ที่มา โลกวันนี้ ทุกปีที่เริ่มย่างก้าวเข้าช่วงการโยกย้ายประจำปี ไม่ว่าจะขี้ข้าประชาชน หมาต๋า หรือสีต่างๆในกองทัพ ก็จะเห็นฝุ่นตลบและน้ำลายเต็มขนหน้าแข้งบรรดา “ผู้มีบารมี” ไม่ว่าจะเป็นสัตว์การเมืองหรือสัตว์สองเท้าที่ยังมี “กิเลส-ตัณหา” เต็มตัว เพราะทุกปีไม่เคยไม่มีการร้องเรียน ทั้งเรื่องเส้นใหญ่เส้นเล็ก รวมไปถึงการใช้ร่างเข้าแลก ฯลฯ จะจริงหรือเท็จไม่รู้ เพราะไม่มี “ใบเสร็จ” แม้กระทั่งกรณี “หมาต๋า” ที่ “บิ๊กหมาต๋า” เอาหลักฐานการซื้อตำแหน่งมาแฉ ยังเงียบหายเข้าป่าช้า ขนาด “จ่าเพียรขาเหล็ก” หรือ “วีรบรุษบันนังสตา” ที่ทำให้วงการ “หมาต๋า” และ “สัตว์การเมือง” สะดุ้งวิ่งหนีกันหางจุกตูด ยังเป็นแค่พลุที่ยิงขึ้นฟ้า แม้ทุกยุคทุกสมัยจะมีกลุ่มขี้ข้าประชาชนพยายามต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นและน้ำลายที่ไหลนองแผ่นดิน แต่ก็เป็นแค่เสียงนกเสียงกา การข้ามหัวหรือกระโดดข้ามพวกพ้อง จึงกลายเป็นเรื่องของ “คนโฉด” ที่ได้รับการยกย่อง ไม่มีความละอายเลยแม้แต่น้อย ทั้งคนให้และคนรับ “ชั่ว” อย่างเสมอภาค อย่างกรณี “บิ๊กหมาต๋า” ที่ “หล่อหลักลอย” ต้องเอาปี๊บคุมหัว หน้าแตกและหน้าแหกจนหน้าหนาไม่มีความรู้สึก เพราะไม่สามารถ “สวมหัวโขน” ให้ “บิ๊กหมาต๋า” ได้จนต้องปล่อยให้กลับบ้านไปเลี้ยงหลานกันเอง แต่ “โลกหมาต๋า” ก็ยังต้องจับตามอง เพราะ “หล่อหลักลอย” ตัดสินใจประกาศล้างบางครั้งใหญ่ ให้ “สารวัตรใหญ่” เป็นกัปตันใหญ่ แต่ “หมาต๋า” ทั่วแผ่นดินกลับได้แต่ส่ายหน้าเพราะเบื่อ “จำอวด” คณะใหม่ ที่ไม่ต่างอะไรกับเอา “คนแก่” มาทำงานแก้เหงา แทนที่จะนั่งจมปลักเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน เหมือนกับ 3 คณะกรรมการเพื่อการปรองดองของ “หล่อหลักลอย” ที่มีคำถามมากมายว่าตั้งไปทำไม เพราะวิธีสร้างความปรองดองง่ายๆกลับไปทำ แต่กลับทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แถมยังของบประมาณไปถลุงเพื่อเล่นปาหี่ 2-3 ปีอีก วิธีง่ายๆแค่ “หล่อหลักลอย” เลิกตอแหลตีหน้าหล่อกลบเกลื่อนซากศพที่ตายเกลื่อนเมือง แล้วคืนอำนาจให้กับประชาชน คืนสิทธิเสรีภาพ และคืนความเป็นมนุษย์ให้ประชาชนเลือกอนาคตของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ “ปิดประตูตีแมว” คง “กฎหมายติดหนวด” เพื่อให้ “ศูนย์อับเฉา” ไล่ล่าและกวาดล้าง “ไพร่ไม่มีเส้น” จนกว่าจะหมดสิ้นทั้งแผ่นดิน เพราะตราบาปที่ “หล่อหลักลอย” และ “ศูนย์อับเฉา” ทำไว้นั้น เป็นความจริงที่ไม่มีวันลบล้างได้ โดยเฉพาะ “ซากศพ” ที่นั่งทับไว้ เพียงแต่จะเป็น “กรรมติดจรวด” หรือ “กรรมเรือเอี้ยมจุ้น” เท่านั้น!ฉุก(ละหุก)คิด จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2836 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 8 กรกฏาคม 2010 โดย นายหัวดี
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 8, 2010
กฎแห่งกรรม!
