ที่มา thaifreenews
เมื่อไม่นานมานี้ Chatham House องค์กรระหว่างที่ไม่แสวงหาผลกำไรและมีชื่อเสียงระดับโลก
ได้ออกเอกสารเกี่ยว กับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยความยาว 19หน้า
ซึ่งทางทีมงานของเราได้แปลบทนำเป็นเป็นภาษาไทยมาให้คนไทยได้อ่านกัน มีรายละเอียดดังนี้
ประเทศไทยเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่าเป็น “สยามเมืองยิ้ม”
แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ได้สั่นคลอนภาพลักษณ์ของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศท่องเที่ยวและศูนย์ กลางธุรกิจ
แม้ในปัจจุบันถนนผู้คนในกรุงเทพมหานครได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ
แต่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาความขัดแย้งได้พัฒนาไปไกลกว่าความขัดแย้งเรื่อง “สี” ที่เกิดขึ้น
ระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง
แต่กลายเป็นเรื่องของความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างกลุ่มอำมาตย์หัวอนุรักษ์ นิยม
ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า เช่น ผู้ที่มีสายสัมพันธ์ในวัง กองทัพ นักธุรกิจ
และประชาชนที่รู้สึกว่าตนเองได้รับการปฏิบิติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง
การปราบปรามในเดือนพฤษภาคม ปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นชัยของกลุ่มอำนาจเก่า
แต่เป็นชัยชนะที่แลกมาด้วยราคาที่แพงมหาศาลอย่างชีวิตของประชาชน
และอาคารที่ ถูกเผาทำลายในกรุงเทพมหานคร แม้เหตุการณ์จะสิ้นสุดลง
แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่ได้ยอมแพ้แต่อย่างใด
เพราะการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม มีการคุกคามสื่อ
และฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล เป็นเหตุให้ประชาชนบางกลุ่ม
หันมาสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุม อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
และกลุ่มผู้สนับสนุนได้เปลี่ยนกลุ่มคนเมือง
และชาวชนบทในประเทศไทยให้ กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมือง
จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมได้ก้าวผ่านทักษิณ
และกลายเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยแทน
การเคลื่อนไหวได้พัฒนาไปสู่ประเด็นของความขัดแย้งทางแนวความคิด
ระหว่างกลุ่ม อำนาจเก่าผู้ซึ่งพยายามต่อสู้เพื่อที่จะรักษาสถานภาพของกลุ่มตน
และกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนรักทักษิณ อย่างไรก็ตาม
การที่ทักษิณมีบทบาทสำคัญในกลุ่มผู้ชุมนุม
โดยต้องการจะเรียกคืนทรัพท์สิน
และอำนาจทางการเมืองของตนคืน เป็นการอุปสรรคต่อการพัฒนาความการชุมนุมไปสู่
การเรียกร้องประชาธิปไตยและ ความเป็นธรรม
แต่เราไม่สามารถกล่าวโทษทักษิณว่าเป็นสาเหตุของความไร้เสถียรภาพที่กำลัง เกิดขึ้น
ในขณะนี้ได้ทั้งหมด การเพิกเฉยต่อสาเหตุแท้จริงที่เป็นต้นเหตุของการประท้วงนี้
และความจำเป็นที่ จะต้องแก้ปัญหานี้โดการปฏิรูปโดยกลุ่มอำนาจเก่า
ทำให้ความแตกแยกทางชนชั้นเลวร้ายขึ้น ทักษิณ
และกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณจึงยกช่องว่างทางการเมืองตรงนี้มาเล่น งานกลุ่มอำนาจเก่า
การปฏิรูปการเมือง สังคมและเศรษฐกิจที่จริงจัง รวมถึงมีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว คือ
โอกาสที่ดีที่สุดของกลุ่มอำนาจเก่าที่จะรักษาสถานภาพของตนเอง
การที่รัฐบาลสัญญาจะแก้ปัญหาความเป็นธรรมในสังคม ปฏิรูปการเมือง
และตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นกลางขึ้นมาสอบสวนกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้น นั้น
ดูไม่มีความจริงใจ
เพราะรัฐบาลยังใช้กำลังทหารในการแก้ไขปัญหา ปิดกั้นคุกคามสื่อของฝ่ายตรงข้าม
และไม่มีความพยายามจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
กลุ่มคนเสื้อแดงแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนการปรองดองของรัฐบาล
เนื่องจากไม่ มีความจริงใจและลำเอียง ประชาคมโลกควรพิจารณาบทบาท
ในการช่วยเชื่อมต่อความแตกแยกนี้ แม้อาจจะไม่สามารถกระทำได้โดยทันที
เพราะความเปราะบางของสถานการณ์ในปัจจุบัน
แต่มิตรประเทศที่สำคัญอย่าง อเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร
และออสเตรเลียควรจะหาโอกาสที่จะหว่านล้อมผู้นำประเทศไทย
ในเห็นถึงประโยชน์ ของการปฏิรูปประเทศในอนาคต
เพราะหากปราศจากการปฏิรูปแล้ว อนาคตของประเทศดูเหมือนจะสิ้นหวัง
สภาวะทางเศรษฐกิจและสถานภาพในภูมิภาคของประเทศไทยมีแต่จะเสื่อมถอย
และประเทศตะวันตกอาจจะสูญเสียมิตรประเทศที่ครั้งหนึ่ง
เคยมีความมั่นคงและ เสถียรภาพในภูมิภาค
http://robertamsterdam.com/thai/?p=276
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 11, 2010
ประเทศไทย “สยามเมืองยิ้ม”?
