WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 6, 2010

ขึ้นอยู่ที่ฝ่ายคุมเกม?

ที่มา ไทยรัฐ

โบ้ยออกอากาศกันเลย

ตามจังหวะชิ่งเห็นๆ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ชิงบอกปัดคิวที่ "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโหมประโคมข่าว "แผนตากสิน 2"

อ้างข่าวลับ ค้นพบแผนของพรรคเพื่อไทย และ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้จัดหน่วย จรยุทธ์ล่าสังหารผู้นำ หรือบุคคลสำคัญ

"ไม่ทราบจริงๆ ต้องไปถามคนที่พูด คงมีที่มาของข้อมูลไม่เหมือนกัน"

"เทพเทือก" ไม่รับมุกข่าวกรองยี่ห้อ "เทพไท" น้ำหนักเหลือแค่ข่าวลือไปเลย

โดยอารมณ์ที่จับทางได้จากน้ำเสียงของ "เทพเทือก" ออกแนวเขม่นๆ หมั่นไส้ลูกน้องที่เล่นบทออฟไซด์ "ปล่อยของ" ไม่ถูกจังหวะ

นั่นก็เพราะมุกลอบสังหารผู้นำ ที่เปิดหัวนำร่องโดย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. แล้วก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไปยัน "เสธ.ไก่อู" พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.ขวัญใจแม่ยก ออกมารับมุก โดนขู่ฆ่า ขู่ลอบทำร้าย

เรียกแต้มสงสาร โกยคะแนนเห็นใจกันไปแล้ว

มาถึงคิวของข่าวกรองยี่ห้อ "เทพไท" ยังเล่นมุกเก่า งัดแผนตากสินมาตีกินไม่เบื่อ ตามจังหวะโหมกันมากๆ "มันก็เฝือไป" จากที่สังคมกำลังอินไปกับกระแส

ก็ชักเอะใจ มันเกินพอดีไปหรือเปล่า

เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์ที่สวนทางกับฉากโหดของคนเสื้อแดง สภาพของนายใหญ่และเครือข่ายที่ขัดกับบทโหดที่ถูกยัดให้

นาทีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ดูไบไม่ได้ โดนนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ใช้การทูตสไตล์นักเลงโบราณไล่บี้จนต้องหลบไปซุ่มอยู่แถบยุโรปตะวันออก บินไปบินมาได้แค่รัสเซียกับมอนเตเนโกร

หันไปทางแกนนำ นปช. ก็โดนแยกขังอยู่ในเรือนจำ แม้แต่นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 ยังทำได้แค่ส่งจดหมายอ้อนขอคะแนนผ่านกำแพงคุก

ส่วนพวกที่อยู่นอกกรงขังก็หนีหัวซุกหัวซุน "เดอะกี้ร์" นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง "แรมโบ้อีสาน" นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หน่วยฮาร์ดคอร์ นปช. ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงให้ถูกล็อกสัญญาณว่าหลบอยู่ซอกหลืบไหน

จำใจรับสภาพกองโจรดำดินกันไป

และก็โงหัวไม่ขึ้นเหมือนกัน สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เครือข่ายนายใหญ่ โดนมาตรการ "เกสตาโป" คำสั่ง ศอฉ. ไล่บี้ตรวจสอบธุรกรรมการเงิน

อุดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพแดง ล็อกหัวจ่ายพรรคเพื่อไทย

เจอยุทธการล้อมกรอบทุบ แค่หาช่องหายใจ ลูกข่าย "ทักษิณ" ยังเหนื่อย นับประสาอะไร ประชาธิปัตย์จะตีปี๊บประโคมข่าวล่าสังหารผู้นำ

ไม่จำเป็นต้องโหมตีปี๊บจนคนกันเองยังหมั่นไส้

"เทพเทือก" เขินก็แล้วกัน

เรื่องของเรื่อง โดยสถานะของรัฐบาลเส้นใหญ่ ยากจะถูกเนื้อต้องตัว พระเอกขวัญใจพ่อยกแม่ยกอย่าง "อภิสิทธิ์" มีกองทัพเป็นหน่วย รปภ.เฝ้าข้างล่างเวที

รำป้อลากเก้าอี้นายกฯไปเรื่อยๆ

เว้นแต่ว่า "เกมโอเวอร์" ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยยกป้ายหมดเวลา

กับมุกของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ยังไม่เลิกเข็น "รัฐบาลแห่งชาติ" ล่าสุดก็ออกมาตื๊อกันอีกรอบ

และก็ตามฟอร์ม นายกฯอภิสิทธิ์และลูกคู่ แท็กทีมบอกปัดแบบไม่ไยดี

แต่รอบนี้มันบังเอิญขึ้นอยู่กับจังหวะพลิกผัน จากคิวยุบพรรคประชาธิปัตย์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมสู้คดียุบพรรค ได้เรียกประชุมคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคทุกคน พร้อมนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะหัวหน้าทนายผู้ว่าความ

เพื่อเตรียมบัญชีรายชื่อพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันตรวจบัญชีรายชื่อพยาน ทั้งฝ่ายผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ในวันที่ 7 กรกฎาคม

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งบัญชีรายชื่อพยานกว่า 80 ปาก

หนักมากจนอุ้มไม่ไหว ต้องปล่อยประชาธิปัตย์โดนล้มกระดาน

ฝ่ายคุมเกมประเทศไทยกำลังคิดสูตรอำนาจใหม่กันอยู่.


