ที่มา Thai E-News โดย เบญจา ศิลารักษ์
สำนักข่าวประชาธรรม
5 กรกฎาคม 2553
ขณะที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศไทย การปรองดองแห่งชาติและการแก้รัฐธรรมนูญ ภายใต้การ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งนานาประเทศเริ่มจับจ้องมองไทย พร้อมกับการเรียกร้องให้มีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงฉบับนี้ เพราะ มีมุมมองว่าเป็นการกระชับวงล้อมการปฏิรูปประเทศไทย และการปรองดองแห่งชาติเหลือเพียงแค่คนบางกลุ่ม ขณะที่เสียงของคนเสื้อแดงที่มีจำนวนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันหรืออาจมากกว่านั้นกลับถูกกลบเกลื่อน ลบเลือน และคนเสื้อแดงต้องอยู่หลบซ่อน โดนคดี และไม่มีใครพูดถึงคนตาย คนบาดเจ็บ สูญหายอีกต่อไป มหกรรมการซุกความเลวร้ายไว้ใต้พรมกำลังเริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลองมาฟังเสียงคนที่ไม่มีพื้นที่ ไม่ปรากฏอยู่ในวงสัมมนาที่ไหน หรือสื่อใดๆ ต่อความเห็นที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูป สร้างภาพ หาเสียง ตลอดไปจนถึงกลุ่มองค์กร เครือข่ายประชาสังคมที่เข้าร่วมกับกระแสปฏิรูป และทิ้งคนเสื้อแดงไว้อย่างโดดเดี่ยวนั้น พวกเขาคิดอย่างไรในกระแสปรองดอง การปฏิรูป และการแก้รัฐธรรมนูญนั้น
เราพบกับกลุ่มคนเสื้อแดงอำเภอฝางกลุ่มเล็กๆ ที่บ้านสันทรายคลองน้อย ต.คลองศิลา อ.ฝาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน และคนแก่ ที่อายุสูงสุดเกือบ 80 ปี แต่ยังแข็งแรง และในดวงตามีความมุ่งมั่นและไม่มีแววย่อท้อ ทั้งหมดนี้เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ นานเป็นปี นับตั้งแต่ปี 2552 แล้ว และในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ก็มีบางส่วนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย จนถึงการสลายชุมนุมในเขตอภัยทาน ที่วัดปทุมวนาราม ที่เธอคนนั้นบอกกับเราว่า “เป็นประสบการณ์ที่เธอจะจำไปวันตาย” และเธอคนนี้อีกที่ประกาศสู้ตายก่อนที่จะไปเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช.ในช่วง 19-20 พ.ค. โดยได้ฝากฝังญาติพี่น้อง เรื่องทรัพย์สมบัติที่จะให้หลานๆ ไว้แล้ว รวมไปถึงการดูแลหมู ไก่ที่เธอเลี้ยงไว้ที่บ้าน
และเสียงที่จะถ่ายทอดนี้ เป็นเสียงของผู้หญิงหลายคนที่ช่วยกันเล่า ช่วยกันถ่ายทอดออกมา ด้วยความอัดอั้นอย่างที่สุด เธอบอกกับเราว่าดีใจที่สุดที่มีคนมาฟังพวกเธอบ้าง ทุกวันนี้รู้สึกอัดอั้น และคับแค้น ไม่มีสื่อไหนที่เปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดง ไม่เคยมีวันไหนที่จะนอนหลับเป็นอย่างสุข เพราะยังคงอยู่กับทหาร มีทหารมาป้วนเปี้ยนที่บ้านอยู่ตลอดเวลา
ทำไมถึงไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง
เฮารู้สึกบ่พอใจตั้งแต่เปิ้นมาไล่นายกฯ (ทักษิณ) ของเฮาออก ทำร้าย ส.ส. ก็เหมือนกับทำร้ายเฮา บ้านเมืองนี้มันบ่มีความเป็นธรรม มันมีปัญหาสองมาตรฐานมาตลอด พอสมชาย วงศ์สวัสดิ์มาเป็นนายกฯ ก็โดนไล่ออกอีกพอสมัครมาก็โดนไล่ออกอีก ที่อภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ ก็เหมือนกับอุ้มมาสำหรับพวกพ้องตัวเองเฮาแค่ต้องการยุบสภา แล้วก็เลือกตั้งใหม่เท่านั้นเอง ต่อมาก็มีปัญหาสองมาตรฐานทุกเรื่องไม่จบสิ้น มีตลอด ตอนที่พันธมิตรไปยึดสนามบินก็ไม่มีใครดำเนินคดี แต่พอถึงคนเสื้อแดงชุมนุมบ้างกลับถูกจับ ถูกดำเนินคดี
ตอนที่เปิ้นจะลงประชามติรัฐธรรมนูญ 50 ก็อีก เขามีคำสั่งมาทางอำเภอเลยว่าให้ชาวบ้านรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 เฮาบ่ยอมเซ็น เพราะมันไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เฮาต้องการ แต่เขาก็ยังมาบังคับขืนใจเฮา ที่ไม่เห็นด้วยเพราะรัฐธรรมนูญ 50 เพราะมันสร้างกลไกที่เฮาเข้าไม่ถึง ไม่มีกฎเกณฑ์ จะเอาถูกเอาผิดกับใครก็ได้ เลือกปฏิบัติ เลือกใช้ได้ อย่าง กกต.ก็เป็นพวกของเขา ตามใจฉัน บ่มีความเสมอภาค มันเหมือนกับเป็นกลไกของเขา พวกเขาเอง
เฮาแค่ต้องการให้มีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่เท่านั้นเอง แต่เฮาก็โดนว่าเป็นเพราะทักษิณ ความจริงมันบ่เกี่ยว ถึงเลือกตั้งใหม่ แล้วทักษิณไม่กลับมา เฮาก็ยอมรับ เฮาขอแค่เลือกตั้ง และพิสูจน์กันไปเลย และเมื่อใครมาเป็นรัฐบาลก็อย่ามาไล่ออกไป ต้องยอมรับกติกากันทุกฝ่าย บ้านเมืองถึงจะมีความเป็นธรรม
