ที่มา ไทยรัฐ
การ์ตูนเซีย 25/08/53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 25, 2010
คำให้การ4พยาน ไขฆ่านักข่าวยุ่น รัฐบาลไทยยังไร้คำตอบ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
นอกจาก 91 ศพในเหตุการณ์เมษาฯ-พฤษภาฯ ที่ต้องทวงถามความเป็นธรรมแล้ว
ในจำนวนนี้ที่ตกเป็นข่าวในระดับสากลก็คือ
การทวงถามสาเหตุการเสียชีวิตของนักข่าวต่างประเทศที่ต้องมาเซ่นสังเวยในเหตุรุนแรงในประเทศเรา
เช่น การเสียชีวิตของนาย "ฮิโรยูกิ มิราโมโตะ" ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์
เมื่อวันที่ 10 เมษายน และ "นายฟาบิโอ โนเลนกี้" ช่างภาพชาวอิตาลี
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
2 นักข่าวต่างประเทศกำลังจะกลายเป็นปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้น
หลังรัฐบาลของทั้งสองประเทศ มอบหมายให้สถานทูต พร้อมกับญาติคนตาย
เดินทางมาทวงถามความคืบหน้าถึงการตายครั้งนั้นมาตลอดว่าใครเป็นคนฆ่า
ทว่ารัฐบาลไทยและหน่วยงานที่รับผิดชอบในขณะนี้คือดีเอสไอ
ไม่เคยตอบคำถามได้ ทั้งที่เวลาล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว
ในกรณีนักข่าวญี่ปุ่น มิใช่จะมืดมนสับสนไร้ร่องรอย
ข่าวสดเคยติดตามพยานหลักฐานจนพบว่า เคยมีคำให้การของพยานเอก 4 ปาก
ในเหตุการณ์ 10 เมษายน ที่สามารถเป็นแนวทางในการหาตัวผู้ลั่นกระสุนได้ไม่ยาก
แต่พยานเหล่านี้ ดีเอสไอไม่เคยพูดถึง ไม่เคยนำมาเป็นเบาะแสติดตามต่อ
ย้อนไปดูหลักฐานคำให้การของพยาน 4 ปากเกี่ยวกับการตายของนายฮิโรยูกิ
เป็นคำให้การที่ถูกเก็บเงียบมานานกว่า 3 เดือน
ทั้งๆ ที่พยานทั้งหมดให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2-3 วันเท่านั้น
คำให้การดังกล่าวระบุชัดเจนถึงการตายของนายฮิโรยูกิว่ายิงมาจากฝ่ายใด
รวมทั้งมีจุดน่าสังเกตมากมายในวันเกิดเหตุ
โดยเฉพาะแสงไฟของถนนที่ดับลงอย่างจงใจ
ก่อนที่ห่ากระสุนจะสาดซัดทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
สําหรับคำให้การของพยาน
กรณีการตายของนายฮิโรยูกิ แบ่งเป็น กลุ่มผู้ชุมนุม 3 คนที่เห็นเหตุการณ์
และอยู่ในจุดที่มีการปะทะเป็นเหตุให้นักข่าวอาทิตย์อุทัยเสียชีวิต
และอีกหนึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ
เพียงเข้าไปทำหน้าที่ช่วยชีวิตโดยไม่เลือกว่าเป็นสีอะไร
ทั้ง 4 คนมีชื่อ-ที่อยู่บอกไว้ชัดเจนกับตำรวจสน.ชนะสงคราม
เจ้าของท้องที่เกิดเหตุ เรียกว่าเป็นพยานที่มีตัวตนจริงแท้แน่นอน
มี 2 คนให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 12 เมษายน
และอีก 2 คนมาให้การในวันที่ 13 เมษายน
รายแรกเป็นผู้ชุมนุมอายุ 54 ปี ระบุว่า ราว 1 ทุ่มวันเกิดเหตุขณะร่วมชุมนุมที่หน้าร.ร.สตรีวิทยา
ได้รับคำสั่งจากแกนนำบนเวทีให้ไปขัดขวางทหารที่จะเข้ามาสลายการชุมนุม
จึงร่วมกับผู้ชุมนุมเข้าไปผลักดันทหารที่อยู่บริเวณสี่แยกคอกวัว
ขณะที่เดินเข้าไปนั้น มีผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในเวลาต่อมา
เดินแซงหน้าไปที่บริเวณด้านหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจนประชิดกับแนวทหาร
จากนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดในกลุ่มทหาร 1 ครั้ง
"จากนั้นทหารก็ยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลายนัด เป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ
และเห็นผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นคนดังกล่าวที่ด้านหน้าประมาณ 1 เมตร
ถูกกระสุนปืนที่ยิงมาจากฝ่ายทหาร แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ"
พยานปากที่ 2 อายุ 55 ปี ซึ่งมีชื่อ-นามสกุลระบุชัดเจน ให้การว่า
ระหว่างไปร่วมผลักดันทหารที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา
ขณะนั้นผู้ชุมนุมกำลังผลักดันกับกำลังทหาร
แล้วก็ได้ยินเสียงปืน มาจากบริเวณสี่แยกคอกวัว ซึ่งผู้ชุมนุมก็ผลักดันทหารจนล่าถอยไป
ก่อนมีเสียงปืนหลายนัดยิงมาจากฝ่ายทหารเข้ามายังผู้ชุมนุม ซึ่งพยานถูกยิงที่หน้าอกด้านขวา
บริเวณใต้ราวนมจำนวน 1 นัด ก่อนจะมีผู้มาช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล
พยานปากนี้ยังระบุว่า ไม่สามารถระบุคนยิงได้ เนื่องจากไฟมืด
แต่ยืนยันว่ามาจากฝ่ายทหารบนอาคารโรงเรียนสตรีวิทยา และหลายจุดในบริเวณเดียวกัน !!!
ข้าราชการทหาร อายุ 40 ปี ที่เข้าไปร่วมชุมนุม เป็นพยานอีกรายที่ให้การว่า
ได้เดินทางไปร่วมสนับสนุนกับผู้ชุมนุมที่บริเวณสี่แยกคอกวัว
โดยยืนอยู่แนวหน้าปะทะผลักดันกับกำลังทหารที่บริเวณถนนตะนาว
กระทั่งแนวทหารเริ่มถอยหลัง จากนั้นก็มีเสียงปืนดังมาจากด้านหลังของแนวทหารยิงเข้ามาใส่ผู้ชุมนุม
ซึ่งพยานคนเดียวกันนี้ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่บริเวณด้านหลังมือขวาแตกได้รับบาดเจ็บ
พยานยืนยันว่าอาวุธปืนที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมมาจากฝ่ายทหาร !!!
พยานปากสุดท้ายคือเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย อายุ 42 ปี มีชื่อและนามสกุลชัดเจน ระบุว่า
มากับเพื่อน 3 คน ขับรถไปลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากแยกคอกวัว
ระหว่างนั้นรับตัวนายฮิโรยูกิ จากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ช่วยเหลือพาส่งร.พ. ซึ่งผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว
เมื่อจับชีพจรดูปรากฏว่าไม่เต้นแล้ว จึงพยายามปั๊มหัวใจแต่ก็ไม่สำเร็จ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจึงได้นำร่างของผู้ตายส่งมอบให้เจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาล
พยานคนเดียวกันนี้ ยังให้การระบุว่า ทราบว่าเป็นผู้สื่อข่าวจากบัตรที่คล้องคอ
สภาพบาดแผลถูกยิงเป็นรูเล็กประมาณนิ้วก้อย จำนวน 1 แผล ที่บริเวณเหนือราวนมซ้าย
ด้านหลังด้านขวาเป็นรูประมาณนิ้วหัวแม่มือ และมีโลหิตไหลออกมาจำนวนมาก คาดว่าน่าจะถูกอาวุธปืน
ที่น่าสนใจก็คือในคำให้การของพยานหลายปาก ระบุตรงกันว่า
ระหว่างการผลักดันกันไปมา จู่ๆ ไฟถนนก็ดับลงพร้อมกับเสียงกระสุนที่สาดออกมาจากแนวทหาร
หากไม่ใช่เหตุบังเอิญที่ไฟถนนดับพอดี ก็น่าจะเป็นการจงใจดับไฟ !??
ตำรวจที่สอบปากคำระบุว่า
คำให้การของพยานทั้ง 4 ปากส่งให้ดีเอสไอ ที่รับผิดชอบคดีไปนานนับเดือน แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
เพราะเวลาที่ผ่านมากว่า 3 เดือน นานเกินไปที่จะทนรอต่อไปได้
ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งการผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้กระทุ้งรัฐบาลไทยเร่งหาคำตอบให้ชัด
ใครคือผู้รับผิดชอบต่อการตายของนักข่าวรายนี้
ขณะเดียวกันญาติของนายฮิโรยูกิ ตัดสินใจบินมาสอบถามด้วยตัวเอง
ร้อนถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ต้องสอบถามไปยังดีเอสไอ
แต่ก็ยังเงียบ
จนกระทั่งเมื่อเช้าตรู่ วันที่ 24 สิงหาคมนี้เอง นายคัตสึยะ โอกาดะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น
เดินทางมายังประเทศไทย และไปปรากฏตัวที่บริเวณสี่แยกคอกวัว
เพื่อไปยืนไว้อาลัยให้กับคนในชาติของตนเองที่มาเสียชีวิตบริเวณดังกล่าว
ภาพนี้ตบหน้าใครบ้าง!!
