ที่มา มติชน
เปิดเอกสารลับมาก"บิ๊กก.พาณิชย์"
อ้างใบสั่ง"บิ๊กรัฐบาล"ขายข้าวสารล้านตัน หึ่ง!เอื้อ 4 บริษัทยักษ์
กรณีกระทรวงพาณิชย์สั่งขายข้าวในสต๊อกจำนวน 1 ล้านตัน
กำลังถูกตั้งคำถามอย่างมากว่ามีเงื่อนงำหรือไม่?
เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่า
1.เป็นการขายให้เอกชนรายใหญ่จำนวน 4 ราย
โดยไม่เรียกผู้ประกอบการรายอื่นเข้าร่วมประมูล
2.การขายครั้งนี้ของรัฐบาลเป็นการข้าวใหม่ปี 2552
ในทางปฏิบัติควรขายข้าวเก่าก่อน เพื่อมิให้เกิดปัญหาข้าวเก่าเสื่อมราคา
"มติชนออนไลน์"เปิด "เอกสารลับมาก"
ที่ระบุที่มาของเรื่องดังกล่าวดังนี้

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2553
นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร
ได้ทำหนังสือ "ลับมาก" ถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องอ้างว่า
สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมพิจารณา
เรื่องกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรับบาล
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และมีมติให้คณะอนุกรรมการพิจารณา
ระบายจำหน่ายข้าวสารพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์
และวิธีการตามกรอบยุทธศาสตร์รวมถึงปริมาณการจำหน่าย
ด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะราคาตลาด
และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ
และนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้ว
เสนอให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
หรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี)
พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนามกับคู่สัญญาต่อไป
คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารได้มีการประชุม
เพื่อพิจารณาการเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลของบริษัทผู้ส่งออก
ซึ่งประกอบด้วยชนิดข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลดังนี้
(1) ข้าวหอมปทุมธานี นาปี ปี 2551/52 และ นาปรัง ปี 2552
(2) ข้าวเหนียวขาว 10% นาปี ปี 2551/52 และ นาปรังปี 2552
(3) ข้าวขาว 5% นาปรัง ปี 2551 นาปี ปี 2551/52 และ นาปรัง ปี 2552
โดยคณะทำงานฯได้เจรจาต่อรองกับผู้เสนอราคาซื้อข้าวสารดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว
และได้นำเสนอผลการเจรจาต่อรองต่อ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสาร
เพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอรองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) รองประธาน
กรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
กรมการค้าต่างประเทศขอเรียนว่ารองนายกรับมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี)
ในฐานะรองประธาน กขช.ได้ให้ความเห็นชอบการจำหน่ายข่าวสารในสต๊อกของรัฐบาล
ตามชนิดและโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ตามข้อ ตามข้อ (1)-ข้อ (3)
ในส่วนของคลังสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกรดังนี้
1.ข้าวหอมปทุมธานี
เห็นชอบให้จำหน่ายข้าวหอมปทุมธานี นาปี ปี 2551/52 และนาปรัง ปี 2552
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 โดยมีรายละเอียด
รายชื่อบริษัท ชนิด และปริมาณข้าว ราคาจำหน่ายและคลังสินค้า รวม 7 คลัง
ตามเอกสาร 1
2.ข้าวเหนียวขาว 100%
เห็นชอบให้จำหน่ายข้าวเหนียวขาว 10% นาปี ปี 2551/52
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 โดยมีรายละเอียด
รายชื่อบริษัท ชนิด และปริมาณข้าว ราคาจำหน่าย และคลังสินค้า รวม 1 คลัง
ตามเอกสาร 2
3.ข้าวขาว 5%
เห็นชอบให้จำหน่ายข้าวขาว 5% นาปรัง ปี 2551 ,นาปี ปี 2551/52
และ นาปรัง ปี 2552 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 โดยมีรายละเอียด
รายชื่อบริษัท ชนิด และปริมาณข้าว ราคาจำหน่าย และคลังสินค้า รวม 18 คลัง
ตามเอกสาร 3
ในการนี้ขอให้.....ดำเนินการตามทำ
สัญญาซื้อขายกับบริษัทตามข้อ 1-3 โดยถือปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
และเงื่อนไขในข้อ 10-12 ตามหนังสือกรมการค้าต่างประเทศด่วนที่สุด
ที่ พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 อย่างเคร่งครัด (เอกสาร4)
โดยในส่วนของเงื่อนไขการรับมอบและขนย้าย
รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) มีบัญชาให้บริษัท
รับและขนย้ายข้าวสารตามข้อ 1-2 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 60 วัน
นับตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย
และ ตามข้อ 3 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย
ทั้งนี้ให้เป็นการดำเนินการในทางลับ
จนกว่าจะมีการขนย้ายข้าวสารออกจากคลังสินค้าเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
และเมื่อได้ดำเนินการทำสัญญาแล้ว ขอให้ส่งมอบสำเนาสัญญาพร้อมเอกสารประกอบสัญญา
ให้กรมการค้าต่างประเทศทราบด้วย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จะขอบคุณมาก
นายมนัส สร้อยทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร
ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวยังแนบ
หนังสือด่วนที่สุดที่ พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่
ที่อ้างข้างต้น ส่งให้หน่วยงานด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 23, 2010
เปิดเอกสารลับมาก"บิ๊กก.พาณิชย์" อ้างใบสั่ง"บิ๊กรัฐบาล"ขายข้าวสารล้านตัน หึ่ง!...
ใบตองแห้งออนไลน์ : ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
22 ส.ค.53
ช่วง วันหยุดยาวที่แล้ว ผมพาลูกไปเที่ยวเมืองกาญจน์กับวงศาคณาญาติ เมืองกาญจน์มีอะไรน่าเที่ยวเยอะเลย เช่น ได้ไปดูสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งล้อมรอบไปด้วยตลาดขายพลอยและของกินของฝาก แบบว่าพื้นที่สะพานจริงๆ เหลือราว 10% อีก 90% เป็นแผงขายของ ฮิฮิ นี่แหละการท่องเที่ยวแบบไทยๆ
เนื่อง จากมีเด็กๆ ไปหลายคน ก็เลยต้องพาไปดูกองถ่ายหนังพระนเรศวร ซึ่งกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนเมืองกาญจน์ไปแล้ว จำได้ว่าหลายปีก่อนเคยสัมภาษณ์พี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แกยืนยันว่าพระนเรศวรไม่ได้ทำยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ แต่เป็นที่เมืองกาญจน์ต่างหาก ตอนนี้คงไม่ต้องเถียงกัน พระนเรศวรอยู่เมืองกาญจน์แหงๆ
ค่าตั๋วผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท เอาก็เอาวะ เพื่อปลูกฝังเลือดรักชาติ (ได้ข่าวว่าภาค 3 จะมีเรื่องพระยาละแวกด้วย เขากำลังสร้างฉากวังพระยาละแวกอยู่) น่าเสียดาย งบ 100 ล้านที่จะได้จากกระทรวงวัฒนธรรม ถูกตัดไปเกินครึ่ง ไกด์นำชมกองถ่ายบอกว่าฉากที่จะใช้ในหนังภาค 3 ภาค 4 เราจะใช้ปูนจริงๆ แล้วนะ ไม่ใช่โฟม