มุมกลอน: ว่าด้วยชนชาติกับชนชั้น
ที่มา Thai E-Newsว่าด้วยชนชาติกับชนชั้น
บรรพบุรุษของข้อยเป็นคนลาว
บนดวงดาวนามโลกอันหลากหลาย
เป็นลาวะเผ่าพันธุ์อันมากมาย
...กระจัดกระจายก่อนเขตประเทศมี
บรรพบุรุษของขยมเป็นคนขอม
ขแมร์ล้อมรอบถิ่นแผ่นดินนี้
ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ประเพณี
ก่อนการชี้ชาติคนจากชนชั้น
ชนชั้นลากจูงคนเป็นชนชาติ
บังอาจละโมภโลภมหันต์
กลืนแผ่นดินกินป่าสารพัน
คลั่งบ้า ฆ่าฟัน อันตราย
บรรพบุรุษของข้า กระเหรี่ยง มอญ
พงษ์เผ่า เก่าก่อน ยังมากหลาย
กระเหรี่ยง มอญ ถูกย่ำเหยียบทำลาย
จนชาติหายสูญสิ้นหมดดินแดน
บรรพบุรุษของเราเป็นคนไทย
ขุดรากเหง้ามาจากไหนให้ถึงแก่น
แม้หมกมุ่นคลั่งชาติอาฆาตแค้น
จะเข้าแผนปลุกระดมไปล้มตาย
เพราะพันธุ์เผ่าบรรพคน เหนือชนชั้น
ประโยชน์รวม ร่วมกัน โดยมั่นหมาย
อย่าได้หลงลวงลมในงมงาย
สวมเขาควายเข้มข้นให้ชนกัน
ที่มา วิสา คัญทัพ (เฟซบุ๊ค)
'แม่'จากปฏิวัติรัสเซียถึงราชประสงค์
ที่มา Thai E-News'Not even an ocean of blood can drown the truth.-แม้แต่การฆ่าเข่นจนเลือดท่วมมหาสมุทร ก็มิอาจทำให้สัจธรรมแพ้พ่าย'-”Mother”,Maxim Gorky
โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
หลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผ่านไปไม่นาน ผมไปปัดฝุ่นหยิบหนังสือนวนิยายเรื่อง"แม่"ที่ผมชื่นชอบมาพลิกอ่าน ก็พบว่าเหตุการณ์ในนวนิยายเรื่องนี้ช่างละม้ายกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างน่าประหลาด
นวนิยายเรื่อง “แม่” นี้ แม็กซิม กอร์กี้ นักประพันธ์ชาวรัสเซีย เขียนขึ้นถ่ายทอดวิถีชีวิตการต่อสู้ของคนงานรัสเซีย เนื่องในวันเมย์เดย์(วันกรรมกร)ในปีพ.ศ. 2445 (ค.ศ.1902)รวมทั้งการเคลื่อนไหวต่อสู้ขององค์การจัดตั้งของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย และการพิจารณาคดีสมาชิกพรรคภายหลังการเดินขบวนถูกปราบปรามลง
จากเหตุการณ์ดังกล่าวแมกซิม กอร์กี้ได้นำเหตุการณ์และบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่โดยใช้ศิลปะในการประพันธ์ โดยจำลองวิถีชีวิตของยอร์ด ซาโลมอฟและแม่ในชีวิตจริง มาเป็นตัวละครเอกคือปาเวล วลาสซอฟ บุตรชายและแม่ของเขา ซึ่งนวนิยายเรื่องดังกล่าวจัดเป็นงานศิลปะอันยอดเยี่ยมที่สะท้อนให้เห็นภาพการต่อสู้ของคนงานรัสเซียก่อนที่จะนำไปสู่การปฎิวัตในปี 2448 (1905) ซึ่งแม้จะประสบความพ่ายแพ้ในบั้นปลาย แต่ก็ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในปี 2460 ( การปฏิวัติรัสเซียปีค.ศ.1917)
กอร์กี้เริ่มเขียนนวนิยายเรื่อง “แม่” เมื่ออายุ 39 ปี โดยได้จัดพิมพ์จำหน่ายครั้งแรก เมื่อ ปีพ.ศ. 2450 หรือล่วงมาแล้ว 103 ปีผมอดเทียบเคียงกับการลุกขึ้นต่อสู้ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดพ.ศ.2552 ที่จบลงด้วยการปราบปราม และการเข้ามอบตัวของแกนนำ และเหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของนปช.แดงทั้งแผ่นดินไม่ได้...ปัญหามีอยู่ว่าในการลุกฮือขึ้นต่อสู้หนที่สามในอนาคตข้างหน้า ซึ่งเป็นหนที่สาม เราจะเป็นฝ่ายกุมชัยชนะแบบการปฏิวัติรัสเซียหรือเปล่า..??
เพราะนี่เป็นชีวิตจริง เจ็บจริง ตายจริง ติดคุกจริง ไม่เหมือนในนิยาย
นวนิยายเรื่อง"แม่"สำหรับผมแล้ว การดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ บอกเล่าถึงผู้หญิงบ้านๆคนหนึ่ง มีผัวกรรมกรขี้เมาที่เลี้ยงเมียด้วยลำแข้ง มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ใส่ใจกิจการบ้านเมืองอะไรเลย กระทั่งลูกชายของแกเข้าไปมีส่วนร่วมพัวพันกับขบวนการเคลื่อนไหวปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศรัสเซียภายใต้ยุคของ"ซาร์ผู้กระหายเลือด"...แม่ก็คอยห้ามคอยปรามคอยห่วง คอยบอกว่า"อย่าไปประท้วงกับเขาเลยนะลูก..แม่เป็นห่วง"
สุดท้ายลูกชายของแกก็เป็น1ในบรรดามวลชนอันคลาคล่ำที่ถูกการปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดของทหารม้าคอสแซ็ก การถูกเข่นฆ่าล้อมปราบปรามในการเดินขบวนใหญ่ที่มีเพียงมือเปล่าๆ

นวนิยายกล่าวในตอนหนึ่ง..."เราทรุดลง เพื่อเป็นการเสียสละอันมีเกียรติ
ในการต่อสู้ที่มีกำลังไม่ทัดเทียมกันนี้
เราเสียสละทุกสิ่งที่เรามี
เพื่ออุดมการแห่งเสรีภาพ
อำนาจบาตรใหญ่ จักต้องพินาศ
ประชาชนจักต้องลุกฮือขึ้น"
เรื่องนี้ทำให้ผมอดนึกถึงฉากพฤษภาอำมหิต2553ของไทยไม่ได้ ขณะที่กองกำลังทหารของรัฐบาลดักซุ่มยิงด้วยปืนสไนเปอร์อย่างขี้ขลาดแต่หวังผล และขึ้นป้าย"เขตใช้กระสุนจริง"กับพวก"ผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง"ที่มีแต่หนังสติ๊ก บั้งตะไล พลุไฟ และเผาควันจากยางรถยนต์เพื่ออำพรางตัวไม่ให้ถูกส่องด้วยสไนเปอร์ไม่ได้