“จตุพร” ปัดคืนชีพเสื้อแดงเคลื่อนไหวใหญ่สิ้นปี
ที่มา โลกวันนี้ วันนี้ (8 ก.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ปฏิเสธข่าวเตรียมปลุกระดมกลุ่มคนเสื้อแดงให้เคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ตามที่คนในรัฐบาลกล่าวอ้าง เพราะภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการช่วยหาเสียงให้กับนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 นายจตุพรกล่าวต่อว่า ตนเองคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดทำรายการของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “เอเชียอัพเดท” เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบให้ไม่สามารถออกอากาศได้ แกนนำกลุ่ม นปช.ยืนยันว่า ผู้ต้องหาคดีจ้างวานลอบวางระเบิดที่ทำการพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่ม นปช.แต่เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะสร้างประเด็นขึ้นมา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนก่อเหตุจะทิ้งหลักฐานไว้ข่าวออนไลน์ จากหนังสือพิมพ์ ข่าวหน้าหนึ่ง ปีที่ 0 ฉบับที่ 0 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 8 กรกฏาคม 2010 โดย - ![]()
“จตุพร” ปัดเตรียมปลุกระดมเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ปลายปี ยันไม่ยุ่งสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท หวั่นโดนปิด ชี้รัฐสร้างข่าวใส่ร้ายนปช.กรณี “เทพไท” ปูดข่าวนปช.มีแหล่งฝึกอาวุธ 3 แห่ง ชี้ “อ้อ-อ้าย” แดงเทียม
ทั้งนี้ นายจตุพรยังท้าให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลกรณีกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหน้าหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่า นปช.มีแหล่งฝึกอาวุธ 3 แห่ง ระบุเรื่องนี้เป็นการสร้างข่าวของรัฐบาลเพื่อใส่ร้ายกลุ่ม นปช.เพราะหากเป็นความจริงรัฐบาลต้องเร่งดำเนินคดีไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
รายงาน: 1 ปี 10 เดือนในเรือนจำของ ‘บุญยืน’ อดีตนักโทษคดีหมิ่นเบื้องสูง
ที่มา ประชาไท

ปลาหมึกVSตูดหมึก
ที่มา Thai E-Newsค่าของคนกับค่าของหมึก -หมึกพอลทายฟุตบอลโลกหนนี้แม่นเหมือนตาเห็น จนแฟนบอลเยอรมันแค้นตาแม้น อยากเอามันย่างกินกับน้ำจิ้มเพื่อแก้เผ็ด ผิดกับ"ตูดหมึก"อีกรายที่ทายทีไรผิดทุกทีแบบเหลือเชื่อ แต่คนไทยได้แก้เผ็ดแล้ว ด้วยการโทรด่าเช็ดในโครงการ6วัน63ล้านเสียงสาปแช่งก่นด่า
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพประกอบ บอร์ดประชาไท
8 กรกฎาคม 2553
แฟนเยอรมันโกรธ"พอล"ทายแม่นเบียร์แพ้สเปนเช่งถูกนำไปทำอาหาร-โยนให้ฉลามรับประทาน
ปลาหมึกเพศผู้วัย 2 ปี สัญชาติเยอรมัน นามว่า “พอล” กลายเป็นที่โจษจันไปทั่ววงการลูกหนัง เมื่อสามารถทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ของเยอรมนี ได้อย่างแม่นยำตลอด 5 นัดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการชนะ ออสเตรเลีย (4-0), แพ้ เซอร์เบีย (0-1), เฉือน กานา (1-0) หรือว่าถล่มอังกฤษ (4-1) ตามด้วยขยี้อาร์เจนตินา (4-0)
ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หมึกแสนรู้ที่อาศัยอยู่ในอควาเรียม โอเบอร์เฮาเซน ทำเอาแฟนๆ “อินทรีเหล็ก” ใจแป้ว เมื่อดันไปเลือกเกาะโถของสเปนนั่นหมายความว่า “กระทิงดุ” จะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือเยอรมนี ในรอบรองชนะเลิศ
ซึ่งผลการแข่งขันเมื่อคืนวันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2553 ออกมาแล้ว ปรากฏว่า “พอล” ทำนายแม่นดั่งจับวาง สเปน เบียดเอาชนะ เยอรมนี 1-0 จากประตูชัยของ คาร์เลส ปูโยล โหม่งบอลเข้าไปในนาทีที่ 73 ช่วยให้ “กระทิงดุ” ฟันฝ่าเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ เตรียมชน “อัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ ในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.นี้ ขณะที่ “อินทรีเหล็ก” ต้องไปชิงอันดับ 3 กับอุรุกวัย กันต่อไปในคืนวันเสาร์
ภายหลังการแข่งขัน “แดร์ เวสเทิร์น” หนังสือพิมพ์ในเยอรมนี รายงานทันทีว่าแฟนบอลที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ สังคมออนไลน์ชั้นนำ พากันแนะให้นำ “หมึกพอล” ไปทำอาหารได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกทอด, ทำบาร์บีคิว หรือทำสลัดซีฟูด หรือทำข้าวผัดสเปนที่เรียกกันว่า ปาล่า ( paella) ให้รู้แล้วรู้รอด
โดยแฟนบอลรายหนึ่งโพสต์ผ่านเว็บไซต์อีกว่า “หลายคนคงอยากโยนเจ้าปลาหมึกตัวนี้ลงไปในตู้ฉลาม”
แฟนบอลไทยให้รางวัลมาร์คตูดหมึกด้วยการรุมแช่ง6วัน63ล้านเสียงด่า.jpg)
อย่าแม้แต่จะคิดนะไอ้ตูดหมึก -ภาพล้อเลียนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ว่าเขาเชียร์ว่าทีมไหนจะชนะเป็นต้องแพ้เรียบ พอเขาจะหันมาเชียร์สเปนมั่ง นักบอลสเปนรีบด่าไว้ก่อนเลยว่า "เฮ้ย!!อย่าแม้แต่จะคิดนะเจ้าตูดหมึกตัวซวย"