ถึงตอนนั้นอาจจะขึ้นค่าตั๋วเข้าชมได้ เพราะ 100 บาทเนี่ยยังเป็นแค่ค่าชมโฟม
ทำไม หนอ อภิชาติพงศ์ไม่ขายตั๋วเข้าชมกองถ่าย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” มั่ง นั่นหนังรางวัลเมืองคานส์เชียวนะ รางวัลสูงสุดที่หนังไทยเคยได้รับ
ขากลับ จากกองถ่าย รถเลี้ยวผิดไปผ่านกองพล 9 ถนนยาวเหยียดผ่านกรมผ่านกองพันอะไรมั่งก็ไม่รู้ โห ใหญ่โตมโหฬารจริงๆ เขตทหาร แต่ละกองพันมีตึก 3-4 หลัง เนื้อที่หลายร้อยไร่ อดคิดไม่ได้ว่า ผบ.กรมยศพันเอก ผบ.พันยศพันโท แต่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดบังคับบัญชาทหารหลายร้อยคน มีอาวุธพรั่งพร้อม มีวัสดุอุปกรณ์ ยุทธบริการ งบประมาณไม่อั้น ข้าราชการอื่นที่อายุราชการเท่ากันเทียบไม่ติด
ถ้าเทียบกับตำรวจที่ เรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน พ.ต.ท.เนี่ยกิ๊กก๊อกมากนะครับ ต้อง พ.ต.อ.ถึงได้เป็นผู้กำกับคุมเขตหรืออำเภอ แล้ว สน.หรือ สภ.ก็มักจะโทรมๆ เทียบไม่ได้กับกองพันที่ใหญ่โตกว้างขวางมีบ้านพักพรั่งพร้อมลงไปถึงนายสิบ
ที่ จริงทุกประเทศก็ยกให้ทหารมี “อภิสิทธิ์” ในฐานะรั้วของชาติ ต้องได้รับการสนับสนุนขั้นสูงสุด ดีสุด สะดวกรวดเร็วที่สุด เพื่อความพร้อมที่จะทำศึกสงครามป้องกันประเทศ แต่ทหารไทยเรามี “อภิสิทธิ์” มากกว่าเขา (เพราะจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์-ฮา) จากการมีอำนาจปกครองยาวนานในยุคเผด็จการ กระทั่งประชาธิปไตยครึ่งใบ แม้จะถูกไล่กลับกรมกองหลังพฤษภา 35 ก็ยังคงอภิสิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าแตะอยู่มากมาย กระทั่งคนชั้นกลางไปเชิญกลับมาใหม่ ทหารยุค 19 กันยา รู้จักปรับตัวให้ดูสุภาพ น่ารัก ตามหน้าเฟซบุคสำหรับคนชั้นกลาง แต่โทษที “อภิสิทธิ์” เนี่ยขอเต็มๆ แบบงบประมาณทหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
ทหาร มักจะคิดว่าตัวเองต้องมีอภิสิทธิ์มากกว่าประชาชนหรือข้าราชการทั่วไป เพราะรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียสละเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มากกว่าคนทั่วไป จึงควรมีบทบาทอำนาจเหนือคนอื่น กระทั่งก้าวล่วงเข้ามายึดอำนาจเพื่อ “ปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ” เนื่องจากไม่มีใครแล้วที่จะผูกพันกับ “สถาบันสำคัญของชาติ” เท่ากู ไม่ว่าประชาธิปไตยหรือประชาชน ยังสำคัญเป็นรอง
อภิสิทธิ์ของทหารจึง ผูกพันกันเป็นชั้นๆ ไปจนถึงความผูกพันสูงสุด กลายเป็นระบอบอำนาจที่อยู่เหนือประชาธิปไตย เหนือประชาชน โดยที่ทหารลืมไปแล้วว่า การที่สังคมมอบอภิสิทธิ์และให้เกียรติยศ เพราะคุณมีหน้าที่ “รับจ้างตาย” แทนประชาชน ไม่ใช่เพราะคุณมีความรู้ความสามารถหรือมีจิตใจสูงส่งเหนือชาวบ้าน
ว่างๆ ผมชอบดูข่าวช่อง 5 เพราะตลกดี เวลาที่มีพวกแม่ทัพหรือ ผบ.พล มาให้โอวาทแสดงวิสัยทัศน์ (โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร มีบ่อย) ฟังแล้วขำกลิ้งเลย เพราะมันเป็นการขยายขี้เท่อมากกว่าแสดงวิสัยทัศน์ บางครั้งก็ได้ดูข่าวประเภทท่านผู้การนำกำลังพลปลูกต้นไม้ เรียงแถวกันเป็นร้อยๆ หลุม ท่านผู้การน่ะไม่ต้องปลูกเองหรอก มีลูกน้องสาวๆ ช่วยยกกระถาง ท่านก็เอามือแตะๆ พอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็นั่งยิ้มย่องปลื้มปิติบนโซฟา นึกฉากต่อไปได้เลยว่า หลังจากนั้นแม่-ก็คงไม่ทำงานทำการอะไรกันทั้งวัน เพราะไม่ค่อยมีงานทำอยู่แล้ว
ในระบบราชการที่ว่าล้าหลัง คร่ำครึ ที่จริงหลายหน่วยงานก็พยายามปรับตัวให้ทันสมัย บริการประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว (หน่วยงานหนึ่งที่ยอดมากส์คือกรมการขนส่งทางบก ซึ่งใช้ระบบไดรฟ์อินเข้าไปต่อทะเบียนรถยนต์ได้แล้ว) น่าจะเหลือทหารนี่แหละ ที่ยังจมปลักอนุรักษ์นิยมยึดจารีตคร่ำครึกว่าเพื่อน
การปฏิรูปกอง ทัพ จึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่คงต้องอาศัย timing ในอนาคต เกิดอะไรซักอย่างเป็นชนวนให้รื้อระบบกันครั้งใหญ่ ซึ่งคงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ “สภาปฏิรูป” (สภาโจ๊กยุคใหม่) เพราะคงต้องรื้อทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบแต่งตั้งโยกย้าย ให้เป็น “ทหารอาชีพ” ไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซง ไม่มีอำนาจอื่นใดเข้าไปแทรกแซง แยกทหารออกมาจากอำนาจบางอย่างให้เป็น “ทหารของประชาชน ทหารของประชาธิปไตย” ลดเลิกอภิสิทธิ์ ให้สังคมตรวจสอบได้ รวมถึงการปฏิรูปกองทัพให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพ
กองทัพไทยเนี่ยน่า จะเป็นกองทัพที่มีสัดส่วนของพลเอกอัตราจอมพลสูงที่สุด ในโลก มีสัดส่วนของนายพลที่ไม่ได้คุมกำลัง กับนายพลที่คุมกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก และน่าจะมีสัดส่วนของหน่วยงานฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายยุทธบริการ ฝ่ายสัพเพเหระ ฝ่ายเฮโลสาระพา กับกองพลกองพันที่เป็นกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก
แม้แต่งบประมาณก็เช่นกัน เงินเดือนของทหารที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบ ปีๆ หนึ่งอาจจะซื้อฝูงบินกริพเพนได้ทั้งฝูง แถมสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล จิปาถะ ที่พิเศษกว่าข้าราชการอื่นๆ (รพ.ค่ายทหารทุกแห่งเป็นที่นิยมของข้าราชการ เพราะจ่ายยานอกบัญชียาหลักให้ง่าย ไม่เรื่องมาก แพงกว่า รพ.จังหวัด แต่เบิกได้หมด)
กองทัพเดินได้ด้วยท้อง แต่กองทัพไทยท้องกาง เพราะหนักกำลังพลที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบจริงๆ และไม่เคยมีรัฐบาลไหนลดกำลังพลสำเร็จ นายทหารจบ จปร.ทุกคนต้องได้นายพล ทักษิณยังบอกเพื่อน ตท. 10 ให้สำรวจซิว่าใครยังไม่ได้นายพล ฉะนั้นเราจึงมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายเสธ หัวหน้าฝ่ายเสธ ฝ่ายเสธของหัวหน้าฝ่ายเสธ ฯลฯ เต็มไปหมด
รัฐบาลชอบบอกว่าสมองไหลออก จากระบบราชการ แต่ทหารไม่เคยสมองไหล ผมก็ไม่ทราบว่าระบบทหารอเมริกันเป็นอย่างไร แต่เท่าที่รู้ พอไปถึงระดับหนึ่งเขาให้ลาออก พันโทพันเอกลาออก โดยให้บำเหน็จบำนาญอย่างจุใจ เพราะถือว่าไปรบเพื่อชาติมา แต่ระบบไทยไม่ใช่อย่างนั้น เพราะการเป็นนายพลมีอภิสิทธิ์มากมาย เช่น นายพลทำผิดวินัยลงโทษได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน (จึงเล่นงานเสธแดงไม่ได้) พลเอกเกษียณจะมีพลขับตามรับใช้ตลอดชีวิต ร.พ.ทหารมีห้องวีไอพีสำหรับชั้นนายพล ใครมันจะยอมลาออก
คนดีคนเก่ง?
