WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 13, 2010

กวีประชาไท : มารดา..ประชาชน

ที่มา ประชาไท

ริ้วรอยปูดโปนเหี่ยวย่น
ตรากตรำทำทนแต่หนไหน
หญิงคนนั้นคือมารดาของผู้ใด
ถ้าไม่ใช่มารดาประชาชน!

เป็นมารดาของคนที่ทุกข์ยาก
มือกร้านหยาบน้ำตาอาบแก้มไหล
เหล่าหมู่มารครองเมือง, เมืองจัญไร
พายุร้ายครืนโครมทมึนดำ

เป็นตัวแทนมารดาแห่งยุคสมัย
เป็นตัวแทนผู้ยากไร้หมดคุณค่า
ตามโรงงาน ไร่สวนและเทือกนา
มีบ้างไหมใครมาใครเข้าใจ

อยู่กับแดดอยู่กับลมอยู่กับฝน
อยู่กับความยากจนหม่นหมองไหม้
อยู่บนผืนแผ่นดินของผู้ใด
อยู่ใต้ร่มเงาใคร,ใครปกครอง?

จำไว้นะ..เจ้าคือลูกของประชาชน
ไม่มีหรอกสวรรค์เบื้องบนมายาภาพ
เลือดเดือนพฤษภายังไหลอาบ
กำแพงทาสรอวันเจ้าทำลาย
กำแพงทาสรอวันเจ้าทำลาย!


นักปรัชญาชายขอบ : จิตสำนึกในความเป็น “ประชาชน”

ที่มา ประชาไท


วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 4-5 ปี มานี้ เราอาจกล่าวได้ว่า เป็นความขัดแย้งระหว่าง “ชนชั้นปกครอง” กลุ่มอำนาจตามจารีตที่พยายามรักษา และหรือกระชับอำนาจของตัวเอง กับ “ชนชั้นผู้ถูกปกครอง” ที่พยายามเรียกร้องอำนาจในการปกครองตนเอง

อำนาจที่ฝ่ายแรกพยายามกระชับ คือ อำนาจในการชี้นำกำกับรัฐบาล (ทักษิณถูกชี้นำกำกับไม่ได้จึงถูกข้อกล่าวหา “ไม่จงรักภักดี ล้มล้างสถาบัน”) กำกับกองทัพ (วาทกรรม “ทหารของพระราชา”) กำกับศาล (วาทกรรม “ตุลาการภิวัตน์”) กำกับระบบราชการ (วาทกรรม “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”) กำกับพสกนิกร ด้วยการสร้างกระแสนิยมกษัตริย์ และการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ข้อกล่าวหา “ผู้ก่อการร้าย” “ขบวนการล้มเจ้า” ฯลฯ

ส่วนฝ่ายหลังพยายามทวงอำนาจของตนเองตามระบอบประชาธิปไตย ด้วยการต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องสิทธิเท่าเทียมทางการเมืองผ่าน “การเลือกตั้ง”

ซึ่งเราอาจกล่าวอย่างรวมๆ ได้ว่า สื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน เอ็นจีโอ และประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายแรก (ซึ่งหมายถึงสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐประหารโดยปริยายด้วย) อาจเรียกได้ว่า เป็นฝ่ายที่มีจิตสำนึกในความเป็น “พสกนิกร” สูงกว่าจิตสำนึกในความเป็น “ประชาชน” ตามระบอบประชาธิปไตย

ส่วนสื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน เอ็นจีโอ และประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายหลัง (ซึ่งหมายถึงปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐประหารโดยปริยายาด้วย) อาจเรียกได้ว่าเป็นฝ่ายที่มีจิตสำนึกในความเป็น“ประชาชน” ตามระบอบประชาธิปไตยสูงกว่าจิตสำนึกในความเป็น “พสกนิกร”

“พสกนิกร” หมายถึง ผู้อยู่ภายใต้อำนาจ หรือผู้ถูกปกครอง “ประชาชน” หมายถึงเสรีชนที่มีอำนาจปกครองตนเอง ในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) พรรคการเมืองคือสถาบันที่สะท้อนถึงจิตสำนึกในความเป็นประชาชน หรือเจตจำนงทั่วไปของประชาชนผู้มีอำนาจปกครองตนเอง