ลูกไล่สหรัฐ
ที่มา โลกวันนี้
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คุมขังนายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท อายุ 43 ปี สัญชาติรัสเซีย
อดีตทหารหน่วยเคจีบี ซึ่งเป็นพ่อค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ระดับโลก
เจ้าของฉายา “พ่อค้าความตาย” เพื่อรอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนภายในเวลา 3 เดือน
หากถึงกำหนดยังไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้ปล่อยตัวนั้น เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
เพราะความขัดแย้งของ 2 มหาอำนาจคือ
สหรัฐกับรัสเซีย ทำให้ประเทศไทยเหมือนหญ้าแพรกท่ามกลางช้างสาร
เพราะก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552
ให้ยกคำร้องของอัยการโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าความผิดที่กล่าวหา
นายบูทข้อหาร่วมมือกับขบวนการ FARC ที่ต่อต้านรัฐบาลโคลอมเบีย
เป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์และมุ่งหวังทางการเมือง จึงมีลักษณะเป็นคดีการเมือง
ที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
แต่อัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์โดยยื่นหลักฐานเพิ่มให้ดำเนินคดีอาญาคือ
1.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าผู้อื่น
2.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐ
3.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการจัดหาและใช้อาวุธสงครามต่อต้านอากาศยาน และ
4.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการสนับสนุนอย่างมีสาระสำคัญให้กับองค์การก่อการร้ายต่างประเทศ
ซึ่งละเมิดกฎหมายสหรัฐในฐานะผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธสงคราม
คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ทำให้สหรัฐแถลงแสดงความพอใจทันที
ขณะที่รัสเซียก็แถลงตำหนิและระบุว่ามีแรงกดดันจากสหรัฐ
ทั้งประกาศจะขัดขวางไม่ให้ส่งตัวนายบูทจนถึงที่สุด นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า
รัฐบาลไทยได้ผลประโยชน์จากสหรัฐด้วยการซื้อเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กในราคาพิเศษ 3 ลำ
จะจริงหรือเท็จก็ตาม
สื่อของสหรัฐก็แสดงความประหลาดใจต่อคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ไทย
แต่นายบูทยังมั่นใจว่าจะชนะคดีในสหรัฐ ขณะที่วงการทูตก็เชื่อว่า
ปัญหาขัดแย้งทางการทูตจากคดีนี้จะจบลงด้วยวิธีแก้ไขทางการทูต
ซึ่ง 2 มหาอำนาจอาจมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษสำคัญระหว่างกัน
แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าศาลไทยแทรกแซงไม่ได้
แต่การเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐที่เดินทางมาไทยอย่างถี่ยิบ
ตั้งแต่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศและกลุ่ม ส.ว.สหรัฐก่อนหน้าการตัดสิน
หรือท่าทีของสหรัฐต่อสถานการณ์การเมืองของไทยช่วง “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
ที่สนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก็ทำให้รัสเซียและประชาคมโลกสามารถมองตรงข้ามกับรัฐบาลไทยได้เช่นกัน
เพราะก่อนหน้านี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศเคียงข้างสหรัฐ
ในการต่อสู้กับกลุ่มอัลกออิดะห์
แม้ไทย-สหรัฐจะเชิดชูว่าเป็นมหามิตรระหว่างกันมายาวนาน
แต่ประชาคมโลกกลับมองว่าประเทศไทยเป็นแค่ลูกไล่ของสหรัฐ
แม้จะสิ้นสุดยุคสงครามเย็นไปแล้วก็ตาม
แต่นโยบายต่างประเทศของไทยก็ยังติดยึดกับสหรัฐอย่างมาก
แทนที่จะดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระ
และคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว
ซึ่งมหาอำนาจโลกวันนี้ไม่ได้มีแค่สหรัฐหรือรัสเซีย
ลิ้นหลายแฉก!
ที่มา โลกวันนี้
โดย นายหัวดี
ไม่มี “บทสรุป” เพราะทุกอย่างสรุปในตัวมันเองอยู่แล้ว
สำหรับ “ซากศพ” ของ “ไพร่ไม่มีเส้น”
ที่ “ศูนย์อับเฉา” โยนไปให้ “ดีแต่ไอ” ชำแหละและแต่งเติม “ซากศพ” ไปตามที่สวรรค์สั่ง
“ตัวจิ๊กซอว์ยังไม่ครบถ้วน แต่ยืนยันจะทำความจริงให้ปรากฏ
บางรายก็มีข้อมูลพอสมควร แต่ยังไม่เห็นภาพรวมทั้ง 91 ศพ
จึงขอเวลาสอบสวนต่อเพื่อให้ทราบว่าใครเป็นผู้ทำให้ตาย
คดีนี้ไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดาที่พบศพในบ้าน
มีร่องรอยงัดแงะ พยานหลักฐานอยู่ในวิสัยที่จะคลี่คลายได้ไม่ยากนัก ต่างจากคดีนี้”
ส่วนการชันสูตรศพของ 2 ผู้สื่อข่าวต่างชาติ
ที่ถูกญาติพี่น้องเดินทางไล่จี้เป็นเวลาถึง 4 เดือน มีคำตอบว่า
เป็นกรณีพิเศษที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จึงสรุปได้แค่เบื้องต้นว่าเป็นการเสียชีวิตจากกระสุนปืนความเร็วสูง
วิถีการยิงจากหน้าไปหลัง และชนิดของอาวุธ
“ไม่มีรายละเอียดหรือสันนิษฐานว่าใครยิง
เพราะขาดพยานที่อยู่ใกล้ผู้เสียชีวิต ทั้งยังมีทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตสูญหาย 3 รายการ”
ง่าย สั้น กระชับ และชัดเจน!
91 ศพจึงจะถูกโยงไปกับ “ไอ้โม่งชุด” ในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย” ต่อไป
เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ “ทรราชฟันน้ำนม” ในการใช้ พ.ร.ก.ฉกฉวย
เพื่อไล่ล่าและกวาดล้าง “ไพร่ไม่มีเส้น” ต่อไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง
ถ้ายังไม่สะใจก็ไปเข่นฆ่ากันใน “ขุมนรกอเวจี” ต่อ
เพราะสงครามครั้งนี้ไม่มีแต่คำว่า “ตัวกู-พวกกู” ที่ “ความถูกต้อง-ชอบธรรม” อยู่ที่ “อีแอบใหญ่”
เพราะ “ศูนย์อับเฉา” และ “ดีแต่ไอ” ไม่ใช่แค่ “นกมีหนู หนูมีปีก”
แต่ยังมี “ลิ้นหลายแฉก” ที่ได้แต่พ่นน้ำลายให้ “ขาว” เป็น “ดำ”
หรือ “ดำ” เป็น “ขาว” หรือจะขุ่นๆมัวๆเทาๆได้ตามที่ปรารถนา
แต่ “ความจริง” ก็คือ “ความจริง” ที่ไม่มีวันตาย เพราะคนทั่วโลกเห็น “คนตาย”
เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง แถมยังเห็น “ฆาตกร” ตัวเป็นๆ
ทั้ง “ตัวพ่อ” ที่สั่งการ และ “ตัวลูก” ที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็น
แม้วันนี้ “ฆาตกรตัวพ่อ” ยังอยู่ในอำนาจ “ความจริง” จะยังไม่ปรากฏ
และยังโกหกตอแหลต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ไม่มีใครหนีพ้น “กฎแห่งกรรม” แม้ “ซากศพ” พูดไม่ได้
แต่ “ความจริง” ไม่มีวันตาย เหมือนประวัติศาสตร์ที่จะบันทึกไว้ตราบชั่วลูกชั่วหลานว่า
ใครคือ “นายกฯ 100 ศพ”?
ใครคือ “ฆาตกร”?
ดังนั้น ไม่ว่า “ศูนย์อับเฉา” และ“ดีแต่ไอ”
หรือ “ทรราชฟันน้ำนม” จะตีหน้ายิ้มระรื่นตะแบงเรียกร้องความปรองดอง
ก็เป็นได้แค่ความปรองดองใน “อ้อมกอดอำมหิต” ที่อยู่บน “ซากศพ” และ “กองเลือด”!
ปุจฉาเปิดผนึกถึงพระไพศาล วิสาโล: ต้องปฏิรูป “อัตตาธิปไตย” หรือ “ปูชนียบุคลลาธิปไตย?
