WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 25, 2010

คอลัมน์อัพเดท 25-07-53

ที่มา Asia Update TV



เอ็กซิทโพลล์”พนิช”ชนะ เลิอกตั้งซ่อม



มูลนิธิเอเชียสังเกตุการณ์เลือกตั้งซ่อม



กะเหรี่ยงพม่าหนีภัยสงครามเข้าไทย



คลองสามวาเลือกตั้ง ส.ส. เหงากว่า ส.ข.



เพื่อไทยจี้ กกต.ตรวจสอบทุจริตเลือกตั้งซ่อม

จะต้อง ‘ยิงตัวตาย’ กันอีกกี่ศพ!!? โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ที่มา vattavan


เมื่อ 27 พ.ค.2553 ผมได้เขียนบทความ
เรื่อง ‘มือปืน’ กับ ‘สไนเปอร์’ ของคู่ประเทศไทย
ให้แฟนๆอ่านกัน ได้ตั้งข้อตั้งข้อสังเกตเอาไว้ตอนหนึ่ง ดังนี้
....ต่อจากนี้ไป คำว่า ‘มือปืน’ กับ ‘สไนเปอร์’
หรือ ‘พลซุ่มยิง’ จะต้องกลายเป็นของคู่กับเมืองไทย ทั้งนี้เพราะ...
ต่อไปนี้ ในกรณีที่มีความขัดแย้งที่รุนแรง
ความต้องการในการจ้างวานใช้ คนที่ใช้ปืนลักษณะการซุ่มยิงได้
ก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ยังผลให้จากนี้ไป
ราคงจะได้เห็นความปลอดภัยในชีวิตร่างกายของพวกนักการเมือง
ตลอดจนผู้คนในวงการธุรกิจ จะลดน้อยถอยลง
คนพวกนี้จะ ‘ตายโหง’ กันมากขึ้น!
สำหรับสภาวการณ์ปัจจุบัน ผมมีความเชื่อมั่นว่า...
เมื่อเวลาผ่านไป ข้อเท็จจริงต่างๆ
ก็จะหลั่งไหลมาปรากฏต่อสาธารณชนอีกมากมาย จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและคู่ขัดแย้ง
(ดูรายละเอียดได้ที่(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=227)

นึกไม่ถึงว่าที่ตัวเองคาดการณ์เอาไว้ จะมาถึงเร็วขนาดนี้
เพราะหลังจากที่เขียนคอลัมน์ ลงไปไม่ถึง 2 เดือน
สิ่งที่คาดไว้ก็อุบัติขึ้น แค่วันที่ 11 ก.ค.2553 เท่านั้น
นายอำนาจ ศิริชัย นายก อบจ.นครสวรรค์ ก็ถูกคนร้ายลอบยิง
โดนลอบยิงเข้าที่คออาการสาหัส
ที่สนามหญ้าหน้าศาลากลางหลังเก่า ติดกับถนนโกสีย์ใต้
ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์
อีกเพียง 5 ชั่วโมงถัดมา
นักการเมืองท้องถิ่นที่กำลังมีแววจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง
สามารถเข้าสู่เวทีระดับชาติได้ไม่ยาก และอาจมีโอกาสคว้าตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย
ก็เสียชีวิตลง
เจ้าหน้าที่คาดว่า อาจเป็น “ฝีมือสไนเปอร์” ที่แอบซุ่มยิงอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ
โดยมีผู้ชี้เป้าให้สไนเปอร์
ก่อนลงมือ...ลั่นไกสังหาร!

การชันสูตรพลิกศพของเจ้าหน้าที่ จะทำให้การสอบสวนเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น
เพราะจะทำให้ปรากฏชัดว่า

ผู้ตายนั้นตายเพราะ อาวุธปืนอะไร ขนาดไหน?
ประมาณว่าถูกยิงระยะไกลนั้น เป็นระยะทางเท่าใด?
สันนิษฐานได้ว่า คนยิงใช้อาวุธยิงระยะไกล
อำนาจทำลายล้างสูงแบบเดียวกันกับการยิงของ Sniper หรือ ‘พลซุ่มยิง’ ใช่หรือไม่? ฯลฯ

การขันสูตรพลิกศพ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่อกระบวนการการสอบสวนเป็นอย่างยิ่ง!



ในเรื่องชันสูตรพลิกศพนี้
คนไทยมีชื่อเสียงมาก่อน จะเห็นได้จากหนังสือเรื่อง “เปาบุ้นจิ้น”
ฉบับขององค์กรคุรุสภาที่พิมพ์ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2516 ซึ่งมีอยู่ 76 เรื่อง
ซึ่งที่ถือกันว่าเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่ขณะนี้
ปรากฏว่ามีเรื่องการพิจารณาคดีของไทยเรา รวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทางฝ่ายจีน มีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน
คงประทับใจเรื่องการสอบสวน และตัดสินอรรถคดีของเมืองไทย
ซึ่งมีการชันสูตรพลิกศพรวมอยู่ด้วยนั้น
เพราะเป็นเรื่องที่แสดงความสามารถของผู้สืบสวนสอบสวน
และตุลาการผู้ตัดสินคดี ควรแก่การยกย่อง
หรือสมควรที่คนจีน จะนำมาเป็นตัวอย่างได้
ดังนั้น ฝ่ายจีนจึงนำเข้ามารวมไว้ในเรื่อง “การตัดสินคดีของเปาบุ้นจิ้น” ด้วย
หรือจะเป็นเรื่องที่คนไทย อาจเขียนเสริมเข้าไป
ตรงนี้ก็ต้องขอให้ทางผู้มีความรู้ภาษาจีน ลองตรวจสอบกันดูกับต้นฉบับ
เพราะผมไม่มีความสามารถในเรื่องภาษาจีน
แต่ก็จะขอย่อยเรื่องที่กล่าวถึง ในเวอร์ชั่นของ “วาทตะวัน” ให้ท่านฟังดังต่อไปนี้

ชายหญิงคู่หนึ่งผูกสมัครรักใคร่ แอบได้เสียกัน
ฝ่ายชายชื่อนายกอ ฝ่ายหญิงชื่อ อำแดงญอ เป็นบุตรของนายพอ กับ อำแดง ทอ
นายกออายุ 23 ฝ่ายหญิงวัยกำลังสาว 19 ปี แม้คนทั้งสองจะลักลอบเป็นผัวเมียกัน
แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายสาวก็ไม่รู้เรื่อง
และไป รับขันหมากจากชายผู้ไม่ปรากฏนาม สินสอดทองหมั้นก็เป็นเงินมากอยู่พอควร
อำแดงญอเธอรักและหลงไหลนายกอมากได้ให้สัญญาว่า
แม้ฟ้าถล่มดินทลาย เธอก็จะรักผัวคือนายกอผู้นี้ แต่เพียงคนเดียว
และจะเบี้ยวการแต่งงานที่พ่อแม่ไปตกปากลงคำไว้แล้วด้วย
หล่อนไม่พูดเปล่าๆ ดันหอบเอาเงินทองของหมั้นส่วนหนึ่ง
ให้นายกอนำไปเก็บเอาไว้เป็นทุนเมื่อหนีไปอยู่กินร่วมกัน
ผู้หญิงอย่างอำแดงคนนี้ มีให้เห็นเยอะสมัยนี้
แต่งตอนเย็นไม่ให้เจ้าบ่าวนอนด้วย ตื่นเช้ากลายเป็นแม่ยก คือ
ยกเข้ายกของเจ้าบ่าวเกลี้ยงหนีไปอยู่กับผัวเก่า
ปล่อยเจ้าบ่าวต้องขึ้นโรงพักไปแจ้งความกันเลยทีเดียว!

วันเกิดเหตุร้ายนั้น นายกอร่ำสุราเข้าไปมาก
แต่ก็ยังมีสติดีอยู่ ลอบขึ้นเรือนของอำแดงญอ
และได้ร่วมอภิรมย์สมพาสกับแม่สาวไปหนึ่งครั้ง จนเสร็จเรียบร้อย
แล้วเกิดอาการกระหายน้ำ
นายกอจึงให้อำแดงญอ ไปตักน้ำน้ำให้กินชื่นใจ
ตอนนั้นฝนตกอยู่พอดี
สาวเจ้าจึงเอาขันไปรองน้ำฝนจากราง นำไปให้นายกอคู่สวาทสวีทฮาร์ท
ซึ่งก็ดื่มอั่กๆเข้าไปเพราะหิวจัด
ดื่มน้ำแล้วทั้งสองต่างก็หลับไหลไปด้วยอาการหมดแรง
เพราะทำกิรกรรมเข้าจังหวะหนักมากด้วยกันทั้งคู่
พอฟ้าสางอำแดงญอฟื้นตัวตื่น
เห็นแสงตะวันก็ตกใจ รีบปลุกนายกอรีบลงจากเรือนไปเสียก่อนพ่อแม่จะเห็นเข้า
พอเอามือเขย่าร่างของฝ่ายชายดู
ปรากฏว่าร่างเย็นเฉียบ แข็งทื่อตายหมดลมเด็ดสะมอเร่ตายไปเรียบร้อยแล้ว
ยุ่งละซีอีทีนี้!

