WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 1, 2010

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : บทเรียนจากการเคลื่อนไหวพฤษภาคม 2553 (1)

ที่มา ประชาไท


การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยในช่วงมีนาคม-พฤษภาคม 2553 เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย แม้จะยุติลงด้วยการสังหารหมู่ประชาชนอย่างโหดเหี้ยม เป็นความเสียหายครั้งใหญ่ของฝ่ายประชาธิปไตยก็ตาม แต่ในวันข้างหน้า เมื่อประเทศไทยบรรลุถึงประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว ผู้คนก็จะหันกลับมามองและเห็นว่า การต่อสู้ในครั้งนี้มิได้สูญเปล่า หากแต่เป็นก้าวเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะของประชาธิปไตยในที่สุด

ขบวนการประชาธิปไตยได้เรียนรู้จากการเพลี่ยงพล้ำเมื่อ 12-14 เมษายน 2552 สรุปบทเรียน ศึกษาเรียนรู้ ขยายการรวมกลุ่มจัดตั้ง สามารถฟื้นตัวกลายเป็นพลังทางการเมืองที่เข้มแข็ง การเคลื่อนไหวที่ยืดเยื้อและยากลำบากเมื่อมีนาคม-พฤษภาคม 2553 แสดงให้เห็นว่า ในเวลาเพียงหนึ่งปี มวลชนได้ยกระดับขึ้นอย่างมากทั้งในด้านขวัญกำลังใจ ความรับรู้ ความทุ่มเทเด็ดเดี่ยว เสียสละ สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิกแพลง

แต่ในระหว่างนี้ ได้มีข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่องในประเด็นแนวทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทั้งแผ่นดิน” การสังหารหมู่ 19 พฤษภาคม 2553 ยิ่งทำให้มีข้อโต้แย้งที่แหลมคมมากขึ้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาจากผลสำเร็จและจุดอ่อนของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพื่อเป็นบทเรียนแก่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในขั้นต่อไป

1. ท่าทีของการวิจารณ์
ในเบื้องแรกต้องขีดเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกับฝ่ายประชาธิปไตย แกนนำ นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” เป็นฝ่ายประชาธิปไตย มีประวัติการต่อสู้ที่เสียสละและเสี่ยงอันตรายมายาวนาน ความผิดพลาดใดที่เกิดขึ้นยังคงเป็นความผิดพลาดของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นความผิดพลาดอันเกิดจากความจำกัดในความรับรู้ ประสบการณ์ ลักษณะเฉพาะบุคคล จากความไม่ชัดเจนของสถานการณ์เฉพาะหน้าและขีดจำกัดของภววิสัย

ท่าทีในการวิพากษ์วิจารณ์จึงควรกระทำอย่างมิตร แลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเพื่อให้ความรับรู้ตรงกัน วิจารณ์จุดอ่อนเพื่อสรุปบทเรียนอย่างถูกต้อง ไม่เอาความขัดแย้งส่วนบุคคลมาปะปน ยิ่งไม่ควรโจมตีกัน โยนความผิดทั้งหมดไปให้แกนนำโดยไม่จำแนก กระทั่งเอาข้อมูลเท็จและข่าวลือมาไส้ไคล้กัน แต่ต้องถือเอาประโยชน์ของขบวนการประชาธิปไตยโดยรวมเป็นที่ตั้ง เพื่อให้การเคลื่อนไหวได้พัฒนายกระดับ ไปบรรลุประชาธิปไตยที่แท้จริง

การสังหารหมู่ประชาชนครั้งใหญ่ในช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็นอาชญากรรมนองเลือดอีกครั้งหนึ่งที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้กระทำต่อประชาชนไทย แม้ว่าแกนนำและมวลชนอาจกระทำผิดพลาดทางการเมืองและยุทธศาสตร์ยุทธวิธีบางประการ แต่ประชาชนมาชุมนุมด้วยมือเปล่า อย่างสันติ เพียงเรียกร้องการยุบสภาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 2550 ฝ่ายเผด็จการไม่มีความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในการใช้กำลังรุนแรงเข่นฆ่าประชาชน และไม่มีความผิดพลาดใด ๆ ของแกนนำ นปช.ที่จะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลบล้างความจริงข้อนี้ได้

