WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 8, 2010

"อภิสิทธิ์"ยันเอ็มโอยูปี43มีข้อดี ชี้ไทยไม่เสียดินแดนพระวิหาร พยายามดันเขมรพ้นแดน ปัดซูเอี๋ยพธม.

ที่มา มติชน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พบกับเครือข่ายภาคีคนไทยหัวใจรักชาติ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 ส.ค. รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ทางช่อง 11 ช่วงที่ 3 ของรายการ นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก ได้นั่งเป็นพิธีกรสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีปัญหาเขาพระวิหาร โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการไปพบกับเครือข่ายประชาชนหัวใจรักชาติที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า เป้าหมายของตนกับประชาชนไม่ได้แตกต่างกัน ซึ่งตนได้ชี้แจงไปแล้ว ก็มีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ ทั้งนี้ ยังงงที่สื่อมวลชนบางแห่งไปลงข่าวว่าตนบอกว่า มีประชาชนบางกลุ่มขายชาติ ทั้งที่จริงตนไม่ได้พูด เพียงแต่บอกว่าเสียใจที่มีคนกล่าวหาว่าตนขายชาติ และบอกว่าถ้าทำอย่างนั้นอย่าว่าแต่เป็นนายกรัฐมนตรีเลย อยู่ในประเทศนี้ก็ไม่ควรอยู่ด้วยซ้ำ

ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการซูเอี๋ยระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น นายกฯ กล่าวว่า คงเป็นการซูเอี๋ยที่แปลกประหลาด เพราะยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ตนอย่างหนักทั้งในเว็บไซต์และเอสเอ็มเอสที่ส่งเข้ามา ทั้งยังกล่าวหาว่าตนพูดไม่เหมือนเดิมกับตอนเป็นฝ่ายค้านในปี 2551 ทั้งที่ตนก็ยังหาไม่เจอว่าพูดไม่เหมือนเดิมตรงไหน


นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังอ้างว่า เอ็มโอยูปี 2543 ไม่ได้ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน แต่เป็นเพียงข้อตกลงว่าให้คงสภาพเดิมตามแนวชายแดนไว้ก่อน แล้วมาร่วมกันจัดทำหลักเขตให้เรียบร้อย นี่คือหัวใจเอ็มโอยู 43 จึงค่อนข่างมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหา นอกจากนี้เขตแดนที่กรรมาธิการร่วมทำออกมา เรามีสิทธิที่จะรับหรือไม่รับ และขวนการของเราไมใช่แค่รัฐบาล ต้องรัฐสภาด้วย ทั้งนี้ มองว่า เอ็มโอยู 2543 มีข้อดี หากเขมรรุกล้ำเข้ามาก็จะมีหลักฐานในการประท้วง ซึ่งหลีกเลี่ยงการปะทะได้ พอมีปัญหาเรื่องมรดกโลก เขมรพยายามยื่นแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน แม้แต่การประชุมครั้งล่าสุดก็ยื่น แต่ไม่ได้ เพราะการทำเขตแดนมันยังไม่จบ ส่วนที่นายฮอ นัมฮง รองนายกฯ กัมพูชา บอกว่าคณะกรรมการมรดกโลกรับจดทะเบียนปราสาทพระวิหารตั้งแต่ปี 2551 เพราะฉะนั้นนายกฯ ไทยอย่าฝันหวานว่าจะจดทะเบียนร่วมกันนั้น คงเป็นการอ้างปี 2551 แต่ตนเข้ามาปลายปี 2551 แล้ว


นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ของเรานั้น รัฐบาลไม่เพิกเฉย แต่ฝ่ายกัมพูชาก็พยายามกล่าวหาว่าเรารุกราน เอาไปฟ้องกับต่างประเทศ ซึ่งเขาก็คิดเอาง่ายๆ ว่าศาลโลกได้ตัดสินไปแล้ว เขาก็เชื่อทางกัมพูชาได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเราผลีผลาม เราก็อาจจะเสียใจภายหลัง อย่างในการประชุมที่บราซิลแค่เราบอกว่าจะถอนตัว ทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมาแล้ว หาว่าเราทำตัวเป็นอันธพาล เป็นการใช้กระแสต่างประเทศมารุกเรา เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ต่างประเทศเข้าใจเราเสียก่อน


อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากถึงที่สุดแล้วก็พร้อมสู้ กองทัพ ฝ่ายความมั่นคง พร้อมหมด แต่คงไม่มีใครเอาออกมาพูดตอนนี้ เราเข้าใจความรู้สึกความอึดอัดของประชาชน แต่ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง สิ่งที่จะช่วยประเทศได้มากที่สุดคือความมีเอกภาพ ความสามัคคีของคนในชาติ ถ้าเรามัวแต่ถกเถียงกันกัมพูชาก็จะหัวเราะเราอยู่

รัฐบาลเหนื่อย ลุ้นฝ่า"ด่านหิน"

ที่มา ข่าวสด



การเมืองในสมัยประชุมรัฐสภาสามัญนิติบัญญัติ

ฝ่ายค้านไม่สามารถยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ก็จริง

แต่ถ้าดูจากปัจจัยตัวแปรอื่นที่ห้อมล้อมรัฐบาลตอนนี้ มีหลายอย่างบ่งบอกว่าถึงอย่างไรเส้นทางอนาคตของรัฐบาลก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน

เพราะแค่กระทู้สดแรกของฝ่ายค้านที่ประเดิมถามนายกฯอภิสิทธิ์ เกี่ยวกับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการสลายม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค. จนมีคนตาย 90 ศพ บาดเจ็บอีก 2,000 คน

โดยเฉพาะฉากสังหารหมู่ 6 ศพในวัดปทุมวนาราม

ก็สะท้อนให้เห็นได้คร่าวๆ ว่าอะไรยังเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล

ยังมีตัวแปรเฉพาะหน้าอย่างกรณีร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่กำลังจะเข้าสภาวาระ 2-3 วันที่ 18-19 ส.ค. ที่รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้ผ่านไปให้ได้

ถ้าไม่ผ่านนายกฯ ก็ต้องลาออกซึ่งจะเป็นการยกระดับความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นไปอีกขั้น

ที่ต้องลุ้นเหนื่อยคืองบประมาณในส่วนของกองทัพและกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องฝ่าด่านทดสอบจากฝ่ายค้านอย่างหนักระดับน้องๆ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในสภาพรัฐบาลมีเสียงในสภาเกินฝ่ายค้านเพียง 20 เสียง ไม่ถึงกับ"ปริ่มน้ำ"แต่ก็ประมาทไม่ได้ มีโอกาสพลิกผันได้ตลอดเวลา ฝ่ายค้านเองก็คงไม่ปล่อยโอกาสแบบนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ เพราะถ้าเกิดฟลุกขึ้นมาก็ถือว่าได้กำไรโดยไม่ต้องลงทุน

อย่างไรก็ตามหลายคนเชื่อว่า เปอร์เซ็นต์ที่รัฐบาลจะพังเพราะร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่ผ่านสภาถึงจะมีแต่ก็น้อย เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนักการเมืองทุกคน

ฝ่ายค้านถึงจะออกมาตีโพยตีพายในบางจุดแต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ผ่าน

ยกเว้นส.ส.ร่วมรัฐบาลจะตลบหลังกันเองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง



สาเหตุที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่สามารถโค่นรัฐบาลล้มลงได้

เพราะอย่างที่รู้กันว่ารัฐบาลชุดนี้มีสัญญาใจแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับบรรดาหุ้นส่วนอำนาจไว้อย่างเป็นมั่นเหมาะ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กลุ่มพันธมิตรฯ หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค

ในส่วนของกองทัพ สัญญาใจดังกล่าวคือการให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผบ.ทบ.อย่างสง่างาม และคนที่จะขึ้นมารับช่วงเก้าอี้แทนต้องเป็นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการต่อท่ออำนาจนายทหารสาย"บูรพาพยัคฆ์"ก็ตาม

สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ ในตอนแรกดูเหมือนความสัมพันธ์กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะไปได้สวย เห็นได้จากคดีความต่างๆ ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้าผิดกับคดีนปช.ที่รวดเร็วราวติดปีก

จนมาในระยะหลังนับจากการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ด้วยเหตุที่ทั้ง 2 พรรคมีฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน ซึ่งน่าจะมีปัญหาในระยะยาวและไม่ส่งผลดีกับทั้ง 2 ฝ่าย

ตัวอย่างสดๆ คือการเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กทม. ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากพรรคการเมืองใหม่ไม่ถอนตัวไปเสียก่อน นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ จะชนะนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ล่าสุดประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร กำลังเป็นที่ติดตามดูว่าจะทำให้ความสัมพันธ์รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ เลวร้ายลงไปถึงระดับใด