ในช่วงที่เฮาไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ที่บ้านเฮาจะมีการฮอมเงินกันบ้านละ 10 บาท 20 บาท คนมีเงินหน่อยก็ 100 บาท 200 บาท ใครมีมากก็ฮอมมากหน่อย อย่างคนที่ค้าขายในตัวอำเภอก็จะลงขันมากหน่อย คนทำสวน ทำนาก็น้อยหน่อย เมื่อเราตกลงใจว่าจะไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เฮาก็เริ่มทำผ้าป่าก่อน หลังจากนั้นก็เลี้ยงโต๊ะจีน ทำคอนเสริ์ต์ ทำทุกอย่าง ก็ได้เงินเป็นแสนๆ ก็ตั้งวิทยุชุมชนขึ้นมา พอตั้งวิทยุชุมชน กลุ่มของเรายิ่งขยายเพิ่มขึ้น มันเหมือนกับว่าคนที่บ่พอใจรัฐบาลมีมากขึ้นเพราะเขารู้สึกอย่างเดียวกัน คือ “มันไม่ถูกต้อง ไม่มีความเป็นธรรม ,ปัญหาสองมาตรฐาน ”
เมื่อตั้งวิทยุชุมชนขึ้นมา ชาวบ้านสนใจฟังข่าวสารกันมาก วิทยุทรานซิสเตอร์ที่ขายในตลาดแทบไม่พอเพราะชาวบ้านแห่กันซื้อ เพราะอยากฟังข่าวสารที่ไม่ได้มาจากกระแสหลัก กลุ่มของเฮาก็ขยายไปถึงบนดอยในเขตเชียงราย ชาวเขาเผ่ามูเซออร์ เขาก็มาร่วมกับเฮาทั้งหมู่บ้านเขาก็เห็นว่ามันไม่ถูกต้องเหมือนกันบ้านเมืองเราตอนนี้ ตอนที่ทำผ้าป่าเขาก็ร่วมบริจาคด้วย พอไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ เขาก็เอาข้าวสารมาฮอมและการทำผ้าป่าก็อาจจะมีเงินของ ส.ส.บริจาคมาบ้างก็เป็นธรรมดา แต่เฮาไม่ได้เคลื่อนไหวเพราะเงินหรือใครจ้างมา เงินที่มีการบริจาคกันมา ก็เอามาเป็นกองกลาง ไว้จ่ายค่ารถบัส ค่าน้ำมัน ส่วนอาหารที่เอาไปชุมนุม ชาวบ้านจัดจัดการเอง วันที่ไปกรุงเทพฯ เฮาจะสับแปลี่ยนกำลังกันไป ครั้งหนี่ง แต่ละบ้านก็ไปเป็น 10 คันรถ ก็ประมาณ 100 กว่าคน
เหตุการณ์ที่วัดปทุมนั้น เฮาก็บ่เข้าใจว่าทำไมต้องยิงเข้าไปในวัดด้วย ทั้งๆ ที่เป็นเขตอภัยทาน พี่บาน ผู้หญิงคนเดียวในหมู่บ้านที่ไปเข้าร่วมชุมนุมตอนนั้น สะท้อนว่า ณ วินาทีนั้นเธอพร้อมตายที่ราชประสงค์ แต่ก็มีคนกระชากแขนเธอไปที่วัดปทุม ฯ และในเวลาต่อไปไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงปืนดังระรัว แล้วก็มีคนตาย...
จะปรองดอง ปฏิรูปแล้วคิดอย่างไร
หลังปราบปรามประชาชนแล้ว คนเสื้อแดงที่กลับบ้านก็ยังไม่เป็นสุขเลยต้องอยู่อย่างหลบซ่อน พอดูโทรทัศน์กระแสหลักก็รู้สึกว่ามันลำเอียง อยากทุบทีวีแล้ว และรู้สึกไม่มีเรื่องที่มันเป็นจริงเลย มีแต่โกหกกันไปวันๆ ชาวบ้านจะเลือกดูแต่เคเบิล เพราะยังทำให้ชาวบ้านรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงมากกว่า และเขาก็ยังเปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดงอยู่บ้าง ถ้าจะปฏิรูปและแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องให้เกิดความยุติธรรมก่อน ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก่อน อย่างนี้มันเหมือนกับทำเพื่อเป็นการสร้างภาพเท่านั้นเอง แล้วคนเสื้อแดงก็อยู่กับความอึดอัดคับข้องใจ
อย่างเรื่องปฏิรูปฯ ตอนนี้เฮาไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าถามชาวบ้านจริงๆ คือจะปฏิรูปก็ต้องเป็นเป็นธรรม ปฏิรูปที่ดินที่เขาคุยกันเมื่อเร็วๆ นี้ ตามความคิดของชาวบ้านมันยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เพราะมันก็จะมีคนบางกลุ่มเท่านั้นเองที่ได้รับ และคิดว่านายทุนอีกที่จะได้ประโยชน์
ประชาธิปไตย-การแก้ปัญหาชาวบ้าน
นโยบายที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นประโยชน์ คือสมัยที่ทักษิณยังอยู่ รู้สึกว่าสอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้าน อย่างเรื่องเงินกองทุนหมู่บ้าน มันสามารถช่วยชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปากหลายราย เขาไม่ระบุ ไม่บังคับว่าชาวบ้านจะเอาเงินไปทำอะไร บางคนเอาเงินไปต่อทุน ลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆ ได้ แต่พอมาถึงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เขาจะระบุมาเลยว่าคนที่จะมากู้เงินต้องเอาเงินไปทำเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าชาวบ้านจะซื้อรถไถนาเขาก็บอกให้เราซื้อควาย มันถึงจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นจริงยุคนี้มันทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เฮาไม่มีแรงขนาดนั้น ลูกหลานเฮาก็ไปเรียนในเมืองมันต้องมีเครื่องทุนแรงบ้าง
สิ่งที่จะบอกว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ให้ดูจากสื่อด้วย ตอนนี้ไม่มีสื่อไหนที่มีความเป็นกลาง สื่อเอียงข้างหมด มีแต่เรื่องโกหกของรัฐบาล ตอนนี้เฮาไม่ได้ดูสื่อหลักแล้ว มันดูไม่ได้เลย เฮาต้องมานั่งคุยกันเองแล้วก็ดูเคเบิลที่ยังพอดูได้บ้าง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 6, 2010
เสื้อแดงเชียงใหม่คิดอย่างไรในกระแสปรองดองและการปฏิรูป
เหลือเชื่อ ไอ้ตัวซวย!..