2. แนวทาง “สันติวิธี” กับเป้าหมายเฉพาะหน้า “ให้ยุบสภา”
นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้ประกาศยึดแนวทาง “สันติอหิงสา” มีเป้าหมายเฉพาะหน้าในการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ “ให้ยุบสภา” ทั้งหมดนี้ได้ถูกบางฝ่ายวิจารณ์ว่า “เป็นแนวทางปฏิรูป” และเสนอแย้งว่า “หนทางที่ถูกต้องคือ ต้องปฏิวัติ เปลี่ยนระบอบ” ข้อวิพากษ์นี้ผิดและสับสน โดยนำเอาลักษณะทั้งหมดของขบวนการประชาธิปไตยโดยรวม มาปะปนกับยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของขบวนการในแต่ละขั้นตอน เป็นการจับคู่ขัดแย้งแบบผิดฝาผิดตัว เอาสิ่งที่พวกเขาเสนอว่าเป็น “แนวทางปฏิวัติ” มาเป็นคู่ขัดแย้งกับแนวทางของ นปช.ที่พวกเขาตีตราว่าเป็น “แนวทางปฏิรูป”

ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มต้นเป็นเพียงขบวนการต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้องเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา แต่จากการเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยพัฒนาขยายเติบใหญ่ ยกระดับความรับรู้ถึงขั้นเข้าใจในรากเหง้าอุปสรรคที่แท้จริงของประชาธิปไตยในประเทศไทย กลายเป็นขบวนการที่มีการจัดตั้งและมีการนำในระดับหนึ่ง มีเป้าหมายที่มุ่งช่วงชิงประชาธิปไตยแท้จริงที่ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ทำให้การเคลื่อนไหวได้ยกระดับคุณภาพขึ้น จนมี “ลักษณะปฏิวัติประชาธิปไตย”

แต่การต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยนั้นมีหนทางยาวไกล ยืดเยื้อยาวนาน และยากลำบาก ต้องผ่านการต่อสู้หลายขั้นตอน แต่ละขั้นมีลักษณะ วิธีการ เป้าหมายเฉพาะหน้าและคำขวัญที่ต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับดุลกำลังเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตย ในปริบทนี้ “แนวทางสันติ” ของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เป็นมิติหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และถูกกำหนดจากเงื่อนไขเฉพาะคือ ฝ่ายเผด็จการเข้มแข็งอย่างยิ่ง เพียบพร้อมไปด้วยสรรพกำลังทางกฎหมาย อาวุธ และอุดมการณ์ ควบคุมพื้นที่ทางการเมืองและภูมิศาสตร์ไว้ทั้งหมด โดยยอมเปิดพื้นที่ทางการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ในทางตรงข้าม ฝ่ายประชาธิปไตยยังอ่อนเล็กและถูกปิดล้อมทางการเมือง ในสภาพการณ์เช่นนี้ หนทางการพัฒนาและเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยคือ ใช้ช่องทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เปิดอยู่ให้เป็นประโยชน์ เดิน “แนวทางสันติ” เคลื่อนไหวตามสภาพและโอกาส เพื่อสะสมกำลังและขยายตัว การเดินหนทางอื่นที่มิใช่สันติในสภาพการณ์เช่นนี้ มีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายประชาธิปไตย

ข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าให้ยุบสภาจึงมีความเหมาะสมกับดุลกำลังเปรียบเทียบในขณะนั้นที่เผด็จการยึดกุมกลไกรัฐ รัฐบาลและรัฐสภาไว้ได้อย่างเด็ดขาด เป็นข้อเรียกร้องขั้นต่ำสุดที่มิใช่ “แตกหักเผชิญหน้า” ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลหรือให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพียงแต่ให้มีการเลือกตั้งภายในกรอบรัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุผลและมีความชอบธรรม สามารถโน้มน้าวประชาชนจำนวนมากที่แม้จะลังเลแต่ยังมีจิตใจรักความเป็นธรรม ให้หันมาสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยได้

ผู้วิจารณ์บางคนกล่าวหาว่า แนวทางสันติและให้ยุบสภาเป็น “แนวทางปฏิรูป” คำถามคือ แล้วสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็น “แนวทางปฏิวัติ” คืออะไร? คำตอบหนึ่งที่ได้คือ “การเปลี่ยนจากระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยมาเป็นระบอบประชาธิปไตย”แต่ปัญหาคือ นิยาม “แนวทางปฏิวัติ” ที่ว่านี้ต่างจากเป้าหมายของ นปช. อย่างไร? นปช.แดงทั้งแผ่นดินมิได้กำลังต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยอยู่หรอกหรือ? ถ้าผู้วิจารณ์เหล่านี้ปฏิเสธการเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญหรือนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับปรุงใช้ใหม่ โดยกล่าวหาว่า เป็น “แนวทางปฏิรูป” แล้วพวกเขาจะให้ประชาชนต่อสู้อย่างไร?

