ที่มา ไทยรัฐ
อาทิ กรณี เขาพระวิหาร ที่กลับไปกลับมาโดยไม่มีข้อเท็จจริงมาชี้แจง ผิดกับฝ่ายพันธมิตรที่ออกมาต่อต้านการตกลงเอ็มโอยูกับกัมพูชา มีข้อมูลมายืนยันชัดเจน
รัฐบาลแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
ความเสียหายในการบินไทย ต้องยอมรับว่ามีมูลค่ามหาศาล ในรัฐบาลชุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกโจมตีกรณีการร่วมทุนกับบริษัทเทมาเสกของสิงคโปร์หลายเรื่อง แม้ในขณะนั้นจะเป็นเรื่องของเอกชนกับเอกชนก็ตาม แต่กรณีการบินไทยกับ ไทเกอร์ แอร์เวย์ส หรือไทย ไทเกอร์ ที่ลุกลี้ลุกลนเซ็นสัญญาตกลงกันไปแล้วจะตอบคำถามเรื่องของธรรมาภิบาลอย่างไร
ขายสมบัติชาติหรือไม่
ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามีผลกระทบกับผู้โดยสารแค่ไหน เพราะเคยมีตัวอย่างว่า สิงคโปร์มาซื้อธุรกิจโรงแรมในบ้านเราพอมีปัญหาระหว่างลูกค้ากับโรงแรม ต้องโทร.ไปขออนุมัติผู้บริหารที่สิงคโปร์
ขณะที่การบินไทยก็ลงทุนใน สายการบินโลว์คอสต์ ทุลักทุเลอยู่แล้ว จะเพิ่มภาระให้กับการบินไทยอีกแค่ไหน เพราะต้องเพิ่มทุนเป็นร้อยละ 49 ในสายการบินนกแอร์อีก ปัญหาคาราคาซังชอบกล
ที่สำคัญคือผู้ถือหุ้น พนักงาน ได้มีส่วนรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง หรือไม่ หรือทำกันอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คน ทั้งหมดนี้ควรจะนำรายละเอียดมาชี้แจงกับสาธารณชนไม่ใช่แถไปวันๆ
ความสัมพันธ์ระหว่าง คนใกล้ชิดนายกฯกับคนในการบินไทย ความสัมพันธ์ระหว่างคนในการบินไทยกับคนในกระทรวงการคลัง สับสนวุ่นวายดีพิลึก
ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า รัฐมนตรีในรัฐบาลแอบเดินทางไปสิงคโปร์ มาซะด้วย เลยทำให้เรื่องนี้ดูมีเบื้องหลังมากยิ่งขึ้น จะให้ท้าย ไฟเขียว หรือมีอะไรแอบแฝงก็เป็นอีกเรื่อง
วันนี้อยากให้สังคมจับตาสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการบินไทยในอนาคตอันใกล้นี้ การบินไทยประสบกับปัญหาการขาดทุน มาโดยตลอด อ้างราคาน้ำมัน อ้างเหตุการเมือง อ้างเหตุการณ์ในต่างประเทศ อ้างปัญหาเศรษฐกิจสารพัด แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย
ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้ อยากให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รมว.คลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ค้นหาความจริงและนำมาอธิบายกับประชาชนเจ้าของประเทศ ให้เห็นความโปร่งใสตามหลักของธรรมาภิบาลและทำการทบทวนโครงการนี้ทันที สารพัดโครงการรัฐบาลยังกล้ายับยั้ง แต่โครงการนี้ รัฐบาลทำเป็นทองไม่รู้ร้อนซะอย่างนั้น พับผ่า.