พูด ถึงทหารซะยาว เพราะทหารเป็นแกนหลักของ “รัฐราชการ” ที่จะต้องปฏิรูปและลดอำนาจ กระจายอำนาจให้ประชาชน เป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” มากขึ้นตามทฤษฎีหมอประเวศ (ฮิฮิ)
แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นหลังรัฐ ประหาร ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็คือความพยายามเพิ่มความเข้มแข็งของ “รัฐราชการ” เสริมสร้างอำนาจและความใหญ่โตของระบบราชการ
“ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน ต้องเป็นคนดีคนเก่ง” ผมเห็นคำขวัญนี้ติดท้ายรถมากขึ้นเรื่อยๆ จนชักจะเกร่อ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ตัวคำขวัญน่ะดีหรอก ถ้าถือว่าเป็นการเรียกร้องข้าราชการ แต่ตัวข้าราชการที่เอาคำขวัญนี้มาอวด เขาคิดอย่างไร เผลอๆ จะคิดว่าตัวเองเป็นคนดีคนเก่งเหนือชาวบ้านหรือเปล่า
แล้วก็อดคิดลึก ไม่ได้ว่า คำขวัญเดิมๆ ที่ว่าข้าราชการกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ต้องรับใช้ประชาชน เนี่ยยังอยู่ไหม หรือว่าเป็น “ข้าของแผ่นดิน” แล้วโยนคำขวัญยุคประชาธิปไตยทิ้งเหอะ
หรืออีกนัยหนึ่งจะตีความได้ไหมว่าข้าราชการเป็น “ข้าของแผ่นดิน” นะ ไม่ใช่ข้าของนักการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งมานะ
จะ คิดอย่างไรก็แล้วแต่ คำขวัญนี้สอดคล้องจังกับการปลุกระบบราชการให้กลับขึ้นมาอยู่เหนือ “ราษฎรผู้หลงผิด” ที่กำลังเรียกร้องหาเสรีประชาธิปไตย โดยเน้น “ความดี ความเก่ง”
ซึ่งมติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็ให้ปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ เพื่อให้แข่งขันกับเอกชนได้ (แล้วจะปรับคนใหม่ยังไงถ้าไม่เพิ่มให้คนเก่า ที่สุดก็คือขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ)
บอกก่อนว่าผมก็โตมาใน ครอบครัวข้าราชการ พ่อแม่เป็นครู พี่สาวเป็นครู น้องเป็นข้าราชการ น้าเป็นข้าราชการ ผมยังคิดว่าข้าราชการส่วนใหญ่ก็เป็นคนดี แต่ระบบราชการสิมีปัญหา ความล้าหลังคร่ำครึ ระบบอุปถัมภ์ วิ่งเต้นเส้นสาย ทำให้คนมีความสามารถ คนที่รักอิสระ ในรุ่นหลังๆ ไม่อยากรับราชการ
รุ่น พ่อรุ่นแม่ หรือรุ่นพี่ผมอาจจะไม่มีทางเลือก แต่คนรุ่นผมเป็นต้นมา (ที่ตอนนี้อายุ 50 กว่า) มีทางเลือกมากขึ้น รักอิสระมากขึ้น จึงเข้ารับราชการน้อยลงๆ เพื่อนร่วมรุ่นผมถ้ายังรับราชการก็มีแต่หมอ กับทหาร พวกที่เรียนอย่างอื่นทำงานเอกชนหรือทำธุรกิจกันหมด มันไม่ใช่แค่ความอยากรวยหรืออยากได้เงินเดือนมากกว่า เพราะเป็นข้าราชการ เงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่าเอกชน 30-40% แต่มั่นคงกว่านะครับ เงินเดือนขึ้นทุกปี มีบำเหน็จบำนาญสวัสดิการรักษาพยาบาลจนวันตาย
เพื่อน ร่วมรุ่น มศ.3 มีรายหนึ่ง ไม่เจอกัน 30 กว่าปี เป็นผู้ว่าฯ ไปแล้ว ดาวรุ่งซะด้วย สมัยก่อนเพื่อนเรียก “ไอ้ลาว” สมัยนี้คงต้องเรียก “ท่านลาว” ไม่ใช่คนเรียนเก่งที่สุด เอนท์ไม่ติดด้วยซ้ำ จบรามฯ แต่จำได้ว่าเป็นคนพูดเก่ง เข้าคนเก่ง และน่าจะเป็นคนทำงานเก่ง เพราะสมัยเรียนด้วยกันก็หนักเอาเบาสู้
ผมกำลังจะบอกว่านั่นคือ คุณสมบัติของข้าราชการที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีทั้งสองอย่าง ทำงานเป็น เข้าคนเป็น ประสานผลประโยชน์เป็น ระบบราชการปัจจุบันอาจจะดีกว่าสมัยก่อน ตรงที่คนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ต้องมีความสามารถด้วย พวกประจบสอพลอวิ่งเต้นเส้นสายหาเงินจ่ายนาย อย่างเดียวอยู่ยากส์ แต่ถ้าคุณมีแค่ความสามารถอย่างเดียว ก็อยู่ได้ แต่แป๊ก
ระบบราชการ ทุกวันนี้จึงไม่ใช่ระบบของ “คนดี คนเก่ง” (คนดีคนเก่งที่ไหนกระโดดพรวดจากผู้ว่าบุรีรัมย์เป็นปลัดมหาดไทยในเวลาไม่ถึง 2 ปี) แม้จะมีคนดีคนเก่งอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ก็ถูกหมกอยู่ข้างใต้ จนท้อแท้ อ่อนล้า เฉื่อยชา ระบบราชการจริงๆ กลายเป็นระบบอภิสิทธิ์ชนที่มีสวัสดิการดีที่สุดในโลก (รองจากคุณพ่อรัฐวิสาหกิจ) กลายเป็นเกราะพึ่งพิงของคนที่ไม่อยากกระโดดเข้าไปต่อสู้แข่งขันในระบบทุน นิยม ซึ่งถ้าไม่แน่จริง คุณตาย!
ที่มักจะพูดกันว่าระบบราชการยังคง ไว้ซึ่งระบบคุณธรรม จริงๆ ก็คือคนที่อยู่ในระบบราชการ หรือรัฐวิสาหกิจนี่แหละครับ เป็นคนชั้นกลางที่มีความมั่นคงในชีวิต จนมีเวลาว่างไปบวชชีพราหมณ์ ศึกษาธรรมะ ใฝ่หาความสงบ อย่างไม่ต้องอนาทรร้อนใจต่อดัชนีเศรษฐกิจ (พลังศีลธรรมเสื้อเหลืองจึงได้แรงหนุนจากข้าราชการส่วนใหญ่)
ปชป.เป็น พรรคขุนนาง จึงพยายามเพิ่มความใหญ่โตเทอะทะของระบบราชการ ชูคำขวัญ “คนดี คนเก่ง” เพิ่มคน เพิ่มเงินเดือน ทั้งที่ทิศทางของประเทศต้องลดขนาดของระบบราชการ กระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองตัวเอง ในทางธุรกิจก็ปล่อยเอกชนไป โดยรัฐแค่กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเท่านั้น
การเพิ่ม เงินเดือนจึงไม่ใช่แรงจูงใจให้คนดีคนเก่งเข้ารับราชการ เป็นแค่เพิ่มอภิสิทธิ์ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่คัดค้านการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ขึ้นทีไรก็กระทบชิ่งทั้งระบบ ขึ้นหมด โดยไม่ดูความเป็นธรรมของระบบอัตราเงินเดือนข้าราชการที่ปัจจุบันลักลั่นกัน ยุ่งเหยิงไปหมด
สิ่งที่รัฐควรทำมากกว่าขึ้นเงินเดือน คือการปฏิรูประบบเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างเงินเดือนข้าราชการตาดำๆ ทำมะดาๆ กับข้าราชการตุลาการ อัยการ องค์กรอิสระ องค์กรมหาชน หรือหน่วยงานพิเศษต่างๆ
ข้าราชการตุลาการ สมัยประมาณ ชันซื่อ เป็นประธานศาลฎีกา ขอแยกบัญชีเงินเดือน จนเงินเดือนตุลาการสูงลิบลิ่ว โดยอ้างว่าประธานศาลฎีกาควรได้เท่านายกฯ ซึ่งก็น่าจะถูกหลัก แต่พอไล่ลงมาสิครับ ปรากฏว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเงินเดือนมากกว่าผู้ว่าฯ ลิบเลย
อัน ที่จริงตามหลักการเราถือว่าผู้พิพากษาต้องเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ อื่น เพราะมีข้อห้ามข้อจำกัดเยอะ เช่น ห้ามเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ห้ามมีรายได้อื่นยกเว้นค่าเขียนหนังสือตำรับตำราทางวิชาการ
แต่ที่ขึ้นครั้งนั้นกลายเป็นสูงลิบ อย่าถามว่าทำไมรัฐบาลและรัฐสภาถึงยอม ไปถามจรัญ ภักดีธนากุล ดีกว่าว่าประมาณ ชันซื่อ เป็นใคร
สมัย ทักษิณเคยไปพูดที่ศาล บอกว่าเงินเดือนศาลสูงกว่าแพทย์มากมายไม่ถูกต้อง เพราะคนเรียนเก่งที่สุดสอบเข้าแพทย์ โห! ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาคงโกรธหน้าเขียวหน้าดำ
เงินเดือนศาลฝ่ายเดียวยัง พอทำเนา ถ้าไม่เกิดลูกช่วงมาถึงฝ่ายอื่นๆ เช่น องค์กรอิสระ พอจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 40 ประธานก็ต้องได้เงินเดือนใกล้เคียงนายกฯ ใกล้เคียงประธานศาลฎีกา แล้วข้าราชการล่ะ ข้าราชการล่างๆ ลงมาก็ได้เงินเดือนและสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการตาดำๆ ทำมะดา ต่อมาก็เกิดองค์กรพิเศษ เช่น DSI นิติวิทยาศาสตร์ ปปง.รวมทั้ง สสส.ทั้ง 4 ส.ของหมอประเวศ องค์กรมหาชนทั้งหลาย เอากันเข้าไปใหญ่ ใครเป็นข้าราชการน่าจะรู้ดี ลองเอาบัญชีมาเทียบดูก็ได้ ตั้งองค์กรพวกนี้แต่ละที ข้าราชการวิ่งเต้นขอโอนย้ายอุตลุด
นอกจาก นี้ยังมีอัยการ ซึ่งเรียกร้องโวยวายจนได้เงินเดือนใกล้เคียงศาล โดยหลักก็น่าจะถูกอีกนั่นแหละ แต่อย่าลืมว่าข้อห้ามของศาลกับอัยการต่างกัน อัยการหารายได้พิเศษได้ เป็นที่ปรึกษาธุรกิจได้ คบพ่อค้า พาพวกกินเหล้าเมาเฮฮาตามสวนอาหารจนเลยตีสองก็ยังได้ ขณะที่ผู้พิพากษาเขาทำไม่ได้
ร้ายกว่านั้นอีกนะครับ มันยังกระทบชิ่งมาถึงนิติกร ตามหน่วยงานราชการทั่วไป อ้างว่ากลัวสมองไหล พวกนิติกรจะไปสอบอัยการสอบผู้พิพากษากันหมด ก.พ.เลยกำหนดว่าเป็นวิชาชีพขาดแคลน เพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้
ไอ้บ้า เอ๊ย นิติกรเนี่ยนะวิชาชีพขาดแคลน คนจบนิติปีๆ หนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ น้องผมทำราชการ บอกว่านิติกรที่สำนักงานวันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ดูหนังสือรอสอบอัยการสอบผู้พิพากษา ยังได้เงินเพิ่มอีกต่างหาก
อย่า แปลกใจที่เด็กสอบได้ที่หนึ่งประเทศไทยปีหลังๆ เลือกคณะนิติฯ ถ้าลองไปถามว่าหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะเงินเดือนงาม มีอำนาจบารมี มีแต่คนยำเกรง หรือหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะอยากมีชีวิตสงบ สมถะ ยึดมั่นในความยุติธรรม
ร้อยทั้งร้อยต้องตอบข้อหลัง!