ทีมข่าวการเมือง

ขาดจิตสำนึก

ที่มา ไทยรัฐ


ใกล้วันที่จะมีการสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ แทน คุณธาริษา วัฒนเกส ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ก็มีข่าวไม่ค่อยจะชอบมาพากลเยอะแยะ ตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาตินั้นมีความสำคัญมาก แม้แต่ รมว.คลังก็ไม่สามารถที่จะไปก้าวก่ายสั่งการได้ เพราะถ้าประเทศไหนที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติอยู่ในอาณัติของ รมว.คลังแล้ว ความน่าเชื่อถือก็จะหมดไปทันที การกำหนดนโยบายทางการเงินการคลังก็จะอยู่ในกำมือของรัฐบาลและนักการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ผู้สมัครผู้ว่าการ ธปท.มีจำนวน 4 รายด้วยกันคือ คุณบัญฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ธปท. คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคาร คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาฯ กลต. และคุณพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.กระทรวงการคลังสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

ดูจากความรู้ความสามารถของแต่ละคนแล้วถือว่าไม่ขี้เหร่ คุณสมบัติถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ก็อยู่ที่กฎเกณฑ์ของแบงก์ชาติที่ตั้งไว้ ถ้าตรงตามนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าจะมาดูความชอบธรรมแล้ว มีผู้สมัครหลายคนที่ ทะแม่ง ไม่อยากจะใช้คำว่ามีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ไม่อยากจะใช้คำว่ามีใบสั่งมาจากไหน แต่จะต้องดูที่ความน่าเชื่อถือและผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

จะมีความสัมพันธ์กับนักการเมือง พรรคการเมืองอย่างไรก็ว่ากันไป สังคมแบบไทยๆ คงจะไปห้ามให้ใครรู้จักใครไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่ใช้ความสัมพันธ์อันล้ำลึกมาแสวงหาประโยชน์

ได้แต่ฝากคณะกรรมการสรรหา ฝากอนาคตความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของประเทศเอาไว้ด้วย คนที่เหมาะสมที่จะมาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนต่อไป จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นคนที่แข็งพอสมควร ไม่ใช่อยู่ใต้คำสั่งของนักการเมืองหรือบุคคลภายนอก รัฐบาลชุดนี้จะแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการสำคัญแต่ละครั้งรู้สึกหนาวๆร้อนๆชอบกล

วันนี้ต้องจับตามีเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเงินๆทองๆงบประมาณจะเรียกว่า ทิ้งทวน หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะคำว่าทุจริตคอรัปชันนั่นคงเป็นเรื่องชิวๆสำหรับรัฐบาลชุดนี้ไปซะแล้ว

พฤติกรรมพูดผิดก็พูดใหม่ แก้ตัวไปข้างๆคูๆดูจะเป็นเรื่องธรรมดา กระทรวงพาณิชย์ ที่อดีตข้าราชการยังทนดูความสำลักของนักการเมืองไม่ได้ ออกมาตั้งชมรมรวมตัวกันต่อต้าน มีจดหมายให้ข้อมูลเรื่องของการทุจริตเข้ามาเยอะ อย่าง การประปาส่วนภูมิภาค ประกวดราคาวางท่อน้ำดิบกันอย่างไร ผิดขนาด ผิดสเปกวุ่นวายไปหมด ถ้าขืนอนุมัติไประวังติดคุกหัวโต

วันนี้รัฐบาลชุดนี้นอกจากจะ ขาดประสิทธิภาพ ในการบริหารงานแล้ว ยัง ขาดจิตสำนึก ในการบริหารประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ดึงลงก้นเหว ลึกลงไปทุกที.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 06/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

ลากกันลงนรก

ที่มา โลกวันนี้


บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2833 ประจำวัน จันทร์ ที่ 5 กรกฏาคม 2010
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน


ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจความเห็นเรื่อง “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศักยภาพประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้า” จากประชาชนในทุกภาค เพื่อสำรวจว่าหลังสถานการณ์ใช้ความรุนแรงกับการชุมนุมประท้วงและรัฐบาลได้ประกาศแผนปรองดองแห่งชาติเพื่อดึงทุกภาคส่วนในสังคมปฏิรูปประเทศไทยนั้น จะทำให้บ้านเมืองคืนสู่ความปรกติสุขโดยเร็วได้หรือไม่นั้น

ปรากฏว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศเฉลี่ยเพียง 3.57 คะแนน จาก 10 คะแนน โดยความเชื่อมั่นด้านการเมืองน้อย 3.20 คะแนน มีความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันต่ำที่สุดคือ 2.17 คะแนน ส่วนความเชื่อมั่นต่อการปฏิรูปการเมืองและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย 3.16 คะแนน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในอีก 6 เดือนข้างหน้านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังมีเห็นเหมือนเดิม เพราะเห็นว่าอุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ความแตกแยกและไร้น้ำใจ การทุจริตคอร์รัปชันและนักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีจริยธรรม และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ที่ประเมินผลงาน 1 ปี 6 เดือนของรัฐบาล โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทุกภาคทั่วประเทศเช่นกัน ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจการทำงานของรัฐบาลเพียง 3.79 คะแนน จาก 10 คะแนน คือรัฐบาลสอบตกทุกด้าน แม้แต่การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีก็ลดลง

แม้นายกรัฐมนตรีจะใช้วาทศิลป์ไม่ยอมรับผลสำรวจว่าเป็นเรื่องปรกติของกรุงเทพโพลล์ที่จะให้คะแนนรัฐบาลในแง่ลบ แต่ผลสำรวจที่รัฐบาลสอบตกแบบยกชั้นและประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาลนั้นคงไม่ใช่เรื่องปรกติ แต่กลับเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องสังวรและสำรวจตัวเองอย่างยิ่ง ไม่ใช่ตีฝีปากเหมือนนักโต้เวที โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลเองก็อ้างความจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การออกข่าวว่ายังมีผู้ก่อการร้ายและก่อวินาศกรรม รวมถึงการลอบสังหารผู้นำทางการเมืองและองค์กรอิสระ ซึ่งรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเลย นอกจากการกล่าวหาเพื่อใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการกับฝ่ายตรงข้าม

ขณะที่ข่าวการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นความเด็ดขาดหรือความกล้าที่แก้ปัญหาได้เลย แต่ยังคงแก้ปัญหาด้วยคำพูดเหมือนทุกครั้ง ทั้งที่ไม่เคยทำได้เลยก็ตาม แม้แต่นโยบายประชานิยมที่ไม่ต่างอะไรกับการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า และให้ประชาชนหลงเชื่อนโยบายที่เป็นความฝันลมๆแล้งๆ โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปต่างๆที่มีแต่คนหน้าเดิมๆและแนวความคิดเดิมๆมาปฏิรูปประเทศไทย นอกจากไม่มีวันที่จะแก้ปัญหามากมายที่หมักหมมอยู่ได้แล้ว ยังเหมือนการลากเอาคนทั้งประเทศกลับไปลงนรกอีกด้วย