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาลก็อยู่ในอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

ดีเพราะมีการกระจายงบประมาณกันอย่างทั่วถึง หรือบางพรรคอาจจะได้มากกว่าเพื่อนแต่พรรคที่เหลือก็ยอมรับได้

ส่วนอารมณ์ร้ายน่ามีสาเหตุจากเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ที่พรรคร่วมมองว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเจตนา"เตะถ่วง"มากกว่าต้องการเดินหน้าแก้ไขจริงจัง

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือเมื่อพ.ร.บ.งบประมาณผ่านไปพร้อมกับโผโยกย้ายกองทัพ เท่ากับพันธสัญญาต่างๆ ที่เป็นเงื่อนไขค้ำจุนรัฐบาลกำลังจะหมดไป

พรรคประชาธิปัตย์จะถูกลอยแพหรือไม่



ด้วยเงื่อนไขต่างๆที่กำลังจะหมดอายุในเวลาอันใกล้

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองขนานใหญ่ เพื่อลบภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคที่คบยาก เก่งแต่พูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้เพื่อน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ตักเตือนลูกพรรคตนเองให้ลดละเลิกการใช้วาจาทิ่มแทงคนรอบข้าง ไม่เช่นนั้นเพื่อนหายหมดแน่

โดยเฉพาะการผ่านพ.ร.บ.งบประมาณฯ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มยิ่งต้องรักษาน้ำใจพรรคร่วมมากเป็นพิเศษ

แต่สิ่งที่ตามมาก็คือข้อครหาว่าพรรคประชาธิปัตย์รู้เห็นให้พรรคภูมิใจไทยดูดส.ส.พรรคอื่นมาเข้าพรรคตัวเอง เพื่อเสริมทัพรัฐบาลทางอ้อม

โดยไม่กลัวว่าพรรคภูมิใจไทยจะเติบโตเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคต เพราะถึงอย่างไรเรื่องงบประมาณก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเวลานี้ ส่วนเรื่องเลือกตั้งยังเป็นอะไรที่ไกลเกินไป

ถ้าฟังจากนายสุเทพ พูดกับลูกพรรคในวงสัมมนาที่ภูเก็ตนั่นก็คือรัฐบาลตั้งเข็มเวลานับถอยหลังไว้ที่ 12 เดือนหรือราวก.ค.ปีหน้า

ห่างไม่มากกับที่ผู้จัดการฝ่ายค้านอย่างร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ประเมินว่ารัฐบาลน่าจะอยู่รอดปลอดภัยจนถึงเม.ย.ปีหน้า เนื่องจาก 8-9 เดือนต่อจากนี้เป็นช่วงรัฐบาลปลอดจากการถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

อย่างไรก็ตามการประเมินอายุรัฐบาลของนายสุเทพและร.ต.อ.เฉลิม อยู่บนพื้นฐานว่าจะต้องไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองอื่นแทรกซ้อนขึ้นมา

อย่างเช่นคดี"ยุบพรรคประชาธิปัตย์" ที่ทั้งนายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังหนักอกหนักใจกับผลตัดสินคดีที่คาดว่าน่าจะออกมาภายในสิ้นปีนี้

เพราะนั่นคือจุดพลิกผันใหญ่ที่จะส่งผลต่อโฉมหน้าการเมืองในอนาคต

สรุปว่าถึงรัฐบาลจะผ่านศึกอภิปรายงบประมาณไปได้ก็ยังมีเรื่องให้ต้องออกแรงฝ่าฟันอีกหลายด่าน

ซึ่งล้วนแต่เป็น"ด่านหิน"ทั้งสิ้น

วิเชียรเต็งจ๋า นั่งผบ.ตร. นายกจ่อเสนอ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_102243

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธ์ศรี

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เต็งจ๋า นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. คนใหม่ คาด นายกรัฐมนตรี จะเสนอชื่อต่อที่ประชุม กตช.เป็นคนแรก ในเวลา 13.30 น. พรุ่งนี้ เชื่อผ่านฉลุย...

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ก.ต.ช.วาระพิเศษที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 9 ส.ค. เวลา 13.30 น. เพื่อร่วมกันพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ต่อจาก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. ที่ครบวาระเกษียณราชการในวันที่ 30 ก.ย.

โดยคาดว่า นายอภิสิทธิ์ จะได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธ์ศรี รอง ผบ.ตร. นรต.รุ่น 28 เนื่องจาก พล.ต.อ.วิเชียร มีความอาวุโส เป็นรอง ผบ.ตร.ที่ติดยศ พล.ต.อ.เป็นคนแรก และมีผลงานในการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ประจำปี 2550 การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2550 การเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2551 การรักษาความปลอดภัยและการจราจรจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และเลขานุการ ก.ต.ช.กล่าวว่า ได้มีการแจ้งประชุม ก.ต.ช.ในวันที่ 9 ส.ค.ที่ห้องสีเขียว ทำเนียบรัฐบาล ส่วนในเรื่องวาระการประชุมเพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร.เป็นอำนาจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมเสนอเข้าที่ประชุม ก.ต.ช. แต่ไม่ทราบว่าจะมีการเสนอชื่อใคร ซึ่งฝ่ายเลขานุการ ก.ต.ช.ได้มีการจัดเตรียมข้อมูลไว้หมดแล้ว

ด้าน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. กล่าวว่า มีนัดประชุม ก.ต.ช.ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 9 ส.ค. แต่ในเรื่องการเสนอชื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ใช้อำนาจของรักษาการ ผบ.ตร. เสนอแนะอะไรไม่ได้ เป็นอำนาจตัดสินของนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาเสนอชื่อผู้ที่เห็นว่ามีความเหมาะสม

พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ กล่าวว่า วันที่ 9 ส.ค. น่าจะได้ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. เสียที เพราะการไม่มี ผบ.ตร. ตัวจริงทำให้การบริหารงานไม่ขับเคลื่อนตามทิศทางที่ควรจะเป็น ระยะหลัง ผบ.ตร. ไม่สามารถทำงานให้ขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ จนทำให้ไม่เป็นที่นิยมของสังคม และมักจะถูกสังคมวิพากวิจารณ์ จะเห็นได้ว่าฐานะทางสังคมไม่เหมือนกับ อ.ตร. ยุคก่อน อาจด้วยเรื่องบารมีที่ต้องสะสมกันมา ต้องมาดูว่าที่มีอยู่สะสมบารมีกันเพียงพอหรือไม่ ใครที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ต้องทำตนให้มีประโยชน์ต่อองค์กร แม้บางครั้งอาจจะเจ็บปวดบ้าง แต่สังคมได้ประโยชน์ตำรวจด้วยกันอาจจะบ่น แต่ประชาชนศรัทธาทุกอย่างจะส่งผลตามมาเอง ประชาชนต้องการคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมไม่ใช่อะไรก็เพื่อตัวเองหรือเพื่อพรรคพวก เป็นคนที่ให้ความรู้กับตำรวจด้วยกัน ผบ.ตร.ไม่ต้องเชี่ยวชาญทุกเรื่อง แต่ต้องมีความเป็นผู้นำ เป็นตัวอย่างกับตำรวจได้

พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ผบ.ตร.คนใหม่ต้องมีความเป็นผู้นำและนักบริหาร ชนะใจเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา ความซื่อสัตย์สำคัญกว่าผลงาน เพราะความสามารถหาได้มีความใกล้เคียงกัน ความรู้เรียนทันกันได้ บางคนอาจจะด้อยเรื่องการบริหาร เรื่องงานสืบสวน แต่สามารถใช้คนให้ถูกกับงานได้ จะเห็นได้ว่าบางประเทศใช้คนนอกมาบริหารงานตำรวจและบริหารได้เป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่เก่งทุกอย่างแต่ต้องมีภาวะผู้นำ สามารถนำพาองค์กรไปได้ มองย้อนไป 1 ปีที่ผ่านมา เกิดความเสียหายภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างมาก เสียหายกับภาพลักษณ์เพราะตำรวจไม่มีหัวไม่มีผู้นำ การสั่งการอะไรเป็นไปด้วยความยากลำบาก คนที่จะเข้ามารักษาการในตำแหน่ง ผบ.ตร. กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะคิดจะเสนออะไรบ้างครั้งไม่ได้รับการยอมรับ จนดูเหมือนไม่มีผลงาน การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตัวจริงการสั่งอะไรจะได้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าครั้งนี้ยังทำได้แค่แต่งตั้ง รักษาการ ผบ.ตร. ก็ทำได้ แค่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเพื่อให้เกิดพลังกดดันรัฐบาลเท่านั้น ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจต่อองค์กรตำรวจจะต้องแต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้ได้องค์กรตำรวจจะได้ขับเคลื่อนตามทิศทางที่ควรจะเป็น คนเข้ามาเป็นผู้นำจะได้กล้าคิดกล้าวางนโยบาย ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วย

