ที่มา โลกวันนี้ เกิดระเบิดที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซีราชดำริ แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากถึง 9 ราย เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลอย่างโกลาหล ประชาชนแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลม่าน ตรวจรายชื่อผู้บาดเจ็บเป็นคนไทย 8 ราย ชาวพม่า 1 ราย ตำรวจคาดคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่อง และครั้งนี้มุ่งถึงเอาชีวิตไม่ได้ทำเพื่อข่มขู่เหมือนที่ผ่านมา เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซีราชดำริ เบื้องต้นพบมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ประชาชนแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลม่าน ขณะที่หน่วยกู้ภัยได้เร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาฯ และโรงพยาบาลหัวเฉียวเพื่อทำการรักษา สำหรับรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย นายสมชาย เอี่ยมประชา, นายสมใจ พันทิมา, นางสาวชานุ สัญชาติพม่า, นายป่วน พรนิเทศ, นายวีรศักดิ์ แซ่แต้, นายธวัชชัย ทองมาก, นางสาวมุฒิตา เฉลิมประพาส, นายบุญเรือง แก้วสมบัติ และนายปวร พรนิเพท พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ผบก.น.5) ระบุว่า ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลลุมพินีกำลังเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นระเบิดชนิดใด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบเศษตะปู เศษแก้ว และถุงขยะที่คาดว่าน่าจะเป็นถุงที่คนร้ายบรรจุระเบิดมาวางไว้ สันนิษฐานว่าระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งมุ่งหมายทำร้ายถึงชีวิต ไม่ใช่การข่มขู่เหมือนระเบิดหลายครั้งที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของห้างบิ๊กซีราชดำริเป็นของภรรยานายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 6 กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้ง และการระเบิดครั้งนี้ยังเป็นการระเบิดในช่วงที่มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมากขึ้นเรื่อยๆเรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2848 ประจำวัน จันทร์ ที่ 26 กรกฏาคม 2010 โดย -
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, July 26, 2010
บึ้มหน้าบิ๊กซีราชดำริบาดเจ็บ9คนประชาชนวิ่งหนีตายโกลาหล
‘อัมสเตอร์ดัม’ท้าดีเบตปกขาว
ที่มา โลกวันนี้ “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” โวยรัฐบาลไทยห้ามเข้าประเทศเป็นการจำกัดสิทธิในการต่อสู้คดีของคนเสื้อแดง เตรียมเจรจาให้ยกเลิกคำสั่ง ซัดใช้กฎหมายและสื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเนื้อหาในสมุดปกขาว ลั่นพร้อมดีเบตกับคนของรัฐบาลทุกคนแต่ต้องอยู่ใต้เงื่อนไขกฎหมายระหว่างประเทศ โฆษกประชาธิปัตย์โต้บิดเบือนเนื้อหา จี้แก้ไขข้อความในหน้า 20 ที่เข้าข่ายจาบจ้วงเบื้องสูง “เทพไท” ด่ากราดมีแต่พวกกินหญ้าเท่านั้นที่อ่านแล้วเชื่อ คนกินข้าวอ่านแล้วรู้ว่าจ้องดิสเครดิตรัฐบาล อัด “ทักษิณ” ขี้ขลาดตาขาวจ้างฝรั่งเคลื่อนไหวในต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศที่อยู่ห่างไกลข้อมูลข่าวสารได้รับข้อมูลผิดๆ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ถึงผู้อ่านสมุดปกขาวเรื่อง “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ” ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://robertamsterdam.com/thai/ ระบุว่า การที่รัฐบาลไทยสั่งห้ามตนและทีมงานที่เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรสงครามเดินทางเข้าประเทศถือเป็นการทำลายสิทธิที่จะแก้ต่างทางคดีความให้กับคนเสื้อแดงที่เป็นลูกความ จึงจะใช้ความพยายามในการเจรจาทางการทูตเพื่อให้รัฐบาลไทยสั่งห้ามการเดินทางเข้าประเทศ ซัดไทยใช้กฎหมาย-สื่อเป็นเครื่องมือ “รัฐบาลไทยกำลังพยายามใช้กฎหมายและสื่อเป็นเครื่องมือในการลดทอนความสำคัญของเนื้อหาในสมุดปกขาว ที่ถูกแปลเป็นหลายภาษาและเผยแพร่ไปทั่วโลก ผมพร้อมที่จะดีเบตเนื้อหาในสมุดปกขาวกับตัวแทนรัฐบาลไทยทุกคนบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวและว่า นอกจากรัฐบาลไทยจะพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของเนื้อหาในสมุดปกขาวแล้ว ยังกระทำการเพื่อลดทอนความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงด้วย สมุดปกขาวผู้เชี่ยวชาญช่วยกันเขียน นายอัมสเตอร์ดัมระบุอีกว่า เนื้อหาสาระในสมุดปกขาวถูกร่างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญหลายคน ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญของไทยเองด้วย อย่างไรก็ตาม หากเนื้อหาถูกระบุว่ามีความผิดก็พร้อมที่จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากประเทศไทยยังถูกปกครองด้วย พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค แถลงว่า ขอเรียกร้องให้นายอัมสเตอร์ดัมและพรรคเพื่อไทยไปดูเนื้อหาในสมุดปกขาวที่มีข้อความบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง เพราะมีข้อความบางช่วงที่พาดพิงไปถึงสถาบันเบื้องสูง ซึ่งเป็นการไม่บังควร ปชป. จี้ถอด-แก้ข้อความหน้า 20 “พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้ถอดเนื้อหาในหน้าที่ 20 ออกเพราะมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันเบื้องสูง ที่มีการนำพระราชดำรัสเมื่อเดือน เม.ย. 2549 มาผูกโยงกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และเนื้อหายังระบุว่าพระองค์ท่านรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว นพ.บุรณัชย์กล่าวอีกว่า หากพรรคเพื่อไทยและทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการให้ประเทศเกิดความปรองดองต้องช่วยกันปกป้องสถาบันเบื้องสูง เพราะหากไม่มีการถอดข้อความออกหรือไม่มีการแก้ไขจะทำให้สังคมโลกเข้าใจผิดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขได้ “เทพไท” จวกดิสเครดิตรัฐบาล นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตำหนิพรรคเพื่อไทยว่า ฉวยโอกาสดิสเครดิตรัฐบาลที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที โดยอ้างข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน “นายกรัฐมนตรียืนยันชัดเจนว่าพร้อมตอบสนองข้อเสนอของ คปร. แต่การจะยกเลิกต้องอยู่บนพื้นฐานของความสงบเรียบร้อย ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนด้วย โดยเฉพาะความร่วมมือจากพรรคเพื่อไทยที่ยังให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอยู่ตลอดเวลา วันนี้ได้แต่พูดกันว่าให้ยกเลิก พ.