ที่มา ประชาไท
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
23 สิงหาคม 2553
หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านบทสัมภาษณ์ของพระไพศาล วิสาโล ที่มีชื่อว่า “พระไพศาล วิสาโล: ปฏิรูปอัตตาธิปไตย – ‘อภิสิทธิ์’ ต้องกล้านำความเปลี่ยนแปลง” แล้ว ผู้เขียนเกิดความข้องใจและไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เพราะหากพระไพศาล วิสาโลให้สัมภาษณ์ในฐานะของกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ผู้เขียนก็เห็นว่า จุดยืน ท่าทีและทัศนคติดังที่พระไพศาลได้แสดงออกมาในบทสัมภาษณ์นี้ หากสะท้อนไปถึงจุดยืน ท่าทีและทัศนคติของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ด้วยแล้ว คณะกรรมการชุดนี้ก็คงเหมือนดังเช่นคณะกรรมการชุดอื่น ๆ ที่มีมาในประเทศไทย นั่นคือ ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น
ก่อนอื่น เนื่องจากพระไพศาลมิใช่บุคคลทั่วไปในสังคมไทย แต่มีฐานะพิเศษในสถานะของ “พระภิกษุ” ซึ่งพุทธศาสนิกมีข้อผูกมัดต้องให้การเคารพ ทว่าเนื่องจากผู้เขียนมิใช่ผู้นับถือศาสนา ผู้เขียนจึงไม่มีข้อผูกมัดในทางศาสนาและความเชื่อที่จะต้องให้ความเคารพต่อ พระภิกษุเป็นพิเศษเหมือนดัง เช่น ศาสนิกชนทั่วไป แน่นอน ผู้เขียนมีข้อผูกมัดในทางสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่พึงให้ความเคารพต่อ พระไพศาลในฐานะผู้อาวุโสกว่าและในฐานะมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนก็จะให้ความเคารพตามข้อผูกมัดนี้ ไม่น้อยกว่านี้และไม่มากไปกว่านี้ ดังนั้น หากจะมีผู้อ่านท่านใดมาวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่าผู้เขียน โดยยกเอาบาปกรรมนรกมายัดเยียดให้ ย่อมเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะผู้เขียนมิได้มีข้อผูกมัดในทางศรัทธาความเชื่อ อุปมาดั่งหนึ่งเอาจริตมารยาทของมนุษย์ไปใช้กับช้าง ย่อมเป็นเรื่องน่าหัวเราะ
การนำแนวคิดทางศาสนามาประยุกต์ใช้กับสังคม นั้น มีปัญหาที่มักถูกมองข้ามไปสองประการ ประการแรก เนื่องจากศาสนาเป็นเรื่องที่เน้นการวิเคราะห์แก้ปัญหาของตัวบุคคล เมื่อพยายามขยายแนววิธีคิดของศาสนามาใช้กับสังคม โดยเฉพาะสังคมสมัยใหม่ ย่อมมีปัญหามาก จริงอยู่ ศาสนาทุกศาสนาย่อมกล่าวอ้างอิงถึงสังคมไม่มากก็น้อย แต่เนื่องจากศาสนาเกิดขึ้นมานานแล้ว การนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนจึงมักมีปัญหามากพอสมควร ประการที่สอง การนิยามของ “ความดี” “ความชั่ว” “ความจริง” ของศาสนา ถ้าไม่เป็นไปตามคัมภีร์ทางศาสนาที่มีอยู่ ก็มักต้องอาศัยผู้รู้ทางศาสนาไม่กี่คนมาเป็นผู้นิยาม เมื่อนำนิยามนั้นมาใช้กับคนทั้งสังคม ซึ่งก็มีทั้งผู้นับถือศาสนาอื่น ผู้นับถือนิกายอื่น ผู้ไม่นับถือศาสนา ฯลฯ ปะปนอยู่ การต่อต้านย่อมเกิดขึ้น ลงท้ายแล้ว การพยายามขยายนิยามของศาสนามาใช้กับสังคมก็มักไปกันไม่ได้กับระบอบ ประชาธิปไตย
การเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก โดยละเลยปัญหาเชิงโครงสร้าง หรืออย่างมากก็กล่าวถึงโดยผิวเผิน แต่ขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงนั้น เป็นประเด็นที่เห็นได้ชัดในบทสัมภาษณ์ของพระไพศาล เริ่มต้นมาท่านก็กล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า ความขัดแย้งทั้งหมดมีทักษิณเป็นศูนย์กลาง (ซึ่งท่านไม่ได้ขยายความว่า คำว่า “ศูนย์กลาง” นี้หมายถึง “สาเหตุ” “ต้นตอ” “ตัวการ” กินความมากน้อยแค่ไหน) จากนั้นท่านก็ยกบุคคลดัง ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ ทั้งพลเอกเปรม นายอภิสิทธิ์ เนลสัน แมนเดลา เฟรเดอริก เดอ เคลิร์ก จิมมี คาร์เตอร์ อันวาร์ ซาดัต ฯลฯ กล่าวถึงบทบาทที่คนเหล่านี้กระทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม โดยใช้วาทกรรมที่มุ่งเป้าเกี่ยวกับตัวบุคคลเป็นหลัก เช่น ความรัก ความเข้าใจ การไว้วางใจกัน การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ตัวกูของกู อัตตาธิปไตย ฯลฯ
ผู้เขียนอ่านแล้วสงสัยว่า แล้วประชาชนอยู่ตรงไหน?
ใน จักรวาลทางสังคมของพระไพศาลนั้น ประชาชนเป็นแค่คำคำหนึ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีความคิด ไม่มีเลือดเนื้อลมหายใจ ไม่มีชื่อ ไม่มีฐานะ โง่เง่าต่ำหยาบ คิดแต่หาประโยชน์ใส่ตัว คนเหล่านี้ถูกปิศาจร้ายตัวหนึ่งชื่อทักษิณหลอกล่อจูงจมูกจนรู้จักอวดอ้าง สิทธิ เรียกร้องหาการเปลี่ยนแปลงที่ “อาตมาไม่แน่ใจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า?” สรุปว่าประชาชนเหล่านี้ย่อมไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไร “ดี” สำหรับตัวเอง ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ต้องรอบุคคลดัง ๆ ปูชนียบุคคลเด่น ๆ มาคุยกันสบาย ๆ ในห้องบรรยากาศดี ๆ แล้วปัญหาร้ายกาจทุกอย่างก็จะคลี่คลายได้ทันที ประดุจดังแฮร์รี พอตเตอร์เอาไม้กายสิทธิ์มาโบกก็ไม่ปาน
สิ่งที่พระไพศาลมองไม่เห็นก็ คือ กว่าเนลสัน แมนเดลาจะมีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับเดอ เคลิร์กนั้น เขาไม่ได้ต่อสู้มาคนเดียว เบื้องหลังเขาคือคนผิวดำไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนคน มีทั้งจับอาวุธลุกขึ้นสู่กับรัฐบาลเหยียดผิว เช่น ขบวนการ African National Congress (ANC) ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคก่อนเนลสัน แมนเดลาและตัวแมนเดลาเองก็เป็นสมาชิกและกลายมาเป็นผู้นำคนหนึ่งของขบวนการ ฝ่ายซ้ายนี้ ยังไม่นับแรงงานและผู้หญิงอีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลุกขึ้นต่อสู้ด้วยการนัด หยุดงาน ประท้วง เดินขบวน ดื้อแพ่ง ฯลฯ เสียชีวิตเลือดเนื้อน้ำตากันไปเท่าไร หากไม่มีประชาชนที่ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหล่านี้ แมนเดลาจะเอาอำนาจอะไรไปเจรจาต่อรองกับเดอ เคลิร์ก? เป็นไปได้หรือที่อยู่ดี ๆ ชนชั้นนำผิวขาวของแอฟริกาใต้จะเกิดดวงตาเห็นธรรมหรือแมนเดลาใช้อำนาจวิเศษ บุญบารมีของตัวมาดลบันดาลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้?
หากพระไพศาล ศึกษาประวัติศาสตร์ให้ลึกซึ้งกว่านี้ ท่านจะทราบว่าทุกการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าบนโลกใบนี้ ล้วนมีประชาชนผู้หยาบกร้านสละชีวิตทำให้มันเกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่มีซากศพหรือจะมีวีรบุรุษ? ไม่มีสามัญชนหรือจะมีปูชนียบุคคล? ไร่นาบ้านเมืองนั้นแผ้วถางสร้างขึ้นจากมือของประชาชนทั้งสิ้น แม้แต่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ยังเสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาก่อน
จริง อยู่ พระไพศาลได้พูดถึง “การกระจายอำนาจ” อยู่บ้าง แต่ก็พูดเหมือนเป็นสูตรสำเร็จที่ใคร ๆ ก็พูดกัน มิหนำซ้ำในบทสัมภาษณ์ยังตั้งเงื่อนไขแฝงไว้หลายอย่าง เช่น ไม่ควรใช้แนวทางประชานิยม เป็นต้น พระไพศาลคงไม่เข้าใจว่า คำว่า “การกระจายอำนาจ” นั้น หมายรวมถึงการยอมรับใน “การกำหนดชะตากรรมตัวเอง” (self-determination) ของประชาชนด้วย หากพระไพศาลในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยยังไม่ยอมรับใน “การกำหนดชะตากรรมตัวเอง” ของประชาชนหรือไม่แน่ใจว่า “สิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า” แล้วท่านจะ “ไว้ใจ” ประชาชนด้วยการกระจายอำนาจให้อย่างแท้จริงได้อย่างไร หรือจะกั๊ก ๆ อำนาจไว้ให้ปูชนียบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ มาคอยกำหนดชะตากรรมให้ประชาชนตามนิยามแห่ง “ความดี” “ความงาม” “ความจริง” ที่ลิขิตจากเบื้องบนลงมาสู่เบื้องล่าง?
หากมองไม่เห็นประชาชนที่มี ตัวตน หากไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างเท่าเทียม หากจำได้แค่ชื่อและบทบาทของปูชนียบุคคลเด่นดัง แต่มองไม่เห็นหัวประชาชน วาทกรรมสวยหรูประเภท “กระจายอำนาจ” “การพัฒนาจากล่างขึ้นบน” “กลับไปสู่ชุมชน” ฯลฯ สุดท้ายแล้วก็เป็นแค่วาทกรรมที่ท่องตาม ๆ กัน หาสาระอันใดไม่ได้
จากจุดยืนและทัศนคติในแบบ “ปูชนียบุคคลาธิปไตย” นี่เอง ทำให้มีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปอย่างน่าประหลาดในคำให้สัมภาษณ์ของพระไพศาล สิ่งที่ขาดหายไปนั้นก็คือ ความตายของ 91 ศพในเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต พระไพศาลไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลย ไม่ได้เอ่ยถึงว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร จะเยียวยาอย่างไร จะปรองดองอย่างไร ราวกับ 91 ศพนั้นไม่ดำรงอยู่ ไม่มีตัวตน ไม่มีใบหน้า ไม่มีชื่อ
เพราะพวกเขาเป็นแค่ประชาชนกระมัง ไม่ใช่ปูชนียบุคคล พวกเขาจึงไม่อยู่ในพิกัดเรดาร์ความรับรู้ของท่าน
แต่ การมีคนตายเกือบร้อย บาดเจ็บอีกหลายพัน เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ยังไม่นับคนจำนวนมากที่ถูกฆ่าจับกุมคุมขังอีกไม่รู้เท่าไรตามต่างจังหวัด เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มันไม่ใช่เหตุการณ์ปรกติที่พึงเกิดในสังคมอารยะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะให้ปฏิบัติเหมือนหมาตัวหนึ่งตายกลางถนนได้อย่างไร? จะให้ขับรถต่อไปโดยไม่หันไปมองเพราะกลัวอุจาดตาได้อย่างไร? เมื่อความผิดเกิดขึ้น ก็ต้องมีการแก้ไขและมีการรับผิด จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วบอกให้สังคมไทยเดินหน้าโดยยึดมั่นในหลักแห่งศาสนา ผู้เขียนไม่ทราบว่าท่านเห็นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องตลกหรือ?