หมัดเหล็ก
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 9, 2010
ธรรมาภิบาล
ตัดแต้มสองมาตรฐาน

คนไทยยังพูดภาษาเดียวกันไม่รู้เรื่อง นับประสาอะไรจะไปเถียงสู้กัมพูชา
โดยมหากาพย์วุ่นๆศึกปราสาทพระวิหาร ที่ดำเนินเรื่องมาถึงฉาก "ซัดปากกันเอง" ในหมู่เครือข่ายฝ่ายถืออำนาจในประเทศไทย ทะเลาะกันระหว่างรัฐบาลประชาธิปัตย์กับม็อบพันธมิตรฯในมุกของกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ
เรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่ข้อเท็จจริงกลับพลิกได้ตามสถานะ
โดยเฉพาะคิวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ตอนเป็นฝ่ายค้าน ดาหน้าถล่มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนของอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เล่นมุกเดียวกับม็อบพันธมิตรฯ
แต่พอมาเป็นผู้นำรัฐบาลบ้าง กลับโดนแนวร่วมเก่ารุมด่า ฐานไม่ทำตามข้อเสนอให้ยกเลิกเอ็มโอยู เดินหน้าหักดิบกับฝ่ายกัมพูชา
บทพลิกไปพลิกมา จนคนดูจับต้นชนปลายกันไม่ถูก
และยิ่งสับสนกันไปใหญ่ กับวาระ "สอดแทรก" ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวก "หูไวตาไว" มองเกมลึกที่ซ่อนอยู่หลังฉากร้อนทวงคืนเขาพระวิหาร
มันคือการทวงคืนพื้นที่ทางการเมือง
ในมุมของเกม "เพาเวอร์เพลย์" การประลองกำลังภายในระหว่างเครือข่ายของฝ่ายถืออำนาจด้วยกัน โดยจังหวะก็พอดีกับคดีม็อบพันธมิตรฯบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ที่อัยการเลื่อนสั่งคดีออกไปเป็นรอบที่ไม่รู้เท่าไหร่
ยื้อจนจะลากไม่ไหวแล้ว
อีกด้านก็เป็นคดีม็อบพันธมิตรฯ ยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ตั้งแท่นส่งเรื่องให้อัยการฟ้อง
จ่อออกหมายจับแกนนำ ถ้าเบี้ยวไม่เข้ามอบตัว
แต่พอได้จังหวะรุกบี้กรณีเขาพระวิหาร รัฐบาลประชาธิปัตย์ตกเป็นฝ่ายโดนกดดัน คดีของม็อบพันธมิตรฯ ก็ลดความร้อนแรงลงโดยอัตโนมัติ
ไหนจะเหลี่ยมของการชิงกระแสชิงแต้มทางการเมือง
กับเดิมพันเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต กทม. (ส.ข.) ที่พรรคการเมืองใหม่ ตัดริบบิ้นปล่อยผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรกของการก่อตั้งพรรค ชิงฐานเสียงที่ทับสัมปทานกับยี่ห้อประชาธิปัตย์
โดยจังหวะเทกแอ็กชั่นคดีเขาพระวิหาร เครือข่ายพันธมิตรฯก็ได้เวที "กระตุ้นเรตติ้ง" ยี่ห้อพรรคการเมืองใหม่ ที่กระแสออกตัวไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด
บทสรุป พันธมิตรฯชิงพื้นที่ทางการเมืองกลับมาได้ระดับหนึ่ง
ตามจังหวะ "ตัดแต้ม" รัฐบาลประชาธิปัตย์ ขยายภาพ 2 มาตรฐาน
ปรากฏการณ์เห็นๆ เครือข่ายพันธมิตรฯ เดินหน้าชุมนุมเย้ย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บุกถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลตามที่ประกาศไว้ล่วงหน้า โดยไม่กลัวเสียงขู่ของ "เสธ.ไก่อู" พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก่อนจะย้ายมาปักหลักอยู่ที่หน้าค่ายทหาร ค้างคืนหน้ากองทัพภาคที่ 1
โดยไม่มีอะไรถูกเนื้อต้องตัว
เทียบกับฉากที่กลุ่ม "วันอาทิตย์สีแดง" นำโดยสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด นัดสมาชิกผูกริบบิ้นแดงที่ราชประสงค์ รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งการตำรวจระดมกำลัง หลายร้อยเฝ้า "ป้ายราชประสงค์"
ห้ามพูด ห้ามตะโกน ห้ามแตะต้องป้าย
ลากตัวคนกระทำการฝ่าฝืนไปคุมขัง จับปรับกันที่โรงพักทันทีทันควัน
เช่นเดียวกันกับคิวที่นักเรียนและนักศึกษาในจังหวัดเชียงราย 5 คน รวมตัวถือป้าย "เราเห็นคนตายที่ราชประสงค์" รณรงค์ให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดนหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สั่งดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อหาชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
ล็อกตัวเข้าสถานพินิจ ส่งหมอตรวจสุขภาพจิต
หรือกับแอ็กชั่นล่าสุด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ลงทุนทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอให้เร่งพิจารณาสั่งคดีกับแกนนำและแนวร่วม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในคดีก่อการร้าย ให้ทันก่อนที่ครบกำหนดฝากขังนัดสุดท้ายของผู้ต้องหาบางรายในวันที่ 11 สิงหาคม
โดยไม่กลัวจะถูกมองเป็นการแทรกแซงการทำงานของอัยการ
ตามเกม เลยคำว่า "มาตรฐาน" ไปแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง
ป.ป.ช.เรียก"อภิสิทธิ์"ให้ถ้อยคำ ปมตั้ง"กษิต"นั่งรมว.ต่างประเทศ
ที่มา มติชน
นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึง
ความคืบหน้าการถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
กรณีการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่
กระทำความผิดกรณีเป็นผู้สนับสนุนการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองว่า
กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ซึ่งขณะนี้การไต่สวนคดีดังกล่าว
มีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ร่วมเป็นองค์คณะนั้น
ได้มีมติเรียกนายอภิสิทธิ์มาให้ถ้อยคำในฐานะที่เป็นผู้ถูกยื่นถอดถอน
เพื่อขอทราบเหตุผลในการแต่งตั้งนายกษิต
และเจตนารมณ์ในการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย
และรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พ.ศ. ... ที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นไป
เพื่อให้นายกษิตและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ชุมนุมประท้วงในสนามบินสุวรณณภูมิได้รับประโยชน์จากการนำกฎหมายดังกล่าวไปอ้างอิง
โดยจะเรียกนายกฯมาให้ถ้อยคำภายในเดือนสิงหาคมนี้
โดยต้องการให้นายกฯมาให้ถ้อยคำด้วยตัวเอง จากนั้นเมื่อนายกฯมาให้ถ้อยคำแล้ว
องค์คณะจะหารือกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
"แม้ว"โฟนอินราชบุรี บอกหากเพื่อไทยตั้งรบ.จะได้กลับไทย
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 8 ส.ค.เวลา 19.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอิน
เข้ามาที่ศาลาจักรกรีอนุสาวรีย์นุสรณ์สถาน เชิงเขาแก่นจันทร์ ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี
โดยขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานในการเปิดตัวผู้สมัครพรรคเพื่อไทย
และร่วมกันต่อสู้เพื่อที่จะนำประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมา
และได้ขอให้ทุกคนช่วยกันเลือกพรรคเพื่อไทยให้เป็นรัฐบาล พร้อมทั้งขอบคุณที่ได้ร่วมมือ
และเป็นให้กำลังใจมาตลอด ตนอยู่ที่นี่สบายดี ทั้งนี้
ยืนยันว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล
ก็จะสามารถกลับประเทศไทยเพื่อไปร่วมต่อสู้กับพี่น้องเสื้อแดงได้
เชื่อว่าจะพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปได้
ภาษาหม่องหรา ATMพม่า ยึดเมืองมหาชัย
แรงงานพม่าทะลักเต็มเมืองมหาชัย จน"ธนาคารกสิกรไทย"ต้องเอาใจลูกค้าหม่องสุดๆให้บริการ"ภาษาพม่า"ผ่านตู้เอทีเอ็ม คนไทยไปกดเงินต่างตกใจ
เพราะมีให้บริการทุกตู้ทั่วเมือง.....
เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าไปใช้บริการตู้เอทีเอ็มในตัวเมือง สมุทรสาครแล้ว
รู้สึกแปลกใจ ที่หน้าจอทำรายการมีภาษาพม่ากำกับอยู่ด้วย
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดยตระเวนสำรวจตู้เอทีเอ็มทุกธนาคารทั่วเมืองสมุทรสาคร
ปรากฏว่าตู้ เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทย
มีภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาพม่าเพิ่มขึ้นมาอีกภาษา
ส่วนตู้เอทีเอ็มของธนาคารอื่นไม่มีภาษาพม่าให้บริการแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวนำนายแดง อายุ 44 ปี แรงงานชาวพม่ามาทำรายการให้ดู
เพื่อตรวจสอบข้อความขั้นตอน
การทำรายการของตู้เอทีเอ็ม
พบว่าหลังสอดบัตรเอทีเอ็มเข้าไปในเครื่องแล้วจะมีข้อความว่า
ยินดีต้อนรับขึ้นเป็นภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ
ตามด้วยข้อความให้ใส่รหัสของบัตร จากนั้น
จะมีข้อความเป็นภาษาไทยตีคู่กับภาษาพม่า
และตามด้วยภาษาอังกฤษทุกขั้นตอน
ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินสด โอนเงิน จ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ
รวมทั้งสอบถามยอดเงินด้วย
ด้านผู้นำชุมชนคนหนึ่ง ในตำบลท่าจีน กล่าวว่า
ตามที่รัฐบาลเปิดให้ทำบัตร ทำให้แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่
มีบัตรถูกต้องตามกฎหมาย
แต่ก็มีแรงงานอีกส่วนหนึ่งที่แฝงตัวหลบหนีเข้ามาก็มีบ้าง คนที่มีบัตรส่วนใหญ่
จะอยู่แบบสบายใจ แต่ก็มีบางคนที่ไม่มีบัตรแต่อยากจะทำบัตร
ซึ่งรัฐบาลยังไม่เปิดโอกาสให้ทำ
ทำให้แรงงานต่างด้าวคนใหม่ที่หลบหนีเข้ามาต้องอยู่กันแบบหลบๆซ่อนๆ
ดังนั้น จึงอยากให้ทางการ
เปิดทำบัตรให้แรงงานต่างด้าวเพื่อนำเงินเข้ารัฐดีกว่า
ส่วน พ.ต.ต.สมชาย ขอค้า สวป.สภ.เมืองสมุทรสาคร เผยว่า สำหรับแรงงานต่างด้าว
ในจังหวัดสมุทรสาครที่ต่อใบอนุญาตทำงานมีทั้งสิ้น 124,454 คน กับแรงงาน
ที่พิสูจน์สัญชาติ (MOU) อีก 9,001 คน รวมทั้งสิ้น 133,455 คน
และแรงงานไม่ขึ้นทะเบียนอีกนับหมื่นคน
ตามที่รัฐบาลและจังหวัดสมุทรสาคร ได้ผ่อนผันแรงงานต่างด้าวให้มีการจดทะเบียน
และสามารถประกอบอาชีพในประเภทต่างๆ ได้ 11 กิจการนั่นคือ
ประมง เกษตรกรรม โรงอิฐ เหมืองแร่ โรงสีข้าว โรงน้ำแข็ง
การขนถ่ายสินค้าทางน้ำ การก่อสร้าง รับใช้ในบ้าน กิจการต่อเนื่องประมงและอื่นๆ
แต่ต้องระบุ ตำรวจได้กวดขันจับกุมผู้ที่ทำงานนอกเหนือจากนี้อย่างต่อเนื่อง
แต่ก็กวาดล้าง ไม่หมด
เพราะมีแรงงานที่หลบหนีเข้าเมืองจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า สำหรับพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เป็นจังหวัดชายทะเล
ตั้งอยู่ตอนล่างของภาคกลางมีเนื้อที่ประมาณ 872 ตารางกิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 30 กม. ประชากรส่วนใหญ่ประกอบกิจการประมง
และการเกษตร อุตสาหกรรมหลักได้แก่อุตสาหกรรมด้านการผลิต
โดยเฉพาะการผลิตแปรรูปอาหารเพื่อการส่งออก
มีสถานประกอบการประมาณ 6,320 แห่ง
ทำให้มีแรงงานต่างด้าวตามชุมชนต่างๆถึง 26 ชุมชน อาทิ
ชุมชนเกาะสมุทร ชุมชนบ้านท่าจีน ชุมชนท่าทราย ชุมชนท่าฉลอม
ชุมชนวัดโกรกกราก และชุมชนวิลล่า
แต่ละชุมชนมีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ตั้งแต่ 1,000-10,000 คน.
ละคร ประเทศนี้ น้ำเน่านะคับ
ที่มา thaifreenews
นายกฯ เจรจา พธม.ยอมชุมนุมพระวิหารที่สนามกีฬา
หลังการเข้าเจรจาระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก รัฐมนตรี กับตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ กว่า 2 ชั่วโมง ล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแถลง โดยนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวว่า เจตนาของเราไม่ได้ต่างกัน คือการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาธิปไตย แต่ต่างเพียงวิธีการและยุทธศาสตร์ จึงอยากให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ส่วน เรื่องที่เครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติจะจัดการชุมนุมหน้าทำเนียบในวัน พรุ่งนี้นั้น ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย จึงประสานไปยัง กทม. ให้ทางเครือข่ายไปจัดกิจกรรมที่อาคารกีฬาเวส สนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดงแทน และถ้าตนเสร็จภารกิจในช่วงเช้า จะกลับมารับฟังข้อเสนอของเครือข่ายในช่วงบ่ายให้เร็วที่สุด