แต่ทว่าในสภาพการณ์ดังกล่าวนั้น เราแทบไม่ได้เห็นบทบาทที่ทำให้สังคมมั่นใจได้ของ “พรรคการเมืองของประชาชน” หรือพรรคการเมืองที่ยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างประชาชนในการเรียกร้องอำนาจปกครองตนเองอย่างตรงไปตรงมา และอย่างเข้มแข็ง

พรรคเพื่อไทยนั้นอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ แทบไม่อาจเป็นที่พึ่งในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นได้ ต่อให้การเลือกตั้งครั้งต่อไป (ถ้ามี) พรรคเพื่อไทยชนะ ก็คงเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนขั้วของฝ่ายที่มายึดกุมอำนาจรัฐเท่านั้น เพราะจนบัดนี้ไม่ว่าคุณทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทยล้วนแต่ไม่มีแนวคิดหรือนโยบายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นตามข้อเรียกร้องของประชาชนฝ่ายที่ออกมา “พลีชีพ” เพื่อปกป้องประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง เพราะสำหรับพรรคเหล่านั้น สังคมนี้จะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ คนจะตาย ระบอบประชาธิปไตยจะถูกทำให้พิกลพิการอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับการที่พวกเขาจะได้ยึดครองอำนาจรัฐและได้กอบโกยผลประโยชน์หรือไม่

ในสภาพที่พรรคการเมืองทุกพรรคล้วนอ่อนแอเช่นนี้ พรรคการเมืองที่น่าจะเป็น “เสาหลัก” ของประชาธิปไตยได้มากกว่า ควรจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด มีความเป็นสถาบันทางการเมืองสูงที่สุด แต่พรรคการเมืองเช่นนี้กลับจับมือกับอำมาตย์ กองทัพที่ยึดวาทกรรม “ทหารของพระราชา” รับใช้อำนาจตามจารีต เพื่อกระชับอำนาจตามจารีตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย

จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับสังคมไทยที่เรามีพรรคการเมืองเก่าแก่แต่ยืนอยู่ตรงข้ามกับประชาชนฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตย ในอดีตพรรคนี้เคยใช้ข้ออ้างปกป้องสถาบันเพื่อทำลายผู้นำประชาธิปไตย คือ “ปรีดี พนมยงค์” ปัจจุบันพรรคนี้ทำลายความชอบธรรมของการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ด้วยข้อกล่าวหาเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า”

เมื่อพรรคการเมืองเก่าแก่จับมือกับ “ทหารของพระราชา” เพื่อยึดกุมอำนาจรัฐภายใต้การสนับสนุนของ พันธมิตร มวลชนเสื้อเหลือง สื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน เอ็นจีโอ ที่มีจิตสำนึกในความเป็น “พสกนิกร” เหนือกว่าจิตสำนึกในความเป็น “ประชาชน” ตามระบอบประชาธิปไตย การกระชับอำนาจของชนชั้นปกครองตามจารีตเดิมจึงนำมาสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

แต่ทว่าในอีกด้านหนึ่งจิตสำนึกในความเป็น “ประชาชน” ที่ต้องการอำนาจในการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งกว้างขวางแล้ว หากฝ่ายชนชั้นปกครองยังเดินหน้ากระชับอำนาจอย่างหน้ามืดตามัวต่อไป ด้วยการใช้สรรพกำลังภายใต้การปลุกกระแสจิตสำนึกความเป็น “พสกนิกร” ความรุนแรงที่ยิ่งกว่า “เมษา-พฤษภาอำมหิต” คงไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น

คำถามคือ ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเช่นนี้ “พรรคการเมืองของประชาชน” ไม่มีเลยหรือ?