ขณะที่ปลาหมึกพอลทายแม่นเหมือนตาเห็น ที่เมืองไทยก็มีคนที่ทายผิดทุกนัดเหมือนตาเห็น เขาชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อาจเป็นไปได้ว่าความอัปมงคลเข้าตัวมาก หลังสั่งการเข่นฆ่าประชาชนทำให้เสียงสาปแช่งเต็มบ้านเต็มเมือง ความซวยเลยครอบงำนายกฯระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์ แต่ที่แย่กว่านั้นคือนายอภิสิทธิ์ได้ลากเอาทีมฟุตบอลเต็งจ๋าระดับโลกซวยตามไปด้วย แค่เขาเชียร์ทีมไหน เห็นผลทันตา คือแพ้เรียบ แพ้กระจุยแบบไม่น่าเชื่อ
ซวยกระทั่งนายอภิสิทธิ์ได้ประกาศเลิกเชียร์ทีมในฟุตบอลโลกคู่ 4 ทีมสุดท้าย อ้างว่ากลัวแฟนบอลเดือดร้อนเสียกำลังใจไปกับความซวยของเขา
ก่อนนี้นายอภิสิทธิ์ออกปากให้สัมภาษณ์นักข่าวเชียร์ทีมอังกฤษ โปรตุเกส บราซิล และอาร์เจนติน่า ปรากฎว่าแพ้เรียบ
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่าเชียร์ทีมชาติอังกฤษ แต่อังกฤษ ก็ตกรอบ 2 เพราะพ่ายเยอรมนี ต่อด้วยการเชียร์โปรตุเกส โดยเยาะเย้ยสเปนคู่แข่งขันว่า" สเปนมีดีอะไร.." ผลปรากฎว่าโปรตุเกสก็ตกรอบ 2 ด้วยฝีมือสเปนไปอีกทีม
จากนั้นหันมาเชียร์บราซิล เต็งจ๋าแชมป์โลก ก็โดนฮอลแลนด์เขี่ยตกรอบแบบพลิกล็อกเหลือเชื่อ ล่าสุดนายกฯการันตีว่า อาร์เจนติน่าจะเอาชนะเยอรมนีพร้อมกับทะลุเข้าไปคว้าแชมป์โลกมาครอง แต่กลับกลายเป็นว่าเยอรมนียำใหญ่ถล่มเอาชนะอาร์เจนติน่าไปขาดลอย 4-0
"ต่อไปผมจะให้สัมภาษณ์ได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องฟุตบอล" นักข่าวถามว่าทำไมไม่ทำนายต่อหละ? นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่มีแล้วครับ ไม่พูดแล้วครับ เลิกแล้วครับ คนเราพอผิดแล้วก็ต้องยอมรับผิด ไม่อุทธรณ์ ไม่ฏีกา เมื่อถามว่า ไม่เชียร์ทีมเยอรมนี ต่อไป เขาไม่ให้ผมเชียร์ใครแล้ว ตอนนี้แฟนๆ เขาเดือนร้อน"
ทั้งนี้นายกฯ เป็นแฟนบอลทีม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และมาเชียร์ออกหน้าออกตาตอนได้เป็นนายกฯ ผลก็คือเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้วทีมนี้ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ก่อนจะกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้งในฤดูกาลที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ในเดือนสิงหาคมนี้
ในการแข่งขันเอเชียนคัพ เขายังเคยไปนั่งเชียร์ทีมฟุตบอลไทยที่สนามกีฬาหัวหมาก ในนัดที่แข่งขันกับสิงคโปร์...สิงคโปร์ที่เคยโดนทีมไทยถลุงมาราวกับบอลคนละชั้นมานักต่อนักแล้ว
แต่ผลการแข่งขันในนัดนี้ คงไม่ต้องให้บอกนะว่า ใครเป็นฝ่ายต้อนใคร...!!!
6 วัน 63 ล้านเสียงด่าไล่มาร์คไปตายซะ

โรคจิตอยากโดนด่า -เปิดรับสายวันแรกโครงการ6วัน63ล้านความคิด เจอชาวบ้านไล่ไปลงนรกเปิดรับสายวันที่สองชาวบ้านไล่ให้ยุบสภา เปิดสายวันที่สามชาวบ้านถามหาความยุติธรรมมาตรฐานเดียวก่อนหน้านั้นไปเดินหาเสียงที่โรงพยาบาลโดนชาวบ้านด่าเต็มหู"ไอ้เหี้ย"( ดูข่าว )ส่วน"ไก่อู"มาช่วยรับสายเจอด่า"ไอ้สัตว์ ฆ่าประชาชน"เต็มๆ( ดูข่าว ) ล่าสุดวิลลี่-เสนาหอยมาช่วยรับสายบอกโดนด่าหูชา ไล่ให้รัฐบาลไปตายซะ
เกจิได้แนะนำมาร์คว่า หากแค่อยากโดนด่าฟรีให้โทรไปรายการวิทยุของอาจารย์วีระ ธีรภัทร ทางFM96.5MHzช่วงบ่ายๆจ้นทร์-ศุกร์ก็ได้ไม่ต้องเปลืองงบประมาณภาษีประชาชน
สิ้นเดือนนี้ปิดบอร์ดประชาไท กระดานสนทนาใหญ่ที่สุดของโลกไซเบอร์ที่ต่อต้านรัฐบาลอำมาตย์
ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไทหมายเหตุไทยอีนิวส์ :เมื่อเย็นวันที่ 7 กรกฎาคม จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเวบไซต์ประชาไทได้เขียนแจ้งในหัวข้อ ใต้เท้าขอรับ : 'เว็บบอร์ด'...แล้ววันนี้ก็มาถึง ว่าจะ ปิดเวบบอร์ดประชาไทซึ่งเป็นกระดานสนทนาทางการเมืองของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลแหล่งใหญ่ที่สุดในโลกไซเบอร์เวลานี้ ในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ โดยให้เหตุผลความจำเป็นดังต่อไปนี้
จดหมายฉบับนี้ควรจะส่งถึงผู้อ่านประชาไทและเพื่อนสมาชิกเว็บบอร์ดประชาไทหนึ่งเดือนมาแล้ว
แต่ทว่า..ดิฉันเองก็ตกอยู่ในอาการอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ไม่รู้จะบอกอะไรได้มากไปกว่า
“ขอโทษ”
เว็บบอร์ดในประชาไทเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับเว็บไซต์ประชาไท เริ่มจากการเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ในการที่จะให้ผู้อ่านประชาไทได้แลกเปลี่ยน ถกเถียงกันอย่างอิสระ
จากกระดานสนทนาเล็ก ๆ ใช้เวลาแรมปีที่เริ่มมีขาประจำ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีเหลืองมีแดง ทว่าเป็นชุมชนมีทั้งคนที่ชอบ/ไม่ชอบทักษิณ, ชอบพันธมิตร แต่ไม่ชอบข้อเรียกร้องเรื่องมาตรา 7 ซึ่งพื้นที่นี้ก็คุยกันได้เสมอมาดิฉันเองในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ ก็พยายามที่จะเข้าไปชี้แจง, แลกเปลี่ยนในเรื่องราวที่เป็นจุดยืนต่อการเปิดกว้างให้ทุกเสียง ทุกฝ่าย ได้มีพื้นที่แสดงออก มีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐเป็นกำนัลเสมอมา
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549...