บางคนอ้างถึง “แก้วสามประการ” ว่าเป็น “แนวทางปฏิวัติ” ทฤษฎี “แก้วสามประการ” เป็นบทเรียนที่สรุปมาจากประสบการณ์ในการปฏิวัติของจีน ประกอบด้วยพรรคปฏิวัติ กองกำลังติดอาวุธ และแนวร่วมทางการเมือง ทฤษฎีดังกล่าวเกิดขึ้นในปริบทเฉพาะของประเทศจีนยุค ค.ศ.1930-1949 ที่ตกอยู่ในสงครามกลางเมืองและการรุกรานจากต่างชาติ ผู้ปกครองดำเนินระบอบเผด็จการเต็มรูป ไม่มีช่องว่างทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้ฝ่ายต่อต้านได้เคลื่อนไหว ทั้งดำเนินนโยบายเข่นฆ่าจับกุมคุมขังประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผู้ที่อ้าง “แก้วสามประการ” ไม่มีความเข้าใจถึงรากฐานที่มาและปริบทดังกล่าว ไม่เข้าใจว่า สภาพการณ์ของประเทศไทยและลักษณะเฉพาะของขบวนการประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบันนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

แท้ที่จริง ผู้ที่เสนอทฤษฎี “แก้วสามประการ” กำลังใช้ทฤษฎีดังกล่าวเป็นเครื่องอำพรางความโน้มเอียงในทาง “การทหาร” ของตน ด้วยการประเมินอย่างผิดๆ ว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทยในขั้นปัจจุบัน “สุกงอม” แล้ว มองไม่เห็นความเป็นจริงเฉพาะหน้าที่ดุลกำลังทั้งทางการเมืองและการทหารของฝ่ายเผด็จการนั้นเหนือกว่าฝ่ายประชาธิปไตยอย่างที่ไม่มีทางเทียบกันได้ ความโน้มเอียงในทางทหารดังกล่าวอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวอย่าง “สุ่มเสี่ยง” เพ้อฝันที่จะใช้ยุทธวิธี “เผชิญหน้าแตกหัก” ในขั้นตอนปัจจุบันไปบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีแต่จะก่อความเสียหายให้แก่ฝ่ายประชาธิปไตยเอง

3. ประเมินความโหดร้ายของฝ่ายเผด็จการต่ำเกินไป
แกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน มีจุดอ่อนสำคัญคือ ประเมินความโหดร้ายของฝ่ายเผด็จการต่ำเกินไป แม้จะมีสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2553 แล้วว่า ฝ่ายเผด็จการได้ตระเตรียมแผนการและกำลังเพื่อการปราบปรามประชาชน

แกนนำบางส่วนเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า ฝ่ายเผด็จการจะไม่ใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างแน่นอนเนื่องจากได้เรียนรู้บทเรียนอดีตหลายครั้งแล้วว่า การใช้กำลังรุนแรงมีแต่จะทำให้ประชาชนยิ่งโกรธแค้น การต่อสู้ยิ่งลุกลามขยายออกไป ฉะนั้น หากฝ่ายประชาธิปไตยเคลื่อนไหวกดดันอย่างเหนียวแน่น ฝ่ายเผด็จการก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันมาประนีประนอมอ่อนข้อ (เช่น ด้วยการยุบสภา)