ที่มา Thai E-News.jpg)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพประกอบ บอร์ดประชาไท
5 กรกฎาคม 2553
อาจเป็นไปได้ว่าความอัปมงคลเข้าตัวมาก หลังสั่งการเข่นฆ่าประชาชนทำให้เสียงสาปแช่งเต็มบ้านเต็มเมือง ความซวยเลยครอบงำนายกฯระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์ แต่ที่แย่กว่านั้นคือนายอภิสิทธิ์ได้ลากเอาทีมฟุตบอลเต็งจ๋าระดับโลกซวยตามไปด้วย แค่เขาเชียร์ทีมไหน เห็นผลทันตา คือแพ้เรียบ แพ้กระจุยแบบไม่น่าเชื่อ
ล่าสุดอภิสิทธิ์ได้ประกาศเลิกเชียร์ทีมในฟุตบอลโลกคู่ 4 ทีมสุดท้ายแล้วอ้างว่ากลัวแฟนบอลเดือดร้อนเสียกำลังใจไปกับความซวยของเขา
กลายเป็นข่าวฮือฮาว่า"ตัวซวย"มีจริง เพราะเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกปากเชียร์ฟุตบอลทีมไหนความซวยก็มาเยือนทีมนั้นไปทุกทีมชนิดเหลือเชื่อ จนทำให้ล่าสุดได้ประกาศยุติการให้สัมภาษณ์แล้วว่าเชียร์ทีมไหน เพราะกลัวทีมนั้นจะเดือดร้อน
ก่อนนี้นายอภิสิทธิ์ออกปากให้สัมภาษณ์นักข่าวเชียร์ทีมอังกฤษ โปรตุเกส บราซิล และอาร์เจนติน่า ปรากฎว่าแพ้เรียบ
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่าเชียร์ทีมชาติอังกฤษ แต่อังกฤษ ก็ตกรอบ 2 เพราะพ่ายเยอรมนี ต่อด้วยการเชียร์โปรตุเกส โดยเยาะเย้ยสเปนคู่แข่งขันว่า"สเปนมีดีอะไร.."ผลปรากฎว่าโปรตุเกสก็ตกรอบ 2 ด้วยฝีมือสเปนไปอีกทีม
จากนั้นหันมาเชียร์บราซิล เต็งจ๋าแชมป์โลก ก็โดนฮอลแลนด์เขี่ยตกรอบและล่าสุดนายกฯการันตีว่า อาร์เจนติน่าจะเอาชนะเยอรมนีพร้อมกับทะลุเข้าไปคว้าแชมป์โลกมาครอง แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเยอรมนีถล่มเอาชนะอาร์เจนติน่าไปขาดลอย 4-0
"ต่อไปผมจะให้สัมภาษณ์ได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องฟุตบอล" นักข่าวถามว่าทำไมไม่ทำนายต่อหละ? นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่มีแล้วครับ ไม่พูดแล้วครับ เลิกแล้วครับ คนเราพอผิดแล้วก็ต้องยอมรับผิด ไม่อุทธรณ์ ไม่ฏีกา เมื่อถามว่า ไม่เชียร์ทีมเยอรมนี ต่อไป เขาไม่ให้ผมเชียร์ใครแล้ว ตอนนี้แฟนๆ เขาเดือนร้อน"
ทั้งนี้นายกฯ เป็นแฟนบอลทีม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และมาเชียร์ออกหน้าออกตาตอนได้เป็นนายกฯ ผลก็คือเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้วทีมนี้ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ก่อนจะกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้งในฤดูกาลที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยมีเสียงเตือนว่า อย่ามาเชียร์อีกจะได้ไหม..
6 วัน 63 ล้านเสียงด่าไล่มาร์คไปตายซะ

โรคจิตอยากโดนด่า -เปิดรับสายวันแรกโครงการ6วัน63ล้านความคิด เจอชาวบ้านไล่ไปลงนรกเปิดรับสายวันที่สองชาวบ้านไล่ให้ยุบสภา เปิดสายวันที่สามชาวบ้านถามหาความยุติธรรมมาตรฐานเดียวก่อนหน้านั้นไปเดินหาเสียงที่โรงพยาบาลโดนชาวบ้านด่าเต็มหู"ไอ้เหี้ย"( ดูข่าว )ส่วน"ไก่อู"มาช่วยรับสายเจอด่า"ไอ้สัตว์ ฆ่าประชาชน"เต็มๆ( ดูข่าว ) ล่าสุดวิลลี่-เสนาหอยมาช่วยรับสายบอกโดนด่าหูชา ไล่ให้รัฐบาลไปตายซะ
เกจิได้แนะนำมาร์คว่า หากแค่อยากโดนด่าฟรีให้โทรไปรายการวิทยุของอาจารย์วีระ ธีรภัทร ทางFM96.5MHzช่วงบ่ายๆจ้นทร์-ศุกร์ก็ได้ไม่ต้องเปลืองงบประมาณภาษีประชาชน
รายงานการชุมนุมคนเสื้อแดง ในกรุงเบอร์ลิน 4 ก.ค.