“นพดล”เตรียมโชว์หลักฐานรัฐผลาญภาษีจ้างล็อบบี้ยิสต์

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2833 ประจำวัน จันทร์ ที่ 5 กรกฏาคม 2010
โดย -

“นพดล” ระบุมีหลักฐานรัฐบาลใช้ภาษีประชาชนว่าจ้างบริษัทบริษัทล็อบบี้ยิสต์ทำงานในต่างประเทศเตรียมนำมาเปิดเผยเร็วๆนี้ ยืนยันการว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ของ “ทักษิณ” ไม่มีเป้าหมายเพื่อให้ร้ายประเทศ อัดรัฐบาลพูดความจริงไม่หมดกรณีสภาสหรัฐมีมติสนับสนุนแผนปรองดอง “พร้อมพงศ์” ผสมโรงจวกนายกฯตัดทอนข้อมูลหลอกประชาชน แสดงให้เห็นถึงการขาดภาวะผู้นำ ชี้มติสภาสหรัฐหนุนเป้าหมายสร้างความสมานฉันท์ไม่ได้แปลว่าหนุนแนวทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ “อภิสิทธิ์” ยันต่างชาติเข้าใจสถานการณ์และสนับสนุนโรคแม็พ 5 ข้อเป็นอย่างดี จี้กระทรวงต่างประเทศชี้แจงให้เข้มข้นขึ้น

ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงกรณีที่รัฐบาลระบุว่าการเดินทางชี้แจงสถานการณ์ของไทยและการเสนอการเจรจาสันติภาพในไทยหรือพีซ ทอล์ค ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ประสบผลสำเร็จว่า การชี้แจงถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะได้พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้ง ส.ว. และหน่วยงานที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ ไม่ใช่พบเฉพาะเจ้าหน้าที่เสมียนอย่างที่รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์พยายามดิสเครดิต แต่ที่ไม่เอ่ยชื่อบุคคลที่พบเพราะเกรงว่ารัฐบาลจะตอบโต้กลับในทางที่รุนแรง

“นพดล” ระบุยุโรปจี้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายนภดลกล่าวว่า ก่อนกลับมาประเทศไทยได้เดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อพบกับสมาชิกสภายุโรปที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้การตอบรับการชี้แจงและเข้าใจปัญหาในประเทศไทยเป็นอย่างดี จึงมีข้อเสนอผ่านนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าต้องการเห็นประเทศไทยยกเลิกใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้คืนเสรีภาพของสื่อ เพราะเขาเห็นว่าการสลายการชุมนุมของไทยนั้นรุนแรงเกินไป ซึ่งทั้งสหรัฐและยุโรปต้องการให้ประเทศไทยจัดเจรจา 2 ฝ่ายเพื่อให้เกิดความความปรองดอง โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้จึงไม่สูญเปล่า

อัดรัฐบาลบิดเบือนมติสภาสหรัฐ

ส่วนกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติ 411 ต่อ 1 เสียง สนับสนุนรัฐบาลดำเนินการตามแผนปรองดองแห่งชาติ เรียกร้องให้วิกฤตการเมืองของไทยได้รับการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีและผ่านทางกระบวนการประชาธิปไตยนั้น นายนพดลกล่าวว่า หากพิจารณารายละเอียดจะเห็นว่าสภาผู้แทนสหรัฐเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาเมื่อวันที่ 4 พ.ค. หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศโรดแม็พ 5 ข้อเมื่อวันที่ 3 พ.ค. จึงเข้าใจว่ารัฐบาลไทยจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. 2553 ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ จึงมีมติเห็นชอบการสนับสนุน เรื่องนี้รัฐบาลยังไม่เล่าให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าสหรัฐเขาสนับสนุนเป้าหมายโรดแม็พเพื่อนำแผนปรองดองไปปฏิบัติให้เกิดผลก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น ให้รัฐบาลให้หลักประกันว่าสื่อจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเสรี รัฐบาลแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม และสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นต้น ไม่ใช่สนับสนุนเฉพาะแค่โรดแม็พที่ประกาศออกมาเท่านั้น รัฐบาลจึงควรชี้แจงในประเด็นนี้ด้วย ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่าสาเหตุที่ตนเดินทางไปต่างประเทศก็เพื่อคัดค้านมติดังกล่าวนั้น ขอยืนยันว่าฝ่ายค้านและ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นด้วยกับมติที่สหรัฐสนับสนุนประเทศไทย เพราะเขาไม่ได้สนับสนุนเฉพาะรัฐบาลหรือประเทศไทย แต่สนับสนุนให้เกิดการปรองดอง จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องไปคัดค้าน

ยัน “ทักษิณ” ไม่ทำร้ายประเทศ

ส่วนที่กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ถึง 3 บริษัทเพื่อทำร้ายประเทศไทยนั้น นายนภดลยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีวันทำอะไรให้ร้ายแก่ประเทศ หลักเกณฑ์การว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ต้องยื่นให้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐรับทราบ ซึ่งเขาจะรู้ทันทีว่าใครเป็นคนว่าจ้าง และจ้างเพื่ออะไร ค่าจ้างเท่าไร ดังนั้น รัฐบาลไม่ต้องกังวล

เตรียมแฉรัฐบาลจ้างล็อบบี้ยิสต์

“ผมต้องถามกลับว่ารัฐบาลนี้ได้ว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์โดยนำเงินภาษีของประชาชนไปว่าจ้างให้ทำอะไรบ้าง ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลและจะเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบเร็วๆนี้ ซึ่งการว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ไม่ใช้เรื่องที่เสียหาย หรือน่ารังเกียจ หรือผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลมีสิทธิทำได้หากทำประโยชน์ให้ประเทศ แต่การนำข้อมูลมาบิดเบือนต่างหากที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น หากรัฐบาลอยากรู้ว่าเราพูดอะไรบ้างก็ให้ไปสืบเอาเอง” นายนภดลกล่าว