แกนนำอีกส่วนยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายเผด็จการจะใช้กำลังปราบปรามประชาชน แต่พวกเขายังคงยึดติดอยู่กับประสบการณ์จากกรณีนองเลือดพฤษภาคม 2535 โดยเชื่ออย่างลมๆ แล้งๆ ว่า หากฝ่ายเผด็จการลงมือปราบปรามประชาชน ความพยายามดังกล่าวจะล้มเหลว และในเมื่อไม่สามารถเอาชนะฝ่ายประชาชนในทางทหารได้อย่างเด็ดขาด เหตุการณ์ก็จะต้องคลี่คลายไปในรูปของ “พฤษภาคม 2535” ด้วยการประนีประนอมและถอยให้กับฝ่ายประชาธิปไตย (เช่น นายกรัฐมนตรีลาออก แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่) แกนนำส่วนนี้ไม่เข้าใจว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการในวันนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อพฤษภาคม 2535 เพราะในวันนี้เป็นการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ที่ชี้ขาดความอยู่รอดของฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และกระแสประชาธิปไตยทั้งในประเทศและทั่วโลก เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งที่ยิ่งใหญ่และมีลักษณะถึงที่สุดนับแต่ปี 2475 เป็นต้นมา จึงเป็นความขัดแย้งที่แหลมคมและไม่อาจประนีประนอมกันได้

ความล้มเหลวของฝ่ายเผด็จการในการใช้กำลังปราบปรามประชาชนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 กลับยิ่งไปตอกย้ำการประเมินที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงดังกล่าวทั้งในหมู่แกนนำและในหมู่มวลชนมากยิ่งขึ้น

กรณี 10 เมษายน 2553 ก่อให้เกิดความโกรธแค้นและมุ่งมั่นในหมู่มวลชนที่จะยืนหยัดต่อสู้ให้ถึงที่สุด และมีผลทางลบที่สำคัญคือ ทั้งแกนนำและมวลชนจำนวนมากประเมินภัยอันตรายจากฝ่ายเผด็จการต่ำลงไปอย่างมาก เกิดความเชื่อโดยทั่วไปว่า ฝ่ายเผด็จการได้ประสบความพ่ายแพ้ทางทหารและสูญเสียขวัญกำลังใจอย่างมาก จนไม่มีทางที่จะใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนได้อีก พวกเขาประเมินดุลกำลังทางการเมืองและการทหารของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไม่เป็นจริง เกิดกระแส “ความโน้มเอียงทางการทหาร” ขึ้นสูงทั้งในหมู่แกนนำและมวลชนบางส่วน และเมื่อฝ่ายรัฐบาลรุกกลับทางการเมืองด้วยการเสนอ “แผนปรองดองห้าข้อ” แกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ก็ต้องเผชิญกับคู่ความขัดแย้งใหญ่ทางยุทธศาสตร์ที่พวกเขาไม่สามารถแก้ให้ตกได้คือ ความขัดแย้งระหว่างการยึดแนวทางสันติและให้ยุบสภาในด้านหนึ่ง กับความต้องการของแกนนำบางส่วนและมวลชนที่มุ่งเผชิญหน้ากับเผด็จการโดยตรงและทันทีในอีกด้านหนึ่ง

การกระชับอำนาจรัฐ กับ การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของประชาชน

ที่มา ประชาไท

“ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน” เป็นทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วยาวนาน การกดขี่ไม่เคยนำมาซึ่งความว่างเปล่า ยิ่งมีแรงกดมากเท่าไร แรงต้านก็ยิ่งมากเท่านั้น การครอบงำอาจจะมาในรูปของการสร้างอำนาจนำ (Hegemony) ซึ่งถือว่าเป็นการครอบงำที่เนียนที่สุด เพราะเป็นการสร้างอุดมการณ์ที่ทำให้ผู้ถูกครอบงำเชื่อถือศรัทธา ไม่รู้สึกตัวว่ากำลังถูกครอบงำ และทำให้ผู้ที่ถูกครอบงำคิดว่าการเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ เป็นความเชื่อที่บริสุทธิ์ใจ เป็นความจริงที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี และเต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะ
การกระชับอำนาจรัฐอย่างเข้มข้นในขณะนี้ เราได้เห็นการขับเคลื่อนกลไกรัฐสองด้านชัดเจน ด้านแรก กลไกรัฐซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นทางการถูกหยิบฉวยใช้เพื่อสนับสนุนอุดมการณ์รัฐเต็มที่ แต่นั่นยังไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับสถาบันทางสังคมที่มีลักษณะไม่เป็นทางการ เช่น สมาคมผู้ผลิตโฆษณา สมาคมนักหนังสือพิมพ์ สภาหอการค้า เครือข่ายเอ็นจีโอ ค่ายเทป กลุ่มยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม กลุ่มศิลปิน ฯลฯ ที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนอุดมการณ์รัฐอย่างแข็งขัน
ตัวอย่างของการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของสถาบันที่ไม่เป็นทางการ



ภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “ขอโทษประเทศไทย” ผลงานของภาณุ อิงคะวัต และทีมงาน ถูกห้ามไม่ให้เผยแพร่ในฟรีทีวี แต่แพร่หลายในโลกออนไลน์ ใช้สัญลักษณ์ที่สื่อความหมายความเป็น "ชาติ" เช่น เพลงสามัคคีชุมนุม ธงชาติที่ขาดวิ่น ตึกถูกเผา ประกอบภาพเคลื่อนไหวที่แสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่างคนในชาติเสื้อเหลือง-เสื้อแดง พร้อมคำถามที่คิดว่าจะซื้อใจคนชั้นกลางที่ไม่มีสี เช่น เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า รุนแรงไปหรือเปล่า ฟังความข้างเดียวหรือเปล่า ทำหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า คิดถึงประชาชนหรือเปล่า โกงหรือเปล่า เอาเปรียบหรือเปล่า ให้ปัญญาประชาชนหรือเปล่า เสื่อมหรือเปล่า รักเงินมากกว่าความถูกต้องหรือเปล่า รอการช่วยเหลืออย่างเดียวหรือเปล่า ถ้าจะต้องมีคนผิด ก็คงเป็นเราทั้งหมดที่ผิด ขอโทษประเทศไทย และถ้าจะต้องแก้ไขก็ต้องเป็นเราคนไทยที่ต้องแก้ จดจำความสูญเสียนี้ไว้ แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลัง….ภาพยนตร์จับคู่ระหว่างคำถามกับภาพคนเสื้อแดงเพื่อสื่อความหมายว่า “คนเสื้อแดง” คือปัญหาของประเทศ



ภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “Bangkok Ablaze: เผากรุง 2553” ใช้สัญลักษณ์ที่ความเป็น "ชาติ" เช่น นักรบบางระจัน ธงชาติที่ขาดวิ่น เพลงปลุกใจ เพื่อประกอบสร้างความหมายผ่านภาพขาวดำว่า บัดนี้ชาติได้ถูกทำร้ายจากคนบางกลุ่ม แต่คนกลุ่มนั้นคือใคร? ภาพ “ตึกถูกเผา” ภาพ “ควันไฟลอยคลุ้งเหนือกรุงเทพ” แสดงให้เห็นความน่ากลัว น่าหดหู่…โดยไม่ต้องพูดออกมาตรงๆ ว่าใครกันคือ "ศัตรูของชาติ" เสียงของแกนนำเสื้อแดงที่ถูกเปิดแทรกเข้ามา ก็เท่ากับเฉลยนัยของคำถามว่า “ใครคือคนที่เผาตึก และการเผาตึกเท่ากับการทำลายชาติ”
ในอีกด้านหนึ่ง กลไกของรัฐที่ทำหน้าที่ด้านความมั่นคง เช่น ตำรวจ ศอฉ. ได้ทำการกระชับอำนาจในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนในโลกจริง ด้วยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่โทษของการละเมิดพ.ร.ก. มีความร้ายแรง “เป็นภัยต่อความมั่นคง” แต่ในทางปฏิบัติ กลับให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติตีความเองว่าการกระทำใดต่อไปนี้ ถือเป็นการละเมิดหรือไม่ เช่น การห้ามชุมนุมเกิน 5 คน หรือกระทำการใดเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือการทำให้แพร่หลาย ซึ่งหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร ผลก็คือมีผู้ถูกจับกุมในข้อหาผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินมากมายหลายพันคน ขณะที่หน่วยงานอย่างดีเอสไอ ทำการกระชับอำนาจการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนในโลกไซเบอร์ เมื่อการกระชับอำนาจรัฐเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในทุกด้าน ผลก็คือพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนได้หดแคบเข้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในอีกปีกหนึ่งของฟากรัฐ การตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปฯ ทั้งชุดของนายอานันท์-หมอประเวศได้เปิดเกมส์รุก เรียกร้องให้สังคมสมานฉันท์ ทั้งๆ ที่ยังอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัด และที่สำคัญ การจัดตั้งและดำเนินการของคณะกรรมการเหล่านี้ไม่ได้ถามความสมัครใจจากประชาชน สภาวการณ์ของการ “สมานฉันท์อย่างไม่สมัครใจ” จึงเป็นเรื่องผะอืดผะอมที่ฝ่ายผู้ผลักดันต้องใช้เหตุผลอย่างยิ่งยวดเพื่ออธิบายความชอบธรรมของตน ในขณะที่ฝ่ายที่ถูกเรียกร้องให้สมานฉันท์กลับถูกผลักให้กลายเป็นคนนอกที่ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ภายใต้การกระชับอำนาจอย่างเข้มข้นดังกล่าว ประชาชนจำนวนมาก ทั้งเสื้อแดง เสื้อไม่แดง รู้สึกว่าเสรีภาพและสิทธิตามรัฐธรรมนูญถูกริดรอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความอึดอัดคับข้องใจที่ไม่มีพื้นที่ให้แก่การแสดงออกทางการเมือง ทำให้บางคนถึงกับประชดว่า “แม้แต่ตดในที่สาธารณะพร้อมกันห้าคน ก็อาจถูกตั้งข้อหาเป็นการก่อการร้าย” เงื่อนไขเหล่านี้ผลักดันให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ (New innovation) ของการแสดงออกทางการเมืองผ่านการใช้สัญลักษณ์เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐในชีวิตประจำวัน
การต่อต้านในชีวิตประจำวันมีลักษณะร่วมกันกับการต่อต้านแบบเผชิญหน้าบางอย่างคือ มันเป็นการตั้งใจที่จะท้าทายและต่อต้านข้ออ้างของฝ่ายครอบงำ เพื่อทำให้ข้อกล่าวหาของผู้ครอบงำอ่อนพลังลง สิ่งที่การต่อต้านในชีวิตประจำวันแตกต่างจากการต่อต้านรูปแบบอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดก็คือ การที่มันสามารถกระจายตัวสู่สาธารณะอย่างกว้างขวางและมีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ ในขณะที่การเมืองเชิงสถาบันเป็นเรื่องที่เป็นทางการ มีลักษณะเด่นชัด ให้ความสำคัญกับระบบ การแก้กฎหมาย การต่อต้านในชีวิตประจำวันกลับเป็นเรื่องไม่เป็นทางการ บ่อยครั้งเป็นเรื่องที่ต้องแอบซ่อน และให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นปัจจุบันทันด่วน และผลได้ในทางปฏิบัติ (James C. Scott 1985)
การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์มีนัยต่อการต่อสู้ทางสังคมการเมืองไทยในขณะนี้อย่างไร? เป็นคำถามที่บทความนี้ให้ความสนใจ เมื่อเราลองสำรวจความหมายของการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ก็จะพบว่า มันได้ทำหน้าที่บางประการ ดังนี้
