ที่มา โลกวันนี้ นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) เปิดเผยถึงการประชุม คสป. นัดแรกถึงแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทย โดยเปิดรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อเรียกร้องของทุกภาคส่วนในสังคมผ่านทางเครือข่ายและการสื่อสารทุกชนิดให้กลายเป็นพลังทางสังคม ที่น่าสนใจคือ ข้อเรียกร้องเร่งด่วน 7 เรื่องของ คสป. ที่ประชาชนต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องการปฏิรูปที่ดิน มาตรการทางภาษี การกระจายอำนาจสู่ชุมชน ระบบการศึกษา ระบบความยุติธรรม ระบบสวัสดิการก้าวหน้า และระบบราชการ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นยาแรงที่จะเสนอต่อรัฐบาลภายในระยะเวลา 5-6 เดือน และบางเรื่องจะเสนอให้ออกเป็นกฎหมาย นพ.ประเวศยอมรับว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแก้ไขได้ยาก ไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้หรือรัฐบาลหน้า เพราะเหตุการณ์ที่เกิดการบาดเจ็บล้มตายไปกระตุ้นให้เกิดการปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ การแก้ปัญหาจึงต้องปฏิรูปให้สังคมเข้ามาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันเป็นเจ้าของ จึงจะทำให้การปฏิรูปประเทศสำเร็จ ทั้งนี้ คสป. ไม่ได้เป็นผู้สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับมา แต่จะส่งข้อมูลและข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน นำมาสังเคราะห์เป็นนโยบายให้ภาคสังคมต่อไป ซึ่งที่ผ่านมามีแต่ข้อเรียกร้อง ไม่มีการสังเคราะห์เป็นนโยบาย จึงไม่สามารถนำไปปฏิรูปประเทศไทยได้ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ คสป. จะสามารดึงทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งและแตกแยกที่ผ่านมานั้น มีความรุนแรงและร้าวลึกในทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลเป็นผู้ขัดแย้งโดยตรง ซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นโมฆบุรุษ ไม่มีความชอบธรรมที่จะสร้างความปรองดอง เพราะเป็นผู้สั่งการให้ทหารปราบปรามประชาชนจนเสียชีวิต 90 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย นอกจากนายอภิสิทธิ์จะไม่แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมายังใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ด้วยการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อการร้ายและล้มล้างสถาบัน ซึ่งสวนทางกับการสร้างความปรองดองโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ในทางปฏิบัติไม่ว่า คสป. หรือ คปร. ก็ยากที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามที่ประกาศไว้อย่างสวยหรูได้ ตราบใดที่รัฐบาลและผู้นำรัฐบาลไม่มีความชอบธรรมและไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เพราะคนตายพูดไม่ได้ ขณะที่ประชาชนก็ถูกกฎหมายเผด็จการปิดปากบทบรรณาธิการ จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2842 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 16 กรกฏาคม 2010 โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ![]()
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, July 16, 2010
พูดได้ทำไม่ได้
นโยบายปฏิรูปสื่อสร้างภาพ(อีกแล้ว)
ที่มา โลกวันนี้ เรื่องสร้างภาพหรือไม่สร้างภาพของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดว่าพูดกันจนเบื่อ ว่ากันจนเซ็ง คนพูดก็เบื่อจะพูดเพราะมีเรื่องให้พูดได้มากมายเหลือเกิน ขณะที่คนฟังก็เริ่มจะชินชาจนอาจเห็นเป็นเรื่องปรกติของรัฐบาลนี้ไปแล้วก็ได้ แม้จะเบื่อจะชินอย่างไร แต่ไม่อยากให้ท้อที่จะรับรู้รับทราบเอาไว้ เพราะมันสำคัญต่อบ้านเมือง คนที่คิดอย่าง พูดอย่าง และทำอีกอย่าง ควรจะได้รับบทเรียนจากสังคมเสียบ้าง เพราะความหล่อเหลากับภาพพจน์ที่ดีเป็นดั่งยาพิษเคลือบน้ำตาล ที่แรกอมก็หวาน แต่แก่นแท้ข้างในโคตรขม การดูคนจึงควรมองให้ทะลุหน้าตาที่อาจสวยพริ้ง หล่อเหลา มองให้ทะลุภาพลักษณ์ที่ฉาบร่างกายเอาไว้เบื้องหน้า ดูกันให้ถึงแก่นแท้ของจิตใจและรอยหยักในสมอง เรื่องของการสร้างภาพที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือ เรื่องการ “ปฏิรูปสื่อ” ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ และบรรดาคอหอยกับลูกกระเดือกอีกหลายคนเริ่มเดินสายพบเจ้าของและผู้บริหารสื่อ เบื้องหน้าคือการไปขอรับบริจาคความคิดว่าการปฏิรูปสื่อควรมีแนวทางอย่างไร ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเดินพาหน้าหล่อเข้าออกสำนักงานสื่อเพื่อโชว์ว่าต้องการปฏิรูปสื่อ ก็มีความจริงอีกด้านถูกฉายออกมาจากเวทีสัมมนาที่หลายฝ่ายร่วมกันจัดเพื่อบอกเล่าประสบการณ์จากการถูกกระทำโดยฝ่ายรัฐในช่วงที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ เปิดเผยเรื่องที่น่าทึ่งว่า ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.