โดย Rojana
5 กรกฎาคม 2553
พันธกิจ Thairedgermany เสื้อแดงไทยในเยอรมนี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ นครเบอร์ลิน
หลังได้รับทราบข่าวการเดินทางมาพบปะคนไทยที่สถานทูตไทยนครเบอร์ลินของ รมต.ต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ ชาวเสื้อแดงก็มีคำถามมากมายแต่ออกเป็นหลายฝ่าย แต่ที่แน่นอนที่สุด ทุกฝ่ายต้องการ”พบปะ” ในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานของรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์ซึ่งเพิ่งสลายการชุมนุมเสื้อแดงด้วยวิธี“กระชับพื้นที่”ด้วยการสูญเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายเกินร้อย รวมทั้งนักข่าวสากลหลายประเทศ และมีผู้บาดเจ็บกว่าสองพันรายรวมทั้งการทำลายสถานที่เอกชน+ราชการมากมายทั่วประเทศ
ช่วงนี้โลกกำลังคึกคักด้วยอิทธิพลบอลโลก การเดินทางของกลุ่มเสื้อแดงไทยในเยอรมนี คือ ติดธงแดง และเปิดเพลงสุดลำโพงเดินทาง จอดปั๊มไหน กลุ่มมอร์เตอร์ไซด์ และ นักเดินทาง ก็คงคิดว่าพวกเราเป็นกลุ่มเชียร์บอล ได้ฟังเพลงคึกคักของสาวเสื้อแดง ก็แด๊นซ์กระจายกันเข้ามาหาพวกเรา ๆ เลยได้ถือโอกาสยกป้ายแสดงความจริงและอธิบาย คนยิ่งมารุมมากเรายิ่งได้อธิบายมากตลอดระยะทาง
พวกเราไปถึงพร่อยเซ่นปาร์ก(สนามหลวงเบอร์ลิน)ตอนบ่าย พอจัดกลุ่มนั่งลง ก็จะมีเสื้อแดงหน้าใหม่ ๆ ทะทอยมาร่วมวง นำอาหาร+เครื่องดื่มมาบริการร่วมสังสรรค์ และถามหาว่า”พี่คนไหนแดงแจ๊ด” และมีการสนทนาประสาคนอุดมการณ์เดียวกันเป็นวงใหญ่ขึ้นทุกที ขณะเดียวกันเราก็วางแผ่นภาพนิทรรศการเหตุการณืขอพื้นที่คืนราชประสงค์ของรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์อันหฤโหด มีบางคนในกลุ่มเรายืนอธิบายบอกเล่าถึงเหตุการณ์ทำลายล้างกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมืองไทยแก่ผู้สนใจตลอดเวลา
จนถึงเวลา 18.00น. กลุ่มเสื้อแดงไทยในเยอรมนีได้เคลื่อนพลไปยืนอยู่ตรงข้ามประตูทางเข้าสถานทูตไทยในนครเบอร์ลิน รอต้อนรับนาย กษิ๖ ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศยุคเผด็จการอภิสิทธิ์ชนของประเทศไทย คศ.2010 ที่ปฏิบัติการปราบผู้ชุมนุมดุเดือดเลือดท่วมราชประสงค์
ทันที่ที่คณะของ รมต.ต่างประเทศของไทยมาถึงพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศของเยอรมนี และ ตำรวจคุ้มกันมาถึง แน่นอนว่า พวกเรา Thairedgermany ต่างก็ได้ทำพันธกิจของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชนแทนคนไททุกคนด้วยกำลังความสามารถอย่างที่ตนมีและในแต่ละบุคคลอย่างสุดเสรี ขณะที่แดงแจ๊ดได้รายงานเหตุการณ์เข้าเว็บKontaiuk.com สดๆ มีผู้ฟังถ่ายทอดไปทั่วโลกเป็นจำนวนมาก 







Monday, July 5, 2010
กล้ามั้ย?
ที่มา ไทยรัฐ กระทรวงไฮเทคยุคใหม่ ตีปีกกระต๊ากๆ "เสี่ยไก่" จุติ ไกรฤกษ์ เจ้ากระทรวงไอซีทีพันธุ์ดีจากเมืองพิษณุโลก ดูขันแข็ง แข็งขัน เพราะแต่งตัวรอคิวรอรับตำแหน่งทำงานมานานปี ปรู๊ดปร๊าดฉับไว ถึงสะดุดไปบ้างจากเรื่องซื้อคืนดาวเทียม ตอนนี้ มาจริงจังกับแนวรบบนโลกไซเบอร์ ตั้งทีมรบกับภัยทางอินเตอร์เน็ต "ไซเบอร์สเกาต์" แต่อีกทางก็มีเสียงติติง "ลูกเสือไอที" จะกลายเป็นลูกเสือชาวบ้านภาคดิจิตอล ไล่ล่าฝ่ายคิดต่าง "รมต.ไก่" ควรฟัง ปรับทีมไซเบอร์สเกาต์ ไปในแนวที่ถูก เอา "ความจริง" ฟาดฟัน ดีกว่า "ปิดกั้น" อัดอั้นเพราะรอนาน "เสี่ยไก่" ไอเดียกระฉูดเป็นรายวัน อย่างที่เตรียม เข็นโปรเจกต์เด็ดล่าสุด "ถนนไร้สาย" แข่ง "ถนนไร้ฝุ่น" ของซาเล้ง เข้าท่า! เป้าหมายโครงการ ติดตั้งไวแม็ก ไวไฟ ให้ท่องโลกออนไลน์ด่วนจี๋ "ไอทีลิซึ่ม" กันทั่วประเทศ หลังจากปล่อยเสือๆ "อิ่มอ้วน" มานาน แฟนๆต้องรอดู พูดแล้วทำจริงหรือไม่ ทำได้รึเปล่า?? หลังรอ 3G จนเหี่ยว ทีม "ปูไต่" ไปยื้อยุด วันนี้ยังมี "เจ๊เจ้าเก่า" เด็กในสาย "ขาใหญ่ตัวดำ" ชาวคณะซี้ย่ำปึ้ก "เสือฮัลโหล" บางราย คอยสกัดอยู่รึเปล่า? ทำคนไอทีหน่าย ไม่ว่าหล่อ-เหลี่ยม ก็เลือกบิ๊กทุน!! ทีมข่าวการเมือง
มองต่างมุม
