WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 13, 2010

การปฏิรูปของอภิสิทธิ์คือ การเกี่ยวข้าวในทะเลทราย

ที่มา Robert Amsterdam



โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

Read more from สิทธิมนุษยชน

สิ่งหนึ่งที่ขบวนการเสื้อแดงยืนยันและพิสูจน์ตลอดคือ
พลเมืองธรรมดาไม่เคยโง่และไม่เคยที่จะไม่เข้าใจประชาธิปไตย
ดังนั้นเวลาพิจารณาคำว่า “ปฏิรูป” เราควรนิยามตามความเข้าใจของคนทั่วไป
ซึ่งย่อมจะมีความหมายในเชิงบวก คือ
เป็นกระบวนการที่จะ “ทำให้สังคมดีขึ้น”
แต่บ่อยครั้งชนชั้นปกครองพยายามปล้นขโมยคำว่า “ปฏิรูป” นี้ไปใช้ในทางตรงข้าม
เพื่อปกปิดวัตถุประสงค์แท้ของเขา

ตอนนี้ในอังกฤษ รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม ประกาศว่าจะ “ปฏิรูป” ระบบรัฐสวัสดิการ
เวลาผมและประชาชนจำนวนมากฟังคำพูดแบบนี้ เราจะหนาว
เพราะในความเป็นจริงข้อเสนอของเขาคือการทำลายมาตรฐาน
และการบริการประชาชนที่มาจากรัฐสวัสดิการ
มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลอังกฤษในการตัดงบประมาณรัฐ
กระทำไปเพื่อที่จะให้พลเมืองจ่ายหนี้ที่รัฐก่อขึ้นจากการพยุงธนาคารในวิกฤตเศรษฐกิจ
มันเป็นการหลีกเลี่ยงการทวงเงินคืนจากธนาคารที่ปั่นหุ้นและเล่นการพนันจนเศรษฐกิจโลกพัง
มันเป็นการหมุนนาฬิกากลับ
มันควรจะเรียกว่าเป็นมาตรการถอยหลังที่ทำให้สังคมยาลง
มากกว่าที่จะเรียกว่าเป็น “การปฏิรูป”

ในสังคมไทยปัจจุบันภายใต้ความมืดและการข่มเหงของอำมาตย์เผด็จการ
มีการใช้คำว่า “ปฏิรูป” อีกครั้ง โดยนายกมือเปื้อนเลือดอภิสิทธิ์
ซึ่งต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ปฏิรูป” ไป 180 องศา
จากความหมายที่สังคมไทยยอมรับในยุคที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ในยุคนั้นแน่นอน
มีการถกเถียงกันว่าจะปฏิรูปอะไรอย่างไร
แต่สังคมโดยรวมมีการยอมรับว่าต้องเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น
สำหรับคนธรรมดาหลังจากที่อยู่ภายใต้อำนาจทหารและอำนาจคนใหญ่คนโตมานานเกินไป
นอกจากนี้เนื่องจากมันเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
หลายคนมองด้วยว่าโครงสร้างเก่าๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ที่กีดกันคนธรรมดา กลายเป็นอุปสรรค์ในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
โดยรวมแล้วการร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของสังคมไทย
ทั้งในวิธีการร่าง และผลที่ได้มา
อย่างไรก็ตามอิทธิพลของนักวิชาการที่สนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่
(พวก “เสรีนิยม”) มีมากกว่าอิทธิพลของประชาชนธรรมดา
มีการให้ความสำคัญกับนักวิชาการ “ผู้รู้” มากเกินไป
และรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ก็สะท้อนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่
และกลุ่มชนชั้นนำมากเกินไปด้วย เช่น
ในเรื่องการสนับสนุนกลไกตลาดแทนการบริการประชาชนโดยรัฐ
หรือการเสนอให้ ส.ว. และองค์กรอิสระ “ปลอดการเมือง”
ซึ่งเป็นไปไม่ได้และเป็นเพียงหน้ากากปิดบังอิทธิพลของกลุ่มทุน
และชนชั้นนำพวกที่ไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง
นอกจากนี้การเพิ่มอำนาจของนายกรัฐมนตรี
และการเพิ่มอิทธิพลของพรรคเสียงส่วนใหญ่ในสภา
ที่มากับรัฐธรรมนูญปี ๔๐ เป็นสิ่งที่อาจไม่เป็นประโยชน์กับคนจน
โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลใช้นโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์กับเขา
เนื่องจากการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งมากขึ้นอาจทำให้รัฐบาลไม่ฟังประชาชนก็ได้
และโอกาสของพรรคการเมืองใหม่ๆ ของคนจน (ถ้ามี) ก็จะน้อยลง
แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยาแต่อย่างใด

ใครที่ยังไม่ชัดเจนว่าแนว “เสรีนิยม” ขัดขวางเสรีภาพของประชาชนคนธรรมดาแค่ไหน
ควรตรวจดูว่าพวกนักวิชาการเสรีนิยมในไทยส่วนใหญ่ไปมีจุดยืนอะไรในปัจจุบัน
คำตอบคือเกือบ 100% ต้อนรับรัฐประหาร 19 กันยา
และเป็นเสื้อเหลืองที่ดูถูกและเกลียดชังคนจน
ก่อนหน้านั้นพวกนี้ก็ได้แต่โจมตีโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค
และการบริการคนจน ว่าเป็นการ “ขาดวินัยทางการคลัง”
ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยพูดแบบนี้กับเรื่องการขึ้นงบประมาณทหาร
ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนหลังรัฐประหารและภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์