-7 ก.ค. 2553 รัฐบาลใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดสถานีวิทยุชุมชนไป 26 สถานี ในพื้นที่ 9 จังหวัด ให้ยุติออกอากาศชั่วคราว 6 สถานี และขึ้นบัญชีดำเป็นสถานีที่ต้องจับตาอีก 84 สถานี ในพื้นที่ 12 จังหวัดมีหัวหน้าสถานี กรรมการ และผู้จัดรายการถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีไป 35 ราย การดำเนินการในส่วนกลางใช้วิธีเรียกตัวผู้บริหาร คนจัดรายการมาพบที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อขอความร่วมมือแกมบังคับโดยแจ้งให้ทราบว่าการจัดรายการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองต่อต้านรัฐบาลจะมีผลกับการออกใบอนุญาต นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือให้เผยแพร่ข่าวสารจากรัฐบาล ส่วนในต่างจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดจะเรียกผู้บริหารมาคุยและให้ลงนามในเอ็มโอยูห้ามลิ้งค์สัญญาณจากอินเทอร์เน็ตมาออกอากาศ และให้เชื่อมสัญญาณของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยมาออกอากาศแทน ในขณะที่สถานีที่เป็นเป้าหมายว่าต้องปิดจะใช้วิธีส่งกำลังทหารตั้งแต่ 50-500 นาย เข้าไปยึดเครื่องส่งสัญญาณ สายส่ง อุปกรณ์การจัดรายการ ไมโครโฟน เทป รื้อถอนเสาอากาศ บางรายมีการยึดเครื่องปรับอากาศ แม้กระทั่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใช่เครื่องมือใช้ออกอากาศ และมีหลายสถานีถูกใช้กำลังเข้าไปข่มขู่ เมื่อมีทหารแบกปืนเอ็ม 16 ปืนกล กระบอง โล่ เข้าไปขอความร่วมมือ ยังมีอีกหลายตัวอย่างหลายกรณีแต่เอาแค่นี้ก็คงรู้แล้วว่าเรื่องการปฏิรูปสื่อที่พูดกันอยู่นั้นเป็นแค่การสร้างภาพหรือว่าต้องการปฏิรูปกันจริงๆเป็นประชารัฐ จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2842 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 16 กรกฏาคม 2010 โดย ลอย ลมบน
เป็นคน!
ที่มา โลกวันนี้ ไม่ว่าศาสนาใดล้วนต้องการให้คนทำความดี ไม่ทำชั่ว แต่ยังเห็นคนทำชั่วกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง เพราะคนชั่วไม่กลัวบาป ไม่เชื่อเรื่องนรกและสวรรค์ เรื่องบาปบุญคุณโทษจึงใช้ไม่ได้กับคนชั่ว คนชั่วจึงทำอะไรก็ได้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ คนชั่วจึง “ฆ่าคน” ได้อย่างอำมหิตและเลือดเย็น! จึงไม่แปลกที่กรุงเทพมหานครจะยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกของฝรั่งหัวดำหัวแดง แม้จะเต็มไปด้วยซากศพและกองเลือด! เพราะบ้านเมืองยุคสยามไม่ยิ้มนั้นอะไรก็เป็นไปได้ “ฆาตกร” ยังเป็น “คนดี” “ทรราช” ยังเป็น “นักบุญ” “โมฆบุรุษ” ยังเป็น “วีรบุรุษ” นับประสาอะไรที่ความยุติธรรมจะมี “2 มาตรฐาน” ไม่ได้ หรือตาชั่งจะ “เอียง” ไม่ได้! กฎหมายจึง “ติดหนวด” ได้ เหมือนกองทัพของประชาชนยังกลายเป็น “ยักษ์ถือกระบอง” จ้องทุบหัวประชาชน เลยไม่รู้ว่าทำไมจึงต้องเอาบรรดา “อรหันต์” มากมายมาปฏิรูป ปฏิสังขรณ์บ้านเมืองให้วุ่นวาย ยิ่งปฏิรูปยิ่งมีคนตาย เพราะ “ฆาตกร” ยังอยู่ “ทรราช” ยังเริงร่า “โมฆบุรุษ” ก็ยังตีหน้าหล่อเดินสายสร้างภาพกับบรรดาพ่อยกแม่ยก เกิดในยุคสยามไม่ยิ้มจึงต้องก้มหน้าฝืนยิ้ม เพราะ “ขนนก” ยังหนักกว่า “ความจริง”! คนตายจึงต้อง “ตายฟรี” เพราะพูดไม่ได้ และไม่มีใครกล้าพูด เพราะกฎหมายติดหนวด และ “ฆาตกร” ใหญ่คับบ้านคับเมือง ถ้าโชคร้ายอาจกลายเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน และถูกจับขังคุกฟรีแล้ว ยังอาจจะกลายเป็นคน “ไร้สัญชาติ” เพราะไม่สบอารมณ์ “นักเลงใหญ่” โดนชี้หน้า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” “ซวยซ้ำซวยซาก” เป็นทั้ง “คนไร้สัญชาติ” และ “ไร้แผ่นดิน” แต่ไม่มีเงินถุงเงินถังเร่ร่อนอย่าง “โดเรแม้ว” จะโกงหรือปล้น “แผ่นดิน” มาเป็น “สมบัติ” ของลูกตัวเองก็ไม่มีปัญญา เพราะกลัว “บาป” กลัว “ตกนรก” อีก! เกิดในยุคสยามไม่ยิ้มจึงเหลืออย่างเดียวที่เป็นได้คือ เป็น “คน” และเป็น “คนจนที่ยิ่งใหญ่” เหมือน “ไพร่ไม่มีเส้น” ทุกวันนี้!ฉุก(ละหุก)คิด จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2840 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 16 กรกฏาคม 2010 โดย นายหัวดี
ทนายพันธมิตรพบหน.พงส.คดียึดสนามบิน2แห่ง