278 มาตราลวงโลก
ก่อน วันหยุดยาว ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติ 103 ต่อ 4 ไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน (ไม่รู้เป็นไง ตอนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินก็ก่อนวันหยุดยาว)
ไม่ใช่ เรื่องน่าประหลาดใจเลย ไม่มีใครตื่นเต้น ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ก็ต้องลงมติไม่รับอุทธรณ์ เพราะมาตรา 278 กำหนดว่าให้ยื่นอุทธรณ์ได้ในกรณีที่มี “หลักฐานใหม่”
ใครมันจะไปหาหลักฐานใหม่ได้ในเวลา 30 วัน เว้นเสียแต่จะมีพจนานุกรมออกใหม่ ยืนยันว่าคำว่า “ไม่สมควร” ไม่ใช่ความผิดที่มีผลตามกฎหมาย
อ.วรเจตน์ เคยชี้ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์ผมเมื่อปีที่แล้ว ว่ามาตรา 278 เป็นกลไกที่ซ่อนปม เพราะไม่ใช่การอุทธรณ์ที่แท้จริง แต่เอาการอุทธรณ์กับการขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มายำรวมกัน ให้ดูเหมือนว่าเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ ไม่ใช่ศาลเดียวจบนะ
ทั้งที่ การอุทธรณ์ที่แท้จริง คือการโต้แย้งคำพิพากษาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ต่อศาลที่สูงกว่าเพื่อให้วินิจฉัยอีกครั้ง โดยใช้พยานหลักฐานเดิมนั่นแหละ แต่แย้งว่าศาลตีความกฎหมายไม่ถูก หรือแย้งว่าศาลฟังข้อเท็จจริงผิด
แต่กรณีนี้ไม่ใช่เลย เพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่สามารถลงไปวินิจฉัยใหม่ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ขณะ ที่การรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ อย่างเช่น พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 หมายถึงถ้าศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว ถึงฎีกา จำเลยติดคุกไปแล้วเพิ่งพบหลักฐานใหม่ว่า อ้าว ฆาตกรตัวจริงโผล่มา หรือยุคสมัยนี้มีการตรวจ DNA แล้วพบว่าจำเลยไม่ได้ฆ่า ก็นำเสนอหลักฐานใหม่มาขอรื้อฟื้นคดีได้ โดยไม่จำกัดเวลาว่าต้อง 30 วัน จะ 5 ปี 10 ปีก็ได้
มาตรา 278 ไปเอา 2 อย่างนี้มายำรวมกัน เพื่อ “ลวงโลก” ว่านี่ไง เขาให้อุทธรณ์นะ มีหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพนะ เป็นธรรมนะ ไม่ใช่ศาลเดียวเบ็ดเสร็จนะ แต่ความจริงหาใช่ไม่
ตรงกัน ข้ามเวลาตีข่าวไปทั่วโลก ถ้าพาดหัวข่าวสั้นๆว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ คดียึดทรัพย์ทักษิณถึงที่สุด คนอ่านไม่ละเอียดก็จะเข้าใจว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เลย (เหมือนตอนศาลพิจารณาคดีทักษิณใหม่ๆ ข่าวฝรั่งชอบบอกว่าทักษิณต้องขึ้น “ศาลคอรัปชั่น” แต่ต่อมาฝรั่งคงเข้าใจเลยไม่ค่อยใช้คำนี้อีก)
ในระบบ กฎหมายที่ดำรงอยู่ คดีทักษิณคงจบแค่นี้ ไม่มีทางที่จะหา “หลักฐานใหม่” ต่อให้อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ก็อ้างหลักฐานใหม่มารื้อฟื้นคดีไม่ได้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งคดีที่ดินรัชดา ทั้งคดียึดทรัพย์ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่พยานหลักฐาน แต่อยู่ที่การตีความข้อกฎหมาย
คดีที่ดินรัชดาคือการตีความมาตรา 100 กฎหมาย ปปช.ให้มีความผิดอาญา ลงโทษจำคุกได้โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของการทุจริตประพฤติมิชอบ (ถ้ามีการทุจริต เช่นทักษิณสั่งให้แบงก์ชาติช่วยเอื้อประโยชน์ ป่านนี้หม่อมอุ๋ยคงติดคุกหัวโต ไม่ได้จัดงานแต่งคุณปลื้ม)
ส่วนคดี ยึดทรัพย์คือการตีความกฎหมาย ปปช.ว่าด้วยความร่ำรวยผิดปกติ ว่าสามารถยึดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องมีความผิดอาญา จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าได้ทรัพย์สินมาจากการทุจริตประพฤติมิชอบ เพียงวินิจฉัยว่า “ได้มาโดยไม่สมควร” ก็ยึดทรัพย์ได้แล้ว
ถามว่าจะไปโต้แย้งที่ไหน อย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
ที่ น่าสนใจคือทักษิณจะทำอย่างไรต่อไปต่างหาก บางคนลือว่าทักษิณถอดใจ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดี สำหรับขบวนประชาธิปไตย แต่ถ้าทักษิณยังคิดจะมานำขบวนการต่อสู้อีก เหมือนที่นำคนเสื้อแดงพ่ายแพ้มา 2 ครั้ง ก็ต้องบอกว่ายังไม่สรุปบทเรียนอีกหรือ ทักษิณควรรู้ตัวและถอยไปอยู่ท้ายแถว ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ร่วมแต่ต้องลดบทบาทไปอยู่ท้ายแถว แล้วสักวันหนึ่งอะไรที่ไม่ได้รับความยุติธรรมค่อยได้คืน
ผมคิดว่าคน ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือแม้แต่คนเสื้อแดง ก็ลดความต้องการหรือความจำเป็นที่จะต้องมีทักษิณมาเป็นตัวกระตุ้นในเรื่อง ความยุติธรรมหรือความรู้สึก “สองมาตรฐาน” อีกแล้ว เนื่องจากการต่อสู้ที่พัฒนามา ทำให้พวกเขาเจอเอง รู้สึกเอง ถูกกระทำเอง โดยเฉพาะถูกจับกุมคุมขังและถูกลงโทษอย่างรุนแรงหลังพฤษภาอำมหิต... ขณะที่พวกม็อบมีเส้นทำผิดกฎหมายร้ายแรง กลับได้รับ “ความปราณี” อย่างแตกต่างกันสิ้นเชิง
บทบาทของทักษิณจากนี้ไปจึงเป็นแค่ “ตัวพ่วง” (และถ้าเป็นตัวถ่วงก็ต้องปลดทิ้ง) แต่ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเดินไปด้วยตัวเอง ต่อให้ทักษิณไม่สู้ เราก็สู้ โดยไม่ต้องสนใจทักษิณ ไม่ต้องใส่ใจกับพรรคเพื่อไทย (ที่ยังไง้ยังไงก็ไม่มีทางชนะเลือกตั้ง)
ผมสนใจปรากฏการณ์ที่ สกอ.ร่อนหนังสือห้ามกิจกรรมนักศึกษา หรืออาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ห้ามนิสิตชูป้ายประท้วงอภิสิทธิ์มากกว่า นี่แหละคือ “บรรยากาศก่อน 14 ตุลา” ของจริง
พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน 'คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ'
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
ประเด็น “วิวาทะ” เรื่องนิสิตชูป้าย “เตือนความจำ” และขอยื่นหนังสือประท้วง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาปาฐกถา ในงานครบรอบ 60 ปีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 18 ส.ค. นั้น เป็นประเด็นที่ “น่าสะเทือนใจ”
1. สะเทือนใจที่นักศึกษาถูกยึดป้าย “เตือนความจำอภิสิทธิ์” ด้วยข้อความ เช่น “จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "ผมอยากเห็นรัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วพังไปเรื่อยๆ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “หยุดปิดกั้นความคิด หยุดใช้ พ.ร.ก.”