ที่มา ไทยรัฐ วิกฤติการเมืองในประเทศไทยค่อยๆขยายวงไปสู่ เวทีโลก ทีละน้อย จะเห็นได้จากการออกอาการของรัฐบาลที่พยายามหลบหลีกการชี้แจงต่างประเทศต่อสถานการณ์วิกฤติบ้านเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตถึง 90 ศพ และบาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 ราย ตัวเลขความสูญเสียถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองและหน้าต่างโลกเป็นที่เรียบร้อย แปลกใจที่เห็นโฆษกรัฐบาล คุณปณิธาน วัฒนายากร แสดงความชื่นชมยกให้เป็นเครดิตรัฐบาลชุดนี้ กับการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติ 411 ต่อ 4 เสียง เห็นด้วยกับแผนปรองดองของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามโยงเข้ามาเป็นเครื่องมือในการการันตีความชอบธรรมของรัฐบาลทันที ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสากลหน้าไหนก็ตามที่พยายามจะเข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งสถานทูตประเทศต่างๆ ถูกรัฐบาลถากถางเอาต่างๆนานา เข้าทำนองต่างชาติไม่ใช่พ่อประมาณนั้น ถามว่ามีการล็อบบี้ต่างประเทศให้เข้ามาตรวจสอบความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามีจากทุกฝ่ายด้วย กระทรวงการต่างประเทศ คุณกษิต ภิรมย์ ยกทีมเดินสายทั้งยุโรปและเอเชีย ผลตอบ รับออกมาเป็นอย่างไร ในยุโรปบางประเทศ อาทิ เบลเยียมคงมีคำตอบ ล่าสุดไปประเทศจีนได้การต้อนรับแค่ไหน ให้ความสำคัญในลักษณะใด กระทรวงการต่างประเทศกล้าแถลงตรงไปตรงมาหรือไม่ แน่นอนว่า คุณนพดล ปัทมะ หรือทนายความชาวต่างชาติก็ต้องทำหน้าที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้ถึงที่สุด รัฐบาลก็มีคุณเกียรติ สิทธีอมร ไปทำหน้าที่แก้ต่างเช่นกัน จะล็อบบี้กันอย่างไรเป็นอีกเรื่อง คำถามก็คือว่า ทำไมนาย Eni Faleomavega ประธานคณะอนุกรรมการกิจการเอเชีย แปซิฟิกและสิ่งแวดล้อมของสภาสหรัฐฯ ถึงได้นำญัตติดังกล่าวเสนอเข้าไปในรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งผลเป็นที่แน่นอนว่าสมาชิกก็ต้องให้การสนับสนุนในการปรองดองอยู่แล้ว ตามกติกาสากลคงไม่มีใครบอกว่าให้รบกันให้ตายไปข้างหรือไม่เห็นด้วย ที่ต้องตระหนักก็คือว่า สหรัฐฯในฐานะตำรวจโลกมองสถานะปัจจุบันประเทศไทยอย่างไร จะเหมือนพม่า ศรีลังกา เนปาล หรือในตะวันออกกลางหรือไม่ คงไม่ต้องไปหาคำตอบให้เมื่อยตุ้ม โดยมรรยาทคงไม่มีประเทศไหนมาวิจารณ์กิจกรรมในประเทศอื่นอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว แต่โดยพฤติกรรมทางอ้อม ทุกอย่างชัดเจน สิ่งที่รัฐบาลควรจะเร่งกระทำไม่ใช่มาแสดงความยินดีเป็นที่เชิดหน้าชูตาของรัฐบาล แต่ต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นประเทศไทยคืนมา หลังจากที่มีเหตุการณ์ยึดสนามบินมาครั้งหนึ่งแล้ว จนบัดนี้ประเทศไทยในภาพลักษณ์ของผู้ก่อการร้ายได้ติดตาตรึงใจต่างชาติ คิดแต่จะไล่จับคนอื่นก็อย่าลืมก้มมองตัวเองด้วย ในสายตาชาวโลกมองรัฐบาลไทยอย่างไร. หมัดเหล็ก
รัฐบาล"อภิสิทธิ์"ขายฝัน ชูธง"ปรองดอง-ประชานิยม" ระวังผลลัพธ์ กลับตาลปัตร
ที่มา ข่าวสด รัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ประสบปัญหาความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่วันแรกที่เข้าดำรงตำแหน่ง ---------------------------------
วิเคราะห์
คำปรามาสที่ว่า "เก่งแต่พูด" นั้น เป็น "กรรมเก่า" ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอด
แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแก้เกมด้วยการประชาสัมพันธ์ความสำเร็จในนโยบายฟาสต์ฟู้ด 99 วัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเล่าเรียนฟรี เรื่องเงินผู้สูงวัย ฯลฯ สารพัด แต่หลังจากหมดภารกิจข้อผูกมัดดังกล่าว
รัฐบาลทำได้แต่เพียง "ขายฝัน"
เป็นการ "ขายฝัน" ที่สร้างข้อสงสัยทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ประการแรก รัฐบาล "ขายฝันปรองดอง" โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ชุด ชุดแรกคือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ชุดที่สองคือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และชุดที่สามคือคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์
น่าสังเกตว่าคณะกรรมการทั้ง 3 ชุดนี้ตั้งขึ้นมาภายหลังจากการตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย อันประกอบด้วยคณะกรรมการฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายวุฒิสภา ในนามของคณะกรรมการสมานฉันท์ ไม่ปรากฏผลสำเร็จในการดำเนินการ
ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการสมานฉันท์ชุดดังกล่าว เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 6 ประเด็น แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย
กระทั่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงเสนอแนวทาง "ปรองดอง" แทน "สมานฉันท์" โดยมีกำหนดความหวังเอาไว้ 3 ปี