ที่มา มติชน เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 16 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมทีมทนายเดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง หลังมีการออกหมายเรียกแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 79 คน ในข้อหาก่อการร้ายและความผิดตามกฎหมายอาญาอื่นๆ อีกหลายข้อหา
พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ยินดีที่ทีมทนายกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าพบเพื่อจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคดีนี้ซึ่งตนเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งคดีนี้เป็นคดีเดียวกับที่ พล.ต.อ.วุฒิ พัวเวส ที่ปรึกษา(สบ10) เคยเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนมาก่อน ตนก็ได้รับให้มาดำเนินการต่อ ซึ่งการนัดผู้ถูกกล่าวหาตามวันเวลาสถานที่ที่ทราบนั้นทางพนักงานสอบสวนก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสม แต่หากทางทนายพันธมิตรฯ ต้องการให้เปลี่ยนแปลงก็สามารถยืดหยุ่นได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา พร้อมยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำงานตามกรอบกฎหมาย ไม่เอียงข้างใดเพราะหลายฝ่ายต่างจับตามอง รวมทั้งต่างประเทศ
ด้านพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมมณกุล รอง ผบช.ก. ในฐานะพนักงานสอบสวนได้ชี้แจงรายละเอียดในการมอบตัวตามหมายเรียกคดีดังกล่าวว่า คดีนี้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ส่วนรายละเอียดในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ พร้อมยืนยันว่าการออกหมายเรียกครั้งนี้เป็นหมายเรียกที่ทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย ส่วนการที่ผู้ถูกกล่าวหาจะเข้าพบพนักงานสอบสวนขอให้วางใจเพราะเราดำเนินการตรงไปตรงมา แต่ขอร้องว่าในวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกอย่าให้มีการรวมตัวชุมนุมกัน เนื่องจากจะทำให้เกิดวุ่นวาย และยากต่อการรักษาความปลอดภัยรวมทั้งยังอยู่ในช่วงประกาศใช้ พ.รก.ฉุกเฉิน ส่วนที่มีการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้มาพบพนักงานสอบสวนเพียงวันละ 3 คนนั้น เพราะทางพนักงานสอบสวนต้องการอำนวยความสะดวกเพราะมีขั้นตอนตามกฎหมายหลายขั้น เกรงว่าหากมาพร้อมกันคราวละจำนวนมากจะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ทั้งนี้หากผู้ถูกกล่าวหาท่านใดไม่มีทนายทางตำรวจก็จัดเตรียมไว้ให้ตามวันที่นัดด้วย ส่วนเอกสารบางส่วนที่ทีมทนายพันธมิตรฯ ร้องขอไม่สามารถให้ได้เพราะเป็นเอกสารในสำนวน
นายนิติธร กล่าวว่า ที่เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้เพื่อขอทราบความชัดเจนในการดำเนินงานของพนักงานสอบสวนชุดนี้ว่ามีการดำเนินการเหมือนชุดก่อนหน้าหรือไม่ รวมทั้งจะมาขอทราบช่วงเวลาที่ชัดเจนในการมอบตัวเนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากจะได้มีการจัดทีมทนายได้ ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าจะมีการเรียกประชุมผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจในขั้นตอนการเข้ามอบตัวตามหมายเรียก ก่อนพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 28 ก.ค.นี้
ตรวจการบ้าน 22 สำนวนสุดฮอต ในมือ ป.ป.ช. "บิ๊ก-การเมือง"ถูกกล่าวหาอ่วม

"มติชนออนไลน์" รายงานว่า เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนหรือมอบหมายพนักงานไต่สวนดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง จำนวน 625 เรื่อง ในจำนวนนี้มีเรื่องที่สำคัญ ดังนี้
1.เรื่องกล่าวหา นางจุฑามาศ ศิริวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กับพวก เรียกร้องเงินตอบแทนจากบริษัทที่ได้สิทธิในการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อาศัยตำแหน่งหน้าที่บรรจุตนเองกลับเข้ามาเป็นพนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งที่ปรึกษาระดับ 10
2.เรื่องกล่าวหา เลขาธิการและคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกับพวก ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการขายสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ
3.เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชน กระทำการออกเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส.3 และ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ ทับที่สาธารณประโยชน์ "ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง" ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