“เจตนารมย์ร่วมกันในวันนี้ เป็นไปในทางที่ดี ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่มีปัญหากับฝ่ายของบ้านเมือง” นายอภิสิทธิ์
***********************************
ระหว่าง พธม.กับ ปชป.มันใกล้จะผสมพันธ์กันเข้าไปทุกทีแล้ว พรก.ฉุกเฉินก็ประกาศทั่วกรุงเทพ จะชุมนุมกันที่ไหนก็ผิดหมด แบบนี้ไม่เรียกว่าสองมาตรฐานแล้วจะเรียกว่าอะไรอีก บอกแล้วงัยเสื้อแดงยอมแพ้เหอะ ยกประเทศให้เขาไป ให้มันทำเอาซะ จะทำอะไรก็ทำเอา…(เวรกรรมมีจริงอยู่แล้ว ชาตินี้แหละ ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต เลือดแลกเลือด)
เพื่อไทยเปิดเวทีหนองคาย ทักษิณซัดส.ส.ย้ายซบรัฐบาล

เมื่อช่วงเย็น วันที่ 6 ส.ค. 53 ที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทยริมถนนพนังชลประทาน ต.มีชัย อ.เมืองหนองคาย
พรรคเพื่อไทยได้จัดคอนเสิร์ตการเมือง โดยการนำของนายพายัพ ชินวัตร
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
พ.อ.อภิวันท์ เลิศวิริยะชัย
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายสุนัย จุลพงศธร
และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในจังหวัดหนองคาย
และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมการอภิปราย
ซึ่งมีประชาชนจากหนองคาย อุดรธานีและใกล้เคียงเข้าร่วมจำนวนมาก
เวลา 18.10 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ได้โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงนานประมาณ 10 นาที กล่าวว่า
ขณะนี้บ้านเมืองวุ่นวาย
เพราะมีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งอาศัยประโยชน์ของความวุ่นวาย
อาศัยความมีประโยชน์ของผู้มีอำนาจ จึงเข้าไปข่มขู่ ฉ้อโกง ทุจริต เป็นจำนวนมาก
หลายคนร่ำรวยหลายคนมีอำนาจอย่างชนิดที่ไม่นึกว่าบ้านเมืองไทยจะเป็นอย่างนี้
ไม่มีขื่อมีแป ไม่มีกติกาเหลือ
เพราะว่าบังเอิญโชคร้าย เรามีรัฐบาลที่พูดเก่ง โกหกเก่งรายวัน คุมสื่อเก่ง
และมีความหน้าหนา ใจดำเป็นพิเศษ
"ตอนนี้มีรัฐบาลที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้อง
ไม่เห็นความสำคัญของประชาชน เป็นการบริหารบ้านเมืองที่เลวร้ายที่สุด
ทำให้ข้าวยากหมากแพง ขณะนี้กำลังกว้านซื้อ ส.ส. เพื่อหวังการเลือกตั้งครั้งหน้า
และมี ส.ส.จำนวนหนึ่งเห็นแก่เงินไม่มีอุดมการณ์ ยอมกระดิกหางเข้าหารัฐบาล
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์
ตนนึกละอายตัวเองที่หลงเอาส.ส.ประเภทนี้มาอยู่ด้วย
ในระหว่างนี้พรรคเพื่อไทยกำลังตกผลึก เป็นเพชร เรากำลังเจียระไน
และเราจะมีเฉพาะส.ส.ที่มีอุดมการณ์เพื่อทำงานให้กับประชาชน
ขอให้ชาวหนองคายขึ้นบัญชีหนังหมา ส.ส.ที่ขายตัวเหล่านี้ไว้ให้ดี
ตนยังแข็งแรงดี และตรวจเช็คร่างกายอยู่เป็นประจำ
อย่าลืมส.ส.พรรคเพื่อไทย แล้วตนจะกลับมาแน่นอน"
หลังจากนั้นได้มีการหมุนเวียนกันขึ้นเวทีปราศรัย
โดย พ.อ.อภิวันท์ เลิศวิริยะชัย ประกาศเป็นไพร่เต็มตัวขึ้นเวทีอย่างไม่กลัว ศอฉ.
หลังจากนั้นเป็นการปราศรัยของนายจตุพร พรหมพันธ์
ซึ่งประเด็นหลักเป็นการกล่าวโจมตีการบริหารงานของรัฐบาล
และการปราบปรามประชาชนชาวเสื้อแดงเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ระบุว่าคนที่สั่งฆ่าประชาชนควรเป็นคนอยู่อีกหรือไม่
เสื้อแดงวิ่งรอบสวนสันติภาพ–บก.ลายจุดหนุน พธม.ชุมนุม ครั้งหน้าขอใช้สนามกีฬาบ้าง









Sunday, August 8, 2010
เบื้องหลังศอฉ.ปล่อยผี ทักษิณและท่อน้ำเลี้ยงแดง..ปลดชนวนขัดแย้ง?