สำหรับประวัติ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. บร1 จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนรต.รุ่น 28 รับราชการครั้งแรกเป็น รอง สว.ผ.5 กก.สส.น.พระนครเหนือ จากนั้นได้ขยับมาทำหน้าที่นายตำรวจราชสำนักประจำ (เทียบเท่า ผกก.) นายตำรวจราชสำนักประจำ (เทียบเท่า ผบก.) นายตำรวจราชสำนักประจำ (เทียบเท่า ผบช.) นายตำรวจราชสำนักประจำ (เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.) ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ รอง ผบ.ตร. (ฝ่ายความมั่นคง) ที่ปรึกษา (สบ 10)(ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ) รอง ผบ.ตร. (บร1) ผลงาน นอกเหนือจากการปฏิบัติงานถวายความปลอดภัยในหน้าที่หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ

เมื่อได้รับคำสั่งให้ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนขยับมาเป็นที่ปรึกษา และรอง ผบ.ตร.รับผิดชอบด้านความมั่นคง ทั้งในเรื่องการชุมนุมประท้วง งานต่อต้านการก่อการร้ายสากล การป้องกันการก่อวินาศภัย การรักษาความเรียบร้อยการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2550 การเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2551 การรักษาความปลอดภัยและการจราจรจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ และปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในงานงบประมาณ การเงิน พัสดุ และสนับสนุนฝ่ายปฏิบัติต่างๆ

ลอกตำราการตลาด?

ที่มา ไทยรัฐ

The old soldier never die

เจ้าตำนาน "ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย" ล่าสุด "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในชุดสีเขียวขี้ม้าเต็มยศ ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานชุมนุมขุนทหาร เนื่องในวันพระราชกำเนิดโรงเรียนนายร้อย จปร.ครบรอบ 123 ปี

หลังหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ นานา เอาเป็นว่า "ป๋าเปรม" ยืนยันกับนักข่าวเองเลยว่า "สบายดี"

และตามจังหวะที่จับสัญญาณได้ ทันทีที่เดินทางมาถึงงาน "ป๋าเปรม" ได้เดินตรงรี่

เข้าไปทักทาย "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่จ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่

เทกแอ็กชั่นให้รู้กันเป็นนัยๆ

ตามฉากขุนศึกตบเท้าพรึบพรับๆ หลังโผโยกย้ายเป็นไปตามยุทธศาสตร์ "กระชับพื้นที่กองทัพ" ของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

ล็อกขุมกำลังสำคัญๆไว้ได้เบ็ดเสร็จ

ทหารนิ่งอยู่ในแถวซะแล้ว หมากอำนาจก็วางเกมง่ายขึ้น

ตามฉากที่การเมืองเรื่องของนักเลือกตั้งยังมั่วกันฝุ่นตลบ

ในจังหวะสปอตไลต์จับจ้องไปที่ค่าย "ภูมิใจไทย" ตามกระบวนท่าเคลื่อนตัวแรงๆของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่เปิดปฏิบัติการ "ตกปลาในบ่อเพื่อน" ชิง ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นมาแถลงข่าวเปิดหน้าแสดงตัวกันคึกคัก

โชว์เครื่องดูดมนุษย์พลังไฮเพาเวอร์

จุดกระแสค่าหัว ส.ส.ย้ายพรรค ปั่นตัวเลข 50 ล้าน ยังมีรายการล่อซื้อด้วยงบประมาณกระทรวงมหาดไทย จัดให้ไปปันหัวคิวเอาจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

"เนวิน" เป็นเป้า โดนโวยแหลก

แต่ก็หาได้ร้อนใจไม่ ในอารมณ์ที่นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ออกมาทิ้งทุ่น ยังเหลืออีก 10 กว่าคนที่เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ยังแทงกั๊กอยู่ ซึ่ง 10 กว่าคนนี้ได้นัดเปิดตัวมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม แต่ยังไม่กล้ามา เพราะเมื่อ

มีข่าวออกไปทำให้ตกใจ เกรงว่าจะมีผลกระทบในพื้นที่ จึงขออนุญาตยังไม่เปิดตัว พรรคภูมิใจไทย

ก็ให้โอกาส

แต่หลังจากผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2554 พรรคภูมิใจไทยจะเปิดตัว ส.ส.กลุ่มนี้อีกครั้ง

รับมุกกับนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่เบิ้ลเกทับ ไม่มีเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องไปใช้เงินซื้อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพราะวันนี้ ส.ส.อีสานของพรรคเพื่อไทย เดินเข้าพรรคภูมิใจไทยทุกวัน

จนแกนนำพรรคต้องสกรีนคนที่จะมาอยู่กับพรรคอย่างละเอียดเพราะต้องการได้ ส.ส.ที่มีคุณภาพ ให้จับตาดูหลังผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2554 ที่ถือเป็นช่วงนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหม่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่จะมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยจะค่อยๆปรากฏตัว

และก็ไม่ได้ตีกินกันลอยๆซะที่ไหน

แม้แต่คนของพรรคเพื่อไทยเอง จับทางจากคิวที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ออกมาประจาน "อีแอบ" ที่รับน้ำเลี้ยงสองทาง

ไล่พวกแทงกั๊ก รีบไสหัวแสดงตัวชัดเจนไปเลย

"เนวิน" กดปุ่มเครื่องดูด พรรคเพื่อไทยในฐานะโจทก์สำคัญสะดุ้งกว่าใคร

โดยจังหวะที่พวกเดียวกันอย่างประชาธิปัตย์ก็เสียวสันหลัง ระแวงหอกข้างแคร่

แต่ก็เป็น "เสี่ยหนู" นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้มีบารมีเบอร์สองของพรรคภูมิใจไทย ที่รีบออกมาเคลียร์ พรรคภูมิใจไทยกับพรรค

ประชาธิปัตย์ทำงานร่วมรัฐบาลกันมา ได้เผชิญปัญหาและฝ่าวิกฤติร่วมกันมาตลอด

เชื่อว่าการเลือกตั้งในอนาคต ทั้งสองพรรคก็ยังคงเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน

เปิดออปชั่น ทอดไมตรียาวไว้ก่อน

ทั้งหมดทั้งปวง สรุปกันในเบื้องต้น เกมชิงกระแสว่าด้วย "คิวดูด" ยี่ห้อภูมิใจไทยยึดพื้นที่ข่าวการเมืองไว้ได้ตลอดทั้งสัปดาห์

เกมการตลาด "เนวิน" เข้าเป้า

ยังไม่นับข่าวใหญ่หน้ากีฬา กับคิวที่นายวิชัย รักศรีอักษร เจ้าสัวใหญ่ "คิง เพาเวอร์" คู่หูคนสำคัญของนายเนวิน กำลังเปิดดีลเข้าซื้อหุ้นทีมฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ของอังกฤษ ต่อยอดกับการเป็นสปอนเซอร์สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ พีอีเอ ในไทยพรีเมียร์ลีก

ข่าวการเมือง ข่าวกีฬา "เนวิน" ตั้งท่ายึดกระแสไว้หมด

การตลาดตำราเดียวกับยี่ห้อ "ทักษิณ ชินวัตร" เป๊ะ.

ทีมข่าวการเมือง

หยุดทำร้ายการบินไทย

ที่มา ไทยรัฐ


กรณีที่จู่ๆผู้บริหารการบินไทยก็ออกมาแถลง จับมือตกลงจัดตั้ง สายการบินไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์ร่วมกับประเทศสิงคโปร์ ลงนามในบันทึกข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา

ทะแม่งชอบกล

ที่พูดอย่างนี้เพราะแม้แต่คุณโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคมเองยังงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ถึงข้อตกลงที่เกิดขึ้น เพราะคุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย รายงานมาแค่วาจา จำเป็นต้องมีการพัฒนาการบริการเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การบินไทยเป็นสายการบินระดับพรีเมียม

ฟังดูดี

แต่ต้องตั้งคำถามกับคุณปิยสวัสดิ์ ตั้งคำถามถึงบอร์ดการบินไทยที่ลุกลี้ลุกลนอนุมัติกันโดยอ้างแค่เหตุผลพัฒนาด้านบริการ หรือมีเหตุผลอื่นแอบแฝงอยู่ด้วยหรือไม่ ทั้งๆที่สายการบินโลว์คอสต์ที่ให้บริการอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นนกแอร์ แอร์เอเชีย วันทูโก ประสบปัญหามากมาย แทบจะเอาตัวไม่รอด