4.เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีออก น.ส.3 ก. ในพื้นที่ป่าพรุงน้ำเค็ม ป่าคลองแม่รำพึง ซึ่งเป็นแก้มลิงธรรมชาติของอำเภอบางสะพาน เนื้อที่ 1,200 ไร่
5.เรื่องกล่าวหา นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกับพวก ใช้อำนาจแทรกแซงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้สนับสนุนเงิน จำนวนเงิน 30 ล้านบาทให้กับสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน
6.เรื่องกล่าวหา อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกับพวกดำเนินการให้นายดวง หรือดวงเฉลิม อยู่บำรุง กลับเข้ารับราชการ ทั้งที่ถูกคำสั่งปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดฐานต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป และถอดออกจากยศทหารแล้ว
7.เรื่องกล่าวหา อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
8.เรื่องกล่าวหา นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับพวก ทุจริตการดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
9.เรื่องกล่าวหา นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง กับพวกดำเนินการสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ประจำปี 2552 โดยมิชอบ
10.เรื่องกล่าวหา นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับพวกทุจริตเงินงบประมาณของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการจัดทำโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อลดผลกระทบภาวะวิกฤตโลกร้อน (ฝายต้นน้ำ)
11.เรื่องกล่าวหา นายวันมูหะมัด นอร์ มะทา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศรีสุข จันทรางศุ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมและกรรมการประสานงานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ กับพวก อนุมัติโครงการดาวเทียม IPSTAR โดยมิชอบด้วยสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)
12.เรื่องกล่าวหา นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ อันเป็นการขัดต่อสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)
13.เรื่องกล่าวหา นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กับพวกอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานฯ ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547 เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ที่ต้องถือในบริษัทชินแซทฯ จากไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
14.เรื่องข่าวหา นายวัฒนา อัศวเหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกับพวก ทุจริตในโครงการรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ
15.เรื่องกล่าวหา คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินกับพวก อนุมัติให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร "ผู้บริหาร/ผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่" เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและผู้ติดตามเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และอิตาลี และเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายโดยมิชอบ และเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักในการจัดอบรมตามโครงการประชุมสัมมนาผู้บริหารที่จังหวัดน่าน โดยมิชอบ
16.เรื่องกล่าวหา คณะกรรมการและผู้บริหาร บมจ.ทศท.คอร์ปอเรชั่น และผู้บริหาร บมจ.กสทโทรคมนาคม แก้ไขสัญญาอนุญาตให้บริษัท เอไอเอส ดำเนินการกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ครั้งที่ 7) เพื่อนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ระหว่างผู้ให้บริการรายอื่นและอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายจากการ Roaming ก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้กับ บมจ.ทีโอทีและปรับลดอัตราค่าใช้จ่ายเครือข่ายร่วม ระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด
17.เรื่องกล่าวหา คณะกรรมการ ทสท. คณะกรรมการบริหารงาน (กบง.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ เพื่อให้มีการพิจารณาลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ แก้ไขสัญญาสัมปทาน (ครั้งที่ 6) ให้กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด เพื่อลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid Card) โดยมิชอบ