รายงานว่า ที่ประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2553 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เสนอยกเลิกข้อห้ามการทำธุรกรรมการเงินฯ ของผู้อยู่ในข่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการเงินแก่ ผู้ก่อการร้ายทั้ง 83 ราย โดยให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ได้ลงนามในคำสั่งแล้ว โดยทั้ง 83 รายประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ตรวจสอบแล้วไม่พบอะไร กลุ่มที่ชี้แจงที่มาของเงินไม่ได้ และ กลุ่มที่ชี้แจงไม่ชัดเจน ซึ่งการยกเลิกข้อห้ามดังกล่าว
เนื่องจากมีการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว และไม่ต้องการให้เห็นว่า ศอฉ.ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ซึ่งทั้ง 83 รายยังคงต้องดำเนินการทำธุรกรรมภายใต้การเฝ้าตรวจจากสถาบันการเงินที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป ส่วนผลการตรวจสอบที่ ดีเอสไอได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว หากรายใดพบหลักฐานการกระทำผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการการดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ลงนามใน คำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 100/2553เรื่อง ให้บุคคลทำธุรกรรมทางการเงินหรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินได้ตามปกติ และให้สถาบัน การเงินหรือนิติบุคคลแจ้งหรือส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมการเงินหรือดำเนินการเกี่ยวกับ ทรัพย์สินที่มีความผิดปกติหรือมีเหตุอันควรสงสัย
คำสั่ง ศอฉ.ที่ 100 /2553 ระบุว่า ปรากฏว่าสถานการณ์และความจำเป็นในการห้ามทำธุรกรรมการเงินหรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเพื่อใช้ในการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับบุคคลตามบัญชีท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่ 78/2553 ได้มารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำหรือชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คำสั่งฉบับที่ 100/2553 เป็นการยกเลิก คำสั่ง ศอฉ.ที่ 49/2553 ประกาศวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คำสั่ง ศอฉ. ที่ 58/2553 ประกาศวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และฉบับที่ 3 คือ คำสั่ง ศอฉ. ฉบับที่ 61/2553 ประกาศวันที่ 20 พฤษภาคม 2553
แต่อย่างไรก็ตามคำสั่ง ระบุว่า หากพบว่าการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ของบุคคลตามบัญชีท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 49/2553 ตลอดจนผู้ได้รับผลประโยชน์จนถึงทอดสุดท้ายหรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลดังกล่าว เป็นการทำธุรกรรมที่มีความสลับซับซ้อน ขาดความ เป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ มีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ทราบวัตถุประสงค์การทำธุรกรรมที่แน่ชัด ให้สถาบันการเงินและนิติบุคคล ยังคงมีหน้าที่ต้องแจ้งหรือส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม ทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีลักษณะดังกล่าวมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่ขณะที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินหรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น
ผู้สื่อข่าว "มติชนออนไลน์" รายงานว่า คำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ที่ห้ามกระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคล มีทั้งหมด 3 ฉบับ ฉบับแรกคือ คำสั่ง ศอฉ.ที่ 49/2553 ประกาศวันที่ 19 พฤษภาคม 2553เป็นธุรกรรมของนิติบุคคล 13 ราย และบุคคลธรรมดา 106 ราย บัญชีชุดแรกที่ถูกแช่แข็ง มีตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร ( ดูรายชื่อ ประกอบท้ายข่าว )
ตามมาด้วย คำสั่ง ศอฉ. ที่ 58/2553 ประกาศ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นรายชื่อของนิติบุคคล 6 บริษัท และบุคคลธรรมดา 37 ราย( ดูรายชื่อประกอบ)
และฉบับที่ 3 คือ คำสั่ง ศอฉ. ฉบับที่ 61/2553 ประกาศวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 เป็นรายชื่อของ นิติบุคคล 1 ราย และบุคคลธรรมดา 22 ราย ( ดูรายชื่อประกอบ)
แต่ทั้งนี้ คำสั่ง ศอฉ. ฉบับที่ 49 และอีก 2 ฉบับ ถัดมา จะมีรายชื่อซ้ำกัน ค่อนข้างมาก และรายชื่อใน คำสั่งฉบับแรก คือ 49/2553 รายชื่อบริษัทและชื่อบุคคลจะพิมพ์ผิดเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ อาจเกิดจากความร้อนรน และไม่มีการตรวจสอบ ความถูกต้อง แต่ในคำสั่งอีก 2 ฉบับ ไม่ค่อยมีพบความบกพร่อง