ในห้วงเวลาที่พื้นที่การสื่อสารเพื่อแสดงออกถึงการต้านรัฐประหารและการยืนยันในความนิยมชื่นชมอดีตนายกฯทักษิณ ดูจะคับแคบและไร้ที่ทาง เว็บบอร์ดประชาไทซึ่งอหังการ์ประกาศตนเองว่าเชื่อในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นจึงเติบโตขยายตัวเป็นชุมชนที่กว้างขวางขึ้นจนในที่สุดทีมงานประชาไทตัดสินใจว่าชุมชนแห่งนี้เติบโตเกินกว่าที่จะเป็นเพียงพื้นที่หนึ่งของเว็บไซต์ประชาไท
ประชาไทเว็บบอร์ด [ http://www.prachataiwebboard.com ] จึงเกิดขึ้น มีสถานะเป็นอิสระมีหน้าตา, ที่ทาง, ท่าทีเฉพาะของตนเองตามแต่ที่เพื่อนสมาชิกในเว็บบอร์ดจะสร้างสรรค์ให้เป็นอารมณ์ขัน, ขื่น, ข้น, เข้าใจ และกวนประสาทอย่างเหลือร้ายของนักโพสต์ในประชาไทอย่างที่ไม่มีบรรณาธิการคนใดจะมาบรรณาธิกรณ์
คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไปถ้าจะบอกว่าประชาไทเว็บบอร์ดผ่านห้วงร้อนฉ่าในวิกฤติการเมืองและทำหน้าที่เป็นความฉ่ำชื่นใจในยามที่รู้สึกอ่อนแอและแพ้พ่าย..
ในยุคสมัยที่สิทธิและเสรีภาพเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ??? และความน่าตื่นตระหนกตกใจ !!!
คดีความที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากการทำหน้าที่ดูแลเว็บบอร์ดประชาไทยังคงรอการต่อสู้พิสูจน์และตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม
สถานการณ์การจับกุมผู้โพสต์แสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นข่าว และไม่เป็นข่าว
เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งสำหรับผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเปิดพื้นที่สื่อสาร หรือผู้ที่ได้แสดงออกถึงความรู้สึก ความคิดเห็น และข้อมูล ที่ยังมีกรอบอันกว้างขวางและพร่าเลือนของข้อกล่าวหา “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ที่สามารถจับกุมคุมขังผู้เห็นต่าง ผ่านเครื่องมือ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน และ มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา
ด้วยขีดจำกัดในการที่ปกป้องคุ้มครองตัวเองของประชาไท ที่สำคัญการไม่สามารถที่จะมีหลักประกันความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่เข้าแสดงความคิดเห็นผ่านพื้นที่เว็บบอร์ดประชาไท การสอดส่อง แกะรอยเพื่อติดตามหาตัวผู้โพสต์เหมือนจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็นนัก และโดยไม่จำเป็นต้องมาขอความร่วมมือ/ขอข้อมูลจากประชาไทเลยด้วยซ้ำ
สถานการณ์อันล่อแหลม เปราะบาง และดิ่งเหวของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย จึงกลายเป็นความจริงที่ทีมงานประชาไทต้องยอมรับด้วยความรวดร้าวใจ และตัดสินใจปิดเว็บบอร์ดประชาไทลง โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป
ในช่วงเวลาที่ยังพอมีให้เราได้สื่อสารกัน..