18.เรื่องกล่าวหา นายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กับพวก และคณะกรรมการตรวจการจ้าง ละเว้นไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างเป็นที่ปรึกษาและผู้รับจ้างก่อสร้างเขื่อนหัวงาน และอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่นที่ปฏิบัติไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างโครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดนครนายก
19.เรื่องกล่าวหา นายสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ประธานกรรมการสรรหาผู้ว่าการ รฟม.กับพวกขยายเวลารับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครรายหนึ่ง และกล่าวหา นายชูเกียรติ โพธยานุวัตร รองผู้ว่าว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง) กับพวก รายงานเท็จต่อคณะกรรมการ รฟม. เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เสนอราคาบางราย โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่
20.เรื่องกล่าวหาการทุจริตโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของกระทรวงสาธารณสุข
21.เรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุจริตในการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ สายตรวจ ขนาด 200 ซี.ซี. จำหน่าย 19,147 คัน พร้อมอุปกรณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
22.เรื่องกล่าวหา ร้อยตรี (หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสรรหาและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา
ศึกหนัก
ที่มา ข่าวสด
พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรกโดยแท้ กับความเป็นไปของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ในยามนี้
เพราะเจอศึกหนักๆ จากหลายทางจู่โจมเข้าใส่ จนเอียงไปเอียงมา
แม้แต่มิตรรักแฟนเพลงที่อุ้มชูกันมาก็กลับลำหันมาไล่จวก หลังจากที่ไม่ยอม"ว่าง่าย"เหมือนที่แล้วๆ มา
ตอนนี้ที่กำลังเครียดกันสุดๆ คือคดียุบพรรค ซึ่งโดนเข้าไป 2 ดอกซ้อนๆ ทั้งเรื่องเงินบริจาค และการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์
ไม่นับปัญหาเอสเอ็มเอส ในช่วงเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ
ว่ากันว่าหากหยิบยกเอามาตรฐานเก่าๆ ที่ศาลรัฐ ธรรมนูญ สั่งยุบพรรคการเมืองต่างๆ เป็นว่าเล่นแล้ว
พรรคประชาธิปัตย์ก็ยากจะรอดพ้นความผิดได้
โดยเฉพาะเรื่องเงินสนับสนุนพรรคการเมือง
เพราะในอดีตมีพรรคเล็กพรรคน้อยไม่ต่ำกว่า 20 พรรคโดนสอยร่วงเพราะความผิดกรณีเดียวกันนี้
เพียงแต่ความเป็นพรรคเล็กจึงไม่ได้เป็นข่าวคราวออกมาแพร่หลายมากนัก
นอกจากปัญหานี้แล้วไหนจะเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลและศอฉ. ซึ่งใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไล่จับคนโน้น คนนี้ไปขังเป็นว่าเล่น
ที่น่าสนใจก็คือส่วนใหญ่เมื่อหมดอำนาจกักขังตาม พ.ร.ก. ต้องส่งบุคคลนั้นๆ ขึ้นศาล ผู้พิพากษาจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเกือบทุกรายไป
ก็น่าจะสื่ออะไรได้หลายๆ อย่าง
จึงมองกันว่าการจับกุมของศอฉ.จะเน้นความรู้สึก หรือความเชื่อ มากกว่าพยานหลักฐาน
เพราะการลุแก่อำนาจที่พ.ร.ก.ติดหนวดให้ไว้นี้ ทำให้องค์กร"ฮิวแมนไรต์ วอตช์" ส่งหนังสือท้วงติงการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 19 จังหวัด
ทั้งๆที่เหตุการณ์ตอนนี้เพียงกฎหมายอาญาก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ส่วนศึกสุดท้ายที่รัฐบาลกำลังเผชิญคือกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เริ่มยัวะรัฐบาลไม่ยอมช่วยเหลือเรื่องคดียึดสนามบิน และคดีหมิ่นสถาบันซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกอัยการส่งฟ้องศาลไปแล้ว
จริงๆ ต้องบอกว่ารัฐบาลช่วยจนไม่รู้จะช่วยอย่างไร เพราะดึงเรื่องให้ผ่านมาเกือบ 2 ปีจนถูกด่า "2 มาตร ฐาน" มาโดยตลอด
เห็นกรณีนี้แล้วให้นึกถึง"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ที่สมัยยังจูบปากกันอยู่ ชื่นชมยกก้นเป็นเหมือนนักบุญ เป็นนายกฯที่ดีที่สุดเท่าที่เมืองไทยเคยมีมา
ซึ่งในวงการรู้ดีว่าเพราะอะไร งบโฆษณาในส่วนของราชการส่วนหนึ่งไหลไปให้กับใคร หรือปัญหาหนี้สินจากสมัยต้มยำกุ้งนั้นทำไมถึงเคลียร์ได้รวดเร็ว จนกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีก
แต่วันหนึ่งเมื่อไม่ยอมอ่อนข้อ หรือไม่ยอมตามใจเหมือนที่ผ่านๆ มา
"ทักษิณ"ก็กลายเป็นคนเลวในชั่วพริบตา
ปชป.ผวาเลือกซ่อมโค้งท้ายคนกรุงเชียร์มวยรอง
ที่มา ไทยรัฐ
ปชป.ผวาโค้งสุดท้ายเลือกซ่อม กทม. เขต 6 คนกรุงเชียร์มวยรอง แนะทุกพรรคส่งคนเฝ้าหีบบัตรที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ...