แหล่งข่าว เปิดเผยว่า สาหตุที่มีการปลดล็อกท่อน้ำเลี้ยง 83 ราย มาจาก 2 ประเด็น ประเด็นแรก ศอฉ. ตรวจสอบไม่พบพิรุธในธุรกรรมทั้ง 83 ราย เพราะบุคคลที่มีรายชื่อ เข้ามารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำหรือชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่พบความเชื่อมโยง มีเพียงนักการเมืองรายเดียว แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญมากนัก
ประเด็นที่สอง มีคนกลางระดับผู้ใหญ่ เข้ามาประสานระหว่าง ศอฉ. และ ฝ่ายถูกตรวจสอบ เพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ขณะเดียวกัน ศอฉ. ก็กำลังหาทางลงจากหลังเสือ และแนวทางการยุติเรื่องนี้ ยังทำให้การเจรจายุติความขัดแย้ง ทางการเมืองเดินหน้าต่อไปได้
--เปิดดูรายชื่อติติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่มีรายชื่อ ตามคำสั่ง ศอฉ. 3 ฉบับ
คำสั่ง ศอฉ. ฉบับที่ 49/2553
รายชื่อ บริษัท 13 ราย
บริษัท ทุนนวัตกรรม จำกัด
บริษัท นิวโอ๊ค จำกัด
บริษัท บี.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
บริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด
บริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด
บริษัท เอส ซี เค เอสเทต จำกัด
บริษัท เอส ซี ออฟฟิซ ปาร์ค จำกัด
บริษัท เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด
บริษัท โอ เอ ไอ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
บริษัท โอเอไอ คอนซัลแต้นท์แอนด์แมนเนจเม้นท์ จำกัด
บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด
บริษัท โอเอไอ ลีสซิ่ง จำกัด
บริษัท โอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด
รายชื่อ บุคคลธรรมดา 106 ราย
พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือดามาพงศ์ หรือ ณ ป้อมเพชร
นายพานทองแท้ ชินวัตร
น.ส. แพทองธาร ชินวัตร
น.ส. พินทองทา ชินวัตร
น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
นายสมชาย วงศ์สวัสด์
นางเยาวภา วงศ์สวัสด์
นางกาญจนาภา หงษ์เหิน
นายชานนท์ สุวสิน
นายสาโรจน์ หงษ์ชูเวช
นายเอกราช ช่างเหลา
นายชูชาติ หาญสวัสด์
นายการุณ โหสกุล
นายนพดล ปัทมะ
นายวิชาญ มีนชัยนันทน์
นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์
นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา
นางพิมพา จันทรประสงค์
นายสันติ พร้อมพัฒน์
นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์
นายประชา ประสพดี
นายไชยา สะสมทรัพย์
นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร
นายยงยุทธ ติยะไพรัช
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
นายเจริญ จรรโกมล
นายสุทิน คลังแสง
นายเรืองเดช สุวรรณฝ่าย
นายเรืองยุทธ ประสาทสวัสดิ์ศิริ
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ
นายสมบุญ ขุนทองไทย
นางมยุรี เศวตาศัย
นายอุดมเดช รัตนเสถียร
นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงศ์
นายพายัพ ชินวัตร
นายจิระศักด์เตชะทวีกุล
น.ส. พนิดา ปัญจาบุตร
นางวิยดี สุตะวงศ์
นายเจริญ คัมภีรภาพ
นายทัศ เชาวนเสถียร
พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก
นายสุชน ชาลีเครือ
นายพงษ์ศักด์ รักตพงศ์ไพศาล
นายอนุสรณ์ ปั้นทอง
น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์
นายพันเลิศ ใบหยก
นายสมหวัง อัสราศี
น.ส. จุฬารัตน์ เมนะเศวต
นายสมชาย ไพบูลย์
พล.อ. ชัยสิทธ์ ชินวัตร
นายสงวน พงษ์มณี
น.ส. ชินณิศา วงศ์สวัสด์
พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์
นายไพโรจน์ ตันบรรจง
นางอรุณี ชำนาญญา
นายวิเชียร ขาวขำ
นายพีระพันธ์ พาลุสุข
นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ
พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ
นายพายัพ ปั้นเกตุ
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน
นายนิยม วรปัญญา
นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ
นายเหวง โตจิราการ
นายวีระ มุสิกพงศ์
นายขวัญชัย สาราคำ
นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
นายนิสิต สินธุไพร
นายก่อแก้ว พิกุลทอง
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
นายอดิศร เพียงเกษ
นายวรพล พรหมิกบุตร
นายสำเริง ประจำเรือ
นายวิสา คัญทัพ
นายยศวลิต ชูกล่อม
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