มีคำ ๆ หนึ่งที่พระไพศาลใช้ในคำให้สัมภาษณ์คือคำว่า “กระจายความรัก” ผู้เขียนอ่านแล้วให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก เพราะพาลให้นึกถึงละครไทยที่ตัวละครด่าทอตบตีข่มขืนฆ่ากันมาตลอดเรื่อง แล้วจู่ ๆ ตอนจบทุกคนก็หันมารักกันกอดกัน Together We Can
ชีวิตจริง ย่อมไม่เหมือนละครไทย ท่านจะให้คุณพ่อของน้องสมาพันธ์ ศรีเทพ คุณแม่ของคุณกมลเกด อัคฮาด พี่ชายของคุณมงคล เข็มทอง ภรรยาของคุณลุงบุญมี เริ่มสุข และคนอื่น ๆ อีกเกือบร้อยคน มา “กระจายความรัก” ให้ฆาตกรที่ฆ่าบุคคลอันเป็นที่รักของเขา มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ให้อภัยย่อมเป็นไปได้ แต่จะให้ลืมแล้วมากอดกันหน้าชื่น ย่อมสุดวิสัยของมนุษย์
การ “กระจายความรัก” แบบนั้นยังมีข้ออันตรายอยู่ในตัวเองด้วย เมื่อมีความผิดเกิดขึ้น แทนที่จะเรียกร้องให้มีการรับผิด กลับเรียกร้องให้ลืมและให้อภัยกัน นี่ไม่เท่ากับเป็นการให้ท้ายอาชญากรรมหรอกหรือ? หากมีคนมาฆ่าบิดามารดาของท่านตาย ถึงแม้ท่านให้อภัยได้ กระจายความรักได้ แต่ฆาตกรผู้นั้นย่อมต้องมีความผิดตามกฎหมายกระบิลเมืองอยู่ดี (ยกเว้นกฎหมายกระบิลเมืองไม่มีต่อไปแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) นี่ไม่ใช่เรื่องที่ปัจเจกบุคคลจะมาตัดสินเอาตามความพอใจของตน แต่เป็นเรื่องกฎกติกาของสังคมที่ต้องรักษาไว้
ในหลาย ๆ กรณี “การกระจายความรัก” ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย มิหนำซ้ำจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายลงกว่าเดิม ทำให้บ้านเมืองไร้ขื่อแป อาชญากรย่ามใจ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ทำอะไรผิด ๆ ชั่ว ๆ มาอย่างไรก็ทำผิด ๆ ชั่ว ๆ กันต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประเด็นต่อมาเป็น เรื่องที่ลูกสาวของผู้เขียนตั้งคำถามถามต่อผู้เขียน และผู้เขียนขอนำมาถามพระไพศาลต่ออีกทอดหนึ่ง ลูกสาวของผู้เขียนได้ตั้งคำถามว่า ทำไมพระไพศาลสามารถออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเช่นนี้ได้โดยไม่มีความ ผิด แล้วทำไมเมื่อพระชาวบ้านบางรูปแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพียงแค่อยู่ในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำไมพระเหล่านั้นจึงมีความผิด?
คำถามนี้ผู้เขียนไม่สามารถตอบได้ เพราะมิใช่ผู้มีความรู้ในด้านศาสนาและกิจของสงฆ์
แต่ คำถามที่ผู้เขียนไม่เข้าใจและอยากตั้งคำถามต่อพระไพศาลก็คือ ในเมื่อการสอบสวนความตายของ 91 ศพที่ดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบ ยังไม่มีผลสรุปออกมาอย่างแน่ชัด เหตุใดพระไพศาลจึงออกมารับรองความชอบธรรมในการเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างออกหน้าออกตาขนาดนั้น?
พระไพศาลได้กล่าวถึงนาย อภิสิทธิ์ว่า “คุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แสดงออกเท่าที่ควร โดยเฉพาะในยามวิกฤติ” “คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งมีสติปัญญา ถ้าสามารถสร้างแนวร่วมได้มากพอ ก็อาจจะมีกำลังพอที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูป แม้จะไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ แต่เท่าที่ทราบคุณอภิสิทธิ์ไม่ค่อยสนใจหาแนวร่วมเท่าไร” “อาตมาคิดว่าคุณ อภิสิทธิ์ อาจมีวิสัยทัศน์ไกล แต่อาจจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอำนาจที่สายตาสั้น คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องหาพวก สร้างแนวร่วมที่อาจจะพอทัดทานกลุ่มอำนาจเดิม และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้”
คน ส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่หูไม่หนวกตาไม่บอด ไม่ได้ปัญญาอ่อน ไม่ได้เด็กทารกเกินไปหรือเฒ่าชราเกินไป ไม่ได้เจ็บป่วยจนไม่รับรู้เรื่องราว เกือบทุกคนย่อมทราบดีว่า คนเสื้อแดงตั้งข้อกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีส่วนต้องรับผิดต่อความตาย 91 ศพที่เกิดขึ้น ความรับผิดนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนายอภิสิทธิ์ออกมาอย่างชัดเจน ก็ยังต้องถือว่านายอภิสิทธิ์เป็นคู่ขัดแย้งของคนเสื้อแดงอยู่
การ ที่พระไพศาล วิสาโล ทั้งในฐานะพระปัญญาชนแถวหน้าของประเทศและในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาให้สัมภาษณ์รับรองนายอภิสิทธิ์ถึงขนาดนี้ (ถึงจะวิจารณ์อยู่บ้าง แต่ใครที่อ่านหนังสือออก ย่อมอ่านแล้วเข้าใจทันทีในความหมายว่า นายอภิสิทธิ์ดีพอที่จะเป็นผู้นำประเทศ) จะให้ผู้อ่านคิดว่าพระไพศาลเลือกข้างแล้ว? ใช้สถานะของสงฆ์มาเอื้อประโยชน์ทางการเมือง? คณะกรรมการปฏิรูปไม่มีความเป็นกลาง? อันที่จริง หากพระไพศาลต้องการจะชมเชยนายอภิสิทธิ์อย่างไร ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไว้รอให้ดีเอสไอสรุปผลชันสูตรศพออกมาชัด ๆ ก่อนก็ได้ กระนั้นก็ควรคำนึงถึงสถานภาพและหัวโขนของตนด้วย มิฉะนั้นแล้ว แทนที่จะทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น กลับจะยิ่งเป็นการผลักคนเสื้อแดงออกไปและตอกย้ำข้อวิจารณ์เรื่องสองมาตรฐาน ยิ่งกว่าเดิม
ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากกล่าวถึงก็คือ เป็นเรื่องดีที่พระไพศาลเอ่ยถึงกองทัพและการปฏิวัติรัฐประหารว่าเป็นส่วน หนึ่งของปัญหา ผู้เขียนอยากเสนอความคิดว่า ความเกลียดกลัวทักษิณอย่างเกินกว่าเหตุและไร้สติ จนราวกับทักษิณเป็นปิศาจร้ายนั้น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามของทักษิณไปปลุกผีสร้างปิศาจอีกตนหนึ่งขึ้นมาเพื่อหวังจะ ใช้กำราบทักษิณ กองทัพก็คือปิศาจร้ายอีกตนนั่นเอง เมื่อกองทัพออกจากหม้อแม่นาคมาแล้ว ก็ยากจะยอมกลับลงไปอีก คราวนี้แทนที่สังคมไทยจะมีปิศาจตนเดียว ก็เลยกลายเป็นมีปิศาจเพิ่มเป็นสองตน นี่ยังไม่นับปิศาจที่มองไม่เห็นอีกตนหนึ่ง รวมกันแล้วกลายเป็นปิศาจสามตน (มองเห็นสอง มองไม่เห็นหนึ่ง) สร้างความยุ่งขิงอีนุงตุงนังให้แก่บ้านเมืองเรายิ่งนัก
ผู้เขียนเอง ก็เป็นผู้หนึ่งที่แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยชอบทักษิณ ไม่ชอบมาตั้งแต่เขาอยู่พรรคพลังธรรมของจำลอง ศรีเมืองด้วยซ้ำ ผู้เขียนไม่ชอบเขามาก ๆ ถึงขนาดชิงชัง เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนไม่เคยเล่าให้คนนอกครอบครัวฟังก็คือ ทุกครั้งที่ผู้เขียนได้ยินเสียงเขาทางวิทยุตอนเช้า ๆ ผู้เขียนจะมีอาการปวดท้องอยากเข้าห้องส้วมทุกทีไป ที่เอามาเล่านี่ไม่ใช่อยากจะตลกหยาบโลน แต่ต้องการให้เห็นภาพว่าผู้เขียนไม่ชอบเขามากขนาดไหน
แต่การที่ผู้ เขียนเกลียดขี้หน้าทักษิณ ไม่ชอบพวกแกนนำเสื้อแดง ไม่เห็นด้วยกับการไปตั้งป้อมค่ายชุมนุมที่ราชประสงค์หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ผู้เขียนก็ไม่เห็นว่า ความเกลียดหรือความไม่เห็นด้วยนี้จะเป็นเหตุอันควรที่ผู้เขียนพึง ลดบรรทัดฐานทางจริยธรรม ของตัวเองจนยอมรับการฆ่าเพื่อนมนุษย์ตายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ ผู้เขียนคิดว่าเราไม่ควรปล่อยให้ความเกลียดความกลัวมาครอบงำจน ไม่มีสติ และปล่อยให้ มาตรฐานทางศีลธรรม ของเราบิดเบือนไป เราไม่ควรสู้กับความกลัวด้วยการสร้างความกลัวที่มากกว่า เราไม่ควรสู้กับปิศาจด้วยการสร้างปิศาจอีกตนขึ้นมา (อย่าลืมว่าเรามีปิศาจที่มองไม่เห็นด้วย) เราไม่ควรสู้กับความไร้เหตุผลด้วยความไร้เหตุผลที่บัดซบกว่าเดิม และเราต้องไม่ยอมลดบรรทัดฐานทางจริยธรรมของตนเองลง ไม่ว่าเราเป็นผู้มีศรัทธาในศาสนาหรือไม่ก็ตาม
ใบอนุญาตฆ่าคน (Licence to Kill)
ที่มา ประชาไท
ชำนาญ จันทร์เรือง
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 24 ส.ค. 53
เหตุการณ์ การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ในจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้ง 91 ราย นั้น มีนักข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย 2 คน และ มีกรณีที่สื่อมวลชนได้รับ บาดเจ็บมากถึง ๑๐ ราย โดยในจำนวนนี้บางรายอาจต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกายไปตลอดชีวิต นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเซ็นเซอร์และปราบปรามสื่ออีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่หลังช่วงหลังทศวรรษ 1990
ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว ต่างฝ่ายต่างป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้กระทำความเสียหาย ให้เกิดขึ้น ซึ่งตราบจนบัดนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่จะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสียครั้งนี้ หนึ่งในองค์กรที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีผลการสอบสวนปรากฏออกสู่สาธารณ ชนไปทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือ องค์กรของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Reporter without Borders หรือ Reporters sans frontières โดยจัดทำเป็นรายงานการสอบสวน (investigation report)ในชื่อว่า THAILAND LICENCE TO KILL
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้สัมภาษณ์และวิเคราะห์ในกรณีสื่อมวลชนได้รับการคุกคาม ดังต่อไปนี้
1. การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน นาย Fabio Polenghi
2. การเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ
3. กรณีการบาดเจ็บของนาย Nelson Rand ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ France24
4. กรณีการปิดกั้นเว็บไซต์ประชาไท
5. กรณีวางเพลิงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3
6. การสัมภาษณ์นางสาว Agnès Dherbeys ช่างภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times
ในขณะเกิดเหตุ
7. กรณีนายสุบิน นวมจันทร์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนได้รับบาดเจ็บ
8. กรณีนาย Chandler Vandergrift นักข่าวอิสระชาวแคนาดาได้รับบาดเจ็บสาหัส
9. คำบอกเล่าของสื่อมวลชนชาวต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
10. กรณีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับบาดเจ็บสาหัส
องค์กร ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนตั้งคำถามว่าจำนวนสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตนั้น เป็นผลมา จากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งนี้ มีนักข่าวมากมายที่ทำงานเสนอข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และมีจำนวนหนึ่งที่อาจขาดการอบรมด้านการทำงานในพื้นที่อันตรายหรือไม่ ได้ใช้อุปกรณ์การป้องกันภัยที่พอเพียงรวมถึงการขาดการอบรมในด้านการป้องกัน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพลเมืองของทหารที่ ทำหน้าที่ควบคุมและสลายการชุมนุม หรือว่าเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากความตั้งใจ คุกคามสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนชาวต่างประเทศโดยตรง
ผู้สื่อข่าวไร้ พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่ ว่า ในช่วงวันสุดท้ายของการชุมนุมนั้นทหารได้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักข่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้เคารพ กติกาของการปฏิบัติในการรบ (Rules of Engagement) แต่อย่างใด
ซึ่งใน ประเด็นนี้ ดร.ธานี ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า ทหารได้รับคำสั่งให้เคารพ ข้อปฎิบัติเฉพาะ แต่เมื่อมีการยิงทหารไร้อาวุธในวันที่ 10 เมษายน นั้น ทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุน จริงเพื่อป้องกันตนเองจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม นปช. แต่เขาได้ย้ำว่า กองทัพไม่ได้รับการอนุญาตให้ยิงประชาชนแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญอีก ประการหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคือการเซ็นเซอร์ สื่อที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วง วิกฤติการเมือง รวมถึงการปิดปากตัวเอง (Self-Censorship) ของสื่อบางส่วนด้วย ในกรณีนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นสื่อมากมายรวมทั้งประชาไท ด้วย ทั้งนี้ ดร.ธานีได้ยืนยันกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสรีภาพสื่อเป็น อย่างยิ่ง แต่ได้เพิ่มเติมว่าสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้สื่อต้องมีความรับผิดชอบในการ ทำงาน
ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายจะสะท้อนเสียงของกรณีตัวอย่าง ๑๐ ราย
ที่ สื่อมวลชนได้รับการคุกคาม หรืออันตรายทั้งจากฝ่ายแรก ได้แก่ ทหาร หน่วยกำลังพิเศษ และทหาร รับจ้าง และฝ่ายที่สองคือผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเลือกที่จะเป็นสื่อกลางและกระบอกเสียงให้แก่สื่อมวล ชนในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังได้สัมภาษณ์ตัวแทนจากรัฐบาลไทยและทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งบางกรณีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการคุกคามสื่อมวลชน ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างชัดเจน
ผู้สื่อ ข่าวไร้พรมแดนย้ำให้เห็นความสำคัญของการสอบสวนอาชญากรรมที่เกิด ขึ้นในช่วงวิกฤติการณ์ ทางการเมืองครั้งนี้อย่างโปร่งใส และเสนอให้มีการขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระแล้วไซร้ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสีย ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ
ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องให้มีการเพิ่มทั้งทรัพยากรและอำนาจแก่คณะ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะทำงานดังกล่าวมีความอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง และ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับ เลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียก ร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้ องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำ งานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ
จะเห็นได้ว่ารายงานการสอบสวนฉบับนี้ เป็นการรายงานของมืออาชีพที่แท้จริง ที่เราทุกคนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหามาอ่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุกคามสื่อนั้นมีมาจากทั้งสองด้าน คือทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งแกนนำรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วจริง ที่สำคัญก็คือกองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข่นฆ่าประชาชน(Licence to Kill) แต่อย่างใด
แต่การสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้ อย่างไร ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจะต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเพิ่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังเช่น กรณี 6 ตุลาออกมาเสียก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็ตาม การนิรโทษกรรมนี้ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ (หากจะมีผู้หยิบยกและให้สัตยาบันต่อไปในภายหน้า) แต่อย่างใด
กวีประชาไท: ดำทั้งแผ่นดิน
ที่มา ประชาไท
เพียงคำ ประดับความ
"ฝากบทกวีเนื่องในวันครบรอบการอุบัติขึ้นของใครบางคนที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตยไทย"
"ดำทั้งแผ่นดิน"
แต่งดำไว้ทุกข์ทุกหย่อมหญ้า
เพื่อย้ำว่ามวลประชาระทมทุกข์
ฉีกกระชากหน้ากากแห่งความสุข
ที่ซ่อนซุกความร่มเย็นอันจอมปลอม
...ประชาชนยากแค้นแสนสาหัส
คุณดื่มกินอำนาจรัฐอันหวานหอม
ประชาชนกินน้ำตาอย่างตรมตรอม
ภายใต้การมอมเมาอันยาวนาน
คุณเล่านิทานผ่านนายหน้า
สูบเลือดเนื้อมวลประชาเป็นอาหาร
ขูดรีดความภักดีอย่างโอฬาร
ประวัติศาสตร์สายธารนั้นจารจำ
อำมาตยาธิปไตย
ไม่เคยสร้างคุณอันใดที่เลิศล้ำ
ฉุดกระชากมวลชนมาจองจำ
ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำดำเนินไป
สร้างวาทกรรมความไม่พร้อม
ประชายอมยกพลีชีวิตให้
กดหัว...กดหัว...มันต่อไป
อย่าได้ลุกขึ้นยืนหลังตรง
เราพร้อมตั้งแต่เราเป็นมนุษย์
สิ้นสุดนิทานกากับหงส์
สองตีนจะลุกยืนอย่างทระนง
จะบุกป่าฝ่าดง...ก็ตีนกู
จะตะโกนกู่ก้องร้องประกาศ
เพื่อขับไล่มวลปีศาจที่สิงสู่
นี่ชีวิต...นี่ชะตากรรม...ของกู
กูจะสู้ เพื่อกู...ประชาชน!!!
หมาย เหตุ: บทกวีบทนี้อ่านครั้งแรกในงาน "วันดอกไม้จันทน์" 26 สิงหาคม 2552 บทเวทีสนามหลวง ในคืนฝนตกหนักจนเวทีถล่ม ทุกอย่างยังจมอยู่ในความทรงจำ เมื่อครั้งการต่อสู้ยังหอมหวาน
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(25สิงหาคม):ข่าวลับจากสไปเดอร์แมน ทุกคนสบายดี อยู่ในที่ปลอดภัย..
ที่มา Thai E-News
สนามเลือกตั้งสก.-บรรยากาศ พรรคเพื่อไทยขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง สก.และสข.ในภาพที่เขตยานนาวาท่ามกลางผู้สนับสนุนล้นหลาม จนพรรคประชาธิปัตย์ต้องหาเสียงด้วยการเตะตัดขาพรรคการเมืองใหม่ที่มีฐาน เสียงกลุ่มเดียวกันว่า หากไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองใหม่ จะทำให้พรรคเสื้อแดงชนะเลือกตั้ง
โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
25 สิงหาคม 2553

***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตย เครือข่าย Face Book เพื่อความเสมอภาคเชิญชวนชาวเสื้อแดงร่วมกิจกรรม ดำทั้งแผ่นดิน ขจัดสิ้นสองมาตรฐาน ระหว่างวันที่ 24-26สิงหาคม53 โดยให้ทุกคนแต่งชุดดำ หรือเขียนข้อความตามสถานที่ต่างๆประจานปัญหาสองมาตรฐาน รวมกลุ่มหน้าศาลากลางผูกผ้าดำ ยื่นข้อเรียกร้องโดยสงบสันติวิธี ให้รัฐบาลยุติการไล่ล่าปราบปรามคนเสื้อแดง ให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง นปช.ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้วันดังกล่าวเป็นวาระคล้ายว้นเกิดครบรอบ 90 ปีนายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์ แกนกลางระบอบเผด็จการอำมาตย์ไทย***
***ฮือฮา...ที่บอร์ดเรารักประชาไท ซึ่งสำเริง ประจำเรือ ส.จ.จันทบุรี แกนนำเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่เคยมีบทบาทสำคัญในยุทธการ"เขาสอยดาว"กระชากลากไส้เปรม ติณสูลานท์ และพวกรุกอุทยานแห่งชาติเขาสอยดาว เคยเข้ามาเล่นเป็นประจำในชื่อล็อกอิน"สจ.จันท์"

ล่าสุดผู้ใช้นามแฝงล็อกอิน"กำนัน"แจ้งข่าวมาว่า พี่ สจ.จันท์ ฝากมาบอกว่าสบายดีครับ ทุกคนสบายดีครับพร้อมกลับมาสู้ต่อ.......เน้น...ทุกคนครับ อยู่ที่ปลอดภัย และบางทีอาจะใช้ล็อกอินผมมาโพสบอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่พี่เขาประสบมา..