วันที่ 16 ก.ค. 2553 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ในฐานะประธานคณะอำนวยการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะถึงการเลือกตั้ง ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้รับชัยชนะ ตนอยู่กับการเลือกตั้งมา 30 ปี ไม่มีครั้งไหนที่กล้าบอกว่ามั่นใจ แต่ยอมรับว่าหนักใจเพราะพื้นที่เขต 6 ซึ่งเป็นฐานเสียงเก่าของพรรคไทยรักไทย ต่อเนื่องมาถึงพรรคเพื่อไทย ส.ก.บางคน เป็นมา 20 ปี ถือว่ามีความเหนียวแน่น ประกอบกับตามทฤษฎีทางรัฐศาสตร์แล้วค่านิยมทางการเมืองของคนเมืองที่ผ่านมาหลวงชอบเลือกพรรคฝ่ายค้าน
ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ทำได้ คือขอให้ประชาชนออกมาลงคะแนนในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 18 ก.ค. เพราะวันเลือกตั้งจริงเป็นวันหยุดยาวอาจมีภารกิจออกต่างจังหวัด คาดว่าครั้งนี้จะมีผู้ใช้สิทธิ์ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซนต์ ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะนำเทปบันทึกเสียงของนาย ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ออกมาหาเสียงนั้นก็ถือเป็นเรื่องดีที่จะได้สื่อสารกับประชาชนแต่จะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาว่าจะนำเสนออะไร
นายองอาจ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นำหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าไปเก็บไว้ในรถควบคุมผู้ต้องหา ว่า ถือว่าเป็นดุลพินิจของ กกต.กทม. และกกต.เขต ซึ่งที่ผ่านมาหีบบัตรก็มีความปลอดภัยสูงเพราะมีตำรวจ เทศกิจ ดูแล 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีกล้องวงจรปิดจับอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ายังกลัวว่าจะเกิดการทุจริตก็ให้ทุกพรรคส่งตัวแทนไปเฝ้าหีบบัตรตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เทเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ นั้น ทางพรรคพร้อมรับทุกคะแนนเสียงอยู่แล้ว เพราะหนึ่งที่นั่งตอนนี้มีความหมายต่อพรรคในการทำงานในสภาเป็นอย่างยิ่ง
นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.เคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ทุกวันว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นธงนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินรวัตร โดยใช้กลไกผ่านพรรคเพื่อไทยและ นปช. ให้กดดันรายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยคนสำคัญ คือนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของพ.ต.ท.ทักษิณและนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ออกมาแสดงความเห็น ด้านเดียว ทั้งที่ข้อเท็จจริง การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้มีผลดีมากกว่าผลเสีย อย่างน้อยก็สามารถที่จะทำให้สถานการณ์บ้านมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ และไม่ได้กระทบต่อการใช้ชีวิตของคนปกติทั่วไป เว้นแต่กระทบถึงคนที่คิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น จึงไม่เข้าใจว่าคนเหล่าจึงออกมาเรียกร้องทุกวันหรือจะเป็นการเปิดช่องทางเพื่อให้เกิดความรุนแรงกลับมาอีกใช่หรือไม่
ส่วนกรณีที่ตำรวจได้จับกุมนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ มือขาวของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ว่าขอชื่นชมและให้กำลังใจกับผู้ปฏิบัติงานและหวังว่าการจับกุมครั้งนี้ น่าจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ผู้ร่วมขบวนการว่ามีใครบ้าง ร่วมถึงผู้บงการตัวจริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับสารภาพเบื้องต้นของผู้ต้องหา ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีการก่อการร้ายแน่นอน และเชื่อว่าความสามารถของเจ้าหน้าที่ไทยจะนำประเด็นนี้มาต่อจิ๊กซอว์ เพื่อที่จะได้ตอบคำถามของแกนนำ นปช.บางคนที่ออกมาป่าวประกาศให้รัฐบาลหาตัวผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์เผาบ้านเมืองและยิงชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือไม่ก็อาจได้รับคำตอบเดิมๆ จากบรรดาแกนนำ นปช.ว่า นายหรั่งเป็นคนเสื้อแดงเทียม หรือ แค่แนวร่วมคนเสื้อแดงธรรมดาเท่านั้น และปฏิเสธความรับผิดชอบว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของแกนนำ นปช.ในการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงในสังคมไทยที่ผ่านมา
เพื่อไทยซัดป.ป.ช.2มาตรฐาน
ที่มา ไทยรัฐ
โฆษกพรรคเพื่อไทย ซัด ป.ป.ช. สองมาตรฐาน หวังยื้อเวลาช่วยรัฐบาล คดีเอสเอ็มเอส...