ในนวนิยายเรื่องแม่นั้น ลูกชายของแก สมัครพรรคพวกคนหนุ่มสาว ทั้งนักศึกษาปัญญาชน คนงาน กรรมกร ถูกจับกุมคุมขัง แกนนำโดนกวาดเรียบ ไพร่ฟ้าตายเกลื่อน ถูกยัดเยียดเป็นผู้ก่อการร้าย
แต่แทนที่แม่จะร่ำไห้น้ำตาเป็นสายเลือดบอกว่าเป็นเรื่อวของ"เวรกรรม"อย่างที่เคย แม่ก็เปลี่ยนแปลงชนิดสั่นสะเทือนไปไปถึงรากเหง้าอุดมการณ์ ในตอนท้ายๆเรื่องผมชอบประโยคหนึ่ง(ที่แปลมาเป็นภาษาอังกฤษแล้ว)ที่ว่า'Not even an ocean of blood can drown the truth.-แม้แต่การฆ่าเข่นจนเลือดท่วมมหาสมุทร ก็มิอาจทำให้สัจธรรมแพ้พ่าย'

จากผู้หญิงธรรมดาๆพื้นๆไม่ได้มีจิตสำนึกทางการเมืองใดๆ จนกลายเป็นผู้มีสำนึกทางการเมือง สำนึกทางชนชั้น และสำนึกในการลุกขึ้นต่อสู้ของ"แม่"ในเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึง"ผู้หญิง"เสื้อแดงจำนวนมากมายคณานับ ผู้หญิงเป็นกลุ่มท้ายๆที่ประกาศว่าพร้อมยอมตายในที่ตั้งเวทีราชประสงค์ .."ผู้หญิง"เป็นเสื้อแดงคนสุดท้ายที่ยืนหยัดอยู่หน้าเวที ..."ผู้หญิง"จำนวนมากที่ออกจากวัดปทุมวนารามเป็นคนท้ายๆ
และเป็น"แม่"เป็น"ผู้หญิง"ที่พลิกฟื้นลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้ครั้งใหม่ที่พวกเราจะได้เห็นพวกเธอในทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการเหมารถจากอุดร ขอนแก่น เชียงใหม่มาให้กำลังใจก่อแก้ว พิกุลทองลงสมัครเลือกตั้งส.ส. หรือเข้าร่วมกับบก.ลายจุดในกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง หรือกิจกรรมงานบุญงานรำลึกวีรชนเสื้อแดงต่างๆ
ประเทศไทยจะไม่มีวันหวนกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว เมื่อมีคนอย่าง"แม่"หลุดออกมาจากนวนิยายของแม็กซิม กอร์กี้ และมามีชีวิตจริงๆอยู่เต็มไปหมดในเมืองไทยเวลานี้
ชำนาญ จันทร์เรือง: เผด็จการหรือไม่ ดูตรงไหน
ที่มา Thai E-News
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๓
การเมืองไทยภายใต้พรก.ฉุกเฉินฯมีปรากฏการณ์ประหลาดๆเกิดขึ้นมากมาย ผู้ที่ไม่ชอบก็บอกว่านี่เป็นการปกครองในระบอบเผด็จการชัดๆ ผู้ที่ชื่นชอบก็บอกว่าถูกต้องแล้วประเทศไทยต้องใช้มาตรการแบบนี้แหละถึงจะเหมาะสม ไม่ใช่เผด็จการสักหน่อย ก็เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสื่ออินเตอร์เน็ต
การปกครองในระบอบเผด็จการ(dictatorship) นั้นเป็นระบอบการปกครองที่มีมาอย่างยาวนานแทบจะเรียกใด้ว่าเป็นรูป
แบบการปกครองแรกเริ่มของมนุษย์ ซึ่งผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมทุกอย่างในสังคม แต่ในสมัยโรมันการปกครองแบบเผด็จการจะถูกนำมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว
ในช่วงวิกฤติการณ์สังคมโรมันจะเปิดโอกาสให้ผู้นำที่มีความเข้มแข็งเข้า มาทำงานรับใช้ชาวโรมันเป็นระยะเวลา ๖ เดือน เพื่อสร้างกฎระเบียบและรับประกันความมีเสถียรภาพของบ้านเมืองในช่วงคับขัน เช่นภาวะสงคราม โรคระบาด ฯลฯ เมื่อเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้นำคนนั้นก็ต้องคืนอำนาจเบ็ดเสร็จนั้นให้แก่ประชาชน
เราสามารถแบ่งการปกครองแบบเผด็จการได้เป็นสองระดับ คือ แบบอำนาจนิยม(authoritarianism) กับ แบบเบ็ดเสร็จ(totalitarianism)
เผด็จการแบบอำนาจนิยม(authoritarianism) มาจากคำว่า อำนาจหน้าที่ หรือ authority ซึ่งเป็นการสร้างอำนาจอย่างเป็นทางการ(formal) โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้
๑)ปกครองโดยคนกลุ่มน้อย
การตัดสินใจทุกอย่างทางการเมืองมาจากผู้ปกครองกลุ่มเดียวที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคพวก ผู้ปกครองกลุ่มนี้ไม่ยอมให้ให้อำนาจของตนเองต้องถูกลดลง หรือไม่ยินยอมให้กลุ่มการเมืองอื่นเข้ามาท้าทายอำนาจของตนเอง จึงทำให้ฝ่ายค้านถูกจำกัดบทบาทหรือแทบจะไม่มีฝ่ายค้านในสภาเลย
๒)ไม่ต้องการผู้ที่ไม่เห็นด้วย
ฝ่ายค้านหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือคนนอกกลุ่มจะถูกกีดกันออกจากการเมือง โดยอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมาย รวมทั้งการจับกุม ปิดสถานที่ทำการ ปิดสื่อสารมวลชน รายการวิทยุโทรทัศน์หรือนิตยสารใดๆที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง ทำลายการต่อต้านอย่างสันติและจับกุมผู้ที่ต่อต้าน
๓)ใช้กำลังเข้าข่มขู่
นักการเมืองที่เป็นเผด็จการจะแสดงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงพลังอำนาจผ่านทาง”กองทัพ”หรือ”ตำรวจลับ”หรือหน่วยพิเศษต่างๆซึ่งถือได้ว่าเป็นมือขวามือซ้ายของตนเลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อเข้ากดดันโดยใช้มาตรการรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการฆ่า การทรมาน การกดดันทางเศรษฐกิจ และการใช้มาตรการทางจิตวิทยา โดยมักจะอ้างกับประชาชนว่ากระทำไปเพื่อเสถียรภาพและความมั่นคง
๔)ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ประชาชนสนันสนุน
มีการใช้การโฆษณาชวนเชื่อ(propaganda) อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองมากกว่าที่จะดำเนินนโยบายที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน
๕)สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน
ผู้นำเผด็จการเชื่อว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองเพราะจะทำให้ไม่มีความสามัคคี และยังทำให้กระทบต่อระเบียบและความสงบเรียบร้อยของรัฐประชาชนอาจจะมีเสรีภาพทางสังคมและเศรษฐกิจอยู่บ้างแต่อยู่ในขอบเขตจำกัด
ส่วนเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ(totalitarianism)นั้นเป็นเผด็จการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะนำสังคม ไปสู่สังคมที่สมบูรณ์แบบ(perfect society)
โดยมีหลักการทั้งหมดของเผด็จการแบบอำนาจนิยมผนวกรวมเข้ากับหลักการดังต่อไปนี้
๑)ควบคุมอุดมการณ์ทางการเมืองและระบบความคิด
ผู้ปกครองจะจะควบคุมประชาชนทุกด้านของชีวิตผู้นำจะสร้างรูปแบบของอุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จและบังคับให้ประชาชน ต้องยึดมั่น เช่น อุดมการณ์คอมมิวนิสม์ อุดมการณ์ราชาชาตินิยม ฯลฯ
๒)มีพรรคการเมืองพรรคเดียว
พรรคอื่นนอกจากพรรคของผู้นำเองไม่สามารถก่อตั้งขึ้นอย่างถูกกฎหมายได้ เช่น ในสหภาพโซเวียตในอดีตหรือจีนและเกาหลีเหนือ เป็นต้น
๓)มีการใช้ความรุนแรงและการควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ
มีการใช้ตำรวจลับเพื่อควบคุมกิจกรรมทั้งปวงของฝ่ายตรงกันข้ามอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเผด็จการแบบอำนาจนิยม
๔)มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการควบคุมรัฐ
ในรัฐเผด็จการยุคใหม่ต่างๆเหล่านี้จะใช้เทคโนโลยีต่างๆเพื่อการควบคุมโดยกำลังทหารและมีการรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจและควบคุมสื่อสารมวลชนอย่างเด็ดขาด
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผู้อ่านคงพอที่จะเปรียบเทียบได้ว่าการปกครองของไทยเราในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบใดระหว่างประชาธิปไตย เผด็จการแบบอำนาจนิยมหรือเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ หรือว่าคละเคล้าปะปนกันไป โดยที่ผมคงไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างให้เห็นในแต่ละกรณีๆไป
ไม่ได้กลัวว่าจะถูกจับกุมคุมขังอะไรหรอกครับเพราะผมเชื่อว่ายังมีสายตาจับจ้องจากหลายฝ่ายอยู่ทั้งในและนอกประเทศ แต่กลัวต้องถูกส่งเข้าบำบัดจิตน่ะครับ เพราะแม้แต่เด็กนักเรียนท่านยังไม่เว้นเลย
อภิสิทธัตถะ-สัปปายะสภาสถาน: ศิลปะวัตถุแห่งราชาชาตินิยม พ.ศ.2553
Archiculture Cross Section
สัปปายะสภาสถาน – สถาปัตยกรรมราชาชาตินิยมร่วมสมัย
1. รูปตัดอาคารรัฐสภาแบบชนะเลิศการประกวด, ออกแบบ พ.ศ. 2552

2.
“ ธรรมราชาเป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมทางการเมืองและพระราชอำนาจศักดิ์สิทธิ์หรือบารมีมาแต่โบราณ เป็นอุดมคติดั้งเดิมของสังคมการเมืองพุทธเถรวาทที่ถือว่าพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมย่อมสั่งสมพระราชอำนาจศักดิ์สิทธิ์หรือบารมี อันจะส่งผลโดยปริยายให้ระเบียบโลก(สังคม)ของชาวพุทธอยู่เย็นเป็นสุข ธรรมราชาตามทฤษฎีกษัตริย์นิยมประชาธิปไตย อยู่บนพื้นฐานปรัชญาการเมืองของพุทธเถรวาทดังกล่าว แต่ปรับแปรให้สอดคล้องกับยุคสมัย ออกมาเป็นโครงการและพระราชกรณียกิจต่างๆ ซึ่งเน้นการเอาใจใส่ทุกข์สุขของมหาชน แต่พระราชกรณียกิจทั้งหลายกลับมิได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทาง ”การเมือง” ตามที่เข้าใจกันทั่วไป เพราะพระองค์ทรงอยู่”เหนือการเมือง”เพราะ”การเมือง”ในความเข้าใจทั่วๆไปหมายถึง การต่อสู้เพื่อเข้าครอบครองรัฐบาลและรัฐสภา ธรรมราชายุคประชาธิปไตยหรือกษัตริย์นิยมประชาธิปไตยอยู่เหนือการเมืองในความหมายแคบเช่นนี้
แต่หาก”การเมือง”หมายถึง สัมพันธภาพทางอำนาจ(power relation)ระหว่างกลุ่มฝ่ายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐ สถานะ”เหนือการเมือง”ย่อมจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งในระบบการเมืองของไทย กล่าวคือมีปริมณฑล”การเมือง” (การต่อสู้เพื่อเข้าครอบครองรัฐบาลและรัฐสภา) อยู่ข้างล่าง และมีปริมณฑล”เหนือการเมือง”อยู่ข้างบนในระบบเดียวกัน ภายใต้ระบบเดียวกันนี้ ธรรมราชาเหนือการเมืองย่อมทรงพระบารมีวิเศษเมื่อเปรียบเทียบกับนักการเมืองซึ่งทำได้อย่างเก่งก็แค่มีอำนาจอันสกปรกฉ้อฉล”