นางดรุณี กฤตบุญญาลัย
พ.ต.ต. เสงี่ยม สำราญรัตน์
นายวันชนะ เกิดดี
นายอารีย์ ไกรนรา
นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ
นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์
นายประชัญ หรือ ฌอน บุญประคอง
พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี
พล.ท. มนัส เปาริก
พล.ท. พฤณฑ์ สุวรรณทัต
พล.ต.ท. สล้าง บุนนาค
พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล
----------------
คำสั่ง ศอฉ. ฉบับที่ 58/2553
รายชื่อ 6 บริษัท
บริษัท เวิร์ธซัพพลายส์ จำกัด
บริษัท บี.บี.ดี.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
บริษัท บี.บี.ดี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
บริษัท เอสซีเอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด
บริษัท รวยชัย อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด
บริษัท รวยชัย เมอร์แชนไดส์ จำกัด
บุคคลธรรมดา 37 คน
นายวิชาญ มีนชัยนันท์
นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา
นางพิมพา จันทร์ประสงค์
นายเจริญ จรรย์โกมล
นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย
นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์
นายจิรศักดิ์ เตชะทวีกุล
นายพันธ์เลิศ ใบหยก
นายสมหวัง อัสราษี
น.ส. จุฑารัตน์ เมนะเสวต
น.ส. ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์
นางอรุณี ชำนาญยา
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นายวีระ มุสิกพงศ์
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
นายยศวริศ หรือประมวล ชูกล่อม
นางดารุณี กฤตบุญญาลัย
นายธนกฤต ชะเอมน้อย หรือชัยชนะ เกิดดี
นายอารี ไกรนรา
นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์
พล.ท. พฤณท์ สุวรรณทัต
พล.ต.อ. สล้าง บุนนาค
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
นางเยาวเรศ ชินวัตร
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายจักรภพ เพ็ญแข
นายสุธรรม แสงประทุม
นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ
นายพศิน หอกลาง
นายชาญชัย รวยรุ่งเรือง
นางสุกัญญา ประจวบเหมาะ
นางสุจินดา เชิดชัย
นายอัสนี เชิดชัย
นายสุรวุฒิ เชิดชัย
คำสั่ง ศอฉ. ฉบับที่ 72/2553
นางดวงฤทัย กสิโสภา
นายภักดี ธนะปุระ
นางพจีสวาท-โซฟี ธนะปุระ
นางอนงค์ เพชรทัต
ร.อ.มนัส หรือ นายธรรมนัส พรหมเผ่า
เพื่อไทยยกทัพใหญ่เปิดตัว พล.อ.ชัยสิทธิ์ลง ส.ส. "ราชบุรี" เสื้อแดงร่วมงานพันคน
ที่มา มติชน ที่ศาลาจักรกรีอนุสาวรีย์นุสรณ์สถาน เชิงเขาแก่นจันทร์ ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัย โดยมีแกนนําคนสําคัญ อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บํารุง ประธาน ส.ส.พรรค นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนและแกนนําคนเสื้อแดง นายสุนัย จุลพงศธรร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์สิริ ส.ส.ราชบุรี พร้อมสมาชิก พท.เขตภาคกลาง ทั้งจังหวัดราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ร่วมงาน ภายในงานจัดนิทรรศการ 7 วัน ความเจ็บปวด มีการสัมมนาหัวข้อเรื่อง ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนการทุจริตกรณีที่ดินเชิงนโยบาย มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี และคณะบรรยาย นอกจากนี้รัฐบาลพม่ายังไม่ต้อนรับรัฐบาลปัจจุบัน การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อปฏิรูปประเทศเพื่ออะไร ซึ่งนโยบายของ พท.ที่ผ่านมาสร้างประโยชน์ให้ประชาชนตั้งแต่ 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนเศรษฐกิจของไทยดิ่งลง รัฐบาลปัจจุบันใช้นโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณทุกอย่าง
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวปราศรัยว่า ปัญหาเขาพระวิหารเป็นปัญหาระหว่างประเทศไทย รัฐบาลกําลังผจญกับปัญหาระหว่างกัมพูชากับไทย พันธมิตรกับรัฐบาล ที่กำลังมีปัญหาเรื่องการคัดค้านพื้นที่เขาพระวิหารให้เป็นของไทย รัฐบาลไม่รู้เรื่องเดินทางผิดหาทางออกไม่ได้ ยกเลิก MOU ปี 2543 จะทําให้เกิดปัญหาภายหลังโดยเฉพาะปัญหาเรื่องดุลการค้า
จากนั้นเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี 2 คน คือ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร และนายสายัญห์ จังพาณิชย์ อดีต ส.จ.ราชบุรี มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 1,000 คน ฟังการปราศรัย ช่วงเวลา 19.00 น. จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรด้วย