วันที่ 16 ก.ค. 2553 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้สอบสวนคดีเอสเอ็มเอสเพิ่มเติม ว่า น่าจะมีนัยทางการเมืองแอบแฝง ส่อให้เห็นบรรทัดฐานขององค์กรอิสระ เนื่องจาก คดีนี้น่าจะชี้ขาดไปนานแล้ว แต่กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเป็นปี วันนี้ยังมีการเรียกสอบเพิ่มเติมอีก มาตรฐานขององค์กรอิสระแบบนี้กำลังถูกจับตาอย่างมากจากวงการนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ความจริงหลักฐานทุกอย่างชัดเจนหมดแล้ว ถ้าหาก ป.ป.ช.ชี้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ทำผิดก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ฉะนั้นจึงมีความพยายามที่จะยื้อเวลาต่อไปอีกหรือไม่ กำลังช่วยเหลือรัฐบาลอยู่หรือไม่ เราต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด
กรณีนี้แตกต่างจากคดีของอดีต 2 นายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชาชนชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคดีทำอาหารของนายสมัคร สุนทรเวช คดีเขาพระวิหารของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ทำกันแบบรวดเร็วฉับไว รวมทั้งคดีที่ให้กระทรวงการคลังดูแผนฟื้นฟูทีพีไอ ที่ชี้มูล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโดยไม่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม จึงอยากให้ประชาชนลองพิจารณาดูว่านี่คือ 2 มาตรฐานหรือไม่
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า คดียุบพรรคประชาธิปัตย์กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง จะต้องจับตาดูถึงการบังคับใช้กฎหมาย ว่าจะเกิด 2 มาตรฐานหรือไม่ หลังจากที่พรรคการเมืองใหญ่อื่นๆ โดนยุบพรรคไปเกือบหมดแล้ว ส่วนตัวคิดว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบไปจริง ก็ถึงเวลาที่จะต้องมาทบทวนว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค สมควรนำมาปรับปรุงแก้ไขได้หรือยัง เพราะการยุบพรรคเกิดขึ้นง่ายดายเหลือเกิน ทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ นี่คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องทบทวน สิ่งที่ตัวเองเคยเห็นดีเห็นงามแต่สุดท้ายต้องโดนเข้ากับตัวเองเหมือนกัน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเร่งหาทีมกฎหมายมาต่อสู้ ทั้งยังมีการไปหาพรรคสำรองไว้ แต่ฉากหน้ายังคงออกมาปฏิเสธรักษาหน้าตัวเอง เรียกว่าปากกล้าแต่ขาสั่น ความจริงไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือควรปกปิดอะไรเลย การไปตั้งพรรคสำรองไม่ใช่เรื่องเสียหาย สมัยที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบ ก็มีการตั้งพรรคเพื่อไทยสำรองไว้เหมือนกัน
'ทักษิณ'โดนอีก ปปช.ฟัน ทุจริตฟื้นฟูทีพีไอ
มติ ป.ป.ช. ฟัน 'ทักษิณ' ทุจริตทีพีไอ ฐานปล่อยให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูทีพีไอ ขัด พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เตรียม ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดี...วันที่ 16 ก.ค.2553 นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ ด้วยคะแนน 6-2 เนื่องจากการไต่สวนพบว่า เมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เมื่อครั้งเป็น รมว.คลัง ได้มาหารือเรื่องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัททีพีไอ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน และ พ.ต.ท.ทักษิณให้ความเห็นชอบการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งภายหลังกระทรวงการคลัง ได้เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูของทีพีไอ อันเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ จึงมีความผิดฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นเรื่องดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ส่วน ร.อ.สุชาติ ที่ยินยอมให้กระทรวงการคลังเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนของบริษัททีพีไอ ก็มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบเช่นกัน แต่ร.