เราไม่จำเป็นต้องเรียนสูงจบปริญญาอะไรเพื่อเข้าใจว่า “การปฏิรูป”
ที่มาจากรัฐบาลอภิสิทธิ์จะไม่มีเป้าหมายเพื่อทำให้สังคมดีขึ้น
หรือเพื่อขยายสิทธิเสรีภาพ แค่ดูผลงาน
และที่มาในโลกจริงของรัฐบาลนี้ก็จะเข้าใจ เช่น
เราทราบว่ารัฐบาลนี้มาจากการทำรัฐประหารโดยทหาร
มาจากการบงการโดยทหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เพราะไม่เคยครองใจประชาชนส่วนใหญ่
เป็นรัฐบาลที่สั่งทหารฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปเกือบ 90 ศพ
ทั้งๆ ที่ประชาชนเหล่านั้นไม่มีอาวุธ
เป็นรัฐบาลที่ปกปิดเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิดอย่างที่ไม่เคยเซ็นเซอร์มากก่อน
เป็นรัฐบาลที่จำคุกคนที่มีความเห็นต่างภายใต้กฎหมายคอมพิวเตอร์
กฎหมายหมิ่นฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
และเป็นรัฐบาลที่ใช้สองมาตรฐานทางกฎหมายอย่างหน้าตาเฉย
ใช้ระบบศาลอย่างลำเอียง
ไม่คิดว่าตนต้องอธิบายอะไร โกหกไปเรื่อยๆ
สร้างซีดี ออกรายการโทรทัศน์ ทำอย่างหน้าด้านๆ
เพราะรู้ว่าไม่ต้องปรึกษาประชาชน ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง
และเพราะมีกระบอกปืนและรถถังหนุนหลัง

ทุกอย่างที่รัฐบาลนี้และทหารที่หนุนหลังรัฐบาลทำไป ไม่ใช่ “อุบัติเหตุ”
ไม่ใช่การ “รู้ไม่ถึง”
แต่เป็นการจงใจทำ แถมผู้ที่อภิสิทธิ์แต่งตั้งมาเพื่อควบคุมดูแล “การปฏิรูป”
(นายอานันท์ ปันยารชุน) เป็นคนที่รับใช้เผด็จการทหาร ร.ส.ช.
หลังการทำรัฐประหารปี ๓๔ เขาเป็นคนที่มองว่า
ชนชั้นปกครองมือเปื้อนเลือดไม่ควรถูกจับมาลงโทษ
(เพราะอภัยโทษให้สุจินดาที่ทำรัฐประหารและสั่งฆ่าคนในเหตุการณ์พฤษภา ๓๕)
เขาเป็นคนที่เคยแสดงความเห็นว่า
“ประชาธิปไตยไทยๆ” ไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์
เป็นคนที่คัดค้านสหภาพแรงงาน (ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง)
เป็นคนที่เคยพูดว่าพี่น้องมุสลิมมาเลย์ในภาคใต้ควร “ลืม”
เหตุการณ์นองเลือดตากใบ และเป็นคนที่มองว่าไม่ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ

ดังนั้นใครที่คิดว่ารัฐบาลนี้จะผลักดัน “การปฏิรูป” (ในความหมายที่คนธรรมดาเข้าใจ)
มีแค่สองประเภทคือ คนโกหก กับคนปัญญาอ่อน ….
แล้วทำไมนักวิชาการจำนวนมากจึงเข้าไปร่วมกับ “กระบวนการปฏิรูป” ของอำมาตย์??
ส่วนใหญ่เป็นคนที่หวังได้ชื่อเสียง หวังได้หน้า หวังได้ผลประโยชน์
หรือเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับตัวเองเกินเหตุ พวกนี้เป็นคนโกหกชัดๆ
เป็นคนที่รับใช้ผู้เป็นใหญ่ไม่ว่าจะเป็นใคร และพร้อมจะเปลี่ยนจุดยืน
แล้วแต่ว่าใครมีอำนาจ เขาเป็นคนที่จงใจปิดหูปิดตา
และทำเป็นมองไม่เห็นสภาพสังคมไทยตอนนี้
และประกาศว่า “ความเลวทรามทั้งหมดเป็นการกระทำของรัฐบาลทักษิณ
และคนเสื้อแดงเป็นคนจนโง่ๆ ที่ถูกหลอกถูกซื้อ”

อีกส่วนหนึ่งของนักวิชาการที่เข้าร่วม อาจส่วนน้อย คือ
คนปัญญาอ่อนทางการเมือง ทำไมคนที่ไม่ได้สนับสนุนรัฐประหาร
หรือสนับสนุนพวกเสื้อเหลือง
และมีประวัติของการยืนเคียงข้างคนจน จึงปัญญาเสื่อมจนเลือกไปร่วมกับอภิสิทธิ์?
ไม่ใช่เพราะถูกซื้อ ผมรับรองว่าเขาบริสุทธิ์ใจ
แต่ถ้าเราจะเข้าใจพฤติกรรมของเขา
ต้องเข้าใจว่าเขาคิดว่าการล้มอำมาตย์และการสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย
หรือการลดบทบาททหารโดยสิ้นเชิง “ทำไม่ได้”
แต่ถ้าจะมีละครการปฏิรูปอย่างที่กำลังเกิด เขามองว่าถ้าเขาเข้าไปร่วมด้วย
มันอาจมีประโยชน์บ้าง ดีกว่าไม่ร่วม แต่เขาเข้าใจผิดมหาศาล
เพราะแทนที่จะเกิดประโยชน์ จะไม่มีอะไรเลยที่มีความหมายจริงๆ เกิดขึ้น
และเขาจะถูกใช้เป็นไม้ประดับ
เพื่อให้ความชอบธรรมกับการโฆษณาชวนเชื่อของอำมาตย์ต่างหาก

บางคนอาจมองว่าเวลาผมใช้คำว่า “ปัญญาอ่อนทางการเมือง” มันแรงไปหน่อย
ผมว่าไม่แรงไป เพราะใครที่ยอมคิดอะไรด้วยเหตุผล
หรือด้วยวิธีการคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ ย่อมเข้าใจว่า
หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในโลกมีเงื่อนไขจำเป็นก่อนที่มันจะเกิดขึ้นได้
ภาษาอังกฤษเรียกว่า Necessary Conditions ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าจะปลูกพืชผล ต้องมีน้ำมีแร่ธาตุมีแสงแดด
หรือถ้าสัตว์กับมนุษย์จะมีชีวิตต้องมีออกซิเจนคือ
ต้องสามารถหายใจได้ ในเรื่องสังคมศาสตร์ก็เหมือนกัน
เราไม่สามารถปฏิรูปสังคมถ้าไม่มีประชาธิปไตย
และสิทธิเสรีภาพได้ “การปฏิรูป” จอมปลอมของอภิสิทธิ์
จึงเป็น “การเกี่ยวข้าวในทะเลทราย” เพราะในทะเลทรายปลูกข้าวไม่ได้แต่แรก
มันเป็นภาพลวงตาประเภทที่เกิดขึ้นกลางทะเลทรายร้อนๆ