ปัญหาก็มาจากการบินไทยนี่แหละ

แม้แต่สายการบินแห่งชาติอย่างสายการบินไทยเอง ยังขาดทุนบักโกรก นี่ขนาดเป็นธุรกิจที่ผูกขาด เป็นธุรกิจการบินในรูปแบบบริษัทมหาชนที่ไม่แตกต่างจากรัฐวิสาหกิจ เพราะมีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่อยู่ รัฐบาลสามารถที่จะให้การสนับสนุนได้อย่างเต็มที่

ยังบริหารขาดทุน

ไม่ต้องไปพูดถึงฝีมือของผู้บริหาร จะเป็นแค่ราคาคุย ก็เป็นอีกเรื่อง แต่อะไรก็ตามที่ไม่ชอบมาพากลก็ไม่สมควรกระทำ ให้ กระทบต่อการบริหารงานหลัก

มีการประชุมกรรมการบริหารเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างฉุกละหุก ในวันหยุดราชการ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ขั้นตอนการดำเนินการก็มีพิรุธซะแล้ว

นี่ถ้าเป็นรัฐบาลสมัยก่อนๆ รัฐบาลจะถูกข้อครหาว่าขายสมบัติชาติทันที เอาแค่ยุคโน้นบริษัทชินวัตรเข้ามาดำเนินการในรูปแบบธุรกิจระหว่างเอกชนกับเอกชนแท้ๆ ยังโยงโดนตีซะน่วม

แต่นี่รัฐบาลเอาซะเอง

คนที่จะต้องตอบคำถามเรื่องนี้นอกจาก ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทยที่ไปลงนามในเอ็มโอยูแล้ว กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะต้องมีคำตอบเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อโยงใยตัวเชื่อมดูแล้ว

ปัดสวะไม่พ้นตัว

เรื่องในการบินไทยคงไม่จบลงแค่นี้ ปัจจุบันการบินไทยไม่ต่างจากแดนสนธยา หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาดูแลไม่นานไม่อยากจะทวงถามกฎเหล็ก 9 ข้อให้เมื่อยตุ้ม เพราะไม่เคยมีอยู่ในโลกของความเป็นจริง.

หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 07/08/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูนเซีย 07/08/53

ใบตองแห้งออนไลน์: เรียลลิตี้คลั่งชาติ...ทราบแล้วเปลี่ยน

ที่มา ประชาไท


ศอฉ.ออกประกาศซะขึงขัง ห้ามเข้าพื้นที่รอบทำเนียบ ทำเอาคนกรุงขี้ตื่นตกใจกันยกใหญ่ นึกว่า “โจรแดง” บุก

ที่ไหนได้ พันธมิตรฯ ในคราบเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ เจรจากับมาร์คเรียบร้อยแล้ว จะย้ายไป “กระชับพื้นที่” กันที่อาคารกีฬาเวสน์ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

อ้าว! ต้มคนดูนี่หว่า ไหนลุงจำลองนัดมวลชนซะมั่นเหมาะว่าหน้าประตู 4 กลับจะไปดูคอนเสิร์ตซะยังงั้น เหลือแต่กลุ่ม วีระ สมความคิด ไปตั้งกล่อง-เอ๊ย ตั้งกองอยูหน้าทำเนียบ

แต่เชื่อเฮอะ ไม่มีอะไรในกอไผ่ นอกจาก ปชป.กับพรรคการเมืองใหม่แก่งแย่งแข่งขันกันว่าใครจะ “ขวาได้ใจ” กว่าใคร (ขณะที่พวกวีระ-ไชยวัฒน์ ชิงขวา 90 องศา)

ผมมองดูการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในคราบเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติแบบขำๆ ตั้งแต่ไปประท้วงหน้ายูเนสโก รถติดยาวครึ่งค่อนวัน โดยไม่ต้องหวั่น พรก.ฉุกเฉิน ตั้งข้อสังเกตไว้กับตัวเองแล้วว่า พธม.ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องปราสาทพระวิหารครั้งนี้ ชูประเด็นต่างจากครั้งก่อน

ข้อแรกคือ พันธมิตรฯ อ้างว่าจะเสียดินแดนถึง 1.8 ล้านไร่ สาวกบางคนยังงง ไม่รู้เอามาจากไหน ที่แท้เป็นจินตนาการข้ามช็อตว่าถ้าเขมรได้พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ก็จะไม่ยอมรับการแบ่งเขตแดนตามสันปันน้ำ แต่จะอ้างสิทธิตามแผนที่ฝรั่งเศสกินไปลงถึงหลุมก๊าซในทะเล

พันธมิตรฯ ไม่ได้ชูประเด็นนี้ในการเคลื่อนไหวครั้งแรกนะครับ แต่ครั้งนี้คงกลัวจะชูชาตินิยมเพียวๆ ไม่ไหว เลยยกเอาผลประโยชน์มาล่อคนไทยให้ตาโต (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กรรมการสภาปฏิรูปประเทศไทย เขียนกลอนพรรณนาว่าไม่ใช่เรื่องคลั่งชาตินะ เป็นเรื่องขุมทรัพย์ใต้ทะเลนะ)

จากนั้น พันธมิตรฯ จึงเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ปี 43 ที่ทำไว้สมัยรัฐบาลชวน แถมลุงจำลองยังเรียกร้องให้ส่งทหารเข้าไป “กระชับพื้นที่” ชาวบ้านเขมรในพื้นที่ทับซ้อน

ชักเอะใจว่าเป้าหมายคราวนี้ไม่ใช่แค่ทักษิณ หรือ “ไอ้เหล่” นพดล ซะแล้ว

อย่างไรก็ดี ยกแรก พันธมิตรฯ ถูกมาร์คตีกิน แสดงท่าทีแข็งกร้าวไม่ยอมให้เขมรยื่นแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ขู่ถอนตัวจากมรดกโลก ซ้ำยังพาดพิงยูเนสโกว่า เป็นองค์กรทางวัฒนธรรมและสันติสุข ไม่ควรสร้างความแตกแยกระหว่าง 2 ประเทศ (โห หน้าไม่ร้อนสักนิด ใครกันแน่ที่สร้างความแตกแยก ยูเนสโกเขาคงไม่คาดคิดว่านักเรียนอังกฤษศิษย์เก่าอีตัน-ออกซ์ฟอร์ด จะพูดเอาดื้อๆว่า ต่อให้ศาลโลกพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร แต่ที่ดินข้างใต้ก็ยังเป็นของไทย)

พูดได้ว่า มาร์คชิงบทพระเอก ฉวยเหยี่ยวจากมือลุงจำลองไปพับ โกยคะแนนชาตินิยมไปเต็มๆ โดยเฉพาะเมื่อสามารถคุยได้ว่า ส่งสุวิทย์ คุณกิตติ ไปเบรกจนยูเนสโกไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการปราสาทของเขมร ต้องเลื่อนไปเสนอปีหน้า แล้วก็โหมประโคมกันใหญ่ว่าเป็น “ชัยชนะ” (ผมยังกังขาอยู่นะว่าที่กรรมการมรดกโลกไม่รับ เป็นเพราะเขมรยื่นช้าหรือเป็นเพราะไทยค้านกันแน่ เพราะมติกรรมการมรดกโลกไม่ได้บอกว่าต้องให้ไทยเห็นชอบ เพียงแต่เขาอาจจะมีมารยาทพอ ไม่อยากขยายความแตกแยกที่เกิดเพราะพวกคลั่งชาติ)

แต่พันธมิตรฯ ไม่ยอมแพ้ ยังมีก๊อกสอง ขุดซากปรักหักพังจนได้ตัวอดุลย์ วิเชียรเจริญ, ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์, เทพมนตรี ลิมปพยอม,ศรีศักร วัลลิโภดม เรียงหน้ากันเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ปี 43 พร้อมกับส่งทหารเข้าไปตัดหัวพระยาละแวก เอ๊ย เข้าไปขับไล่คนเขมรในพื้นที่ทับซ้อน แถมยังอ้างว่าสุวิทย์ไปลงชื่อรับทราบมติการจัดตั้งกรรมการไอซีซีทำให้ไทยเสียเปรียบ

“ผมว่ามันบ้ากันไปใหญ่” อาจารย์อดุลย์กล่าวว่าได้แนะนำให้สุวิทย์ต่อต้านไม่ไปร่วม และให้ลาออกจากภาคีสมาชิก แต่สุวิทย์กลับไปรับมติ และรัฐบาลจะชิงเป็นเจ้าภาพมรดกโลกในสองปีข้างหน้า

อาจารย์พูดอีกก็ถูกอีก “ผมว่ามันบ้ากันไปใหญ่”

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา จึงเป็นมหกรรมชิงความเป็นขวา แข่งว่าใครจะรักชาติมากกว่ากัน ให้ชาวเราเฝ้าดูอย่างสนุกสนาน ไม่รู้จะแข่งกันไปจนถึงวันเลือก สก.หรือเปล่า