ประการที่สอง รัฐบาล "ขายฝันการลงทุนโปรเจ็คต์ขนาดใหญ่" โดยล่าสุด นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ มีแผนที่จะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสุดหลายสาย ทั้งเหนือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ สายตะวันออก กรุงเทพฯ-ระยอง และสายตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ-หนองคาย สายใต้ กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ วงเงิน 7 แสนล้านบาท
ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสุดของประเทศต่างๆ ที่สร้างกันอยู่ในเวลานี้ แค่สายเดียวใช้เงินเป็นล้านล้านบาท จึงทำให้เกิดความฉงนใจว่าโครงการดังกล่าวมีโอกาสสำเร็จหรือล้มฟุบ
ประการที่สาม รัฐบาลสั่งให้กระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้ ในการให้ประชาชนสามารถนั่งรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำ-ค่าไฟ เพื่อช่วยเหลือเรื่อง "ค่าครองชีพ" โดยหวังจะให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอดไป ไม่ใช่ช่วยเหลือชั่วคราว และต้องพิจารณาไปทุกๆ 6 เดือน
น่าสังเกตว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลผลักดันจนเป็นข่าวใหญ่โตนั้น เป็นมาตรการหวังจะเห็นผลในอนาคตทั้งสิ้น
เป็นการสร้างภาพความหวังให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย
เช่นเดียวกับการสร้างภาพการระดมความคิดเห็นในโครงการ "6 วัน 63 ล้านความคิด" ที่นายกรัฐมนตรีเริ่มต้นนำทีมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
น่าสนใจตรงที่ความคิดต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอในห้วงเวลานี้ กลับต้องเผชิญหน้ากับคำวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการอย่างสาหัส
โดยเฉพาะโครงการ "ประชานิยม" ที่มุ่งเน้นการ "ลดค่าครองชีพ" นั้น มีนักวิชาการคัดค้านกันหนักสุด โดยให้เหตุผลว่าเป็นโครงการไม่ยั่งยืน เป็นโครงการที่ไม่มียุทธศาสตร์ เป็นโครงการที่ไม่เหมาะสมกับประเทศไทยในช่วงเวลาที่งบประมาณไม่เพียงพอ
นี่เท่ากับว่ากลุ่มภูมิปัญญาที่เป็นนักวิชาการ เริ่มตั้งข้อสงสัยในความคิดและการทำงานของรัฐบาล
อย่าลืมว่ากลุ่มนักวิชาการเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เคยตั้งความหวังกับรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าจะสามารถนำพาประเทศไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตภัยต่างๆ ไปได้
ขณะที่นายอภิสิทธิ์และรัฐบาลอาจจะมองว่า การดำเนินการของรัฐบาลในครั้งนี้หวังผลทางการเมืองจากประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยระบุว่าเรื่องค่ารถไฟฟรี ค่ารถเมล์ฟรี ค่าน้ำ-ค่าไฟ นั้นเป็นเรื่องที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางหนึ่ง
หากแต่ปัญหาสำหรับรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ
นั่นคือ ในที่สุดแล้วรัฐบาลจะสามารถทำ "ความฝัน" ที่สร้างให้ประชาชนมี "ความหวัง" นั้นเป็น "จริง" ได้มากน้อยเพียงใด
ภาวการณ์ของ "ประชานิยม" ที่รัฐบาลกำลังศึกษานี้ อาจจะตรงกับสถานการณ์ "ปรองดอง" ที่รัฐบาลเคยศึกษามาแล้ว
นั่นคือเมื่อผลศึกษาออกมา กลับปรากฏว่าไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้
เมื่อผลเป็นเช่นนั้น ประชาชนจะลากเอา "ผลงาน" ของรัฐบาลชุดนี้ไปเปรียบเทียบกับ "ผลงาน" ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
และหากผลที่เปรียบเทียบกันออกมาว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่สามารถทำให้ "ฝัน" กลายเป็น "จริง" ได้
กระแส "ผิดหวัง" คงกระหน่ำใส่รัฐบาลชุดปัจจุบัน
รัฐบาลอาจเจอคำปรามาสที่ว่า "พูดได้ แต่ทำไม่เป็น"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอาจถูกดิสเครดิตทางการเมืองและการบริหาร เพราะไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้
ดังนั้น จึงไม่แน่เสมอไปว่าแนวทาง "ปรองดอง" กับ "ประชานิยม" จะเป็นหนทางการเพิ่มคะแนนเสียง
"ประชานิยม" ที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือ "ปรองดอง" ที่ล้มเหลว อาจกลายเป็นหอกทิ่มแทงกลับไปยังผู้พูดก็เป็นไปได้
หากเป็นเช่นนั้น แทนที่จะได้คะแนนเสียง อาจจะเสียคะแนนไป
หนทางข้างหน้าของนายอภิสิทธิ์และรัฐบาล คือ ต้องทำให้สำเร็จสถานเดียว
หนังสือพิมพ์ "มติชนรายวัน" ฉบับวันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 3
นักวิชาการฝรั่งตั้งคำถาม นโยบาย "ลูกเสืออินเตอร์เน็ต" ของรัฐบาลจะสำเร็จแค่ไหน?