ถ้าเราจะปฏิรูปสังคมไทยให้ดีขึ้น
เราจะต้องกำจัดลบทิ้งอิทธิพลของทหารในการเมืองและสังคมโดยสิ้นเชิง
เหมือนที่เป็นอยู่ในประเทศประชาธิปไตยทั่วไป
เราต้องสร้างเงื่อนไขไม่ให้ทหารทำรัฐประหาร
ทหารต้องไม่คุมสื่อ ทหารต้องไม่มีส่วนในการควบคุมสังคม
และทหารจะต้องไม่มีสิทธิ์อ้างสถาบันใดก็ตามเพื่อการทำลายประชาธิปไตย
ทหารต้องรับใช้ประชาชนอย่างเดียว ไม่มีเจ้านายอื่น
ดังนั้นการปฏิรูปบทบาททหารเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งในกระบวนการปฏิรูป
โดยเฉพาะในบริบทที่ทหารแทรกแซงการเมืองและสังคมไทยมาตลอด
การปฏิรูปทหารหมายถึงการลดงบประมาณทหารอย่างถอนรากถอนโคนด้วย
แต่แน่นอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่บงการโดยทหาร
และกรรมการปฏิรูปของอภิสิทธิ์ไม่มีวันพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย

ขณะนี้เราเห็นความเสื่อมเสียของระบบ “ยุติธรรม” และกฎหมายในไทย
ในระยะสั้นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสื่อมเสียนี้คือ
ทหารและรัฐบาลปัจจุบัน
แต่ผู้พิพากษาและศาลก็มีส่วนสำคัญในการทำลายระบบยุติธรรม ดังนั้น
ถ้าจะปฏิรูปให้ไทยเป็นนิติรัฐ ต้องปลดผู้พิพากษาและศาลจำนวนมาก
และเลือกตั้งคนที่มีอุดมการณ์ในความเป็นธรรมทางกฎหมายเข้ามาแทนที่
พร้อมกันนั้นต้องลดอำนาจเผด็จการของศาล
โดยนำระบบลูกขุนมาใช้ตัดสินคดีต่างๆ
และต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลที่ทุกวันนี้ใช้ป้องกันความไม่เที่ยงธรรมของศาล
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือต้องยกเลิกความป่าเถื่อนของโทษประหาร
และลดเวลาในการพิจารณาคดีต่างๆ
เพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าคดีต่างๆ จะลากไปเรื่อยๆ เป็นปีๆ
เพื่อให้โจรหากินกับกฎหมายและเพื่อข่มขู่คนที่ถูกกล่าวหา
โดยที่เขามีเมฆดำลอยอยู่เหนือชีวิตเป็นปีๆ
และเราต้องย้ำว่าผู้ถูกกล่าวหาย่อมบริสุทธิ์เสมอก่อนที่จะจบการพิจารณาคดี
ยิ่งกว่านั้นนักโทษทุกคน ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการพิจารณาคดี
จะต้องได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ต้องไม่ถูกล่ามโซ่ และ
ต้องไม่ถูกบังคับให้แต่งชุดนักโทษที่ทำลายความเป็นมนุษย์
เวลาขึ้นศาลไม่ควรแต่งชุดนักโทษ
เพราะจะสร้างภาพล่วงหน้าว่าเป็นคนที่กระทำความ “ผิด”

ถ้าจะปฏิรูปสังคม เราควรจะมาคุยกันว่าจะใช้กฎหมายและเรือนจำ
เพื่อปกป้องประชาชนและสังคม หรือเพื่อลงโทษแก้แค้น
เพราะสังคมอารยะจะเน้นอันแรกเป็นหลัก การแก้แค้น
โดยเฉพาะด้วยความรุนแรง ไม่ใช่พฤติกรรมของสังคมอารยะ
อย่างที่มีคนอื่นพูดไปแล้ว “การแลกตาต่อตา
เพียงแต่ทำให้สังคมตาบอด” สังคมอารยะต้องเข้าใจว่า
ทำไมคนบางคนกระทำความผิด และต้องพยายามแก้ที่ต้นเหตุในสังคม
ดังนั้นสภาพของเรือนจำไม่ควรจะแย่อย่างในปัจจุบัน
และไม่ควรจำคุกคนที่ไม่เป็นอันตรายจริงๆ กับเพื่อนมนุษย์คนอื่น
การปฏิรูปการเมือง จะต้องรวมไปถึงการลดจำนวนคนที่ถูกคุมขัง
โดยเฉพาะคดีขโมยทรัพย์หรือยาเสพติด

ก่อนที่จะปฏิรูประบบยุติธรรมได้ สังคมเราจะต้องไม่มีนักโทษการเมือง
เพราะนักโทษการเมืองเป็นคนที่ถูกคุมขัง
ด้วยสาเหตุที่มีมุมมองทางการเมืองต่างจากชนชั้นปกครอง
การมีนักโทษการเมืองพิสูจน์ว่าไม่มีประชาธิปไตย
ดังนั้นใครที่อยากปฏิรูปสังคมไทย
จะต้องมีส่วนในการรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษเสื้อแดงทั้งหมด
และจะต้องรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ
และกฎหมายคอมพิวเตอร์
และปล่อยคนอย่าง ดา ตอร์บิโด
คุณจะปฏิรูปอะไรได้ ถ้าไม่มีสิทธิ์คิดต่างจากอำมาตย์?