ถ้าถามว่าใครพูดแล้ว “ได้ใจ” มากที่สุด ขออภัยที่ต้องบอกพวกคลั่งชาติทั้งสองฝ่ายว่า ท่านคือเจ้าศรีสวัสดิ์ โธมิโก ที่ปรึกษาในองค์กษัตริย์กัมพูชา ซึ่งส่งจดหมายถึงอภิสิทธิ์ เรียกร้องให้มองปราสาทพระวิหารเป็น “สัญลักษณ์แห่งความปรองดอง”

ได้ใจและเจ็บด้วย เพราะท่านย้อนให้เห็นว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ตกเป็นเหยื่อเจ้าอาณานิคม การขีดเส้นแบ่งดินแดนอย่างไม่เป็นธรรมทำให้คนเขมรเป็นเรือนล้านต้องถูกแยกมาอยู่กับไทย ถ้าจะฟื้นฝอยหาตะเข็บกันตั้งแต่อดีต กัมพูชาก็ได้รับความไม่เป็นธรรมกว่า ถ้าเอาความเป็นชาตินิยมสุดโต่งมาใช้ กัมพูชาก็คงจะเรียกร้องดินแดนคืนมากกว่านี้ แต่หลังจากได้รับเอกราช กัมพูชาก็ไม่เคยเรียกร้องเกินกว่าเขตแดนที่ถูกกำหนดไว้ (แลกกันมั้ย เอาเนวินคืนไป เอาเกาะกงคืนมา)

ท่านเขียนอย่างนุ่มนวลว่า ทั้งสองชาติมีประวัติศาสตร์ยาวนานร่วมกัน ไฉนเลยจึงปล่อยให้พวกคลั่งชาติจำนวนน้อยปลุกปั่นประชาชนทั้ง 2 ประเทศ (ท่านอ้อมถึงพวกเขมรคลั่งชาติด้วย ไม่ได้ว่าฝ่ายเดียว) ทำไมจึงไม่มองปราสาทพระวิหารเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรองดอง ความสมานฉันท์ และความร่วมมืออันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อทั้งสองประเทศ

จดหมายนี้ไม่ได้เป็นการอ่อนข้อ งอนง้อ แต่เป็นการ “เตือนสติ” พวกคลั่งชาติที่โหมประโคมว่าได้ “ชัยชนะ” ชัยชนะคืออะไร คือการเป็นก้างขวางคอเขมร โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผล แต่ปลุกผีกันว่าจะเสียผลประโยชน์

มติคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อ 2 ปีก่อน ชัดเจนนะครับว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เขาขึ้นเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษาศาลโลกเท่านั้น ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าผนวกเอาพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย ตามข้อ 9 ซึ่งบอกว่า “ที่ประชุมบันทึกไว้ว่า ทรัพย์สินซึ่งนำเสนอเพื่อการขึ้นทะเบียน ถูกปรับลดและมีองค์ประกอบเพียงจำเพาะตัวปราสาทพระวิหารและมิได้รวมถึงส่วนเพิ่มเติมอื่นอันประกอบด้วยผาและถ้ำต่างๆ”

ขณะที่ข้อ 8,10,11 เขาแสดงเจตนาชัดเจนว่าอยากให้มีการขึ้นทะเบียนร่วมกัน บริหารจัดการร่วมกัน โดยหวังจะให้ใช้เวลา 2 ปีนี้เจรจา “ปรองดอง” กัน เพื่อขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมและนำเอาพื้นที่ทับซ้อนส่วนหนึ่งมาใช้เป็นพื้นที่บริหารจัดการ เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ

แต่ทำไมถึงยอมไม่ได้ล่ะ ก็เพราะทัศนะของพวกคลั่งชาติ ถ้าเปรียบไปแล้วเหมือนบ้านโบราณหลังหนึ่ง อยู่บนที่ดินพิพาทที่ศาลพิพากษาให้นาย ข.ได้ตัวบ้านไป ส่วนนาย ก.เหลือแค่ตีนกระไดพญานาค กับบริเวณแวดล้อม กรมศิลปากรเขาจะมาขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว นาย ก.มีเหตุผลอะไรจะไปคัดค้านเขา นอกจากความรู้สึกที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมรับคำพิพากษา ยืนยันว่ายังเป็นของกู ถึงศาลให้มึงเอาตัวบ้านไป ที่ดินใต้บ้านก็ยังเป็นของกู

ยิ่งไปกว่านั้น นาย ก.ยังรู้สึกว่ากูเป็นพี่เบิ้มมาตลอด ตระกูลกูใหญ่กว่านาย ข.มาตั้งแต่บรรพบุรุษ พ่อมันปู่มันทวดมัน ล้วนต้องศิโรราบ เอาที่มาจำนองกู้ยืม อยู่ๆ มันฟ้องศาลได้ที่ดินคืนไป แหม เจ็บใจ๊เจ็บใจ

นาย ก.ก็เลยไม่ยอม ไม่ให้ทางเข้าออก ไม่ให้ที่จอดรถ ต่อรองว่าต้องขึ้นทะเบียนพร้อมกัน เท่าเทียมกัน .....ทั้งที่ตัวเองมีแค่ตีนกระไดเนี่ยนะ

สรุปแล้ว “ชัยชนะ” คือ กูไม่ได้มึงก็ต้องไม่ได้ ยอมไม่ได้แม้จะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (แต่อาจจะยอมถ้าหมอบราบคาบแก้วส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาขอร้อง) ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็มีแต่พวกหวังผลทางการเมือง กับพวกจัดซื้ออาวุธ กริพเพน รถถังยูเครน เรือเหาะ (เอาไว้ยึดปราสาทพระวิหารแบบในหนัง) นี่อยู่ดีๆ ก็ประเคนเงิน 240 ล้านให้กองทัพภาคที่ 2 ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไปใช้อะไร ให้ง่ายดายแต่ไม่มีใครว่า

ก็ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องผู้รักชาติ เปิดทีวีดูเรียลลิตี้ประชันฝีปากระหว่าง พธม.กับรัฐบาล แล้วช่วยกันกดโหวตว่าใครจะ “ขวาได้ใจ” กว่ากัน ระหว่างมาร์ค V1 กับลุงจำลอง V2 วีระ สมความคิด V3 แต่ส่วนตัวผมอยากมอบ “ตุ๊กตาภูมิคุ้มกัน” ให้ พธม.ในฐานะม็อบมีเส้น (แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเส้นพลิกหรือยัง) เปล่า ไม่ใช่หรอก แต่เพราะเถ้าแก่เปลว สีเงิน ของผมพูดถูกแล้ว ที่ว่าเสื้อแดงกับ พธม.มีจุดร่วมกันอยู่อย่างคือไม่ยอมให้ “บ้านเมืองเป็นปรกติสุข”

เสื้อแดงไม่ยอมให้บ้านเมืองเป็นปรกติสุขอยู่แล้ว ตราบใดที่ไม่ได้รับความยุติธรรม และประชาธิปไตยสมบูรณ์ปลอดการแทรกแซงของอำนาจพิเศษ ขณะที่เสื้อเหลืองน่ะหรือ ถ้ายอมให้บ้านเมืองเป็นปรกติสุข ภายใต้ลัทธิมาร์ค-เนวิน การเมืองเก่าซะไม่มี (ปอง อัญชลี เพิ่งออกมาด่าว่าพรรคร่วมโกงยิ่งกว่ายุคทักษิณ) พวกเขาก็ต้องไปผูกคอตายในฐานะที่ปลุกมวลชนไว้ว่าจะนำไปสู่การเมืองใหม่ใสสะอาดปราศจากคอรัปชั่น

พันธมิตรฯ จึงต้องเป็น I for Icarus ดิ้นรนหาจุดต่างเพื่อการดำรงบทบาท แม้จะต้องเผาผลาญตัวเองไปเรื่อยๆ ถูกขวัญใจจริตนิยมแย่งคนชั้นกลางไปทุกวัน แต่พันธมิตรฯ ก็หยุดไม่ได้ และจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่กระหนาบรัฐอภิสิทธิ์ชนอยู่อีกข้างหนึ่งคู่ขนานกับเสื้อแดง รวมทั้งเป็นพลังปฏิภาคผลักกันและกัน

โห ถ้าไม่มี พธม.ที่ไหนเลยเราจะได้เห็นความเป็น 2 มาตรฐานละครับ พธม.ม็อบได้ ถึงไม่ปิดถนนก็ล้นลงถนนจนรถติดยาวเหยียดครึ่งค่อนวัน ทั้งๆ ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่เด็กอายุ 16 ถือป้าย “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” กลับถูกตำรวจจับส่งสถานพินิจ