แต่น่าสะเทือนใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ว่า “...นายวีระศักดิ์หวั่นว่าจะเป็นป้ายที่เขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ด่าพ่อล้อแม่ เหมือนที่ประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง จึงได้ยึดมา”
นี่ คือทัศนคติที่ตัดสินล่วงหน้าว่า ถ้าคุณอยู่ฟากเสื้อแดงต้องไม่มีสมองคิด แม้คุณจะเป็นถึง “นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ที่ผมสอนคุณมาดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าคุณประท้วงอะไรเพื่อปกป้องสิทธิทางการเมืองของคนเสื้อแดง คุณอาจหยาบคาย สูญเสียความเป็น “สุภาพชน” ไป
ทว่าเมื่อได้รู้ข้อความ “เตือนสติ” นายกฯ ตรงๆ ที่แสนสุภาพและสละสวยยิ่งกว่าข้อความ เช่น “กระชับพื้นที่” เพื่อ “คืนความสุข” ให้ “คนกรุงเทพฯ” ในป้ายประท้วงของนักศึกษาแล้ว ไม่เห็นอาจารย์ท่านนั้น “ขอโทษ” นักศึกษา ที่ตนเองเข้าใจผิด มองนักศึกษาต่ำๆ เหมือนที่มองคนเสื้อแดง
2. เหตุผลของอาจารย์สับสนครับ เช่น คำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “แล้วสิ่งที่ต้องคิดนะ สิ่งที่ต้องคิดก็คือ นี่คือนิสิตกลุ่มหนึ่ง นิสิต 3-4 คนก็แล้วแต่ แล้วเคยถามประชาคมจุฬาฯ ไหม...เคยถามเขาไหมว่า เรามาแสดงออกในเวทีนี้ เขาจะผลักดันนโยบายนี้ ถูกที่ไหม เคยถามหรือเปล่า หรือว่าเอะอะปาวๆ ก็จะแสดงออก แสดงออก ผมก็ถามกลับว่า อยากแสดงออกแล้วทำไม ต้องเลือกแค่ช่วงที่บุคคลสำคัญมา ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่ ช่วงต่อจากนั้น ทำไมไม่แสดงออก.. เอ๊ะ เป็นการแสดงออกแบบเลือกที่มักรักที่ชังหรือเปล่า อย่างนี้เรียกเสรีภาพที่แท้จริงหรือ..."
ก็นิสิตเขาต้องการ ประท้วงนายกฯ เขาก็ต้องแสดงออกเวลาที่นายกฯ มาซิครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณจาตุรนต์ เขาจะไปยืนชูป้ายใน “ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่” ให้เมื่อย “จุดยืน” (ส้นเท้า) ทำไมครับ? แล้วทำไมการชูป้ายประท้วงนายกฯ การยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกฯ ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน และรับผิดชอบต่อการปราบปรามประชาชนที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จำเป็นที่นิสิต (จะ 1 คน หรือกี่คนก็ตาม) จะต้องถาม “ประชาคมจุฬาฯ” ด้วยหรือครับ?
ประชาคมจุฬาฯ ยิ่งใหญ่คับฟ้าเลยหรือครับ? ทำไมนิสิตจะแสดงสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ รับรองโดยรัฐธรรมนูญ จะต้องไป “ถาม” ประชาคมจุฬาฯก่อนด้วย!
ที่จริง ประชาคมจุฬาฯ ควรจะขอบคุณนิสิต 3- 4 คน นะครับ ที่พวกเขาแสดงออกให้สังคมไทยและสังคมโลกได้เห็นว่า ในจุฬาฯ ยังมีคนที่ “สามารถเข้าใจได้” ว่า รัฐบาลที่ทำให้คนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และยังบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน ปิดกั้นสิทธิทางการเมืองของประชาชนต่างๆ นั้น เป็นรัฐบาลที่ไม่เหลือ “ความชอบธรรม” อยู่อีกแล้ว!
3. ที่อาจารย์บอกว่า “...เราไม่ใช่แสดงเสรีภาพโดยไม่มีขอบเขตอะไรเลย นิสิตอยากแสดงออกแล้วสิทธิของผมในฐานะคนจัดงานประชุมอยู่ตรงไหน สิทธิของผมคือทำให้งานมันเรียบร้อยใช่ไหมครับ” สิทธิที่อาจารย์ต้องจัดงานให้เรียบร้อยนิสิตก็ควรเคารพครับ เหมือนสิทธิการจราจรของคนทั่วไปที่ผู้ประท้วงบนท้องถนนก็ควรเคารพ แต่บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องเลือกว่าสิทธิอันไหนสำคัญกว่า หากการแสดงออกซึ่งสิทธิทางการเมืองมันมีค่าต่อสาธารณชนหรือสังคมโดยรวม หรือความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า สิทธิที่รองลงมา เช่น สิทธิการจราจรในบางช่วงเวลา หรือสิทธิความสะดวกกายสบายใจส่วนบุคคลอื่นๆ ก็อาจต้องเสียสละกันบ้างใช่ไหมครับ! (ภายใต้ “เงาอำมหิต” ของอำนาจนิยม นิสิตเขาคงกลัวว่าถ้าแจ้งให้อาจารย์ทราบล่วงหน้าก่อน คงไม่ได้ชูป้ายประท้วง)
4.การตบท้าย “คำอธิบายตัวเอง” ด้วย “ภาษาอำนาจนิยม” สะท้อนถึงทัศนคติของอาจารย์... "นี่เวทีวิชาการ ผมเป็นคนรับผิดชอบงานนี้ นี่เป็นที่ของผม ถ้ามีปัญหาค่อยฟ้องทีหลัง " ...คำพูดผมหมายถึงสถานที่จัดงาน เป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ได้หมายถึงว่าจุฬาฯ เป็นที่ของผม เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน"
สรุป ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและท่าทีของอาจารย์ เช่น ตัดสินล่วงหน้าว่าคำประท้วงจะหยาบคายเหมือนคนเสื้อแดง (ไม่ชอบคนเสื้อแดงไม่ว่า แต่ไม่ให้เกียรตินิสิตของตัวเองบ้างเลย!) จะแสดงออกทางการเมืองแบบนี้เคยถามประชาคมจุฬาฯ บ้างไหม คุณเคารพสิทธิของผมไหม และ “ท่วงทำนอง” ของคำพูด “ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน" นั้น แสดงถึง “ระบบความนึกคิด” (ideology) แบบอำนาจนิยมอยู่ในที
และกล่าวอย่างถึงที่สุด ด้วยทัศนคติของคนที่เป็นถึงอาจารย์รัฐศาสตร์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า “พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมือง” ใน “พื้นที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ถูกจำกัด (อย่างน้อยก็สำหรับนักศึกษา 3-4 คนนั้น) และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน “มโนสำนึก” หรือ “ระบบความนึกคิด” ของนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของประเทศอย่างน่าสลดหดหู่
ปล. อ่านข่าวประกอบที่ http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30744 http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30765 http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30783 และ http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/307686
กวีประชาไท:ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์ "กูไม่ยอม...!!!"