คาดว่ายังพอมีเวลาสำหรับการบันทึกเนื้อหาในกระทู้ที่น่าสนใจสำหรับแต่ละท่าน
การสื่อสารข้อความระหว่างเพื่อนสมาชิก..สำหรับคนที่ยังผูกพันและอยากติดต่อสื่อสารกันต่อไป
น่าจะยังพอมีเวลาให้แลกเปลี่ยนกันผ่านกล่องข้อความ
และหากไม่โกรธเคืองกันเกินไป ยังอยากพูดคุย สอบถาม ติดต่อสื่อสารกัน อีเมล chiranuch@prachatai.com ยังเปิดรับทุกความคิดเห็นค่ะ
นับถือ
ตู่ปูดอ้อ-อ้ายสายลับ พลิกแฟ้มพบไม่ธรรมดา
ที่มา Thai E-News
อ้อ-อ้ายสายลับ -"อ้อ"วริศรียาถูกกัมพูชาควบคุมตัวพร้อม"อ้าย"ส่งตัวให้ทางการไทยข้อหาเป็นแก๊งระเบิดพรรคภูมิใจไทย โดยDSIปฏิบัติต่อผู้ต้องหาทั้งสองในระดับVIP ล่าสุดจตุพร พรหมพันธุ์ ได้กล่าวหาว่าทั้งสองเป็นสายลับให้รัฐบาล
แม่งาน -วริศรียา ซึ่งมีบทบาทในการระดมทุน 300 ล้านบาทสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส ให้สัมภาษณ์สื่อว่า"เราออกแบบหอเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว พัฒนาแบบมาเรื่อยๆ แต่ไทยมีปัญหาด้านการเมืองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว พอบ้านเมืองสงบเราจึงนำโครงการนี้มาสานต่อ เพราะเป็นวาระที่สมควรแล้ว"
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ไทยทาวน์ยูเอสเอ
7 กรกฎาคม 2553
จตุพรซัดอ้อ-อ้าย สายลับรัฐบาล หวังล่ากี้ร์-แรมโบ้
จตุพร พรหมพันธุ์ ซัด อ้อ-อ้าย สายลับรัฐบาล ชี้เหตุถูกทางการกัมพูชา ส่งตัวให้ไทย เพราะแฝงตัวไปหวัง สืบหา อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และ สุพร อัตถาวงศ์ ยัน 4 ผู้ต้องหาบึมภูมิใจไทย ไม่ใช่การ์ด นปช.
นายจตุพร ยังกล่าวถึงการจับกุมตัวสองผู้ต้องหาก่อวินาศกรรมพรรคภูมิใจไทยที่ทางการเขมรส่งตัวกลับมา ว่า ได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.แล้ว ทำให้เกิดความสงสัยในพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสอง ว่าหลังจากทั้งสองเข้าไปประเทศกัมพูชาแล้ว มีการกล่าวอ้างว่า ต้องการพบตัวแกนนำ นปช.เช่น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ อีสาน จะไปพบกันได้ที่ไหน ทางการกัมพูชา เกรงว่าจะเป็นการส่งสายลับมาหรือไม่
นอกจากนี้ มีการกล่าวอ้างว่า กลุ่มแกนนำ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา ส่งผู้ต้องหาทั้งสองไป เป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะ พ.อ.อภิวันท์ ปฏิเสธไม่รู้จักผู้ต้องหาทั้งสอง ทางการกัมพูชา จึงสงสัยต่อพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสอง เนื่องจากกัมพูชาเคยปฏิเสธแล้วว่า นายอริสมันต์ และนายสุพร ไม่ได้อาศัยในประเทศ เมื่อลำดับเหตุการณ์ระเบิดที่พรรคภูมิใจไทย ด้วยรถเข็นเงาะ ได้ค่าจ้างแค่สองพันบาทเป็นเหมือนนิยาย คดีนี้จึงน่าสงสัยว่าเป็นการจัดฉากอย่างชัดเจน ตนไม่เคยรู้จักผู้ต้องหาทั้งสอง และยืนยันว่าผู้ต้องหาอีก 2 คนที่ถูกจับตั้งแต่แรกไม่ใช่การ์ด นปช.แหลมฉบัง พวกนี้ไม่ใช่แนวร่วมเดียวกันตนจึงไม่กลัวว่าจะเสียแนวร่วม เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นรัฐบาลคือผู้ได้ประโยชน์ ขณะที่พวกตนเสียประโยชน์
พลิกแฟ้มข่าว"อ้อ"ไม่ธรรมดาเคยหาทุนเฉลิมพระเกียรติ300ล้าน
พลิกแฟ้มข่าว"อ้อ"วริศรียา บุญสม ซึ่งถูกจับกุมที่เขมรโดยทางการระบุเป็น"เสื้อแดง"แก๊งระเบิดพรรคภูมิใจไทยนับว่า ไม่ธรรมดา โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์หนังสือไทยทาวน์ยูเอสเอว่า เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการระดมทุนราว 300 ล้านบาทเพื่อสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส
ไทยทาวน์ยูเอสเอนำเสนอข่าว 'หอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส' สัญลักษณ์แบบอย่างแห่งการครองเรือน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ในปี พ.ศ. 2553 นับเป็นวโรกาสมหามงคลยิ่งอีกวาระหนึ่งของปวงชนชาวไทย เนื่องจากเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 64 ปี
และยังเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี (28 เม.ย. 2553) นับเป็น “แบบอย่างของการครองเรือน” ที่ดี และเป็น “เอกอัครศาสนูปถัมภก” ที่พระเกียรติคุณเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลก
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช จึงสานต่อจัดโครงการสร้าง “หอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส” ที่เดียวในโลก ที่จะเป็นสถานที่รวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจทุกด้านของทั้งสองพระองค์ ที่ทรงตรากตรำพระวรกายในการช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยเฉพาะเนื้อหาซึ่งพระองค์ทรงครองสมรสอย่างยาวนาน อันเป็นแบบอย่างของการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นแก่พสกนิกรชาวไทยที่ควรนำไปประพฤติปฏิบัติ
หอเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ ด้านบนจะสร้างเป็นหอสูงเพื่อประดิษฐานระฆังจำลองทำจากทองคำคู่ ที่ทำเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองที่ทรงราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี โดยองค์ระฆังจริงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทั้งสองพระองค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าเมื่อการสร้างแล้วเสร็จ สถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่ตัวแทนความรักที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์ และจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองไทย
“เมื่อ 10 ปีก่อน 28 เม.ย. 2543 เราจัดให้มีพิธีเฉลิมฉลอง 50 ปี ราชาภิเษกสมรส ในครั้งนั้นมีกิจกรรมการหล่อระฆังทองคำคู่ ประกอบด้วย ระฆังมหาราชา มีพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และระฆังราชินี มีพระนามาภิไธย ส.ก. ทำจากทองคำแท้ หนักลูกละ 50 บาท ขนาดความสูง 9 ซม. ความกว้าง 5.9 ซม. เพื่อทูลเกล้าฯถวายทั้งสองพระองค์
ในโอกาสเดียวกันนั้น เราได้หล่อระฆังทองคำจำลอง 2 ลูก (ปิดทองคำเปลว) สูง 139 ซม. กว้าง 59 ซม. เหมือนของจริง เว้นแต่ขนาด ซึ่งระฆังจำลองคู่ที่ยังไม่ได้นำไปประดิษฐาน เนื่องจากยังไม่มีสถานที่ก่อสร้างหอระฆังที่เหมาะสม จึงเก็บรักษาไว้ที่วัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อหอเฉลิมพระเกียรติฯ แล้วเสร็จ จะนำระฆังจำลองทองคำขึ้นประดิษฐาน” ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช กล่าว
ด้วยงบประมาณในการจัดสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรสมากถึง 300 ล้านบาท คณะจัดทำหอเฉลิมพระเกียรติฯ จึงจัดทำที่ระลึกพิเศษ “พระสมเด็จพุทธรัตนมณี” ทำจากเพชรแท้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์และวงการพระเครื่องไทย มอบให้แด่ผู้สมทบทุนมูลค่า 189,999 บาทด้วย
วริศรียา บุญสม หนึ่งในคณะกรรมการจัดหารายได้ก่อสร้างโครงการหอเฉลิมพระเกียรติฯ เล่าว่า “พระสมเด็จพุทธรัตนมณี” ถือเป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด จัดทำเป็นที่ระลึกสำหรับผู้ที่สมทบทุนสร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ มูลค่า 189,999 บาท จะได้รับพระสมเด็จพุทธรัตนมณี ฝังเพชรแท้ พระปางสมาธิทองคำ ถือเป็นอมตะพระเครื่องชั้นสูง มีคุณค่าทางจิตใจ ประดับด้วยมณีรัตนชาติ 3 ชนิด ได้แก่ เพชร เอกแห่งรัตนะทั้งปวง บุษราคัม อัญมณีที่ทรงพลังและความเมตตา และไพลิน อัญมณีแห่งสวรรค์จิตใจมั่นคงตั้งอยู่ในความดีงาม กับโลหะชาติอีก 1 ชนิด คือ ทองคำ ซึ่งถือว่าเป็นราชาแห่งโลหะ สัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง จัดทำจำนวนจำกัดเพียง 5,999 องค์เท่านั้น ไม่มีการจำหน่าย
“สำหรับพระสมเด็จพุทธรัตนมณีทองคำ ประดับด้วยอัญมณีรัตนชาติทรงซุ้มระฆังบนบัลลังก์เมฆ ประดับเพชรกรอบล้อมรอบองค์พระ ลักษณะ ทรงซุ้มระฆังทำจากทองคำ 18K น้ำหนักเนื้อทองโดยประมาณ 25 กรัม ซุ้มระฆังขอบรอบนอกประดับไพลินยอดซุ้มด้านหน้าประดับด้วยบุษราคัม ตัวองค์พระประดับเพชร จำนวน 60 เม็ด ฐานบัลลังก์เมฆประดับเพชร จำนวน 134 เม็ด น้ำหนักโดยรวมอยู่ระหว่าง 1.558 กะรัต โดยมีการรับรองคุณภาพที่ออกโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน) ด้านล่างใต้ฐานองค์พระมีตราสัญลักษณ์ 5 ธันวามหาราช ด้านหลังองค์พระทำจากทองคำ 18K ประกอบรองลายขัดเงา มีตราสัญลักษณ์ระฆังทองคำคู่ และมีข้อความ “เฉลิมฉลองครบรอบราชาภิเษกสมรส 60 ปี” ใต้ฐานองค์พระมีรหัสหมายเลขกำกับ ซึ่งตรงกับใบรับรองคุณภาพ และที่สำคัญสามารถสลักชื่อผู้จองหรือบุคคลที่ต้องการมอบให้ได้” วริศรียา บอก
หอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส 60 ปี
“ระฆัง” เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก พระเกียรติคุณเกริกไกร ดังนั้นจึงต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมในการประดิษฐานระฆังทองคำจำลองขึ้น จากการเตรียมงานมานานนับ 10 ปี เพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสม ในที่สุดก็ได้สถานที่สร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ จัดสร้างบนเนื้อที่ 9 ไร่ บริเวณมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยาโดยมีคณะกรรมการหลากหลายหน่วยงานร่วมดำเนินการจัดสร้าง อาทิ กระทรวงการคลัง กรมศิลปากร กรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งจะกลายเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของชาติ เน้นศิลปกรรมร่วมสมัยรัชกาลปัจจุบัน
วริศรียา เล่าว่า หอเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ประกอบด้วย ห้องแสดงพระราชประวัติห้องแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ สำนักงานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช และห้องประชุมเล็ก บริเวณชั้น 2 จัดเป็นลานอเนกประสงค์ ห้องนิทรรศการเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก หอระฆังเฉลิมพระเกียรติและห้องประชุมใหญ่
“กว่าจะได้สถานที่ที่เราคัดเลือกหลายแห่งทั้งพื้นที่ที่เหมาะสม ทัศนียภาพ เมื่อปี 2551 เราเพิ่งได้สถานที่ตรงมหาวิทยาลัยสงฆ์ พื้นที่ 9 ไร่ เป็นสถานที่ที่เหมาะสม สงบ ร่มเย็น สามารถจัดพระราชพิธีได้หลายๆ อย่าง พอเราได้ที่ เราจึงมีการออกแบบหอเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว พัฒนาแบบมาเรื่อยๆ แต่ไทยมีปัญหาด้านการเมืองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว พอบ้านเมืองสงบเราจึงนำโครงการนี้มาสานต่อ เพราะเป็นวาระที่สมควรแล้ว”
ลักษณะการก่อสร้างอาคารหอเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างโดยใช้ศิลปะร่วมสมัยรัชกาลปัจจุบัน