จากบทความ ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา, ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา 14 ตุลาประจำปี 2548, หน้า 13
รูปตัดแบบอาคารรัฐสภาใหม่ (1.) นี้ถูกผลิตขึ้นหลังข้อเขียน (2.) ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี แต่ดูราวกับว่าทั้งสองจะกลมกลืนอยู่ร่วมกันเป็นดังภาพประกอบและคำอธิบายแนวความคิดในการออกแบบได้อย่างพอดี? ความย้อนแย้งของมันก็คือ ผู้ออกแบบเองก็คงไม่ประสงค์จะลอกแนวความคิดของบทความนี้บรรจุลงไปเป็นแนวความคิดหลักในการออกแบบแน่ๆ ด้วยเหตุว่ามันเป็นบทความที่เคยถูกเซนเซอร์ในปี พ"ศ.2548[i] ด้วยเหตุผลของ”ความไม่เหมาะสม” ซึ่งน่าจะแสดงถึงความไม่เป็นที่พึงปรารถนา หรือการไม่ยอมรับทัศนะวิจารณ์ในบทความนี้ ณปีพศ.นั้น ไม่ว่าจะด้วยเชื่อว่าบทความนี้วิเคราะห์ผิดพลาด หรือวิเคราะห์ตรงไปตรงมาเสียจนไม่คิดว่าสังคมไทยจะยอมรับความจริงแบบนั้นได้ก็ตาม แล้วเหตุไฉนเลยสถาปัตยกรรมระดับชาติในปี พ.ศ.2553 นี้เอง ที่กลับประกาศตัวสวมปรัชญาการออกแบบ ที่มีเนื้อหาเดียวกับบทความที่ถูกเซนเซอร์จากสังคมเมื่อ5ปีก่อน และกลับได้รับการยอมรับจากกรรมการตัดสินจนเป็นแบบที่ชนะเลิศการประกวด? เมื่อได้ย้อนกลับมาอ่านบทความฉบับเต็ม ผู้เขียนพบว่ามันกลับสามารถอธิบาย”ที่มา”ความคิดงานออกแบบชิ้นนี้, ทัศนะเกี่ยวกับการเมืองแบบไทยๆ และสาระแห่ง”ความเป็นไทย” ในการเมืองร่วมสมัยได้ (อาจจะ) ชัดเจนตรงไปตรงมาเสียยิ่งกว่าข้อแถลงของทีมออกแบบเองเสียอีก[ii] อย่างนี้แล้วสิ่งที่ไม่ยอมรับในปี 2548 คืออะไร? สิ่งที่ยอมรับในปี 2553 มันเป็นสิ่งเดียวกันที่มีความต่างกันตรงไหน?
สิ่งที่ต่างคือ ”ท่าที” ในการมองข้อเท็จจริงสังคม-การเมืองไทย... บนสิ่งที่ถูกเห็นสิ่งเดียวกัน คนหนึ่งมองด้วยการวิเคราะห์วิจารณ์ ส่วนอีกคนหนึ่งนำเอาเนื้อหาเดียวกันมาชื่นชมเชิดชู...[iii] มันคงไม่ได้เกิดจากแผนการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมแต่อย่างใด ผู้เขียนเชื่อว่ามันออกมาอย่างจริงใจจาก intuition ของปัจเจกที่ถูกก่อรูปมานับสิบปี มันคือรสนิยมทางการเมืองกระแสหลักของคนไทยร่วมสมัย ที่ถูกทำให้เป็นสิ่งสูงสุด ถูกต้องที่สุด ไม่ได้เป็นรสนิยมทางการเมืองที่ชาวไทยมีสิทธิเลือกหรือไม่ แต่ถูกทำให้เป็นวัฒนธรรมเชิงเดี่ยวทางการเมืองที่กดทับรสนิยมทางการเมืองแบบอื่นๆ ...ถ้าคุณเป็นคนไทย...คุณต้องเชื่อแบบนี้ ไม่อย่างนั้น....คุณก็”ไม่ไทย” แล้วในวิกฤติทางการเมือง3-5ปีที่ผ่านมาที่ทัศนะนี้กำลังถูกเขย่า การประกาศยืนยันคุณค่าในทัศนะคติทางการเมืองแบบราชาชาตินิยมของผู้ออกแบบนี้ต่างหาก ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญให้แบบชนะใจกรรมการและทำให้สัปปายะสภาสถานได้รับชัยชนะ มิใช่การทำงานของแนวความคิดทางสถาปัตยกรรม หรือพูดอีกอย่างได้ว่า การประกวดแบบรัฐสภาใหม่เป็นการประกาศย้ำmanifestoทางการเมืองให้ถูกรับรองอย่างเป็นทางการผ่านงานสถาปัตยกรรมเพื่อสยบการท้าทายที่กำลังก่อตัว และกลายเป็นบทหนึ่งของการเมืองวัฒนธรรมไม่ว่าผู้ออกแบบจะประสงค์หรือไม่ก็ตาม
องค์ประกอบทางศิลปะลัทธิราชาชาตินิยม
ถ้าย้อนไปดูอดีต วิกฤติเอกลักษณ์ไทย หรืออาการหมกมุ่นค้นหาระบุความเป็นไทยนั้นมักมาคู่กับกระแสชาตินิยม มันจะเร่งร้อนผลิตพฤติกรรมแสดงค่านิยมแปลกๆพิลึกๆฉาบฉวยๆออกมาบังคับใช้ เช่นแฟชั่นภาคบังคับสมัยจอมพล ป. หรือการยืนตรงเคารพธงชาติ ในสมัยรัฐบาลหอย นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (2519-20) ผู้มอบมรดกอาการตัวแข็งเมื่อได้ยินเพลงชาติ มันเริ่มด้วยการสะกดให้กลัว [iv]จนทุกวันนี้หลายคนยอมรับมันไปในฐานะจารีตอันศักดิ์สิทธิ์มิใช่กฏหมาย และที่มาของมันก็ถูกลืมเลือนไป
ชาติหรือ”ไทย”นั้นนับอายุได้ไม่ถึง 200 ปี หากเราเริ่มนับตั้งแต่กระแสล่าอาณานิคมในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือภาวะที่ไทยเริ่มต้องระบุความเป็นชาติแก่อิทธิพลภายนอก ก่อนหน้านั้นที่ยังเป็นสยาม มีบันทึกรณรงค์เอกลัษณ์แห่งสยามหรือไม่? หรือหากมี เหตุใดรัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชนิยมโปรดให้สร้างวัดราชโอรสอันเป็นวัดประจำรัชกาลให้มีกลิ่นอายจีนได้? ผู้เขียนจะปล่อยให้มันเป็นคำถามต่อผู้เสพประวัติศาสตร์ชาตินิยมแบบทางการ อันเต็มไปด้วยจริง-ลวงที่เกินความสามารถผู้เขียนไปมาก
แล้วเอกลักษณ์ไทยที่ราชาชาตินิยมร่วมสมัยหรือผู้ออกแบบต้องการหาได้จากที่ใด? ผู้เขียน google เข้าไปดื้อๆ แล้วพบเวบเพจนี้...
สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ไทยก่อตั้งในปี 2521 โดยมีที่มาและนโยบายดังนี้
“เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๑ ในสมัยรัฐบาล พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พบว่ามีข้อมูลข่าวสารทั้งเปิดเผย และลับออกมาโจมตีสถาบันสูงสุดของชาติ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดในบรรดาเยาวชน และประชาชนคนไทย นอกจากนั้นการที่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์สำหรับคนไทย เช่น การนิยมวัตถุและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มาจากต่างประเทศ ความฟุ่มเฟือย การลดคุณค่าทางด้านจิตใจ ละเลยแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณี คุณธรรม และจริยธรรมทางสังคม ขาดความเข้าใจในคุณค่าของมรดกของชาติ มีการพัฒนาประเทศโดยขาดการพิจารณาทบทวนถึงคุณค่าของเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทย ความเป็นอยู่ชีวิตประจำวันที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทยนับวันจะหายากขึ้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
และในปีพุทธศักราช ๒๕๒๒ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติตามลำดับ โดยปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ๔ สถาบัน ได้แก่ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และในพุทธศักราช ๒๕๒๓ ได้มีพระราชกฤษฎีกา ตั้งสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ เป็นหน่วยงานระดับกอง สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่เสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และปฏิบัติงานเลขานุการของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และได้รับการยกฐานะเป็นหน่วยงานระดับสำนัก เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๙
ปัจจุบันสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๔๕ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันที่สำคัญ ๔ สถาบัน คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “[v]
....ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสถาบันที่ 4 ชื่อว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”...องค์ประกอบของความเป็นไทยในสัปปายะสภาสถาน [vi] หรือเสาหลักแห่งราชาชาตินิยมนั้นเรียบง่ายและไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไร เมื่อกระแสชาตินิยมครอบคลุมสังคมจะเต็มไปด้วย propaganda ที่บรรจุคำตัดสินดีชั่วถูกผิดไว้ให้กับเกือบทุกสิ่ง สิ่งที่ผู้เขียนสนใจเป็นกลไกและองค์ประกอบที่กำลังทำงานเพื่อปลุกเร้าชื่นชมสถาปนาความดีงาม ด้วยเทคนิควิธีชี้นำที่ต่างออกไปจากอดีต ที่เป็นผลมาจากส่วนผสมที่ ”ร่วมสมัย” เป็นการเมืองวัฒนธรรมแบบร่วมสมัยที่อาจฝังตัวเป็นจารีตหรือเป็นแค่ตลกร้ายรายวันเมื่ออำนาจพลิกผัน
ศาสนา- อัตตลักษณ์ทางศีลธรรม- แฟชั่นและเทคนิคการไต่เต้าทางศีลธรรมแบบร่วมสมัย
ศาสนาเป็นองค์ประกอบที่คลี่คลายตัวให้ร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่งนับแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี2540 หนังสือธรรมะนั้นติดอันดับขายดีติดต่อกันมาหลายปี มาคู่กับการใช้vacationยอดนิยมไปกับวัดและการวิปัสสนา พุทธโครงการจึงผุดเพิ่มเข้ามาในสำนักงานให้สถาปนิกออกแบบ ผลงานเข้ารอบสถาปัตยกรรมดีเด่นปี2553ที่จัดแสดงในปีนี้ปีเดียว เป็นโครงการเกี่ยวกับวัดเสีย 3 ราย เทียบกับย้อนกลับไปสัก10-20 ปีก่อนรวมกันมีอยู่สัก2-3ราย[vii] พุทธบริโภคเติบโตมาตามdemandของกลุ่มเป้าหมายอันได้แก่ชนชั้นกลาง และผู้บริโภคกลุ่มนี้เองที่manipulateมันให้เข้ากับจริตตน
โครงการเช่นวัดป่าเป็น Architecture without architect ที่เดิมเป็นการวางผังกันเองง่ายๆของพระในพื้นที่นั้นๆ เพื่อสะท้อนวิถีเรียบง่ายและการยอมสละตนสู่ความ”ไม่มี” ปัจจุบันมีโครงการเหล่านี้มาว่าจ้างให้สถาปนิกออกแบบ เข้าระบบการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ในอดีตวัดป่ามีหน้าที่ทางสังคมต่างกันกับวัดหลวงที่สถาปนาจากวังหรือกษัตริย์ วัดหลวงมีไว้ประกอบพิธีเพื่อการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์ หรือการเข้าอิงศาสนธรรมเพื่อความชอบธรรมแห่งอำนาจของกษัตริย์ แต่ในปรากฏการณ์ปัจจุบัน แฟชั่นหรือค่านิยมใหม่จูงใจให้ชนชั้นกลางขอยืมวัดป่ามาตกแต่งอัตตลักษณ์ไปจนถึงช่วยสถาปนาอำนาจทางศีลธรรมในแบบเดียวกันกับที่กษัตริย์ในอดีตเข้าอิงศาสนธรรม ทั้งจากการเข้าบวชหรือเข้าอุปถัมภ์วัดด้วยพิธีกรรมแบบย่อ คำว่า”บวช”ไม่ต้องหมายถึงโกนหัวเข้าพิธีอีกต่อไป ผู้เขียนจำได้ว่าสักสิบปีก่อนนั้นเองที่เราฟังคำนี้อย่างแปลกใจกับการไปบวชของเพื่อนสาวเป็นเวลาสิบวัน แล้วก็กลับมาหน้าตาเหมือนเดิมได้โดยหัวไม่ล้าน มันเป็นพิธีกรรมร่วมสมัยของชนชั้นกลางในการเข้ารีตทางพุทธศาสนาโดยไม่ต้องแปลงเป็นสมณเพศ เราสามารถมีอัตตลักษณ์ทางธรรมได้โดยยังคงทำมาหากินไปได้ตามปกติ มีทรัพย์จับเงิน และมีกิเลสไว้ให้ห้ามได้เมื่อกลับมาบ้าน
ศาสนาพุทธแบบร่วมสมัยจึงดูเหมือนจะเข้ารีตได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องมีพิธีกรรมแบบเดิม และผลิตกรรมวิธีใหม่ในการเข้ารีตได้โดยขึ้นอยู่กับการยอมรับและประนีประนอมในพิธีกรรมให้เข้ากับจริตของกลุ่มเป้าหมายอันได้แก่ชนชั้นกลาง
สัปปายะสภาสถานนำพุทธศาสนามา interpret เป็นทั้งแกนทางความคิดรูปแบบผังอาคารและเครื่องมือช่วยสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ โดยการอ้างอิงการวางผังอาคารรูปไตรภูมิ คือจงใจที่จะทำให้อาคารกลายเป็นวัด เพื่อสถาปนาอาคารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้นักการเมืองชั่วยำเกรง[viii] รวมไปถึงการใช้เทคนิค metaphor พิธีกรรมทางพุทธด้วยการตั้งชื่อภาษาบาลีให้กับอาคาร โดยผู้ตั้งชื่อที่เป็นสถาปนิกไม่ใช่พระสงฆ์
สัปปายะสภาสถานคือความพยายาม transform อาคารจากรัฐสภาสมัยใหม่ให้กลับมาเป็นวัดหลวงตามคติการเมืองร่วมสมัย คือเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางการเมือง ที่ประกาศว่าอำนาจทางการเมืองจะชอบธรรมได้ก็ด้วยมีอำนาจทางศีลธรรมรองรับ แต่ด้วยว่าทั้งนักการเมืองหรือนัก(ถูก)แต่งตั้งเหล่านี้ไม่มีศักดิ์ศรีขัตติยะวงศ์แห่งกษัตริย์อย่างในอดีต เขาเหล่านี้จึงต้องอาศัยการไต่เต้าทางศีลธรรมโดยเทิดทูนธรรมราชาเป็นต้นแบบ ค่านิยมการไต่เต้าทางศีลธรรมจึงสร้างระบบคุณค่าไม่เพียงเพิ่มอัตตลักษณ์ต่อปัจเจก แต่มันสามารถนำพามาซึ่งสถานะที่สูงส่งกว่าในกลุ่มทางสังคม ไปจนถึงกลายเป็นอำนาจนิยมในทางศีลธรรมที่สามารถใช้ปกครองไปจนถึงกดข่มผู้ที่ด้อยกว่าเมื่อนำธรรมะในโลกุตระมาใช้เป็นอำนาจในโลกโลกียะ
ศาสนาคือการทำให้เป็นสิ่งศักดืสิทธิ์ดีงาม โดยสถาปนาชื่อบาลี
ผลที่ได้นอกเหนือไปจากการประกาศรสนิยมทางการเมืองแล้ว คือการยกระดับอาคารให้ดูศักดิ์สิทธิ์ด้วยการมีหน้าตาและชื่อเหมือนวัด สัปปายะสภาสถานเปรียบได้กับชายไทยที่จะได้รับสมญานามบาลีเมื่อเข้ารับการบวชเป็นภิกษุ อันเป็นการกลายร่างกลายภพจากโลกียะไปสู่โลกุตตระ หรือถูกทำพิธีให้เข้าเป็นสมาชิกหนึ่งของศาสนา ด้วยวิธีการเดียวกับที่คนชั้นกลาง Manipulateวัดและพิธีกรรมให้เข้ากับจริตของตน
การบัญญัติชื่อที่เป็นภาษาเฉพาะเช่นบาลี ก็เพื่อความรับรู้ว่าสิ่งนั้นได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับการtransformมนุษย์ให้กลายเป็นภิกษุ เพราะ”บาลีเป็นเช่นเดียวกับภาษาศักดิ์สิทธิ์โบราณอื่นๆที่เป็นระบบสัญญลักษณ์ที่ผลิตเพื่อการสื่อสารเชื่อมโยงกับระเบียบที่มีอานุภาพเหนือพื้นพิภพ หรืออำนาจที่เหนือมนุษย์เหนือธรรมชาติ เป็นภาษาสัจจธรรมที่รับรู้ได้โดยไม่ขึ้นกับชาติพันธุ์และข้ามประเทศข้ามพรมแดนได้ เป็นภาษาเขียนที่ตายสนิทและห่างไกลจากภาษาพูดยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพื่อหลักการที่ว่าภาษาแบบนี้ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโลกบริสุทธิ์แห่งสัญญลักษณ์ได้เหมือนกัน และมันดำรงอยู่เป็นเวลาเก่าแก่นานพอที่จะศักดิ์สิทธิ์ดังรูปเคารพ เช่นที่ละตินเป็นภาษาของชาวคริสต์ บาลีเป็นภาษาของชาวพุทธ”[ix]
และก็เช่นเดียวกันกับการปลุกเสกฉายา “อภิสิทธัตถะ”ให้แก่นายก โดยคุณไพบูลย์มิได้มีสถานภาพพระสงฆ์แต่ประการใด และนายกก็ไม่ต้องแปลงเป็นสมณเพศแต่อย่างใด
ทั้งสัปปายะสภาสถานและอภิสิทธัตถะแตกต่างจากการถูกทำให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอดีต ที่ผู้ประกอบพิธีกรรมมิใช่องค์กรหรือสมาชิกในองค์กรทางศาสนา แต่มาโดยสถานภาพ ผู้อาวุโสด้านวิชาชีพ ผู้อาวุโสด้านกิจกรรมทางสังคม หรือมีเครดิตจากตำแหน่งสูงๆทางสังคม, การเมืองที่เคยได้รับ นี่จึงอาจเป็นวิธีการและความพยายามไต่เต้าสถานภาพทางธรรมแบบร่วมสมัย หรือเพิ่มอำนาจทางศีลธรรมของทั้งผู้พูดและวัตถุที่ถูกปลุกเสกไปพร้อมๆกัน เมื่อผู้พูดไม่มีสถานภาพทางธรรมแบบเป็นทางการ สิ่งที่ท่านพยายามสถาปนาด้วยการผสม-สร้างคำบาลีทั้งหลายขึ้นมาเอง มันก็คงจะขึ้นอยู่กับสังคมว่าจะยอมรับลูกความหมายตามแบบนั้นๆหรือไม่ น่าสนใจที่มีความคิดว่าสถานภาพทางธรรมอาจได้มาทางลัด โดยวิธีการทางการโฆษณาแบบเดียวกับการทำงานของ copy writer ในการตั้งชื่อสินค้า...หมวดศีลธรรม
