ที่มา บางกอกทูเดย์ มีการเปลี่ยนแปลงในพรรค ทำให้..เควิน รัตต์ นายกรัฐมนตรีประเทศออสเตรเลีย..ต้องเสียเก้าอี้ ให้กับ นาง จูเลีย จิลลาร์ด การได้ตำแหน่งมาของนางจูเลีย..นั้นสมบูรณ์และถูกต้องทุกประการ..โปร่งใสและอธิบายได้ แต่บัดนี้..นายกรัฐมนตรีหญิง..ได้สั่งยุบสภาและจะให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่..ในวันที่ 21 สิงหาคม เหตุผลของเธอมีประการเดียว..เธอไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคหรือของรัฐสภา..เธออยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยแล้ว..ก็มีแต่ผู้ชนะใจประชาชนเท่านั้นสมควรและคู่ควรกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..วิธีการอื่นใดที่ผิดแผกแปลกเปลี่ยนไปจากนี้.. เป็นพฤติกรรมของโจราธิปไตย ประชาชนพลโลกในวันนี้..แตกต่างไปแล้วจากประชาชนเมื่อวันวาน..เขาจะยอมรับและไม่ยอมรับ..ใครก็ตามที่มองข้ามความรู้สึกของพวกเขา..หลายๆ แผ่นดินที่ประเมินประชาชนผิดไปจากความเป็นจริงหลายๆ แผ่นดินที่ยังจมปลักอยู่กับความเชื่อเก่าๆ จึงไม่อยู่ยั้งยืนยง ความล่มจมของพวกเขาไม่ใช่ไสยศาสตร์..มันเป็นวิทยาศาสตร์..วิทยาศาสตร์ที่ว่า..ที่ใดมีแรงกดที่นั่นย่อมมีแรงต้าน..และผู้ชนะในที่สุดก็คือแรงดึงดูด..แรงดึงดูดที่สร้างโลกนี้ให้เป็นโลกแห่งชีวิตและสีสรร แรงดึงดูดที่เป็นเจ้าแห่งกฏ...เกิด-ดับ ร้อยละร้อย..ของ..ครูบาอาจารย์จะแนะนำให้ท่านยุบสภา..แล้วให้ประชาชนเขาเลือกรัฐบาลกันขึ้นมาใหม่..หากประชาชนเลือกท่าน..แน่นอนคนทั้งแผ่นดินจะยอมรับในตัวท่าน.. อย่างนี้เขาถึงเรียกว่า ประชาธิปไตย
แน่นอนและเขียนชื่อไว้ก่อนตั้งแต่วันนี้ว่า...เมื่อเธอ จูเลีย จิลลาร์ด ให้เกียรติกับประชาชนคนออสเตรเรีย..และปรารถนาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชน ประชาชนก็จะเลือกเธอกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย..หาเวลาว่างและกลับไปสู่มหาวิทยาลัยที่ท่านเล่าเรียนมา..สอบถามครูบาอาจารย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือติดตามถามไถ่จากประดาครูบาอาจารย์ที่ยังมีลมหายใจอยู่..ถามท่านเหล่านั้นว่า..ปัญหาของประเทศไทย..ที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น..ควรจะแก้ไขอย่างไร..