ที่มา ประชาไท
ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์
กลางดึกอันเงียบงันฉันฝันร้าย
ฝันว่าตายกลางเปลวแดดในเมืองใหญ่
เห็นซากศพรอยเลือดและเปลวไฟ
เห็นคนพาลจัญไรไล่ยิงคน
เป็นกลางดึกพฤษภาที่ฉันฝัน
ม่านเมฆหมอกไฟควันที่สั่นไหว
เสียงกรีดร้องขอชีวิตไม่อยากตาย
ฉันจำได้นั่นคือเสียงประชาชน
เป็นความฝันเหมือนจริงยิ่งกว่าฝัน
เสียงไชโยโห่ร้องลั่นกระสุนสอย
ถ่มน้ำลายสมน้ำหน้าขี้ข้าพลอย
พวกคนถ่อยสมควรแล้วสมควรตาย
เหมือนไม่ฝันแต่เป็นฝันฉันจึงเห็น
ความเยือกเย็นของคนบนสวรรค์
แล้วสั่งการอ้างอำนาจการลงทัณฑ์
มึงบังอาจเย้ยหยันอำนาจกู
ในความฝันฉันตายกลางเปลวแดด
เสียงปืนแผดทะลุร่างระเบิดไหม้
ฉันเป็นศพแน่นิ่งตายลงไป
กลางวัดใหญ่ “ปทุมวนาราม”
ก่อนฟื้นตื่นจากหลับใหลในฝันร้าย
เห็นซากศพทั้งหลายลุกขึ้นสู้
ทั้งเกรี้ยวโกรธเคียดแค้นก็เกรียวกรู
มันมุ่งสู้มือชี้หน้า “กูไม่ยอม”
"ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์"
มุมชีวิตสุไลมาน แนซา: ดำเนินเศรษฐกิจพอเพียงสนองนโยบายรัฐ แต่ตายคามือทหาร
ที่มา ประชาไท


พระไพศาล วิสาโล: ปฏิรูปอัตตาธิปไตย – ‘อภิสิทธิ์’ ต้องกล้านำความเปลี่ยนแปลง
ที่มา ประชาไท
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ทำบุญ100วัน‘เบิร์ด’อาสากู้ชีพ-‘แม่น้องเกด’นำทีมบุกดีเอสไอฟังผลชันสูตร-ทวงค่าชดเชยคนเจ็บ
ที่มา ประชาไท

จัด "วันอาทิตย์สีแดง" ถนนคนเดินเชียงใหม่หลังเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ที่มา ประชาไท
(22 ส.ค. 53) ที่ จ.เชียงใหม่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ริเริ่มกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" และคนเสื้อแดงทั้งจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 300 คน ร่วมกันจัดกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" สัญจรที่ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดที่จัดเป็นประจำทุกวันอาทิตย์
โดย หน้าก่อนจัดกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" นั้น นายสมบัติ ได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุชุมชนของเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เพื่อออกอากาศทางรายการของสถานี หลังจากที่สถานีวิทยุชุมชนดังกล่าวถูกปิดไปหลายเดือนตั้งแต่หลังสลายการ ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ โดยนายสมบัติตอบคำถามผู้ฟังรายการ 3 ข้อ ได้แก่ 1.คนเสื้อแดงจะชนะได้อย่างไร 2.. แนวทางของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจะนำไปสู่ชัยชนะอย่างไร 3. ชาวบ้านจะมีส่วนร่วมกับแนวคิดวันอาทิตย์สีแดงได้อย่างไรบ้างในทางรูปธรรม
จาก นั้นนายสมบัติได้เดินทางมาที่ถนนคนเดินด้าน ถ.พระปกเกล้า ซึ่งเป็นที่จัดกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" โดยนายสมบัติให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า การมาจัดกิจกรรมสัญจรที่ จ.เชียงใหม่วันนี้ เพื่อขยายและขายความคิดเรื่องการต่อสู้โดยใช้สัญลักษณ์ กิจกรรมวันนี้จะไม่เน้นการปราศรัย จะใช้กิจกรรเชิงการใช้สัญลักษณ์ สร้างวัฒนธรรมใส่เสื้อแดงทุกวันอาทิตย์ โดยครั้งนี้การจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังการเลิกใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ แต่ไม่ใช่การชุมนุมเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ โดยหวังให้เกิดแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจใช้เป็นเงื่อนไขใช้ความรุนแรง ได้ และหวังว่าจะสามารถขยายแนวร่วมออกไป และพยายามพัฒนารูปแบบการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ให้มีพลังมากขึ้น
โดย กิจกรรมเริ่มต้นที่ ถ.พระปกเกล้า ใกล้กับอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. โดยผู้ชุมนุมได้ล้มตัวลงนอนบนพื้นถนนและตะโกน "ที่นี่ มีคนตาย" จากนั้นได้ร่วมกันผูกผ้าแดงบริเวณโคนต้นไม้และเสารอบบริเวณ จากนั้นนายสมบัติได้นำผู้ชุมนุมเที่ยวชมถนนคนเดิน มีการผูกผ้าแดงที่ป้ายถนนราชดำเนิน บริเวณสี่แยกกลางเวียง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของถนนคนเดิน จากนั้นผู้ชุมนุมเลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าสู่ถนนราชดำเนินและมุ่งไปที่ข่วงประตู ท่าแพ เพื่อนอนลงบนพื้นถนนและตะโกน "ที่นี่ มีคนตาย" อีกครั้ง ก่อนเดินกลับมายัง ถ.พระปกเกล้า ใกล้กับอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
โดยใน เวลา 18.30 น. คนเสื้อแดง กลุ่ม นปช.แดงเชียงใหม่ ได้นำรถเข็นติดเครื่องเสียงมาดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัยชั่วคราว มีแกนนำสลับกันขึ้นปราศรัยในช่วงเวลาหนึ่งก่อนสลายตัวในเวลาประมาณ 20.00 น. เศษ




















แดงNEVER DIE:เรายังอยู่และยืนหยัดสู้ต่อไป
ที่มา Thai E-News



ภาพกิจกรรมเสื้อแดงสมุทรปราการที่หน้าห้างอิมพีเรียล สำโรง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม



ภาพกิจกรรมวันอาทิตย์สัญจรที่เชียงใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม
จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งสก.ที่เขตดอนเมือง วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553
ผม ไม่กลัวที่จะถูกถอนประกัน พร้อมติดคุกตลอดเวลา พวกณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก่อแก้ว พิกุลทอง และพรรคพวกที่ติดคุกอยู่ก็ไม่มีใครกลัวพร้อมสู้ต่อ พ่อแม่พี่น้องของคนที่บาดเจ็บล้มตาย เสียแขนขาเสียตา หรือติดคุกก็พร้อมต่อสู้ต่อไป คนเสื้อแดงขยายตัวไปกว่าเดิมทั่วประเทศและทั่วโลก พวกมันคิดผิดแล้วว่าปราบ19พฤษภาฯแล้วทำให้คนเสื้อแดงหมดไป การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป จนกว่าจะเกิดความเป็นธรรม เกิดประชาธิปไตย คนที่ต้องไปอยู่ในคุกคือฆาตกรที่เข่นฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย โซ่ตรวนต้องปลดจากขาของณัฐวุฒิ กับก่อแก้วและพรรคพวกเราเอาไปใส่ให้กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณแทน..ไม่ต้องถามว่าจะชนะเมื่อไหร่ ตอบตัวเองว่าสู้ สู้ทุกวันจนกว่าจะได้ชัยชนะ
'บก.ลายจุด'-สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง เขียนลงเฟซบุ๊คเมื่อศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553
"วันนี้ ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมแกนนำ ได้คุยกับทั้งหมอเหวง คุณเต้น(ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) และอีกหลายคน คนข้างในเขาเข็มแข็ง และกำลังใจที่จะส่งไปถึงพวกเขาคือ การที่พวกเราที่อยู่ข้างนอกยังคงยึดมั่นในพันธสัญญาที่เคยมีมาร่วมกัน ทุกวันเขาติดตามข่าวที่เกิดขึ้นภายนอก ว่าเสื้อแดงล้มแล้วลุกหรือยัง ลุกแล้วยืนหรือยัง และเมื่อเรายืนได้ วันหนึ่งเราก็จะออกเดินหน้าอีกครั้ง นี่คือกำลังใจที่แท้จริง
คุณRED DOHA เสื้อแดงในประเทศกาตาร์ ส่งเมล์ถึงไทยอีนิวส์ วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553
การ ปราบ นอกจากคนเสื้อแดงจะไม่หมดแล้ว ตรงกันข้ามกลับกระจายไปทั่วโลก เฉพาะข้าพเจ้าคนเดียวก็ส่งเวปของท่านไปหลายประเทศแล้ว เมื่อใดที่เห็นข้อความห รือบทความใหม่ๆดีๆ ไม่เคยลืมเลยที่จะแนะนำเพื่อนๆให้เข้ามาอ่าน
ตอนนี้พวกเราหลายๆคนยังพบกันยังคุยกัน ตอนนี้ยิ่งแน่นแฟ้นมากกว่าเก่า เพราะตอนนี้เรารู้จักหน้าตากันแล้ว เพราะเราแลกเปลี่ยนเมล์กัน สามารถคุยกันทางMSN และเราติดต่อกันทาง Facebook หรือแม้กะทั่งโทรฯข้ามโลกคุยกัน จากการที่เราไม่เคยรู้จักกัน แต่ตอนนี้เราเหมือนญาติพี่น้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดงที่อยู่สวิสฯ เยอรมัน อิตาลี เดนมาร์ค เมกา ซาอุฯ กาต้าร์ อิสราเอล ยูเออี ออสซี่ อังกฤษ มาเลย์ฯ ฮอลแลนด์ ฟร้านซ์ ฯลฯ ท้ายนี้ขอให้นักสู้ทุกท่านปลอดภัย WE ARE COMING SOON!
Sunday, August 22, 2010
คดีก่อการร้ายในประเทศไทย ถึงทางแยกแล้ว!!!โดย วาทตะวัน สุพรรณเภสัช
ที่มา vattavan
วันนี้ ชาติไทยเราได้เดินทางมา ถึงอีกบทหนึ่ง
ของความแตกแยกของผู้คนในประเทศ
ที่แบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน คือ
ฝ่าย‘ขบวนการของคนเสื้อเหลือง’ และ
ผู้สนับสนุนกับ‘ขบวนการของคนเสื้อแดง’กับผู้สนับสนุน
แม้ว่าพวกเสื้อเหลืองจะเกิดก่อน และแสดงอิทธิฤทธิ์
ก่อกวนรัฐบาลพรรคของคุณทักษิณ
(ที่แม้ตัวจะโดนรัฐประหารต้องออกนอกประเทศไป แต่ก็ยังดันชนะการเลือกตั้งอีก)
ด้วยการยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และการปิดล้อมรัฐสภา
ส่วนฝ่ายเสื้อแดงนั้นมาทีหลัง แต่ผู้คนสนับสนุนก็ไม่น้อยหน้า
ส่วนใครจะมีคนหนุนมากกว่า ก็ต้องไปดูที่การเลือกตั้ง
เพราะฝ่ายเสื้อเหลืองก็ตั้งพรรคของตัวแล้ว อยู่ที่ว่า
ประชาชนจะเลือกผู้สมัครจากพรรคไหน เข้าสภาได้มากกว่ากัน
แต่ที่แน่ๆ...ทั้งสองฝ่ายยังมี
‘ชนักติดหลัง’ เหมือนกันคือ คดีความเรื่อง ... “ก่อการร้าย”
ตรงนี้ผู้เขียนอยากจะทบทวน ให้ท่านผู้อ่านฟังว่า
ในคดีความเรื่องก่อการร้ายนั้น คอลัมน์ของ“วาทตะวัน” แหละครับ
ที่ชี้ประเด็นให้เห็นก่อนสื่อไหนๆในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุหรือโทรทัศน์ ว่า
การยึดสนามบินที่ปักษ์ใต้นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย
โดยผมได้แสดงความเห็นเป็นบทความ ลงทั้งเว็บไซด์ www.vattavan.com
และหนังสือพิมพ์ ‘ประชาทรรศน์’ รายวันด้วย
ซึ่งได้เตือนพรรคของนายมาร์ค มุกควาย ด้วยชื่อของบทความ
ที่สื่อความหมายชัดเจน ตรงไปตรงมา ว่า
“ประชาธิปัตย์จงฟัง อย่าให้คนเขาลือกันว่าเป็น...
พรรคก่อการร้าย!!!”
(http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=82)
ผมมีเหตุผลอะไร ทำไมจึงพูดออกมาอย่างมั่นใจว่า
ประชาธิปัตย์จะถูกลือว่าเป็น “พรรคก่อการร้าย” ได้อย่างไรนั้น
โดยเขียนเอาไว้นานเกือบจะสองปีแล้ว คือ
เขียนตั้งแต่ 12 กันยายน 2551 ท่านผู้อ่านที่สงสัย
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ทันที
หลังจากนั้นแล้ว
เมื่อขบวนการพันธมารได้เข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง
ผมได้เขียนบทความอีกชิ้นหนึ่ง ลงทั้ง น.ส.พ.ประชาทรรศน์
และเว็บไซด์ www.vattavan.com อีกครั้งเมื่อ 4 ธันวาคม 2551
ชื่อของบทความ ก็ตรงไปตรงมาอีกคือ
จำลอง ศรีเมือง กบฏและผู้นำการก่อการร้าย....
ต้องโดนนนนน?!?
(http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=112)
บทความดังกล่าว ผมเริ่มด้วยการอ้างถึงบทความแรก ดังต่อไปนี้
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 หลังจากที่
แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ได้ทำการยึดสนามบินภาคใต้ ก่อความเดือดร้อนให้นักท่องเที่ยว ผู้คนตระหนกตกใจ
ผมได้เขียนลงในประชาทรรศน์ ใช้ชื่อบทความ ว่า
“ประชาธิปัตย์จงฟัง อย่าให้คนเขาลือกันว่าเป็น...พรรคก่อการร้าย!!!”
ตอนหนึ่งได้เขียนเอาไว้ ดังนี้...
....การเดินเกมการเมืองนอกสภา ของพรรคประชาธิปัตย์
ดังที่ได้แจงให้ฟังกันนี้ ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมา ในบ้านเมืองนั้น
ยังไม่ร้ายกาจเท่ากับเสียงร่ำลือกันหนาหู
เรื่องพรรคเก่าแก่นี้ ตกเป็นที่ต้องสงสัยของผู้คน ว่า
อยู่เบื้องหลัง...การยึดสนามบิน ที่ภาคใต้ของประเทศ!
นี่เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร แต่มาถึงวันนี้ ผู้คนบ้านเราพูดถึงราวกับว่า
มันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ และไม่แตกต่างอะไรกับการกระทำความผิด
ของบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 8 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหา
ในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT
เรื่องอย่างนี้ ฝรั่งต่างด้าวท้าวต่างแดนถือว่า
"เป็นเรื่องใหญ่นัก ยอมกันไม่ได้!" เพราะการใช้กำลัง
เข้ายึด "สนามบิน-นานาชาติ" นั้น สังคมระหว่างประเทศ
เขาถือว่า เป็นการ
"ก่อการร้าย!"
หรือพูดให้เต็มยศหน่อย คือ "การก่อการร้ายสากล!!"
เดิมประเทศของเรานั้น ก็ไม่ได้มีบทบัญญัติในเรื่องนี้เป็นพิเศษ
แต่ปัจจุบันนี้ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1
บัญญัติให้การกระทำลักษณะนี้ เป็นการ "ก่อการร้าย" เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ
ดังนั้น หากการสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
การยึดสนามบินครั้งนี้ หากมีพรรคการเมืองใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นก๊วนเก่าแก่ หรือกลุ่มการเมืองใหม่ที่ไหนก็ตาม ดันไปหนุนหลัง
การกระทำเช่นว่านั้นเข้าแล้ว แม้คนไทยจะให้ความสำคัญน้อย
...แต่โลกอารยะ ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ผมยังได้เขียนอธิบายความเพิ่มเติมอีกด้วยว่า
ข้อหาก่อการร้ายนั้น
เป็นความผิดมูลฐานของกฎหมายฟอกเงิน
ที่เพิ่งเพิ่มเข้าไปใหม่เป็น ความมูลฐานที่ 8 ซึ่งจะต้องติดตามมา ด้วยการ...
ยึดทรัพย์ ของทั้งผู้ก่อการ ผู้ร่วมหรือสนับสนุน การกระทำความผิด!
ไม่รู้ว่า นักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งนายทุน นายธนาคาร
ที่กำลังถูกระแวงสงสัยว่า ได้มีส่วนในการสนับสนุนการก่อการร้าย นั้น
สำเหนียกกัน บ้างหรือเปล่า?
ที่ต้องหยิบมาทบทวนกัน เพราะเวลาผ่านไปเนิ่นนานพอสมควร
เชื่อว่าหลายท่านคงจะลืมไปแล้ว เลยต้องนำมาทบทวนกันอีกครั้ง
ต้องขอเรียนว่า
การที่ผมยกเรื่อง “การก่อการร้าย” มากล่าวอ้างในครั้งนั้น
ก็ด้วยมีความประสงค์ ที่จะให้มีการดำเนินคดี กับผู้ฐานก่อการร้าย
ด้วยการยึดสนามบินในภาคใต้ และผมรู้ด้วยว่า
เจ้าหน้าที่ตำรวจปักษ์ใต้ ในเขตพื้นที่ที่มีการยึดสนามบินไว้นั้น
ได้ตั้งรูปสำนวนการสอบสวน เอาไว้แล้วด้วย
ดังนั้น ต้องขอเรียกร้องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้
ผู้บัญชาการตำรวจฯ มอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจคนใดคนหนึ่ง
รับผิดชอบไปดำเนินการสอบสวน เช่นเดียวกับคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งบัดนี้...
ผู้ต้องหาพวกพันธมาร ที่ตำรวจออกหมายเรียก
เริ่มทยอยมอบตัวกันเป็นจำนวนมากแล้ว
ส่วนหัวโจกก็พยายามเล่น “ลูกยื้อ” แอ๊คอาร์ทไปตามประสา
ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เพียงแต่
ผมและท่านผู้อ่าน ในฐานะคนดูก็ต้องทำใจ
เพราะอย่างไรเสีย ท้ายที่สุดแล้ว
คนพวกนี้ก็ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการทางศาล อย่างแน่นอน
หลีกเลี่ยงไปไม่ได้...เด็ดขาด!
การที่ผมเรียกร้องให้ดำเนินคดีข้อหา “ก่อการร้าย”
กับผู้ยึดสนามบินภาคใต้ด้วยนั้น ก็เพราะเห็นว่าเป็นความผิดชัดแจ้ง
พยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งพยานบุคคล และวัตถุพยาน สมบูรณ์
ไม่แพ้คดีผู้ก่อการร้าย ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง
อีกทั้งการสอบสวนคดียึดสนามบินในต่างจังหวัด
จะทำให้พี่น้องประชาชนเห็นชัดว่า
คดีผู้ก่อการร้าย ยึดสนามบินภาคใต้นั้น
พรรคการเมืองหรือนักการเมืองพรรคใด ที่เป็นหัวโจก
อีกทั้งยังเป็นการขจัดข้อครหา ที่พูดกันว่า
คดีเสื้อแดงเร่งฟ้อง
คดีพันธมาร ดองเปรี้ยวดองเค็ม!
ตอนนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การดำเนินคดีกับพวก
พันธมารนั้น อาจไม่ได้รับผลอะไรเลย
เพราะขนาดคนจงใจขับรถทับตำรวจ พยายามฆ่าชัดๆ ยังไม่ต้องติดคุกเลย
ชาวบ้านเขาพูดกัน อย่างนี้นะครับ!
คดีพยายามฆ่าตำรวจที่ว่านี้ ผมเชื่อว่า
อย่างไรเสียพนักงานอัยการคงจะต้องอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลย
ให้หนักกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
เพราะเป็นเรื่องใหญ่ กระทบกับความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในประเทศ
พลเมืองเหล่านั้นเห็นหลักฐานการกระทำความผิด
ที่มีบันทึกไว้เป็นวีดิทัศน์อย่างชัดเจนแล้ว สังคมก็เห็นพ้องต้องกันว่า
ผู้กระทำความผิดอย่างนี้ สมควรที่จะต้องได้รับโทษจำคุกให้เป็นเยี่ยงอย่าง
จึงต้องพยายามให้ศาลสูง เห็นตรงกับวิญญูชนในประเทศนี้!