ถ้าจะปฏิรูปสังคม เราต้องกล้าทบทวนความคิดหลายอย่าง
ที่เคยถือว่า “จารึกบนแท่นหิน” เช่นเรื่องรัฐชาติ ภาษา และพรมแดน
หรือระบบการปกครอง
ตอนนี้เรามีวิกฤตในภาคใต้ วิกฤตนี้มาจากท่าทีของรัฐรวมศูนย์ไทย
ที่มีต่อคนที่มีเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และศาสนา
ที่ไม่เข้ากรอบ “ความเป็นไทย” การทหารแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้
เหมือนกับที่การทหารสร้างประชาธิปไตยไม่ได้
และการคลั่ง “ชาติไทย” เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความรุนแรง
และการกดขี่คนอื่น เราน่าจะเรียนรู้ได้แล้วจากประสบการณ์ในภาคใต้
และจากประสบการณ์ความเลวทรามของพวกพันธมิตรฯ
ที่พยายามก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร
จริงๆ แล้วเขาพระวิหารใช้เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในเรื่องการท่องเที่ยว
ใช้มาอย่างนั้นในอดีตหลายปีแล้วด้วย
เพียงแต่เกิดปัญหาจอมปลอมเมื่อพวกหัวเพี้ยนคลั่งชาติ
ต้องการสร้างเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นโจมตีรัฐบาลไทยรักไทยเท่านั้น

ประเด็นสำคัญๆ ที่ต้องพิจารณาในการปฏิรูปสังคมไทยมีอีกมากมาย
และไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของบุคคลคนเดียวที่จะเสนอประเด็น
เรื่องอื่นที่สำคัญเช่นเรื่องสื่อ
โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของวิทยุชุมชน สื่ออินเตอร์เน็ท
และบทบาทอันสมควรของโทรทัศน์สาธารณะ
เพราะปัจจุบันนี้โทรทัศน์ ไทย PBS นับว่าเป็นช่องที่น่าอับอายขายหน้าสากล
เนื่องจากเข้าข้างอำมาตย์และรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้เราต้องกล้าตั้งคำถามว่า ทำไมทหารต้องมีสื่อของตนเองด้วย?

ถ้าจะปฏิรูปสังคม ต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา
และการเพิ่มสิทธิต่างๆ ของลูกจ้างในสหภาพแรงงาน…
รวมถึงสิทธิในความหลากหลายทางเพศของพลเมืองอีกด้วย
แต่นอกจากนี้เราต้องพูดกันถึงการกระจายรายได้
และการสร้างความมั่นคงในชีวิตผ่านระบบรัฐสวัสดิการ
และการเก็บภาษีก้าวหน้า
เพราะถ้าพลเมืองเราจะมีส่วนร่วมเต็มที่ในสังคม
เราต้องลดความเหลื่อมล้ำและกำจัดความยากจน
นี่คือแนวทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้ ดังนั้น
การปฏิรูปจะขาดการพูดถึงรัฐสวัสดิการไม่ได้
แต่อย่าไปหวังว่ากระบวนการของอภิสิทธิ์จะลดความเหลื่อมล้ำเลย
เพราะอำมาตย์ทำลายประชาธิปไตยตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา
เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของเขาจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ในโลกแห่งความเป็นจริงของสังคมไทย
ผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมีส่วนสำคัญในกระบวนการปฏิรูป คือ
ผู้ที่ใฝ่ฝันถึง “รัฐไทยใหม่” ที่ไม่มีอำมาตย์ในรูปแบบต่างๆ
ไม่มีการแทรกแซงการเมืองโดยทหาร มีประชาธิปไตยและเสรีภาพ
และไม่มี “ความเป็นเจ้าเป็นนายเหนือไพร่” คือ
มีความเท่าเทียมระหว่างพลเมืองทุกคนนั้นเอง
ความก้าวหน้าของสังคม
ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากผู้นำไม่กี่คน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากนักวิชาการหรือนักกฎหมาย
และเราหวังอะไรไม่ได้จากพรรคเพื่อไทยในแง่ของการปฏิรูปสังคมอย่างจริงจัง
เพราะพรรคนี้เป็นเพียงแค่เงาจางๆ ของพรรคไทยรักไทย

การปฏิรูปเป็นสิ่งที่มาจากการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมาก
ในสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม”
คนเสื้อแดงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
และเป็นขบวนการแท้จริงที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ถ้าจะปฏิรูปสังคมในรูปธรรมต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยน จัดตั้ง
(อาจต้องสร้างพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่หลากหลาย)
และการเรียนรู้ร่วมกันในขบวนการเสื้อแดง
เพื่อให้เราเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่าเราต้องการปฏิรูปสังคมไทยให้ไปในทิศทางใด

ใครฆ่าฟาบีโอ โปเลนกิ นักข่าวชาวอิตาลี

ที่มา ประชาไท


ความตายของนายฟาบีโอ โปเลนกิ ช่างภาพอิสระจะนับเป็นกรณีหนึ่งหรือไม่ในบรรดาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ปัจจุบันของประเทศไทยที่ไม่มีข้ออธิบาย ฟาบีโอ โปเลนกิถูกยิงจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ก่อนเวลา 11 นาฬิกาตรงเพียงครู่เดียว ทั้ง ๆ ที่เขาก็วิ่งกับนักข่าวคนอื่น ๆ และคนเสื้อแดง (ผู้ประท้วงต้านรัฐบาล) เพื่อหลบกระสุนจริง วันนั้น รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งให้ทหาร “เก็บกวาด” ย่านธุรกิจการค้ากรุงเทพฯ ที่ถูกคนเสื้อแดงใช้พื้นที่อยู่นานสองเดือน ทหารกระชับวงล้อมเข้ามาทีละน้อยด้วยการยิงกระสุนใส่ผู้ชุมนุมติดอาวุธหินและขวดระเบิดมือ ขณะที่ฟาบีโอกำลังวิ่ง ก็ถูกกระสุนเข้าลูกหนึ่ง แล้วล้มลง มีเพื่อน ๆ นักข่าวและคนเสื้อแดงหามและพาเขาไปโรงพยาบาล เขาเสียชีวิตจากการบาดเจ็บ