ร.ก. เพื่อสร้างความปรองดอง แล้วทำไมไม่ยุติการเคลื่อนไหวเสียก่อนที่จะยกเลิก พ.ร.ก.” นายเทพไทกล่าวและว่า พรรคเพื่อไทยกำลังตีสองหน้า ด้านหนึ่งออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกด้านหนึ่งก็สนับสนุนการเคลื่อนไหวนอกสภาโดยให้คนของพรรคไปเข้าร่วม หรืออย่างกรณีการจัดนิทรรศการ 7 วัน 7 ความเจ็บปวดก็มีเป้าหมายทางการเมืองทั้งสิ้น ชี้ใช้เหตุการณ์ราชประสงค์ขยายผล “ยังมีความพยายามนำเหตุการณ์ที่ราชประสงค์มาขยายผลทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดนิทรรศการและการตระเวนปราศรัยที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นการนำความเท็จไปปลุกระดมเพื่อให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล เป็นการให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองโดยไม่สนใจว่าจะเกิดความแตกแยกขึ้นภายในชาติ” นายเทพไทกล่าวพร้อมระบุว่า การจัดนิทรรศการและการเดินสายปราศรัยเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้รักเงินของนายใหญ่มากกว่ารักประเทศ ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับที่คนเสื้อแดงหลายกลุ่มแย่งกันจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อเอาหน้าและแสดงความภักดี ส่วนการโฟนอินเข้ามาพูดคุยของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ คือระบายอารมณ์ว่าถูกกลั่นแกล้งและให้ความหวังลมๆแล้งๆกับประชาชน ทั้งที่ปัญหาของตัวเองก็ยังแก้ไม่ได้ ยังเอาตัวไม่รอดเสียด้วยซ้ำ ยันรัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบ นายเทพไทยังระบุถึงสมุดปกขาวของทนาย พ.ต.ท.ทักษิณว่า รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงความจริงกับประชาชน ไม่ใช่ตื่นตูมกลัวว่าความจริงจะถูกเปิดเผยอย่างที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหา รัฐบาลไม่เคยกลัวความจริง พร้อมรับการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา พ.ต.ท.ทักษิณต่างหากที่กลัวความจริง ขี้ขลาดตาขาว ว่าจ้างฝรั่งตาน้ำข้าวเคลื่อนไหวในต่างประเทศเพื่อให้ประเทศต่างๆที่อยู่ห่างไกลข้อมูลข่าวสารได้รับข้อมูลผิดๆ มีแต่พวกกินหญ้าเชื่อสมุดปกขาว “ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนที่กินข้าวได้อ่านหนังสือปกขาวฉบับดังกล่าวตั้งแต่ต้นจนจบก็จะมีความรู้สึกได้ทันทีว่านี่คือกระบวนการดิสเครดิตรัฐบาล ทำร้ายประเทศชาติ จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง เว้นแต่คนที่กินหญ้าบางกลุ่มเท่านั้นที่อ่านแล้วหลงเชื่อ” นายเทพไทกล่าว ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ว่ายังมีประชาชนและเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ในหลายพื้นที่ยังไม่น่าไว้วางใจ จึงยังไม่สามารถยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งหมดได้ ส่วนที่ระบุว่าการใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปกระทบต่อสิทธิต่างๆก็เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะประชาชนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเลย ยังจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป “ผมจะเร่งรัดทบทวนพื้นที่ต่างๆที่มีภาวะฉุกเฉินอยู่ทั้ง 16 จังหวัด และจะดำเนินการทยอยยกเลิกตามความเหมาะสมโดยเร็วต่อไป หลายคนอาจบอกว่ายกเลิกไปก่อน หากมีปัญหาค่อยประกาศใหม่ แต่การทำเช่นนั้นจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นใจ หากเราสามารถบริหารจัดการไม่ให้เกิดเหตุได้จะดีที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าว ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค กล่าวว่า รัฐบาลยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 16 จังหวัดทั้งที่ไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงอยู่น่าจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะว่าการยกเลิกบังคับใช้นั้นกฎหมายมีข้อกำหนดไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ให้เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ชี้นายกฯละเมิดกฎหมายฉุกเฉิน “กฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าเมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงสิ้นสุดลงแล้วต้องประกาศยกเลิกทันที ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วว่าสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงยุติมาร่วม 2 เดือนแล้ว หลัง 19 พ.ค. ก็ไม่ปรากฏเหตุร้ายแรงใดๆ นายอภิสิทธิ์ต้องประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่ามาอ้างว่ายังมีสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกต่อไป เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นกฎหมายพิเศษ ต้องใช้อย่างจำกัดเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะละเมิดสิทธิของประชาชน การที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ละเมิดสิทธิของประชาชนเป็นการพูดแบบไม่ละอายใจ เหมือนกับเป็นผู้นำรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว ห่วงแต่ความมั่นคงของรัฐบาล โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า การที่ประชาชนและทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและนานาชาติ รวมถึงผู้ใหญ่อย่างนายอานันท์ ปันยารชุน เรียกร้องให้รัฐบาลเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่นายอภิสิทธิ์กลับเฉไฉ เบี่ยงเบนประเด็น ไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเสพติดอำนาจ โดยคิดแต่ความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าที่จะคำนึงถึงความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกละเมิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่อาศัยอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำประเทศควรรับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนและองค์กรต่างๆ รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันทีในทุกพื้นที่ทั้ง 16 จังหวัดโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2848 ประจำวัน จันทร์ ที่ 26 กรกฏาคม 2010 โดย -
แพ้จริงๆครับ ทั้งการเลือกตั้ง ทั้งสงครามสื่อ
ที่มา pantip.com
เมื่อวานมีโอกาสได้ไปงานสังสรรเพื่อนสมัยเรียน
ได้รับรู้ว่า การออกสื่อข้างเดียวของรัฐได้ผลอย่างยิ่ง
เพราะมันทำให้
ส่วนมากเชื่อว่า ทหารยิงไปร้อยศพ กับบาดเจ็บนับพัน เพื่อ ป้องกันตัว
(ทั้งๆที่ คนที่ตายคนเจ็บ ไม่มีอาวุธซักคน
ทหารเห็นพวกติดอาวุธ แต่ยิงพลาดหมดโดนแต่คนมือเปล่า?