อำแดงญอเธอร่ำไห้ด้วยความ เสียใจเจียนจะขาดใจตายตาม
แต่เมื่อยังไม่ตายก็ต้องไปบอกพ่อแม่
ซึ่งผู้เป็นบิดามารดาก็ตกใจนัก เพราะลูกสาวได้กระทำการอันบัดสียิ่ง
ซึ่งโบราณเขาเรียกว่า
"เป็นชู้เหนือขันหมาก"

สังคมไทยตอนนั้น รับไม่ได้ (ตอนนี้จะรับกันได้หรือยัง ผมก็ไม่รู้? )
ซึ่งถือกันว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายยิ่งนัก
แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นคนซื่อสัตย์ สองคนผัวเมียผู้เป็นบุพการีของฝ่ายหญิง
ก็ไม่คิดปกปิดความจริง หรือเอาศพนายกอไปทิ้งนอกเรือน
หากแต่ได้ตรงไปบอกพ่อแม่นายกอให้รับรู้
บิดามารดาของผู้เคราะห์ร้าย ก็ตกใจร้องไห้โศกาอาดูรยิ่งนัก
ที่ลูกชายมาด่วนตายไป จึงพากันไปเชิญฝ่ายอำเภอมาชันสูตรพลิกศพ
ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่อำเภอเห็นว่า
ไม่มีร่องรอยการทำร้ายและไม่ปรากฏบาดแผลบนตัวผู้ตาย ก็สรุปว่า
นายกอไม่ได้ตายเพราะถูกฆ่า พ่อกับแม่นายกอจึงนำศพลูกชายไปฝังไว้
เรื่องนี้ทำท่าจะจบลง แต่ไม่เป็นอย่างนั้น
ก็เพราะเมืองไทยมีคนสาระแนอยู่มาก โดยเฉพาะพวกหมอความสมัยนั้น
ได้มีหมอความตัวดีมายุยงให้พ่อแม่ของนายกอฟ้องร้อง ว่า
บิดามารดาของอำแดงญอ ร่วมกับลูกสาวคือตัวอำแดงญอ วางยาพิษลูกชายของตน
ซึ่งพ่อแม่นายกอก็เห็นชอบไปด้วย จึงมีการฟ้องร้องเรื่องนี้ไปสู่ศาลพระราชอาญาสมัยนั้น

ศาลพระราชอาญาจึงมีหมายเรียกตัว สามคนพ่อแม่ลูกจำเลยมาเบิกความ
ซึ่งทั้งพ่อและแม่ของอำแดงญอก็เบิกได้ตรงกัน
แต่อำแดงญอซึ่งเบิกความเจือสมกับพ่อแม่แล้ว ยังได้ให้การเพิ่มเติมไปด้วยว่า
ตนได้ยักยอกทรัพย์ที่ได้จากเงินทองของหมั้น นำไปให้นายกอไปเก็บรักษาไว้
เพื่อนำไปเป็นทุนเมื่อหนีไปอยู่ด้วยกัน
ศาลได้พิจารณาหาสาเหตุการตาย ด้วยการให้หมอมาชันสูตรใหม่
(เข้าใจว่าอำเภอมาตรวจคงไม่ได้ให้หมอมาดู หรือเป็นหมอชาวบ้านไม่มีวุฒิก็ไม่รู้)
คุณหมอพรทุบ (ผมตั้งชื่อให้เอง) ก็ให้ขุดศพนายกอขึ้นมา
หมอเอายากรอกกระทุ้งลงปากศพ แล้วผ่าศพดูลำไส้ก็รู้ว่าเป็นยาพิษ
เท่านั้น ยังไม่พอเพื่อให้ความแน่ใจ
จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาเบิกเอานักโทษประหารมาบังคับให้กินยาพิษ
นักโทษตายแล้วก็เอาไปฝัง
พอได้สามวันเท่ากับฝังนายกอแล้วขุดศพขึ้นมา ก็ได้หลักฐานอย่างเดียวกันคือ
พยาธิสภาพของศพ...ไม่แตกต่างกัน!

ศาลพระราชอาญาชั้นต้น วินิจฉัยว่า
อำแดงญอ ร่วมกับบิดามารดาวางยาพิษผู้ตาย
จึงให้ประหารอำแดงญอให้ตายตกไปตามกัน และให้เฆี่ยนพ่อแม่ ๒ ยกหกสิบที
แล้วให้เอาไปขังไว้ตลอดชีวิต
อำแดงญออุทธรณ์
เนื้อความอุทธรณ์ มีสาระสำคัญอยู่ว่า

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ตายถูกวางยานั้นชอบแล้ว
แต่ศาลรู้หรือพิสูจน์ได้อย่างไรว่า จำเลยเป็นผู้วางยาพิษ
หรือนายกอถูกวางยามาจากที่อื่นก็เป็นไปได้ และจำเลยได้ให้เหตุผลที่สำคัญว่า
ถ้าตัวอำแดงยอจะฆ่าคนทั้งที
แล้วทำไมจึงเอาทรัพย์สินของหมั้นไปฝากไว้กับคนรักคือ
นายกอที่ตนคิดจะฆ่านั้นด้วยเล่า
ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาลงมาว่า ตัวจำเลยคือ
อำแดงญอได้เบิกความมาเองว่า นายกอนั้นเมาสุรามาก่อน แต่ก็ยังกระทำ
อสัจธรรมสังวาส และขอน้ำกินได้ ตรงนี้ศาลวินิจฉัยว่า
หากนายกอถูกยาพิษเข้าจริง ก็คงไม่สามารถร่วมกิจประเวณี
อันต้องใช้กำลังพอสมควรได้ และศาลเชื่อว่า
คำให้การของอำแดงญอที่บอกว่า ออกไปรองน้ำนำไปให้นายกอดื่มกินนั้น
ทำให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าห้วงระยะเวลานี้เอง
เป็นโอกาสที่ทำให้อำแดงยอสามารถวางยาชู้รักของตัวเองได้
ศาลจึงตัดสินว่าที่ศาลพระราชอาญาชั้นต้นพิพากษาตัดสินมานั้น
เป็นอันชอบแล้วทุก ประการ
อำแดงญอสู้ไม่ถอย เธอยังให้หมอความ ยื่นคัดค้านคำพิพากษาต่อ
เนื้อความมีอยู่ว่า

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ฝ่ายอำแดงญอไม่เห็นชอบด้วย
เพราะศาลเห็นชอบตามหมอที่ทดลอง
แต่หมอและศาลยังไม่ได้ทดลองเลยสักนิดหนึ่งว่า
คนเมาสุรามากแล้ว ดื่มน้ำฝนแล้ว จะตายได้หรือไม่? (ตรงนี้สำคัญ)

อีกประการหนึ่งศาลอุทธรณ์เอง ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า
ถ้าอำแดงญอคิดจะวางยาพิษแล้ว
เหตุไฉนจึงเอาทรัพย์สินของหมั้นค่าถึงหนึ่งพันชั่ง ไปฝากไว้กับคนรักคือนายกอ
ที่ตนคิดจะฆ่านั้นจะเป็นประโยชน์อันใดกันเล่า ?
อำแดงได้กราบบังคมทูล
ขอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงวินิจฉัยให้สิ้นสุดกระแสความเสียก่อน
โดยขอให้ไปตรวจหาทรัพย์พันชั่งซึ่งตนยักยอกให้นายกอนำไปเก็บที่บ้าน
หากไม่พบของกลางที่บ้านของนายกอแล้วไซร้
อำแดงญอก็จะก้มหน้ารับพระราชอาญา
รับโทษประหารให้ถูกฆ่าตายตกไปตามกันนั้นเลยทีเดียว
พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงทศพิธราชธรรม ได้รับฎีกาของอำแดงแล้ว
ทรงลงพระนามส่งฎีกาให้องคมนตรีกรรมการศาลฎีกา ไต่สวนว่า