อ.สุชาติ ได้ถึงแก่กรรม จึงให้จำหน่ายคดีออก ขณะที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในขณะนั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า รู้เห็นหรือยินยอมในการที่กระทรวงการคลังเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนด้วย ข้อกล่าวหา จึงไม่มีมูลทำให้ข้อกล่าวหาตกไป เช่นเดียวกับกระทรวงการคลังที่เป็นคณะผู้บริหารแผน และคณะผู้บริหารแผนที่ได้รับการเสนอชื่อจากพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่พบว่าได้ร่วมกระทำความผิด เพียงแต่ได้กระทำตามหน้าที่ตามที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป
วันแห่งความโกรธแค้น
ที่มา ไทยรัฐ พรรคการเมืองเก่าแก่อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ กำลังดิ้น อันเนื่องมาจากคดียุบพรรคการเมือง ที่ทอดเวลามายาวนานเป็นประวัติการณ์ ใช่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยื่นคำร้องจากกกต.ให้ยุบพรรคเพราะมีการกระทำผิดกฎกติกาเป็นครั้งแรก แต่เป็นครั้งแรกที่เสนอให้มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นเอกฉันท์ในความผิดถึง 2 คดีพร้อมๆกัน และเป็นครั้งแรกที่ใช้เวลาในขบวนการพิจารณานานที่สุด
ในกรณีนี้ประเทศไทยมีการวินิจฉัยยุบพรรคมาแล้ว 3 ครั้ง มีพรรคการเมืองถูกยุบไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5 พรรคการเมือง ในรอบ 3 ปี ขั้วการเมืองฝ่ายค้านปัจจุบันถูกยุบมาแล้ว 2 รอบ มีนักการเมืองโดนแขวนคอ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ไปแล้ว 220 ราย รุ่นแรกเหลือเวลาอีกประมาณ 2 ปีก็จะพ้นโทษ
พรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบหรือไม่น่าจะมีคำตอบอยู่แล้ว ที่สำคัญก็คือผลพวงที่จะตามมาถ้าประชาธิปัตย์ถูกยุบการเมืองจะป่วนแค่ไหน เช่นเดียวกันถ้าประชาธิปัตย์รอด การเมืองไทยก็จะร้อนอีกนาน
เป็นกับดักการเมืองซ้ำซาก
ข้างบ้านเรา จัดงานวันแห่งความโกรธแค้นขึ้นมา สาเหตุก็มาจากเรื่องเขาพระวิหารนี่แหละ งานนี้จะว่าธรรมดาก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลกัมพูชาไฟเขียวให้เอกชน เอ็นจีโอจัดการกันเต็มที่ ความบาดหมางระหว่างไทย-กัมพูชาใครก่อเรื่องเอาไว้ พรรคการเมืองไหนหนุนหลังเพื่อหวังจะชิงอำนาจทางการเมืองอย่างเดียวรู้กันอยู่เต็มอก วันนี้กลายเป็นเชือกมารัดคอตัวเอง หน้าเขียวหน้าเหลือง
ไทย-กัมพูชาเคยเป็นพี่น้องกัน คนไทยคนกัมพูชาทำมาค้าขายไปมาหาสู่กันช้านาน ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลจะมีปัญหาลิ้นกับฟันกันบ้าง แต่ประชาชนทั้งสองประเทศก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกัน เป็นพี่เป็นน้องกัน สายเลือดเดียวกัน
การที่ประชาชนของทั้งสองประเทศ เริ่มทะเลาะกัน จนนำไปสู่วันสำคัญทางการเมืองของกัมพูชาจะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ อย่างวันแห่งความโกรธแค้นไม่ใช่เรื่องดี ก็เพราะคนบางกลุ่มที่เอาอนาคตของประเทศไปเป็นเกมทางการเมืองแท้ๆ
วันนี้กัมพูชากำลัง สร้างมาตรฐานทางกฎหมายและกติกา ให้ชาวโลกได้เห็นในหลายๆเรื่อง ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในสภาวะไร้มาตรฐาน เป็นที่จับตาของชาวโลกเช่นกัน
วันแห่งความโกรธแค้นที่ว่าก็โยงใยมาจาก วิกฤติการเมือง ในบ้านเราเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้สร้างปัญหาความโกรธแค้นให้กับคนไทยส่วนหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ก่อการร้ายแค่นั้น แต่กับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังฝังร่องรอยของความโกรธแค้นไว้ด้วย
ยิ่งรัฐบาลลุแกอำนาจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นมากขึ้น จนในที่สุดอำนาจรัฐก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความโกรธแค้นของประชาชนที่จะออกมาต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขาเหล่านั้นมองว่าเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจเผด็จการมากดขี่รังแก.
หมัดเหล็ก