หรือว่า ไม่มีพวกติดอาวุธ แต่ทหารยิงมันดะ?)
ส่วนมากเชื่อว่า คนที่ตาย ไม่ได้ถูกทหารยิง
(ทั้งๆที่ ทหารเกือบแสนยึดพื้นที่ไว้หมด
และทั้งๆที่ ทหารมีอาวุธครบมือ เบิกกระสุนมาเป็นล้านๆนัด
ไอ้ที่ตายเป็นร้อย เจ็บหลายพัน ไม่ใช่กระสุนทหารซักนัด?)
ไหนจะผลการเลือกตั้งอีก
แต่เชื่อไหมครับว่า อภิสิทธิ ที่ได้เปรียบมากมายขนาดนี้แล้ว
ก็ยังไม่กล้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่
ทำไมใจมดขนาดนั้น ผมก็ไม่เข้าใจ
ดวงท่านทักษิณ ชินวัตร..ย่างเข้าปีที่ 62

เมื่อช่วงอายุย่าง ๖๑ ปีที่ผ่านมา
ของท่านทักษิณ ชินวัตร ได้เกิดความผิดพลาดในการออกคำพยากรณ์ของดิฉัน
เพราะเห็นว่าดาวพฤหัส(๕)เป็นมนตรีจร
และเป็นปัสวะเกณฑ์กับลัคน์ที่ราศีพฤษภ(ในช่วงที่พฤหัสอยู่ที่ราศีกุมภ์)
พฤหัสนั้นเป็นดาวมูละเดิมของเจ้าชะตา
มูละนั้นหมายถึง บ้าน ที่อยู่ที่อาศัย หลักฐานฐานะ อสังหาริมทรัพย์
เมื่อเป็นมนตรีจรจึงให้คุณแก่เจ้าชะตา มีหลักฐานฐานะ ได้ถิ่นที่อยู่ใหม่ ที่ดี,
ดิฉันจึงออกคำพยากรณ์ไปว่า
คุณทักษิณจะต้องได้กลับบ้านอย่างแน่นอน
โดยลืมพิจารณาดาวร้ายบาปเคราะห์
ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าดาวพฤหัสศุภเคราะห์ คือ ดาวราหู(๘)
ซึ่งเป็นกาลกิณีจรมาจากภพพันธุของตนุเศษ
อันภพพันธุนั้นย่อมหมายถึงญาติวงศ์พงษาและถิ่นกำเนิด
เมื่อเป็นกาลกิณีจร
นอกจากจะมีปัญหาอันเนื่องมาจากญาติพี่น้องแล้ว
จึงหมายถึงถิ่นกำเนิดด้วยนั่นเอง
เมื่อไม่ได้พิจารณาดวงจรตรงจุดนี้ให้ถี่ถ้วน
จึงเกิดข้อผิดพลาดในการพยากรณ์ขึ้น
ซึ่งดิฉันขอน้อมรับไว้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ
และจะได้จดจำไว้เป็นสถิติ เป็นบทเรียนในการพยากรณ์ครั้งต่อๆไป…..
หลังจากวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓
คุณทักษิณจะมีอายุครบ ๖๑ ปี ย่างเข้าปีที่ ๖๒
อายุตกภูมิอาทิตย์ (๑)
ดาวเดชเดิมคือดาวพุธ(๔)เป็นศรีจร
ดาวราหู(๘) บาปเคราะห์ใหญ่
ซึ่งเป็นกาลกิณีจรเมื่อช่วงที่ผ่านมา(ช่วงอายุย่าง ๖๑ ปี)
ก็จะกลายเป็นมนตรี
ราหูนี้เป็นดาวอุตสาหะเดิม หมายความว่าการกระทำ
หรือความพยายามใดๆที่ปีที่แล้วไม่เป็นผล
ปีนี้จะกลับกลายเป็นให้คุณแก่เจ้าชะตา
(หมายถึงหลังจากวันเกิด ๒๖ กรกฏาคม ๒๕๕๓)
นอกจากนี้ดาวราหู(๘)ยังมาจากภพพันธุของตนุเศษ หมายถึง
ญาติพี่น้อง, ความขัดแย้งหรือปัญหาใดๆที่มาจากญาติจึงคลี่คลายลงได้
ดาวพฤหัสจรก็ยังอยู่ที่ราศีมีนเป็นเกษตร ภพลาภะของลัคนา สัมพันธ์ดีกับตนุเศษ
รายได้ของที่มาจากทรัพย์ในดินจึงไหลมาเทมาอย่างมหาศาล
เพราะพฤหัสมาจากเรือนกดุมภะ(หมายถึงการเงิน)
และพฤหัสนั้นเป็นธาตุดิน และยังจรอยู่ที่ราศีมีนไปจนถึงต้นปี ๒๕๕๔
ในช่วงระยะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงระยะดังกล่าวจึงให้คุณเต็มที่
ถึงแม้ว่าดาวราหู(๘)ยังไม่ย้ายจากราศีธนูตรึงอยู่ในภพกดุมภะ(การเงิน)
ของตนุเศษก็ตามแต่ก็ไม่ได้มีสถานะที่เสียมากมายอะไรนัก
ยกเว้นความเป็นดาวบาปเคราะห์ที่ให้โทษ
ในลักษณะราหูค้นทรัพย์เท่านั้นเอง(อยู่ในภพที่ ๒ ภพการเงิน)
ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับเมื่อช่วงอายุปีที่ผ่านมา
ซึ่งความเป็นกาลกิณีจรของดาวอุตสาหะเดิม
ทำให้ต้องเสียทรัพย์ก้อนโตอย่างที่ไม่ควรเสีย
นอกเหนือไปจากการถูกอายัดทรัพย์สินอย่างที่เป็นข่าวที่ผ่านมา
ว่าที่จริงแล้ว ถ้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา
ดวงของคุณทักษิณ ชินวัตร กับดวงเมืองกรุงเทพฯ
ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นดวงประเทศไทยนั้น ไม่ได้สัมพันธ์
หรือสมพงษ์กันเท่าใดนัก
เพราะดวงเมืองฯ ดาวพฤหัส(๕) (หมายถึงผู้ปกครองหรือผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศ)
ร่วมกับดาวกาลกิณีอยู่ หมายความว่า
ผู้ที่จะปกครองประเทศได้อย่างยาวนาน
ไม่ว่าจากอดีตหรือปัจจุบันล้วนมีวิธีการปกครองแบบครึ่งพระครึ่งโจรทั้งสิ้น
ผู้ปกครองคนดีๆจึงหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ยิ่งเมื่อดวงเมืองเข้าวัยราหู
ซึ่งเป็นวัยบาปเคราะห์ร่วมกับดาวศุกร์
ซึ่งเป็นกาลกิณีแก่พื้นดวงเดิมด้วยแล้ว
ดวงประเทศที่ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ทำให้ผู้นำประเทศที่ดีๆมีอันต้องระเหเร่ร่อนไป
หากต้องการผู้ปกครองที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความศิวิไลซ์อย่างแท้จริง
ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงชะตาเมืองอย่างขนานใหญ่
และมีความเป็นไปได้ในช่วงวัยราหู ( ๒๒๕ – ๒๓๓ ปี ๔ เดือน ) นี่แหละ
เพราะถือว่าดวงเมืองตกต่ำอย่างสุดขีดแล้ว
ช่วงที่รัฐประหาร ๑๙ กย. ๒๕๔๙ ก็เป็นช่วงที่ย่างเข้าปีที่ ๒๒๕ ของดวงเมือง
หลังจากนั้นรัฐบาลขุนทหารภายใต้การนำของอมาตยาก็ตีปีกกันได้อยู่เพียงระยะเดียว
หลังจากวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐ ดวงเมืองก็เข้าสู่วัยราหูเต็มๆ จมดิ่งสู่ความหายนะ
สำหรับรายละเอียดต่อจากนี้ (ดวงเมืองครึ่งหลังปี 53)
ดิฉันขอยกเอาไปเขียนเป็นวันสุดท้าย ส่งท้ายวันอำลาประชาไทนะคะ
astute
สุขสันต์วันเกิดค่ะ ท่านทักษิณ ชินวัตร






Uploaded with ImageShack.us http://imageshack.us/วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดท่านผู้นำในดวงใจ
ขอให้มีแต่สิ่งดีๆกับทุกๆท่านนะคะ
เสื้อแดงเบิร์ธเดย์ทักษิณนอกเขตฉุกเฉินที่เยอรมัน

โดย Rojana Treiling รายงานจากเยอรมนี
26 กรกฎาคม 2553


เนื่องในวันครบรอบวันเกิด62ปี ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในดวงใจของประชาชน
ชาวบ้านคนไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
แสดงกตเวที ด้วยการระลึกถึง
และทำบุญอุทิศส่วนกุศลร่วมกัน ณ แคว้น ไรน์แลนด์ฟาลซ์
โดยคุณ"แดงแจ๊ด"บริการเอื้อเฟื้อสถานที่
และเป็นศูนย์อำนวยการประกอบกิจกรรม
มีหลายกลุ่มจากแคว้นต่าง ๆ มาร่วมทำบุญ
บางคนทำเค้กผลไม้หน้าร้อนมาร่วมอวยพร
บางกลุ่มเดินทางไกลมาจากเมือง ฮัมบวร์ก ภาคเหนือสุด
บางคนเดินทางมาจากนครเบอร์ลินตั้งแต่วันเสาร์
ล้วนจุดหมายเดียวกัน มาร่วมกัน
ตั้งจิตอธิษฐานอวยพรวันเกิดแด่ท่าน นายกฯทักษิณ ชินวัตร
หลังจากนี้ทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ด
นปช.สัญจร ก็ได้ฤกษ์ พบกันที่ (Marienplatz) ประเทศเยอรมนี
ในโอกาสนี้ขอเชิญชวนเสื้อแดงไทยในยุโรป
เรามีนัดวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม เวลา 16.00น.เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเข้าร่วมงานได้ที่ คุณแดงแจ๊ด 0151/51232320
"ชนบทไทย" ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ?