“เราตั้งใจจะสร้างหอเฉลิมพระเกียรติราชาภิเษกสมรส ให้กลายเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของคนไทย การออกแบบอาคารจึงเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยยุคเก่าและยุคใหม่ไว้ด้วยกัน ยุคเก่า เช่น รัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงตอนปลาย มีการเปลี่ยนแปลงศิลปกรรมมาตลอด มีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยต่างๆ เป็นระเบียบ มีน้ำพุตั้งประดับตกแต่งอย่างสวยงาม หอนี้ถ้าแล้วเสร็จจะมีความหมายยิ่งต่อคนไทย เพราะไทยเราปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ทั้งสองพระองค์ได้มีการราชาภิเษกสมรสที่ยาวนานที่สุดในโลก หอเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ จะเป็นหอที่แสดงความรักที่ยั่งยืนยง และสถานที่ที่สร้าง 9 ไร่ ใหญ่มาก เวลาที่เครื่องบินจะลงที่สุวรรณภูมิก็จะสามารถเห็นหอเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ได้จากมุมสูง เพราะรอบๆ สถานที่ไม่มีอาคารสูงเลยซึ่งเราคาดว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศไทยด้วย” วริศรียา บอก
เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างอาคารในครั้งนี้ต้องใช้เงินมากถึง 300 ล้านบาท ทางคณะอนุกรรมการฝ่ายหาทุนสร้าง “หอเฉลิมพระเกียรติฯ” จึงได้มีดำริในการจัดทำ “พระสมเด็จพุทธรัตนมณี” ด้วยเพชรแท้ขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการพระเครื่องในประเทศไทยด้วย ใครสนใจสอบถาม 02-952-7230 ต่อ 238
Wednesday, July 7, 2010
นักข่าวดัตช์เชื่อทหารเป็นคนยิงตนจนได้รับบาดเจ็บ ขณะสลายชุมนุม นปช.
ที่มา ประชาไท 7 ก.ค. 53 - สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่านายไมเคิล มาอาส (Michel Maas) ผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ชาวเนเธอร์แลนด์ได้ให้สัมภาษณ์ ต่อ ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล เพรส อินส์ทิทิวท์( The International Press Institute) หรือ IPI ซึ่งเครือข่ายอิสระในการนำเสนอข่าวระหว่างประเทศ เกี่ยวกับเหตุการร์ถูกเขายิงในระหว่างทำข่าวการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพกรุงเทพมหานคร โดย IPI ได้เรียกร้องในรัฐบาลไทยทำการ เพื่อเปิดการสอบสวนอย่างเร่งด่วนและอย่างโปร่งใส ในการสอบสวนการที่นักข่าวเสียชีวิตจากการถูกยิง และ บาดเจ็บอีกหลายคน ในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงในเดือน เมษายน และ พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีการเปิดเผยคำให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของ นายไมเคิล มาอาส (Michel Maas) ผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ชาวเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในเหยื่อผู้ถูกทำร้ายซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ทหาร โดย มาอาส กล่าวว่า อันตรายที่สุดคือกองทัพ ที่ยิงทุกคนไม่มีเว้นหรือตรวจสอบก่อนว่าคนคนนั้นคือใคร พร้อมทั้งกล่าวว่า บางครั้งการรายงานของสื่อต่างประเทศต้องอ้างอิงไปตามสื่อท้องถิ่น แต่ในบางครั้งก็ไม่มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ จึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลมากกว่า 1 ครั้ง อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อต่างชาติยังต้องได้รับการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ทหารที่ไม่ชอบช่างภาพข่าวอยู่เป็นเป็นทุนเดิม แต่ต่อมาเขาก็มีวิธีบอกปัดไปว่าเขาไม่มีภาพของเหตุการณ์ในกรุงเทพ ฯ ทหารออกคำเตือนบ่อยครั้งว่า ผู้สื่อข่าวต่างชาติกำลังตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้าย และเตือนไม่ให้เข้าใกล้ สถานที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งโดยส่วนตัวเขาเอง ไม่เคยถูกคนเสื้อแดงรบกวนใดๆ และ เชื่อว่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงจะไม่ทำการก่อกวนผู้สื่อข่าวคนอื่นๆทั้งของในประเทศเองหรือจากต่างประเทศ และเขาก็คิดว่าคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ เพียงต้องการให้นักข่าวออกห่างจากกลุ่มเสื้อแดง หรือ ห้ามเข้าไปในค่ายของคนเสื้อแดง ทั้งนี้เขายังเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ 19 พ.ค. ว่าการเปิดฉากยิงเริ่มจากฝ่ายทหาร พวกเขาไม่ได้ยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ยิงมาที่ประชาชนซึ่งในนาทีนั้นต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด และด้วยประสบการณ์ในครั้งนั้นสอนให้รู้ว่าวิธีการเอาตัวรอดได้ดีที่สุด คือการปฏิบัติตามคนในพื้นที่ ซึ่งต้องวิ่งหาที่กำบัง แต่ในวินาทีนั้นเขาคิดผิดที่วิ่งออกมานอกอาคาร จนถูกยิงเจ้าที่หลัง แต่โชคยังดีที่กระสุนปืนเฉียดปอดเขาไปเพียงครึ่งนิ้ว ส่วนในประเด็นคำถามที่ว่า ใครเป็นคนยิง อามาส กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า ทหารเป็นคนยิง และระบุว่า กองทัพมีสไนเปอร์ อยู่บรางรถไฟฟ้าเหนือศรีษะของเขา , อยู่ในส่วนครอบคลุมทุกพื้นที่ และอยู่ในทิศทางที่เขาถูกยิง นอกจากนี้ ตัวเลขของผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวต่างชาติปนอยู่ด้วย และจากคำเตือนที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ไปเพิ่มความสงสัยว่าเป้าหมายการทำร้ายที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากผู้ก่อกาารร้าย