สองวันหลังจากการตายของชาวอิตาลีผู้นี้ สถาบันนิติเวชก็ทำการชันสูตรศพ วันรุ่งขึ้น ร่างของฟาบีโอก็ถูกเผาโดยมีพี่สาวอิซาแบล เพื่อนพ้องและเพื่อนนักข่าวมาร่วมงาน จากนั้นสามเดือนผ่านไป ตำรวจยังคงปฏิเสธที่จะเปิดเผยผลการชันสูตรศพ « การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น » พล.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เอฟบีไอแบบไทยก็ยังไม่สามารถให้คำตอบต่อคำถามโหดๆ อย่าง ประเภทของกระสุนที่พบในศพของฟาบีโอ วิถีกระสุน คำถามอื่น ๆ นั้นเกี่ยวกับตำแหน่งของนักแม่นปืนของกองกำลังที่ฆ่าผู้ชุมนุมไปหลายคนในวันเดียวกัน รวมถึงตำแหน่งของคนเสื้อดำผู้เป็นแขนติดอาวุธให้กับคนเสื้อแดง แต่นั้นก็อีก ไม่มีคำตอบใด ๆ หรือเป็นคำตอบเบลอ ๆ ไม่ชัด

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือ เอฟบีไอไทยนั้นผู้มีความรับผิดชอบต่อคดีกลับเงียบกริบ ทำไมกรมการนี้ผู้ที่ถูกมองจากคนเสื้อแดงและสื่อบางหน่วยว่ามีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจึงดึงดูดความสนใจจากสื่อต่างประเทศและองค์กรพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของนักข่าว บางที อาจเป็นเพราะความจริงที่ปรากฏอาจสร้างความเสื่อมเสียแก่รัฐบาลและทหารที่คุมประเทศอยู่ในมือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ-ร.21 รอ.) เป็นหัวหน้ากองทัพทหารราบตั้งแต่ปี 2550 ขึ้นดำรงตำแหน่งหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ที่ขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นที่นิยมและเป็นประชานิยม (และทุจริต) กล่าวถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อนกองทัพของพลเอกอนุพงษ์ และเป็นผู้กำกับการปฏิบัติการของทหารเมื่อวันที่ 10 เมษายน และระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคมที่ผ่านมายังให้มีผู้เสียชีวิต 90 คนโดยมีนักข่าวฮิโรยูกิ มุระโมโต นายฟาบีโอ โปเลนกิ และทหารอย่างน้อยจำนวน 5 นาย เขาจะได้รับช่วงต่อจากหัวหน้าโป้ปดกรมทหารราบของตนในวันที่ ๑ ตุลาคมที่จะถึงนี้ นับไปอีก 7 ปีที่ยอดทหารรักษาพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถผู้นี้ จะได้คุมตำแหน่งอำนาจสูงสุดของกองกำลังทหารไทย เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ทหารราชอาณาจักรไทย และยังสร้างความอิจฉาริษยาร้ายท่ามกลางเหล่าข้าราชการ

แล้วใครฆ่านายฟาบีโอ โปเลนกิ เพื่อนนักข่าวและเพื่อน ๆ ของเขาได้คำตอบบางประการจากการสืบเสาะ ฟาบีโอถูกยิงด้วยกระสุนในย่านที่คนเสื้อดำใช้อาวุธโดยเฉพาะเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 16 ลูกระเบิดเอ็ม 79 ซึ่งระเบิดชนิดหลังได้ฆ่านาย ทหารไปหนึ่งนาย และทำให้นักข่าวชาวแคนาดา นายชองด์แลร์ วานแดร์กริฟท์ บาดเจ็บสาหัส วันที่ 19 พฤษภาคม คนเสื้อดำใช้พื้นที่สถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ซึ่งห่างจากสถานที่ ๆ ฟาบีโอถูกฆ่า 425 เมตร ส่วนเวลาประมาณ 11 โมงเช้า ในวันที่ 19 พฤษภาคม มีกำลังทหารบางกลุ่มกระจายอยู่เพื่อปฏิบัติการกวาดล้างได้ก็รุกเรื่อยมายังด้านใต้ของถนนราชดำริ (ด้านที่จรดกับถนนพระราม 4 - ผู้แปล) และฝ่าสวนสาธารณะลุมพินี ซึ่งครอบคลุมด้านตะวันตกเฉียงใต้ของถนน

ในเวลาเดียวกัน นักแม่นปืนจำนวนหนึ่งของกองกำลังประจำอยู่บนอาคารย่านราชดำริยิงออกมาใส่ผู้ชุมนุมเสื้อแดง และนักข่าวที่อยู่บนถนน "เป็นไปได้ว่าฟาบีโอถูกกระสุนที่ยิงมาจากทหารราบที่อยู่ที่บนถนนราชดำริ ผมมองไม่ออกว่าทำไมนักแม่นปืนจะจำเพาะเจาะจงยิงเขา" นักข่าวผู้หนึ่งประเมินเหตุการณ์ หน่วยทหารรบพิเศษประจำพื้นที่ที่มีกลุ่มทหารราบซึ่งหันย้อนศรไปทางเหนือของถนนราชดำริอยู่แล้ว อาจเป็นที่ทราบกันในวันใดวันหนึ่งเกี่ยวกับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกระสุนที่สังหารนายฟาบีโอ โปเลนกิ แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัจจัยสุดท้ายที่ให้คำตอบ เพราะคนเสื้อดำและทหารสามารถใช้อาวุธเดียวกัน สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ จุดที่กระสุนถูกยิงมา ลักษณะที่เกิดของบาดแผลและวิถีกระสุน คือสิ่งที่ให้ความกระจ่างว่ากระสุนมาจากที่ใด ในเมื่อไม่มีรายละเอียดดังกล่าว ย่อมจะไม่อาจแน่ใจถึงที่มาที่ไปของผู้ที่ฆ่านักข่าวอิตาลี

หลังจากที่นายฟาบีโอถูกกระสุนเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมนั้น ชายชาวเอเชียผู้หนึ่ง รีบรุดเข้าไปเอากล้องถ่ายรูป Canon 5D จากมือของเขา แล้วร่วมกับคนอื่น ๆ พากันนำเขาออกไปจากจุดที่มีการยิง สิ่งหนึ่งที่สืบทราบโดยนักข่าวหลายคน และจากการสัมภาษณ์หน่วยทหารรบพิเศษบ่งชี้ว่า บุคคลดังกล่าวไม่ใช่นักข่าว และไม่ใช่เพียงผู้ที่ต้องการฉวยโอกาสจากสถานการณ์เพื่อขโมยกล้องที่มีราคาหลายพันยูโร

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: ปัจฉิมลิขิต บทความ “พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร”

ที่มา ประชาไท



for B.E.
if the years take away every memory that I have
I would still know the way . . . .
James Schamus, “A Love Before Time” (2000)
วันที่ 12 สิงหาคม 2551 ผมได้เผยแพร่บทความเรื่อง "พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร" ที่ประชาไทและที่อื่นๆ1 ขณะนั้น นัยยะความสำคัญของสิ่งที่บทความกล่าวถึง ยังไม่เป็นที่ตระหนักกันอย่างเต็มที่ ในบทความดังกล่าว ผมได้เล่าถึงการปรากฏของเทปบันทึกพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถบนเวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงวันเข้าพรรษา-อาสาฬหบูชา กลางเดือนกรกฎาคมปีนั้น โดยที่เทปบันทึกพระสุรเสียงนั้นเป็นเทปส่วนพระองค์ที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน แต่สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำกลุ่มพันธมิตร กลับสามารถนำมาเปิดให้ผู้ร่วมชุมนุมฟังได้อย่างประหลาด ยิ่งกว่านั้น สนฺธิยังได้เสนอการตีความเทปบันทึกพระสุรเสียงในลักษณะที่สอดคล้องสนับสนุนการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรในขณะนั้น ที่กำลังจัดชุมนุมยืดเยื้อเพื่อโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน
บทความของผมยังเสนอด้วยว่า ลำพังเทปพระสุรเสียงส่วนพระองค์บนเวทีพันธมิตรก็นับว่าสำคัญอย่างมากแล้ว บันทึกและคำบอกเล่าของผู้นำพันธมิตรในช่วง 2 ปีก่อนหน้านั้น เกี่ยวกับการต่อสู้ของพันธมิตรในปี 2549 ที่นำไปสู่การรัฐประหาร 19 กันยา ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้น ได้แก่ บันทึกของคำนูญ สิทธิสมาน (ตุลาคม 2549) ที่กล่าวถึง “ผ้าพันคอสีฟ้า” ที่มีข้อความ “902...74...12 สิงหาคม 2549...แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งคำนูญเล่าว่า มี “ท่านผู้ปรารถนาดี” มอบให้ผู้นำพันธมิตรในช่วงการชุมนุมไม่กี่วันก่อนรัฐประหาร และเงินจำนวน 2.5 แสนบาท ที่ “สุภาพสตรีสูงศักดิ์” และ “ผู้ใหญ่ที่ท่าน[สุภาพสตรีสูงศักดิ์]เคารพ” มอบให้ในช่วงเดียวกัน ซึ่งได้ทำให้ผู้นำพันธมิตร “มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอน” และ “ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง” ซึ่งต่อมา สนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวในระหว่างการอภิปรายในสหรัฐ เมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ว่า “มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี....ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา” และอีกครั้งบนเวทีพันธมิตรในเดือนมิถุนายน ปีต่อมาว่า “ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน
ดังที่ผมกล่าวข้างต้นแล้วว่า ขณะที่บทความของผมได้รับการเผยแพร่เมื่อ 2 ปีก่อน นัยยะความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ตระหนักกันดี แม้แต่ในหมู่ผู้อ่านที่สนับสนุนรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและเป็นปฏิปักษ์กับพันธมิตร หลายคนยังมองว่า เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงการกล่าวอ้างของผู้นำพันธมิตร (ผมไม่คิดว่า เรื่องใหญ่และสำคัญเช่นนี้ พวกเขาจะกล้ากล่าวอ้าง) แต่ไม่ถึง 2 เดือนต่อมา ก็เกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณหน้ารัฐสภาและกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมีพันธมิตรเสียชีวิต 2 คน คือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ “น้องโบว์” และ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ”
สิ่งแรกที่น่าจะสร้างความรู้สึกตกใจคาดไม่ถึง ให้กับผู้ติดตามเหตุการณ์ในวันนั้น คือ ภายในชั่วโมงแรกๆของการปะทะ บนเวทีและทางสื่อพันธมิตร ได้ประกาศว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงพระราชทานเงิน 1 แสนบาท รักษาพันธมิตรที่บาดเจ็บ ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระพยาบาล2 แม้ว่าในตอนเย็นวันนั้น จะมีรายงานข่าวจากโรงพยายาลรามาธิบดีทางสื่อพันธมิตรเองว่า ทรงพระราชทานเงินช่วยรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เข้ารับการรักษาที่นั่น “อย่างเท่าเทียมกัน” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้หมายถึงว่า รักษาผู้บาดเจ็บทั้งที่เป็นพันธมิตรและเจ้าหน้าที่ เพราะดูเหมือนจะไม่มีเจ้าที่บาดเจ็บอยู่ที่นั่น3 และใน 2 วันต่อมา ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีฆะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้แถลงว่า พระราชินีทรงติดตามข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ ทอดพระเนตรเห็นประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บและถูกนำส่งโรงพยาบาล ทรงสลดพระราชหฤทัยและทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า "การพระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนทุกคน โดยไม่แบ่งว่าเป็นฝ่ายใด เพราะประชาชนทุกคนนั้นคือพสกนิกรของพระองค์ทุกคน"4 แต่ความจริง “ประชาชน” ในครั้งนั้นมีเฉพาะฝ่ายพันธมิตรเท่านั้น เพราะไม่ใช่การปะทะระหว่างประชาชนฝ่ายพันธมิตรกับประชาชนฝ่ายอื่น ที่เหลือที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์คือเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่างๆด้วย ถึงกระนั้น ผมคิดว่าการพระราชทานเงินช่วยเหลือครั้งแรกสุดในชั่วโมงแรกๆของเหตุการณ์ที่มีแต่ฝ่ายพันธมิตรบาดเจ็บ ก็ยังเป็นการกระทำที่มีนัยยะทางการเมืองที่สำคัญมาก5
ถ้าจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง เกี่ยวกับเรื่องเงินพระราชทานรักษาผู้บาดเจ็บในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 สิ่งที่เป็นเรื่อง “ช็อค” อย่างแท้จริงยังกำลังจะตามมา