ความหมายของฉายาอภิสิทธัตถะคือ คนดีผู้นำพาการปรองดองมาสู่บ้านเมือง (ทั้งๆ ที่ผลงานยังไม่ปรากฏ?) นายกฯ จึงอาจกลายเป็นได้ทั้งนักรบผู้ขาดความมั่นใจ หรือเป็นผู้นำที่เผชิญหน้าอยู่กับวิกฤติศรัทธา ผู้เข้ามาพึ่งพิงการเพิ่มพลังอำนาจจากการปลุกเสกนั่นเอง ถ้านายกถึงกับต้องลดทอนความเป็นมนุษย์ของตัวเองลงมาเป็นวัตถุแห่งการเจิม วัตถุที่ท่านพยายามปลุกเสกอาจทำงานได้มากที่สุด... เป็นอภิสิทธัตถะ – เดวิดรูปงามแห่งราชาชาตินิยม คล้ายๆ กับที่เราจะมีสัปปายะสภาสถาน – วัดราชาชาตินิยม พ.ศ.2553 ที่ชื่อรัฐสภา ที่มีกำหนดวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ [x]
ตราบใดที่คุณค่าของชิ้นงานและอุดมการณ์ของมันยังน่ากังขา เราคงจะได้เห็นกระบวนการ endorsement... ที่ผู้ผลิตและผู้สนับสนุนจะออกมาปรากฏตัวรับรองกันด้วยกลวิธีต่างๆอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
[i] อ่านเพิ่มเติมที่ เวทีวิพากษ์ กรุงเทพธุรกิจจุดประกาย 21 ตุลาคม 2548 “ปาฐกถาของ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ถูกคนจำนวนหนึ่งแปะป้ายเป็นปาฐกถาตุลาชิน แต่ด้วยเนื้อหาที่คัดค้านหนังสือพระราชอำนาจและแนวทางการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยอ้างอิงพระราชอำนาจ ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเผยแพร่ปาฐกถาฉบับเต็มของ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล เพราะอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ผิดฝาผิดตัวกันไปหมด” http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=print&sid=999
[ii] ดูบทสัมภาษณ์ผู้ชนะเลิศการประกวดแบบรัฐสภาไทย ทีม สงบ๑๐๕๑ วาสารอาษา 04-05:2553 ฉบับ รัฐสภา (ไทย) ใหม่ (หรือไม่) หน้า68-83
[iii] “แบบผู้ชนะการประกวดการออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ขั้นตอนที่ 2 จำนวน 5 ราย” สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมป์ http://www.asa.or.th/?q=node/99415
[iv] ผู้เขียนเคยต้องไปโรงเรียนสายเพราะติดเพลงชาติในเช้าวันหนึ่งที่คับขัน เพราะพี่ชายที่พาไปส่งโรงเรียนนั้นมิกล้าฝืนกฏใหม่เอี่ยมของรัฐบาลที่เพิ่งปล่อยเขาออกมาจากคุก ในความเข้าใจของผู้เขียน เข้าใจว่าในสมัยนั้นการยืนตรงเคารพธงชาติเป็นกฏหมายหากฝ่าฝืนอาจโดนทั้งจำและปรับ แต่ปัจจุบันนี้มันมิใช่กม.แต่ประการใด ผู้ใดมีความรู้เพิ่มเติมโปรดช่วยขยายความและชี้แนะผู้เขียน
[v] ประวัติความเป็นมาสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติhttp://www.identity.opm.go.th/identity/content/identity.asp?identity_code=21000001&lang=thai&doc_type=21
[vi] อ้างแล้วใน iii
[vii] ดูรายชื่อผลการประกวดงานออกแบบสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ.2553-2545 ใน Asa Journal ที่http://dnszoo.com/index.php?q=node/94280
ปี 2551- อาคารเรียนพระสงฆ์ (พระปุณณมันตานีบุตร มหาเถระ) ของสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ ปี2547- โบสถ์วัดป่าสุนันทวนาราม กาญจนบุรี ผู้ออกแบบ บริษัทสถาปนิก49จำกัด ปี 2549, 2545 – ไม่มี
[viii] “สัปปายะสภาสถานเป็น”มณฑลศักดิ์สิทธิ์” เป็น”สภาแห่งศีลธรรม”ที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ภาวะ”บังอบายเบิกฟ้า ฝึกพื้นใจเมือง” และฝ่าวิกฤติศีลธรรม” อ้างแล้วใน iii
[ix] ความเป็นจริงในทางภววิทยาหรือสภาวะเที่ยงแท้ของความเป็นจริงนั้นจะเข้าถึงได้ก็โดยผ่านระบบสัญญลักษณ์แทนอันทรงสิทธิ์ระบบเดียวเท่านั้น ได้แก่ ภาษาสัจจธรรม อย่างภาษาละตินของคริสตจักร ภาษาอารบิกของกุรอ่าน หรือภาษาจีนในระบบการสอบข้าราชการแมนดาริน และในฐานะที่เป็นภาษาสัจจธรรม ภาษาเหล่านี้ย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วย...แรงกระตุ้นสู่การเปลี่ยนรับเข้ารีต...มิใช่ในความหมายของการรับเอาข้อบัญญัติทางศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่าใดนัก แต่หมายถึงการหลอมกลืนแบบเล่นแร่แปรธาตุ...ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนรับเข้ารีตผ่านภาษาอัยศักดิ์สิทธิ์นี้เอง ที่ทำให้”ชาวอังกฤษ”ผู้หนึ่งสามารถดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาได้ และ”ชาวแมนจู”เป็นโอรสแห่งสวรรค์ได้” จากบทที่2 รากฐานทางวัฒนธรรม – The religious community, Benedict Anderson, ชุมชนจินตกรรม, หน้า 21-27 ( ตัวเน้นในบทความเป็นสิ่งที่ผู้เขียนสรุปย่อเองด้วยความเข้าใจส่วนตัวจากการพยายามอ่านบทนี้)
[x] แนะนำเลี่ยงถนนสามเสน 12 ส.ค.เสด็จฯวางศิลาฤกษ์รัฐสภาใหม่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280900883