มีของกลางตามที่อำแดงญอ กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ?
ถ้ามีสมจริงตามเนื้อความในฎีกา ก็ให้งดคำพิพากษาไว้ก่อน
และให้ประกาศหาตุลาการ มาพิจารณาหาความจริงแล้วจึงมีคำพิพากษาต่อไป
ปรากฏว่า ผลการตรวจหาของกลาง คือ
ของหมั้นที่อำแดงยักยอกไปให้ชายคนรัก อยู่ในตู้และหีบที่บ้านของผู้ตายจริง
สมดังฎีกาของจำเลยที่อ้างไว้จริง
ดังนั้น องคมนตรีกรรมการศาล จึงต้องประกาศหาตุลาการมาตัดสินคดีนี้
และมีผู้รับอาสามาเป็น ‘ตุลาการ’
ซึ่งเป็น ‘ตัวเอก’ ที่จะมาเดินเรื่องการตัดคดีความ เรื่องที่ยุ่งยากนี้
ชายผู้รับเป็นตุลาการอาสา ชื่อ “นายศี” (ศี สะกดตามต้นฉบับไม่ใช่ศรี)
แต่ชาวบ้านเรียกกันว่า “นายขุนศีแม่ตั้ง”
ซึ่งเป็นผู้สนใจในเรื่องกฎหมาย อีตาคนนี้แกไปศาลทุกวัน
แต่ไม่มีความจะมาให้แกชำระ ผู้คนจึงหัวเราะเยาะเอา เพราะตัวเองไม่ได้เป็นตุลาการ
ผู้คนจึงตั้งฉายาล้อเลียนให้แกว่าเป็น...
“ขุนศีแม่ตั้ง”
คงคล้ายคลึงกับ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” ที่เป็นคำเรียกประชดพวกคุณนาย
ที่ยังไม่ได้มีคำนำหน้าเป็น “คุณหญิง” แม้ผัวจะเป็นใหญ่เป็นโต
เพราะเป็นถึงหัวหน้ากบฏที่ยึดอำนาจ
แต่ตัวเองยังไม่ได้เป็น “คุณหญิง” บ่าวไพร่หรือข้าราชการที่เป็นลูกน้องผัว
ซึ่งเป็นหัวหน้ากบฏ ที่มีสันดานสอพลอ จึงเรียกหล่อนว่าเป็น
“คุณหญิง”
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประจบประแจงเอาใจ “คุณนาย”
ที่อยากพาสชั้นเป็น “คุณหญิง” อย่างนี้ผู้คนเขาเรียกว่า
“คุณหญิง...บ่าวตั้ง”

พอมีการประกาศรับสมัครอย่างนั้น ขุนศีแม่ตั้งจึงรับอาสาทันที
และได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการมาชำระคดี
ขุนศีแม่ตั้งเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบ เพราะสนใจใฝ่ศึกษาสงสัยว่า
คนที่มีกำลังพอจะร่วมประเวณีได้
แต่กินน้ำฝนเข้าไปหน่อยเดียว ทำไมถึงแก่ความตายได้ ?
หรือเป็นเพราะในน้ำที่อีตานายกอแกดื่มเป็นพิษ
หรือรางน้ำอันเป็นทางไหลของน้ำ คงมีสิ่งมีอยู่เป็นแน่แท้
จึงให้นักการเอาบันใดปีนขึ้นไปดู เห็นกระดูกสัตว์เช่น
กระดูกหนู ที่นกแสกคาบกินแล้วตกอยู่ในราง
และยังมีกระดูก “งูทับสมิงคลา” ทั้งตัวมีเนื้อเหลือติดอยู่บ้าง ก็นำเอาลงมาให้
ขุนศีแม่ตั้งดู
ขุนศีแม่ตั้งจึงเอากระดูกงูทับสมิงคลาแช่น้ำ แล้วทูลขอพระบรมราชานุญาต
เบิกนักโทษประหารออกมาให้ดื่มเหล้าจนเมา แล้วเอาน้ำแช่กระดูกงูให้กิน ปรากฏว่า
นักโทษดิ้นพราดๆ ถึงแก่ความตาย ไปในบัดดล!
จึงให้เอาศพไปฝัง แล้วขุดนำขึ้นมามาผ่าดูอีก ปรากฏว่า
เครื่องในศพนักโทษ เหมือนกับนายกอทุกประการ
เมื่อได้ความชัดเจนดังนั้นแล้ว ขุนศีแม่ตั้งจึงทำคำพิพากษากราบบังคมทูล
ชี้เหตุแห่งการตายให้พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ โดยวินิจฉัยว่า
อำแดงญอไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
พิพากษาให้ปล่อยอำแดงญอ กับพ่อแม่ไปเสีย จากการควบคุมของทางการ
ตัวขุนศีแม่ตั้งซึ่งเป็นตุลาการอาสาสมัคร
ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนหลวงพระไกศี” คือ
เป็นทั้ง “ขุน” “หลวง” และ “พระ” ในฐานันดรเดียวกัน
เพื่อตอบแทนการวินิจฉัยคดีที่รอบคอบและเป็นแบบอย่างอันควรยกย่องสืบไป

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ที่ผมเล่ามายืดยาวพอสมควร
ก็ด้วยต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของงานด้านชันสูตรพลิกศพ
เพราะเมื่อตอนบ้านเมืองเรา ได้รับความเสียหายร้ายแรงจากคลื่นยักษ์ ‘สึนามิ’
ผู้คนทั้งไทยและเทศต้องล้มตายลงหลายพัน และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
ในครั้งนั้น นอกจากมีการชันสูตรพลิกศพ
ยังมีวิธีการพิสูจน์เอกลักษณ์ด้วยวิธีการสมัยใหม่อีกด้วย แต่ปรากฏว่า

การชันสูตรในตอนแรกๆนั้น มีการทำแบบลวกๆชุ่ยๆ ไม่ได้มาตรฐานโลก
มีคนเขาแอบถ่ายวีดีโอเอาไว้เป็นหลักฐาน“หมอกบาลฝอย”
เลยโดนเขี่ยออก หมดโอกาสจากการร่วมงานกับทีมแพทย์นานาชาติไป
ทำให้เสียชื่อเสียงประเทศไปโขอยู่ที่เดียว จนต้องมาแก้ไขกันภายหลัง จึงค่อยดีขึ้น

เรื่องการชันสูตรพลิกศพนั้น
เพราะเป็นการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์สาขาสำคัญเลยทีเดียว
หลักการที่ต้องยึดถือ คือ
ต้องทำตามหลักวิชา ด้วยความละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้
เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง เพื่อขจัดความสงสัยของผู้คน
และอำนวยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีด้วย
ท่านผู้อ่านคงพอสังเกตเห็นได้ว่า
ในยามนี้บ้านเมืองของเรา กำลังมีข่าวลือร้ายๆหลายเรื่อง
โดยเฉพาะข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับทหาร ที่ถูกกล่าวหาว่า
สังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม
โดยเฉพาะการสังหารพี่น้องประชาชนคนไทยไปหลายศพ ใน
วัดปทุมวนารามวรวิหาร ที่ดังไปทั่วโลก และปรากฏต่อมาว่า
ผู้บังคับกองพันทหารม้า
ซึ่งเป็นผู้ขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสขอใช้พื้นที่วัดเป็นลายลักษณ์อักษร
และเป็นผู้หนึ่งที่รับผิดชอบในปฏิบัติการกระชากพื้นที่ จนถูกกล่าวหาว่า
กองทหารที่เขารับผิดชอบ มีส่วนต้องสงสัยว่า
เป็น “ฆาตกร” ที่ฆ่าพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ!
ระหว่างที่มีการกล่าวหากันวุ่นวาย และความจริงยังไม่ได้รับการพิสูจน์
หนังสือพิมพ์ก็รายงานข่าวว่า

นายทหารคนดังกล่าว ชิงฆ่าตัวตาย โดยการใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง!

จากนั้นไม่กี่วัน ก็มีการแก้ข่าวจากทางกองทัพว่า ไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตาย
แต่เป็นอุบัติเหตุ..ปืนลั่น!
ผมเห็นว่า หากกองทัพจะพยายามกลบความจริง
เรื่องการที่นายทหารผู้นี้ฆ่าตัวตาย โดยทำให้เป็นเรื่องอุบัติเหตุปืนลั่น
ทั้งนี้เพื่อให้ครอบครัวของนายทหารผู้ตาย
ได้รับสิทธิประโยชน์และบำเหน็จตกทอด จากทางกองทัพอย่างเต็มที่
เพราะหากเป็นเรื่องฆ่าตัวตายแล้ว การเงินที่ทายาทจะได้รับ
และสิทธิประโยชน์สำหรับคอรบครัว ที่อยู่ข้างหลัง จะแตกต่างกันมาก
แม้จะมีความเห็นใจผู้ตาย
ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นหลังคนเขียนอยู่หลายรุ่นก็ตาม
แต่ก็ไม่สนับสนุนที่จะให้กองทัพยกเอา “เรื่องไม่จริง” มาพูดจา
หรือทำให้ผลการชันสูตรพลิกศพบิดเบือนไป ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น
เพราะเรื่องอย่างนี้มันใหญ่มาก ผู้คนจับจ้องอยู่
และการพิสูจน์หา “ความจริง” ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

ผมจึงต้องขอเตือน แพทย์และ/หรือพนักงานสอบสวน
ที่จะทำการแก้ไขผลการชันสูตรพลิกศพ จะต้องคิดถึงผลร้าย
ที่จะติดตามมาในวันข้างหน้า
เพราะผู้รับผิดชอบ อาจต้องเผชิญหน้ากับการแก่ต่าง
ในเรื่องของ “คดีอาญา” เลยทีเดียว
หากให้ผมแก้ปัญหา จะดำเนินการชันสูตรพลิกศพไปตามความจริง
และเสนอใช้เงินราชการลับสัก 10-20 ล้านบาท ให้ครอบครัวผู้ตายไปเลย
เพราะการที่นายทหารคนนี้ต้องเสียชีวิต ก็ด้วยเขาจำต้องเข้าไปมีส่วนร่วม
ในการปราบปรามประชาชน และเป็นเหตุแห่งตายของผู้คนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะรัฐบาล กำหนดเขาให้ทำนั่นเอง!

ดังนั้น จึงสมควรจะตอบแทน ครอบครัวผู้ตายอย่างเต็มที่
เพราะขณะนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์การตายของเขานั้น เกิดขึ้นอย่างมากมาย
ผู้คนร่ำลือกันไปต่างๆนานาๆ ตามประสาเมืองไทยเราเป็นแชมป์ข่าวลืออยู่แล้ว
ลือกันจนกระทั่ง เอามาพูดกันทางวิทยุกระจายเสียงเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
(ผมฟังอยู่พอดี) ในทำนองว่า



...อาจเป็นเพราะผู้ตาย
เกิดอาการ ‘จิตหลอน’ เนื่องจากภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์
ที่ถูกฆ่าตายลงอย่างเหี้ยมโหดในวัดปทุมฯ
ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทหารของตน
ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลโลซก
มาปรากฏในห้วงแห่งความนึกคิดของผู้ตายอยู่ตลอดเวลา
จนทำให้เกิดอาการเครียดจัด และนำไปสู่การตัดสินใจ...
...ปลิดชีวิตตนเองในที่สุด!

ตอนนี้ ชาวบ้านเขา ‘เมาท์จนแซ่ด’ ไปต่างๆนานา
ทั้งยังตั้งปุจฉา ซึ่งกันและกันด้วยว่า

ไอ้พวกฆ่าโหดประชาชน มันจะต้อง ‘ยิงตัวตาย’ กันอีกกี่ศพ!!?

************

(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ตอน จะต้อง ‘ยิงตัวตาย’ กันอีกกี่ศพ!!?
ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม 2553)

ยุคสมัย สถานการณ์ และการต่อสู้ ...ตามความเป็นจริง

ที่มา ประชาไท

by Rebel

ปี 2010 เทียบไม่ได้กับปี 1900
ประวัติศาสตร์ที่ไหนๆ หรือช่วงเวลาใดๆ ก็ไม่สามารถเทียบ
หรือใช้กับสถานการณ์ของไทยตอนนี้ได้

ความจริงที่ต้องยอมรับ ณ. เวลานี้ พ.ศ. นี้ ก็คือ
เราหรือเขาก็ไม่สามารถใช้กำลังหรือ violence เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะได้

ถึงแม้เราจะรู้สึกว่า "แพ้" จาก violence ครั้งล่าสุด

ที่เขากระทำกับเรา แล้วเรารู้สึกเหมือนกับว่า "แพ้"

แต่เชื่อเถอะ ถ้าพวกเราเข้าใจในสถานการณ์
และไม่ว้อกแว้กไปตามที่พวกนั้นต้องการ
เราจะสามารถใช้ความผิดพลาดของฝ่ายตรงข้ามในครั้งนี้ เป็นใบเบิกทาง ไปสู่ชัยชนะได้
โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อมากไปกว่านี้

ผมอยากจะบอกว่า "เราชนะแล้ว" เพียงแต่ว่า
เราต้องทำให้คนในสังคมนี้เข้าใจใน "ชัยชนะ" ของเรา นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

เราต้องเข้าใจคำว่า "สังคม"
สังคมประกอบด้วยคน "มากมาย" "แตกต่าง" "ต่างจิตต่างใจ" "ดีบ้าง เลวบ้าง"

คนดี ไม่ได้หมายถึง
คนดีจริงๆ ไม่มีที่ติ หรือ คนเลว จะเลวบริสุทธิ์ เสมอไป กลับตัวกลับใจไม่ได้

เราต้องเข้าใจคำว่า "มนุษย์"
มนุษย์ ก็คือ "คนที่มีทั้งดีและเลว" แล้วคนเรา "เปลี่ยนความคิดไปมาได้ตลอด"

พูดถึงเสื้อแดง เราจะสู้อย่างไรเวลานี้
เราไม่ต้องหวังว่าจะเกิดการปฏิวัติเหมือนอย่างฝรั่งเศส
เพราะจริงๆแล้วก็คือ
การใช้ violence ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการปฏิวัติอย่างนั้นขึ้นในไทย
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้
ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ ไม่ได้ยากจนข้นแค้น
เหมือนอย่างคนจีนตอนที่เหมาเจ๋อตุงชักจูงให้เข้าร่วมการปฏิวัติ
พวกเราพอมีกินมีอยู่
ถ้าให้ต้องจับปืนสู้... มี... แต่มีน้อย นั่นคือ "ความจริง" ที่ต้องยอมรับ

เราไม่ต้องกลัวที่จะต้องพบเจอกับความล้มเหลวเหมือนอย่างเทียนอันเหมิน
ที่ล้มเหลวเพราะ ไม่รู้จักคำว่า "ประชาธิปไตยคืออะไร" แต่... พวกเราก็รู้จักกันแล้วนี่...

เราไม่ต้องสร้างกองกำลัง เราไม่ต้องอยู่อย่าง หลบๆซ่อนๆ...
สิ่งที่พวกเรา "เสื้อแดง" ต้องทำก็คือ "อดทน" "อย่าใจร้อน"
เพราะพวกเราต้องเข้าใจว่า เราไม่ได้สร้างสังคมที่เข้มแข็งได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน
หรือข้ามปี ประวัติศาสตร์ได้สอนเราไว้แล้ว
แต่... "เราต้องทำอยู่ตลอดเวลา"
เราต้อง "ทำความเข้าใจกับคนในสังคม"และ "รอพวกเขา"
เพราะพวกเขาไม่ได้เข้าใจความเป็นไปในสังคมนี้ เหมือนอย่างที่เราเข้าใจ... อย่างถูกต้อง...

ในสังคมหนึ่งๆ จะมีคนที่เข้าใจความเป็นไปในสังคม อย่างลึกซึ้ง... ไม่กี่คน...
หน้าที่ของคนที่เข้าใจก็คือ ทำให้คนที่ไม่เข้าใจ... ตื่นตัว...
และเข้าใจใน "หน้าที่ของความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม"
เราจะต้องทำให้คนในสังคมนี้ "ตื่นตัว" ให้ได้มากที่สุด เพื่อรอให้ถึง "วันเปลี่ยนแปลง"

จะเป็นอะไรที่ perfect มาก ถ้าถึงวันนั้น คนไทยส่วนใหญ่รู้แล้วว่า
"พวกเรารออะไรอยู่" และเมื่อถึง "เวลานั้น"
เราทุกคนรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยที่ไม่ต้องกลัว
เหมือนอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามอยากให้กลัว ว่าขาดเขาแล้วเราจะอยู่ไม่ได้

เรามีระบบรัฐสภาอยู่แล้ว
(ถึงแม้ทุกวันนี้ จะทำไม่ได้เหมือนอย่างที่เราคาดหวัง)
ที่สำคัญ เรามี "มาตราหนึ่ง" เป็นของเราอยู่แล้ว อำนาจเป็นของพวกเราอยู่แล้ว
แล้วพวกนั้นจะไม่กล้าที่จะชิงอำนาจในมาตราหนึ่งนี้หรอก เชื่อผม...
เราต้อง ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักมาตราหนึ่งใน รธน. ให้ได้มากที่สุด

เราจะต้องสร้างสังคมที่เป็นสุข "เพี่อลูกหลานชาวไทยในอนาคต... ของเรา" ให้ได้

"อดทน" แล้วที่สำคัญ... "ต้องทำให้คนในสังคมไทยเข้าใจสถานการณ์"... ให้ได้...

ก่อนถึง "วันเปลี่ยนแปลง" ครับ

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนดี ซื่อ...
แต่บางครั้งก็ซื่อจนเซ่อ โดนเขาหลอก
จะไปบอกว่าเขาโดนหลอก เขาก็ไม่เชื่อ แถมเราจะด่าโดนด่าเอา
การจะอธิบายให้คนเหล่านี้เข้าใจต้องใช้ ความจริง+ความอดทน สูงมากๆครับ

ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้รู้...
เหมือนอย่างที่พวกเรารู้ อะไรต่างๆก็จะง่ายครับ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

ถ้าใครที่เคยเห็นผมแสดงความคิดเห็นในประชาไท น่าพอจะจับทางผมได้ว่า
ผมก็เป็นคนที่มีความคิดค่อนข้างแรง...

ผมเฝ้าติดตามสถาณการณ์การเมืองมาได้ไม่นานนัก ก็หลังจากเห็นอะไรผิดปกติ
เกิดขึ้นในสังคมนี้ ช่วงแรกๆที่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุ ผมก็ไม่ได้ต่างจากคุณที่อยากเห็น
การเปลี่ยนแแปลงให้เร็วเท่าที่ใจอยากให้เร็ว

แต่... คุณต้องยอมรับความจริง ว่า ถ้าคุณออกจากประชาไท แล้วดูความคิดของ
ผู้คนรอบตัวคุณซิ... มีคนที่คิดเหมือนอย่างคนในประชาไทซักกี่คน...

ประชาธิปไตยคือเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ คือคนรอบๆตัวคุณ

คุณคิดว่าเราจะชนะได้เหรอ...

นปช.ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาคประชาชน

ที่มา Asia Update TV



เตือนรัฐอย่าอ้างวันเกิด”ทักษิณ”



“นพดล”ชี้ ปกขาวไม่ได้บ่อนทำลายประเทศ



คุยกันทันประเด็น ตอน ความพร้อม กกต.ก่อนศึกแห่งศักดิ์ศรี



“ประเวศ”แนะประชาชนต้องช่วยกันปฏิรูปประเทศ



สรุปข่าวรอบวัน 24-07-53

นศ.ป.เอกฮาวาร์ดวิเคราะห์ "การเมืองไทย" ผ่านประวัติศาสตร์และโครงสร้างของ "มอเตอร์ไซค์รับจ้าง"

ที่มา มติชน

"อาร์เนาด์ ดูบัส" ได้สัมภาษณ์ "เคลาดิโอ โซปรานเซ็ตติ" นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ผู้กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ "มอเตอร์ไซค์รับจ้างและการเมืองในประเทศไทย" (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีงานวิชาการศึกษาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว) ลงในเว็บล็อกนิว มันดาลา (นวมณฑล) มติชนออนไลน์เห็นว่าบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตแปลสรุปความบางส่วนของบทสัมภาษณ์และนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้


ระบบโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


ระบบโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับกลุ่มย่อยและระดับโครงสร้างใหญ่ ในปี 2548 จากผลของนโยบายจัดระเบียบจักรยานยนต์รับจ้างสมัยรัฐบาลทักษิณ นี่คือเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีความเชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


ก่อนหน้านั้น แต่ละวินมอเตอร์ไซค์จะมีระบบจัดการที่เป็นอิสระจากกัน และมีมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นคอยควบคุมวินแต่ละแห่ง โดยมากผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่เทศกิจ ทั้งนี้ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกคนจะต้องจ่ายค่าเช่าเสื้อกั๊กประจำวินและค่าใช้พื้นที่ให้แก่ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวเป็นรายวัน


ปัญหาสำคัญในระบบดังกล่าวก็คือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีอิทธิพลประจำวินอยู่ตลอดเวลาแม้พวกเขาจะทำงานหรือไม่ก็ตาม


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ในแต่ละปี พวกเขาจะมีช่วงเวลาที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อไปเก็บเกี่ยวข้าวหรือทำงานด้านกสิกรรมอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ก่อนหน้าปี 2548 พวกเขาต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีอิทธิพลประจำวิน แม้แต่ในช่วงเวลาที่ไม่ได้รับจ้างขับมอเตอร์ไซค์ แต่เมื่อรัฐบาลทักษิณออกนโยบายใหม่ กำหนดให้ผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกคนต้องไปลงทะเบียนและรับเสื้อกั๊กสีส้มฟรีจากสำนักงานเขตทั่วกทม. หลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป


ในทางทฤษฎี ถือว่าทักษิณได้ตัดขาดอิทธิพลของมาเฟียในแต่ละท้องถิ่นออกจากระบบโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (แต่ในบางกรณี คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ไปรับแจกเสื้อกั๊กจากทางสำนักงานเขตก็นำเสื้อเหล่านั้นไปขายให้แก่ผู้มีอิทธิพลซึ่งควบคุมวินอยู่ดีก่อนที่มาเฟียเหล่านั้นจะนำเสื้อกั๊กสีส้มไปปล่อยให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รายอื่นๆ เช่าต่อ)


อย่างไรก็ตาม มิอาจปฏิเสธได้ว่าการที่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ได้ส่งผลให้พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยผู้มีอิทธิพลประจำท้องถิ่นบ้างไม่มากก็น้อย


สำหรับพื้นที่ที่มีลูกค้าไม่มาก วินมอเตอร์ไซค์กลุ่มเล็ก ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นและจัดองค์กรกันได้เอง โดยจะมี "หัวหน้าวิน" ซึ่งเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์เช่นกัน คอยจัดระบบระเบียบการทำงาน ตลอดจนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวิน วินแบบนี้จะมีประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันและมีเสถียรภาพมากกว่า เพราะคนขับทั้งหมดจะเป็นเพื่อนกัน มาจากหมู่บ้านชนบทเดียวกัน และรู้จักครอบครัวของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี


ขณะที่สำหรับวินกลุ่มใหญ่แล้ว พวกเขาจะมีหัวหน้าสูงสุดซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หัวหน้าเหล่านี้ทำงานให้กับผู้มีอิทธิพล และจะเดินทางมาเก็บเงินค่าเช่าเสื้อกั๊กจากบรรดาคนขับมอเตอร์ไซค์ที่วินอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในวินขนาดใหญ่จะมีการเปลี่ยนหน้าตากันอยู่ตลอดเวลา


ทักษิณกับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


แต่นโยบายที่เข้ามาจัดระเบียบจักรยานยนต์รับจ้างเพื่อตัดอิทธิพลของเหล่ามาเฟียออกไปก็ไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้ทักษิณได้รับความนิยมจากคนขับมอเตอร์ไซค์เหล่านี้


ตามความเห็นของโซปรานเซ็ตติ เหตุผลประการแรกที่ทำให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีความนิยมในตัวทักษิณ ก็เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากภาคอีสาน จึงมีโอกาสได้เห็นการผลิดอกออกผลของนโยบายต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทักษิณ


หลายคนเชื่อว่าคนอีสานขายเสียงของตนเองให้แก่ทักษิณ แต่ถ้าหากคุณได้ลองไปพูดคุยกับพวกเขาแล้ว สิ่งที่ทำให้พวกเขาชื่นชมรัฐบาลทักษิณก็คือเรื่องนโยบายและการตัดสินใจที่ถูกต้องแม่นยำโซปรานเซ็ตติเดินทางไปภาคอีสานกับเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่เป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งเดินทางกลับบ้านเกิด


หมู่บ้านแห่งนั้นมีประมาณ100 ครัวเรือน และเพื่อนคนดังกล่าวก็บอกกับนักศึกษาปริญญาเอกจากฮาวาร์ดว่า มีแค่สองสิ่งเท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาในหมู่บ้านแห่งนี้ สิ่งแรกคือ "โรงเรียน" ที่ถูกสร้างโดยนักศึกษาธรรมศาสตร์ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สิ่งที่สองคือ "ถนนแอสฟัลท์" ซึ่งสร้างด้วยเงินจากกองทุนหมู่บ้านในสมัยรัฐบาลทักษิณ


"นี่คือโอกาสสองครั้งในชีวิต ที่ผมได้เผชิญหน้ากับรัฐไทย" ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างลูกอีสานรายนี้กล่าว


นอกจากนั้น กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างยังรู้สึกว่าตนเองเป็นหนึ่งในคนกลุ่มหลักที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากการบริหารงานของทักษิณคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องกลับไปทำนาในฤดูเก็บเกี่ยว ดังนั้น พวกเขาจึงใช้ชีวิตอยู่ทั้งใน "เมือง" และ "ชนบท" และกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์สองทางจากนโยบายเพื่อคนจนเมืองและคนชนบทของทักษิณ


คล้ายกันกับเหตุผลซึ่งทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่วนใหญ่ให้ความสนใจและชอบแสดงความเห็นทางการเมืองก็เป็นเพราะพวกเขาคือหนึ่งในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มของประเทศซึ่งได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ใน "สังคมไทยสองมิติ" คือ ทั้งเมืองและชนบท อีกทั้งพวกเขายังไม่ได้สัมผัสกับมิติทั้งสองในช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน (เช่น ตอนเด็กอยู่ในชนบท แต่ในวัยทำงานจนแก่เฒ่าเข้ามาลงหลักปักฐานในเมือง) หากแต่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างเมืองกับชนบทอยู่ตลอดเวลา ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันระหว่างคนเมืองกับคนชนบท และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม เป็นอย่างดี


มอเตอร์ไซค์รับจ้างกับการเมือง (จากพฤษภาคม 2535 ถึงเสื้อแดง)


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ประกอบอาชีพนี้อย่างถาวรมักมีแนวโน้มที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและหลายคนก็ร่วมเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ครั้งเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม2535


น่าสนใจที่ว่า แม้เหตุการณ์เคลื่อนไหวเดือนพฤษภามักจะถูกมองว่าเป็นการลุกตื่นจากความหลับใหลของเหล่าคนชั้นกลางแต่ผู้ประท้วงในเหตุการณ์ครั้งนั้นจำนวนมากกลับมาจากย่านคลองเตยและกลุ่มที่หัวรุนแรงที่สุดก็คือบรรดาผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง


เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีบทบาทร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มักจะเข้ามามีบทบาทกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ตาม พวกเขาหลายคนมีมุมมองต่อการเข้าร่วมเคลื่อนไหวทั้งสองครั้งอย่างแตกต่างกัน กล่าวคือ ในปี 2535 พวกเขาคือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกว่าจ้างให้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งโดยนักการเมืองกลุ่มหนึ่งแต่ในการเคลื่อนไหวครั้งปัจจุบันพวกเขาไม่ได้เข้าไปมีบทบาทต่อเหตุการณ์โดยตรง นอกจากนั้น พวกเขายังสามารถระดมพลจัดตั้งกลุ่มของตนเองมาร่วมชุมนุม โดยไม่ต้องมีนักการเมืองมาข้องเกี่ยว


ในการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มเสื้อแดง บรรดาคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะไม่ยอมนำพาตัวเองเข้าไปยังจุดเสี่ยง พวกเขามีกลยุทธ์ว่าจะไม่ยอมออกไป ถ้าไม่ชนะ นอกจากนี้ พวกเขายังมีวิธีคิดแบบสหภาพแรงงาน คือ คิดว่าการร่วมเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างบ้าง กระทั่ง มีคนขับมอเตอร์ไซค์รายหนึ่งกล่าวกับโซปรานเซ็ตติว่า "พวกเราไม่ใช่เสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง แต่เราคือพวกเสื้อส้ม"


ดังจะเห็นได้จากการที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างบางกลุ่มสามารถแปรพักตร์จากคนเสื้อแดงหากเขาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลโซปรานเซ็ตติยกตัวอย่างวินมอเตอร์ไซค์กลุ่มหนึ่งจากสมุทรปราการ ซึ่งก่อนปี 2548 พวกเขาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายตำรวจท้องถิ่นรายหนึ่ง แต่หลังจากนโยบายจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้างของทักษิณ วินดังกล่าวก็ตัดสินใจปลดแอกตนเองจากนายตำรวจรายนั้น สองปีต่อมา นายตำรวจคนดังกล่าวได้กลับมาจับธุรกิจมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกครั้ง โดยตั้งวินนอกกฎหมายกลุ่มใหม่ขึ้นมาสองกลุ่มตรงปากซอยกับหน้าตลาด ขณะที่วินกลุ่มเดิมซึ่งพยายามปลดแอกจากตำรวจคนนี้รวมกลุ่มกันอยู่ตรงกลางซอย ส่งผลให้วินใหม่ของนายตำรวจได้แย่งชิงลูกค้าจากวินเดิมไปหมด


เมื่อปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข แม้จะทำการร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่รัฐในท้องที่แล้ว วินกลุ่มนี้จึงตัดสินใจเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดง กระทั่งเจ้าหน้าที่ทหารได้เรียกพวกเขาไปพูดคุยภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกล่าวว่า กองทัพไม่ต้องการให้พวกเขาสวมเสื้อวินไปร่วมชุมนุม พวกเขาสามารถไปร่วมชุมนุมได้ แต่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งไม่ใช่ในฐานะคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กลุ่มวินจากสมุทรปราการจึงทำการต่อรอง โดยเล่าถึงปัญหาที่พวกเขากำลังประสบให้กองทัพได้รับฟังและขอความช่วยเหลือ จากนั้น อีกไม่นานนัก วินนอกกฎหมายสองกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแย่งลูกค้าจากพวกเขาก็ถูกปิดลงจากการเข้าไปมีบทบาทไกล่เกลี่ยของทหาร วินจากสมุทรปราการจึงกลับไปทำงานเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างของตนเองตามเดิม


มอเตอร์ไซค์รับจ้างกับความรุนแรง


จากการทำงานภาคสนาม โซปรานเซ็ตติไม่เห็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายใดที่ติดอาวุธในช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมาและก่อนหน้าวันที่19 พฤษภาคม เขาก็เห็นเพียงแค่ชายสองคนที่วิ่งไปโดยมีอาวุธปืนอยู่ในมือ ทั้งนี้ เขายอมรับว่าตนเองไม่ได้ทำงานภาคสนามในพื้นที่ที่มีการปะทะมากนัก


อย่างไรก็ตาม นักศึกษาฮาวาร์ดรายนี้ได้เข้าไปในชุมชนบ่อนไก่อยู่บ่อยครั้งในระหว่างเหตุปะทะ และก็มีผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งที่ทำการเผายางรถยนต์ในบริเวณดังกล่าว ส่วนมากของผู้ประท้วงกลุ่มดังกล่าวก็คือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากย่านคลองเตย โซปรานเซ็ตติไม่คิดว่าพวกเขาจะได้รับการจัดตั้งและถูกส่งมาป่วนสถานการณ์โดยมีบางคนอยู่เบื้องหลัง แต่คนขับขี่มอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้เป็นผู้สนับสนุนการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง และพวกเขายังขึ้นชื่อในเรื่องความใจร้อนอยู่แล้วด้วย


มอเตอร์ไซค์รับจ้างรับเงินใครมาร่วมชุมนุม?


แน่นอนว่ามีมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลุ่มหนึ่งได้รับเงินค่าจ้างเมื่อพวกเขาเดินทางมาบริเวณสถานที่ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงแต่เป็นเพราะพวกเขามารับจ้างทำงานเป็นการ์ดเสื้อแดงนั่นเองดังนั้น จึงเป็นเรื่องเหมาะสมแล้ว ที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานของตนเอง


แต่โซปรานเซ็ตติไม่คิดว่าจะมีคนขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างรายใดที่มาชุมนุมเพราะได้เงินค่าจ้างแม้จะมีผู้บอกว่าคนกลุ่มนี้ได้รับค่าจ้างให้มาชุมนุมรายละ 200 บาท แต่เงินดังกล่าวก็ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อวันของมอเตอร์ไซค์รับจ้างเสียอีก เพราะผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่ในจุดดี ๆ จะได้รับรายได้ประมาณ 400-500 บาทต่อวัน หรือเดือนละประมาณ 10,000-15,000 บาท


ปัญหาสำคัญที่คนกลุ่มนี้มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงจึงเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งพวกเขาชื่นชมนโยบายของรัฐบาลทักษิณ แต่รู้สึกตรงกันข้ามกับนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มีนโยบายมอบเงิน 2,000 บาทแก่คนยากจน ทว่ารัฐบาลกลับไปกำหนดว่าผู้ที่จะได้รับเงินก้อนดังกล่าว คือ ผู้มีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีเงินเดือน


นโยบายดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เข้าใจว่าความยากจนมีความหมายอย่างไร เพราะรัฐบาลได้ตัดกลุ่มยากจนอย่างแท้จริงออกไปจากระบบ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มคนที่ไม่ได้ยากจนจริง ๆ แทน


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงสามารถจะจำแนกแยกแยะความแตกต่างทางด้านนโยบายของรัฐบาลทักษิณกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ด้วยนิยามความหมายที่รัฐบาลชุดหลังมอบให้แก่คำว่า"ความยากจน"


คุณูปการของมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อสังคมกรุงเทพฯ


น่าแปลกใจที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนมากมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ"ชนชั้นสูง"ในกทม. โซปรานเซ็นติเปรียบเทียบว่า ถ้าเขาเป็นคนรวยในนครหลวงของประเทศไทย คนรับใช้ของเขาจะต้องเดินทางไปจ่ายตลาดโดยพึ่งพามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถ้าเขาเปิดบริษัทของตนเอง ก็จะต้องมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารให้เขา ดังนั้น เขาจึงจำเป็นต้องรู้จักและเชื่อใจในผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขาและคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่างต้องตระหนักว่าตนเองมีสถานะเป็น "เพื่อน" ของกันและกัน จนบ่อยครั้ง ที่ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้เข้าไปขอรับความช่วยเหลือจากคนที่ตนเองเรียกว่า "ผู้ใหญ่"


จึงอาจกล่าวได้ว่า มอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ตัดผ่านโครงสร้างชนชั้นในสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่ให้บริการกลุ่มคนหลากชนชั้น พวกเขารู้จักทั้งตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล และคนรวยชั้นสูง


อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งกลับมีมุมมองของคนกรุงที่เห็นว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างคือภาพลักษณ์ของความไม่ปลอดภัยความอันตรายพวกขี้เมา แม้เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงในบางกรณี แต่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหมดก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นเช่นนั้นไปเสียทุกคน


มอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงดำรงอยู่ท่ามกลาง "ความแตกร้าว" หลายประการ ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างพยายามสอดส่ายหาพื้นที่บนท้องถนนซึ่งไร้พื้นที่สำหรับยานพาหนะของพวกเขา พวกเขาตัดข้ามผ่านชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม พวกเขาวิ่งอยู่ระหว่างอาคารสถานที่ต่าง ๆ และ พวกเขาวิ่งอยู่ระหว่างรถยนต์จำนวนมากในมหานคร


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงเป็นทั้งศูนย์กลางและชายขอบของมหานครแห่งนี้คนกรุงเทพฯต้องใช้บริการของพวกเขาในทุกวันปัจจุบัน มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ประมาณ 200,000 คันในกทม. แต่ละคันวิ่งรับส่งผู้โดยสารประมาณ 20 เที่ยวต่อวัน โดยรวมแล้วมีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งรับส่งผู้โดยสารประมาณ 4 ล้านเที่ยวต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากมายมหาศาลยิ่งกว่าการนำจำนวนเที่ยวของรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมารวมกันเสียอีก


ในช่วงสงครามเวียดนามผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯได้เข้ามาช่วยวางแผนพัฒนาผังเมืองกรุงเทพมหานครแผนการแรกของพวกเขาก็คือการเปลี่ยนกทม.ให้กลายเป็นมหานครที่ต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก นำไปสู่การตัดถนนกันอย่างมากมาย แต่เมื่อถนนเหล่านั้นต้องมาเผชิญหน้ากับตรอกซอกซอยเล็ก ๆ จำนวนมากทั่วกรุงเทพฯ ก็ส่งผลให้ระบบการขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างเท่านั้นที่จะเป็นพาหนะซึ่งสามารถนำคุณออกจากบ้านไปสู่ป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟฟ้า และสถานที่ทำงาน ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว


หากปราศจากคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นมหานครอันหยุดนิ่ง ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายหนึ่งกล่าวกับโซปรานเซ็ตติว่า "ถ้าคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหมดตัดสินใจหยุดงานพร้อมกันหนึ่งวัน กทม.ก็จะกลายเป็นอัมพาตทันที"


นี่คืออำนาจต่อรองอันยิ่งใหญ่ของกลุ่มคนที่เป็นชายขอบของเมืองหลวง และมักจะถูกมองเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของภูมิทัศน์ประจำมหานครเท่านั้น

เลือกซ่อม วัดผลปชป.-พท.

ที่มา ข่าวสด




นับเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่มีความหมายพิเศษ

นั่นคือการเลือกตั้งซ่อมเขต 6 แทนนายทิวา เงินยวง แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่หนองจอก คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม ในวันอาทิตย์ 25 กรกฎาคมนี้

พรรคประชาธิปัตย์ลงป้องกัน แชมป์ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิม ด้วยสภาพไม่ค่อยสมบูรณ์นัก โดยส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม.สมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประ เทศ ลงสมัครส.ส.เป็นครั้งแรก ได้หมายเลข 1

ส่วนพรรคเพื่อไทย ส่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำเสื้อแดง ที่ยังถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ลงแข่งขัน ศาลอนุญาตให้ออกจากเรือนจำมายื่นใบสมัคร ได้หมาย เลข 4

ยังมีผู้สมัครอื่นๆ อีก 4 คน ได้แก่ นายนพดล ชัยฤทธิ์เดช พรรคชาติสามัคคี หมายเลข 2, นายอนุสรณ์ สมอ่อน พรรคความหวังใหม่ หมาย เลข 3, นายชูชาติ พิมกา พรรคแทนคุณแผ่นดิน หมายเลข 5 และนาย กิจณพัฒน์ สามสีลา พรรคประชาธรรม หมายเลข 6

ไฮไลต์ของการเลือกตั้งอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างเบอร์ 1 และเบอร์ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาล กับพรรคฝ่ายค้าน ผสมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช.

โพลของหน่วยงานต่างๆ บ่งบอก ว่านายพนิช ผู้สมัครรัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบ

เนื่องจากเป็นพื้นที่เดิมของพรรคประชาธิปัตย์ และนายพนิชออกพบปะประชาชน เคลื่อนไหวหาเสียงได้สะดวกกว่านายก่อแก้วที่ถูกควบคุมตัวอยู่

แต่ก็มีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย จากความขัดแย้งในพรรค ที่มีบางสายสนับสนุนให้ส่งทายาทเบียร์สิงห์ลงสมัคร ก่อนที่หวยจะมาออกที่นายพนิช ด้วยการสนับสนุนของนายอภิสิทธิ์

ส่วนหัวหน้าพรรคคือนายอภิสิทธิ์ มาช่วยเดินหาเสียงอยู่ครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง เนื่องจากเกรงปัญหาความปลอดภัยจากคนเสื้อแดง

ทางด้านนายก่อแก้วแม้จะมีข้อจำกัดในการหาเสียงมากกว่านายพนิช

แต่ข้อจำกัดดังกล่าวก็ทำให้โกยคะแนนสงสารไปไม่น้อย

พื้นที่เลือกตั้ง ซึ่งเป็นรอบนอกกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดงอีกด้วย

จึงเห็นความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง สนับสนุนหาคะแนนเสียงให้นายก่อแก้วอย่างคึกคัก

การปราศรัยหาเสียงแต่ละครั้ง มีการนัดแนะคนเสื้อแดงให้ชักชวนญาติมิตรเพื่อนฝูงไปร่วมฟัง

ล่าสุด ผลสำรวจของหน่วยราชการแห่งหนึ่งระบุว่า นายก่อแก้วทำคะแนนไล่จี้นายพนิชขึ้นมาแล้ว

โดยนัยหนึ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการวัดประชามติในพื้นที่หนึ่งของกรุงเทพฯ ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วม 3.8 แสนคน

เป็นกลุ่มความเห็นที่มองข้ามไม่ได้

ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการลงคะแนน จะไม่ได้มาจากคุณสมบัติของผู้สมัครแต่เพียงอย่างเดียว

แต่จะมาจากความคิดความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและฝ่ายค้านด้วย

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางผ่านเหตุการณ์สลายม็อบที่มีผู้เสียชีวิต 90 ราย บาดเจ็บนับพันคน

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นอกจากแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ มาปฏิรูปการเมือง สร้างความปรองดองสมานฉันท์

เรียกเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ว่าเป็นการ"ซื้อเวลา" สร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป

แต่การ"ซื้อเวลา"ด้วยวิธีการนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก

คณะกรรมการชุดหนึ่งในแพ็กเกจเดียวกันนี้ คือคณะกรรมการปฏิรูปหรือครป.ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน เพิ่งออกมาประกาศฉันทามติของกรรมการเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาให้รัฐบาลใช้มาตรการทางการเมืองแก้ไขสถานการณ์ความแตกร้าวและสร้างความปรองดอง

ด้วยการยกเลิกการใช้พ.ร.ก.การ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเร็ว

คำตอบจากนายกฯอภิสิทธิ์ ก็คือจะทยอยเลิก ตามข้อเสนอของฝ่ายความมั่นคง

เท่ากับปฏิเสธข้อเสนอของกรรมการชุดนี้

เป็นข้อขัดแย้งล่าสุดจากความขัดแย้งแตกต่างมากมายที่รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง

ยังมีปัญหารุมเร้าอีกหลายด้าน ตั้งแต่ที่มาของรัฐบาลที่พึ่งพากลุ่มอำนาจจนเกินเลย การบดขยี้ศัตรูทางการเมืองผ่านกลไกราชการจนกล่าวกันว่าเป็นระบบสองมาตร ฐาน

การบริหารงานและแก้ปัญหาไม่ทันสถานการณ์

จนนำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน

ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็ไม่ใช่โจทก์ที่ผุดผ่องไร้มลทิน

และมีสถานะเป็นจำเลยร่วมของสถานการณ์สลายม็อบเช่นกัน

ขณะที่รัฐบาลแก้ตัวไม่ตก และเป็นจำเลยจากข้อหาใช้กองกำลังติดอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม

พรรคเพื่อไทยก็เจอข้อหาเคลื่อนไหวเพื่ออดีตนายกรัฐมน ตรีเป็นหลัก โดยไม่พยายามนำพาประชาชนออกจากสภาพเสี่ยงอันตราย

จนเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

หลังเหตุการณ์ สองฝ่ายต่างอ้างประชาชนว่ายืนอยู่ข้างตนเอง กล่าวหาและเรียกร้องให้อีกฝ่ายแสดงความรับผิดชอบ

ทำให้ความแตกร้าวยิ่งขยายใหญ่ และไม่มีใครที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือพอที่จะมาเป็น"คนกลาง"ตัดสินถูกผิด

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต 6 จึงเป็นคนกลางตัวจริงกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ที่จะมาช่วยเคลียร์ภาพให้เห็นชัดขึ้นว่าประชาชนคิดอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ผลการลงคะแนนที่จะออกมาในคืนวันนี้ จะไม่ใช่คำตอบสำเร็จ รูป

และอาจเป็นไปตามสูตรเดิมๆ ที่สองฝ่ายจะโต้แย้ง ตีความเพื่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตัวเองมากที่สุด

ขัดแย้งยืดเยื้อกันต่อไป ก่อนจะไปตัดสินในการเลือกตั้งใหญ่ในที่สุด

อำนาจกับประชาธิปไตย

ที่มา ไทยรัฐ


บทบรรณาธิการ

บรรดานักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย อาจจะผิดหวังไปตามๆกัน เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มอีกแค่ 3 จังหวัดเท่านั้น แทนที่จะยกเลิกทั้งหมดใน 19 จังหวัด เพราะนักประชาธิปไตยเห็นว่า บัดนี้ สถานการณ์ "ฉุกเฉิน" ได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้จะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่ากระทบถึงความสงบเรียบร้อย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงรัฐ

ในระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศ "สถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง" ใน 24 จังหวัด รวม ทั้ง กทม. แต่ได้สั่งยกเลิกไปแล้วครั้งแรก 5 จังหวัด และครั้งที่ 2 อีก 3 จังหวัด "สถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง" หมายถึงมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น

แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ ฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยว่า ยังมีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอยู่ในหลายจังหวัด ทั้งของพรรคฝ่ายค้าน และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองตามปกติ ไม่ถึงขั้นเป็นภัยร้ายแรง แต่ถึงแม้จะมีการก่อเหตุการณ์ รุนแรง รัฐบาลก็มีอำนาจประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้อีก ตามความจำเป็น

แนวความคิดที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับการคัดค้านการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สะท้อนถึงความขัดแย้งทางความคิด ระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับฝ่ายประชาธิปไตย คนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเป็นอำนาจนิยม ต้องการให้รัฐบาลใช้อำนาจเด็ดขาด เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหาร ต่างก็ต้องการมีอำนาจที่กว้างขวาง และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องรับผิดใดๆ

แต่ฝ่ายนักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เป็นห่วงว่า ถ้าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ติดต่อกันเป็นเวลานาน เหมือนกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็อาจเคยตัว และ "เสพติด" อำนาจพิเศษ อาจใช้อำนาจจนเลยเถิด กลายเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และถูกร้องเรียนเรื่องการขังลืม การอุ้มฆ่า การยัดข้อหา และอื่นๆ ที่หมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ

พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างกว้างขวาง ทั้งในการจำกัดเสรีภาพในการเสนอข่าว การแสดงความคิดเห็น การชุมนุม และมีอำนาจแม้กระทั่ง "ปิดสื่อ" ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่? ส่วนการจับกุมคุมขัง แม้จะต้องขอหมายจับจากศาล แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีอำนาจที่จะจับกุม และขออำนาจศาลให้ ควบคุมตัวผู้ต้องขังได้นานถึง 30 วัน

ถ้าหากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ยังคิดที่จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้เป็นการถาวร ก็ควรจะได้ศึกษาบทเรียนกรณี 14 ตุลาคม 2516 ที่เริ่มต้นด้วยนักประชาธิปไตยเพียง 13 คน ออกไปเดินถือป้ายท้าทายกฎอัยการศึก เพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ จนถูกจับกุม กลายเป็นชนวนการลุกฮือของนักศึกษาประชาชนครั้งใหญ่ที่สุด จนสามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ โดยเริ่มจาก "ผู้ร้าย" ที่ถูกจับ แต่กลายเป็นวีรชน.

ตะลึง! 3 ปี รถหุ้มเกราะ ทบ.ไม่มีเครื่อง

ที่มา บางกอกทูเดย์



“เครื่องยนต์ไม่เรียบร้อย”

เป็นครั้งแรกในรอบปีที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ออกมาพูดถึงความคืบหน้าของการจัดซื้อหุ้มรถเกราะล้อยางจากประเทศยูเครน ที่กองทัพบกสั่งออร์เดอร์ไปถึง 96 คัน

ขณะเดียวกันเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงการจัดสรรงบประมาณประจำปี มักจะมีการออกมาแสดงความเห็นจากแม่ทัพนายกองถึงการจัดสรรงบประมาณจัดซื้ออาวุธ ที่มาพร้อมกับความโปร่งใส

ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ “เซอร์ไพรส์” มากกว่าคือการที่ รมว.กลาโหม ออกมาระบุว่า รถหุ้มเกราะล็อตนี้ยังติดปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ที่จะนำมาติดตั้งที่ถูกสกัดจากบางประเทศ ทำให้รถหุ้มเกราะจึงมีแต่เกราะไม่มีเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ “บิ๊กป้อม” ยืนยันว่า ทำทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว “ไม่ต้องตกใจ” แต่คนที่ตกใจเห็นจะเป็นประชาชนคนไทยเจ้าของเงินภาษีที่ถูกนำไปจัดซื้อ เพราะกว่า 3 ปีแล้ว โครงการนี้ยังไม่มีความคืบหน้า

“ความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นความล่าช้าที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องเพราะถือว่าเป็นภาษีของประชาชนเราต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องสมบูรณ์” พล.อ.ประวิตร กล่าว

โครงการดังกล่าวนี้ ถูกจัดให้เป็น เมกะโปรเจ็กต์ ที่เป็นมรดกตกทอดจาก ยุค คมช. เรืองอำนาจ เพราะโครงการนี้เกิดขึ้นในสมัย “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. โดยมีคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์กองทัพบก (กมย.ทบ.) ที่เป็นอดีตคมช.ร่วมวงไพบูลย์ด้วย

อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ในขณะนั้น) พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ. (ในขณะนั้น) เป็นต้น ร่วมพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้

โดยกองทัพบกระบุถึงความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อว่า เพื่อเป็นการทดแทนรถเกราะรุ่นที่ประจำการในกองทัพ และเพื่อนำรถเกราะเหล่านี้ลงไปประจำการยังพื้นที่ภาคใต้เพื่อรักษาความสงบในพื้นที่

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากองทัพบกออกมาชี้แจงเรื่องนี้ตลอดเวลาว่า โครงการนี้จัดซื้อบนพื้นฐานความจำเป็นและผ่านการตรวจสอบจาก กมย.ทบ. มาแล้ว นอกจากนี้ ยังผ่านการตรวจสอบจาก สตง. มาแล้วเช่นกัน

พร้อมกับเคยทำหนังสือชี้แจงลงในเว็บไซต์กองทัพบก โดยกรมยุทธศึกษาเป็นผู้จัดทำ ซึ่งได้ชี้แจงทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้างจนถึงสมรรถนะของรถเกราะว่า ผ่านการตรวจสอบและทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพ จึงมั่นใจว่าการจัดซื้อครั้งนี้จะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปให้กับรัฐบาลยูเครน

ขณะเดียวกันยังมีกระแสข่าวว่า ทบ.กำลังเล็งที่จะเสนอจัดซื้อล็อต 2 อีก 121 คัน เรื่องนี้ได้รับการชี้แจงจาก พล.อ.ประวิตร ว่า ไม่มีการจัดซื้อล็อต 2 แน่นอน

ไม่รู้ว่ากระแสข่าวนี้ออกมาได้เช่นไร แต่ที่แน่ๆ กองทัพต้องเคลียร์รถหุ้มเกราะล้อยางล็อตแรกให้จบเสียก่อน เพราะที่ผ่านมายังไม่มีใครให้ความชัดเจนได้ แม้แต่ “กมย.” บางคนที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ยังคงปล่อยให้เวลาลบเลือนข่าวนี้ไปโดยไม่แยแส

รวมคลิปสำหรับผู้ที่ไม่ได้ไป ร่วมงานทำบุญวัดหัวลำโพง อุทิศแด่เสื้อแดงที่เสียชีวิต

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak




รายการมองไทย-มองเทศ : สื่อกับการปรองดอง 20 มิถุนายน 2553 - MV Bangkok Today

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak