ที่มา มติชน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่รัฐสภา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย(พท.) แถลงว่า ได้ทำจดหมายถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้พิจารณาตอบข้อซักถามกรณีที่ดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องกรณีที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลหักทรัพย์ จึงขอคำตอบจากนายธาริตใน 6 ข้อ คือ 1.คดีดังกล่าวนอกจากเป็นความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯแล้ว ยังมีความผิดตามกฎหมายอื่นอีก ทางดีเอสไอ พิจารณาด้วยหรือไม่ 2.ดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องใครบ้าง ในความผิดฐานใดและมาตราใดของกฎหมายบ้าง 3.ที่สั่งไม่ฟ้องเพราะเหตุใด น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า 4.กรณีดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีความเห็นว่าเป็นความผิด และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด(อสส.) พิจารณา ก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ไปแล้ว ดีเอสไอได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายอย่างไรบ้างหรือไม่ 5.คณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนครบถ้วนรอบด้านหรือไม่ และ 6.ในฐานะที่นายธาริตเป็นอธิบดีดีเอสไอ และหัวหน้าพนักงานงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีความเห็นทางคดีสั่งไม่ฟ้องใช่หรือไม่อยากให้ตอบคำถามทั้ง 6 ข้อเพื่อความกระจ่าง ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีพรรค พท.ตั้ง 6 ประเด็นคำถามถึงกรณีสั่งไม่ฟ้องบริษัททีพีไอ โพลีนฯว่า ตนยังไม่ได้รับจดหมายลงทะเบียนกรณี 6 ประเด็นคำถามของพรรคเพื่อไทย จึงขอรอจนกว่าจะได้เห็นรายละเอียดในเนื้อหาของจดหมาย จากนั้นจึงจะอธิบายและให้คำตอบได้เป็นรายคำถาม ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีไซฟ่อนเงินบริษัททีพีไอ ฑลีนฯ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนชุดเดิมมุ่งสอบสวนในประเด็นปลายทางคือ ต้องสงสัยว่าเงินถูกโอนไปให้คนใกล้ชิดพรรค ปชป.และแยกส่วนคดีส่งสำนวนพร้อมหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองให้กกต. ไปตั้งแต่ต้น ขณะที่คดีความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นความผิดหลักและเป็นต้นทางของเรื่อง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชุดเดิมไม่มีความคืบหน้า เมื่อตนได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดใหม่ จึงเข้าไปตรวจสอบหลักฐานทางบัญชี พบว่ามีการจ้างงานบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัดจริง มีการลงรับทางบัญชี พยานหลักฐานในคดีฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และเสนออธิบดีดีเอสไอ ซึ่งก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตามพนักงานสอบสวน ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรค พท. และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวถึงคดียุบพรรค ปชป. ว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้โทรศัพท์ไปหานายประจวบ สังข์ขาว พยานปากสำคัญในคดีนี้ ตนจะบอกเบอร์โทรในวันถามกระทู้ด้วย พฤติกรรมของนายพีระพันธุ์เป็นมดลอบกัด นอกจากนี้ดีเอสไอ ยังนำข้อมูลเรื่องพยานที่อยู่ในโครงการคุ้มครองพยาน นำไปมอบให้กับทีมกฎหมายพรรค ปชป.ในการซักค้านคดียุบพรรคด้วย เมื่อถามว่า ทราบข้อมูลการโทรข่มขู่นายประจวบหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า จะข่มขู่หรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่เป็นหน้าที่อะไรของนายพีระพันธุ์ เพราะนายพีระพันธุ์ไม่ได้เป็นทีมกฎหมายหรือเกี่ยวข้องใดๆ กับนายประจวบ แล้วนายพีระพันธุ์โทรไปในฐานะอะไร ไม่แน่ใจว่าคำให้การของนายประจวบหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่นายประจวบเคยให้การกับดีเอสไอและ กกต. โดยมีการบันทึกวิดีโอหมดแล้ว ดังนั้นหากนายประจวบกลับคำให้การ ก็ไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพรระบุว่านายพีระพันธุ์ โทรศัพท์ติดต่อกับนายประจวบ สังข์ขาว ว่า “ไม่ทราบเลยครับ พรรคชัดเจนอยู่แล้ว ผมประชุมกับคณะทำงานด้านกฎหมาย เราก็สู้ไป โดยเอาพยานหลักฐานข้อเท็จจริงให้ดีที่สุด” นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรค ปชป. กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้คดียุบพรรคในการไต่สวนนัดที่ 2 ว่า ต้องรอดูคำให้การของพยานฝ่าย กกต. ชุดที่ 2 จำนวน 5 ปากว่าจะออกมาอย่างไร จากนั้นทีมกฎหมายจะประชุมเพื่อเตรียมแก้คำให้การ แนวทางการต่อสู้มีหลากหลาย ในจำนวนนี้จะใช้แนวทางเดียวกับการไต่สวนนัดแรกด้วยการให้ทนายของพรรคซักค้าน โดยมุ่งทำลายน้ำหนักและลดความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายโจทก์ ถือเป็นแนวทั่วไปอยู่แล้ว นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า หากพบว่าพยานฝ่ายโจทก์เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ปชป. และยังสร้างข้อมูลเท็จขึ้นมา ความน่าเชื่อถือจะน้อยลง ส่วนที่พรรค ปชป.คัดค้านการให้พยานชุดที่ 2 ร่วมรับฟังการไต่สวนนั้น คิดว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกกต. น่าจะเข้าใจข้อกฎหมายว่าถ้าให้พยานปากหลังฟังพยานปากแรกเบิกความ บุคคลที่ถูกอ้างเป็นพยานปากหลังย่อมต้องเบิกความให้สอดคล้องกับพยานปากแรก ทำให้คิดอยู่เหมือนกันว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ “เท่าที่ทีมกฎหมายของพรรคประเมิน พยานปากสุดท้ายของ กกต. จะขึ้นให้การในวันที่ 6 กันยายน หากพรรคสืบพยานต่ออีก 1 เดือน ก็น่าจะจบที่ 6 ตุลาคม จากนั้นก็ขอแถลงปิดคดีอีก 1 เดือนก็ประมาณ 6 พฤศจิกายน จึงคาดการณ์ว่าศาลน่าจะตัดสินได้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม” นายนิพิฏฐ์ กล่าว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 12, 2010
"จตุพร" ปูด "พีระพันธุ์" โทรหา "ประจวบ" ถามโทรไปในฐานะอะไร เพื่อไทยรุกทำหนังสือจี้ "ธาริต" แจงไม่สั่งฟ้อง
เสรีภาพทางวิชาการ
ที่มา ข่าวสด
สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่งหนังสือเวียนถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือ ช่วยสอดส่องดูแลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางด้านการเมืองของแกนนำนักศึกษา
โดยระบุว่า เนื่องจากมีแกนนำนักศึกษาบางกลุ่มจัดแสดงละครเวทีแสดงความคิดเห็นด้านการเมือง ในลักษณะบิดเบือนสถานการณ์ทางการเมือง อันเป็นการปลุกระดม ยั่วยุให้เกิดความความแตกแยกในสังคม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรุนแรงภายในประเทศได้
กรณีนี้มีนักวิชาการ และนักศึกษาหลายคนออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านในทันที
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า หนังสือดังกล่าวมีเจตนาที่ดี แต่อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ
เพราะมหาวิทยาลัยบางแห่งอาจตีความไปในแง่ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของนักศึกษา อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญได้
นายภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตโฆษกกลุ่มนักเรียนเพื่อประชาธิปไตย บอกว่า เรื่องนี้มองได้ 2 มุม ในมุมของรัฐบาลอาจมองถึงความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยในสังคม
แต่ในมุมของนักศึกษา ถือว่าเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองผ่านละครเวที ไม่ได้มีนัยยะอื่นแอบแฝง หนังสือที่ว่าจึงขัดแย้งกับความคิดในระบอบเสรีประชาธิป ไตยเป็นอย่างมาก
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รับรองเสรีภาพของบุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา
และในมาตรา 50 ยังระบุถึงเสรีภาพในทางวิชาการไว้ด้วยว่า การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับการคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมือง หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อธิบายไว้ว่า คำว่า "เสรีภาพทางวิชาการ" นำมาใช้กันแพร่หลายในช่วงกลางทศวรรษ 2500 หรือเมื่อประมาณ 40 ปีมานี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิด "อาชีพนักวิชาการ" ในมหาวิทยาลัยขึ้นอย่างแท้จริง และเป็นกลุ่มเป็นก้อน
คำว่า "ความเป็นเลิศทางวิชาการ" (academic excellence) กลายเป็นคำขวัญของคณาจารย์จำนวนหนึ่งที่มีความคิดแบบ "เสรีนิยม" (liberal thinking) ต้องการสร้าง "อุดมศึกษา" ของชาติให้เป็นเรื่องของภูมิปัญญาอย่างแท้จริง
เป็นอิสระจาก "รัฐข้าราชการ" อันเป็นปรากฏการณ์ของระบอบ "คณาธิปไตย" ที่มีทหาร เช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้นำในยุคนั้น
นักวิชาการเหล่านี้เชื่อว่า "เสรีภาพ" เป็นเสมือนปุ๋ยแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่จะหล่อเลี้ยงให้ต้นกล้า "วิชาการ" หรือ "มหาวิทยาลัย" เจริญเติบโตได้
แนวคิดนี้มีผลกระทบอย่างสูงต่อวงการมหาวิทยาลัย และความรู้สึกนึกคิดของนิสิตนักศึกษาในช่วง 14 ตุลาคม 2516 จนถึง 6 ตุลา 2519
ดร.ชาญวิทย์ ยกตัวอย่าง เหตุการณ์คุกคามเสรีภาพทางวิชาการในห้วงเวลาที่ผ่านมา
อาทิ การจำกัดเสรีภาพในการเผยแพร่ (จำหน่าย) หนังสือและสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ Coup for the Riches ของ อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ หรือในกรณีของนิตยสารกึ่งวิชาการอย่าง "ฟ้าเดียวกัน"
รวมทั้งการสั่งเก็บและห้ามจำหน่ายหนังสือ "ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์" ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ถึงวันนี้ แม้ "เสรีภาพทางวิชาการ" ของไทยจะพัฒนามาเกือบครึ่งศตวรรษ
แต่ก็ยังถูกคุกคามจากรัฐอยู่เรื่อยมา
พระเอ๊กพระเอก
ที่มา ข่าวสด
อภิสิทธิ์ กษิต สุวิทย์ หรือ ฮุนเซน ฮอร์นัมฮง ซกอาน มาแล้วก็ไป
แต่ไทยกับเขมรต้องประเทศติดกันต่อไปจนกว่าโลกจะแตก!
แล้วจะมาฮึ่มแฮ่แยกเขี้ยวใส่กันให้มันร้อนรุ่มวุ่นวายทำไม?
จริงอยู่ทุกประเทศต่างก็ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนจาก "กัด" มา "กอด" ไม่ดีกว่าหรือ
โดยเอา "เขาพระวิหาร" นี่แหละ เป็นสื่อรัก!
ไม่ว่าเขมร ฮุนเซนจะมาไม้ไหน
ไทยในฐานะประเทศใหญ่กว่า คนเยอะกว่า รวยกว่า
ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดี มีเมตตา ตอบกลับด้วยน้ำใจ ไมตรี และรอยยิ้ม
10 พระวิหาร 100 พระวิหาร ก็สำเร็จ เสร็จเรา!!
ขอให้มียุทธศาสตร์ที่ดี ยุทธวิธีที่ฉลาด ใช้คนให้เป็น ใช้ทีมงานให้ถูก
อย่าว่าแต่ 10 ฮุนเซน 100 ฮุนเซน ต่อให้เป็นเหล็ก เป็นหินก็ละลาย
ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร ทว่าทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย
จับมือ กอดคอบริหารจัดการร่วมกัน 2 ประเทศ
มีแต่ได้กับได้ แถมได้มากเสียด้วย
ดีกว่าเย้วๆ เต้นแร้งเต้นกา คลุ้มคลั่งไปวันๆ เป็นไหนๆ
คิดได้ คิดเป็น คิดออก บ้างไหม?
โดยเฉพาะไทยมีศักยภาพด้านอื่นๆ เอื้ออำนวยมากมายหลายหลาก
สามารถแตกหน่อ ต่อยอด ดึงนักลงทุน ดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้อีกมหาศาล
ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้ขยาย
นี่ไม่แก้แล้วขยายปัญหาไม่พอ
ยังฉลาดน้อย!
นั่งออกทีวีน้ำลายท่วมจอสามสี่ชั่วโมง โชว์ มหกรรมตลกผสมลิเกให้เขมรหัวร่องอหาย
ขณะที่อภิสิทธิ์ยังถกเถียงกับหางเครื่องไม่รู้เรื่อง
ฮุนเซนไปโน่นแล้ว ฟ้องยูเอ็น อ้อนชาวโลก
สอนเชิง "หมูสยาม" ทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น!
บทเรียนปราสาทพระวิหาร สอนให้รู้ว่า
เขมรไม่เพียงเหนือกว่าทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี
ยังมีพวก มีเพื่อนมากกว่า?
ประชุมเมื่อไหร่ ชี้ขาดตอนไหน เป็นต่อตลอด
ไทยแลนด์ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่างประเทศ รวมทั้งบรรดาหัวหน้าแก๊ง และหางเครื่อง
เสร็จจากเถียงกันแล้ว รีบหากระจกมาส่อง
โดยเฉพาะพระเอกประจำคณะที่พูดตลอดเป็นร้อยๆพันๆ ครั้ง
"ผมจะไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย"
ไฉนไปแลกน้ำลายอยู่ได้ตั้งหลายชั่วโมง
ส่องกระจกไม่พอ ต้องล้างปากด้วย!?
ศาลไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์"แม้ว"
ที่มา ข่าวสด
เวลา 09.30 น. วันที่ 11 ส.ค. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา พิจารณาอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553
ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหา คุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุลก่อนหย่า) ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก รวม 22 คน ผู้คัดค้าน
เรื่องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (ชั้นพิจารณาอุทธรณ์) ว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ โดยพิจารณาจากคำร้องอุทธรณ์ว่าจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่สมควรให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือไม่
การประชุมครั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลฎีกาและผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกามีสิทธิ์ลงมติ 142 คน แต่มีผู้พิพากษามาประชุม 119 คน ขาด 23 คน เนื่องจากลาป่วยและลากิจล่วงหน้า
ที่ประชุมใหญ่ใช้เวลาพิจารณาและลงมติ 2 ชั่วโมง จึงมีมติเสียงข้างมากดังนี้
กรณีอุทธรณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติเสียงข้างมากไม่เห็นควรให้รับอุทธรณ์ 103 เสียง เห็นควรให้รับอุทธรณ์ 4 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง
กรณีคุณหญิงพจมาน ผู้คัดค้านที่ 1 เห็นควรไม่รับอุทธรณ์ 101 เสียง เห็นควรให้รับ 4 เสียง
กรณี นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สมควรรับอุทธรณ์ 99 เสียง เห็นควร 2 เสียง
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาประชุมพิจารณาแล้วมีมติว่า อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1-5 ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 278 วรรค 3
ประกอบกับระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์อุทธรณ์พิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยน แปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3-6 จึงไม่รับไว้พิจารณา
คดีเป็นอันยุติตามกฎหมาย
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ก.พ.53 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้น และเงินปันผลหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำนวน 46,373,678,454.70 บาท พร้อมดอกผล เฉพาะ ดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝาก นับตั้งแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดิน
วันที่ 26 มี.ค.53 ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1-5 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
วันที่ 27 เม.ย.53 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ 5 คน ประกอบด้วย นายพีรพล พิชยวัฒน์ รองประธานศาลฎีกา นายสมศักดิ์ จันทรา ประธานแผนกคดีล้มละลายใน ศาลฎีกา
นายมานัส เหลืองประเสริฐ ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา และ นายฐานันท์ วรรณโกวิท ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา
โดยองค์คณะผู้พิพากษาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทำบันทึกความเห็นสรุปสำนวนเสนอที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว
เปิดบัญชี 4.6หมื่นล้านที่ถูกยึด
สืบเนื่องจากศาลมีมติเมื่อ 26 ก.พ.53 ยึดทรัพย์พ.ต.ท. ทักษิณที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป และเงินปันผล 46,373,678,454.70 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน จากวงเงินที่ถูกอายัด 76,621 ล้านบาท
โดยบังคับเอาจากทรัพย์สินที่อายัดตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ประกอบด้วย
คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบที่ คตส.016/2550 ลงวันที่ 11 มิ.ย.50 ได้แก่
ธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ บัญชี 127-2-37287-9 ชื่อบัญชี น.ส.พินทองทา ชินวัตร
ธ.กรุงเทพ สาขาราชวัตร บัญชี 146-2-31081-2 น.ส.พินทองทา ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม บัญชี 001-0-55188-2 น.ส.พิน ทองทา ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-2-414524-4 น.ส. พินทองทา ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-12631-3 น.ส. พินทองทา ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-12222-0 น.ส.พินทองทา ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน บัญชี 014-1-11300-9 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน บัญชี 014-2-41335-5 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-2-78188-1 นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-11188-9 นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-13095-6 นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-2-27722-2 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ บัญชี 127-2-37342-2 นายพานทองแท้ ชินวัตร
ธ.กรุงเทพ บัญชี 127-2-37343-0 นายพานทองแท้ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม บัญชี 001-1-55232-5 นายพานทองแท้ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาย่อยเซ็นจูรี บัญชี 208-1-00022-9 นายพานทองแท้ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-2-31008-8 นายพานทองแท้ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-13092-2 นายพาน ทองแท้ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-12632-1 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
หน่วยลงทุนของน.ส.พินทองทา ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ เลขทะเบียน 111-8-0226591-6 จำนวน 13215,843.1522 หน่วย
หน่วยลงทุนของนายพานทองแท้ ในบัญชีกองทุนเปิดไทยสะสมทรัพย์ ตราสารหนี้ เลขที่บัญชี 001-8-0283005-7 จำนวน 70,815,404.7729 หน่วย
คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบที่ คตส.017/2550 ลงวันที่ 11 มิ.ย.50 ได้แก่
ธ.กรุงเทพ สาขาราชวัตร บัญชี 146-0-63930-3 ชื่อบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม บัญชี 001-1-1-55021-8 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-03165-7 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-04128-8 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน บัญชี 111-1-04129-6 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาซอยอารีย์สัมพันธ์ บัญชี 056-2-00065-1 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.กรุงเทพ สาขาถนนสุขสวัสดิ์ บัญชี 164-2-28388-9 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.กรุงเทพ สาขาราชวัตร บัญชี 146-0-44839-0 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาสะพานควาย บัญชี 013-2-08229-9 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.ทหารไทย สาขาย่อยเพนนินซูลา บัญชี 202-3-00330-0 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ธ.นครหลวงไทย สาขาสะพานควาย บัญชี 108-3-09761-3 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบที่ คตส.029/2550 ลงวันที่ 23 ก.ค.50
ธ.ยูโอบี สาขาย่อยถนนพหลโยธิน 8 บัญชี 084-3-02118-9 นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
ธ.ยูโอบี สาขาย่อยถนนพหลโยธิน 8 บัญชี 084-3-02187-4 นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบที่ คตส.028/2550 ลงวันที่ 16 ก.ค.50
หน่วยลงทุนของคุณหญิงพจมาน ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ เลขทะเบียน 001-8-266016-6 จำนวน 57,799,458.9970 หน่วย
หลังมีคำพิพากษาของศาลเมื่อ 30 เม.ย.53 ธนาคาร 6 แห่ง โอนเงินของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว 46,373 ล้านบาท เข้าเป็นรายได้ของแผ่นดิน
กรมบัญชีกลางมีหนังสือขอให้ทั้ง 6 ธนาคารโอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ถูกยึดทรัพย์ ซึ่งคตส.มีคำสั่งอายัดไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝาก นับตั้งแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน
ใช้วิธีโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันแทนการถอนเงินจากบัญชี เข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบด้วย
ธ.ไทยพาณิชย์ 39,000 ล้านบาท, ธ.กรุงเทพ 8,500 ล้านบาท, ธ.ยูโอบี 508 ล้านบาท, ธ.กรุงศรีอยุธยา 21 ล้านบาท, ธ.ทหารไทย 10 ล้านบาท, ธ.นครหลวงไทย 1 ล้านบาท
รวมเป็นเงิน 49,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 46,200 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีก 2,800 ล้านบาท
ในส่วนของเงินต้นยังไม่ครบตามคำพิพากษาที่ระบุเป็นเม็ดเงิน 46,373 ล้านบาท บวกผลประโยชน์ ยังขาดอีกประมาณ 163 ล้านบาท
กรมบัญชีกลางเร่งประสานกับสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบังคับคดี ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ขายหน่วยลงทุนตามคำ พิพากษาให้ได้เงินครบ 163 ล้านบาท ที่ยังกระจายอยู่ในหน่วยลงทุน 3 รายการ ได้แก่
หน่วยลงทุนของน.ส.พิณทองทา ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ 13,215,843.15 หน่วย ประมาณ 218 ล้านบาท
หน่วยลงทุนของนายพานทองแท้ ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ 70,815,104.77 หน่วย ประมาณ 1,218 ล้านบาท
และหน่วยลงทุนของคุณหญิงพจมาน ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ 57,799,458.99 หน่วย ประมาณ 1,000 ล้านบาท
แบกหนักทุกทางเลย

อภิสิทธิ์
ของเขาแรงจริงๆต้องยอมรับ
ในที่สุดการประชุมสภาฯก็ล่มจริงๆ ตามคิว "ปล่อยของ" ออกมาจากพรรคภูมิใจไทย "ให้จับตาการประชุมสภาฯ ในวันที่ 11 สิงหาคม เสียงจะครบองค์ประชุมหรือไม่" ภายหลังนาทีที่รู้ผลมติ ครม.ตีกลับโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี 4,000 คัน ของนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม พะยี่ห้อ "เพื่อนเนวิน"
แล้วก็โชว์อิทธิฤทธิ์ให้เห็นกันจะจะเลย
ถึงเวลานัดหมาย มี ส.ส.แสดงตนเพียงแค่ 216 คน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลหายไปเกือบ 60 คน ในเหลี่ยมที่ "ปู่ชัย" นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชิงแจ้งต่อที่ประชุม จะไม่มีการประชุมสภาฯ
โดยปรากฏการณ์จับตาไปที่ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ตามเหตุที่อ้างกันว่า ส.ส.ติดลงพื้นที่ เนื่องจากเป็นวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ
และในจังหวะนั่งไม่ติด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องรุดเข้าหารือเป็นการด่วนกับนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล
ก่อนแก้เหลี่ยมเฉพาะหน้าด้วยการโชว์ตัวเลข ส.ส.ที่ขาดประชุม พรรคประชาธิปัตย์ 15 คน พรรคภูมิใจไทย 9 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน พรรครวมชาติพัฒนา 4 คน พรรคกิจสังคม 3 คน พรรคมาตุภูมิ 1 คน ดูจากดรรชนีตัวเลขแล้วทุกพรรคมี ส.ส.ขาดการประชุมทั้งหมด
ไม่มีการส่งสัญญาณเป็นกรณีพิเศษว่า พรรคภูมิใจไทยจะขาดมากผิดปกติ
นัยว่าไม่มีอะไรในกอไผ่
แต่ที่ผิดปกติจริงๆ ในมุมของประชาธิปัตย์ กลับจ้องไปที่คิวของ "ปู่ชัย" ข้องใจทำไมถึงรีบสั่งนับองค์ประชุมแต่หัววัน
ไม่ใช่ "เพื่อนเนวิน" แต่เป็น "พ่อเนวิน" เล่นเอง
สรุปว่า "เฮี้ยวตามนัด" นั่นแหละ
ทั้งหมดทั้งปวง โดยอาการ "บอบบาง" ของเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล องค์ประชุมสภาล่มง่ายๆ มันคือสัญญาณกระตุกแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์
เอื้อต่อการเกิดกรณี "ท้าทาย" ขั้นรุนแรง
ตามเหลี่ยมหักดิบกันซึ่งๆหน้า พัฒนาการความขัดแย้งที่ไหลตามมาจากฉากปะฉะดะเรื่อง
รถเมล์เช่าเอ็นจีวีในที่ประชุม ครม. นายกฯอภิสิทธิ์เปิดฉากโซ้ยนายโสภณ ไล่ต้อนคนของพรรคภูมิใจไทยแบบไม่ยั้งมือ ก่อนติดดิสก์เบรกหัวทิ่ม
จะยอมกลืนเลือดกันเฉยๆ มันก็ผิดวิสัยยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ"
แม้ตามจังหวะจะยังไม่วัดดวงกันไปเลย กับคิวเดิมพันโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 เพราะในส่วนของค่ายภูมิใจไทยเอง ก็ชงตัวเลขไว้เยอะในกระทรวงโควตา ทั้งมหาดไทย คมนาคม
ยังไงก็ไม่กล้าทุบหม้อข้าวตัวเอง
แต่คิวหลังจากนั้น การประชุมสภาทุกนัด "อภิสิทธิ์" มีหวังต้องเครียดกับการประคององค์ประชุม เสี่ยงสภาล่มซ้ำซาก ทำสถิติประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ตามเหลี่ยมที่คนประชาธิปัตย์อย่างนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม. ออกมาฟื้นฝอย เคยเตือนแกนนำแล้วว่า ถ้าดีดพรรคเพื่อแผ่นดินในส่วนของกลุ่ม 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล จะเข้าทางพรรคภูมิใจไทย โดดขึ้นขี่หลังพรรคประชาธิปัตย์
นาทีนี้เกมอยู่ในเหลี่ยม "เนวิน" แล้ว
ยิ่งเป็นอะไรที่ต้องแบกหนักสองทาง กับเบื้องหลังศาลรัฐธรรมนูญสืบพยานฝ่ายผู้ร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากปมใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ นัดแรกตามถ้อยคำการซักค้านที่ปรากฏเป็นข่าวออกมา พอจับน้ำหนักได้ "โคตรทนาย" อย่างนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทีมว่าความของพรรคประชาธิปัตย์ พยายามต้อนพยานฝ่ายผู้ร้องทุกวิถีทาง
แต่ไล่ "ไม่จนแต้ม"
ทั้งคิวของสิบตำรวจโททชภล พรหมจันทร์ พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายเกียรติอุดม เมนะ-สวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ตอบได้ตามแนวในสำนวนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์
ไม่เขวไปกับเกมทำลายน้ำหนัก
ตามเหลี่ยมโยงเข้ากับเรื่องความแค้นส่วนตัว หรือการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง
เรื่องของเรื่อง การพูดตามข้อเท็จจริงอ้างอิงกับพยานหลักฐานในสำนวนสอบสวน ยังไงก็ง่ายกว่าการโยงเรื่องตามจินตนาการ
งานนี้ก็ยิ่งเร้ากระบวนการตัดสินใจของนายกฯอภิสิทธิ์ เกมสภาฯเสี่ยง คิวยุบพรรคก็หนัก
จะชิงยุบสภาไปเสี่ยงเอาดาบหน้าเลยหรือไม่.