อัดปิดบังรายละเอียดมติสภาสหรัฐ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า เรื่องเกี่ยวกับมติสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐนายกรัฐมนตรีพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว การที่สภาผู้แทนสหรัฐสนับสนุนแผนปรองดองเพราะมองว่ารัฐบาลและประชาชนในไทยขัดแย้งกัน จึงมีมติให้ประเทศไทยที่เป็นมิตรกับสหรัฐได้อยู่กันอย่างสันติ ด้วยเหตุผลดังกล่าวสหรัฐจึงมีมติยืนยันสนับสนุนเป้าหมายของแผนปรองดอง แต่รัฐบาลกลับบอกว่าสหรัฐเห็นด้วยกับแผนปรองดองทั้งที่มติของสภาสหรัฐมีรายละเอียดมากมาย แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดเว็บไซต์ไม่ให้ประชาชนรับรู้รายละเอียดของมติ แล้วยังมีหน้าที่ออกมาพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว ซึ่งเป็นการสะท้อนสภาวะการขาดวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ จึงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ทบทวนความเป็นผู้นำของตัวเองเสียใหม่ อย่าตัดทอนข้อมูล จะต้องให้ข้อมูลกับประชาชนครบทุกด้าน

เปิดรายละเอียดมติสภาสหรัฐ 5 ข้อ

สำหรับรายละเอียดในมติสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 1321 คือ 1.ยืนยันการสนับสนุนโดยประชาชนและรัฐบาลของสหรัฐที่มีต่อการเป็นพันธมิตรที่สำคัญและเข้มแข็งของประเทศไทย 2.เรียกร้องให้มีการนำสันติภาพและความมั่นคงกลับสู่ประเทศไทย 3.เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยยุติการใช้ความรุนแรง และขอให้มีการยุติความเห็นที่แตกต่างผ่านการเจรจา

4.สนับสนุนแผนการโรดแม็พ 5 ประเด็นของรัฐบาลไทยเพื่อการสมานฉันท์ ซึ่งต้องดำเนินการดังต่อไปนี้คือ ยึดมั่นและรักษาไว้ซึ่งสถาบันการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหาพื้นฐานของความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างเป็นระบบ และด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ให้หลักประกันว่าสื่อมวลชนจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเสรีภาพและสร้างสรรค์ ดำเนินการสืบสวนหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นโดยจัดให้มีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระ และดำเนินการกำหนดกฎเกณฑ์ทางการเมืองที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 5.ส่งเสริมให้มีการนำข้อตกลงเพื่อการสร้างความสมานฉันท์ในประเทศมาใช้โดยเร็ว เพื่อที่จะได้มีการเลือกตั้งทั่วไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

นายกฯยันต่างชาติเข้าใจไทยดี

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” กล่าวระหว่างร่วมกิจกรรม “6 วัน 63 ล้านความคิด เพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย” ที่ทำเนียบรัฐบาล ยืนยันว่า การทำความเข้าใจกับต่างประเทศรัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และต่างประเทศมีความเข้าใจดี จะเห็นได้จากรัฐสภาสหรัฐลงมติสนับสนุนแผนปรองดองของรัฐบาล และพยายามให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้บ้านเมืองของเราเดินหน้า มีความสงบ ไม่หวนกลับไปสู่ภาวะที่มีความรุนแรง

อัดมีคนเคลื่อนไหวทำลายประเทศ

“แม้ขณะนี้จะมีการดำเนินการในต่างประเทศของบางฝ่ายที่อาจเป็นลักษณะทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยดี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ จะใช้ความจริงสร้างความเข้าใจที่ดี ส่งเสริมให้มิตรประเทศต่างๆสนับสนุนการดำเนินการของไทยในการเดินหน้าสู่ความปรองดองและความสงบที่ยั่งยืนบนหลักการของประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

จี้กระทรวงต่างประเทศชี้แจงเข้มข้น

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวในต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีอย่างต่อเนื่องและมีหลักฐานชัดเจน รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะไม่ต้องการให้มีการสร้างความเข้าใจผิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ การชี้แจงทำความเข้าใจกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อมีการล็อบบี้และใช้จ่ายเงินจำนวนมากกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องดำเนินการเข้มข้นขึ้น แต่ยังมองว่าความเข้าใจโดยรวมของต่างประเทศในระดับรัฐบาลค่อนข้างดี ยืนยันได้จากมติของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่ยอมรับแผนปรองดองของรัฐบาล

เชื่อสุดท้าย “ทักษิณ” ไม่มีที่ยืน

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์เพราะว่าไม่สามารถเข้าไปเคลื่อนไหวในประเทศชั้นนำทั้งสหรัฐและในยุโรปได้ และเชื่อว่าต่อไป พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่สามารถไปไหนได้นอกจากประเทศไทย โดยต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฟุ้งยุโรปสนับสนุนแนวทางรัฐบาล

สำหรับการเคลื่อนไหวผ่านนายนพดลที่ไปพูดสถานการณ์การเมืองไทยที่สหรัฐ ยุโรป ร่วมถึงกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ไปพูดที่ประเทศเยอรมนีเรื่องประชาธิปไตยในไทย นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ไม่มีผลอะไรเพราะล่าสุดนายฮัน วาน บูเรน ประธานสหพันธ์เสรีประชาธิปไตยนานาชาติของสหพันธ์ยุโรป ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยและการปกครองในระบบนิติธรรม แต่รัฐบาลจะพยายามชี้แจงให้นานาชาติเข้าใจโดยจะไม่มีการจ้างล็อบบี้ยิสต์ตอบโต้

ผลของ‘โมฆะกรรม’

ที่มา บางกอกทูเดย์



เคยศึกษาหาความรู้จากคำพิพากษาไปพบเรื่อง “โมฆะ” ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะมีการบันทึกหมายเหตุท้ายฎีกาที่ 965/2530 ไว้ว่า...