หนึ่ง การสร้างเอกลักษณ์ความเป็นกลุ่มบนความแตกต่าง เช่น การใช้โลโก้ที่สื่อสัญลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์สีแดงแบบต่างๆ การผูกผ้าแดง การใส่เสื้อสีแดงในวันอาทิตย์พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อแสดงความแตกต่างให้สังคมรับรู้ว่า ความแตกต่างของคนในสังคมเป็นการใช้
เสรีภาพ ไม่มีความผิด หรือสร้างความเสียหายแก่สังคมดังที่มีการกล่าวหา ทว่าการใช้สัญลักษณ์เหล่านี้จะมีพลังก็ต่อเมื่อมีผู้นำสัญลักษณ์นั้นไปใช้อย่างกว้างขวาง และสังคมรู้ว่าสัญลักษณ์นั้นหมายถึงอะไร
สอง การเปิดพื้นที่ทางสังคมให้แก่การวิจารณ์การใช้อำนาจรัฐ เช่น การไปร่วมจุดเทียนหน้าสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำโดยคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข สื่อให้เห็นว่าบ้านเมืองนี้มืดมนและต้องการความยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมจากข้อหาละเมิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน การแต่งหน้าผีและการนอนตายประท้วงคณะกรรมการปฏิรูปของนักศึกษาหลายสถาบัน การแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเครือข่ายทางสังคมอย่าง facebook
สาม การเปิดพื้นที่ทรงสังคมเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำทางสังคม (social memory) และการโต้แย้งในเรื่องจริยธรรมของการปกครอง เช่น การสร้างกิจกรรมเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำของสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์ 10 เมษาและ 19 พฤษภา 53 ไม่ว่าจะเป็นการผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ การจุดเทียนไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตจาก การอ่านบทกวีเพื่อระลึกถึงวีรชน การแต่งหน้าแฟนซีผีไปเดินตามสถานีรถไฟฟ้า การใส่เสื้อแดงเต้นแอโรบิคร่วมกันที่สวนลุมพินี กิจกรรมเหล่านี้ถูกเรียกว่าแคมเปญ “วันอาทิตย์สีแดง” ที่มี สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางสังคมเป็นผู้ริเริ่มโครงการ สมบัติอธิบายความหมายของแคมเปญว่า
การต่อสู้ทางสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้กันในระดับจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว(facebook)
พฤติกรรมของคนในสังคมที่ละเลยชีวิตของคนเล็ก ๆ ที่ตายไปบนท้องถนนด้วยลูกกระสุนปืนที่มาจากภาษีของประชาชน นี่เหละคือการเผาหัวใจของประชาชน มันเหือดแห้ง เผาไหม้จนจิตวิญญาณของคนที่ถูกเผาแห้งกระด้าง แต่ผู้คนในสังคมมองไม่เห็น เห็นแต่ห้างที่โดนเผา” (facebook)
“หากห้ามฉันคิด ก็ต้องห้ามลมหายใจของฉัน” (facebook)
“ผมอยากสะท้อนว่าสิทธิความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เป็นมาโดยธรรมชาติ คุณบอกให้มนุษย์หยุดคิดได้ไหม มันหยุดไม่ได้ ในประเทศที่อารยะแล้ว ความคิดของมนุษย์มีพื้นที่ให้เขาคิด และให้เขาแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะการเขียนการพิมพ์หรือแม้แต่การพูด การแอคชั่นบางอย่าง การชุมนุม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกรับรองตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมือง ดังนั้นการที่ประเทศเราที่รัฐบาลบอกว่าเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และรัฐบาลชุดนี้มาจากประชาชน แต่ไปฝืนต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ผมไม่รู้จะทำยังไงก็แสดงตัวว่า สิทธิของผม ผมก็จะยืนหยัดเต็มที่ และผมเชื่อว่าการคิด การพูด การเขียน หรือการแสดงออกทางสัญลักษณ์นี่มันไม่ใช่การก่อการร้าย ดังนั้นการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่บอกว่าเอามาควบคุมผู้ก่อการร้าย มันไม่ควรควบคุมมาถึงคนที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างผม และประชาชนอีกจำนวนมาก” (รายการ Intelligence)
“ทุกวันอาทิตย์เราจะใส่เสื้อสีแดงทำกิจกรรมเพื่อแสดงออกว่า หนึ่ง เรายังไม่ตาย สอง เราเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเพื่อนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต สาม วันไหนเลือกตั้งเราจะพิพากษาคุณ เรามีเวลาเป็นปีเลยที่จะรณรงค์ ให้มันอยู่ ผมเชียร์มันอยู่ คุณอยู่ได้เท่าไรคุณอยู่ไป เราไม่ค้ำนะ จนสุดความสามารถของคุณ หมดอายุขัยของคุณ ทุกวันอาทิตย์เราจะใส่สีแดงเพิ่มขึ้นๆๆ พอมันแดงถึงจุดหนึ่งโดยประมาณสักห้าแสนคน มันจะเกิดผลกระทบกลับ มันจะเป็นประเด็นทางการเมืองทันที มันจะเกิดแรงกดดันทางการเมืองอย่างรุนแรงทันที มันจะเกิดม็อบขนาดใหญ่ทั่วประเทศในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน” (7 วัน 7 ความเจ็บปวดของประชาชน)