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 20, 2010
จากจูเลียถึงอภิสิทธิ์
เด็กอุดหู! ให้ผู้ใหญ่หุบปาก
ที่มา บางกอกทูเดย์ โฆษกปากมาก-พล่ามลามด่าสื่อเทศ เพราะเล่นการเมืองแบบเรียนลัดขั้นตอน แถมมีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูอยู่เบื้องหลัง เลยทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะสามารถผ่านวิกฤติพฤษภาอำมหิต 53 มาได้แบบไม่สะดุ้งสะเทือน แต่ในแง่ของภาพลักษณ์ ในแง่ของการเป็นพรรคแกนนำ ตลอดจนการเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยนั้น กลับกลายเป็นคำถามที่ถล่มเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งบริหารงานแบบแบ็คอัพดี จะทำอะไรก็ได้ เลยทำให้แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองยังอดเอือมระอาไม่ได้ หลายต่อหลายครั้งมีการแสดงออกถึงความอึดอัด จากจุดยืนของนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างมาก ล่าสุดพรรคชาติไทยพัฒนา เลยลุกขึ้นมา ออกมาทวงถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา ทำให้นายอภิสิทธิ์ได้แต่อึกๆ อักๆ เพราะนึกว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะลืมไปแล้ว ที่ไหนได้นอกจากไม่ลืม ยังมาทวงให้รัฐบาลเสียหน้า ว่าจริงๆ แล้วมีความจริงใจแค่ไหนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนเลือกตั้ง หรือเพราะคิดว่าตอนนี้ประชาธิปัตย์ลอยลำแล้ว ได้คนหนุนหลังชั้นดี ทหารให้การยอมรับช่วยอุ้มชู ถ้ายังจะแพ้เลือกตั้งอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว เลยทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ... ก็เพราะทุกวันนี้เล่นการเมืองกันเช่นนี้แหละ ที่ทำให้ โพลล์ออกมาฉีกหน้ารัฐบาล เพราะทั้ง นักเรียน และนักศึกษา พากันไม่ปลื้มนักการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์ และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ระบุว่าจากตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงนักศึกษาปริญญาเอกทั่วประเทศ 23,088 ตัวอย่าง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2553 พบว่านักเรียนนักศึกษากว่า 80% มีความภูมิใจในแผ่นดินไทย นอกจากนี้ ยังมีการสัมภาษณ์เจาะลึก "เด็กอนุบาล" ถึงความชอบและสิ่งที่ไม่ชอบในสังคมไทย พบสิ่งที่น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจผู้ใหญ่ในสังคมได้บ้าง คือ "น้องมิว" นามสมมุติ วัย 5 ขวบ จบอนุบาล 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการกำลังไปเรียนเกรด 1 ในต่างประเทศ บอกว่ารักประเทศไทย ไม่อยากไปอยู่ประเทศอื่น เพราะคนไทยรู้จักพอเพียงกัน และเรื่องความภักดี ทั้งร้องเพลงอยากให้คนไทยคืนความสงบดังเดิม และยังบอกว่าไม่ชอบผู้ใหญ่ที่ทะเลาะกัน ชุมนุมกัน ฆ่ากัน เพราะทำให้ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้ไปพารากอน ขณะที่ "น้องบีมและน้องบิวตี้" นามสมมุติ วัย 6 ขวบ เรียนหนังสือต่างจังหวัด บอกตอนหนึ่งว่า คนไทยใจดี แต่ไม่ชอบผู้ใหญ่บางคนที่ใจร้าย ทะเลาะกัน อยากให้คนไทยทุกคนรักในหลวง สมควรอย่างยิ่งที่นักการเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังนักการเมือง น่าจะย้อนมาพิจารณาตัวเองกันให้มากขึ้น กลับถูกน.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้ว่าเขียนเพราะได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อน... ทั้งๆ ที่ไม่ต้องสื่ออย่างวอชิงตันโพสต์ แต่เป็นทุกๆ สื่อในโลกนี้ ล้วนตระหนักดีว่าการเขียนบทบรรณาธิการนั้นสำคัญเพียงใด เรื่องที่ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีข้อมูลจะไม่ถูกนำมาพิจารณาเขียนเป็นบทบรรณาธิการแน่นอน เจอภาพแบบนี้ของโฆษก ปชป. เข้าให้ สื่อก็อึ้งไปตามๆ กัน ถือเป็นการปิดเว็บไซต์ที่มากที่สุดในอาเซียนหรืออาจจะมากที่สุดในโลก