ทีมข่าวการเมือง
ทรงห่วงปัญหายาเสพติด
ที่มา ไทยรัฐ วันมหามงคล 12 สิงหามหาราชินี เวียนมาบรรจบครบ 78 พรรษาขอจงทรงพระเจริญ ที่พระองค์ทรงห่วงใยคือปัญหาของสังคมโดยเฉพาะ ปัญหายาเสพติด ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในขณะนี้ โอกาสที่รัฐบาลได้แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ เป็นที่เรียบร้อย หลังจากว่างเว้นตำแหน่งนี้ไปถึง 1 ปี พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.คนใหม่จะต้องเร่งเข้ามาสะสางปัญหาภายในและปัญหานอก หมัดเหล็ก
ที่สำคัญจะต้องไม่เป็นเครื่องมือของนักการเมือง
ปัญหายาเสพติดเป็นต้นตอของปัญหาสังคมทั้งหลายทั้งปวง ทำลายทรัพยากรมนุษย์ของประเทศโดยตรง รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีนโยบายชัดเจนในการทำสงครามกับยาเสพติดเหมือนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แถมบางช่วงบางตอนยังจะเอาคดีฆ่าตัดตอนยาเสพติดมาเป็นเกมไล่ล่าทางการเมืองด้วยซ้ำไป
ที่น่าเป็นห่วงคือขบวนการค้ายาเสพติดมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปร่วมขบวนการด้วย มีนักการเมืองระดับชาติ และนักการเมืองท้องถิ่นคอยหนุนหลัง ขบวนการดังกล่าวได้ขยายเครือข่ายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วงว่าจะเป็นขบวนการมาเฟียที่ยากต่อการปราบปรามเหมือนในบางประเทศ
ดังนั้น ผู้ที่จะมาดูแลเรื่องของปัญหายาเสพติดจึงเป็นเรื่องสำคัญต้องเอาจริงเอาจัง เด็ดขาด มีข่าวว่าจะแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ที่อาวุโสสูงสุด แต่ไม่ได้รับตำแหน่ง ผบ.ตร. มาทำหน้าที่เลขาธิการ ป.ป.ส.แทน จะว่าไปแล้ว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ก็มีผลงานด้านนี้ไม่น้อยหน้าใคร
ปัญหายาเสพติด ทุจริตคอรัปชันเป็นปัญหาที่บั่นทอนความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง เคยมีภาคประชาชนที่ออกมาต่อต้านทุจริตกันพักใหญ่ พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้มีการทุจริตคอรัปชันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ปล้นกันกลางวันแสกๆ ไม่รู้ไปพักร้อนที่ไหนหมด ภาคประชาชนก็ไม่มีมาตรฐาน
เอาแค่น้ำจิ้ม โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่ จ.ชุมพร เป็นโครงการของ กระทรวงยุติธรรม ที่ให้เรือนจำรับซื้อมังคุดจากเกษตรกรจังหวัดชุมพรโดยตรง อ้างว่าจะช่วยเหลือเกษตรกร ให้ราคากิโลกรัมละ 19 บาท ไปแจกนักโทษคนละ 1.5 กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็นเงินตกคนละ 28.50 บาท ในขณะที่นักโทษได้ค่าหัวคนละ 42 บาท ซึ่งรวมถึงค่าอาหารอีก 2 มื้อด้วย
ข้อเท็จจริงก็คือราคามังคุดในตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-16 บาท ถ้าซื้อตรงจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนต่างตรงนี้ ใครได้ใครเสีย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมน่าจะไปตรวจสอบข้อมูลให้กระจ่าง
ว่ากันว่า เงินค่าอาหารนักโทษ ยังค้างจ่ายให้ผู้ประมูลอาหารอีกนับพันล้านบาท ถ้าความไม่ชอบมาพากลจะระบาดเข้าไปถึงในเรือนจำ ก็ถือว่าสุดๆแล้ว
หรืออาจจะเห็นว่าไม่สามารถมีปากมีเสียงได้ ถึงได้ทำอะไรกันตามอำเภอใจ รัฐบาลยิ่งบริหารงานนานเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นความบกพร่องขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอยู่นานประเทศก็ยิ่งเสียหาย.
ไล่ล่า"กี้ร์"โผล่ร้องเพลงรร.หรูในเขมร
อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง"สุเทพ"รอหลักฐานชัดก่อน ตราบใดที่ยังไม่เห็นหลักฐานชัดเจน คงพูดอะไรไม่ได้ ขณะที่การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องดูเป็นวันๆไป.......