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาตำรวจ ก็ต้องเอาใจใส่
หากเกรงว่าพนักงานอัยการจะไม่อุทธรณ์ ก็ต้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
และผู้เสียหาย ต้องทำคำร้องถึงพนักงานอัยการโดยตรง
โดยแจ้งความประสงค์ว่า
ในฐานะที่ตัวเป็นผู้บังคับบัญชา (และตัวผู้เสียหายเองด้วย)
ต้องร้องขอให้พนักงานอัยการพิจารณาอุทธรณ์
ให้ศาลลงโทษสถานหนักกับจำเลยด้วย
เพราะสังคมจะปล่อยให้ไอ้คนพยายามฆ่าตำรวจชัดๆอย่างนี้
มันลอยนวลไป...ไม่ได้หรอกครับ!!
ในการฟ้องร้องแกนนำ น.ป.ช. ต่อศาล และฝ่ายผู้ต้องหาแสดงความไม่พอใจ
เพราะคิดว่า พนักงานอัยการไม่ให้ความเป็นธรรม
เพราะก่อนหน้านั้น ฝ่ายผู้ต้องหา
ก็ได้ยื่นคำร้อง ขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการไปแล้ว
โดยขอให้สอบสวนพยานฝ่ายตนเพิ่มเติม และขอนำพยานหลักฐานอื่น
ที่อยู่นอกเหนือจากหลักฐานของกรมสอบสวนพิเศษ
ให้พนักงานอัยการทำการรวบรวมเพิ่มในสำนวนการสอบสวน
เพื่อจะได้ใช้พิจารณาประกอบในชั้นพนักงานอัยการ แต่...
ฝ่ายอัยการไม่ตอบสนอง กลับเร่งเรื่องยื่นฟ้องคดีต่อศาลเลย!
ตรงนี้แหละครับ ที่ฝ่าย น.ป.ช.
แสดงความไม่พอใจ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการ
และเรื่องการดำเนินการที่เป็นสองมาตรฐาน
ระหว่างคดีของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ก็ถูกหยิบยกมาพูดกันอีก
สั่งสมความไม่พอใจให้ กับฝ่ายเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น!!
ผมได้สดับตรับฟังมาว่า
คนเสื้อแดงได้มีการนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็น
พูดจาปรับทุกข์ระหว่างกันในจังหวัดของตัว
และมีบางส่วนก็ข้ามจังหวัดไปคุยกันแบบเปิดเผย ไม่แยแส
หรือยำเกรงต่อคำสั่ง ศอฉ. และมีกิจกรรมสัมพันธ์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
ซึ่งทำให้ทางรัฐบาลและฝ่ายทหาร
ที่เคยคิดว่าขบวนการเสื้อแดงน่าจะ “ฝ่อ” ไป แต่แท้ที่จริงแล้ว...
กลับเติบโตและดูจะแข็งแกร่ง มีพลังมากกว่าเดิมด้วย!!!
มีการโจษจันกันว่า ทางรัฐมนตรียุติธรรมเข้าแทรกแซง
ด้วยการมีหนังสือเร่งรัดคดีไปยังพนักงานอัยการ บ้างก็บอกว่า
เป็นเพราะทางรัฐบาลร้องขอในทางลับ ให้พนักงานอัยการเร่งฟ้องไปก่อน
แต่มีอีกกระแสข่าวว่า
หากอัยการสูงสุดไม่เร่งฟ้องคดีคนเสื้อแดง
ตัวนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดเองนั่นแหละ
จะเป็นฝ่ายถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา
ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของป.ป.ช.
ซึ่งผู้คนที่ติดตามข้อเขียนของผมมาโดยตลอด ก็พอจะเดาได้ว่า
คณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้น...อยู่ข้างไหน!?
เรื่องนี้นั้น ผมเองยังเห็นไม่สอดคล้องด้วยนัก
เพราะอัยการสูงสุดคนนี้ เท่าที่ติดตามมา ก็ทราบว่า
ตัวเขาหลุดจากข้อกล่าวหา
เรื่องการทุจริตกรณีทางด่วน มาครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลืออีกเรื่องหนึ่ง
และยังคงอยู่ในกำมือของ ป.ป.ช. ผมเองยังไม่ได้ยินความก้าวหน้าเพิ่มเติม
ในเรื่องดังกล่าว ว่ามีผลกดดันตัวนายจุลสิงห์ฯเท่าใด เพียงแต่ผมคิดว่า
หากมีเรื่องค้างพิจารณาที่ ป.ป.ช.เช่นว่าจริง
ตัวนายจุลสิงห์ฯเองก็คงไม่เป็นห่วงเท่าไหร่ ทั้งนี้ผมดูจากการที่เจ้าตัว
ได้สำแดงความเป็นตัวเอง ด้วยการกล้า ‘หัก’ คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ในเรื่องคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ และคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง กทม.อันอื้ฉาว
จนเป็นเหตุให้ ป.ป.ช. ประกาศจะต้องฟ้องคดีทั้งสองนี้เอง
ด้วยการว่าจ้างสภาทนายความ ดำเนินการเช่นเดียวกับคดีกล้ายาง
(ที่เขาลือว่า ค่าทนายแพงลิบลิ่ว!)
ความจริงเรื่องนี้ จะเป็นไปตามที่คาดกัน
หรือจะเป็นเพียงละครตบตาชาวบ้าน
ตัวอัยการสูงสุดคือนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ เองเท่านั้น
ที่ทราบดีกว่าใครๆ!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
เวลาที่บ้านเมืองของเรา แตกแยกกันอย่างรุนแรงนั้น
การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
อันมีผลกระทบกับกลุ่มขัดแย้งจะต้องถูกจับจ้อง
เพราะอาจถูกใจฝ่ายหนึ่ง
แต่กลายเป็นเรื่องไม่ถูกใจ หรือ ‘ผิดใจ’ กับอีกฝ่ายหนึ่งได้โดยง่าย
เมื่อบ้านเมืองของเรา ไร้ซึ่งความสามัคคี
ผู้คนแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายชัดเจนอย่างนี้ ไม่มีใครฟังใคร
เพราะเวลานี้ ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้เลือกข้างกันแทบจะสมบูรณ์แบบแล้ว
ดังนั้น หากเห็นคดีก่อการร้ายของฝ่ายหนึ่ง
มีการเร่งรีบทำการสอบสวน และพนักงานอัยการก็สั่งฟ้องอย่างรวดเร็ว
โดยไม่สนใจ
ที่จะดำเนินการตามคำร้องขอความเป็นธรรมของฝ่ายที่ตกเป็นฝ่ายผู้ต้องหา
แต่การดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายพันธมารตกเป็นผู้ต้องหา
มีการดำเนินการอย่างล่าช้า
เพราะมีเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมกัน แบบไม่รู้จักจบจักสิ้น
มีการเลื่อนการสั่งคดีกันไปแล้ว ก็เลื่อนกันอีกแบบซ้ำซาก
คดีจึงอืดไม่ไปถึงไหน เหมือนเข็นเรือเกลือตอนติดแห้ง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย
อย่างไรก็ตาม แม้คดีจะล่าช้า
เพราะโรคเลื่อน หรือเล่ห์การถ่วงคดี
หรือเพราะมีตัวช่วยที่มีอิทธิฤทธิ์พิเศษ อย่างที่เห็นกันก็ตามที
แต่คดีคดีก่อการร้ายของฝ่ายพันธมาร ก็เดินมาถึงทางแยกสำคัญจนได้ในที่สุด 
ผมเชื่อว่า
พยานหลักฐานแจ้งชัดที่จะยืนยันความผิด เช่น
แถลงการณ์ทุกฉบับของพันธมารเสื้อเหลือง
บวกกับภาพที่ปรากฏทางจอโทรทัศน์ของพวกเขาเอง
เมื่อมาถึงจนบัดนี้ ได้กลายเป็นพยานหลักฐาน
มัดพวกเขาเอาไว้อย่างแน่นหนาพอที่จะไปพิสูจน์ความจริงกันบนศาลแล้ว
แม้คดีของฝ่ายพันธมาร
ได้เดินทางมาตามเส้นทางกระบวนการยุติธรรม อย่างล่าช้า
โอ้เอ้ศาลาราย แต่ในที่สุดก็ต้องมาถึง ‘ทางแยกบังคับ’
ให้ต้องเดินทางไปบรรจบบนศาลสถิตยุติธรรม
เฉกเช่นเดียวกับคดีของแกนนำ น.ป.ช. ที่ออกเดินทางทีหลัง
แต่ก็ไปศาลถึงก่อน!
การมีคดีคาโรงคาศาลในห้วงหนึ่งของชีวิต
ซึ่งอาจต้องกินเวลานานพอสมควร ชีวิตก็จะไม่ปกติ
ใครจะปากแข็ง โอ่ว่าตนนั้นไม่เกรงคุก ไม่กลัวตะราง
แต่พอโดนจำคุกจริงๆไปก่อนสักคดี แถมคดีอื่นทยอยตามมาด้วยนั้น
เห็นหาย ‘ปากดี’ ทุกรายไปเอง!!
...................