นิติกรรมที่เป็นโมฆะถือว่าเสียเปล่าใช้ไม่ได้มาแต่ต้นทำอะไรกันไว้ก็เหมือนไม่ได้ทำ ไม่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวแห่งสิทธิและหน้าที่ ไม่ต้องบอกล้างหรือเพิกถอน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 133 มีว่า...เพียงผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงการยกขึ้นเพื่ออ้างว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หรือเป็นวิธีการประกาศให้ทราบเท่านั้น

มิได้หมายความว่า...ถ้าไม่กล่าวขึ้นอ้างแล้วจะไม่เป็นโมฆะ ผลของโมฆะกรรมนั้นกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าคู่กรณีจะปฏิบัติต่อกันอย่างไรต่อไป

ผู้ที่ได้อะไรไว้จากนิติกรรมที่เป็นโมฆะถือว่าปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ต้องคืนแก่อีกฝ่ายหนึ่งในฐานลาภมิควรได้

นิติกรรมที่จากความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมอันตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 119 ถือเสมือนว่าไม่มีการนำนิติกรรม ไม่จำต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นอีก

เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะกรรมาธิการคณะหนึ่งของวุฒิสภาจะจัดสัมมนาเรื่องการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ

ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า...การได้อำนาจนั้นไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องนี้เขียนเป็นบทความไปแล้ว สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่ง จำนวน 18 คน จึงได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภาเพื่อส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

กรณีการเลือก “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 15 ธันวาคม 2551 โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปจำนวน 47 คน ไปร่วมโหวตรับรองด้วยนั้น

เกิดประเด็นขึ้นมาว่า...การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันดังกล่าวอาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

เพราะ ส.ส. ที่เข้าไปโหวตเลือกนายกฯในวันดังกล่าว เป็น ส.ส. ของพรรคการเมืองที่สิ้นสภาพไปแล้ว คือ “ถูกยุบไป”

ไม่เคยมีการตีความเรื่องนี้กันมาก่อน เพราะนักการเมืองเร่งรีบที่จะช่วงชิงอำนาจในการบริหารประเทศเลยลืมนึกถึงข้อกฎหมาย

ทั้งที่เรื่องดังกล่าวอาจส่งผลทำให้การได้มาซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้อง “ตกเป็นโมฆะ” ได้ในที่สุด

กรณีการตีความการได้มาซึ่งตำแหน่งนั้น เคยเกิดมาแล้วกับการที่วุฒิสภาเคยเลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบ

ซึ่งพิจารณาแล้วคงนำไปใช้ในกรณีสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีได้เช่นกัน

เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ในปี 2549 ว่า...สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง
ต้องแปลความว่า...คำวินิจฉัยนี้ย่อมเป็นเด็ดขาดผูกพันรัฐสภา พรรคการเมืองต้องมีสภาพอยู่ มิได้สิ้นสภาพไป

ถ้าดูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทุกคนย่อมเข้าใจตรงกันว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง ต่างจากสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ที่ไม่ต้องสังกัดพรรค

เรื่องนี้สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนก็รับรู้ แต่กลับมาพูดคุยในเชิงให้ยุติเรื่องไว้ ไม่ควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถึงกับพยายามที่จะใช้มติของกรรมาธิการอีกคณะให้ระงับการส่งเรื่องกันมาแล้ว

จะว่ากันอย่างไร? เพื่อให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น พี่น้องผู้อ่านสามารถติดตามผลการสัมมนาในเรื่อง การได้มาซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะมีผลเป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา

"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ"

กล้า..ตายครั้งเดียว

ที่มา บางกอกทูเดย์




ก็อย่างที่คนโบราณเตือนไว้หนักหนา..ว่าอันใดที่มีประโยชน์ อันนั้นก็มีโทษมหันต์

ยกตัวอย่างไฟฟ้า..ที่เป็นพลังงานมหึมาในการเปลี่ยนโลก..ในแต่ละปีไฟฟ้าก็ล้างผลาญและเข่นฆ่ามนุษย์ไปอาจจะมากกว่าโรคใดๆ ว่ากันว่าในแต่ละวันมีพลโลกตายเพราะไฟฟ้า..ไม่น้อยหน้ากว่าโรคมะเร็ง

หรืออย่างมีด 2 คม..

กฎหมายฉุกเฉิน..หัวใจแห่งอำนาจปกครองของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกที่ใช้กองกำลังในการรักษาความปลอดภัยมากยิ่งกว่า จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์..นายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระบอบเผด็จการ..ว่ากันว่า..จอมพล ท่านนั้น..มีเพียงคนขับและคนนั่งหน้าแค่ 1 คนเท่านั้น..สำหรับการตระเวณ..ให้ความอบอุ่นกับภริยาทั้งหลาย

กฎหมายฉุกเฉินมาประโยชน์..เพราะทำให้รัฐบาล..เป็นใหญ่ใน 3 สถานะ..คือ บริหาร-นิติบัญญัติและตุลาการ..ปรับและจำโดยไม่ต้องขึ้นศาล..หรืออาจจะทำได้มากกว่านั้นในทุกขั้นตอนของการบังคับควบคุม

ความมั่นคงของรัฐ..ใครจะแยกได้ระหว่างคำว่า..รัฐบาลและรัฐไทย

ถ้าความมั่นคงของรัฐไทยคือความมั่นคงของรัฐบาล..ฝ่ายค้านกับงานกำกับดูแลของเขา..ก็เป็นอันตรายต่อความมั่นคง..และยิ่งมีอำนาจที่จะเรียกคนมาสอบโดยไม่ต้องมีข้อหา..กฎหมายนี้ก็เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ..

อำนาจที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ..ก็คือรัฐธรรมนูญใหม่..

ดังนั้น..ฝ่ายตรงกันข้ามหรือผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล..จึงต้องดำดินลงไปเพราะหวาดกลัวภัยจากอำนาจเบ็ดเสร็จ..ประชาธิปไตยไม่ใช่แบบนี้..ประชาธิปไตยทำให้การต่อสู้กันทางการเมือง..แพ้ชนะกันในที่ประชุม ไม่ใช่สนามรบ..แพ้ชนะกันที่มือที่ยกขึ้นไม่ใช่มือที่แบอยู่ข้างกายหงายรับน้ำ..