วันนี้รัฐบาลแสดงออกชัดว่าชอบคำชมมากกว่าคำตำหนิ ขนาดสื่อต่างประเทศเตือนสติยังยอมรับไม่ได้ ก็แบบนี้แหละที่ทำให้ผลโพลล์ ระบุเด็กนักเรียน-เยาวชน ภูมิใจในนักการเมืองน้อยเต็มที
ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างเฉลี่ยต่ำกว่า 40% ที่มีความภูมิใจในนักการเมืองไทย
โดยประถมศึกษาภูมิใจนักการเมือง 41.5% แต่ระดับสูงกว่าปริญญาตรีพอใจเพียงแค่ 11.3% เท่านั้น
งามหน้ากันมั้ยล่ะ
แต่ปัญหาก็คือ เสียงสะท้อนเหล่านี้จะมีผลต่อนักการเมือง หรือไม่เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะขนาดเสียงสะท้อนที่ออกมาจากสื่อต่างประเทศ ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก อย่างหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ซึ่งเขียนบทบรรณาธิการไม่เชื่อถือแผนการปรองดองของรัฐบาลเรียกร้องให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
รัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยให้โฆษกไปดูหมิ่นการทำหน้าที่ของสื่อต่างประเทศแบบนี้ ดูไม่จืดเลยจริงๆ
ดังนั้นแม้นายอภิสิทธิ์ จะพยายามอ้างว่ารัฐบาลต้องการให้สื่อมีเสรีภาพ และใช้เสรีภาพอย่างสร้างสรรค์ สามารถกำกับดูแลตัวเองได้มากที่สุด พร้อมยืนยันรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการปฏิรูปสื่อนั้น
ที่สำคัญ ไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์ จะรู้หรือไม่ว่า เว็บไซต์โกลบอล์ วอยซ์ ออนไลน์ (www.Globalvoicesonline.org) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ติดตามสถานการณ์การใช้สื่อทั่วโลก ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ทำการปิดเว็บไซต์ที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาลกว่า 1 แสนเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศ ซึ่งยังไม่รวมกับการปิดสถานีวิทยุชุมชนกว่า 100 สถานี และการคง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเอาไว้ไม่ยอมเลิก
โดนสื่อต่างชาติตีแสกหน้าตรงๆ กันเรื่อยๆ แบบนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะสื่อต่างประเทศไม่สนใจอำนาจของ พ.ร.ก.นี้อยู่แล้ว
"หรั่ง" พลิกลิ้นยิงปืนไม่เป็น หลังแนวร่วม นปช.เข้าเยี่ยม
ที่มา thaifreenews
เดินทางมาขอเข้าเยี่ยมที่เรือนจํา ซึ่งนายสุรชัยถูกคุมขังอยู่ภายในแดน 1
มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยนายสุรชัยได้พูดคุยหยอกล้อกับเจ้าหน้าที่
และเพื่อนผู้ต้องขังโดยอ้างว่า ขนาดปืนทั่วไปยังยิงไม่เป็นเลย
และปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
แหล่งข่าวจากเรือนจำเปิดเผยว่า
ในทันทีที่นายสุรชัยถูกส่งตัวเข้าไปถูกควบคุมในเรือนจำ กลุ่มแนวร่วมนปช.ได้เข้าเยี่ยม
และประสานให้ทนายความติดต่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย
พร้อมรับปากจะเข้าดูแลครอบครัวนายสุรชัยให้
ทำให้นายสุรชัยปฏิเสธไม่ให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ทั้งที่
ก่อนหน้านี้นายสุรชัยเป็นฝ่ายนัดหมายที่จะให้การเพิ่มเติม
รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยถึงกรณีนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช.
เข้ายื่นหนังสือขอถอนบัญชีพยานฝ่ายผู้ต้องหา
โดยอ้างว่าดีเอสไอไม่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมนั้น
พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบไปยังพยานบุคคลหลายปากพบว่า
พยานบางรายไม่ยินยอมให้การเป็นพยานของฝ่ายผู้ต้องหา
ทำให้ทีมทนายความออกมาแก้เกี้ยวด้วยการถอนบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด ไม่ให้ดีเอสไอสอบปากคำ
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=458776
กวีประชาไท: ใครจะลืม ก็ลืมไป เราไม่ลืม!
ที่มา ประชาไท แต่งเนื่องในวันครบรอบ 2 เดือนเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553
เปิดตัวศูนย์ข้อมูลเหยื่อสลายการชุมนุม หวังคู่ขนานตรวจสอบ คปอ.