สมบัติใช้สัญลักษณ์การชู “นิ้วกลาง” เพื่อตอบโต้ผู้นำที่ไม่ให้ความสนใจกับการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม โดยการใช้สัญลักษณ์ชูนิ้วกลางใส่หน้าผู้นำ สมบัติเขียนว่า หากทำให้ "นิ้วกลาง" กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ประชาชนคนไทยใช้สื่อสารกับผู้นำประเทศเมื่อไหร่ ผู้นำคนนั้นก็แทบจะไม่มีที่เดินในระดับนานาชาติ เพราะนักข่าวเวลาเห็นผู้นำคนนั้น ก็จะเห็นนิ้วกลางลอยขึ้นมาทันที” (facebook)
ทว่าการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ก็ทำให้สมบัติถูกควบคุมตัวขณะที่เขาผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์เพื่อรำลึกผู้จากไปการใช้สันติวิธี หรือการต่อสู้ทางสัญลักษณ์ไม่ได้แปลว่าจะไม่ถูกรัฐบาลที่ล้าหลังจับกุมคุมขัง เพียงแต่ว่าคุณต้องเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้อง เชื่อในสิทธิ์ของคุณ และถ้าคนหนึ่งโดน คนอื่นต้องออมายืนยันสิทธิ์นี้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น จับได้จับไป คนใหม่มา” (facebook)
การจับกุมตัวสมบัติทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจรัฐอย่างกว้างขวาง จนรองนายกต้องออกมาแก้ข่าวว่า การจับกุมไม่ได้เป็นเพราะการแสดงออกทางสัญลักษณ์ (การผูกผ้าแดง) แต่เพราะสมบัติทำผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน (เขาไปทำการเคลื่อนไหว flash mob ด้วยการฉีดสีสเปรย์บนพื้นถนนและนอนตายที่ถนนลาดพร้าว เพื่อสื่อความหมายว่ามีคนถูกยิงตาย)
ภายหลังการได้รับการประกันตัว สมบัติเดินหน้ารณรงค์แคมเปญวันอาทิตย์สีแดงต่อ สมบัติได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนนักศึกษาหลายสถาบัน ไม่นานนี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เคลื่อนไหวทางสัญลักษณ์ด้วยการแปะป้ายบนตัวพวกเขาที่มีข้อความคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อมานักเรียนนักศึกษาที่จังหวัดเชียงรายเคลื่อนไหวทางสัญลักษณ์ด้วยการชูป้ายที่มีข้อความ “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” “นายกครับอย่าเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนะครับ ไม่งั้นรัฐบาลจะพัง” และ “พ.ร.ก.ฉุกเฉินต้องคงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ” ผลคือเยาวชนเหล่านั้นถูกตั้งข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจ
การคุมขังสมบัติและเยาวชนที่จังหวัดเชียงใหม่ การที่รัฐปิดกั้นไม่ให้มีการผูกผ้าที่ป้ายราชประสงค์ ด้วยการเอากองกำลังตำรวจไปเฝ้าป้ายเอาไว้ ไม่อาจมองเป็นอื่นไปได้ นอกจากเกรงในอำนาจของการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ ถามว่ารัฐกลัวอะไร?
รัฐกลัวการรื้อฟื้นความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม จึงช่วงชิงการเสนอแผนปรองดอง-สมานฉันท์-ปฏิรูป โดยไม่ต้องเหลียวหลังไปถามหาอดีตและความยุติธรรม การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ถูกใจคนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่อึดอัดกับรัฐบาล การเคลื่อนไหวทางสัญลักษณ์มีจุดแข็งตรงที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่รุนแรงและไม่ต้องมีแกนนำ มันจึงเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐที่สันติวิธี ประชาชนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน และเมื่อเคลื่อนไหวพร้อมกัน ก็กลับเป็นพลังที่มีชีวิตในตัวเอง ที่สำคัญหยุดไม่ได้ แม้จะจับกุมตัวคนหนึ่ง ก็จะเกิดคนอื่นๆ ที่ทำตามหรือทำในแบบอื่นๆ! มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ผนวกรวมมิติทางชนชั้น ก้าวข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรม แม้การใช้อำนาจกดปราบการเคลื่อนไหวทางสัญลักษณ์กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในประเทศ แต่มันกลับไม่สามารถทำได้เบ็ดเสร็จ ดังจะเห็นได้จากมีผู้ขานรับการประท้วงด้วยการนอนตายเชิงสัญลักษณ์แล้วในหลายประเทศและในโลกไซเบอร์