ไม่ว่าวันหนึ่งวันใด..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ก็จะต้องยกเลิก..กฎหมายฉุกเฉิน..ก็ทำไมไม่กล้าที่จะยกเลิกเสียตั้งแต่วันนี้..คนกล้าตายครั้งเดียว...เชื่อหรือไม่..
กล้าซิกลับไม่ตาย

“พญาไม้”

จุดเปลี่ยนไฟใต้เปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4

ที่มา บางกอกทูเดย์


พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร

ค่อนข้างชัดเจนว่าปลายปีนี้ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน ถึงเวลาต้องโบกมือลาไปรับโบนัส "พลเอก" และอาจเข้าไลน์ "5 เสือ ทบ." เพื่อรอเกษียณอายุราชการในปีหน้า หลังจากเหน็ดเหนื่อยเป็นแม่ทัพดับไฟใต้มานานถึง 2 ปีเต็ม

ประเด็นที่ตั้งคำถามกันให้แซ่ดทั้งที่ชายแดนใต้และส่วนกลางก็คือ ใครจะมาดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ในห้วงที่ "ไฟใต้" ยังคงลูกผีลูกคน เพราะนายทหารประเภท "ดี-เด่น-ดัง" แทบจะยังไม่มีใครอาสา เนื่องจาก 6 ปีที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 4 แต่ละคนนั้น เวลาไปรับตำแหน่งก็นั่งเครื่องบินไป แต่เวลากลับ แทบจะหามกลับเกือบทุกราย

ฉะนั้นแคนดิเดตที่เห็นเด่นชัดส่วนใหญ่จึงเป็นนายทหารที่อยู่ในไลน์ "ทัพ 4" อยู่แล้ว เท่าที่พอเห็นหน้าเห็นตาจนถึงขณะนี้มีดังนี้

1. พล.ท.กสิกร คีรีศรี (ตท.11) ผู้บัญชาการกองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) จุดเด่นของ พล.ท.กสิกร คือเป็น "คนใน" ของกองทัพภาคที่ 4 อยู่แล้ว รับราชการอยู่ในภาคใต้มานาน ที่สำคัญ พตท. หรือ พตท.43 เดิม ก็คือหน่วยบัญชาการใช้กำลังในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่พร้อมๆ กับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมาปรับยศ ผบ.พตท.เป็น "พลโท" ในภายหลัง ทำให้กองทัพภาคที่ 4 มีนายทหารยศ "พลโท" ถึง 2 คน

และ พล.ท.กสิกร ก็เป็น ผบ.พตท.ที่ครองยศ "พลโท" เป็นคนแรก เรียกว่ารู้งาน รู้โครงสร้างเป็นอย่างดี ลูกน้องในพื้นที่สนับสนุนพอสมควร แต่จุดอ่อนของ พล.ท.กสิกร ก็คือเหลืออายุราชการอีกเพียงแค่ปีเดียว

2. พล.ต.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ (ตท.13) รองแม่ทัพภาคที่ 4 คนที่หนึ่ง จุดเด่นของ พล.ต.อุดมชัย ก็คือเป็นรองแม่ทัพอันดับ 1 ซึ่งโดยประเพณีทหารก็มีโอกาสและความชอบธรรมสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพ ประกอบกับ พล.ต.อุดมชัย มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำศาสนาในพื้นที่ จัดว่าเป็นนายทหารที่ได้รับการยอมรับในระดับน่าพอใจคนหนึ่ง

จุดอ่อนของ พล.ต.อุดมชัย ยังแทบไม่มีให้เห็น อายุราชการก็ยังเหลืออีก 3 ปี และหาก ผบ.ทบ.คือ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็น ตท.12 พล.ต.อุดมชัย ก็จัดเป็นนายทหารรุ่นน้อง จึงไม่น่ามีปัญหาเรื่องการบังคับบัญชา ติดเพียงแค่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการแม่ทัพภาคที่ 4 จาก ตท.12 หรือไม่เท่านั้นเอง

3. พล.ต.จำลอง คุณสงค์ (ตท.14) รองแม่ทัพภาคที่ 4 คนที่สาม เป็นนายทหาร "สายพิราบ" ที่ได้รับแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากเอ็นจีโอและองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่ และยังเป็นลูกหม้อ "ทัพ 4" อีกคนหนึ่ง เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆ มามากมาย รวมทั้งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 (ผบ.พล.ร.15) กองพลใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะด้วย

จุดอ่อนของ พล.ต.จำลอง ดูจะเป็นเรื่องอ่อนอาวุโส ซึ่งผู้บังคับบัญชาอาจมองว่า "ยังรอได้" ไม่ต้องรีบตั้งในปีนี้
ส่วน พล.ต.สำเร็จ ศรีหร่าย (ตท.13) อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเคยเป็นชื่อที่มาแรงเมื่อ 2-3 ปีก่อน ระยะหลังเงียบหายไป แม้จะยังช่วยงานอยู่ในพื้นที่ก็ตาม โอกาสและความเป็นไปได้จึงน้อยกว่าแคนดิดเดต 3 คนแรก

อย่างไรก็ดี ยังมีชื่อนายทหารจากนอกกองทัพภาคที่ 4 ที่ถูกพูดถึงอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะในเงื่อนไขที่ว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผบ.ทบ.คนใหม่ ต้องการแม่ทัพภาค 4 ที่มาจากรุ่นเดียวกัน นายทหารคนที่ว่านี้ก็คือ พล.ท.จเรศักดิ์ อานุภาพ (ตท.12) หัวหน้าชุดประสานงานภูมิภาค ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (หน.ชปภ.ศอฉ.) อดีตรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (รองผบ.นสศ.) หรือ "นักรบหมวกแดง"

จุดแข็งของ พล.ท.จเรศักดิ์ ก็คือเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ และยังรู้มือ เชื่อใจ เนื่องจากทำงานใน ศอฉ.ช่วงปราบม็อบเสื้อแดงมาด้วยกัน แต่จุดอ่อนของนายทหารอดีตรองผบ.นสศ.ผู้นี้ก็คือ ความเชี่ยวชาญพื้นที่อาจจะน้อยไปนิด หากต้องไปรับผิดชอบภารกิจพิเศษถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงอาจเจอแรงต้านจากทหารในพื้นที่ได้เหมือนกัน

แคนดิเดตทั้งหมดที่ไล่เรียงมา ล้วนพิจารณาจากฐานการทำงานใน "ระบบทหาร" ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องนั่งควบเก้าอี้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) และเป็น ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า บังคับบัญชาภารกิจ "ดับไฟใต้" ในโครงสร้างที่ให้ทหารเป็น "พระเอก" ด้วยเช่นกัน

ส.ว.รุกฆาต‘มาร์ค’เลิกพ.ร.ก.!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



ประชานิยม ปชป. ก็แค่ ลับ ลวง พราง!!
อนิจจา!! รัฐบาลอภิสิทธิ์ ระวังจะเป็นเหมือนทีมตกรอบบอลโลก เพราะถูกกระหน่ำหนักขึ้นทุกที วุฒิสภาถึงขึ้นขอภาพสลายการชุมนุม ขณะที่ จาตุรนต์เย้ย ประชานิยมเพียงเพื่อมุ่งกลบเกลื่อน

อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬา หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม แม้แต่กระทั่งเรื่องการเมือง
เพราะขณะนี้ 4 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2010 ชัดเจนแล้วว่า ทีมเต็งทีมดังใช่ว่าจะต้องชนะเสมอไป

วันนี้ (6 ก.ค.) จะเป็นการตัดเชือกรอบรองระหว่าง ทีมอุรุกวัย กับ เนเธอร์แลนด์ ในขณะที่วันพรุ่งนี้ (7 ก.ค.) จะเป็นการชิงกันระหว่าง เยอรมัน กับ สเปน... ผู้ชนะของทั้ง 2 คู่ ก็คือคู่ชิงแชมป์ฟุตบอลโลกในปีนี้นั่นเอง

ส่วนบรรดาทีมที่ตกรอบก็เผชิญชะตากรรมหนักเบาแล้วแต่มุมมองและแฟนบอลของแต่ละประเทศเอง... ยิ่งเต็ง ยิ่งถูกคาดหวังเอาไว้สูงยิ่งโดนหนัก

อย่างเช่นทีมแซมบ้า บราซิล สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ดุงก้า ที่มีชื่อเต็มๆ ว่า คาร์ลอส เคตาโน เบรดอร์น เวอร์รี่ โดนไล่ออกจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติบราซิลเรียบร้อยแล้ว โดยสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าดุงก้าและสตาฟฟ์โดนขับออกจากตำแหน่ง

สภาพที่เกิดขึ้นกับวงการกีฬาในขณะนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ที่อยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้ที่ประกาศเลิกเชียร์ทีมใดทีมหนึ่งอีกแล้ว เพราะเชียร์ทีมไหน ทีมนั้นพังทุกที... บรรยากาศและสิ่งที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ น่าจะนำไปย้อนคิดถึงทีมรัฐบาลอภิสิทธิ์ ว่า
ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอนเช่นกัน!!!

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ ณ วันนี้ผ่านการสลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์มาใกล้จะครบ 2 เดือนแล้ว แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังอยู่ได้อย่างหน้าชื่นตาบาน ภายใต้เปลือกคุ้มครองที่แข็งแรง คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

แต่ก็อย่าได้ประมาทจนเกินไป เพราะวันนี้เสียงเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.มีมากขึ้นทุกที พร้อมกับการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของประชาชนในช่วงสลายการชุมนุมกว่า 80 ศพนั้น ดูเหมือนว่าจะหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

นางสาวเกศสิณี แขวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร วุฒิสภา ถึงกับมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สว(กมธ2)0010/2773 ส่งไปตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ เพื่อขอข้อมูลภาพนิ่งพร้อมคำบรรยายเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม

เพื่อนำไปตรวจสอบหาความจริง
ไม่ว่ารัฐบาลจะมั่นใจสักเพียงใดว่า ทุกอย่างกระทำการตามอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ในสายตาของประชาชน ของสังคม ของนักกฎหมายนั้น อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นเป็นอำนาจพิเศษเฉพาะกาล ที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไป

โดยเฉพาะหมิ่นเหม่อย่างยิ่งต่อเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน!!!
ดังนั้นแม้ในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ จะเน้นในเรื่องของการสร้างความปรองดอง สร้างจุดขายในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นคนละส่วนกันอยู่ดี กับกรณีการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต

เป็นดังเช่นหลักการในพุทธศาสนา ที่สอนชาวพุทธมานานกว่า 2,500 ปีแล้วว่า กรรมดีส่วนกรรมดี กรรมชั่วส่วนกรรมชั่ว จะเอามาหักกลบลบล้างกันไม่ได้

ฉะนั้นจะเห็นว่าในระยะนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดนวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดก็คือการที่บรรดากลุ่มนักวิชาการออกมาคัดค้านการอัดประชานิยมลดแลกแจกแถม และแนวนโยบายรัฐสวัสดิการของนายอภิสิทธิ์

และทำให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกมาสะกิดเตือนตรงๆ ว่าสิ่งนี้สะท้อนถึงการที่นายกฯ รู้ว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่ลำบากมาก เพราะถ้ามีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกันจริงๆ จนรู้ว่าการปราบหรือสลายการชุมนุมขัดต่อหลักการของสหประชาชาติ ขัดต่อกฎหมายไทยเอง นายกฯ กับพวกก็อยู่ในฐานะลำบาก

ถ้าปล่อยให้มีการพูดกันแต่เรื่องเหล่านี้มากโดยไม่หาเรื่องอื่นมาเบนความสนใจ ก็ไม่ได้ ก็เลยต้องหาเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบน

ขณะเดียวกันก็ทำทุกวิธีที่หวังว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไป รวมทั้งจะชนะการเลือกตั้งคราวหน้าให้ได้ ก็เลยเอานโยบายลดแหลกแจกแถมดังกล่าวมาใช้โดยไม่ได้คำนึงว่าสอดคล้องกับนโยบายตัวเองหรือไม่ จะเป็นไปได้หรือไม่ และจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดอย่างไร