พรรคเพื่อไทยสามารถที่จะพัฒนาเป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่มีศักยภาพพอที่จะเปลี่ยนกองทัพให้เป็นกองทัพของประชาชน เปลี่ยนศาลให้เป็นศาลของประชาชน (เป็นอิสระจากการแทรกแซงของอำนาจฝ่ายรัฐบาลและอำนาจนอกระบบ) เปลี่ยนระบบราชการให้เป็นระบบราชการของประชาชนจริงๆ (ที่ไม่ใช่ระบบเจ้านายของประชาชน) เป็นต้น ได้หรือไม่?

แน่นอนว่า พรรคเพื่อไทยถูกทำลายจนอ่อนแอ แต่คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยก็พยายามใช้ประโยชน์จากมวลชนเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตยอยู่ตลอดมา ฉะนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ที่คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะต้องพัฒนาพรรคการเมืองของตนให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ที่แสดงให้เห็นแนวคิดและนโยบายในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจให้ประเทศนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

หรือเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนทางแนวคิดที่สามารถเป็นที่หวังของประชาชนได้ในการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นประชาธิปไตย มากกว่าเป็นพรรคการเมืองที่รอจังหวะเข้ามาฉกชิงอำนาจรัฐเท่านั้น

หากทำไม่ได้เช่นนี้ พรรคเพื่อไทยก็เป็นได้เพียงพรรคการเมืองที่หวังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมือง จากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของมวลชนเสื้อแดง และ/หรือเป็น “แนวร่วมด้านกลับ” ให้พรรคการเมืองเก่าแก่จับมือกับทหารของพระราชากระชับอำนาจตามจารีตเดิม เพื่อเดินหน้าสู่ความรุนแรงครั้งต่อไป!

คลี่ปมเยียวยา (ตอนที่2) สารพันปัญหาเงินเป็นตัวตั้ง

ที่มา ประชาไท




รับเงินเยียวยา
– บรรดาลูกๆ ของข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าแถวรับทุนการศึกษาที่สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

ถึงหลักการการให้เงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะดีเพียงใด แต่บางครั้งก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นให้กับผู้ได้รับผลกระทบ ที่แทนจะมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นได้ กลับต้องปวดหัวกับปัญหาที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึงด้วย เพราะขึ้นชื่อด้วยเงินแล้ว ใครๆ ก็ต้องการ ปมปัญหานี้อาจนำพาไปถึงขั้นสร้างความแตกแยกกันเองได้

ปัญหาน่าปวดหัวใครคือทายาท

แม้ในหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบของรัฐระบุชัดในบางส่วนว่า เงินเยียวยาประเภทไหนใครเป็นผู้ได้รับ เช่น ทุนการศึกษา แต่ในส่วนของเงินช่วยเหลือก้อนโตที่สุด มักมีปัญหาในการจัดการ โดยเฉพาะกรณีเสียชีวิต เนื่องจากมีปัญหาในการตีความว่า เงินก้อนนี้ใครสมควรได้รับ ทายาทคือใคร

นายแพทย์สุภัทร ยกตัวอย่างว่า หญิงวัยกลางคนถูกยิงเสียชีวิต ขณะที่เธอเป็นคนหาเลี้ยงคนในบ้านที่ประกอบด้วย ป้าที่พิการกับหลานอีก 2 คน ถ้าเป็นเช่นนี้ เงินช่วยเหลือเยียวยาควรจ่ายให้ใคร

“หากจ่ายให้พ่อแม่และลูกๆ ของเธอ ซึ่งไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน ก็ย่อมขัดกับหลักการเยียวยาที่มุ่งบรรเทาความเดือนร้อนของคนที่อยู่ข้างหลังของเธอ คือ ป้ากับหลานอีก 2 คน”

อีกตัวอย่างหนึ่ง มาจากข้อมูลผู้ขอรับทุนจากมูลนิธิฯ คือ นางนูรวาตี ทุยเลาะ อายุ 32 ปี ซึ่งสามีเธอที่เป็นผู้ใหญ่บ้านถูกยิงเสียชีวิตที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา แต่เงินช่วยเหลือจากรัฐไม่ตกมาถึงมือเธอ เนื่องจากเธอเป็นภรรยานอกสมรส

หลังจากสามีตาย เธอจึงพาลูกอายุ 2 ขวบ กลับไปอยู่อาศัยอยู่กับแม่ที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เธอยังต้องช่วยเลี้ยงดูลูกอีก 3 คน ที่เกิดจากสามีคนแรกที่อาศัยอยู่กับแม่เธอด้วย ถามว่าเงินช่วยเหลือควรจะให้ใคร

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะชายมุสลิมใน 3 จังหวัดหลายคนมีภรรยามากกว่า 1 และมีลูกอีกเป็นขบวน

อีกกรณีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ คือ การเสียชีวิตของผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ที่มีปัญหากันระหว่างภรรยากับแม่สามีในเรื่องเงินช่วยเหลือจากรัฐ 500,000 บาท

“เรื่องเมียกับแม่สามีแย่งเงินกันมีเยอะ จนทำให้ทางจังหวัดต้องเข้าไปแก้ปัญหา” นายภาณุ กล่าว

นายภาณุ ได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาที่จังหวัดนราธิวาสว่า นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสร่วมมือกับผู้นำศาสนาอิสลาม เข้าไปไกล่เกลี่ยจนทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ถือเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาได้เลย

เมื่อเป็นเช่นนั้น คณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาฯ จึงได้กำหนดแนวปฏิบัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ปฏิบัติ โดยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีสิทธิ์รับเงิน ตามลำดับความสำคัญ

นั่นคือ ผู้ที่ผู้เสียชีวิตรับผิดชอบดูแลอยู่ หรือเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้เสียชีวิต โดยให้ตกลงกันว่าใครจะได้รับเท่าไหร่ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัด

ส่วนคู่สมรสมุสลิมหากตกลงกันไม่ได้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นผู้ตัดสิน

เข้าไม่ถึงการเยียวยา

หลังจากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ บวกมีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาฯประจำอำเภอแล้ว ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบที่ตกสำรวจค่อยๆ หมดไป เนื่องจากหลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่ายจะเข้าตรวจสอบเพื่อดำเนินการรับรอง 3 ฝ่ายทันที่

รวมทั้งยังให้ผู้ที่ต้องได้รับการเยียวยา ยื่นเอกสารขอรับการช่วยเหลือได้ที่ศูนย์เยียวยาฯ ประจำอำเภอ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ทันทีด้วยเช่นกัน

นายแพทย์สุภัทร กล่าวว่า ปัญหาในปัจจุบันอยู่ที่การรับรองกับไม่รับรองเท่านั้น ไม่น่าจะมีผู้ตกสำรวจอีกแล้ว ดังนั้น ผู้ที่จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ มีเพียงกลุ่มเดียว คือผู้ที่ไม่ได้รับการรับรองจากทั้ง 3 ฝ่ายหรือรับรองเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น หรือได้รับการช่วยเหลือเยียวยาแต่ไม่ครบ 100% ตามหลักเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่เข้าไม่ถึงการเยียวยาของภาครัฐอยู่อีกหนึ่งกลุ่ม คือ กลุ่มผู้ก่อเหตุหรือผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มนี้หมดสิทธิที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐแน่นอน และมีจำนวนมากพอสมควร

นายแพทย์สุภัทร กล่าวว่า ในกลุ่มนี้ ทางมูลนิธิเพื่อการเยียวยาและสร้างความสมานฉันท์ชายแดนใต้มีแผนที่จะเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องการประกอบอาชีพในปี 2554 หากพบว่า เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน เช่นเดียวกับการช่วยช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบที่มีฐานะยากจนรายอื่นๆ


พวกปฏิเสธการช่วยเหลือจากรัฐ

นอกจากนี้ยังมีผู้ปฏิเสธการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐอยู่ด้วย ซึ่งนายภาณุ ระบุว่า พวกที่ปฏิเสธเพราะเชื่อว่า เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ก่อเหตุเสียเอง ทั้งๆ ที่มีหลายครั้งที่กลุ่มอาร์เคเค หรือ กองกำลังของฝ่ายก่อความไม่สงบแต่งเครื่องแบบคล้ายเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วไปก่อเหตุฆ่าตัดตอนพวกเดียวกันเองที่หันมาร่วมมือกับรัฐ