เมื่อวันที่ 11 ส.ค.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคนไปพบว่านายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายไปปราฏตัวอยู่ที่โรงแรมเสียมราฐในกัมพูชา ความร่วมมือในการติดตามขอตัวยังมีอยู่หรือไม่ หรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ว่า เดี๋ยวรอให้มันชัดเจนกว่านี้ก่อน และดูว่าโดยข้อกฎหมายเราจะทำอย่างไรได้บ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลว่าโรงแรมดังกล่าวนี้เป็นแห่งเดียวกับที่เคยจับกุมตัว “อ้อ-อ้าย” ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดข้างพรรคภูมิใจไทยด้วย โดยเจ้าของเป็นส.ส.คนสนิทของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายสุเทพ กล่าวว่า ตราบใดที่ยังไม่เห็นหลักฐานชัดเจน ตนคงพูดอะไรไม่ได้ ต้องขออภัย
เมื่อถามว่า ในการประชุมศอฉ.เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมาเพราะเหตุใดจึงยังไม่มีการพิจารณาประกาศยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพิ่มเติม นายสุเทพ กล่าวว่า ตนประเมินเป็นวัน ๆ ไป.
ทนายทักษิณส่งจม.ถามมาร์ค จี้สอบเหตุรุนแรงกลางกรุง

สำนักงานกฎหมายของรอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมส่งจดหมายฉบับที่สอง ทวงถามนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ไทยมีพันธกรณีตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศต้องสอบสวนเหตุรุนแรงทางการเมืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 80 ราย...
สำนักงานกฎหมาย "อัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีร็อฟฟ์" เผยแพร่จดหมายลงวันที่ 10 ส.ค. ผ่านทางเว็บไซต์ของนายรอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโดยมีใจความสำคัญเรียกร้องให้รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของกลุ่ม "คนเสื้อแดง" จากเหตุรุนแรงทางการเมืองกลางกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ที่ผ่านมา
เนื้อหาของจดหมายฉบับดังกล่าวที่ต้องการส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรีไทยระบุว่า ทีมงานของสำนักงานอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีร็อฟฟ์ ในฐานะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขอแจ้งให้ทราบว่าทางการไทยมีพันธกรณีทางกฎหมายต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เรียกว่า "International Covenant on Civil and Political Rights" หรือ "ICCPR" ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ไทยให้การรับรอง
จดหมายจากสำนักงานของอัมสเตอร์ดัมฉบับนี้ระบุว่า ทางการไทยมีข้อผูกพันที่จะต้องเปิดการสอบสวนที่มีความเป็นอิสระและยุติธรรมอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากกว่า 80 รายที่ถูกสังหารระหว่างการชุมนุมประท้วงรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา พร้อมระบุทางการไทย "ไม่มีสิทธิ์" กีดกันทีมกฎหมายของบริษัทในการให้ความช่วยเหลือและปกป้องบรรดาสมาชิก นปช.จากข้อกล่าวหาต่างๆ โดยย้ำรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องเปิดโอกาสให้มีการ"เข้าถึง" ข้อมูลหลักฐานต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน
ใจความตอนหนึ่ง ยังระบุว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ทางสำนักงานกฎหมาย "อัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีร็อฟฟ์" ได้เคยส่งจดหมายมาถึงนายกรัฐมนตรีไทยแล้วครั้งหนึ่ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบรับใดจากทางการไทย รวมทั้ง การที่ทางบริษัทยังไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล และหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมอ้างบทบัญญัติของ "ICCPR" ที่กำหนดไว้ว่าประเทศที่ให้การยอมรับต่อสนธิสัญญาฉบับนี้จะต้องอนุญาตให้บรรดาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ทราบความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา,ได้ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดที่แท้จริง รวมถึงการได้รับค่าชดเชยที่ิหมาะสม
สำนักงานกฎหมายของนายอัมสเตอร์ดัม ยังเรียกร้องให้ทางการไทยเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสายการบังคับบัญชาของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกับการตัดสินใจใช้กองกำลังที่มีอาวุธครบมือ.
ด่วน!!! กัมพูชา ออกแถลงการณ์ถล่มอภิสิทธิ์ยับ (ฉบับใหม่)
ที่มา thaifreenews![]()
http://www.go6tv.com/2010/08/spokesperson-of-press-and-quick.html

1. นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ของไทย ได้เคลื่อนไหวด้วยการพูดจนมากเกินไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และได้กล่าวคุกคามกัมพูชา จนทำให้สมเด็จอัครมหาบดี เดโช ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาต้องใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของกัมพูชาตามธรรมเนียม และการปฏิบัติเยี่ยงสากล
2. นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชาชีวะไม่มีลักษณะของความเป็นผู้นำรัฐบาล ซึ่งเป็นสมาชิกของประชาคมอาเซียน และสหประชาชาติดังนี้
- นาย อภิสิทธิ์ ได้ร่วมกับกลุ่มคนที่เชื่อว่าเป็นศัตรูต่อกัมพูชาชื่อว่า เครือข่ายคนไทยรักชาติ, พันธมิตร (หรือกลุ่มเสื้อเหลือง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชาปี 2543 ซึ่งมีความถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นเอกสารระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันธ์ และ นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังมีพฤติกรรมที่จะยึดดินแดนกัมพูชาด้วยการใช้กำลัง