วันที่ 9 ตุลาคม สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชทานพวงมาลามาร่วมเคารพศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ “น้องโบว์” แต่ที่สำคัญที่สุดคือ วันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้ทรงเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพให้ “น้องโบว์” ด้วยพระองค์เอง (โดยมีองคมนตรีหลายคน ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ร่วมตามเสด็จ) ในระหว่างงาน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครอบครัวระดับปัญญาวุฒิเข้าเฝ้า มีพระราชปฏิสันถารด้วยโดยใกล้ชิด ทั้งยังทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นการส่วนพระองค์กับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำพันธมิตรในที่นั้นด้วย นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดา “น้องโบว์” ได้เปิดเผยว่าทรงมีรับสั่งกับครอบครัวเขาว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย..... [อังคณา] เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์....ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะ [อังคณา] ทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ [สมเด็จพระนางเจ้าฯ] ด้วย....เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตร6
แทบไม่จำเป็นต้องย้ำว่า น.ส.อังคณา ผู้ตาย (และสนธิ ลิ้มทองกุลเอง) เป็นส่วนหนึ่ง (และเป็นผู้นำ) ของกลุ่มการเมืองที่กำลังชุมนุมยืดเยื้อโดยมีเป้าหมายที่ประกาศเปิดเผยว่า เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้น ทั้งยังได้กำลังยึดครองทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในแง่การบริหารราชการแผ่นดิน (คือไม่นับวังหรือวัด) ต้องถือเป็นสถานที่ราชการที่มีความสำคัญสูงสุด เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว
การเสด็จพระราชทานเพลิงศพ “น้องโบว์” และพระราชดำรัสที่บิดา “น้องโบว์” นำมาเปิดเผย เป็น “สันปันน้ำ” (watershed) สำคัญของวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งได้ส่ง “คลื่นแห่งความตกใจ” (shock wave) ทางการเมือง อย่างกว้างขวางใหญ่โต
ในความเห็นของผม นี่คือปัจจัยผลักดัน (contributing factor) ที่สำคัญที่สุดที่แท้จริงให้เกิด “จิตสำนึก” หรือ “อัตลักษณ์” ของ “ความเป็นเสื้อแดง” การชุมนุมมวลชนนับหมื่นที่พร้อมใจกันใส่เสื้อแดงเป็นครั้งแรก มีขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2551 (ที่เมืองทองธานี) ในท่ามกลางกระแสคลื่น shock wave เช่นนี้เอง แม้การชุมนุมครั้งแรกจะมีก่อนการเสด็จพระราชทานเพลิงศพ “น้องโบว์” แต่ข่าวเรื่องเงินพระราชทานช่วยพันธมิตรที่บาดเจ็บในเช้าวันที่ 7 ตุลาคม และพวงมาลาพระราชทานหน้าศพ “น้องโบว์” เป็นที่ทราบกันดีแล้ว และเมื่อถึงการชุมนุมมวลชน “เสื้อแดง” ครั้งที่สอง ที่ใหญ่กว่าเดิม เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 (ที่สนามกีฬาราชมังคลา) “จิตสำนึก” เช่นนี้ก็ได้รับการทำให้เข้มข้น (solidified) อย่างสูง จากเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งถึงตอนนั้นได้รับการ “ขนานนาม” กันในหมู่ “คนเสื้อแดง” ที่เพิ่งเกิดใหม่ว่าเป็น “วันตาสว่าง” (แห่งชาติ)
ผมตระหนักดีว่า ไอเดียของการใส่ “เสื้อแดง” เพื่อรณรงค์ทางการเมืองในหมู่ประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยา มีมาตั้งแต่ช่วงปี 2550 โดยเฉพาะในกลุ่มของสมบัติ บุญงามอนงค์ (“บ.ก. ลายจุด”) แต่การใส่ “เสื้อแดง” ในช่วงนั้น เป็นเพียงการกระทำในลักษณะ “ชั่วคราว” สั้นๆ ในคนกลุ่มเล็กๆ และก็ยังมีการ “เปลี่ยนสีเสื้อ” ไปตามกรณี (เช่น สีดำ ในระหว่างรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คมช.) อันที่จริง ถ้าจะกล่าวว่า มี “สี” อะไรที่เป็นสีเสื้อซึ่งประชาชนที่คัดด้านรัฐประหารในปี 2550 ใส่กันมากที่สุด สีนั้นคือ “สีเหลือง” (แบบเดียวกับพันธมิตร)! ประเด็นที่ผมพยายามเสนอในที่นี้คือ เราต้องแยกพิจารณาระหว่าง “กำเนิด” (ในทาง “เทคนิค”) ของไอเดียนี้ กับสิ่งที่ต่อมาได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองขนาดใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมด้วยหลายหมื่นหรือกระทั่งนับแสนคนทั่วประเทศ ที่พร้อมใจกัน “นิยาม” (identify) ตัวเอง (self-indentification) ว่าเป็นพวกที่ไมใช่สีเหลือง (ซึ่งในหมู่พวกเขาจำนวนมากเคยนิยามตัวเอง) ปรากฏการณ์ทาง “การเมืองวัฒนธรรม” ขนาดมหึมาเช่นนี้ จะต้องมองบริบทที่มากกว่าการ “คิดค้น” ทางเทคนิคเรื่องการใส่สีเสื้อ (ที่มีมาก่อนเป็นปี) ดังกล่าว
ไม่เพียงแต่เรื่องการแสดงออกของ “อัตลักษณ์” ทางสีเสื้อที่ไม่ใช่สีเหลืองนี้ การแสดงออกในด้านอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสำคัญอย่างเห็นได้ชัดหลัง 13 ตุลาคม 2551 ใครที่ติดตามการแสดงความเห็นทางเว็บบอร์ดการเมืองโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เรียกได้ว่า “พวกเชียร์ทักษิณ” ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ ความคิดหรือการแสดงออกที่ภายหลังถูกศัตรูทางการเมืองของพวกเขากล่าวหาว่า “หมิ่นสถาบัน” หรือ “ล้มเจ้า” นั้น หาใช่สิ่งที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นแต่อย่างใดอารมณ์ความรู้สึกทั้งในแง่ “ช็อค”, ผิดหวังรุนแรง, “น้อยเนื้อต่ำใจ”, ขณะเดียวกันก็มีด้านที่ “ฮึดสู้” อย่างท้าทาย (defiance) ผสมผสานกันไปในการแสดงออกของกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ที่เพิ่ง “เกิดใหม่” นี้ บางส่วนถึงกับ “กระฉอก” (spilling over) เข้าไปในแวดวงสภาผู้แทนราษฎร เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของพรรคพลังประชาชน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ กล่าวต่อสภาฯ เมื่อถูกตั้งกระทู้ถามเรื่องการยึดครองทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตร “ผมต้องพูดเปิดอกกับท่านทั้งหลายว่า ทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ทราบดีว่า ม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น ถ้าเป็นม็อบธรรมดาจบไปแล้วครับ จบไปนานแล้ว7 หรือเมื่อ ส.ส.พรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย คนหนึ่งอ้างว่า สส.กลุ่ม “เพื่อนเนวิน” (กลุ่มที่ถอนตัวจากพรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย ไปสนับสนุนประชาธิปัตย์ ทำให้ประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้) 2 คน บอกกับเขาว่า "รู้ไหม ขณะนี้กำลังสู้อยู่กับใคร สู้อยู่กับสถาบันไม่มีทางชนะหรอก"8
แต่ที่สะท้อน อารมณ์ความรู้สึกของ “คนเสื้อแดง” หลัง 13 ตุลาคม 2551 ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจนเป็นที่กล่าวขวัญกันคือ คำปราศรัยสด (“ไฮด์ปาร์ค”) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ของณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ที่พูดด้วยอารมณ์สะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง “เมื่อเรายืนอยู่บนดิน เราจึงห่างไกลเหลือเกินกับท้องฟ้า ... ต้องแหงนคอตั้งบ่า แล้วเราก็รู้ว่า ฟ้าอยู่ไกล .... คนเสื้อแดง จะบอกดินบอกฟ้าว่า คนอย่างข้าฯก็มีหัวใจ ... คนเสื้อแดง จะถามดินถามฟ้าว่า ถ้าไม่มีที่ยืนให้สมคุณค่า..จะให้ข้าฯหาที่ยืนเองหรืออย่างไร...9