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่ นักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้เขียนบทความชื่อ"จากลูกเสือชาวบ้านถึงลูกเสือบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต" (ฟรอม วิลเลจ สเก๊าท์ส ทู ไซเบอร์ สเก๊าท์ส) ลงในเว็บล็อก "นิวแมนดาลา" (นวมณฑล) ซึ่งมีเนื้อหาโดยสังเขปดังต่อไปนี้
ในช่วงเวลาก่อนการมาถึงของ "ยุคดิจิตอล" นโยบายทางด้านความมั่นคงแห่งชาติของไทย มักจะมีหน่วยปฏิบัติงานเป็นทหารในกองทัพ, กองกำลังพลเรือน, เจ้าหน้าที่ตำรวจ และองค์การภาคพลเมือง
หนึ่งในองค์กรเหล่านั้นซึ่งนำไปสู่กรณีถกเถียงกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ก็คือ "ลูกเสือชาวบ้าน" แม้ว่าวันเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ขององค์กรดังกล่าวจะเป็นเพียงความทรงจำอันรางเลือน ทว่าลูกเสือชาวบ้านก็ใช่จะปลาสนาการไปจากสังคมไทยเลยเสียทีเดียว
ปัจจุบันนี้ พวกเขาถือเป็นหน่วยงานอย่างเป็นทางการหน่วยหนึ่งที่ขึ้นตรงกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านฯ ก็ยังมีภารกิจในการระดมผู้คนและโฆษณาชวนเชื่อมาอย่างต่อเนื่อง
การที่ลูกเสือชาวบ้านยังคงมีความสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยดำรงอยู่ภายในหน่วยงานราชการด้านความมั่นคง จึงส่งผลให้พวกเขาสามารถจะเคลื่อนพลออกมาได้อีกครั้งหนึ่ง
ล่าสุดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดโครงการสร้าง"ลูกเสือบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต" (Cyber Scout) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลที่จะ "ควบคุมตรวจตรา" สื่อออนไลน์
รายงานข่าวระบุว่า ลูกเสือบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจำนวน 200 คน จะประกอบไปด้วย นักเรียนนักศึกษา, ครูอาจารย์, ข้าราชการ และผู้ปฏิบัติงานภาคเอกชน ซึ่งมีความรู้ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
หน้าที่ของลูกเสือออนไลน์เหล่านี้ย่อมต้องเป็นการ "เฝ้าสังเกตตรวจตรา" บรรดาเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ตลอดจนสถาบันสำคัญ ๆ ของสังคม
อย่างไรก็ตาม ฟาร์เรลลี่กลับมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงกลยุทธเพื่อให้มีข่าวคราวของรัฐบาลปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อ ซึ่งถูกจัดขึ้นพอเป็นพิธีเท่านั้น
เนื่องจากที่ผ่านมาความพยายามในการควบคุมตรวจตราอินเตอร์เน็ตของรัฐบาลมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวผสมผสานกันไป เมื่อเว็บไซต์ใดถูกบล็อก คนทำก็ไปสร้างเว็บใหม่ในพื้นที่แห่งใหม่ ขณะเดียวกัน บรรดากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่ติดตามเว็บไซต์เหล่านี้ก็ยังเริ่มตระหนักรู้ถึงวิธีการในการตอบโต้นโยบายการควบคุมสื่อออนไลน์
เนื้อหาในเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกกลับได้รับการทำสำเนา นำไปเผยแพร่ซ้ำ ตลอดจนกลายเป็นที่ดึงดูดใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น ด้วยสถานะ "ผิดกฎหมาย" ของมัน
นอกจากนี้ วิธีการบล็อก "เว็บเพจ" เพียงหน้าใดหน้าหนึ่งของ "เว็บไซต์" บางแห่งก็ถูกดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และถูกเยาะเย้ยไปพร้อม ๆ กัน เพราะยิ่งเนื้อหาในเว็บเพจดังกล่าวถูกแบน มันก็จะกลายเป็นประเด็นยอดนิยมที่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นคนที่เพิกเฉยไม่ใส่ใจเรื่องราวรอบตัว ให้หันมาสนใจเรื่องราวที่กำลังถูก"แบน"อีกด้วย
แม้การดำเนินนโยบายเช่นนี้ของรัฐบาลจะทำให้คนบางกลุ่มมีความเชื่อมั่นว่า รัฐไทยจะสามารถควบคุมระลอกคลื่นจำนวนมหาศาลอันทรงพลานุภาพแห่งการวิพากษ์, การเสียดสีเหน็บแนม และการเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ต่าง ๆ ซึ่งซ่อนแฝงอยู่นอกเหนือไปจาก "เส้นขอบฟ้า" (ขอบเขตความรู้หรือประสบการณ์ในการทำความเข้าใจโลก) ของสังคมไทยเอาไว้ได้
แต่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียกลับไม่เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะบรรลุผลสำเร็จ มิหนำซ้ำ มันยังอาจเป็นตัวการกร่อนเซาะทำลายความน่าเชื่อถือของหลาย ๆ สถาบันสำคัญในสังคมไทยเสียเอง
ฟาร์เรลลี่ปิดท้ายบทความชิ้นนี้ว่า เป็นที่แน่ชัดว่าการไหลเวียนแพร่หลายของ "เนื้อหาต้องห้ามผิดกฎหมาย" ทางสื่ออินเตอร์เน็ตยังจะดำเนินต่อไป และอาจมีอัตราในการส่งต่อที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่น่าสงสัยเหลือเกินว่า ถึงที่สุดแล้วรัฐบาลไทยชุดนี้จะต้องการ "ลูกเสืออินเตอร์เน็ต" จำนวนมากมายมหาศาลสักเพียงไหนมารับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น?