ฉะนั้นชาวเราก็ต้องเอาไม้แยงก้น พธม.เข้าไว้ ให้เข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่ เนื่องจาก พธม.ไม่สามารถต่อสู้เรื่องหลักการประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เพราะจะเข้าเนื้อ เนื่องจาก พธม.ไม่กล้าต่อสู้เรื่องทุจริตคอรัปชั่น เพราะกลัวจะเข้าทางทักษิณ (รถเมล์ 4 พันคันก็คล่องคอไปแล้ว รัฐสภาใหม่ก็จะวางศิลาฤกษ์ไม่กี่วันนี้) เลยต้องไปหาอะไรที่สุดขั้วสุดโต่งมาสู้ ซึ่งก็ยิ่งตกกระแสไปเรื่อยๆ

แต่ต้องเลี้ยงไว้ให้มีบทบาทครับ สมมติเช่นเลือก สก.จะไปเลือกมันทำไม้ พรรคเพื่อไทย เลือกไปก็เท่านั้น แค่ สก.ทำไรได้ หรือถ้ายังอยากเลือกก็เลือกบางเขต แต่เขตไหนเห็นแล้วว่าเพื่อไทยสู้ไม่ได้ก็เทคะแนนให้พรรคการเมืองใหม่ดีกว่า

สมมติเช่น อยู่เขตพระนคร สก.เดิมเป็น ปชป. เราก็หันมาเลือกรัชต์ยุตม์ อมรเทพรัตนานนท์ –เอ๊ะ ไม่ใช่นี่หว่า หรือว่า อมรเทพ ศิรโยธินภักดี – เอ๊า ก็ไม่ใช่อีก แก่แล้วชักสับสน เอาเหอะ เอาเป็นว่าเลือกการเมืองใหม่นั่นแหละ

ทราบแล้วเปลี่ยน! (เพื่อนฝูงฝากบอกว่าเปลี่ยนชื่อจัดตั้งกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร คราวหน้าอย่าผ่าตัดเปลี่ยนหน้าก็แล้วกัน)

ใบตองแห้ง
7 ส.ค.53

ป.ล.ขอแจมเรื่อง “นางเอก”ซักนี้ด ข่าวที่ทำให้ผมเซอร์ไพรส์มากในหลายวันที่ผ่านมาคือข่าวคุณหญิงเป็ด “นางเอก” ของพลังศีลธรรมใสสะอาด ถูกอัดก๊อปปี้ทั้งข้างหน้าและข้างหลังโดย 2 ศิษย์ก้นกุฎี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ถามใครใครก็เง็ง ไม่รู้ว่าเค้าผิดใจกันเรื่องอะไร

เป็นห่วงเป็นใยน่ะครับ ฮิฮิ เพราะผมเนี่ย ดูเหมือนจะเป็นสื่อรายแรกที่สัมภาษณ์คุณหญิงเป็ด เขียนลงแทบลอยด์ไทยโพสต์ อ่านแล้วใครๆ ก็ชื่นชม ฉะนั้นถือว่าผมมีส่วนปลุกปั้น “นางเอก” หลังจากนั้นเคยสัมภาษณ์กันอีกหลายครั้ง คุยกันทีไรท่านก็จะเอ่ยถึงแต่ “พิศิษฐ์ๆ” เสมือนลูกบุญธรรม

เฮ้อ ก็ไม่คาดคิดว่า “นางเอก” จะเจอวิบากกรรมเร็วขนาดนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหลายไม่อยากพูดถึง ใครอ่านข่าวก็ใช้วิจารณญาณได้เอง นี่แหละผลของประกาศ คปค.ที่ปลด คตง.โดยไม่ตั้งใหม่ ให้ผู้ว่า สตง.ใช้อำนาจแทน คตง.แต่ผู้เดียว มีอย่างที่ไหนครับ คนเดียวใช้อำนาจแทนคณะกรรมการทั้งชุด ไม่มีใครมากลั่นกรอง ทักท้วง หรือสมมติทำถูก คณะกรรมการก็เป็นเครื่องการันตี ว่าพิจารณากันหลายคนถี่ถ้วนแล้ว แต่นี่...วันเกิร์ลโชว์ ถูกผิดก็รับเละคนเดียว

เรื่องคุณหญิงพ้นตำแหน่งหรือไม่ ผมมีความเห็นเหมือน อ.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย แต่ขออธิบายความเสริมสักนิดว่า การเกษียณอายุน่าจะถือเป็นเรื่องคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไป จะเอาประกาศ คปค.ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะ ให้ทำหน้าที่ต่อไปเมื่อครบวาระ มาใช้บังคับไม่ได้

อธิบายแบบบ้านๆ ก็คือ ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องมีคุณสมบัติทั่วไป เช่นที่มักกำหนดไว้ว่าพ้นตำแหน่งเมื่อ ตาย, ลาออก, ทุพพลภาพ, วิกลจริตจิตฟั่นเฟือน, เกษียณอายุ นอกจากนี้กติกาสมัยใหม่ ยังมีการถูกถอดถอนอีก

ฉะนั้นประกาศ คปค.จะเอามาใช้บังคับกับคุณสมบัติทั่วไปไม่ได้ สมมติเช่น ...กราบขออภัยไม่ได้แช่งนะครับ แค่ยกตัวอย่างเพื่อศึกษากฎหมาย ...สมมติคุณหญิงหางเปียชี้ เรายังจะเอาประกาศ คปค.มาบังคับว่า วิญญาณคุณหญิงต้องทำงานต่อไปก่อน อย่างนั้นหรือ

หรือสมมติคุณหญิงเบื่อหน่ายเต็มที อยากกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ว่างๆ ก็พาครอบครัวซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวเมืองนอก ถ้าเราเอาประกาศ คปค.มาบังคับ คุณหญิงก็ลาออกไม่ได้

หรือสมมติคุณหญิงท่านทำงานเพื่อชาติจนเครียดจัด วันดีคืนดีตั้งศาลเพียงตานุ่งขาวห่มขาวเรียกเจ้าหน้าที่ สตง.ไปเจิมหน้าผากรดน้ำมนต์ ใครไม่ไปสั่งย้าย ต้องฟ้องศาลปกครองเป็นร้อยๆ คดี อย่างนี้ยังจะเอาประกาศ คปค.มาบังคับอยู่หรือ (สมมตินะครับสมมติ)

เอาละ สมมติอีก คปค.มองการณ์ไกลเห็นทะลุอนาคตว่า ไม่สามารถสรรหาผู้ว่าฯใหม่ได้ซักที คปค.ก็อาจจะเขียนไว้ว่า ให้คุณหญิงทำหน้าที่ต่อไปไม่ต้องเกษียณอายุ อย่างนี้ได้ครับ ไม่มีปัญหาเลย

แต่ถ้าอย่างนั้น คปค.ก็อาจจะต้องเขียนด้วยว่า ให้คุณหญิงทำหน้าที่ต่อไป ห้ามตาย ห้ามลาออก ห้ามเกษียณอายุ ห้ามถอดถอน ห้ามดำเนินคดีที่เสี่ยงต่อการถูกตัดสินพิพากษา ฯลฯ เป็นหางว่าวเลย

เจ็บปวดกว่านั้นคือ คุณหญิงพ้นตำแหน่งไปแล้วตามหลักกฎหมาย แต่คำสั่งที่คุณหญิงตั้ง “พิศิษฐ์ๆ” รักษาการนั้น เป็นคำสั่งถูกต้องตามกฎหมาย จะเอา 100 นิติตะวัน มาง้างก็ไม่สำเร็จ แถมพิศิษฐ์ยังจะใช้อำนาจ คตง.แทนคุณหญิงต่อไปด้วย

โธ่ น่าเสียดาย ร่าง พ.ร.บ.ตรวจเงินแผ่นดินฉบับใหม่ตกไปซะแล้ว ในนั้นนอกจากจะเพิ่มอำนาจให้ คตง.มีอำนาจฟ้องเหมือนอัยการและ ปปช.แล้ว ยังมีบทเฉพาะกาลมาตรา 111 ยกเว้นบทบัญญัติที่ให้ คตง.ดำรงตำแหน่งวาระเดียว ไม่ให้ใช้บังคับกับกรรมการ คตง.ที่ได้รับการสรรหาครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งดำรงตำแหน่ง 3 ปี กรรมการชุดนี้ยังกลับมาเป็นได้อีก จนฝ่ายค้านโวยว่า ตรากฎหมายเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ทำไมต้อง “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย”

ที่มา ประชาไท


กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทยกับการสรุปแนวคิดการทำสื่อเพื่อการสื่อสาร 2 ทางในซีรี่ส์ชุด "NGO เป็นไงในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน" และคำถามถึงการมีอยู่ของ “เอ็นจีโอ-ภาคประชาชน-ภาคประชาสังคม” ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน

แนวคิดการทำงาน กับคำถาม "NGO เป็นไง ในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน"

ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความขัดแย้งที่ยังคงครอบคลุมอยู่ การปรองดองและปฏิรูปประเทศหลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ที่มีคนตาย 91 ศพ และคนที่ได้รับบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ไม่นับรวมการไล่ล่า และการคงอยู่ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นภาวการณ์ฉุกเฉินถาวรไปแล้วสำหรับรัฐบาลนั้น ทำให้กลุ่มคนอีกจำนวนมากที่ทำงานสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับปัญหาของชาวบ้าน รู้สึกอีหลักอีเหลื่อ อึดอัดขัดใจ จนกระทั่งไปถึงขั้นไม่เอาด้วย ไม่ยอมรับกับบทบาทของเอ็นจีโอในปัจจุบัน

“กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย” (Thai Social Movement Watch: TSMW) จึงได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับคำถามสำคัญว่า “เอ็นจีโอ” “ขบวนการภาคประชาชน” และ “ภาคประชาสังคมไทย” นั้น คืออะไร ทำอะไร และจะเป็นไปในทิศทางไหนกันแน่

“กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย” เป็นกลุ่มนักวิชาการ อดีต NGO และ NGO กลุ่มน้อย ที่เคยออกจดหมายเวียนเพื่อระดมผู้ร่วมลงชื่อใน “จดหมายเปิดผนึกคัดค้านวาทกรรมอำพราง “ปฏิรูปประเทศไทย” “ประชาสังคม” “ภาคประชาชน” ต่อต้านกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยอำมหิต” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่าน และกำลังกิจกรรมเพื่อหาคำตอบ ต่อคำถามคาใจของพวกเขา

ซีรี่คลิปวีดีโอขนาดสั้น (ถึงสั้นมาก) ที่ชื่อว่า "NGO เป็นไงในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน" ที่ถูกนำเสนอผ่านสายตาผู้คนในโลกออนไลน์มาแล้วในระยะหนึ่งนั่นคือส่วนหนึ่งของผลงานจาก TSMW ที่จะถูกนำเสนอต่อเนื่องไปจนถึง เวทีเสวนาทางวิชาการ “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ในวันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2553 โดยมุ่งหวังให้เกิดการรับรู้ ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ก่อนงานเวทีเสวนาวิชาการที่จะจัดขึ้น

เนื้อหาของคลิปแต่ละตอนนั้นได้นำเสนอผลการสำรวจความเห็นของชาวบ้าน เอ็นจีโอ และนักวิชาการ ที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ปรากฏต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับรากฐาน โดยเจาะจงคำถามใน 3 ประเด็นหลักที่สังคมมักได้ยินได้ฟังเมื่อมีการเคลื่อนไหว คือ 1.นิยาม ความหมายว่า ภาคประชาชน คืออะไร 2.เอ็นจีโอ เป็นใคร และมีบทบาทอย่างไรในการเคลื่อนไหวภาคประชาชนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และ 3.อนาคตเอ็นจีโอควรจะมีบทบาทอย่างไร หรือควรจะมีอยู่อีกไหมและอยู่อย่างไร

อีกทั้ง เพื่อให้คลิปดังกล่าวเป็นสื่อเพื่อการสื่อสาร 2 ทาง (ระหว่างคณะทำงานและผู้สนใจ) TSMW ได้เปิดช่องทางให้ผู้รับสารสามารถสะท้อนความเห็นกลับจากคลิปสั้นๆ นั้นได้ โดยผ่านทาง Face Book ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย, เว็บไซต์ประชาธรรม และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท โดยสามารถเข้าดูรายละเอียดเวทีเสวนาและคลิปบทสัมภาษณ์ที่จะปล่อยออกมาวันละชิ้น จนถึงวันงาน

ในส่วนเวทีเสวนาทางวิชาการ “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” นั้น ถือเป็นงานเสวนาและการเสนอผลการศึกษาในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนถึงช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยว่า ... “เอ็นจีโอ” “ภาคประชาชน” และ “ภาคประชาสังคม” ได้ทำหน้าที่ในการเป็นพลังแห่งการตั้งคำถามและการเปลี่ยนแปลงสังคมจริงหรือไม่

จากภาพการแสดงออกที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการให้ท้ายหรือเพิกเฉยต่อรัฐประหาร การไม่นำพาหรือปฏิเสธการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมของคนจำนวนมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้มีบทบาทสำคัญใน “ภาคประชาสังคม” และองค์กรกึ่งรัฐจำนวนมากเข้าร่วมในคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น โดยละเลยการตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรมของอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งภาวะความเงียบงันของกลุ่มและองค์กรต่างๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ด้วยความหวั่นวิตกว่า สภาวะถดถอยของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยฉบับ “ภาคประชาสังคม” ดังที่เป็นอยู่นี้ จะกลายสภาพมาเป็นเครื่องมือของการกดทับและการธำรงสถานะเดิมของสถาบันสังคมและการเมืองจารีตไปอย่างสมบูรณ์...

000

โครงการงานเสวนาทางวิชาการ “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย”

ความสำคัญของปัญหา

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมามีลักษณะยอกย้อนเป็นอย่างยิ่ง เพราะขณะที่ในช่วงระยะแรกหลังกึ่งทศวรรษ 2530 ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยดูเหมือนจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและการเมืองไทยในทิศทางที่เอื้อประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นด้วยการส่งเสริมให้คนธรรมดาสามัญได้เจรจาต่อรองภายในระบบการเมืองรัฐสภาอย่างเสมอหน้า การขยายพื้นที่การต่อสู้เรียกร้องให้กว้างขวางกว่าระเบียบและวิธีปฏิบัติของระบบราชการ หรือว่าการเสนอประเด็นปัญหาที่กว้างไกลกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้าเฉพาะกลุ่ม ทว่านับจากปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวของบุคคล กลุ่ม และองค์กรจำนวนหนึ่งกลับมีแนวโน้มที่จะทำให้คนส่วนใหญ่มีโอกาสเข้าร่วมทางการเมืองในระบบรัฐสภาได้น้อยลง ขณะเดียวกันก็หนุนให้สถาบันสังคมและการเมืองจารีตมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทว่าคับแคบลง ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถช่วยให้เป้าหมายเฉพาะของตนบรรลุได้ ทั้งด้วยการสนับสนุนการเคลื่อนไหวกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการก่อรัฐประหาร การไม่นำพา ปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งต่อต้านการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากที่เรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการที่บุคคลจำนวนหนึ่งซึ่งอ้างตนเป็นตัวแทน “ภาคประชาชน” หรือ “ภาคประชาสังคม” เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองโดยปราศจากการตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรมของคณะกรรมการชุดต่างๆ ดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงในทิศทางและท่าทีของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของขบวนการภายใต้บริบททางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงจาก “ขบวนการประชาชน” ซึ่งมีกลุ่มหรือองค์กรประชาชนซึ่งก่อตัวจากสภาพปัญหาของตนโดยการประสานความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นองค์ประกอบหลัก มาเป็น “ภาคประชาสังคม” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายใหม่ๆ จำนวนมาก ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรกึ่งรัฐซึ่งตั้งขึ้นใหม่ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ส.ส.ส.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พ.อ.ช.) เป็นต้น ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนหากไม่ปิดตัวลงด้วยข้อจำกัดด้านแหล่งทุนก็ปรับตัวด้วยการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรกึ่งรัฐดังกล่าวนี้ด้วย ทั้งนี้ “ภาคประชาสังคม” ที่ว่านี้เน้นยุทธศาสตร์การประสานความร่วมมือเชิงพิธีการมากกว่าการตั้งคำถามหรือการท้าทายระดับรากฐาน การประท้วงและการเดินขบวนกดดันรัฐบาลของกลุ่มและองค์กรต่างๆ จึงถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมจำพวก “สมัชชา” ระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล ไปจนถึงระดับประเทศ เป็นนิมิตรหมายที่ดีว่าปัญหาต่างๆ จะสามารถแก้ไขเยียวยาได้ด้วยความรักและสมานฉันท์ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ชำนาญการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ผันตัวเองมาเป็นวิศวกรทางสังคม