- นายอภิสิทธิ์ ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดกับกัมพูชา ด้วยคำพูดตามรายงานของสำนักข่าวไทยที่ว่า “ผลการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปีพ.ศ.2505 ได้ตัดสินให้เพียงแต่ตัวประสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาเท่านั้น แต่พื้นที่โดยรอบยังเป็นของไทย”
- ตลบแตลงในการที่จะสานต่อให้เอ็มโอยูนั้นบรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติงานของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมภาคีไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ซึ่งประเทศไทยได้เป็นฝ่ายยกเลิกการทำงานของเจบีซี
3. เพื่อการตอบโต้ต่อการคุกคามทางทหารจากประเทศไทย สมเด็จอัครมหาบดี เดโช ฮุนเซ็น ได้ส่งจดหมาย 2 ฉบับไปยัง พณฯ วิตาลี ชูร์เกีย ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และ พณฯ อาลี อับดุลซาลัม ประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เพื่อการชี้เจงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤติที่ประเทศไทยเป็นฝ่ายสร้างขึ้นในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย และก้มพูชา ใกล้กับปราสาทพระวิหาร
4. เพื่อชี้แจงให้ทราบว่า นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ได้กระทำให้เกิดความขุ่นเคืองในระดับนานาชาติ โดยนาย อภิสิทธิ์ ได้เปลี่ยนแปลงคำพูด และ โยนความผิดให้กับ สมเด็จอัครมหาบดี เดโช ฮุนเซ็น ด้วยการกล่าวว่า “เขา (สมเด็จฮุนเซ็น) ได้อ้างประโยคนั้นมาจากหนังสือพิมพ์ซึ่งไม่ใช่คำพูดของผม”
โฆษกของสำนักงานสื่อมวลชน และการตอบโต้อย่างทันทีทันใด (พีอาร์ยู) ของสำนักงานสภารัฐมนตรีของกัมพูชาต้องการจะสื่อสารไปยังสาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่า
1. นับจนถึงวันนี้ไม่มีคำพูดที่ชัดเจนของนายอภิสิทธิ์ เพราะเหตุใดนายอภิสิทธิ์จึงไม่เรียกร้องให้หนังสือพิมพ์แก้ไขความผิดพลาด และเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา นั่นบ่งบอกถึงนัยยะเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2. ทุกๆ คำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่พูดเกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหาร เส้นเขตแดนของทั้งสองประเทศบริเวณปราสาทพระวิหาร คำขู่ที่จะยกเลิก MOU ปีพ.ศ.2543 และคำขู่ว่าจะใช้กำลังทางทหาร ที่นำเสนอผ่านสื่อทุกๆ สื่อในประเทศไทย เช่น เอเอสทีวี เอทีเอ็นเอ็น ออนไลน์ และเดอะ เนชั่น ซึ่งนำเสนอเมื่อวันที่ 7 ส.ค. หนังสือพิมพ์มติชน และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ได้ถูกบันทึกเอาไว้โดยสำนักงานสื่อมวลชน และการตอบโต้อย่างทันทีทันใด (พีอาร์ยู) ทั้งหมดแล้ว สื่อต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักเหล่านี้เชื่อถือได้หรือไม่? นายอภิสิทธิ์ต้องการจะรับรู้หรืออ่านสื่อต่างๆ เหล่านั้นหรือไม่? สำนักงานจะจัดส่งไปให้ถึงที่
3. นายอภิสิทธิ์แสดงให้เห็นถึงการขาดความน่าเชื่อถือของสื่อไทย ในทางตรงกันข้าม หากการนำเสนอข่าวของสื่อไทยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนที่ผู้โป้ปด
4. นายอภิสิทธิ์พยายามจะใช้ถ้อยคำซึ่งแฝงความตั้งใจว่าต้องการจะรุกล้ำอาณาเขตของประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะดินแดนบริเวณใกล้กับปราสาทพระวิหาร นายอภิสิทธิ์พยายามจะเปลี่ยนการใช้ถ้อยคำ จากคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” หรือ “พื้นที่พิพาท” ให้กลายเป็น “อาณาเขตของไทย”
5. นายอภิสิทธิ์เป็นผู้กล่าวเองว่า ในช่วง พ.ศ.2518 – 2522 ประเทศไทยได้กำหนดเส้นเขตแดนใหม่ หรือบริเวณ “พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร” ล้ำเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ลงบนแผนที่ที่มีเงื่อนงำ เป็นการกำหนดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และไม่ได้รับการยอมรับตามหลักสากล
พฤติกรรมดังกล่าวไม่ต่างกับการกระทำของพรรคนาซีภายใต้การนำของฮิตเลอร์ และพรรคฟาสซิสต์ภายใต้การนำของมุสโซลินี ที่ได้กระทำเมื่อต้องการจะรุกรานดินแดนของประเทศอื่น เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2
โดยสรุป โฆษกของสำนักงานสื่อและการตอบโต้ประจำสำนักงานคณะรัฐมนตรีกัมพูชาต้องการจะกล่าวเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กระทำสิ่งที่เป็นการมอมเมา และพยายามจูงใจให้สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศยอมรับการใช้กำลังของประเทศไทยต่อกัมพูชา
และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการนองเลือดและการบาดเจ็บของประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา สมเด็จอัครมหาเดโชฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา จึงได้ส่งจดหมายไปยังสหประชาชาติ และร้องขอให้มีการจัดประชุมระดับระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนของทั้งสองประเทศแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นมีสติปัญญาเพียงพอที่จะรู้ได้ว่า ประเทศไทยคงไม่รับข้อเสนอดังกล่าว และยืนยันว่าจะใช้วิธีการในระดับทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งยืนยันจะทำตามแผนใช้กัมพูชาเป็นตัวประกัน ในความขัดแย้งของการเมืองภายในประเทศไทยต่อไป


