ที่มา ไทยรัฐ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็น กรณีตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. ของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ว่าสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ความเห็นดังกล่าวแม้จะไม่มีข้อผูกพัน แต่วันหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นมาก็ต้องมีความรับผิดชอบตามมาด้วย อาทิ การปฏิบัติหน้าที่ของคุณหญิงจารุวรรณ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา มีข้อผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบอย่างไร แค่ไหน หรือเป็นโมฆะทั้งหมด
ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณหญิงจารุวรรณเอง จะยอม รับความจริงได้แค่ไหน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา มาจนถึงขณะนี้แล้วคงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก
ข้อพิพาทกรณี เขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชาความจริงเป็นอย่างไรทุกฝ่ายก็รู้แก่ใจกันดี เพียงแต่ว่าจะยอมรับความจริงได้แค่ไหนเช่นกัน
ข้อตกลงเกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือเอ็มโอยูนั้น มีอยู่ 2 ฉบับด้วยกัน คือเอ็มโอยูเมื่อปี 2543 เป็นการเจรจาเขตแดนทางบก และ เอ็มโอยูปี 2544 เป็นการเจรจาเขตแดนทางทะเล มีการวางกรอบการเจรจาและตั้งคณะกรรมการเจรจาทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็มีการดำเนินการในระดับผู้ปฏิบัติมาโดยตลอด
พอเกิดข้อพิพาทที่ถูกจุดโดยชนวนการเมืองขึ้นมา ข้อขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาก็ร้าวลึกมากขึ้น ไม่มีการเจรจาระหว่างสองประเทศอีกต่อไป แต่ทำท่าจะขึ้นโรงขึ้นศาลและลามเป็นสงครามชายแดนในที่สุด ผู้นำกัมพูชากับผู้นำไทยไปฟ้องยูเอ็นประจานตัวเองกันสนุกสนาน
สมัยที่พันธมิตรฯเคลื่อนไหวทวงคืนเขาพระวิหาร คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กระเหี้ยนกระหือรือจะให้มีการทบทวนยกเลิกเอ็มโอยูทั้งหมด เพราะเห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบและเสียอธิปไตยรวมทั้งดินแดนที่ใกล้ชิดติดกัน
แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นคราวนี้ คุณกษิต อ้างว่าไม่ยกเลิก เอ็มโอยู 43 เพราะไม่เกิดความเสียหาย เป็นแค่การวางกรอบ การเจรจา แต่เอ็มโอยู 44 การวางกรอบเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเลจะต้องมีการยกเลิก เพราะจะทำให้เกิดความเสียหาย
ฟังแล้วทะแม่งชอบกล
ก็ในเมื่อเอ็มโอยูสองฉบับเป็นการวางกรอบเจรจาเหมือนกัน ทำไมฉบับหนึ่งเสียหายอีกฉบับหนึ่งไม่มีความเสียหาย หรือเพราะเอ็มโอยู 43 ทำสมัยรัฐบาลชวน เอ็มโอยู 44 ทำสมัยรัฐบาลทักษิณ
เลยต้องมีสองมาตรฐานไปด้วย
เช่นเดียวกับรถเมล์เช่า ขสมก. 4 พันคัน มีเหตุผลสารพัด ว่าประเทศจะเสียประโยชน์ มีปัญหามากมาย แต่กับการบินไทยที่แอบไปตกลงเรื่องของสายการบินต้นทุนต่ำ ไทยไทเกอร์แอร์กับสิงคโปร์ไม่มีอะไรเสียหาย ระหว่าง ขสมก.กับการบินไทยแค่นี้ก็ไม่พ้นสองมาตรฐาน ไหนว่ายึดหลักการ พับผ่า.
หมัดเหล็ก
ว่ากันว่า..“ปูเค็ม” ที่ใส่ในส้มตำ
ยังไม่ “ถูกดอง” เท่ากับ รายการ รถเมล์เช่าเอ็น จี วี สี่พันคัน..เพราะโครงการนี้ริเริ่มพร้อมกับการตั้งรัฐบาลกันมาใหม่ๆ
หากว่า “รถเมล์เช่า”ได้ออกมาวิ่งเมื่อใดคงได้เค็มปี๋เกลือร่วงเกลื่อนถนนแน่
คนที่ช้ำอกยิ่งกว่าตกตาลคือ โสภณ ซารัมย์ เจ้าของฉายา “ผีเห็นคร้าม” ที่ไม่สามารถสอบผ่าน “ด่าน ครม.” เป็นครั้งที่หก!!
เป็นกูก็คงยุบโครงการนี้ไปนานแล้ว..อายว่ะ!
เอาเป็นว่าที่ “โสภณ” ดันโครงการนี้เข้าไปใหม่ เพราะเห็นว่าที “โปรเจ็กต์”ของรัฐมนตรีคนอื่น “สอบผ่าน สอบผ่าน” ยังกะวัดมีงาน..
แต่ทีของตัวเองส่งเข้าประกวดมั่งกลับ “เสียบหล่น เสียบหล่น” เหมือนเพลงพุ่มพวง ดวงจันทร์ ทุกที..
แถมยังโดน นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจ้าของฉายา “นักฆ่าแห่งบ้านเปื้อนขี้” ลงดาบเชือดด้วยมือตัวเองอีกตระหาก
โอ้โฮ..นี่ตายด้วยคมดาบ หรือตายเพราะว่าเหม็นขี้วะเนี่ย!!
งานนี้..ภาษานักเลงเค้าเรียกว่า “เตะถาม”..หมายถึงว่า “เตะลูกน้อง” เพื่อให้กระทบชิ่งไปถึง “ลูกพี่” ว่าจะมีอะไรออกมาโชว์อีกมั้ย??
เพราะนี่คือการ “เตะตัดขา” หรือ “สกัดดาวรุ่ง” ด้วยการบีบไข่ให้หน้าเขียว..ซึ่งเป็นตำราพิชัยยุทธหน้าที่ 26..เรียกว่ายุทธการ “ท่าเขียวไข่กา” (ไม่น่าจะเกี่ยวกัน)
“ดึงผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง” เมื่อ “โสภณ” โดนบี้หนักในครั้งนี้.. พรรคภูมิใจไทย ก็สะดุ้งทั้งพรรคเพราะกำลังโชว์ออฟว่าจะเป็น “พรรคใหญ่” ในเร็วๆ นี้
ภาษิตจอมยุทธกล่าวว่า อา จี ปู้ เหอ จี เหอ หัว
แปลเป็นไทยว่า “เป็ดกับไก่ไม่ร่วมฝูงกัน”
เพราะในที่สุด “เป็ด” ต้องไปทำ “พะโล้” และ “ไก่” ก็ต้องโปะอยู่ที่ “ข้าวมัน” ชั่วโมงแห่งการ “เสพสุข” ด้วยดาบที่เหน็บซ่อนไว้ได้เวลา “นับถอยหลัง” แล้วในขณนี้..“ประชาธิปัตย์” ก็ต้องโชว์ฟอร์มให้เข้าตาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต!!
ด้วยการถีบส่ง “ภูมิใจไทย” ให้สังคมเห็นว่า “แดกเถื่อน” ในหนังม้วนสุดท้าย
ทำเอา “คนปากห้อย” กลับลู่ห้อยยิ่งกว่าเก่า จะเย่อจงอยปากล่างขึ้นมาเพื่อรองรับน้ำลายที่ไหลเยิ้มนั้นก็ไม่อยู่ซะแล้ว..แสดงว่า “แค้นหนัก” ว้อยยย!!