แต่โดย"ทหาร" ที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ระหว่างคนเสื้อแดง และนักข่าว ซึ่งเขาก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่อยู่ในฝูงชน ทั้งความสูงที่มากกว่าคนไทยทั่วไป , เสื้อผ้าที่มีสีสันต่างจากคนเสื้อแดง สีผิวแบบยุโรป , สวมเสื้อเกราะอ่อน , สวมหมวกกันน็อก ที่แสดงให้เห็นถึงแตกต่างอย่างชัดเจนกับผู้ประท้วง อีกทั้งทหารซึ่งไม่ชอบวิธีการรายงานของสื่อต่างชาติต่อเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขายิงผู้สื่อข่าวต่างชาติ ก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี เขาได้พูดคุยกับ นายชัคโก้ แวน เดน เฮ้าท (H.E. Mr. Tjaco van den Hout) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยแล้ว โดยเขากล่าวว่า รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะขอชี้แจงกับรัฐบาลไทย แต่อย่างไรก็ดีเขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวมากพอเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่มาข่าว: สื่อดัตช์เชื่อทหารยิงตนเหตุปะทะเสื้อแดง (ไอเอ็นเอ็น, 7-7-2553)
ไมเคิล มาอาส (Michel Maas) ผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ชาวเนเธอร์แลนด์
ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 (ที่มาภาพ: freemedia.at)
http://www.innnews.co.th/around.php?nid=233816
กลุ่มไม่เอาสงครามกลางเมืองวอนยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน
ที่มา ประชาไท 7 ก.ค. 53 - กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วอนยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน จี้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมที่ไม่มีเหตุผลสมควร โดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้.. แถลงการณ์จากกลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง ขอคัดค้านรัฐบาลที่ยกเลิกการใช้พรก.ฉุกเฉิน เพียง 5 จังหวัด และยังต่ออายุ พรก.ออกไปอีกถึง 19 จังหวัด เพราะรัฐบาลไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเดินหน้าใช้พรก.ในภาวะที่ประเทศไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งสร้างความแตกแยกเพิ่มขึ้น ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และสะท้อนว่าระบบยุติธรรมปกติไม่สามารถทำงานได้ จนถึงขณะนี้เพิ่งจะมีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น ทั้งประชาชนผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจากการ “ขอคืนพื้นที่” “กระชับพื้นที่” “การรักษาพื้นที่” และผู้อยู่เบื้องหลังการ “ก่อจลาจล” “เผาบ้านเผาเมือง” ทั้งที่เหตุการณ์มาเกือบ 2 เดือน ท่ามกลางการคง พรก. ฉุกเฉินจะทำให้ยิ่งยากต่อการค้นหาหลักฐาน และหาผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์และความสูญเสียที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าขณะที่รัฐบาลยังคง พรก.ฉุกเฉิน ทั้งที่ไม่มีภาวการณ์อันสมเหตุผล อยู่นั้น รัฐบาลกำลังชินกับการใช้ “อำนาจ” พรก.ดังกล่าวเป็นขบวนการข้ามขั้นตอนระบบยุติธรรมที่โปร่งใสและเป็นธรรม กลายเป็นอำนาจมืดที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถละเมิดสิทธิประชาชนได้ โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม อย่างที่เกิดขึ้นในกรณี การใช้อำนาจ พรก.จับกุม รศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ฯลฯ และล่าสุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว สุดท้ายจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติ หรือแม้แต่จะให้เกิดความปรองดองก็เป็นไปอย่างยากยิ่ง รังแต่จะทำให้ประชาชนที่เห็นต่างเพิ่มความชิงชังและเคียดแค้นอำนาจรัฐ การจะสร้างความปรองดองอย่างแท้จริงทั้งคำพูดและการกระทำ และการปฏิรูปประเทศเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำจะสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รัฐบาลต้องสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น ไว้วางใจ โปร่งใส และเสมอภาคให้กับประชาชน กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมืองที่ยืนหยัดในหลักการการไม่เอาความรุนแรงมาตลอด มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลของท่านยังคงไว้ซึ่ง พรก.ฉุกเฉิน กระแสความรุนแรงอาจถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อต่อต้านรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้ประเทศบอบช้ำเสียหายมากไปกว่านี้ พวกเราจึงมีข้อเรียกร้องดังนี้
ถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
1. ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินในทุกจังหวัดโดยทันที
2. ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมโดยอำนาจ พรก.ฉุกเฉิน ที่ไม่มีเหตุผลสมควร เพราะเป็นการแสดงออกทางการเมือง เช่น นายสมบัติ บุญงามอนงค์ และนำกระบวนการยุติธรรมปกติมาใช้กับผู้ต้องสงสัยแทน
3. ให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ กับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเลิกคุกคามผู้ที่เห็นต่าง เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีผู้กระทำความผิดอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
7 กรกฏาคม 2553
กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง