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ "ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร"
อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นำเสนองานวิจัยศึกษา เรื่อง "จุดเปลี่ยนชนบทไทย"
ความน่าสนใจของงานวิจัยทีม ดร.ยุกติก็คือ การเปิดโฉมหน้าชนบทไทย ที่ทีมวิจัยเรียกว่า "ชนบทใหม่"
ดร.ยุกติเปิดภาพว่า "ชนบทใหม่" มีตัวแบบหลายตัวแบบ
แต่ตัวแบบที่ถูกพูดถึงมากในสังคมไทยก็คือ ตัวแบบชุมชนท้องถิ่น
ที่อาจจะมองว่าชนบทถูกทุนนิยมทำลาย หรือสูญเสียพลังท้องถิ่นดั้งเดิม
อีกแบบคือ ชุมชนท้องถิ่นอุปถัมภ์ ซึ่งจะพ่วงมาด้วยความคิดทางการเมือง เช่น
การเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งผู้อุปถัมภ์ไม่ใช่การเลือกตั้งผู้แทนฯ
แล้วการเลือกตั้งไม่สะท้อนนโยบายแต่เป็นการเลือกบุคคล เลือกพรรคมากกว่า
แต่ปัจจุบัน หลังพฤษภาคม 2535 และหลังรัฐธรรมนูญ 2540 กระทั่งการนำมาสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่
หลังการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ทีมวิจัยมองว่าเราไม่สามารถเข้าใจ ด้วยตัวแบบเก่า ต่อไป
เพราะตัวแบบชนชั้นกลางเดิมที่เราเข้าใจ ไม่สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังได้อีกต่อไป
ฉะนั้น งานวิจัยสรุปว่าการเมืองไทยหลังพฤษภาคม 2535 เกิดชนชั้นกลางเก่า
ซึ่งเป็นฐานมวลชนของคนเสื้อเหลือง ส่วนชนชั้นกลางใหม่เป็นฐานมวลชนของคนเสื้อแดง
อาจารย์ยุกติชี้ว่า ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ชนบทใหม่มีลักษณะท้องถิ่นนิยมกับการเมืองไทยเกิดขึ้น
ฉะนั้น เราไม่สามารถมองข้ามได้ว่า
พรรคการเมืองหรือนโยบายของพรรค การเมือง ไม่มีผลกับชีวิตของผู้คน มีผล
แต่มีผลเป็นหย่อม ๆ (เท่านั้น) แต่ถามว่า ใครคือชนชั้นกลางที่ว่านี้
คำตอบก็คือ เป็นคน "ยอดหญ้า" ไม่ใช่รากหญ้า หรือไม่ใช่เป็นคนที่จน
แต่คนกลุ่มนี้มีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ถูกกระทำ ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งไม่ใช่เป็นประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นประเด็นด้านการเมือง
ผมใช้คำว่า ประชดตนว่าเป็น "ไพร่" แต่หลายคนไม่ได้เป็นไพร่ในความหมายที่แท้จริง
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการก็คือ ชนชั้นกลางใหม่
จริง ๆ แล้วเป็น "พลเมืองโลกในหมู่บ้าน" อย่างที่ ศ.ชาร์ลส์ คายส์ ให้ความหมายไว้ ซึ่งก็คือ
เขายังมีลักษณะเชิงท้องถิ่น มีความผูกพันกับท้องถิ่นอยู่
แต่เขามีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น
และไม่ใช่โลกเฉพาะที่อยู่ในเมือง เท่านั้น แต่เป็นโลกที่ไกลออกไปด้วย
อาจารย์ยุกติสรุปว่า ฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วนของ "ชนบทใหม่"
ขณะที่พลวัต ทางเศรษฐกิจและการเมืองท้องถิ่นได้เปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจการเมืองให้กับคนในชนบทมากขึ้น
และต้องการการเมืองของการเลือกตั้ง
โดยไม่แบ่งสีที่สำคัญ ชาวชนบทไม่สามารถกลับไสูดอากาศประชาธิปไตยน้ำเน่าได้อีกต่อไป หมายความว่า
การเมืองที่ผ่านมา อย่างน้อยในช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ให้อากาศแบบใหม่กับคนในชนบท
เพราะการเมืองระบบเลือกตั้งได้สถาปนาตัวเอง เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ในท้องถิ่นไปแล้ว
ซึ่งอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อ่านงานวิจัยของผมแล้วบอกว่า "ไม่เชื่อว่ามีชนบทไทยอีกต่อไปแล้ว"
บุญส่ง ชเลธร การกลับมาของปีกแดงในดงเหลือง "ผมไม่มีประสบการณ์เล่นเกมการเมือง"
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
การกลับมาของปีกแดง อดีต 1 ใน 13 กบฏเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 14 ตุลา 2516
ย่อมมีเพื่อนพ้องน้องพี่อยู่ในสังกัด 2 ขั้ว 2 ค่าย ทั้งสีแดง-สีเหลือง
ทั้งฝ่าย นปช.และฝ่ายพันธมิตร
บุญส่ง ชเลธร เพิ่งได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางการเมืองไทยได้ 3 สัปดาห์ หลังจากใช้ชีวิตในสวีเดน 30 ปี
ประสบการณ์ส่วนตัวในต่างแดน ทำให้ "บุญส่ง" รู้สึกคุ้นเคยกับเค้าโครงเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ
หลังจากตระเวนไปพบเพื่อน-ปีกแดง "วีระ มุสิกพงศ์" ที่เรือนจำ
และเข้าไปที่พรรคเพื่อไทยเพื่อสนทนากับ "สมาน เลิศวงศ์รัฐ" อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน
เขาเปิดใจกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ทั้งเรื่องเพื่อน-การเมือง และพันธะแห่งมิตร
- ในฐานะที่มีเพื่อนอยู่ 2 ขั้ว มองความหวังเรื่องแผนปรองดองของรัฐบาลอย่างไร
ในแง่ของความเป็นเพื่อน ก็แยกเป็นเรื่องหนึ่ง
เพราะผมมีเพื่อนทั้ง 2 ฝ่าย แต่ไม่อยากตัดสินเรื่องความถูกต้อง
เพราะมีการพูดมาเยอะแล้ว อยากให้สถานการณ์คลี่คลายเอง
แต่การปรองดอง หมายถึงทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมปรองดอง
สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันการปรองดองอย่างเป็นนามธรรมแบบนี้คงไม่สำเร็จ
ต้องทำให้ความจริงปรากฏจะรู้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด ถ้าเห็นความจริงแล้วก็มีโอกาสเกิดความปรองดอง
- แต่ความจริงการต่อสู้ของแต่ละฝ่ายอุดมการณ์ไม่เหมือนกัน
ใช่...เป็นเรื่องนามธรรม ความจริงของทั้ง 2 ฝ่ายไม่เหมือนกัน
ความจริงของอีกคนหนึ่งอาจจะเป็นความเท็จของอีกคนหนึ่ง
แต่ผมและคนอีกจำนวนไม่น้อย
ก็ไม่ได้ไปมีส่วนร่วมในการกระพือให้เกิดความ ขัดแย้ง ให้มากไปกว่านี้
ในสังคมไทยมีคนต้องการความสงบสุขมากมายมหาศาล
คนเหล่านี้ต้องมาช่วยกันสร้างบรรยากาศใหม่ขึ้นมา
- เป็นความขัดแย้งรุนแรงเพราะผลประโยชน์ขัดกัน ไม่ใช่เพียงคิดต่างกัน
ผมคิดว่าต้องมีไม้บรรทัดวัด ต้องมีกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายมาเป็นตัวพิจารณา
แม้กฎหมายบางข้อ จะมีปัญหา แต่ถ้าเอาคนมาเถียงกัน
เรื่องอันไหนถูกอันไหนผิด ก็นั่งเถียงกันไม่จบ
ผมเชื่อในระบบกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ผู้รักษากฎหมายต้องรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่วนที่ถูกมองว่า 2 มาตรฐานนั้นเป็นเพราะคนไม่รักษากฎหมายมากกว่า
ตอนนี้ทั้ง 2 ฝ่ายมีคำอธิบายหมดแล้ว
ถ้าผมโดดไปคลุกด้วยก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ในส่วนผมก้าวข้ามจุดนั้นแล้ว
ในต่างประเทศ เช่น สวีเดน เวลาเดินขบวนเขาไม่ได้กดดันเอาชนะรัฐบาล
เพราะอำนาจรัฐมาอย่างถูกต้อง มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้วไม่มีการซื้อเสียงขายเสียง
เพราะฉะนั้นเขามั่นใจในอำนาจรัฐ
และเขาเชื่อมั่นว่าเขาเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐได้ในการเลือกตั้งสมัยต่อไป
- การชุมนุมในเมืองไทย ไม่ว่าฝ่ายไหนก็อ้างการสูญเสียชีวิตคนในการต่อสู้
คนไทยคิดเรื่องเกมแพ้-ชนะสูงมาก ทุกฝ่ายก็จะอ้างความสูญเสียนี้เพื่อมา ปลุกระดมต่อ
- เตรียมเข้าสู่ระบบการเมืองโดยการลงเลือกตั้งในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองใหม่
ผมไม่มีประสบการณ์เรื่องเล่นเกมการเมือง...
ผมเห็นด้วยอย่างสูงมากกับคำวิจารณ์เรื่องการเมืองเก่าว่านักการเมืองไร้จริยธรรม น้ำเน่า ซื้อเสียง
เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ดูถูก เหยียดหยามประชาชน
ผมเห็นด้วยว่า การเมืองต้องมีการปรับปรุงแก้ไข
- พรรคการเมืองใหม่ถูกมองว่าปกป้องโครงสร้างอนุรักษนิยมระบบเก่า
ปัญหาคือทุกพรรคก็โดนวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามเหมือนกันหมด
ไม่มีพรรคที่บริสุทธิ์ผุดผ่องโดยไม่มีคำวิจารณ์
แต่มันอยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าเรามีความ เชื่ออย่างไร สามารถผลักดันอะไรได้
และผมเชื่อว่าผมผลักดันอะไรได้พอ สมควร
- มองการเมืองไทยกำลังเดินมาถึงจุดไหน
จุดชุลมุน รออีกนิดหนึ่ง ผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฝุ่นตลบขนาดนี้
สมัยก่อนตอนหนุ่ม ๆ ก็พูดกันว่า
อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน แต่สมัยนี้ มาถึงวันนี้ มันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องแล้ว
ในอดีตไม่ซับซ้อนเท่าสมัยนี้ ช่วงนั้น (ยุค 14 ตุลา) ประชาชนต่อสู้กับทหารชัดเจน
แต่ปัจจุบันมีเงื่อนไขอื่นสลับซับซ้อนมาก
แต่เสรีภาพในการแสดงออกก็มีสูงมาก พูดได้เกือบทุกเรื่อง
- เนื้อหานโยบายที่จะผลักดันในพรรค การเมืองใหม่
ตอนนี้ผมจับเรื่องรัฐสวัสดิการแต่จะประยุกต์ เรียกว่า "ชุมชนสวัสดิการ"
ทำให้องค์กรชุมชนเข้มแข็งหาเงินเอง ส่วนภาครัฐต้องให้การสนับสนุนบางส่วน
ในท้องถิ่นไม่ได้เน้นการเก็บภาษีแต่เน้นการช่วยเหลือตัวเอง มีธนาคารชุมชนโดยรัฐสนับสนุนส่วนหนึ่ง
ที่รัฐบาลทำตอนนี้ยังไม่เป็นรัฐสวัสดิการ
เพราะรัฐสวัสดิการที่ดีต้องเก็บภาษีสูง ส่วนตัวมองว่าเป็นการหาเสียงระยะสั้นเท่านั้น
เพราะสิ่งที่เขาเสนอขึ้นมาไม่ได้มาจากความเรียกร้องต้องการของประชาชน
นโยบายประชานิยมไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน
เพราะเปลี่ยนไปตามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่เปลี่ยนแปลงไป
และทำให้ประชาชนรอรับความเมตตาปรานีที่รัฐจะลดแลกแจกแถม
แต่รัฐสวัสดิการจะมองถึงอนาคตของลูกหลาน ประชาชนจะรู้สึกว่า
สิ่งที่เขาได้รับเป็นสิทธิที่เขาพึงได้รับ ไม่ใช่การติดค้างหนี้บุญคุณ
คือถ้าเป็นพรรคการเมืองระบบเก่า จะมีความซับซ้อนของระบบอาวุโสในพรรคเยอะ
มีความอุ้ยอ้ายของคนเยอะ
ระบบอาวุโสคุณมาก่อนผมมาทีหลัง การที่จะแสดงความคิดเห็นไม่ใช่เรื่องง่าย นะครับ
- ภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองใหม่ เป็นพรรคแบบไหน
เป็นพรรคการเมืองที่ยากจนมากไม่มีเงิน แต่ข้อดีคือเป็นคนหนุ่มสาวทั้งนั้นมีพลัง อันนี้คือ
ที่ผมชอบ และเชื่อว่าโดยจิตใจที่มุ่งมั่นเขาจะสามารถพัฒนาตัวเองได้
เขาเสนอตัวจะลง ส.ก. ส.ข.สมัยหน้า เป็นการลงสนามการเมืองจริง ๆ ครั้งแรกด้วย หลังจากตั้งท่ามานาน
- คิดว่าพรรคนี้จะสามารถแย่งฐาน คะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่
พูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่งั้นก็ไม่ต้องมีพรรคการเมืองใหม่
ถ้ากลัวจะแย่ง คะแนนเสียงประชาธิปัตย์อยู่ตลอดเวลา
แต่ประชาชนต้องมีทางเลือก
เลือก ประชาธิปัตย์ก็ได้ เลือกเพื่อไทยก็ได้ เลือกชาติไทยพัฒนาก็ได้ เลือกพรรคการเมืองใหม่ก็ได้
ผมว่าประชาชนต้องมีสิทธิเลือก
ในเมื่อมีสิทธิเลือกก็ต้องเอาชนะกันด้วยนโยบายการทำงาน อยากให้เป็นการ แข่งขันกันตามกติกา
สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นขึ้นมาได้ การแข่งขันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องร้ายแรงหรืออัปลักษณ์
เราได้ทำดีที่สุด ถ้าเขาเลือกเราก็ทำหน้าที่
แต่ถ้าเขาไม่เลือกก็อาจเป็นเพราะ ยังไม่รู้จักเราดี ก็ไม่เป็นไรเพราะงาน การเมืองไม่ได้จบอยู่แค่นี้
ห้ามตะโกน-ห้ามชูป้าย
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
มีคนอีกส่วนหนึ่ง ที่สนับสนุนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้อำนาจเด็ดขาดในการควบคุมสังคม เพื่อให้เกิดความสงบ
*เพราะเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ ว่าม็อบแดงเป็นผู้ก่อการร้าย*
คนจำนวนนี้จึงเห็นดีเห็นงามกับการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกทั้งไม่เห็นว่าประชาชนทั่วไปจะถูกละเมิดสิทธิอะไร
ไม่ว่าจะรักหรือจะชังรัฐบาลนี้ก็ตาม
แต่ถ้ายึดในหลักประชาธิปไตย ต้องมองออกว่า พ.ร.ก.นี้เป็นเครื่องมือในการละเมิดสิทธิ์ของคนที่คิดต่างกับรัฐบาลอย่างรุนแรง
คนคิดต่าง ที่ไม่ใช้แนวทางรุนแรง ไม่ได้ก่อม็อบยึดถนนด้วยซ้ำ!
แค่ร้องตะโกนที่ราชประสงค์
โดนหิ้วตัวราวเป็นโจรร้าย เอาไปปรับข้อหาส่งเสียงดัง
แค่นักเรียนนักศึกษาชูป้ายคัดค้านพ.ร.ก.ที่เชียงราย
*ตอนนี้มีการอาศัยอำนาจพ.ร.ก.เรียกมารายงานตัว ขู่เข็ญ กระทั่งเตรียมจะส่งเข้าสถานพินิจ*
ถ้ามีจิตใจประชาธิปไตยจริง มีจุดยืนในหลักสิทธิเสรีภาพจริง
ต่อให้รักมาร์คแค่ไหน ต้องไม่ยอมรับการใช้อำนาจล้นฟ้าอย่างบ้าระห่ำเช่นนี้!
พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงเป็นเครื่องมืออัปยศ ที่ทำลายจิตใจและสิทธิประชาชน
ประจานไปทั่วโลกถึงความเป็นบ้านเมืองป่าเถื่อนล้าหลัง
ภายใต้รัฐบาลที่เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ
กล่าวเฉพาะกรณีนักเรียนนักศึกษาที่เชียงราย
คล้ายกับว่ารัฐบาลนี้อยากให้เยาวชนหลงระเริงไร้สาระ
มากกว่าจะเป็นคนหนุ่มสาวที่สนใจปัญหาบ้านเมือง
นายกฯ จะอ้างไม่รู้เห็นไม่ได้ เพราะแม้แต่กรรมการสิทธิฯ ก็ออกมาแถลงติติงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ
แถมยังมีการเปิดโปงวิชามาร
เมื่อนายทหารในพื้นที่เกลี้ยกล่อมเด็กเหล่านี้ว่า
ถ้ายอมซัดแกนนำเสื้อแดงเป็นคนว่าจ้างจะปล่อยตัวพ้นข้อหา
เป้าหมายก็แค่นี้แหละ คือโยงแกนนำนปช. ยัดข้อหาก่อการร้าย
เหมือนกับที่ดีเอสไอไปไล่จับนายหรั่ง ไล่จับสิบตรีป๊อด เพื่อยัดว่าเป็นมือยิงเอ็ม 79
*ยิ่งมีพ.ร.ก. ยิ่งรัฐบาลใช้อำนาจมาก ยิ่งเพิ่มแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลขยายไปเรื่อยๆ*
จากนปช. ชาวรากหญ้า บัดนี้ปัญญาชนเริ่มรับไม่ได้กับรัฐบาลนี้มากขึ้นๆ
อดีตนายกฯ อานันท์ที่เห็นอกเห็นใจกันเต็มที่ ยังต้องออกตัว!
ละเมิดสิทธิ์
ที่มา ข่าวสด
มีหลายคนออกมาแสดงความเห็นว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรยกเลิกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ องค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั้งในไทยและต่างประเทศ
ปลัดกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ
ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นกฎหมายที่คุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง !
หรือแม้แต่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกฯและรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
สมัยรัฐบาลขิงแก่แท้ๆ ก็เรียกร้องให้นายกฯมาร์คเลิกกฎหมายพิเศษนี้เสีย
ให้เหตุผลว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน !
จะมีก็แต่นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)
ซึ่งเสนอแนะให้รัฐบาลเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเช่นกัน
แต่เหตุผลแตกต่างกับคนอื่นๆ บอกว่าอยากให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น
ไม่ใช่เรื่องผิดที่อยากให้บรรยากาศบ้านเมืองดีขึ้น
แต่แปลกใจทำไมไม่หยิบเหตุผลเรื่องการถูกละเมิดสิทธิ์ขึ้นมาด้วย !?
เพราะคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ถูกวางไว้ให้เป็นผู้เขียนพิมพ์เขียวประเทศไทยในอนาคต
กลับมองข้ามเรื่องที่ประชาชนโดนละเมิดสิทธิ์ไปง่ายๆ
อยากให้คณะกรรมการชุดนี้ไปดูไปสัมผัสคนที่ได้รับผลกระทบจากพ.ร.ก.เผด็จการบ้าง
ทั้ง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดนศอฉ.จับเพราะไปผูกริบบิ้นแดงที่ป้ายราชประสงค์
นายนที สรวารี ยืนตะโกนแสดงความในใจว่า "ที่นี่มีคนตาย" ก็โดนตำรวจล็อกไปจับปรับ
นายวสันต์ สายรัศมี หนุ่มกู้ภัยที่ออกมาทวงความยุติธรรมให้เพื่อน 4 ศพก็โดนหมายเรียกศอฉ.เช่นกัน
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ
5 น.ศ.ถือป้ายต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เชียงราย โดนดำเนินคดีรวด
ไม่เว้นแม้แต่นักเรียน ม.5 วัยแค่ 16 ปี ตำรวจจับส่งสถานพินิจ
ถามว่าการแสดงความเห็นของเด็กอายุแค่ 16 ปีที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายเผด็จการ
มันร้ายแรงถึงขั้นต้องจับกุมเลยหรือ !?
แต่ไม่ว่าสังคมจะคัดค้านกันยังไง นายกฯมาร์คก็ไม่รับฟังอยู่ดี เพราะยังยืนกรานไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดยให้สัมภาษณ์ราวกับว่าเรื่องละเมิดสิทธิ์เป็นแค่ข่าวโคมลอย เป็นข้ออ้างของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล
นายกฯลืมไปหรือเปล่าว่าความจริงการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น
ตั้งแต่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว
และละเมิดมาเรื่อยๆ จนถึงการใช้กำลังทหารปราบปรามม็อบเสื้อแดง !!
มีการเสียชีวิตจริงๆ 90 ศพ บาดเจ็บจริงๆ เกือบ 2 พันคน
เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากน้ำมือรัฐบาลชุดนี้
แต่นายกฯไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบตรงนี้เลย
แม้แต่คำว่า "ขอโทษ" ก็ไม่เคยเล็ดลอดจากปาก
อย่าเดินคด
ที่มา ข่าวสด
มีข้อสงสัยและคำถามถึงมาตรฐานในกระบวนการทำคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ในการทำคดีข้อหาก่อการร้ายกับนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือหรั่ง
ตั้งแต่การระบุว่าผู้ต้องหามีความเกี่ยวพันกับความผิดถึง 8 คดี
โดยที่ผู้ต้องหายังมิได้ให้การใดๆ หรือไม่รับสารภาพ
และยังมิได้มีการแสดงหลักฐานหรือข้อมูลใดๆ
ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาเกี่ยวพันกับความผิดที่ถูกระบุเอาไว้จริง
ล่าสุด ยังระบุว่าพร้อมจะกันตัวมารดาและภรรยาของผู้ต้องหาเอาไว้เป็นพยาน
แลกกับการที่จะให้ผู้ต้องหารับสารภาพตามข้อหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษระบุเอาไว้
ประเด็นที่จะต้องพิจารณามีอยู่ว่า
หากกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่ามารดาและภรรยาของผู้ต้องหา มีความเกี่ยวข้องกับคดี อาทิ
เป็นผู้รับประโยชน์จากการซื้อขายอาวุธจริง
แม้พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจในการกันตัวผู้สมรู้ร่วมคิดเป็นพยาน
เพื่อประโยชน์ของการดำเนินคดี
แต่ที่จะต้องพิจารณาเป็นเบื้องต้นก็คือ
ภรรยาและมารดาของนายสุรชัยมีส่วนร่วมในคดีที่ถูกระบุถึงจริงหรือไม่
และถึงหากทั้งสองตกเป็นผู้ต้องหาหรือผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย
ก็ยังมีคำถามว่าสมควรหรือไม่ที่จะใช้วิธีการ "ต่อรอง" กับผู้ต้องหาสำคัญ
แน่ใจหรือว่าข้อมูลที่ได้จากการต่อรองเช่นนี้คือข้อมูลที่แท้จริง
เพราะหากมั่นใจในข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดเลย
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องใช้วิธีการนอกรูปแบบ
เพื่อ "รีด" เอาคำสารภาพจากผู้ต้องหาให้มามัดตัวเองหรือโยงไปสู่บุคคลอื่นๆ ที่ต้องการ
และเพราะวิธีการดำเนินคดีที่ "ล้ำเส้น" ของความเป็นพนักงานสอบสวนที่ดีนี่เอง
ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเอากับความเที่ยงตรงชอบธรรมของกรมสอบสวนคดีพิเศษเอง
ในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ล่อแหลม
ในสถานการณ์ที่ความยุติธรรมความตรงไปตรงมาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา
หรือสร้างความสมานฉันท์
การกระทำอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้มีแต่จะก่อปัญหายิ่งขึ้นกว่าเดิม

