระบุในหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยพม.ได้มอบเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายไปแล้ว 12 ครั้ง รวมครั้งนี้ด้วยเป็น 1,381 ราย เป็นเงิน 70,743,209 บาท วันเดียวกัน นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้นายสุทิพย์ ไชยเดช นิติกรปฏิบัติการ และเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองฯ เดินทางมาชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ อายุ 47 ปี โชเฟอร์แท็กซี่เหยื่อปืน ให้สัมภาษณ์ว่าค่าสินไหมทดแทนที่ร้องขอถูกตัดออกจากวาระการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาในวันนี้ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา จนเกิดควมเครียดปีนขึ้นบันไดชั้น 8 ขู่ฆ่าตัวตาย นายสุทิพย์ กล่าวว่า ขอชี้แจงว่าคณะกรรมการพิจารณาฯ ต้องตรวจสอบพิจารณาตามลำดับเรื่องที่ร้องขอเข้ามา โดยเรื่องที่นายพงศ์พิชาญร้องเข้ามาในวันที่ 21 พ.ค. อยู่ในลำดับที่ 62 จึงยังไม่ได้เข้าวาระการประชุม เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนรวบรวมหลักฐานว่ามีคุณสมบัติตามที่ พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 กำหนดไว้หรือไม่ โดยนายพงศ์พิชาญให้การว่าโดนยิงประมาณ 5 ทุ่ม ขณะเดินอยู่บริเวณถ.ราชปรารภเพื่อไปทำธุระ จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น และเห็นแสงเลเซอร์สีฟ้าพุ่งมาบริเวณหน้าผาก จึงยกแขนขึ้นมาบังและรู้สึกว่าแขนข้างซ้ายถูกยิงจนเลือดไหล จึงหลบเข้าข้างกำแพงและนั่งรถจักรยานยนต์ออกมา ก่อนมีคนมาช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล มีความขัดแย้งกับที่ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ว่าโดนยิงประมาณ 5 ทุ่ม ขณะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณหน้าปั๊มเอสโซ่ ซ.รางน้ำ ถ.ราชปรารภ "การที่กรรมการพิจารณาฯ จะอนุมัติจ่ายเงินซึ่งเป็นเงินหลวงแก่ใคร จำเป็นต้องตรวจสอบหลักฐานทั้งจากตำรวจ โรงพยาบาล และพยานแวดล้อม ให้แน่ชัดเพื่อนำมาประกอบกับกฎ หมายตามพ.ร.บ.ฯ มาตราที่ 3 ที่ระบุว่าผู้เสียหายหมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตหรือร่างกายหรือจิตใจ เนื่องจากการกระทำความผิดทางอาญาของผู้อื่น โดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น ร่วมกับรายการท้ายพ.ร.บ.ฯ ลักษณะ 10 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย หมวด 1 ความผิดต่อชีวิต มาตรา 288 ถึง 294 และหมวด 2 ความผิดต่อร่างกาย มาตรา 295 ถึง 300 ประกอบกัน ซึ่งถ้าเป็นตามที่ผู้ร้องได้ให้สัมภาษณ์ก็ถือเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และผิดหลักเกณฑ์การร้องขอดังกล่าว" นิติกรปฏิบัติการ กล่าว
"สมศักดิ์ โกศัยสุข" นั่งหัวหน้าพรรค "การเมืองใหม่" แทนสนธิ
ที่มา ประชาไท พรรคการเมืองใหม่ประชุมใหญ่วิสามัญเลือกกรรมการบริหารและหัวหน้าพรรคแทน "สนธิ ลิ้มทองกุล" มีผู้ได้รับเสนอชื่อชิงตำแหน่ง 6 คน คือสมศักดิ์-สุริยะใส-ประพันธ์-อัญชะลี-พล.ร.ท.ประทีป-พล.อ.กิตติศักดิ์ ปรากฏว่าทุกคนถอนตัวหมดยกเว้น "สมศักดิ์ โกศัยสุข" ก่อนที่จะมีการลงคะแนนรับรองสมศักดิ์เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยคะแนนท่วมท้น เจ้าตัวลั่นนำพาพรรคการเมืองใหม่ให้เข้มแข็งพร้อมสานต่ออุดมการณ์พันธมิตรฯ ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานเมื่อวานนี้ (3 ก.ค.) ว่า ที่อาคารนิมิบุตร ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ พรรคการเมืองใหม่ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2553 เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งรวมทั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ลาออกจากสมาชิกและหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2553 ที่ประชุมได้เสนอชื่อผู้เข้าแข่งขันรวมทั้งสิ้น 6 คน ประกอบด้วยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข,นายสุริยะใส กตะศิลา,นายประพันธ์ คูณมี,พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ,น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก,พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมย์ ซึ่งปรากฏว่าทุกคนถอนตัวยกเว้นนายสมศักดิ์ ซึ่งที่ประชุมได้ลงคะแนนลับ รับรองนายสมศักดิ์เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยคะแนนท่วมท้น หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติเลือกกรรมการในส่วนที่สมาชิกเสนออีก 12 คน จากที่เสนอทั้งหมด 17 คน โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือก 12 คนประกอบด้วย 1) พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ 2) นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ 3) นายประเสริฐ เลิศยะโส 4) พันเอกไพโรจน์ นิยมพันธุ์ 5)นายพิชิต ไชยมงคล 6) นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร 7)นายทศพล แก้วธิมา 8) นายรังษี ศุภชัยสาคร 9) นางนิตยา กุระคาน 10) นายณัฐดิษฐ์ นันท์วิมลวุฒิ 11)นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์ 12) นายสราวุธ นิยมทรัพย์ นายสมศักดิ์ได้กล่าวขอบคุณที่ประชุมพร้อมประกาศว่ากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่คือผู้อาสานำพาพรรคให้เข้มแข็งรองรับการขับเคลื่อนการเมืองใหม่ โดยโครงสร้างและปรัชญาการทำงานของพรรคนั้น พรรคจะยังมีทีมงานในส่วนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งและส่วนที่พร้อมจะทำงานบริหารประเทศ ซึ่งทั้งส่วนที่จะเป็น ส.ส.และผู้บริหารประเทศในอนาคตจะต้องนำข้อเสนอเรียกร้อง อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ของสมาชิกพรรคและพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปปฏิบัติให้เป็นจริงในทุกด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจที่มีปัญหารวยกระจุกจนกระจาย,ปัญหาการเสียเอกราชดินแดน,ปัญหา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ,ปัญหาการศึกษา,ปัญหาโครงสร้างตำรวจและการบังคับใช้กฎหมายที่ล้มเหลว เป็นต้น
จากนั้นที่ประชุมได้เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคอีก 24 คน โดยส่วนแรก 12 คน เป็นกรรมการที่หัวหน้าพรรรคนใหม่เสนอให้ที่ประชุมลงคะแนนรับรองประกอบด้วย 1)นายพิเชฏฐ พัฒนโชติ เป็นรองหัวหน้าพรรค 2)นางภินันทน์ โชติรสเศรณี รองหัวหน้าพรรค 3)นายเทิดภูมิ ใจดี รองหัวหน้าพรรค 4)นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค 5)นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค 6)นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง รองเลขาธิการพรรค 7)นางสาวเสน่ห์ หงษ์ทอง นายทะเบียนสมาชิกพรรค 8)นางสาวสุวันนี ไวสีแสง เหรัญญิกพรรค 9)นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ กรรมการ 10)นายบรรจง นะแส กรรมการ 11)นายอัศวัชร์ อภัยวงศ์ กรรมการ 12) ดร.สมบัติ เบญจศิริมงคล
ใบตองแห้งออนไลน์: สามเหลี่ยมทองคำ!
ที่มา ประชาไท ใบตองแห้งออนไลน์ OMG! Oh My Gosh! ระบอบอภิสิทธิ์อนุมัติงบประมาณฟรีจากภาษีประชาชน 600 ล้านให้อานันท์-หมอประเวศ ไปตั้งสำนักงานปฏิรูปประเทศไทย ใช้เวลาการทำงาน 3 ปี ไม่ผิดไปจากที่ปรามาสไว้ ลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ สอนให้ชาวบ้านไม่ต้องพึ่งทุนนิยม แต่ทำอะไรต้องใช้เงินมหาศาล ถลุงงบประมาณยิ่งกว่าโครงการทีมชาติไทยไปบอลโลก (เซ็งเป็ดเลย กะจะเชียร์อาร์เจนตินาถล่มเยอรมันซักหน่อย ดันโผล่มาเชียร์ด้วย) สิ่งที่ผมติดใจคือ สำนักงานปฏิรูปประเทศไทย จะต้องเอาเงินไปทำอะไร ในเมื่อหน้าที่ของอานันท์ ประเวศ คือออกพิมพ์เขียวแนวทางปฏิรูปไปให้รัฐบาล ซึ่งจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็แล้วแต่ หมอประเวศทำงานมา 30 ปี จะเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศทั้งที ทำไมต้องใช้เงินถึง 600 ล้านไปคิดวิเคราะห์ ปราชญ์อย่างท่านยังไม่ตกผลึกอีกหรือ ผมเชื่อว่าใช้เวลาเพียง 7 วัน หมอประเวศก็น่าจะเขียนออกมาได้เป็นข้อๆ ซัก 10-20 ข้อว่าควรจะปฏิรูปประเทศไทยอย่างไรบ้าง หรือว่าเงินภาษี 600 ล้านจะช่วยเนรมิตแนวคิดพิสดารบรรเจิดเลิศเลอ อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในสังคมไทย จะช่วยให้ลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์บรรลุขั้นสกทาคามี (ปัจจุบันท่านคงบรรลุโสดาบันไปแร้ววว...) คิดฝันปั้นแต่งสิ่งวิเศษสุดสำหรับสังคมไทย ที่ไม่มีใครเคยคิดได้มาก่อน อ๊ะอ๊ะ แต่ถ้าเงิน 600 ล้านหมดแล้ว ได้ข้อสรุปออกมา 10-20 ข้อเหมือนคัดมาจากหนังสือหมอประเวศ ก็เตรียมตอบคำถามประชาชนเจ้าของเงินภาษีไว้ด้วยนะครับ แต่มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ก็อาจเป็นได้ว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นก็จะต้องใช้งบประมาณ ระดมมวลชน NGO ในเครือข่าย สสส.พอช.มาร่วมฟังการเสวนา ที่มีวิทยากรเช่น อ.อคิน อ.ศรีศักดิ์ อ.ไพบูลย์ หมอพลเดช หมอชูชัย หมอวิชัย ประสาร มฤคพิทักษ์ ครูหยุย ครูแดง รสนา ผัวรสนา วิทยากร เชียงกูล ฯลฯ จากนั้นก็เปิดให้พูดคุยแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็น โดยพูดอะไรที่เป็นพุทธปรัชญาเข้าไว้ ลอยๆ เข้าไว้ น้ำเสียงเนิบๆ เข้าไว้ ไม่รู้อะไรก็พอเพียงเข้าไว้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้งบประมาณค่าจัดประชุมค่าเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักค่าเดินทาง แม้อาจจะไม่จัดเลี้ยงหัวละ 850 บาทเหมือนที่กระทรวงสาธารณสุขจัดประชุม อสม. แต่ลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ก็ต้องเดินได้ด้วยเงินเหมือนกันนะคร้าบ พูดๆๆๆๆๆ กันอยู่อย่างนี้ 3 ปี ผลการรวบรวมความคิดเห็นมวลชนก็จะออกมาไม่ต่างจากที่หมอประเวศเขียนออกมา 10-20 ข้อในเวลา 7 วัน เพียงแต่ประทับตรา “ประชาชนมีส่วนร่วม” (แบรนด์เนมเลยละ) อ้าว! ก็คุณตั้งวงกันเองมีส่วนร่วมกันเอง คนอื่นเขาไม่เข้าร่วม แล้วมันจะมีประเด็นของคนอื่นโผล่มาได้อย่างไรละครับ ผมเนี่ยนึกภาพออกเลยว่าจะต้องมีการจัดประชุมเสวนามวลชนแบบพวกเครือข่ายพลเมืองกรุงเทพฯ ของหมอพลเดช และภุชงค์ กนิษฐชาติ ที่พูดอะไรนิ่มๆ น่าฟัง แต่ไม่มีสาระนอกจากจะพยายามทำให้สังคมประนีประนอมโดยไม่แก้ไขรากเหง้าของปัญหา ถามว่าในเมื่อรู้แล้วว่าปั๊มแบรนด์เนม “ประชาชนมีส่วนร่วม” แล้วผลสรุปก็จะออกมาเหมือนเดิม ถ้าอย่างนั้นจะต้องทำทำไม ยังจำได้ไหม ตอนที่พี่เปี๊ยกกับ อ.พิชายเสนอโปรเจกท์ 100 ล้านของบ สสส.มาเคลื่อนไหวเสริมสร้างประชาธิปไตย คราวนั้นไม่ได้ แต่คราวนี้ได้มาเต็มๆ 3 ปี 600 ล้าน ในทางทฤษฎีการเคลื่อนไหวเขาเรียกว่าเป้าหมายยังไม่สำคัญเท่ากระบวนการ นั่นคือรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่กระบวนการเคลื่อนไหวจะช่วยสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง ดึงมวลชนเข้ามาเป็นพวกของตัวได้มากขึ้น ฉะนั้น เงินภาษี 600 ล้านนี้ เป้าหมายที่แท้จริงก็คือ การสยายปีกของเครือข่ายลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเขาจะเอาไปสร้างมวลชน สร้างองค์กร-ที่ไม่ใช่พันธมิตร เพราะไม่ได้มาทั้งหมด แต่มาเฉพาะเครือข่าย NGO ลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ (คือพวกพี่เปี๊ยกของผมนี่แหละ) ส่วนพวกสนธิ ASTV ฮาร์ดคอร์ ก็จะค่อยๆ หมดบทบาทกลายเป็นซากทางประวัติศาสตร์ไป หรือเป็นได้แค่ผู้สนับสนุน ที่น่าจับตาอย่างยิ่งก็คือ มันมีสัญญาณบ่งบอกว่าการสยายปีกครั้งนี้ของเครือข่ายลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ จะมุ่งไปที่ “ปฏิรูปการศึกษา” ฟังดูก็น่าจะดีนะครับ แต่อย่าลืมว่าลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ไม่เคยทำอะไรฟรีๆ แค่เสนอความเห็นแล้วจบ มันมีความเป็นไปได้ว่าการ “ปฏิรูปประเทศไทย” จะนำไปสู่การตั้งองค์กรที่มาดูแลปฏิรูปการศึกษา โดยอยู่ภายใต้เครือข่ายลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ เปรียบเหมือน สสส.ภาคการศึกษา มีแหล่งที่มาของเงินทุนที่แน่นอน (ซึ่งน่าจะได้เงินมาจากการเก็บภาษี ร.ร.กวดวิชาเคมีครูอุ๊ แบบ สสส.ได้มาจากภาษีเหล้าบุหรี่ ฮิฮิ) คราวนี้แหละครับ หมอประเวศจะได้นอนตายตาหลับเสียที เพราะเครือข่ายลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์ (โปรดสังเกตผมสะท้อนเสียง 3 ครั้ง) จะเข้าไปยึดครองงานด้านประชาสังคมทั้ง 3 ด้านนั่นคือ การศึกษา สาธารณสุข และงานพัฒนาชุมชน ผ่าน สสส. พอช. และองค์กรด้านการศึกษาที่จะตั้งขึ้นใหม่ โดยมีสาวกลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์เข้าไปยึดครองอำนาจการบริหารทั้งหมด มีเงินให้ใช้จ่ายปีละนับหมื่นล้านหมุนเวียนสนับสนุนเครือข่ายของตัวเอง โดยรัฐบาลไหนมาก็แตะต้องไม่ได้ ไชโย ลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์จงเจริญ ไชโยๆ คิดแล้วก็อยากเอาหัวตัวเองโขกกำแพง ไอ้โง่เอ๊ย ถ้ารู้จักเก็บปากเก็บคำทำหนิมหน่อย วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรอย่างเนียนๆ ไม่เขียนลงประชาไท ไม่ปากสว่างลามปามหมอประเวศ อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพวกพี่เปี๊ยกพี่หมอพลเดช (แถวๆนั้นรู้จักตั้งหลายคน) เผลอๆ จะได้งานทำในสำนักงานปฏิรูปประเทศไทย ไม่ต้องวิจัยฝุ่นอยู่อย่างนี้ เขาอยากได้อยู่แล้วคนที่ภาพ “เป็นกลาง” หน่อย เพราะมันดูดีโรยหน้าได้ หรือไม่ก็อาศัยช่วงฮือฮา “ปฏิรูปสื่อ” ตั้งองค์กรเขียนโปรเจกท์อะไรซักอย่างแบบงานวิจัยผลกระทบและพัฒนาสื่อ ร่วมมือกับน้องๆ 3-4 คน ไปขอชื่อพวกพ้องในเครือข่ายมาเป็นที่ปรึกษา ของบ สสส.ซักปีละ 5-10 ล้าน ตั้งเงินเดือนให้ตัวเองพร้อมเบี้ยประชุมค่าน้ำมันรถ ซื้อตึกซักหลังแล้วติดป้าย “อาคารปลอดบุหรี่” ยังไปขอเงิน สสส.มาต่อเติมซ่อมแซมได้อีก งาน NGO สมัยนี้น่ะทำไม่ยากหรอกครับ มีชื่อหน่อย มีเครดิตหน่อย เขียนโปรเจกท์เป็น มี “คนดี” รับประกันว่าเราเป็น “คนดี” (ในเครือข่ายเดียวกัน) ทำโครงการ “แด่น้องผู้หิวโหย” “แต่น้องผู้หิวข้าว” “แด่น้องผู้หิวน้ำ” (ยกเว้นอย่างเดียวห้าม “แด่น้องผู้หิวบุหรี่”) ก็ของบ สสส.ได้แล้ว เพราะในขณะที่ประชาไท (หลังถูก สสส.ตัดเงินสนับสนุน) ดิ้นกระแด่วๆ ขอบริจาคเงิน 1 ล้าน ยังได้มาไม่กี่สตางค์เนี่ย สสส.เขาเปิดให้ขอโครงการระดับหมู่บ้านส่งทางอินเตอร์เน็ตไม่ต้องเห็นหน้าเห็นตากัน ก็ยังได้ทันที 2 แสนบาท ไม่เชื่อไปเปิดเว็บ สสส.ดู ที่จริงอยากเขียนยาวกว่านี้ แต่วันนี้เวลาไม่พอไว้ต่อภาคสองดีกว่า คือผมมองว่าความขัดแย้งในสังคมไทยวันนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างความคิดเสรีประชาธิปไตย กับความคิดอนุรักษ์นิยมหรือจารีตนิยม ซึ่งนานไปฝ่ายล้าหลังจะพ่ายแพ้ แต่ลัทธิประเวศศ์ศ์ศ์แทรกเข้ามาเป็น “นีโอคอนส์” เป็นตัวช่วยที่น่ากลัวของฝ่ายจารีตนิยม ออกตัวด้วยว่าผมอาจจะวิเคราะห์ผิด ที่ว่าเขาจะเอาเงิน 600 ล้านไปปฏิรูปประเทศไทยอย่างไร คือบางทีเงิน 600 ล้านเนี่ยอาจจะเอาไปใช้เพื่อตีความคำพูดของหมอประเวศ เพราะตัวหมอประเวศเองอาจไม่สามารถอธิบายความคิดตัวเองออกมา 10 ข้อ 20 ข้อ การตีความคำพูดหมอประเวศเนี่ยเป็นงานที่ลำบากยากเย็นมากนะครับ ใครอ่านหมอประเวศเขียนแล้วจับประเด็นอะไรได้ลองเอามาแลกเปลี่ยนกันดู เผลอๆ จับได้ไม่เหมือนกัน มีน้องอดีต NGO คนหนึ่งเขาตั้งฉายาให้ว่าหมอประเวศก็คือ “บิ๊กจิ๋ว” แห่งภาคประชาสังคม เพราะบิ๊กจิ๋วพูดอะไรไม่เคยฟังรู้เรื่อง พูดทีไรก็รักทุกคน ฝ่ายนั้นก็รักฝ่ายนี้ก็รัก มีแต่เรื่องดีๆ ไปโม้ด นักข่าวใหม่ๆ ไปฟังบิ๊กจิ๋วบรรยายกลับมามึ้นตึ้บทุกคน พูดอะไรไม่รู้ จับประเด็นไม่ได้ หมอประเวศก็เหมือนกัน แกถึงต้องเขียนมาไง ใบตองสีส้ม ป.ล.รักฟลายอิ้งดัทช์แมนมาตั้งแต่ความพ่ายแพ้เพราะความงดงามในปี 1974 คารวะโยฮัน ครัฟฟ์ ที่ไม่ยอมไปเตะบอลโลก 1978 เพราะอาร์เจนตินาเป็น “เผด็จการ” ถึงอัศวินสีส้มทีมนี้จะน่าเบื่อเน้นเกมรับ แต่ทำไงได้ ของมันผูกพันมานาน ส่วนที่เชียร์อาร์เจนตินาไม่ได้ชื่นชอบเป็นพิเศษ แต่ใครแข่งกับเยอรมันเชียร์ทีมนั้น เพราะเกลียดฟุตบอลกลไกที่ทำลายความสวยงามมาทุกยุคสมัย ตั้งแต่ฮังการีปี 1954 ฮอลแลนด์ปี 1974 และฝรั่งเศสยุคพลาตินีเมื่อปี 1986
3 ก.ค.53
..............................
ธเนศวร์ เจริญเมือง: ประชาธิปไตย 2 ระดับในสังคมไทย
ที่มา ประชาไท ธเนศวร์ เจริญเมือง