เชิงอรรถ
2 ดุรายงานข่าวทางเว็บไซต์ผู้จัดการ เมื่อเวลา 9.12 น. http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000118787
3 ดุรายงานข่าวทางเว็บไซต์ผู้จัดการ เมื่อเวลา 16.21 น. http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000119118 น่าสังเกตว่า ตามรายงานข่าว ผู้บาดเจ็บล้วนแต่เป็นพันธมิตร ไม่มีตำรวจ และผู้อำนวยการโรงพยาบาล “กล่าวอย่างหนักแน่นว่า รพ.ดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่เลือกศาสนา หรือจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน เพราะพวกเราคือหมอ จึงต้องมีจริยธรรมและให้สิทธิ์รักษาผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมกัน” นั่นคือไม่ได้หมายถึง “เท่าเทียมกัน” ทั้งฝ่ายพันธมิตรและเจ้าหน้าที่ (ซึ่งไม่มีรายงานว่ารักษาที่นั่นอยู่แล้ว) ทำให้เข้าใจว่า เงินพระราชทานดังกล่าวยังคงสำหรับผู้บาดเจ็บพันธมิตรเท่านั้น
4 มติชนออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1223559758&grpid=00&catid=42
5 มติชนออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 (เว็บไซต์เดียวกับเชิงอรรถที่ 4) ผมเห็นว่า สามารถมองได้ว่า การพระราชทานเงินครั้งแรกสุด เป็นสิ่งที่ฝ่ายราชสำนักตระหนักในเวลาต่อมาว่า เป็นความผิดพลาด ในวันต่อๆมา จึงมีความพยายามที่จะแสดงออกในลักษณะ “ช่วยเหลือทุกฝ่าย” มากขึ้น ทั้งนี้รวมถึงในเหตุการณ์ปะทะในระยะ 2 ปีต่อมา (ครั้งล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2553) แต่ความพิเศษเฉพาะของ “ความช่วยเหลือ” ต่อพันธมิตร เป็นสิ่งที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้ กรณี น.ส.อังคณา “น้องโบว์” ของพันธมิตร ทีกำลังจะกล่าวถึง มีผู้นำมาเปรีบบเทียบกับกรณี “น้องเกด” น.ส.กมนเกด อัคฮาด ทีเป็นพยาบาลในการชุมนุมของ “เสื้อแดง” ที่เสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม 2553

6 รวบรวมตรวจสอบจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์วันที่ 14 ตุลาคม 2551 หลายฉบับคือ มติชน, ผู้จัดการ, โพสต์ทูเดย์, แนวหน้า,กรุงเทพธุรกิจ และ The Nation.
7 รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 29 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ), วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551, หน้า 127. ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_meetings_count.php?doc_id=979
8 มติชนออนไลน์ 13 ธันวาคม 2551 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1229087232&grpid=00&catid=01
9ดูคลิป “ไฮด์ปาร์ค” ที่มีชื่อเสียงส่วนนี้ ได้ที่ YouTube หลายหน้าเว็บ เช่น http://www.youtube.com/watch?v=LDLIqdc4yro