ข่าวนี้ ทำให้ชาวเสื้อแดงฮือฮา เนื่องจากสจ.จันท์นั้นปึ้กกับ"พี่กี้ร์" จึงเท่ากับยืนยันว่า"ทุกคน"ไม่ว่าจะเป็นอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ฮีโร่สไปเดอร์แมนของคนเสื้อแดง, แรมโบ้อีสาน เป็นต้น อยู่รอดในที่ปลอดภัย***
***ขอบคุณสันติบาลที่ไปหาข่าวกิจกรรมเสื้อแดงมาลงทางสื่อ ทำให้คนเสื้อแดงรู้ว่าเคลื่อนไหวคึกคักกันขนาดไหน

วันที่ 25 สิงหาคม เวลา 08.30 น. ประยูร จันทรุสอน แกนนำ นปช.จ.นครราชสีมา / ประธานชมรมรักย่าโม และ ผู้บริหารสถานีวิทยุชุมชนไทยสินธนาคลื่น 93.5 MHz จะจัดงานทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้ไว้ใช้บริหารและในการเคลื่อนไหวของสถานี วิทยุ ตั้งอยู่ที่ 564 ม.10 ต.โคกกรวด อ.เมือง นครราชสีมา โดยเชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น. กลุ่ม นปช.ปทุมธานี กำหนดจัดงานสังสรรค์คนเสื้อแดงใช้ชื่องานว่า “ใจถึงใจ ห่วงใยเพื่อน” ที่วัดแสงสรรค์ ต.คลองสอง องธัญบุรี ปทุมธานี จำหน่ายบัตรใบละ 300 บาท เพื่อนำเงินรายได้ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมที่แยกราช ประสงค์
วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น.กลุ่ม 24 มิถุนาประชิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จัดงาน “จิบน้ำชา” ครั้งที่ 4 ณ สมาคมศิษย์อำนวยศิลป์ ถ.ประชาชื่น เขตจตุจักร กทม. โดยในงานมีการเสวนาหัวข้อ แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ก้าวต่อไปคนเสื้อแดง

มีผู้ร่วมเสวนา เช่น นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แกนนั่งนักวิชาการ ดำเนินรายการโดยนายสมยศ แกนกลางสมัชชา19พฤษภาคม จำหน่ายบัตรใบละ 379 บาทเพื่อนำเงินไปสมทบการตั้งสมัชชา 19 พฤษภาคม(สมัชชาประชาธิปไตย) ซื้อบัตรได้ที่สำนักงานเรดพาวเวอร์ห้างอิมพิเรียลเวิร์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 กทม. โทร. 081-5517017 089-5007232 081-4000433***
วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 07.00 น. นปช.ชัยนาท นำโดยนายสมเกียรติ ยศสกุล จะทำบุญครบรอบ 100 วัน การเสียชีวิตของนายธนโชติ ชุ่มเย็น การ์ด นปช.ที่ เสียชีวิตจาการร่วมการชุมนุม ที่วัดโพธิ์ศรีศรัธาธรรม ม.4 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท จากนั้นเวลา 17.00 น.จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านพักเลขที่ 61 ม.3 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท
วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 17.00-20.00 น.กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กลุ่ม คนเสื้อแดงแคมฟรอก และ ไซเบอร์กำหนดจัดกิจกรรมจำลองเหตุการณ์ที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบยิงบริเวณสถานีรถไฟ BTS ศาลาแดง โดยจะมีการทำกิจกรรมผูกผ้าแดง จุดเทียน ระลึกถึงเสธ.แดง เขียนข้อความไว้อาลัยบทกวีและร้องเพลง “นักสู้ ธุลีดิน”
วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 11.00 น. กลุ่ม นปช.จ.พะเยา จะทำบุญลี้ยงพระที่สถานีวิทยุชุมชนคลื่นประชาธิปไตย 87.75 MHz เลขที่ 94 ม.1 ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา มีนายทูล เวชกลาง เป็นผู้ดำเนินรายการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงและเป็นสื่อ กลางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้กลุ่มสมาชิก จากนั้นเวลา 17.00 น.จะเป็นการพบปะสังสรรค์ของกลุ่มสมาชิก***
***กลุ่มนักรบไซเบอร์ จากเวบบอร์ดเรารักประชาไท เวบบอร์ดinternetfreedom ขอเชิญชวนพี่น้องคนเสื้อแดงร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพลและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต 91 ศพจากการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลโจร ในวันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553 ที่วัดปทุมวนาราม งานนี้ใครจะนำอาหารคาวหวานไปสมทบก็ยินดี รวมพล เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปเจอกันที่วัดปทุมฯ***
***ขอเชิญร่วมงานทำบุญครบ 100 วัน น.ส. กมนเกด อัคฮาด กำหนดการเริ่มงาน วันที่ 28 ส.ค. 53 กำหนดการ

07.30-ร่วมรับประทานอาหารเช้า
10.30-พิธีสงฆ์-เลี้ยงเพลพระ
12.00-ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-แจกของที่ระลึก-ร่วมพบปะพูดคุย
...
สถานที่จัดงาน145/226 ม.พูนสินธานี 1 ซ.เคหะร่มเกล้า 64 ถ.ราษฎร์พัฒนา แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. โทร: 085-1459328 begin_of_the_skype_highlighting 085-1459328 end_of_the_skype_highlighting คุณแม่พะเยาร์ 080-4477803***
***แดงอเมริกา ขอ เชิญพี่น้องในรัฐอิลลินอยส์ มาร่วมปิคนิคสังสรรค์ และเสวนา เพื่อแสวงหาประชาธิปไตยและความยุติธรรม แก่ประเทศไทย ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น. ที่ warren Park 6601 N. Western Ave., Chicago, IL 60645 จัดโดย ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://illinoisredshirts.blogspot.com ในงานมี สันทนาการ ร่วมร้องเพลง อ่านบทกวี รับของที่ระลึกจากชมรม เสวนาวิชาการ และขอร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน***
***ขอเชิญท่านมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย นั่น คือ การนำระบบลูกขุนมาใช้ในกระบวนการทางศาล เพื่อให้ศาลเชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยสากล ซึ่งจะเป็นหนทางของการได้มาซึ่งความยุติธรรม เช่น ไม่เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี สวบสวนข้อเท็จจริง

ในวันที่ 29 ส.ค. 2553 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องเพทาย รร.รัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน ดังโปสเตอร์ที่แนบมา***
***ขอเชิญพี่เสื้อแดงทุกท่านเข้าร่วมงานเปิดแนวคิด ทิศทางประเทศไทย ณ ตลาดน้ำสุวินทวงศ์ คลองหลวงแพ่ง จ.ฉะเชิงเทรา(พื้นที่ติดเขตหนองจอก) วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.
• เปิดแนวรบทางปัญญาโดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน)เปิดแนวคิดแดงสยาม
• พร้อมด้วยสหายนักเขียน"รุ่งโรจน์ วรรณศูทร" นำเสนอ"หลักการสร้างประชาธิปไตย สมบูรณ์ 14 ประการ"
• ชมนิทรรศการภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยนักข่าวภาคสนาม หนังสือพิมพ์สารรักษ์เมือง
• แจกโพสเตอร์การ์ตูนการเมืองทุกคนที่มาร่วมงานโดย ทองธัช เทพารักษ์
• ทีมงานD.J.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงร่วมเปิดแนวคิดประชาธิปไตยนำโดย ก่องข้าวเหนียว
ใน บรรยากาศธรรมชาติสองฝั่งคลองหลวงแพ่ง พี่น้องเสื้อแดงร่วมรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ บนเรือกอและ ของจริงที่นำมาจากจังหวัดปัตตานี จัดโดย กลุ่มแดงอิสระ 4 ภาคจุ ดประสงค์ เพื่อระดมทุน ผลิตหนังสือพิมพ์ สารรักษ์เมือง(RED NETWORK)
สำรองที่นั่งกับ คณะกรรมการกลุ่มแดงอิสระประกอบด้วย คุณ อนุสรณ์ณ เชียงใหม่ 081-4079250 คุณสุรสิทธิ์ แก้วนามอมตะ (คมแฝก) 081-5342955 คุณกานดา บานชื่น 087-6900947 คุณสุธี พลวัฒน์ 086-2795092 คุณธรรศพงศ์ ธนจรัลศิริโช(ณรงค์)083-8956894 คุณพิจิตตรา พิมสาร 087-9870357 ***
***หนังสือ Red Power ฉบับที่สี่ กระหึ่ม แผงหนังสือทั่วประเทศแล้ว เข้มข้นทุกเนื้อหา พบกับบทวิเคราะห์ บูรพาพยัคฆ์ กระชับอำนาจ สร้างรอยร้าวในกองทัพ ค้นหาคำตอบใครฆ่าเสธแดง เบื้องหลังคดีพันธมิตรยึดทำเนียบสนามบินอืดอาดล่าช้าร้อนแรงทุกเรื่องราว กับบทความเรื่องยุบปชป.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ แผนอุบาทว์ก่อนชาติล่ม อภิมหานางพญาเปิดสตง. ท้าทายทุกบรรทัด ด้วยบทชี้นำสะท้านฟ้า สะเทือนดิน และเรื่องราวปากคำผู้บาดเจ็บพยานรู้เห็นผู้ก่อการร้ายจบชีวิตอย่างไร พร้อมกับ ขำขันและการเมืองเรื่องบันเทิง หาซื้อ Red Power ฉบัยที่ 4 ร้านซีเอ็ด ดอกหญ้า บีทูเอสและแผงหนังสือทั่วไป ***
***ปิดท้ายด้วย กิจกรรมทางเฟซบุ๊ค โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการกดโหวต UDD red shirt Princess หมดเขต 31 สิงหาคมนี้ อยากให้กำลังใจสาวๆเสื้อแดงท่านไหน เชิญแวะเข้าไปโหวต กดตรงนี้ ***
งานทำบุญ 100 วันวีรชน แคว้นนอร์ทไรน์ เยอรมนี
ที่มา Thai E-News

โดย Rojana Treiling
เมื่อ ว้นที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมาคนเสื้อแดงในเยอรมนีได้จัดทำบุญ 100 วันให้กับพลตรีขัติยะ สวัสดิผล และวีรชนคนเสื้อแดงขึ้นที่แคว้นนอร์ทไรน์ เยอรมนี โดยโอกาสนี้มีชาวเยอรมันคือ Dr.Antony Dockweiler และDr.Christina Dockweiler ร่วมเป็นเจ้าภาพ
งานบุญนี้เพื่อทำบุญครบ 100 วันรำลึกถึงเสธ.แดง นายพลทหารกล้าของประชาชนไทย และเหล่าวีรชนประชาธิปไตยไทยผู้สูญเสีย ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
กิจกรรม เริ่มขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พี่น้องเสื้อแดงจากทุกแคว้นในเยอรมนี และยุโรป และมิตรสหายเสื้อแดงทุกสายธารก็ได้หลั่งไหลกันมาตามนัด ทั้งจากเบอร์ลิน โคโลญจ์ แฟรงเฟิร์ท ฮัมบรูร์ก ร่วม 50คน สู่ตำบลBergkamen เมือง Dortmund แคว้น นอร์ทไรน์เวสฟาล
ในงานมีพระสงฆ์มาร่วมทำพิธี ดังนั้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างชาติจึงได้ร่วมพิธีสงฆ์โดยพร้อมหน้า พร้อมอธิษฐานปรึกษาหารือ นำปัญหาบ้านเมืองมาร่วมวงวิจารณ์ระลึกถึงเหล่าวีรชนผู้เสียชีวิตในการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยไทยเล่าสู่กันฟัง
งานนี้เป็นที่สนใจของผู้สื่อข่าวท้องถิ่น และ สื่อสิ่งพิมพ์ได้รายงานไปหลายฉบับ ดังได้คัดลอกมาจากสื่อออนไลน์ฉบับหนึ่ง ชื่อว่า derwesten.de รายงานข่าวเรื่อง Gebete für die Toten von Bangkok
รายละเอียดข่าวภาษาเยอรมัน มีดังต่อไปนี้
Overberge. Ein Blumenmeer liegt zu Fuessen des goldenen Buddhas. Raeucherstaebchen duften. Die drei Moenchen sitzen im Schneidersitz mit gefalteten Haenden auf dem Boden, ein duenner Faden liegt ueber ihren Unterarmen. Sie singen mit geschlossenen Augen eingaengige meditative Rezitationen. Gut 50 Gaeste tun es ihnen gleich. Ihre Gebete sollen zu den Ahnen gehen. Mit ihnen die Erinnerung an die ueber 100 Toten, die am 19. Mai in Thailand erschossen wurden, weil sie eine Demokratie wollten.
Aus Berlin, Koeln, Frankfurt und aus dem gesamten Ruhrgebiet haben sich Mitglieder buddhistischer Gemeinden am Samstag im Wohnzimmer von Amnui Dockweiler versammelt. Dafuer ist Phrakhrukhunasarasophon, der Praesident des Dhamayut-Ordens in Europa, eigens aus Hamburg angereist. Mit ihm ein weiterer Moench. Auch Phasuyanto ist dabei. Ein Moench, der ehemals der Dortmunder Gemeinde angehoerte, dort nach heftigen internen Querelen ausgeschlossen wurde und jetzt wieder seinem Amt als ranghoechster Moench nachkommen darf.
Eine Besucherin, die ein T-Shirt der Demokratie-Bewegung traegt, holt eine Zeitung aus ihrer Tasche. Dort sieht man regelrecht abgeschlachtete Menschen. „Es ist schrecklich, was dort passiert ist“, sagt sie. „Die Menschen wollten Demokratie vom Koenig – bekamen sie aber nicht. Stattdessen wurden viele erschossen“, erinnert sich Amnui Dockweiler. „Aber wir kaempfen weiter“, betont sie. Sie, die schon seit 30 Jahren in Deutschland lebt, sorgt sich um ihre Familie in der thailaendischen Heimat. Wie so viele andere ihrer Landsleute.
Es sind aber auch Buddhisten aus Laos oder Vietnam, die an diesem Morgen in ihrem Wohnzimmer zusammen mit den Moenchen beten. Es ist ein buddhistisches Ritual, nach 100 Tagen jenen zu Gedenken, die verstorben sind. Nach dem Gebet legt jeder Einzelne ein Schuesselchen mit Reis, Gebaeckkugeln oder anderen Lebensmittel den Moenchen zu Fuessen. Erst wenn die drei Maenner die Gaben als Mittelsmaenner zu den Heiligen und Ahnen verspeist haben, duerfen die Betenden ueber die Unmenge von Koestlichkeiten, die im Garten in einem Wok schmort, auf dem Grill brutzelt und unablaessig aus Autos abgeladen wird, essen. Moenche, so die buddhistische Tradition, duerfen nicht um Essen bitten. Sie bekommen es von den Glaeubigen.
Noch mehrfach wiederholt sich die Zeremonie an diesem Vormittag. Zum Schluss segnen die Moenche die Anwesenden. Sie alle hoffen, dass ihre Gebete irgendwann erhoert werden und ihr Land irgendwann tatsaechlich zu einer Demokratie wird.
*******
ภาพกิจกรรมทำบุญ100วันที่เยอรมัน


Tuesday, August 24, 2010
สิริสกุล ใสยเกื้อ:'หนีไม่ได้ ควรอยู่กับประชาชน'
ที่มา Thai E-News
รักระหว่างรบ-แม้ ว่า "ณัฐวุฒิ" จะถูกคุมขังแต่ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้ "แก้ม" ได้ชุ่มชื่นหัวใจ นอกจากลูก 2 คนแล้ว ทุกวันที่มาเยี่ยมสามีที่เรือนจำ สามีจะบอก "รัก" ทุกครั้งที่มาเยี่ยม ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยเอ่ย "คำนี้" บ่อยนัก สิ่งนี้เอง "แก้ม" บอกว่า ดีเหมือนกันวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นโอกาสได้ยินคำว่ารักจากปากสามีทุกครั้งที่ มาเยี่ยม
โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
ที่มา คมชัดลึก
กว่า 3 เดือนที่ "แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในข้อหา "ผู้ก่อการร้าย" หน้าห้องผู้ต้องขังที่เคยมี "ผู้หลักผู้ใหญ่" ของพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจ "ผู้ต้องหา"และ "ญาติ" อยากคึกคักเริ่มลดจำนวนลง เนื่องจากระยะเวลาการจองจำที่ยาวนานขึ้นนั่นเอง
แต่สำหรับคนในครอบครัวของ "แกนนำ นปช." ยังคงมาเยี่ยม "ญาติ" ที่ถูกคุมขังอย่างสม่ำเสมอ

"แก้ม" สิริสกุล ใสยเกื้อ ผู้เป็นทั้ง "เมียณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" และแม่ลูกสอง คือ "ช้างน้อย" ด.ช.นปก และ "ตราตรึง" ด.ญ.ชาดอาภรณ์ ใสยเกื้อ ยังคงเดินทางมาเยี่ยมสามีตามปกติ
หลังจากเดินออกจากห้องเยี่ยมผู้ต้องหาพร้อมโยนก้อนกระดาษทิชชูลงทิ้งในถัง ขยะ แล้วหันมายิ้มทักทาย "นักข่าว" ที่ยืนรอสัมภาษณ์อยู่บริเวณหน้าห้องเยี่ยมเรือนจำผู้ต้องหา
ระหว่างเดินกลับเพื่อไปขึ้นรถที่จอดรออยู่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหา นคร "แก้ม" ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่ "ณัฐวุฒิ" ถูกคุมขังต้องเลี้ยงลูกสองคนเพียงลำพัง สมัยก่อนเมื่อตั้งท้องลูกชายคนโตยังทำงานอยู่ที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แต่เมื่อคลอดลูกชาย "น้องช้างน้อย" จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอย่างเดียว เพราะสามีแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวเลย ถ้านับเวลา 1 ปี "ณัฐวุฒิ" อยู่บ้านเพียง 1 เดือนเท่านั้น ที่เหลือจะใช้เวลาอยู่กับคนเสื้อแดงเดินทางไปต่างจังหวัดตลอด
"เมื่อก่อนถามช้างน้อยรักคุณพ่อมั้ย ลูกชายจะตอบว่าไม่รัก เพราะพี่เต้น (ณัฐวุฒิ) ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก แต่เดี๋ยวนี้ถามว่ารักคุณพ่อมั้ย น้องช้างน้อยจะตอบว่ารักมากครับ ช่วงที่ชุมนุมพอถามว่าพ่อไปไหน เขาจะตอบว่าพ่อไปตามหาประชาธิปไตย แต่ตอนนี้จะบอกว่าพ่อไปทำงาน"แก้มกล่าวถึงลูกชายวัย 2 ขวบกว่า ด้วยแววตาและน้ำเสียงที่มีความสุข

พร้อมกับเล่าต่อว่า ตั้งแต่ "ณัฐวุฒิ" ถูกคุมขังมีโอกาสได้เจอหน้าลูกชายเพียงแค่ครั้งเดียวระหว่างถูกควบคุมตัว อยู่ที่ค่ายนเรศวร หลังจากนั้นไม่กล้าพาลูกไปหา เพราะกลัวเขาจดจำภาพพ่อที่ถูกล่ามโซ่แล้วเอามาถามตามวัยที่กำลังอยากรู้กลัว ทำใจไม่ได้
"แก้ม" เล่าว่า ไม่เคยห้ามณัฐวุฒิไม่ให้ไปทำกิจกรรมกับคนเสื้อแดง ซึ่งตัวเองก็ยังรู้สึกแปลกใจ แต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้รู้สึกกลัวกว่าทุกครั้ง
"การ ชุมนุมครั้งนี้แก้มกลัวเขาตาย...(อึ้งไปพักใหญ่พยายามกัดริมฝีปากน้ำตาคลอ เบ้า พร้อมกับยกแขนที่ขนลุกชันให้ดู) การชุมนุมตอนแรกต้นเดือนมีนาคมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอช่วงหลังท้องแก่ลูกคนที่สองใกล้คลอด เพราะคลอดวันที่ 10 พฤษภาคม ก็เริ่มรู้สึกกลัวว่าลูกจะได้เจอหน้าพ่อมั้ย ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ยิงกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน และช่วงพฤษภาคมก็มียิงที่โน่นที่นี่ตลอดก็เริ่มคิดในใจว่า จะถึงวันที่ 10 พฤษภาคมหรือเปล่า คิดตลอดกลัวว่าเขาจะตาย เพราะการชุมนุมครั้งนี้ไม่เหมือนเมษายนปีที่แล้ว ครั้งนี้รุนแรงกว่ามาก"
เมื่อถามว่าเมื่อห่วงว่าสามีจะตายแล้วเคยห้ามสามีไม่ให้ไปชุมนุมหรือขึ้น เวทีเสื้อแดงหรือไม่ "แก้ม" ตอบเสียงดังว่า ใช่ก็ยังแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ห้ามพี่เต้น พี่ก็งงตัวเอง หรือยุ่งกับลูกมากไปหรือเปล่า เวลาโทรศัพท์พูดคุยกันน้อยมาก แต่โทรหากันทุกวัน ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมจนสลายการชุมนุมกลับบ้านไม่เกิน 10 ครั้ง เพราะกินนอนที่ชุมนุม มีอยู่ครั้งเขาอยากเจอลูกชายจึงขับรถพาลูกไปหาที่ชุมนุมแล้วก็พาลูกกลับ
มีคนมองว่าเป็นคนใจเด็ด แต่สำหรับลูกสาวกำนันอย่าง "แก้ม" ซึ่งอยู่กับเรื่องการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่เด็กจึงมองการเมืองและการชุมนุม เป็นเรื่องปกติ "พ่อเป็นกำนัน (ปัจจุบันอายุ 80 ปี เป็นเพื่อนรักกับคุณพ่อของสุเทพ เทือกสุบรรณ) พ่อเป็นนักเลงสมัยโบราณ เป็นคนมีชื่อเสียงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมองว่าเรื่องที่พี่เต้นทำอยู่ไม่ต่างจากชีวิตเดิมสมัยอยู่สุราษฎร์ธานี แต่ส่วนตัวไม่สนใจการเมือง และไม่เล่นการเมืองแน่นอน เพราะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 ที่ณัฐวุฒิขาดคุณสมบัติ ทางพรรคเพื่อไทยจะให้ "แก้ม" ลงแทน เพราะเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็กเรียนที่โรงเรียนสตรีวิทยา ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
"อยู่แค่นี้พอแล้ว แก้มเป็นคนตรงไปตรงมา เพราะการเมืองคิดว่าไม่ค่อยตรงไปตรงมาเท่าไหร่ ไม่ชอบการเมือง 100% แต่ชีวิตนี้เกี่ยวพันกับนักการเมืองมาตลอด ตั้งแต่พ่อ ลุง และตอนสมัยที่พี่เต้นลงสมัคร ส.ส.ยังสนับสนุนเงินอีกด้วย พี่แก้มไม่เหมาะเป็นนักการเมือง และครอบครัวเลี้ยงดูมาแบบไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะโดนอะไร เพราะครอบครัวมีฐานะ แต่ไม่ได้รังเกียจนักการเมือง ส่วนตัวเป็นคนพูดไม่เป็นไปช่วยหาเสียงให้พี่ก่อแก้ว พิกุลทอง ขึ้นเวทีกว่าจะพูดนานมาก พอขึ้นเวทีพูดประโยคเดียวว่าช่วยพี่ก่อแก้วด้วยนะคะ แค่นั้น แต่กับเพื่อนจะเป็นคนคุยสนุก"
"แก้ม" เล่าถึงบรรยากาศวันคลอดลูกสาวน้องตราตรึง วันที่ 10 พฤษภาคมให้ฟังว่า วันคลอดเพื่อนพาไปคลอด พี่เต้นบอกจะมาวันคลอดก็บอกไปว่าอย่ามาเลย เดี๋ยวถูกจับ และกลัวถูกยิง แต่วันนั้นพี่เต้นไปถึงโรงพยาบาลก่อน พอพี่เห็นหน้าเขาก็ดีใจจนน้ำตาไหล เขาใส่ชุดเหมือนหมอรออยู่ภายในห้องทำคลอดก่อนแล้ว ขนาดลูกชายยังคิดว่าพี่เต้นเป็นคุณหมอ เมื่อคลอดลูกหมอก็นำลูกไปยังห้องพักเด็กอ่อนก่อน ยังอุ้มไม่ได้ ทุกวันนี้พี่เต้นยังไม่เคยอุ้มลูกสาวเลย เพราะต้องกลับไปที่เวที
เมื่อถามว่า ตั้งแต่ "ณัฐวุฒิ" ถูกคุมขังในเรือนจำ "ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย" หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหาบ้างหรือไม่ "แก้ม" คิดอยู่นานก่อนจะตอบว่า ไม่เคยโทรศัพท์มาหาแก้มโดยตรง มีคนสื่อสารมาบอก เช่น พี่ตู่ (จตุพร พรหมพันธุ์) บอกว่านายกฯ ทักษิณ เป็นห่วงนะ ให้กำลังใจ แต่ท่านเคยโทรมาหาเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ในนามพรรค ปีที่แล้วก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามว่าลำบากมั้ย มีอะไรให้ช่วยเปล่า ก็บอกไปว่าไม่มี ปีนี้ไม่ได้ถามอะไร
แต่ถ้าให้เลือกระหว่างสามีถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเหมือนเช่นทุกวันนี้ กับหลบหนีการจับกุมไปอยู่ต่างประเทศ "แก้ม" ตอบทันทีว่า
"หนี ไม่ได้ เลือกแบบนี้ เพราะว่าพี่เต้นควรอยู่กับประชาชนจนสุดท้าย ไม่ใช่ว่าคนอื่นผิด พี่เต้นโชคดีมีคนรักเขามาก เขาต้องแสดงน้ำใจกับคนที่รักเขา ถูกต้องมั้ย แต่คนอื่นไปไม่ใช่ว่าคนอื่นผิด แก้มพูดเฉพาะตัวพี่เต้น พี่เต้นควรอยู่ แม้ว่าคุณจะต้องตายคุณก็ต้องอยู่ คนเสื้อแดงเวลามาเขารักแม้กระทั่งแก้ม ขนาดแก้มไม่เกี่ยวยังรัก มาถึงแก้มสมควรแล้วที่พี่เต้นอยู่
"แก้ม" เล่าย้อนถึงเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ที่สามีผ่านทางทีวีอยู่บนเวทีครั้งสุดท้ายก่อนเข้ามอบตัวว่า มีคนลากเขาลงจากเวทีแล้วเขาก็ยังขึ้นมาพูดบนเวทีใหม่ คิดในใจว่าลงจากเวทีซะที บอกประชาชนให้เข้าใจแล้วลงจากเวทีอย่าตายเลย กลัวเขาตาย ขอให้เขารอด แต่คิดว่าแม้ว่าอยากให้เขารอด แต่เขาก็ไม่ควรหนีออกนอกประเทศ
"พี่คิดถูกที่เลือกเขา เพราะเป็นคนคบได้ ไม่ทิ้งใคร เป็นคนจริงใจ เหตุการณ์ที่เกิดไม่ได้เจ็บแค้นใคร เพราะทุกคนทำเพื่อส่วนรวม กับพี่ป๊อก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก) ก็ยังพูดคุยกันเหมือนเดิม เพราะเรียนปริญญาโทที่นิด้า (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) รุ่นเดียวกัน แต่คิดว่าทำไมต้องทำรุนแรงกันถึงเพียงนี้ หลังเหตุการณ์ที่ผ่านฟ้า ไม่คิดว่าจะมีการฆ่ากันอีกรอบ และทุกวันนี้หวังให้เขาออกจากที่คุมขังให้เร็วที่สุด แต่พี่เต้นบอกว่าอย่าไปหวังรายวัน เดี๋ยวจะผิดหวังกลายเป็นว่าเขากลับเป็นคนให้กำลังใจเรา"
แม้ว่า "ณัฐวุฒิ" จะถูกคุมขังแต่ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้ "แก้ม" ได้ชุ่มชื่นหัวใจ นอกจากลูก 2 คนแล้ว ทุกวันที่มาเยี่ยมสามีที่เรือนจำ สามีจะบอก "รัก" ทุกครั้งที่มาเยี่ยม ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยเอ่ย "คำนี้" บ่อยนัก สิ่งนี้เอง "แก้ม" บอกว่า ดีเหมือนกันวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นโอกาสได้ยินคำว่ารักจากปากสามีทุกครั้งที่ มาเยี่ยม