“นายกฯ รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว รู้อย่างดีที่สุด เพราะเรียนเศรษฐศาสตร์มาด้วย ดังนั้นการไม่พูดถึงเรื่องการขยายหรือเพิ่มฐานภาษี แล้วมาบอกว่าบริการของรัฐจะไม่เก็บเงิน แต่กลับจะใช้จ่ายเงินของรัฐมากขึ้นเพื่อบริการประชาชน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับประเทศที่มีรายได้น้อยอย่างประเทศไทย
แต่นายกฯ ก็ต้องพูดเรื่องอย่างนี้ไว้ก่อน เพื่อหวังว่าจะซื้อใจประชาชนได้ ประชาชนคนไทยก็จะฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เห็นชัดว่าเป็นการพูดเพื่อกลบเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน การปราบปรามการชุมนุม

และใช้วีธีนี้มาดึงคะแนนเสียงจากประชาชนในชนบทที่เป็นจุดอ่อนของประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน รัฐบาลจะดันทุรังอยู่ไปให้นานที่สุด แต่ในที่สุดคนก็จะเห็นความล้มเหลวในด้านต่างๆ ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ” นายจาตุรนต์ กล่าว

จะมองว่าพรรคฝ่ายค้านก็ต้องค้านไปเรื่อยก็ได้ ... แต่อย่าลืมว่า แม้กระทั่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นพวกเดียวกันเองกับนายอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ ยังระบุชัดเจนว่าแผนปรองดองของรัฐบาลเป็นแนวคิดที่ดี

แต่คงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะทำให้สำเร็จภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด
ที่สำคัญแม้แต่ มหาจำลองเองก็ยังเห็นว่า กระบวนการใต้ดินจะไม่เกิดขึ้นอีก หากรัฐบาลเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่เหตุการณ์เดือนเมษายน ปี 2552 หากรัฐบาลใช้กระบวนการยุติธรรม ความรุนแรงก็จะไม่บานปลาย จนมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

เหล่านี้คือความจริงที่นายอภิสิทธิ์จะต้องยอมรับ

และความจริงทั้งหมด ก็คือ สิ่งที่จะตัดสินอายุรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์...
หาใช่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างที่บางคนพยายามยื้อเอาไว้สุดฤทธิ์

"สนธิ ลิ้มทองกุล"ได้ประกันคดีหมิ่นเบื้องสูง ลั่นขอเช็กบิลอัยการ-คดีนักรบศรีวิชัยบุกเอ็นบีทีเลื่อน

ที่มา ประชาไท


อัยการฟ้องแล้วสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นเบื้องสูง สอบคำให้การ 16 ส.ค.
5 ก.ค.53 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลาอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อายุ 61 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ตามคำฟ้องบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืน จำเลยได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยนำคำปราศรัยของดารณี ชาญเชิงศลิปะกุล ( จำเลยคดีดูหมิ่นสถาบัน ที่ศาลอาญา พิพากษาจำคุกแล้ว 18 ปี ) ที่พูดบนเวทีปราศรัย สนามหลวง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 ที่เป็นการพูดซึ่งมีถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตพระมหากษัตริย์ และราชินี มาพูดซ้ำ อันทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยการกระทำของจำเลยเป็นการกล่าวปราศรัยผ่านเครื่องการกระจายเสียงท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน และมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีและทางอินเตอร์เน็ตโดยผ่านทางเว็บไซต์ของเอเอสทีวี ด้วย กระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อกฎหมาย และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 มาตรา 8 , ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 1
โดยชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ซึ่งอัยการขอให้นับโทษนายสนธิ จำเลย ต่อจากคดีหมายเลขดำที่ อ. 3323 /2550 ด้วย ซึ่งคดีดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท ฯ นายสนธิ โดยคดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์
ทั้งนี้ศาลประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2066/2553 โดยศาลสอบถามนายสนธิ แล้ว ยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีหมายเลข อ.3323/2550 ซึ่งศาลนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 16 สิงหาคม นี้ เวลา 13.30 น.
ขณะที่นายสนธิ มอบหมายให้นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 500,000 บาท ยื่นขอประกันตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
ต่อมา ศาลาอาญาให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยวงเงินประกัน 5 แสนบาท

ด้านนายสนธิ กล่าวว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอัยการในการสั่งคดี หากเทียบกับคดีนายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ต้องหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ขณะนี้ผ่านมา 4 ปี แต่คดีไม่คืบ

"ศึกครั้งนี้ยังไม่จบพร้อมเช็คบิลกับอัยการทุกคน และขอสงวนสิทธิที่จะฟ้องคดีกลับอัยการ ฐานเป็นจนท.เจตนากลั่นแกล้งให้ได้รับโทษตามประมวลกม.อาญา ม. 200" นายสนธิกล่าว
เลื่อนตรวจหลักฐาน"85 นักรบศรีวิชัย"บุกเอ็นบีทีนัดอีกครั้ง 9 ส.ค.
วันเดียวกันที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวกรวม 85 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัยการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยที่ 1-85 ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำการเป็นซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันบุกรุกโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33 , 83 , 91 , 92 , 210 , 215 , 309 , 358 , 364 , 365 , 371 และความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 , พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 และ พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ.2535 กรณีร่วมกันบุกยึดอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) เมื่อเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2551
น.ส.รัศมี เพ็ญสุข ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลเลื่อนนัดตรวจหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากอัยการ โจทก์ ยังส่งหมายถึงพยานไม่ครบถ้วน จึงเลื่อนนัดตรวจหลักฐานอีกครั้ง 9 สิงหาคม นี้ เวลา 09.00 น. ทั้งนี้สำหรับพยานที่อัยการ เตรียมไว้มีประมาณ 200 ปาก ส่วนจำเลยทั้ง 85 คน มีพยานประมาณ 100 ปาก ซึ่งนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 2 กันยายน นี้ เวลา 09.00 น.