อำนาจล้นฟ้า
ที่มา ข่าวสด
ถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครออกมาชี้แจงให้กระจ่างสำหรับการเรียกร้องให้รัฐบาลและศอฉ.เปิดเผยงบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดในช่วงประกาศพ.ร.ก.การ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เพราะมีการคาดการณ์กันว่าศอฉ.น่าจะใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 5 พันล้านบาท
แยกเป็นเบี้ยเลี้ยงจ่ายให้ทหาร 6.7 หมื่นนาย ตำรวจอีก 2.5 หมื่นนาย
กับค่าใช้จ่ายด้านยุทโธปกรณ์ต่างๆ อาทิ น้ำมันเติมรถถัง รถหุ้มเกราะ รถยีเอ็มซี ค่ากระสุนปืน ฯลฯ
รวมทั้งค่าตัวโฆษกไก่อูที่มีข้อมูลว่ารับวันละหลักหมื่นบาท
การใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ และตามรัฐธรรมนูญแล้วประชาชนมีสิทธิ์ให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณชน
น่าแปลกใจก็ตรงที่ไม่มีใครยอมชี้แจงเรื่องนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. หรือแม้แต่เสธ.ไก่อู โฆษกคนดัง
ทุกคนพูดแค่ว่ายังบอกตัวเลขเงินที่ใช้ไปไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ปิดบัญชี
พูดแบบนี้ ชาวบ้านตาดำๆ ก็ต้องก้มหน้ายอมรับ จะใช้เงินไปเท่าไหร่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปตรวจสอบ
แม้ว่าจะนำเงินงบประมาณไปใช้ปราบปรามประชาชนก็ตาม
และคงไม่มีใครกล้าออกมาท้วงติงอีก
ไม่เช่นนั้นอาจโดนหมายเรียกจากศอฉ.ให้ไปรายงานตัวข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ตัวอย่างล่าสุดคือนายวสันต์ สายรัศมี หนุ่มกู้ภัย โดนหมายเรียกศอฉ.ไปติดหน้าบ้าน
ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าศอฉ.จะจับขังเลยหรือเปล่า !?
แต่นายวสันต์คนนี้เป็นผู้ที่ออกมาทวงความยุติธรรมให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาพยาบาลที่เสียชีวิต 4 ศพในเหตุการณ์สลายม็อบแดง
เป็นพยานคนสำคัญคดีสังหาร 6 ศพในวัดปทุมวนาราม
สุดท้ายก็ไม่รอดโดนหมายศอฉ.ไปตามระเบียบ
ก่อนหน้านี้ มีนักกิจกรรมทางสังคมออกมาแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะก็โดนศอฉ.จับกุมยัดคุก
นักวิชาการหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่สนับสนุนแนวคิดของนปช.โดนยัดเยียดข้อหา ถูกลิดรอนเสรีภาพ
คนเสื้อแดงอีกจำนวนมากก็ยังถูกจองจำอยู่ตอนนี้
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีอำนาจล้นฟ้าจริงๆ กดขี่กดหัวประชาชน
ใครคิดต่างเห็นต่างก็กลายเป็นศัตรู ถูกตามเช็กบิลทันที
ต้องขอยืมวาทะของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อ.ตร.คนดังยุคอัศวินผยอง มาปรับเปลี่ยนให้เข้าสถานการณ์ตอนนี้
"ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ศอฉ.ทำไม่ได้"
เหตุสองประการ ที่ต้องแก้ไข
ที่มา ข่าวสด
เหตุการณ์ชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ จบสิ้นไปแล้วจากการ "กระชับพื้นที่"
และ "ขอคืนพื้นที่" ของรัฐบาล โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน สร้างความเดือดร้อนเสียหายอย่างน้อย 2 ประการ
ประการแรก มีข่าวว่านับแต่บัดนั้นถึงบัดนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือนทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยที่ได้รับไปถึงวันนี้ เป็นเงินงบประมาณจ่ายไปแล้วมากกว่างบประมาณที่ใช้จ่ายในการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชาย แดนภาคใต้
ที่สำคัญคือ รัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่การเงินของแต่ละหน่วยงานยังจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงไม่ถึงมือผู้รับ
ขณะที่เหตุการณ์การชุมนุมเลิกราไปแล้ว แต่ ศอฉ. ยังดำเนินการต่อไป ส่วนเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ยังไม่ยุติ และเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจยังคงทยอยหมุนเวียนเปลี่ยนไปรับหน้าที่แทนอยู่เนืองๆ
กรณีนี้ ไม่ทราบว่าเท็จจริงเป็นประการใด หากเป็นจริงก็น่าเสียใจและเสียดายแทนผู้ที่ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดอย่างยิ่งที่รัฐบาลมิได้เอาใจใส่เท่าที่ควร ทั้งการปราบปรามและการดูแลเจ้าหน้าที่
ประการที่สอง เป็นเพราะรัฐบาลประกาศว่าการชุมนุมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกรณีเผาอาคารร้านค้าของชาวบ้าน ว่าเป็นการ "ก่อการร้าย" ทำให้เจ้าของอาคารร้านค้า และบุคคลได้รับการปฏิเสธจ่ายค่าประกันจากบริษัทรับประกันภัยอันเกิดจากการจลาจลและภัยธรรมชาติ
ประการหลังนี้ หากรัฐบาลประกาศว่าผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมบางคน และผู้ก่อความไม่สงบด้วยการเผาอาคารร้านค้า เป็นผู้ก่อความไม่สงบ ไม่ใช่การก่อ การร้าย บริษัทรับประกันคงยอมจ่ายค่าเสียหายแก่เจ้าของอาคารร้านค้าตามที่ตั้งอัตราการประกัน และยากต่อการบิดพลิ้ว เพราะรับประกันประเภทการจลาจลไว้
ในส่วนที่รัฐบาลพึงสั่งการโดยเร่งด่วน และตรวจสอบผลการดำเนินการในเรื่องแรกให้เร็วที่สุดด้วยการประกาศให้ประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทราบว่าไม่แต่เพียงสั่งจ่ายไปแล้ว หากใครที่ยังไม่ได้รับขอให้แจ้งตรงมายังนายกรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการให้โดยเร็ว
ส่วนกรณีการไม่จ่าย บริษัทประกันภัย รัฐบาล และผู้เสียหายควรจะปรึกษาเพื่อหาทางออกโดยด่วน
มิฉะนั้น รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงเป็นอื่น นอกจากต้องรับภาระนี้แทน