แต่นายแพทย์สุภัทร มองว่า ไม่เสมอไป ซึ่งนั่นเป็นสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบเองที่จะปฏิเสธการเยียวยาจากรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นฝ่ายที่เชื่อว่าอยู่ตรงข้ามหรือเป็นคู่ต่อสู้กับรัฐไทย บางส่วนรัฐยังเลือกที่จะให้การช่วยเหลือเยียวยาด้วย เช่น ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ได้แก่ เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ เหตุสังหารทีมฟุตบอลสะบ้าย้อย เป็นต้น

การช่วยเหลือดังกล่าว ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือในกรณีนี้รวมกว่า 200 คน โดยการเยียวยามี 2 รูปแบบคือ 1.ให้การศึกษา ให้เครื่องอุปโภคบริโภค การทำบุญ 2.การส่งเสริมอาชีพ เช่น อาชีพเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

ฝ่ายที่รัฐไม่อยากเยียวยา

นายฮัมดี แวสะมะแอ หนุ่มวัย 25 ปี ชาวบ้านคลองช้าง ตำบลนาเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี คือคนที่ยิง ร.ท.สุรชัย ศิลานันท์ ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีที่ 24 เสียชีวิตขณะปะทะกันในหมู่บ้านของตัวเอง ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ยิงตอบโต้จนเสียชีวิตในตอนเย็นวันที่ 26 กรกฎาคม 2552

นายฮัมดีเสียชีวิตก่อนถึงวันจัดงานเลี้ยงแต่งงานของตัวเองเพียง 10 วัน ในขณะที่ร.ท.สุรชัยในวัย 29 ปี ก็กำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ที่บ้านเกิดตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์เช่นกัน แต่ทั้งคู่ต้องมาเสียชีวิตในบ้านเกิดเหตุหลังเดียวกัน

แม้ครอบครัวของร.ท.สุรชัยยากจนข้นแค้นเพียงใด แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ตามสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับจากรัฐ รวมทั้งจากหน่วยงานต้นสังกัดอีกมากมาย

ที่ผ่านมา ร.ท.สุรชัยเป็นกำลังหลักของครอบครัวและยังต้องส่งเสียน้องๆ น้องอีก 3 คน ได้เรียนหนังสือด้วย ส่วนสาวเจ้าก็ได้แต่รอเก้อ

ส่วนครอบครัวของนายฮัมดีแม้จะมีฐานะดีกว่า แต่แน่นอนไม่รับการเยียวยาใดๆ จากรัฐเลย นอกจากเยียวยากันเองเท่านั้น

ในขณะที่ว่าทีภรรยาของฮัมดี ซึ่งเป็นชาวบ้านกาเดาะ ตำบลลิปะสะโง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานีก็ได้ตั้งครรภ์แล้ว เนื่องจากได้อยู่กินกันมาเป็นเวลา 1 เดือน หลังจากทำพิธีนิกะห์ตามหลักศาสนาอิสลามแล้ว

วันนี้ลูกสาวของฮัมดีกำลังโตวันโตคืนแม่กับแม่สามีช่วยกันเลี้ยงดู

พ.ท.หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 กล่าวว่า สุดยอดของการเป็นทหารคือการได้รับเหรียญบางระจันกับได้รับพระราชทานเพลิงศพ อย่างที่ร.ท.สุรชัยผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับ

“แต่คงเป็นไปไม่ได้ ที่รัฐจะเข้าไปเยียวยาครอบครัวของฮัมดี เพราะชัดเจนว่าฮัมดีเป็นคนยิงเจ้าหน้าที่เสียชีวิต อย่างมากที่สุดก็แค่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวเท่านั้น” คือคำยืนยันของพ.ท.หาญพล

เด็กกำพร้าและสตรีหม้ายชายแดนใต้
สถิติเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายที่ได้รับการเยียวยาจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ 4 มกราคม 2547-30 เมษายน 2553
จังหวัด
เด็กกำพร้า
(ราย)
สตรีหม้าย
(ราย)
นราธิวาส
1437
640
ยะลา
953
595
ปัตตานี
1355
730
สงขลา
135
70
รวม
3880
2035