อย่างไรก็ดี แม้การเคลื่อนไหวของ “ภาคประชาสังคม” จะส่งผลให้กลุ่ม องค์กร และเครือข่ายต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและการเมืองเพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัด เพราะยุทธศาสตร์ของ “ภาคประชาสังคม” เน้นการลดบทบาทและความสำคัญของการเมืองระบบรัฐสภา ซึ่งนอกจากจะไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาการเมืองระบบรัฐสภา ยังส่งผลให้ระบบการเมืองดังกล่าวถูกแทรกแซงและครอบงำจากอำนาจนอกระบบอย่างมาก การที่รัฐประหารครั้งล่าสุดสามารถเกิดขึ้นอย่างสะดวกและง่ายดาย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของ “ภาคประชาสังคม” ที่ว่านี้ ขณะที่การเมืองระบบรัฐสภาหลังรัฐประหารก็ไม่ได้ตอบคำถามของประชาชนเป็นหลัก หากแต่มุ่งทำหน้าที่ปกป้องสถาบันสังคมและการเมืองจารีตอย่างแข็งขัน ในทำนองเดียวกับองค์กรกึ่งรัฐภายใต้การกุมบังเหียนของวิศวกรทางสังคมซึ่งไม่ขึ้นต่อการเมืองระบบรัฐสภาและประชาชนมาตั้งแต่ต้น ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยฉบับ “ภาคประชาสังคม” จึงไม่ได้มีสถานะเป็นพลังแห่งการตั้งคำถามและการเปลี่ยนแปลง หากแต่มีสภาพเป็นเครื่องมือของการธำรงสถานะเดิมของสถาบันสังคมและการเมืองจารีต การให้ท้ายหรือเพิกเฉยต่อรัฐประหารก็ดี การไม่นำพาหรือปฏิเสธการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมของคนจำนวนมากก็ดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการที่ผู้มีบทบาทสำคัญใน “ภาคประชาสังคม” และองค์กรกึ่งรัฐจำนวนมากเข้าร่วมในคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นโดยละเลยการตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรมของอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง ผนวกกับความเงียบงันของกลุ่มและองค์กรต่างๆ ซึ่งนอกจากอาจจะเป็นเพราะเห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปดังกล่าว ยังเป็นเพราะสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับองค์กรกึ่งรัฐ ซึ่งสนับสนุนการธำรงสถานะเดิมของสถาบันสังคมและการเมืองจารีต ยิ่งตอกย้ำสภาวะถดถอยของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยฉบับ “ภาคประชาสังคม” ยิ่งขึ้น

เพราะเหตุนี้ การทบทวนสถานะและบทบาทของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยฉบับ “ภาคประชาสังคม”ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สนใจ และห่วงใย ได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรจะมีท่าทีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันอย่างไร จะทำอย่างไรให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยฉบับ “ภาคประชาสังคม” ตอบคำถามต่อประชาชนมากกว่าสถาบันสังคมและการเมืองจารีต จะทำอย่างไรกลุ่มและองค์กรต่างๆ จึงจะสามารถเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอิสระภายใต้เงื่อนไขและข้อผูกมัดของแหล่งทุนเช่นองค์กรกึ่งรัฐที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่กลายสภาพเป็นเพียงเครื่องมือของการกดทับและการธำรงสถานะเดิมของสถาบันสังคมและการเมืองจารีตอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ประเด็นปัญหา

1. จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมกับสถาบันอำนาจประเภทต่างๆ ในสังคมไทยอย่างไร กล่าวคือ จะมีท่าทีต่ออำนาจและการเมืองระบบรัฐสภาในฐานะที่เป็นสถาบันอำนาจทางการที่มีส่วนในการกำหนดชีวิตและความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่อย่างไร วิธีปฏิบัติเช่นการหว่านล้อมหรือการอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะหน้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ จะทำอย่างไรจึงจะทำให้ทั้งการเมืองระบบรัฐสภาและองค์กรกึ่งรัฐตอบคำถามต่อประชาชนมากกว่าสถาบันทางสังคมและการเมืองจารีตอย่างเช่นที่เป็นอยู่ และจะทำอย่างไรให้สถาบันทางสังคมและการเมืองจารีตอยู่ภายใต้การกำกับของประชาชนโดยเฉพาะที่ผ่านการเมืองระบบรัฐสภา

2. จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งขับเคลื่อนและผลักดันโดยผู้ปวารณาตัวเป็น “ภาคประชาสังคม” และองค์กรกึ่งรัฐภายใต้การประสานความร่วมมือกับนักพัฒนาเอกชนและผู้นำชุมชนอย่างไร โดยเฉพาะภายใต้ข้อพิจารณาที่ว่ากระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองรวมทั้งมีรูปแบบและวิธีการดำเนินงานไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปสู่การเจรจาต่อรองหรือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีนัยสำคัญแต่อย่างใด ขณะเดียวกันเงื่อนไขและสภาวะทางการเมืองปัจจุบันภายใต้กฎหมายพิเศษฉบับต่างๆ ก็ไม่เอื้อให้เกิดการปฏิรูปในระดับรากฐานได้

3. จะจินตนาการถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่วิศวกรทางสังคมใน “ภาคประชาสังคม” และองค์กรกึ่งรัฐรณรงค์ส่งเสริมได้อย่างไร จะทำอย่างไรไม่ให้รูปแบบการเคลื่อนไหวถูกผูกขาดอยู่เฉพาะบางรูปแบบ เช่น “กระบวนการสมัชชา” แต่เปิดกว้างกับรูปแบบการเคลื่อนไหวที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งรวมแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจะทำอย่างไรขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยจึงจะสามารถตอบคำถามต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา: ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย

(ร่าง) กำหนดการ
งานเสวนาทางวิชาการ “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย”
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2553 เวลา 9:00-17:00น.
ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้จัด: ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
สำนักข่าวประชาธรรม (PNN) -Local Talk
ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
“กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย” (Thai Social Movement Watch-TSMW)
9.00 – 9.15 กล่าวต้อนรับและเปิดงาน
โดย ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง (หัวหน้าภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ)
9:20-9:45 ปาฐกถาช่วงที่ 1: “ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางสังคมไทยกับข้อท้าทายในปัจจุบัน” (25 นาที)
โดย ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ (คณะกรรมการปฏิรูป)
9:50-10:15 ปาฐกถาช่วงที่ 2: “หนึ่งทศวรรษ ‘วิถีชีวิต วิธีสู้: ขบวนการประชาชนร่วมสมัย’” (25 นาที)
โดย ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ)
10:15-10:35 ช่วงถาม-ตอบ (20 นาที)
10:35-10:50 พัก (15 นาที)
10:50-12:45 การเสวนาโต๊ะกลม “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย”
ช่วงที่ 1: นำเสนอประเด็นการเสวนา (1 ชั่วโมง 25 นาที)
“ ‘ภาคประชาสังคม’ ‘ภาคประชาชน’ กับกับดักจินตนาการ ‘ไม่เลือกเพื่อสร้างทางเลือก’ ”
นำเสนอโดย อ.ดร.อัจฉรา รักยุติธรรม (15 นาที)
‘ภาคประชาชน’ กับก้าวที่ไม่ทันความเปลี่ยนไปของสังคมชนบท”
นำเสนอโดย อ.พฤกษ์ เถาถวิล (15 นาที)
‘ภาคประชาชน’ กับท่าทีต่อการเมืองในระบบรัฐสภา
นำเสนอโดย อ.ดร.เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ (15 นาที)
ให้ความเห็นโดย
อ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (20 นาที)
อ.ดร. นฤมล ทับจุมพล (20 นาที)
ช่วงที่สอง: การแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วม (30นาที)
(ดำเนินรายการโดย คุณสืบสกุล กิจนุกร)
12:45-13:45 พักเที่ยง
13:45-14:00 ชมวีดิทัศน์ เรื่อง “ขบวนการภาคประชาชนและเอ็นจีโอจากหลากหลายมุมมอง”
14:00-16:15 การอภิปราย: “ขบวนการประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน”
- คุณจอน อึ้งภากรณ์ (15 นาที) (คณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย)
- คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข (15 นาที) (อดีตผู้นำแรงงาน บรรณาธิการนิตยสาร Red Power และผู้ประสานงานสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยภาคประชาชน)
- คุณกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา (15 นาที) (มูลนิธิชีววิถี)
- คุณใบตองแห้ง (15 นาที) (คอลัมนิสต์)
- คุณสารี อ๋องสมหวัง (เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป) (15 นาที)
- คุณขวัญระวี วังอุดม (15 นาที) นักสิทธิมนุษยชน
แลกเปลี่ยนซักถาม ( 45 นาที)
(ดำเนินรายการโดย ดร.กฤษฎา บุญชัย)
16:15-16:40 สังเคราะห์ภาพรวมผลการเสวนา
โดย อ.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
16:40-17:00 พิธีปิด (แถลงข่าว/อ่านบทกวี/การแสดง)
*** พิธีกรตลอดวัน รจเรข วัฒนพานิช (ชุมชนคนรักป่า)
หมายเหตุ: รายชื่อวิทยากรอาจมีการเปลี่ยนแปลง