เครือข่ายสันติประชาธรรม แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ข้อมูลประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.- พ.ค.2553 โดยใช้ชื่อย่อว่า ศปช.
19 ก.ค. 53 ที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เครือข่ายสันติประชาธรรม แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ข้อมูลประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.- พ.ค.2553 โดยใช้ชื่อย่อว่า ศปช. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเข้าร้องเรียนและให้ข้อมูล ทั้งในกรณีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย ผู้ถูกจับกุม ผู้ถูกดำเนินคดี และผู้ถูกคุกคาม โดยศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วยบุคลากรที่เป็นนักวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ กฤตยา อาชวนิชกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พวงทองภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เกษม เพ็ญภินัน
ทั้งนี้ข้อมูลและข้อเท็จจริง จะนำเสนอรายงานต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ และจะจัดทำรายงานเสนอต่อสหประชาชาติ โดยผู้ได้รับกระทบที่ต้องการร้องเรียนหรือให้ข้อมูลเบาะแส หรือผู้สนใจ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์สันติประชาธรรมwww.peaceandjusticenetwork.org หรือ ติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 086 060 5433 อีกทั้ง สามารถติดตามได้ใน Facebook ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)

โลโก้ ศปช. ออกแบบโดย Bundit Uawattana
นอกจากนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมยังได้เผยแพร่ จดหมายเปิดคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยเนื้อหาระบุว่า แม้ว่าการแต่งตั้ง คอป.จะถูกตั้งคำถาม เรื่องความชอบธรรมจากฝ่ายต่างๆ ในสังคม เพราะถูกแต่งตั้งโดย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคู่กรณี ในความขัดแย้ง และความรุนแรง ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. แต่เมื่อ คอป.ยืนยันปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิสูจน์ ให้ประชาชนเห็นว่า เป็นหน่วยงานอิสระและเที่ยงธรรม
เครือข่ายสันติประชาธรรม ขอยื่นข้อเสนอ ดังนี้ 1. คอป.จะต้องปฏิบัติงานอย่างโปร่ง ใสและตรวจสอบได้ คอป.ต้องชี้แจงให้สาธารณชนให้ประชาชนได้รู้ถึงขอบเขตและจุดมุ่งหมายในการทำ งาน ของ คอป. ทั้งนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมเชื่อว่า มีแต่การแสวงหาข้อเท็จจริงและ ผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียที่ เกิดขึ้นเท่านั้น ที่จะช่วยฟื้นฟูความบริสุทธิ์ยุติธรรม และสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ให้กับผู้คนจำนวนมากในสังคมได้
2.การตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องมุ่ง ไปที่ การกระทำของทุกฝ่ายอย่างเท่าเที ยม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ศอฉ. กองทัพ ผู้ชุมนุม และบุคคลนิรนาม 3.คอป.ควรมีข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อ ตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้าและ ควรเรียกร้อง ให้รัฐบาลและ ศอฉ.ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทันที
น.ส.ขวัญระวี วังอุดม นักสิทธิมนุษยชน ที่เข้าร่วมทำงานในศูนย์ข้อมูลประชาชนฯ กล่าวว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่ทำการเก็บข้อมูลเรื่องนี้อยู่เป็นของรัฐบาล และศูนย์ที่ดำเนินการโดยเอ็นจีโอด้านสิทธิฯ ที่มีอยู่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ได้รับผลกระทบบางส่วน ส่วนการเปิดตัวที่ดูล่าช่านั้น ความจริงศูนย์ได้เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลลงพื้นที่มาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แต่การประสานความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย และการเซ็ทระบบให้เข้าที่ ซึ่งต้องใช้เวลา
นักเรียน ม.5 ที่เชียงราย ถือป้าย "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" โดนเรียกรายงานตัว ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
Facebook รายงานข่าวนักเรียน-นักศึกษา 5 คน รวมตัวรณรงค์ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหาชุมนุมห้าคนขึ้นไป กระทำการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย


