ที่มา Voice TV
หลังสื่อมวลชนตกเป็นเหยื่อช่วงเหตุความไม่สงบทางการเมือง ทำให้หลายองค์กรสื่อตามหาความจริงและออกแถลงการณ์เรียกร้องหยุดคุกคามสื่อ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, August 29, 2010
'Licence to kill' พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือ ใบอนุญาตฆ่า
เสื้อแดงกำหนดยุทธศาสตร์เคลื่อนไหว เน้นผลกระทบสูง
ที่มา Voice TV
คนเสื้อแดงกำหนดยุทธศาสตร์เคลื่อนไหว เน้นผลกระทบสูง พร้อมเตรียมจัดกิจกรรม '4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์'
"เนวิน"เตรียมทุ่มงบฯ ให้ ส.ส.งูเห่าเพื่อไทยเต็มที่ "กรุง"อ้างซบ ภท.หาเงินช่วยชาวบ้าน พร้อมถูกด่าขายตัว
ที่มา มติชน "มาร์ค"ปัดพูด"กลัวไม่มีเลือกตั้ง"
เมื่อ เวลา 07.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวว่าเหตุที่ไม่ยอมยุบสภาเนื่องจากกลัวว่าจะไม่มีการเลือก ตั้ง ว่า ตนบอกเสมอว่าการจะเอาคำพูดอะไรมานั้นต้องทราบด้วยว่าคุยกันเรื่องอะไร ตนได้บอกว่าการเลือกตั้งนั้นจะมีเงื่อนไขสำคัญคือบ้านเมืองต้องสงบ เพราะถ้ายุบสภาแล้วไปเลือกตั้ง แต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขัดแย้งบานปลาย ขึ้นมาก็มีความเสี่ยงว่าเดี๋ยวไม่ได้เลือกตั้ง เพราะเห็นกันทั่วโลกว่าการเลือกตั้งนั้นแทนที่จะเป็นกระบวนการประชาธิปไตย กลับกลายเป็นการยกพวกตีกัน มีการใช้ความรุนแรง เหตุการณ์ก็ลุกลามบานปลาย จนในที่สุดมีความเสี่ยงต่อการที่จะล้มเหลวในเรื่องของการเลือกตั้ง
"เพราะ ฉะนั้นถึงได้ย้ำตลอดเวลาว่าถ้าเป็นความปรารถนาที่จะให้มีการ เลือกตั้งเร็ว อยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือกัน ทำบ้านเมืองให้สงบ และการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหมดก็ให้อยู่ภายใต้กฎหมายแล้วก็อยู่ในกติกา ของการไม่ใช้ความรุนแรงและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานทางการเมืองได้ อย่างเต็มที่" นายอภิสิทธิ์กล่าว
"กรุง"อ้างซบ ภท.หางบช่วยชาวบ้าน
นาย นที สุทินเผือก (กรุง ศิวิไล) ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย(พท.) สมาชิกคนล่าสุดของกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงสาเหตุการตัดสินใจประกาศทิ้งพรรค พท.เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ว่า ตนได้พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน และบุคคลใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน มาระยะหนึ่งแล้ว ทุกคนชักชวนให้ตนไปร่วมงานการเมืองกับพรรค ภท. แต่ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ จนเมื่อมาถึงช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ตนมาพิจารณาดูว่าการอยู่พรรค พท.ต่อไปแล้วประชาชนในพื้นที่ของตนจะได้อะไร เพราะวันนี้ในพื้นที่จ.สมุทรปราการ โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งของตน 3 อำเภอ ยังมีปัญหามากมายที่รอการแก้ไข และหลายหมู่บ้านยังไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปา
"เราต้องยอมรับว่า เป็นฝ่ายค้านวันนี้แล้วได้อะไร ผมเห็นส.ส.เพื่อไทย แต่ละคนแต่งตัวโก้ไปโก้มาแล้วประชาชนในพื้นที่ได้อะไร การผลักดันงบประมาณมันยากแสนยากแล้วจะให้ผมทำอย่างไร ผมต้องทำเพื่อประชาชนในพื้นที่ผม สมุทรปราการมี ส.ส.มาแล้ว 50 กว่าสมัย แต่ทำไมปัญหาแค่นี้แก้ไขกันไม่ได้ ผมเป็น ส.ส.สมัยแรก ผมต้องทำผลงาน ต้องมีงบประมาณมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ใครจะด่าว่าผมอย่างไรก็ได้ จะว่าผมว่าเป็นงูเห่า เป็นงูจงอาง เป็นงูอนาคอนด้า อะไรก็ได้ผมไม่ตอบโต้ จะหาว่าผมขายตัวก็ได้ แต่ผมขายตัวเพราะผมอยากมีผลงาน อยากให้ชาวบ้านมีน้ำประปามีไฟฟ้าใช้" นายนทีกล่าว
เผย"เนวิน"พร้อมจัดงบฯให้เต็มที่
นายนที กล่าวว่า การคุยระหว่างตนกับนายเนวิน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรคภูมิใจไทย มันคุยง่าย คุยกันสั้น
"คุณ เนวิน กับคุณอนุทิน บอกเลยว่าถ้าพี่ตัดสินใจมาอยู่กับเรา งบฯทุกงบฯ พี่บอกมาเลย ถ้าผมช่วยได้ผมช่วยเต็มที่ พี่ลองมาร่วมงานกับผมดูก่อน ผมก็เลยตัดสินใจมา" นายนทีกล่าว
นายนที กล่าวว่า ตนอยู่พรรคการเมืองไหนก็เคารพมติพรรคการเมืองนั้นทุกประการ ดังนั้นเมื่อออกมาจากพรรค พท.ไม่อยากไปวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองเก่า ในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตนก็โหวตไม่สนับสนุนร่างตามมติพรรค พท.แต่วันนี้ไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเดือดร้อนแล้วจะให้ทำอย่างไร ต้องแก้ปัญหา วันนี้ชาวบ้านอาจจะยังสับสนและไม่เข้าใจก็ต้องต่อสู้กับกระแสความไม่พอใจของ ชาวบ้านไปอีกระยะหนึ่ง แต่เชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าชาวบ้านจะเฉยๆ เพราะเข้าใจในสิ่งที่ตนตัดสินใจ และชาวบ้านจะหันมาเลือกที่ตัวบุคคลมากกว่ากระแสพรรค
2ส.ส.ปากน้ำร่วมประชุมภท.31ส.ค.
นาย จิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรค พท.กล่าวว่า ในการประชุมพรรค ภท.วันที่ 31 สิงหาคม ตนและนายนที จะไปเข้าร่วมประชุมที่พรรค ภท. การที่ส.ส.จะย้ายพรรคเป็นสิทธิ การที่ประกาศตัวเช่นนี้เป็นความชัดเจนว่าตนไม่ใช่อีแอบรับเงิน 2 ทาง ที่ผ่านมาทำงานให้พรรค พท.เต็มที่ ช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงก็ทำทุกอย่าง แต่วันนี้เมื่ออยู่แล้วอึดอัดเพราะคนเป็นผู้แทนแต่ทำงานให้ประชาชนไม่ได้ จึงตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรค ภท.
"บอกตรงๆ ว่าอยู่พรรคนี้ลำบาก ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพรรคเพื่อไทยสู้กับใคร สู้อย่างไรไม่มีวันชนะ ทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ครั้งที่แล้วผมได้ใบเหลืองก็เพราะเรื่องนี้ ผมบอกเลยว่าหาเสียงง่ายกว่าแก้คดี การที่ส.ส.คนหนึ่งอยู่บนความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ทั้งที่เขาเลือกเรามาทำงาน ไม่ใช่มาสร้างความขัดแย้งทางสี" นายจิรพันธ์กล่าว
มั่นใจคุยคนเสื้อแดงปากน้ำเข้าใจ
นาย จิรพันธ์ กล่าวว่า ที่พรรค พท.อ้างว่ามีการซื้อตัวส.ส.ย้ายพรรคหลายสิบล้านบาทนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีพรรคไหนจะให้เงินจำนวนมากขนาดนี้ แต่ยอมรับว่าปัจจัยหนึ่งมาจากงบประมาณในพื้นที่ เช่น งบขุดคลอง สร้างถนน สร้างอาคารเรียน ถ้าอยู่พรรค พท. การของบประมาณค่อนข้างยาก แต่ถ้าย้ายไปพรรค ภท. การของบประมาณอาจจะได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้คนในพื้นที่เป็นผู้ได้ประโยชน์
ผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณดังกล่าวเป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐธรรมนูญห้าม ส.ส.เข้าไปแทรกแซงตาม มาตรา 266 นายจิรพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว แค่นำเสนอ หลังการเขียนห้ามเอาไว้แต่ก็ยังพอพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่ในเรื่องของงบประมาณ ได้ ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีส.ส.พรรค พท.คนอื่นย้ายพรรคตามมาอีก
เมื่อ ถามว่า แสดงว่าปัญหาการกระจุกตัวของงบประมาณในพื้นที่ของส.ส.รัฐบาลมีผลต่อการ ตัดสินใจย้ายพรรค นายจิรพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คุยกันยาก สมมุติว่า โรงเรียนหลังหนึ่งมีคน 100 คนกับอีกแห่งหนึ่งมี 1,000 คนการจะสร้างอาคารให้เท่ากันเป็นไปไม่ได้ ใครคนเยอะกว่าต้องได้หลังใหญ่กว่าจะเอา 76 จังหวัดมาหารเท่ากันก็คงไม่ได้ มั่นใจว่าจะอธิบายเหตุผลการย้ายพรรคครั้งนี้ให้กับคนเสื้อแดงใน จ.สมุทรปราการเข้าใจได้
ภท.ขย่มยังมีส.ส.พท.แห่ซบอีก
ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรค ภท. กล่าวว่า พรรค ภท.จะพิจารณา ส.ส.ที่แจ้งความจำนงจะร่วมกิจกรรมกับพรรคจากความเข้าใจในความเป็นพรรคภูมิใจ ไทย ไม่ใช่ว่าใครต้องการจะมาอยู่แล้วจะรับทั้งหมด หรือมาแล้วมีเงื่อนไข กรณี 2 ส.ส.สมุทรปราการ พรรค พท. ที่ประกาศตัวมาร่วมงานการเมืองกับพรรค ภท.พิจารณาจากความต้องการที่จะทำงานให้กับประชาชน เมื่อมาอยู่พรรค ภท.แล้วสามารถสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้ เราก็พร้อมที่จะให้โอกาส
"ความจริง ส.ส.ที่ต้องการจะเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย มีมากกว่านี้ แต่บอกเป็นตัวเลขที่ชัดเจนเลยคงไม่ได้ ขณะนี้เขาเหล่านั้นยังติดเงื่อนไขบางประการ ในเรื่องของความพร้อมที่ทำให้ยังไม่สามารถเปิดตัวได้ โดยบางคนติดเรื่องการทำความเข้าใจกับทีมงานในพื้นที่ หรือบางคนติดเรื่องการรอจังหวะที่จะแจ้งกับพรรคต้นสังกัดเดิมอย่างเป็นทาง การเท่านั้น" นายศุภชัย กล่าว
ศึกในยังร้อน ศึกนอกก็แรง
ที่มา ข่าวสด
การ ที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ 2554 วงเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนนเสียง 253 ต่อ 178 เสียง งดออกเสียง 14 ไม่ลงคะแนน 21
เป็นตัวเลขที่แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังยอมรับว่าฉลุยเกินคาด
เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดความหวาดระแวงกันเองภายในรัฐบาล ว่าบางพรรคร่วมอาจฉวยโอกาสดัดหลังพรรคแกนนำ เพื่อแก้แค้นที่โดน"ทุบหม้อข้าว"โครงการเช่ารถเมล์
แต่ตัวเลขเสียงโหวตที่ออกมาก็เป็นเครื่องหมายยืนยันว่ารัฐบาลยังเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น
ความเพลิดเพลินในการจับจ่ายงบประมาณอาจช่วยให้ปัญหาขัดแย้งภายในรัฐบาลสงบลงชั่วคราว
จากนี้ไปถือเป็นภาระหน้าที่ของประชาชนในสังคมต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะนำงบ ประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใสทุกบาททุก สตางค์
ตามที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้คำมั่นสัญญาไว้กับสภาจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตามถึงพ.ร.บ.งบประมาณฯ จะผ่านสภาผู้แทนฯ ด้วยเสียงท่วมท้น
แต่การจะบอกว่าด้วยเสียงโหวตขนาดนี้อยู่ไปอีก 5 ปีก็ยังได้อย่างที่ประธานสภาชัย ชิดชอบ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนนั้น อาจเป็นการด่วนสรุปเร็วเกินไป
ก่อนสภาจะอภิปรายหลายคนคาดการณ์อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรร่างงบประมาณฉบับนี้ก็ ต้องผ่าน เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนักการเมือง ส่วนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นแค่เหตุผลบังหน้าเท่านั้น
การที่ร่างงบประมาณผ่านสภาจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
อย่าว่าแต่ยังมีอีกหลายปัจจัยทั้งเก่าและใหม่ ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลไม่น้อยกว่าเรื่องของงบประมาณ เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น การโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ เป็นต้น
โดยเฉพาะผลพวงจากเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. ที่มีคนตายถึง 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน
ที่นับวันยิ่งส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสายตาของคนไทยและคนต่างประเทศที่มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์
หลังเหตุการณ์ผ่านไป 3 เดือน
ความจริงเกี่ยวกับเดือนพ.ค.53 เริ่มไหลทะลักเหมือนเขื่อนแตก ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสกัดกั้นความจริงเหล่านั้นไว้ได้หมด
นอกจากนี้ความพยายามปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จ จริง รวมถึงการโยนความผิดไปให้ฝ่ายตรงข้าม ยังนำไปสู่ความผิดพลาดซ้ำสอง
ตัวอย่างความผิดพลาดที่ชัดเจนคือกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เร่งชงสำนวนถึงอัยการสั่งฟ้องแกนนำคนเสื้อแดง 25 คนในข้อหาก่อการร้ายและเป็นต้นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.จำนวนมาก
แต่จากนั้นไม่กี่วันก็เป็นดีเอสไอเช่นกัน ที่แถลงยอมรับยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้ง 91 ศพใครเป็นคนฆ่า
ความมั่วซั่วอันเนื่องมาจากการมุ่งรับใช้ฝ่ายการเมืองเกินไป กลายเป็นช่องให้แกนนำเสื้อแดงเตรียมหยิบยกมาเป็นประเด็นเล่นงานกลับดีเอสไอ ข้อหาฟ้องเท็จ
อย่างไรก็ตามความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังเดือนพ.ค. เริ่มมีสัญญาณบางอย่างบ่งชี้ว่าไม่ใช่เรื่องที่จำกัดวงอยู่แต่เฉพาะรัฐบาล กับคนเสื้อแดงเท่านั้น
แต่เริ่มขยายวงออกไปนอกประเทศอีกด้วย
เนื่องจากในจำนวนเหยื่อ 91 ศพ มีนักข่าวต่างประเทศรวมอยู่ 2 ศพ คือ ฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพสื่อชาวอิตาลี และ ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น
ความล่าช้าในการคลี่คลายสาเหตุการตาย ทำให้ญาตินักข่าวอิตาลีคับข้องใจถึงขนาดต้องบินมาสอบถามรัฐบาลไทยด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไปเพราะไม่มีอะไรคืบหน้า
ขณะเดียวกันภาพรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นบินมาวางดอกไม้ และยืนไว้อาลัยบนฟุตปาธสี่แยกคอกวัว จุดที่ช่างภาพชาวญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เมษาฯ
นอกจากเป็นการสร้างแรงกดดันทางอ้อมถึงรัฐบาลไทยแล้ว
ยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับชีวิตพลเมืองของตนเองแตกต่างจากรัฐบาลไทยอย่างไร
อีกตัวอย่างชัดๆ ของการเล่นเกมไล่ล่าทางการเมืองของรัฐบาล จนส่งผลลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านก็คือกรณีของกัมพูชา
ที่กว่าจะเคลียร์ได้ก็เกือบต้องฆ่ากันตาย
ล่าสุดยังเกิดกรณีของวิกเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซียซึ่งถูกจับกุมในไทย และจะส่งตัวให้ทางสหรัฐ
และมีข่าวลือการแอบไปตกลงผลประโยชน์กันแบบลับๆ ระหว่างรัฐบาลไทยกับมหาอำนาจสหรัฐ ซึ่งทำให้มหาอำนาจขั้วตรงข้ามคือรัสเซียไม่พอใจ
และที่เป็นเรื่องร้อนแทรกซ้อนขึ้นมาคือกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ลุกขึ้นแฉกลางสภาว่านายศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกฯ แอบไปเยี่ยมวิกเตอร์ บูท ถึงในคุก
เพื่อเจรจาต่อรองให้ความช่วยเหลือแลกกับการปรักปรำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการขนอาวุธสงครามข้ามชาติ ซึ่งทางการไทยจับกุมได้ที่สนามบินดอนเมือง เมื่อปลายปี 2552
ซึ่งนายศิริโชค กึ่งยอมรับกึ่งปฏิเสธว่าเคยเข้าไปเยี่ยมวิกเตอร์ บูท จริงเมื่อเดือนเม.ย.เพื่อสอบถามข้อมูลบางอย่าง แต่ไม่เกี่ยวกับการต่อรองเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ
ระหว่างนายจตุพรกับนายศิริโชค อาจต้องใช้เวลาอีกระยะที่จะพิสูจน์ว่าใครพูดจริง ใครโกหก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็สะท้อนถึงการใช้อำนาจอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนล้อมรอบตัวนายกฯ
ซึ่งนั่นหมายความว่าตัวนายกฯ เองไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ด้วยเช่นกัน หากว่าพฤติกรรมของคนใกล้ชิดเป็นการชักศึกเข้าบ้าน
ที่ไม่เพียงทำให้รัฐบาลต้องเสียหาย แต่ประเทศไทยยังได้รับความเสียหายไปด้วย
เปิดเวทีถกก้าวต่อไปของเสื้อแดง
ที่มา ข่าวสด
ล้อศอฉ. - นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ
แต่งนักโทษตีตรวนอยู่ในห้องขังจำลอง ระหว่างร่วมงานเสวนาของคนเสื้อแดง
ที่สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ ริมคลองประปา ย่านประชาชื่น เมื่อวันที่ 28 ส.ค.
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ ย่านประชาชื่น
ในงานเสวนาวิชาการ "แนวทางปฏิรูปประชาธิปไตย ก้าวต่อไปของคนเสื้อแดง"
จัดโดยกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย ซึ่งมี
นายจุตพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ และ
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ซึ่งสวมชุดนักโทษเข้าร่วมการเสวนา
นายสมยศกล่าวว่า การปฏิรูปที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเป็นการคิดฝ่ายเดียว
ในขณะที่จำกัดการแสดงออกด้วยความสันติ เช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายครั้ง
อย่างการห้ามนำผ้าดำไปผูกบริเวณสี่แยกราชประสงค์ รวมถึงเหตุการณ์ช่วงเดือนพฤษภา
ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก การอ้างแนว ทางปรองดอง
จึงเป็นเพียงลูกไม้ตื้นๆ ที่กลุ่มคนเสื้อแดงคงไม่สามารถให้ความร่วมมือได้
โดยจะมีจัดเวทีคู่ขนานไปกับเวทีปฏิรูปประเทศไทย ของนายอานันท์ ปันยารชุน
รวมทั้งจะมีการระดมทุน เพื่อรวมเป็น สมัชชา 19 พ.ค.
เพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง และพูดคุยถึงอนาคตของประเทศไทยต่อไป
นายวรวุฒิ กล่าวว่า
การปฏิรูปประเทศ สังคมจะต้องมีความยุติธรรมก่อน เมื่อมีคนตาย จะมาบอกว่า
ต้องปรองดองคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ก็ยังใช้วิธีที่ทำให้คนเสื้อแดงถูกแบ่งแยก ถูกใส่ร้ายทุกวิธี
ซึ่งควรจะยุบสภาและคืนอำนาจให้ประชาชน
ลายจุดเย้ยมาร์คใช้วาทกรรมล้างผิด
นายสมบัติ กล่าวว่าเหตุการณ์ปะทะของประชาชน
และฝ่ายปกครองเป็นการแสดงออกถึงสัญลักษณ์ของประชาชนยุคใหม่และผู้ปกครองยุคเก่า
ที่มักใช้อำนาจ สร้างให้เกิดความกลัวแก่ประชาชน เช่น
การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากประชาชนแสดงให้เห็นว่ากลัวก็จะใช้ความกลัวนั้นปกครอง
และทำให้ประชาชนไม่มีพื้นที่ในการแสดง ออกทางการเมือง แสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพ เช่น
หลังเหตุการณ์พฤษภา ที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ต้องเก็บสัญลักษณ์ต่างๆ
เนื่องจากความกลัว เพราะมีกระบวนการต่างๆ ที่ข่มขู่
แต่อยากให้กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกันแสดงออกทางสัญลักษณ์ด้วยความสงบ สันติ
ซึ่งสามารถทำได้ เพราะไม่ได้เป็นการสร้างความวุ่นวาย เช่น
การสวมเสื้อแดงวันอาทิตย์ การปั่นจักรยานวันอาทิตย์
ทั้งนี้ ไม่อยากให้คนเสื้อแดงตกหลุมพรางเข้าไปอยู่ในการต่อสู้ทางการทหาร
เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นเหมือนที่ผ่านมา
"อยากให้คนเสื้อแดงต่อสู้อยู่บนพื้นที่ของตัวเอง แต่ต้องสร้างความชอบธรรม
โดยใช้ความสันติ หากจะถูกจับก็ต้องยอมให้จับ เพราะถือเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่งเช่นกัน
ซึ่งในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ตนจะไปผูกผ้าที่ป้ายแยกราชประสงค์อีกครั้ง
ซึ่งจะขอบริจาคผ้าสีแดงจากกลุ่มคนเสื้อแดงให้ได้ 1 แสนชิ้น
และจะร่วมกันจัดกิจกรรมแดงทั่วโลก
เพื่อให้คนเสื้อแดงที่อยู่ในประเทศต่างๆ ได้แสดงออกทางวาทกรรม เช่น
ประเทศอังกฤษก็จะมีการไปนอนหน้าสถานทูตไทย
เพื่อแสดงสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เช่นเดียวกับ
นายอภิสิทธิ์ที่ใช้วาทกรรมออกทีวีลบความผิดของตัวเอง" นายสมบัติกล่าว
“ซุปเปอร์...จังไร!”
ที่มา vattavan
ผม ชอบรายการโทรทัศน์ทางเคเบิลทีวี ซึ่งผู้อ่านหลายท่านคงติดตามดูเช่นกัน คือรายการ “The Oprah Winfrey Show” ของเจ้าแม่ทอล์คโชว์ของสหรัฐ ที่เพิ่งถูกประกาศว่า ครองอันดับเป็นผู้ทำรายได้มากที่สุด สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการบันเทิง เธอผู้นั้น คือ
“โอปราห์ วินฟรีย์” (Oprah Winfrey)
พิธีกรผู้โด่งดังคนนี้มีผิวสี (แอฟริกัน-อเมริกัน) เป็นผู้มาจากครอบครัวที่ยากจน แต่ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ บวกกับการทำงานหนัก เธอได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ความเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดของอเมริกันชน อย่างสูง แถมยังได้รับการโหวตจากนิตยสารไทมส์ ให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลหลายปีติดต่อกัน
ประวัติของผู้หญิงคนนี้ น่าทึ่งจริงๆ!
ใครๆก็ล้วนอยากจะเสนอหน้า ไปออกรายการของโอปราห์ เพราะการไปปรากฏกาย พูดคุยกับพิธีกรคนนี้ แม้จะเพียงไม่กี่นาที เขาหรือเธอคนนั้น ก็จะกลายเป็นที่รู้จักกันทั้งสหรัฐ และทั่วโลกไปทันที
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายการของโอปราห์ได้นำเสนอเรื่องของ พวก Hoarders แปลเป็นไทยว่า ผู้ชอบสะสมสิ่งของ แต่มีความเป็นพิเศษ ที่ต้องเล่าขยายความให้ฟังเพิ่มเติมว่า
Hoarders นั้น เป็นพวกชอบสั่งสมสิ่งของ โดยนำมาเก็บไว้ในบ้านหรือที่อยู่อาศัยของตน จนสถานที่ดังกล่าวรกรุงรังไปหมด
ผมเคยดูทางโทรทัศน์ของญี่ปุ่นนานมาแล้ว เป็นเรื่องของชายสูงอายุชาวแดนปลาดิบคนหนึ่ง ซึ่งเก็บของเอาไว้ในบ้าน จำพวกเสื้อผ้า พัดลมเก่า โทรทัศน์ใช้ไม่ได้แล้ว วีดีโอเกมโบราณฯลฯ จนแทบจะไม่มีที่เดินในตัวบ้าน แถมหน้าบ้านก็รกเรื้อด้วยสิ่งของต่างๆไม่ว่าจะเป็นยางรถเก่า แบตตารี่ กระป๋อง กาลามัง
ถังแตกๆ ฯลฯ จนเต็มไปหมด เป็นบ้านเราก็ต้องเรียกว่าเป็น...
“พวกบ้าสมบัติ!”
เพื่อนบ้านเขาอดรนทนไม่ได้ ก็โทรไปแจ้งรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอเรื่องราวแปลกๆ ซึ่งเขาก็ยกกองมาถ่ายสภาพเดิมของบ้านเอาไว้ ซึ่งเห็นแล้วก็น่าขัน เพราะแกเก็บทั้งของมีค่าและไม่มีค่า กองสุมๆกันไว้ท่วมหูท่วมหัว ทำให้ละแวกบ้านพลอยไม่เจริญหูเจริญตาไปด้วย
ทางรายการโทรทัศน์เขาก็แสนดี ส่งบริษัททำความสะอาดมาเก็บกวาดให้ จัดเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นมาวางให้ใหม่ด้วย ทำให้บ้านดูสดใสเอี่ยมอ่อง จากที่สกปรกรกรุงรัง กลายเป็นบ้านที่น่าอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่า หลังจากวันนั้นแล้ว
แกจะทำรกต่อ อีกหรือเปล่าหนอ!?
ตอนดูรายการชาวญี่ปุ่นทำบ้านรก ทีแรกผมก็คิดว่าอาจเป็นเพราะ นิสัยคนชอบเก็บสะสม จนเป็นนิสัย พอแก่ตัวแล้วก็เสียดายไม่อยากทิ้งข้าวของที่ตัวเคยมี เคยชอบ เลยเก็บสะสมไว้ แต่เมื่อดูรายการของโอปราห์ วินฟรีย์ ก็มีความเข้าใจที่แตกต่างไปจากเดิม
พิธีกรหญิงที่ดังที่สุดในโลก ได้นำครอบครัวที่แม่เป็นผู้มีนิสัยชอบสะสมของ ทั้งๆที่อายุก็ยังไม่มากนัก ประมาณสี่สิบเศษๆ และหน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ไม่อาย แถมลูกสาววัยรุ่นสองคนที่มาออกรายการด้วย ก็หน้าตาระดับไปถวายเพลพระได้เลย และดูปกติดี จนนึกไม่ถึงว่า
ผู้เป็นแม่จะกลายเป็นพวกบ้าสะสมข้าวของ ทำให้บ้านรุงรังได้อย่างไรกันนะเนี่ยะ!?
รายการของโอปราห์นั้น นอกเจ้าของรายการจะสัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ชอบสะสมของแล้ว ยังมี ‘จิตแพทย์’ มาคอยตอบคำถามด้วย ทำให้ผู้ชมได้ทราบเพิ่มเติมว่า
การที่ชอบสะสมของ จนบ้านแทบจะกลายเป็นกองขยะ รุงรังแทบไม่มีที่เดินเหินนั้น แท้ที่จริงแล้ว มันเป็น “โรคทางจิต” ชนิดหนึ่ง ที่สามารถบำบัดอาการให้ทุเลาลงได้
ดูไปแล้ว ก็ให้นึกถึงบ้านเมืองของเราจริงๆ!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ในบ้านเมืองของเรานั้น ตอนนี้มีเรื่องราวปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้หน่วยงานต่างๆเก็บกองสุมๆไว้ แบบเดียวกับอาการของพวก Hoarders จนในที่สุดไม่รู้ว่าจะสะสางกันอย่างไร ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อราชการงานของบ้านเมืองเราเป็นอย่างยิ่ง
ขอยกเฉพาะแค่เรื่องราวเกี่ยวกับ “การทุจริตคอรัปชั่น” ให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น กล่าวคือ
หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ ได้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อตอนได้รับโอนงานสอบสวนคดีข้าราชการทุจริต จากกรมตำรวจ มีเรื่องทั้งหมดไม่ถึง 1,000 แยกเป็นเรื่องร้องเรียนประมาณ 600 และเรื่องที่รับเป็นคดี อยู่ระหว่างการสอบสวนประมาณ 300 เรื่อง
พอ ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการเต็มตัว เรื่องราวที่ค้างพุ่งพรวดเป็นหมื่นคดีๆ สาเหตุไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตอนที่ตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดแรกนั้น มีการประชุมคณะกรรมการเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กว่าจะพิจารณารับเรื่อง และตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสืบสวน ก็จะต้องเข้าคิว ซึ่งเป็นขบวนการที่ยืดยาด ไม่ทันกินทันใช้ ทั้งยังต้องไปอาศัยผู้สอบสวนจากหน่วยงานอื่น มาเป็นอนุกรรมการสอบสวนร่วมด้วย เพราะทักษะของข้าราชการป.ป.ช.ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะจะต้องมีตำรวจนั่นแหละครับ ที่เป็นตัวช่วยหลัก ในการสืบสวนสอบสวน
จึงทำให้การสอบสวนล่าช้ามาก ยังผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานด้อยเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่มีประสิทธิภาพเลยก็ว่าได้ ซึ่งไม่มีชาติไหน ที่เขาสอบสวนคดีทุจริตกันในลักษณะนี้!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีการออกคำสั่ง ให้เลขาธิการ ป.ป.ช.สามารถจะหยิบยกเรื่องไหน มาให้คณะกรรมการพิจารณา
ก่อน-หลังก็ได้ ซึ่งก็ถูกติฉินนินทาว่า
หากเป็นเรื่องของนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ที่เป็นพรรคพวกเดียวกันกับคนของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีการหยิบยกว่ากล่าวกัน แต่หากฝ่ายตรงข้ามถูกกล่าวหา ก็ฟาดฟันกันอย่างเต็มที่เลย กรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ และนายตำรวจอีกหลายนาย เป็นตัวอย่างที่ดี นั่นคือ
พอนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในตอนนั้นมาร้องทุกข์ ซึ่งเรื่องที่ร้องตามเลขรับก็ต่อท้ายเป็นลำดับที่หมื่นกว่า แต่ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็นำมาสอบสวนก่อน โดยบอกว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องทุจริตคอรัปชั่นด้วยซ้ำไป
แต่ตอนนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็คง ‘ฝ่อ’ ไปบ้างแล้ว เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เพิ่งให้รับคุณพัชรวาทกลับเข้ารับราชการ ซึ่งทำลายความขลังของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงได้อีกครั้ง หลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้รับ “โอ๋ สืบหก” กลับเข้ารับราชการ
หักหน้า ป.ป.ช.ได้เป็นคนแรก!
นอกจากนั้นก็ยังมีกรณีนายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งก็มีเรื่องร้องมาหลายปีดีดักเต็มที แต่พอพรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจ และหยิบยกเรื่องนี้มาว่ากล่าวเท่านั้น ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ก็ขมีขมันรับลูกทันที โดยหยิบขึ้นมาทำเป็นเรื่องเร่งด่วนเชียว!
ขนาดส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการแล้ว เขาสั่งไม่ฟ้องคุณเสนาะแล้ว ป.ป.ช. ก็กลัวเสียหน้า สู้อุตส่าห์ยอมเสียเงินหลวงไปจ้างสภาทนายความเจ้าเก่า ที่เคยฟ้องคดีให้ ค.ต.ส. เป็นผู้ยื่นฟ้องเองทีเดียว!
คงหมดไปอีกหลายสตางค์ เพราะแค่คดีกล้ายาง กับหวยสองตัวสามตัว ที่ค.ต.ส.จ้างสภาทนายฟ้องเอง เขาลือกันว่าเฉพาะค่าว่าจ้าง ก็หลายสิบล้านเข้าไปแล้ว!!
ไอ้เรื่องการดองคดีของ ป.ป.ช. จนทำให้หน่วยงานนี้กลายเป็นหน่วยที่ไร้ความสามารถ ไม่สามารถต่อกรกับคดีทุจริตที่แผ่เป็นวงกว้างขวางในประเทศได้
ผมจะยกตัวอย่างให้ดูสักนิดก็พอได้ เช่น
- คดีทุจริตยางพาราของกระทรวงพาณิชย์ ที่สอบสวนลากยาวกันมากว่าสิบปี ทั้งๆที่มีข่าวว่า ทาง ป.ป.ช. เคยมีหนังสือขอตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นนักการเมืองที่อยู่ในสภา ไปยังประธานรัฐสภาแล้วครั้งหนึ่ง นี่ก็จวนขาดอายุความแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบอยู่ ไม่กระดุกกระดิกเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
คงขาดอายุความ ตามไปอีกคดีหนึ่งอย่างแน่นอน!
- คดีอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวไทย ที่สหรัฐเขาลงโทษผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนของเขาไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมืองไทย คณะกรรมการ ป.ป.ช.รู้เรื่องตั้งนานแล้ว แต่ก็โอ้เอ้ศาลาราย ยังไม่เริ่มการสอบสวนเป็นชิ้นเป็นอันกันเลย แต่เมื่อดูรูปเรื่องแล้ว ในฐานะคนประสบการณ์ ผมขอยืนยันเอาไว้ตรงนี้ว่า
หากการสอบสวนยังอยู่กับตำรวจ ทันทีที่ความแตก นางจุฑามาศ ศิริวรรณ ถูกออกหมายจับ หรือจับตัวมาดำเนินคดีตั้งแต่ปีมะโว้โน่นแล้ว เพราะเหตุออกหมายจับตาม ป.วิอาญา มาตรา 66 มีครบถ้วนแล้ว...หรือใครจะเถียง!
นี่เป็นแค่ ‘น้ำจิ้ม’ เท่านั้นนะ!!
ดังนั้น กระบวนการสอบสวนเอาผิดกับผู้ทุจริตคอรัปชั่น ในวงราชการจึงไร้ประสิทธิภาพในการดำเนินการ คนทุจริตมันจึงไม่เกรงกลัวกฎหมายของบ้านเมือง
น่าสงสารประเทศไทยมาก!
การดำเนินคดีโดย ป.ป.ช. นั้น นักการเมืองหรือข้าราชการ ระดับสูงที่ถูกดำเนินคดี ก็ไม่ถูกควบคุมตัวระหว่างการดำเนินคดีอีกด้วย คนพวกนี้จึงไม่ต้องไปกังวลเรื่องการประกันตัว หรือหาหลักทรัพย์มาเพื่อประกันตัวเอง จึงมีเวลาเหลือเฟือในการเตรียมคิดหาหนทางว่าจะสู้ หรือหนีไปตั้งหลักแหล่งในประเทศอื่น
ตัวอย่างก็มี ให้เห็นกันอยู่แล้ว!!
ยังครับยังไม่หมดแค่นั้น
- ที่สังคมรับกันไม่ได้เลยคือ เรื่องการทุจริตในธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่นายศักดา ณรงค์ อดีตกรรมการรองกรรมการใหญ่ เป็นผู้ต้องหา คดีเกิดตั้งแต่ระหว่าง 2541-2542 แจ้งความร้องทุกข์ ตั้งแต่ 2542 แต่เพิ่งส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ก่อนคดีขาดอายุความเพียงถึงสองอาทิตย์ ก่อนอัยการจะมีคำสั่งให้ส่งตัวดำเนินคดี แต่ก็ส่งไม่ได้ เพราะเวลากระชั้นชิด และผู้ต้องหาคงรู้แกวหรือไม่ก็อาจรู้กัน เลยเผ่นไปก่อนและขาดอายความไปเรียบร้อยแล้ว...
...ดูมันทำกันซิครับ...ระยำสุดขีดเลยจริงๆ!
ใครรับผิดชอบ อยากดูหน้าหน่อย...จะด่าให้เช็ดเลย!!
นอกจากนี้ ยังมีคดีสำคัญในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. เช่น คดี ป.ร.ส.ที่ความเสียหายสูงถึง 600,000,000,000.00 บาท (หกแสนล้านบาทถ้วน) และคดีทุจริตคลองด่าน ที่มีค่าเสียหายสูงถึง 20,000,000,000.00 ล้าน (สองหมื่นล้านบทถ้วน) ซึ่งมีนักการเมืองและครอบครัว อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีด้วย
คดีดังกล่าวได้ยืดเยื้อมายาวนาน กำลังจะขาดอายุความ (หรือขาดไปแล้ว!?) จึงไม่มีเสียงกระโตกกระตาก ดังมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.เลยแม้แต่น้อย!!
หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำให้คดีข้างต้นได้รับความเสียหาย ด้วยการปล่อยขาดอายุความอย่างนี้ คณะกรรมการทั้งหมด ก็จะต้องรับผิดชอบทั้งทางคดีแพ่งและอาญา และจะต้องเข้าสู่ขบวนการต้องถูกถอดถอนด้วย
ไม่เชื่อก็คอยดูกัน!!!
คดีทุจริตคอรัปชั่น ที่กองสุมกันรกรุงรังอยู่ในสำนักงาน ป.ป.ช. เปรียบเป็นบ้าน ก็มีพวก Hoarders จำนวน 9 คน (ตามจำนวนคณะกรรมการฯ) ที่อาศัยอยู่ในบ้านไร้คุณภาพหลังนั้น
เรื่องความรกรุงรังใน ป.ป.ช.นั้น แก้ไขได้ง่ายๆ แต่จะแก้อย่างไรนั้น
ยังไม่บอกตอนนี้
สำหรับรัฐบาลของพรรคดักดาน ที่บริหารบ้านเมืองในขณะนี้นั้น ก็เป็น Hoarders ตัวสำคัญที่เดียวเพราะสั่งสมเรื่องราวทุจริตคอรัปชั่นเอาไว้ จนกลายเป็นปัญหามากมาย กองสุมกันเป็นภูเขาเลากา โดยเฉพาะเรื่องทุจริตต่างๆ ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ เริ่มต้นตั้งแต่ปลากระป่องเน่า ที่เหม็นไปทั้งประเทศ
ที่น่าเกลียดน่าชังมากก็คือ โครงการไทยเข้มแข็ง (คนเขาเรียกกันขำๆว่า “โครงการแดกได้-แดกดี” บ้างก็เรียกว่า “โครงการไทย แดกไม่เลือก”) เพราะผู้คนเขาเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า นักกินเมืองได้เตรียมการทำมาหาแดก ทันทีที่เริ่มมีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมือง โดยมีการจัดหน่วยออกไปหาหมู่บ้านที่ต้องการ แล้วเอาสิ่งของที่ไร้คุณภาพ ไปยัดเยียดให้ประชาชน
ที่โด่งดังสนั่นลั่นประเทศ ก็ตู้น้ำหยอดเหรียญ และสินค้าเฮงซวยอย่างอื่นด้วย!
พอสื่อเขาโวยวายกันมากๆ ก็ทำเป็นตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนคนในพรรค แล้วก็ทำทีเป็นปลดนักการเมืองท้องถิ่นสมาชิกพรรคออกไป แล้วให้ไอ้ผู้ที่มีหน้าที่บริหารโครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเนียบนายก แถมไอ้คนนี้ยังเป็นน้องรองนายกฯคนหนึ่ง ลาออกไปเท่านั้น โดยไม่ส่งเรื่องการโกงกินให้หน่วยงานที่มีอำนาจเขาสอบสวนตามระเบียบที่ควรจะ ทำ
อย่างนี้เป็นต้น
ตามมาด้วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กับที่ปรึกษายี่ห้อ “ไดแหวก” ต้องจำใจลาออกทั้งคณะ เรื่องหัวคิวที่จ้องงาบกันแบบประเจิดประเจ้อ แต่การเรียกบริษัทที่จะเข้าประมูลเรื่องรถพยาบาล ไปพบกลางโรงแรมใหญ่ ถึงคราวซวยเพราะดันไปมีหลักฐานในกล้องของโรงแรมเข้าไปอีก
ตัวไอ้รัฐมนตวยที่รับผิดชอบต้องมีอันเป็นไป แต่สาไถยทำเป็นสะอึกสะอื้นในวันลาออก นัยว่าเสียดายเหลือเกิน ที่ต้องอดแห้งอดแล้งไปอีกนาน...
สมน้ำหน้ามันจริงๆ!
เรื่องอย่างนี้ ก็ไม่มีการสอบสวนอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว หัวหน้าพรรคดักดาน ก็ทำลืมๆไปเสียนี่ ทิ้งให้เป็นเรื่องทุจริตไม่ได้รับการสะสาง แต่หมักหมมกันยิ่งขึ้นไปอีก!
นอกจากนั้นยังมีเรื่องทุจริตในหมู่ทหาร แต่รัฐบาลไม่กล้าทำอะไร เพราะคนพวกนี้เขาช่วยค้ำรัฐบาลไว้ แตะไม่ได้ เดี๋ยวมีเรื่อง
บ้านเมืองของเราเลยมียุทโธปกรณ์ ราคาแพงลิบลิ่ว (เพราะมีหลายปาก ช่วยกันงาบ!) แต่ใช้การไม่ได้ ต้องทิ้งเอาไว้เป็นอนุสรณ์ประจานผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้อนุชนคนรุ่นหลังดูกัน
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ไม้ล้างป่าช้า” หรือ “เรือเหาะ” ที่บางคนเรียก “เรือเหี้ย” แต่ผมว่าเหี้ยมันก็ยังไม่อยากนั่ง เพราะกลัวตกลงมาตายโหงกันพอดี
(แต่บางคนก็เรียก “บอลลูน” ถึงกระนั้นก็กลายเป็น “บรรลัย”ไปเรียบร้อยแล้ว)
ที่เลวร้ายอย่างสุนัขไม่รับประทานด้วย คือการบริหารงานของกระทรวงมหาดไถ เพราะเหม็นเน่าสุดๆ ด้วยมีเรื่องทุจริตกลายซับหลายซ้อน ทุกโครงการมีปัญหา แบบที่เขาเรียกว่า “แดกซับ-แดกซ้อน แดกซ่อนเงื่อน-แดกไม่ให้เพื่อนรู้” ไปเสียหมด
แม้กระทั่งสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ การเลื่อนตำแหน่ง ก็มีข่าวเรียกเงินเรียกทองแพร่สะพัด ถึงขั้นคณะกรรมการคุณธรรมจริยธรรม กพ. สั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายอำเภอ โดยชี้ขาดว่า
การแต่งตั้งของกระทรวงราชสีห์ขี้เรื้อน ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ขาดคุณธรรม และให้ยกเลิกคำสั่งไปเรียบร้อยแล้ว!
ท่านผู้อ่านที่รัก และเคารพครับ
ที่เขียนให้ท่านอ่านกันในวันนี้ ก็เป็นส่วนเล็กๆเท่านั้น ความมุ่งหมายก็เพียงเพื่อเป็นหลักฐานว่า รัฐบาลโลซกของ “มิสเตอร์
มุกควาย” นั้น เป็น Hoarder ตัวจริง ที่ชอบสั่งสมหมักหมมปัญหา เอาไว้ในรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอรัปชั่น
จนเหม็นโฉ่เหม็นเฉ่า เพราะเน่าไปทั้งหมดแล้ว!
การสั่งสมเรื่องราวทุจริตคอรัปชั่นทั้งหลายแหล่ ด้วยการนำมากองหมักหมมเอาไว้ จนกลายเป็นขยะพิษในรัฐบาลของนายมาร์ค มุกควาย (หรือ “มาร์ค ร้อยศพ”) ที่รับผิดชอบในการบริหารประเทศนั้น ได้ทำให้ประชาชนคนในชาติ ถึงกับอัดอั้นตันใจ เพราะทักท้วงอย่างไร รัฐบาลก็ยังทำด้านหูทวนลม
น่าเกลียดน่าชัง...เหลือกำลังลากแล้ว!
อนึ่ง ก่อนที่จะส่งคอลัมน์ขึ้นเว็บไซด์ ผมได้ให้ต้นฉบับนี้กับรุ่นพี่ที่เคารพ ซึ่งท่านทำหน้าที่ตรวจทาน และวิพากษ์วิจารณ์และกรุณาให้คำแนะนำก่อนแทบทุกครั้ง และเมื่อท่านได้อ่านเรื่องราว อันไม่เป็นมงคลอย่างนี้แล้ว ถึงกับอุทานลั่นว่า
“ซุปเปอร์จังไร จริงๆโว้ยยยยยยยยย!”
***************
(บทความตอน “ซุปเปอร์...จังไร!” ออนไลน์ เสาร์ ที่ 28 ส.ค. 2553)
ศาสนาของผู้ปกครอง : จริยธรรมที่ถูกทำลาย
ที่มา ประชาไท
“Schopenhauer”
“คนดี ย่อมเอาสิ่งที่ดีงาม มาจากขุมทรัพย์แห่งดวงใจ ที่ดีงามของเขา
และคนชั่ว ย่อมเอาสิ่งที่ชั่วร้าย มาจากขุมทรัพย์ ที่ชั่วร้ายของเขา”
“A good man out of the good treasure of his heart brings forth good things,
And an evil man out of the evil treasure brings forth evil things”.
(The gospel according to Matthew, - ลก.6:43-45)
นับเนื่องจากเหตุการณ์ “สังหารโหดพฤษภาทมิฬ”
ที่ คร่าชีวิตประชาชนไปร่วม 100 ศพ, บาดเจ็บกว่า 2,000 คน จากพฤติกรรมที่เหี้ยมโหด การสังหารด้วยอาวุธสงคราม, ใช้ปืนติดกล้องเล็งเป้าหมาย ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนา “จงใจฆ่า” มันไม่ใช่เป็นการใช้อาวุธ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง ตามคำแก้ตัวของผู้สั่งการ!!!
มันเป็นการ “จงใจฆ่า” ที่ผิดวิสัยของอารยะชน ที่จะพึ่งกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซ้ำร้ายเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นยังเป็นเพื่อนร่วมชาติ พวกเขาเป็นญาติพี่น้องกัน, ทั้งผู้ลงมือฆ่า และผู้ถูกฆ่า มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจ. ด้วย “เหตุผลของการฆ่า” เพียงเพื่อต้องการสลายการชุมนุมของประชาชน ที่มาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง, เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามกฎเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย.!!!
ถ้าหากประเทศนี้ยังปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิของตน เว้นเสียแต่ว่าประเทศนี้ เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น.!!!
และ ถ้าหากประเทศนี้ยังมีศาสนา ที่พร่ำสอนให้ผู้คนอยู่ในศีลธรรม, สอนให้คนรู้จักกฎแห่งกรรม, และสอนให้คนกลัวที่จะตกนรก มากกว่าเกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง, แล้วใครจะคาดคิดว่าผู้ปกครองประเทศนี้ กลับเป็นฝ่ายที่ไม่อาจจะแยกแยะได้ว่าอะไรคือ กรรมดี – กรรมชั่ว, อะไรคือ ศีลธรรม-จริยธรรม - - ถึงได้กล้าสั่งฆ่าประชาชนเพื่อนร่วมชาติ ได้อย่างเช่น การฆ่ามดแมลง.
หรือคำว่า “บาปบุญคุณโทษ” ที่ได้สั่งสอนต่อ ๆ กันมา มันเป็นเพียงมนต์คาถา หรือนิทานหลอกเด็ก
คำ ถามที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ ก็คือ ประเทศนี้ยังมีศาสนาที่เป็นรากเหง้าของความเป็นชาติอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของปัจเจกชนอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของชุมชนอยู่หรือไม่ และประเทศนี้ยังมีศาสนาของรัฐชาติอยู่หรือไม่?
และ “ผู้ปกครองประเทศนี้” ยังมี “สำนึกแห่งจริยธรรม” อยู่หรือไม่???
เพราะสังคมที่ไร้ซึ่งสำนึกแห่งจริยธรรม - - ศาสนาจะดำรงอยู่ได้อย่างไร???
หรือ ว่าประเทศนี้ – ประชาชนก็มีจริยธรรมของตัวเองแบบหนึ่ง มีศาสนาของตัวเองแบบหนึ่ง, ผู้ปกครองก็มีศาสนา มีความเชื่อของตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง - - กรณีหลังสุดที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พูดสอพลอว่า นายอภิสิทธ์ฯ จะเป็น "อภิสิทธัตถะ" (ซึ่งแปลว่า “ยิ่งใหญ่กว่า-เหนือกว่าพระพุทธเจ้า)”!!! มันสะท้อนถึงวิธีคิด และความเชื่อแบบวิปลาสขาดสติ ของชนชั้น(ผู้รับใช้) ผู้ปกครอง - มันจึงถูกพิสูจน์แล้วว่า แม้แต่จริยธรรมทางศาสนาของปัจเจกชนก็ยังถูกปรับเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย?
หลายครั้งที่ จริยธรรมของศาสนาถูกปรับเปลี่ยนบทบาท มารับใช้ผู้ปกครอง ตั้งแต่ครั้งที่ พระกิตติวุฑโฒ พูดว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” - กระทั่งเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519.!!!
ตราบใดที่จริยธรรมของศาสนายัง “ถูกผู้ปกครอง” ปรับเปลี่ยนมาตรฐานกลายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครอง เพื่อรับรองความชอบธรรม เพื่อที่ผู้ปกครองจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่การ “ออกใบสั่งฆ่า” ผู้บริสุทธิ์กลางเมืองหลวง ซ้ำร้ายเมื่อ “ฆ่าเสร็จ”
ก็เอาศาสนา (พระสงฆ์) รวมทั้ง “นักจริยประดิษฐิ์” มาช่วยกันอธิบายความ ว่าพวกจะเราปรองดองกันได้อย่างไร?
อะไร คือ ศาสนาของประเทศนี้ – อะไรคือ ตัวเชื่อมโยงประชาชนเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นอุดมคติขึ้นในสังคมแห่งนี้ว่า ชีวิตนี้มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร, เราจะร่วมกันทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมนี้ เพื่อทำให้สังคมของเราจะได้มีวิวัฒนาการไปสู่สังคมที่มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมที่งดงาม, สังคมที่ผู้คนจะปฏิบัติต่อกัน ด้วยการให้เกียรติกัน และเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน.!!!
ปฐมเทศนากัณฑ์แรก ของพระพุทธเจ้า คือ “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา - - เนื้อหาทรงแสดงถึงการปฏิเสธ “ปรัชญาสุดโต่งสองอย่าง” (ปลายสุดขั้วด้านหนึ่งคือ ”การละทิ้งกามสุข” ถึงปลายสุดขั้วอีกด้านหนึ่งคือ “การแสวงหากามสุข”) โดยปฐมเทศนา, พระพุทธองค์ได้เสนอแนวทางการดำเนินชีวิตบน “ปรัชญาทางสายกลาง” ซึ่งมีหลักการสั้น ๆ ว่า ชีวิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ถึงการดับทุกข์ และการบรรลุนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา.
ยุค แห่งปรัชญาอินเดียในสมัยพุทธกาล ปรัชญาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม “อาสติกะ” (Orthodox systems) เป็นกลุ่มที่นำเสนอ และอธิบายความ โดยอ้างอิงถึงคำสอนจากคัมภีร์พระเวท, กลุ่ม “นาสติกะ” (Unorthodox systems) เป็นกลุ่มที่ไม่เชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์พระเวท, ปรัชญาในกลุ่มนี้ได้แก่ ปรัชญาพุทธ ปรัชญาเชน และปรัชญาจารวาก, ปรัชญาพุทธ ใช้การวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ และได้เสนอทางสายกลาง - มรรค 8 เป็นวิธีในการหลุดพ้นจากความทุกข์, ปรัชญาเชน อธิบายวิธีที่ทำให้ชีวะไม่บริสุทธิ์ ถูกแยกออกไป และกำจัดเสียเพื่อทำให้ชีวะบริสุทธิ์, หนทางหลุดพ้นจากพันธะแห่งกรรม และหลักอหิงสาภาวนา 5 ประการ. แต่ “จารวาก” เป็นปรัชญาเดียว ที่มีความแตกต่างไปจาก ปรัชญาทุกสำนักในอินเดีย.
ปรัชญา “จารวาก” หรือ “โลกายัต”
คำว่า “จารวาก” (Carvaka –จาร-วา-กะ) แปลว่า พูดเพราะ (จารุ-เพราะ, ไพเราะ, วาก-พูด)
คำ ว่า “โลกายัต” แปลว่า ดำเนินไปตามโลก หรือเป็นไปตามแนวแห่งโลก, ความหมายของปรัชญาจารวาก หรือ โลกายัต จึงเข้าใจได้ว่า ปรัชญานี้ย่อมยึดถือเอาตามโลก (วัตถุ) เป็นแก่นสำคัญ และเนื่องจากปรัชญานี้กล่าวถึงโลก โดยสำนวนโวหารอย่างไพเราะจับใจ จึงเป็นที่ถูกใจของโลกีย์ชนยิ่งนัก.
ต่อไปนี้เป็นปรัชญาคำสอนของ “จารวาก - โลกายัต”
“…ศาสนา เป็นเพียงความรู้ความคิดของพวกที่ชอบล่อลวงผู้คนทั่วไป ให้หลงใหลด้วยการใช้คำพูด เป็นเครื่องมือ แต่กลับเป็นคำสอนที่ค้านกันเองอยู่ในตัว – - ถ้ามีใครถามว่า ‘ถ้าหลักฐานของศาสนา ไม่มีความจริงแม้แต่น้อย แล้วเหตุไฉนศาสนาจึงเกิด และดำรงอยู่ได้เล่า’ – - ปัญหานี้ตอบได้ทันทีว่า‘เพื่อจะทำมาหากินโดยการล่อลวงคนอื่น ผู้ที่ไม่มีหนทางที่จะแสวงหาอาชีพอื่นได้ดี และทั้งเกียจคร้านในการงาน จึงได้ประดิษฐ์ศาสนาขึ้น เป็นอาชีพอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำงานหนัก’ - - เพราะคนธรรมดาไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะพิจารณาข้อเท็จจริงในคำพูดของคนอื่น ๆ ได้ – - เมื่อพวกเขาได้ยิน คำเยินยอถึงความสุขสำราญบนสวรรค์ และความทุกข์ทรมานในขุมนรก จิตใจของผู้ฟังก็ย่อมมุ่งไปสู่วิธีที่จะพาพวกเขา ไปยังสรวงสวรรค์ ซึ่งก็คือ “การทำบุญ” นั้นเอง – การทำบุญก็คือ การถวายอาหาร และสิ่งของให้แก่นักบวช - - นี่แหละเป็นอาชีพของพวกเขา ซึ่งตั้งตัวเป็นศาสนาจารย์”
“พวกศาสนาจารย์จะหลอกลวงพวกคนโง่ ด้วยสำนวนโวหารว่าถ้าไม่ทำบุญ จะตกนรกหมกไหม้ด้วยความทุกข์ทรมาน
แต่ ถ้าใครทำบุญ แม้เบื้องหน้าร่างกายแตกสลายไปแล้ว เขาก็จะได้ขึ้นสู่สวรรค์ซึ่งจะมีแต่ความสุขสำราญ มีนางฟ้าคอยบำเรอ คนโง่ ๆ ย่อมหลงเชื่อถ้อยคำอันไพเราะเหล่านี้ และหลงดำเนินชีวิตไปตามคำสอนเหล่านั้น”.
“เหตุนี้ ผู้ที่มีสติปัญญา จึงไม่ควรเชื่อถือคำสอนของศาสนาใด ๆ ไม่ต้องกลัวตกนรก และไม่ควรกระหายอยากต่อการขึ้นสวรรค์ เพราะเมื่อมนุษย์ตายแล้วจะไม่มีการเกิดอีก ชีวิตจะดับสูญไปพร้อม ๆ กับความตาย, ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีความหลุดพ้น ไม่มีโมกษะ ไม่มีนิพพาน”.
“ชีวิตเป็นเพียงแต่กำลังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการประมวลเข้าแห่ง ดิน น้ำ ลม และไฟ เหมือนดั่งรสมึนเมาของสุราเมรัย ซึ่งเกิดขึ้นจากข้าว เมื่อได้ผ่านหมักดองแล้ว เมื่อธาตุ ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ผสมกันเข้าโดยบังเอิญ ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม ย่อมเกิดมีกำลังชนิดหนึ่งขึ้น ซึ่งเราเรียกกันว่า “ชีวิต” และเมื่อ ดิน น้ำ ลม และไฟ พรากออกจากกัน ชีวิตก็ย่อมดับสูญไป ซึ่งเราเรียกกันว่า “ความตาย”.
“ไม่มีอาตมัน หรือวิญญาณใด ๆ ที่จะเลื่อนลอยออกจากร่าง และไปสู่ความเกิดใหม่อีก เมื่อเป็นดั่งนี้ความสุขสบายคือจุดหมายสูงสุดของชีวิต สวรรค์ที่แท้จริงอยู่บนโลกนี้ จงหาความบันเทิงเริงรมย์ จงกินจงดื่ม และรื่นเริงด้วยทรัพย์สมบัติที่แสวงหามาได้ ความสุขในชีวิตต้องเกิดจากการแสวงหาด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดการอ้อนวอนจากพระเจ้า ความสุขกับความทุกข์นั้นเป็นของคู่กัน ที่ใดมีสุขที่นั้นมีทุกข์ จะมีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่าเท่านั้น, ไม่มีใครจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด, คนฉลาดต้องรู้จักหาวิธีลดความทุกข์ และเพิ่มความสุข ในบรรดาความสุขที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ‘สุขในการบริโภคเพศตรงข้าม’ นับว่าเป็นสุขสุดยอด ที่พึงเสพเสวย และลิ้มลองที่สุด”.
“ถึงแม้การบริโภคเพศตรงข้าม จะมีความยากลำบากอยู่บ้างก็ตาม แต่เราไม่ควรหันหน้าเบือนหนี เป็นธรรมดา เหมือนเมื่อเรารับประทานปลา เราต้องเลือกเฟ้นเอาแต่เนื้อ และปล้อนเอาก้างปลาออกฉันใด การบริโภคเพศตรงข้ามก็ฉันนั้น - - เราควรเลือกเฟ้นเอาเฉพาะแต่ความยั่วยวนบันเทิงรื่นเริงใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการบริโภคนั้น แล้วปล้อนความลำบากเท่าที่มีอยู่ ในการบริโภคนั้น ออกทิ้งเสีย ก็แล้วกัน ฉะนี้”.
“สิ่งที่บุคคลควรจำ ไว้ ก็คือ ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะมาลงโทษเรา แต่ถ้าจะมีพระเจ้าที่สามารถลงโทษเรา พระเจ้านั้นก็คือ ‘รัฐบาล’ นั้นเอง อำนาจของรัฐบาล เรามองเห็นอยู่แล้วชัดเจน ถ้าใครทำผิดกฎหมาย รัฐบาลย่อมจับกุม และถูกลงโทษ, อำนาจของพระเจ้าหาได้ปรากฏอยู่อย่างประจักษ์แจ้งไม่ - - - ตรงกันข้าม หลายครั้งที่เราได้เห็นว่า ผู้ที่ทำความชั่ว ทำบาป แต่กลับกลายเป็นคนที่มีความสุขกายสบายใจมากกว่าผู้ที่ทำบุญนี่แหละ แสดงให้เห็นว่าไม่มีพระเจ้าที่ไหน ที่จะลงโทษใครได้”.
“และเนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ดังนั้นในการแสวงหาความสุขสบายทางโลก เราควรมีความปรองดองกัน
และดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ ดั่งที่รัฐบาลได้บัญญัติไว้ พวกเราจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ อย่างสุขสบาย”.
“พวกเราจึงไม่ควรละเมิดต่อรัฐบาล ซึ่งนับว่าเป็น ‘พระเจ้าที่แท้จริง’ ของพวกเรา”!!!
…
สองพันกว่าปี - โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คือ “จิตใจมนุษย์”
จิตใจที่จมดิ่งอยู่ในตัณหาราคะ จิตใจที่ชุ่มไปด้วยกิเลส จิตใจที่ลุ่มหลงอยู่ในอำนาจ.
“โอ้! สวรรค์ - โอ้! ความสุข - เจ้าอยู่บนโลกนี้นี่เอง - - เจ้าอยู่ในประเทศนี้นี่เอง”!!!
....................................................................................................................................................อ้างอิงข้อมูล “ปรัชญาจารวาก”
จากหนังสือ “ปรัชญาบูรพทิศ”, “ความบัญญัติ – อาธฺยากฺษิกวาท – สฺยาทฺวาท” : ศ. สวามี สัตยานันท ปุรี
ห้าม! “เป็นกลาง”
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
แด่... “ปิยมิตรผู้มีกึ๋นจะเป็นกลาง”
ในบทความชื่อ “สื่อไทยในสถานการณ์ความขัดแย้ง” อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนว่า
“ใน สถานการณ์ความขัดแย้งซึ่งหลาย คนมองเห็นว่า สื่อไทยไม่ "เป็นกลาง" นั้น ไม่จำเป็นต้องตีโวหารอะไรให้มากหรอก คุณไม่มีกึ๋นจะ "เป็นกลาง" ได้ ก็เท่านั้นเอง” (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274177091&grpid=&catid=02)
แต่ที่จริงปัญหาความเป็นกลางไม่ได้เกิดเฉพาะกับสื่อเท่านั้น ทว่าหากเกิดแก่ทุกคนที่พยายามแสดงว่าตนเองมีจุดยืนทางการเมือง “เป็นกลาง”
ปี 2548 ผมใส่เสื้อเหลืองไปชุมนุมกับพันธมิตร และเขียนบทความสนับสนุนหลายชิ้น ปี 2549 ผมเบลอ (หมายถึงยังโง่) ปี 2552 ดูเหมือนผมพยายามที่จะเป็นกลาง ปี 2553 ผมเลือกสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง และหลังจากนั้นไม่นานนักผมก็ได้อ่านข้อความ “...คุณไม่มีกึ๋นจะเป็นกลางได้” ดังกล่าวแล้ว
ทำ ให้ผมต้องมาตั้งคำถามกับ “ความเป็นกลาง” (ไม่ว่าจะของสื่อ หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์นักสันติวิธี ฯลฯ) อย่างจริงจังว่า จริงๆ แล้วในปริมณฑลของความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 4-5 ปีมานี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นกลาง” อยู่จริง หรือมันสามารถจะมีได้หรือไม่?
ความเป็นกลางคืออะไร? ผมไม่แน่ใจ แต่ขอนิยามอย่างนี้ว่า ใครก็ตามที่บอกว่าตัวเองเป็นกลางทางการเมือง จะต้อง 1) ยึดหลักการประชาธิปไตยเป็นทางออกของความขัดแย้ง ถ้าจะตัดสินถูก-ผิดของฝ่ายใดๆ ต้องตัดสินบนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย และ 2) ต้องวิจารณ์คู่ขัดแย้ง และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบทางศีลธรรม ทางการเมือง และทางกฎหมายอย่างเท่าเทียม
โดยความหมายของความเป็นกลาง ดังกล่าวนี้ เมื่อนำไปใช้กับความขัดแย้งที่ฝ่ายหนึ่งออกมาเดินขบวนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน เมื่อไล่ไม่สำเร็จจึงเพิ่มข้อกล่าวหาวางแผนล้มเจ้า และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหาร พร้อมกับหาเหตุผลมาสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐประหารและกระบวนการต่อเนื่อง ของรัฐประหาร เป็นต้น แล้วก็มีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ 2540 และเรียกร้องให้ทักษิณคืนสู่อำนาจโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เป็นต้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ มีข้อที่ควรพิจารณาในทาง “หลักการ” คือ
1. การคอร์รัปชัน (สมมติว่าจริงตามข้อกล่าวหา) กับรัฐประหาร อย่างไหนผิดมากกว่า คำตอบคือรัฐประหารผิดมากกว่า คำถามที่ตามมาคือจะสามารถมี “ความเป็นกลาง” ระหว่าง “ผิดกับผิดมากกว่า” ได้หรือไม่?
2.ในแนวทางการต่อสู้สองแนวทาง หนึ่งสนับสนุนรัฐประหาร เรียกร้องอำนาจ
นอก ระบบการเลือกตั้ง สองต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องการเลือกตั้ง หรือยืนยันอำนาจของประชาชน หากยึด “ประชาธิปไตย” เป็นเกณฑ์ จะสามารถมีความเป็นกลางระหว่างสองแนวทางนี้ได้หรือ?
อย่างไรก็ตาม หากจะอ้างว่าเรื่องหลักการมันอาจตีความต่างกันได้ และสมมติว่าสามารถตีความให้มีความเป็นกลางได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับ “ความเป็นจริง” ที่ชัดแจ้งที่ไม่ต้องตีความเลย นั่นคือความจริงที่ว่า “สังคมนี้ไม่อนุญาตให้มีความเป็นกลาง” ในปริมณฑลความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
กล่าว คือ สังคมนี้เป็นสังคมที่ไม่อนุญาตให้วิจารณ์ และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบต่อคู่ขัดแย้งโดยอ้างอิงหลักการประชาธิปไตย ได้ “อย่างเท่าเทียม”
เพราะโดยหลักการประชาธิปไตยที่เรามี อยู่จริงนั้น เราสามารถวิจารณ์และเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง ทางกฎหมาย และทางศีลธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเต็มที่ (อาจจะเกิน 100 % ด้วยซ้ำ) แต่เราไม่สามารถทำอย่างเดียวกันได้กับอีกฝ่าย เช่น เราไม่สามารถวิจารณ์ และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง ทางกฎหมาย และทางศีลธรรมต่ออำนาจที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร หรือที่อยู่เบื้องหลังการสลายการชุมนุมที่มีประชาชนเสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บว่า 2,000 คน ฉะนั้น “ความเป็นกลางที่แท้จริง” จึงไม่อาจมีได้
ด้วย เหตุนี้ ยิ่งนานวันเรายิ่งได้เห็นความ “ไม่อยู่กับร่องกับรอย” ของบุคคล หรือฝ่ายที่พยายามแสดงบทบาท “เป็นกลาง” ทั้งนี้เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว เขาไม่สามารถที่จะมี “ร่องรอย” ให้อยู่
หรือไม่สามารถที่จะ มี “จุดยืน” ของความเป็นกลางได้จริง ในปริมณฑลของความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ในสังคมที่ไม่อนุญาตให้มีความเป็นกลางได้!
รายงาน: “ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายการเมืองไทยร่วมสมัยที่ ม.เชียงใหม่
ที่มา ประชาไท
“ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายเรื่องประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” ที่ไม่มีวันเหมือนเดิมหลังจากมีการเลือกตั้ง ผ่่านพฤษภา 35 กระทั่งมีรัฐธรรมนูญ 2540 ชี้การปกครองแบบประชาธิปไตยถ้าปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนและการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย และฝ่ายที่สู้กับประชาชนไม่มีวันชนะ
หมายเหตุ: เชิงอรรถและคำอธิบายเป็นการเพิ่มเติมโดย “ประชาไท”

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เชิญ ศาสตราจารย์ทามาดะ โยชิฟูมิ (TAMADA Yoshifumi) อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเมืองร่วมสมัยของไทย ที่ห้องประชุมชั้น 8 อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ โดยการอภิปรายของอาจารย์ทามาดะ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
โดย อาจารย์ทามาดะ เริ่มอภิปรายด้วยคำถามว่า การเมืองไทยและความเป็นประชาธิปไตยของไทยสมัยปัจจุบันนี้มีสถานะอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำผลการสำรวจขององค์กรเอกชนที่ชื่อว่า "Freedom House" ซึ่งใช้ตัวชี้วัด 2 ประการ ในการสำรวจ คือ สิทธิทางการเมือง (Political Rights) กับเสรีภาพพลเมือง (Civil Liberties) โดยตัวเลขน้อยแสดงว่ามีสิทธินั้น ๆ มากในอันดับต้นๆ
ผลสำรวจในประเทศไทยปี 2546 มีสิทธิทางการเมือง อยู่ในระดับที่ 2 เสรีภาพพลเมืองอยู่ในระดับที่ 3 แต่ตกต่ำลงหลังรัฐประหาร โดยในปี 2550 สิทธิทางการเมืองตกไปอยู่ระดับที่ 7 ส่วนเสรีภาพพลเมืองอยู่ระดับที่ 4 ในปีล่าสุดนี้สิทธิทางการเมืองของไทยดีขึ้นเล็กน้อยคืออยู่ในระดับที่ 5 ส่วนเสรีภาพพลเมืองยังอยู่ในระดับที่ 4
ขณะนี้เปรียบเทียบใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเรียงลำดับแล้ว สิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองอันดับต้นๆ คืออินโดนีเซีย ซึ่งเดิมเคยเป็นรัฐบาลทหารแต่เปลี่ยนเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย รองลงมาได้แก่ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยไทยมีสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองเท่ากับสิงคโปร์ โดยที่สิงคโปร์ถูกวิจารณ์ว่าเป็นอำนาจนิยม อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยในไทยตกต่ำลงเพราะการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549
จากนั้น อาจารย์ทามาดะ ได้อภิปรายเหตุการณ์ทางการเมืองไทย ผ่านการฉายภาพการ์ตูนล้อการเมืองของ "ขวด" ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ "เซีย" ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี 2549-2553 ซึ่งสร้างความสนใจให้กับผู้ร่วมประชุม
อาจารย์ ทามาดะ ได้อภิปรายต่อไปว่า คำถามที่ว่ามีสงครามระหว่างใคร มีอะไรเกิดขึ้นในสามปีที่ผ่านมา พอจะนึกออกแล้วใช่หรือไม่ ประเทศไทยกำลังมีสงครามระหว่างใครกับใคร มีคนอธิบายแบบง่ายๆ ว่าเป็นสงครามระหว่าง "สาวกคนดี" กับ "สาวกทักษิณ" ซึ่งตนว่าไม่จริง โดยขออธิบายว่า เป็นการต่อสู้ทางการเมือง มันเป็นสงครามที่ไม่เท่าเทียมกันเพราะมีฝ่ายเดียวที่เป็นฝ่ายรุกโดยส่วนใหญ่
ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งจะต้อง "มีกฎที่แน่นอน แต่ไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร" (Certain rule with uncertain result) แต่ถ้าการเลือกตั้ง "มีกฎที่ไม่แน่นอน แต่ผลแน่นอน" (Uncertain Rule with certain result) แบบนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยไม่ได้
ธงชัย วินิจจะกูล ได้อธิบายว่า คนที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (Anti democratic forces) ได้แก่ คนสามกลุ่ม คือ 1.ชนชั้นกลาง (Urban elite) 2.พลังข้าราชการ (Bureaucratic power) 3.ฝ่ายนิยมเจ้า (Monarchist) โดยคนสามกลุ่มเป็นคนละส่วนแต่ได้จับมือกันเพื่อต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร โดยพวกนิยมเจ้าเริ่มสู้กับทักษิณ เพราะเขาไม่ชอบทักษิณ และกังวลเรื่อง Successor (ผู้สืบสันตติวงศ์) ส่วนคนในเมืองที่เป็นชนชั้นกลางนั้นสู้กับคนจนในชนบทและคนจนในเมือง ในขณะที่พวกข้าราชการก็สู้กับ ส.ส.
พวกนิยมเจ้าไม่ชอบทักษิณ เพราะรัฐในอุดมการณ์ของเขาเข้ากับทักษิณได้ยาก เขาต้องการปกครองในรูปแบบ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" หรือ "ราชประชาสมาศัย" ซึ่งสองอย่างนี้เหมือนกันหรือคล้ายกันมาก
ปิยะบุตร แสงกนกกุล เคยอธิบายว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" มีลักษณะดังนี้ คือ หนึ่ง องคมนตรีมีอำนาจแทรกแซงการเมือง สอง ประชาชนเป็นข้าแผ่นดิน ไม่ใช่พลเมือง สาม รัฐบาลเสียงข้างมากต้องประนีประนอมกับอภิชน สี่ เชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ตัวบงชี้ ห้า กองทัพเป็นผู้อนุบาล หก ปราศจากการตรวจสอบและความรับผิด (accountability)
ระบบการปกครองต่างๆ ทั่วโลก ที่เป็นระบอบประชาธิปไตย มีสามรูปแบบ หนึ่ง ระบบประธานาธิบดี (Presidency System) ผู้นำเป็นประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้
สอง ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นายก รัฐมนตรีมีอำนาจ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ภูฏาน สิงคโปร์ ส่วนมากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องเป็นรูปแบบที่ 1 หรือที่ 2 นี้
สาม เรียกว่ากึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (Semi-Presidential System) โดยนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีมีอำนาจเท่าๆ กัน ประเทศที่ใช้การปกครองรูปแบบนี้เช่น ฝรั่งเศส ไต้หวัน รัสเซีย
แบบที่สี่ “แบบไทยๆ” นี่เป็นลักษณะพิเศษ เป็นแบบที่แบ่งอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ Monarch (สถาบันพระมหากษัตริย์)
และแบบที่ห้า Monarchial system หรือ แบบกษัตริย์ เช่น บรูไน
โดยระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข กับระบบกษัตริย์เป็นประมุขมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่เท่านั้น
ทั้ง นี้ในรูปแบบสามกับสี่ มีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดี และระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกษัตริย์ อาจเป็นแบบ Zero-sum game คนหนึ่งได้หมด คนหนึ่งจะเสียหมด ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันได้นี่ยากหน่อย โดยทั่วไปแล้วอีกฝ่ายชนะ อีกฝ่ายแพ้ มักจะเป็นอย่างนั้น
ประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยจะใช้รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแบบนี้ ประธานาธิบดีมีอำนาจแบบนี้ ยึดกันตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่กำหนดอย่างชัดแจ้งจะเกิดปัญหาแบบที่เมืองไทยที่แย่งชิงอำนาจกัน ใครมีอำนาจมากกว่ากัน
“แบบไทยๆ” นั้นมีปัญหาอย่างไร ถ้าหากว่านายกรัฐมนตรี มีความชอบธรรมสูงมาก สำหรับพวกนิยมเจ้าถือว่าเป็นปัญหา พวกเขาสนใจมากและห่วงมากหากนายกรัฐมนตรีมีความชอบธรรมสูงมากไป แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ซึ่งมีกษัตริย์เหมือนกัน แต่นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจมากหรือน้อยนั้นพวกนิยมเจ้าเขาไม่สนใจ ส่วนเมืองไทยไม่เป็นอย่างนั้น
จึงถือว่าแบบญี่ปุ่นและอังกฤษทั้ง Popularity (ความ นิยมของ ประชาชน) กับ Ability (ความสามารถ) ของ Monarch นั้น ไม่สำคัญกับระบอบ แต่สำคัญสำหรับแบบที่ 4 กับแบบที่ 5 ในญี่ปุ่น และอังกฤษไม่มีปัญหา โดยอำนาจของกษัตริย์ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ ผมพูดในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมาย ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดอย่างชัดแจ้งปัญหาก็จะเกิด
กล่าวคือความสูงต่ำของเพดานอำนาจ Monarch จึง เปลี่ยนง่าย ขึ้นอยู่กับความสามารถของ Monarch และความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพวกนิยมเจ้าจึงพยายามเพิ่มอำนาจของ Monarch
ปัญหา จึงเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายนิยมเจ้า กับ ทักษิณ ทะเลาะกัน เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ กษัตริย์ เริ่มเปลี่ยน เพราะประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น โดยมีขั้นตอนเริ่มจากการเลือกตั้งอย่างน้อยหลังปี 2522 สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ แล้วอีกอย่างที่สำคัญ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 มีการแก้รัฐธรรมนูญว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. แปลว่าคนที่เลือกนายกรัฐมนตรีคือประชาชน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญ ต่อมามีรัฐธรรมนูญปี 2540 และในช่วงเดียวกันมีการกระจายอำนาจ มีการเลือกตั้งบ่อยขึ้น หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมีการเลือกตั้งมากขึ้น ประชาชนเรียนรู้ว่าจะใช้คะแนนเสียงของตนอย่างไร
สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้งปี 2544 ทักษิณขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นปัจจัย เงื่อนไข ให้พวกนิยมกษัตริย์ ตกใจ เป็นห่วง ไม่พอใจ พวกนิยมเจ้าคิดอย่างไร นี่เป็นคำพูดที่มีชื่อเสียง ทุกคนเคยเห็นเคยได้ยินมาแล้ว เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนนท์ (ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) พูดที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ก่อนมีรัฐประหารประมาณ 2 เดือน เขาอธิบายว่า “รัฐบาลก็เหมือนกับ jockey คือเข้ามาดูแลทหาร ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” [1] แต่คำว่า ชาติ ของ พล.อ.เปรม หมายถึงอะไร ก็คงไม่มีใครอธิบาย เมื่อวานผมผ่าน “ค่ายตากสิน” (กองพันสัตว์ต่าง กรมการขนส่งทหารบก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่) เขาเขียนว่า “เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน” แต่ในตะวันตก ชาติ หมายถึง ประชาชน เป็นอันเดียวกัน แต่ที่นี่ ที่ประเทศไทยชาติไม่ใช่ประชาชน ชาติหมายถึงอะไร ไม่รู้ ที่นี่ชาติอาจไม่มีความหมาย ทหารจึงเป็นของกษัตริย์ในสายตาของ พล.อ.เปรม
นอกจากนี้มีหนังสือจากประธานศาลฎีกา ถึงประธานวุฒิสภา ลงวันที่ 1 มิ.ย. 2549 อธิบายทำนองว่าในภาวะที่ประเทศว่างเว้นรัฐสภา และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ถ้ารัฐสภาว่างเปล่า ครม.ว่างเปล่า เหลือแต่อำนาจศาล กษัตริย์จะใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านศาลได้ [2] เพราะ ช่วงนั้น สภาว่างเปล่าจริงๆ ไม่มี ส.ส. ส่วน ส.ว. ก็ว่าง เหลือแต่ คณะรัฐมนตรีรักษาการ ถ้าหากทักษิณลาออก หรือถูกทำให้ออกในสมัยนั้น ทักษิณไป คณะรัฐมนตรีก็ไม่มีเหลือ จะเหลือแต่อำนาจศาลเท่านั้น ผมเข้าใจว่ามีการพยายามสร้างสถานการณ์หรือทำให้มีสภาวะของอำนาจแบบนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะสามารถใช้อำนาจอธิปไตยโดยใช้ศาลได้ แต่พอดีเกิดรัฐประหารขึ้น
ต่อมา อาจารย์ทามาดะ เปรียบเทียบความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนสองกลุ่ม คือกลุ่มเสื้อแดง กับ กลุ่มเสื้อเหลือง ตามตัวชี้วัดต่างๆ ดังนี้
ประเด็นแรก “การ เลือกตั้ง” เสื้อเหลือง ไม่ชอบ และ ด่า ส.ส. ส่วน เสื้อแดง ถือว่าเขาได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งขาดไม่ได้ต้องมี ประเด็นที่สอง ในเรื่อง “การรัฐประหาร” เสื้อเหลือง ยอมได้ เสื้อแดง ไม่ยอม ประเด็นที่สาม ในเรื่อง “ด่าใคร” ในกรณีการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เสื้อเหลือง ด่าคนที่ถูกฆ่า ส่วนเสื้อแดง ด่าคนที่สั่งฆ่าหรือคนที่ฆ่า
จาก นั้น อาจารย์ทามาดะ ได้นำข้อมูลจากงานวิจัยของอภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาอภิปราย โดยคำถามในงานวิจัย เมื่อถามเกี่ยวกับอาชีพของคนสองกลุ่ม ในการสำรวจพบว่าอาชีพเกษตรกร คนเสื้อเหลืองมีอาชีพนี้ 35% ส่วนคนเสื้อแดง 53% เป็นเกษตรกร
ในอาชีพงานนอกระบบ คนเสื้อเหลืองทำงานนอกระบบ 4% คน เสื้อแดง 9% ส่วนอาชีพในระบบที่เป็นทางการ พบว่าเป็นคนเสื้อเหลือง 35% คนเสื้อแดง 22% ส่วนอาชีพค้าขาย พบว่าเป็นคนเสื้อเหลือง 27% คนเสื้อแดง 6%
ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา คนเสื้อเหลืองจบระดับปริญญาตรีขึ้นไป 38% คนเสื้อแดง 18.7%
ในเรื่องรายได้ต่อเดือน คนเสื้อเหลืองมีรายได้ 31,427 บาท ต่อเดือน คนเสื้อแดงมีรายได้ 17,034 บาทต่อเดือน ส่วนคนที่เป็นกลางมีรายได้ 11,995 บาทต่อเดือน ในด้านจิตสำนึก เป็นอย่างไร คนเสื้อเหลืองกลับรู้สึกว่าตัวเอง ยากจน 23% คนเสื้อแดง รู้สึกว่าตัวเองยากจนเพียง 18% คือคนเสื้อเหลืองรวยกว่าแต่รู้สึกว่ายากจนกว่า ส่วนคนที่เป็นกลางรู้สึกว่ายากจน 14.6%
ส่วนคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง พบว่า คนเสื้อเหลือง 61.5% คิด ว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง คนเสื้อแดง 50% คิดว่าตนมีฐานะปานกลาง ส่วนคนที่เป็นกลาง 78.1% คิดว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง ส่วนทัศนคติเกี่ยวกันความเหลื่อมล้ำทางรายได้แล้ว พบว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองนั้นรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นไม่ ห่างมาก หมายถึงยังพอรับได้ 57.7% ส่วนคนเสื้อแดง 75.0% และคนที่เป็นกลาง 87.8% คิดเช่นนั้น
เรื่องการยอมรับการรับประหาร คนเสื้อแดง ไม่ยอมรับการรัฐประหาร 81% ยอมรับการรัฐประหาร 19.2% ส่วนคนเสื้อเหลือง ไม่ยอมรับการรัฐประหาร 12.5% ยอมรับการรัฐประหาร 50% และเมื่อถามว่าจะยอมรับการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ คนเสื้อเหลืองร้อยละ 73.1 ตอบว่ายอมรับการรัฐประหารหากเป็นไปเพื่อการปกป้องสถาบัน และ 57.7% ยอมรับการรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาจลาจล
อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง ฝ่ายที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง กับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง พวก Monarchist ต้องโจมตี ทั้ง “Principal” “Agent” และ “Election” โดยโจมตีว่าประชาชน ซึ่งเป็น “Principal” นั้น โง่ ยากจน การศึกษาต่ำ จึงขายเสียง โจมผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น “Agent” ว่าคอร์รัปชั่น ซื้อเสียง จึงไม่ชอบธรรม และโจมตีขั้นตอนมอบอำนาจคือ “Election” หรือการเลือกตั้ง ว่ามีการซื้อเสียง ขายเสียง
โดยอาจารย์ทามาดะ ได้เปรียบเทียบวิธีคิดนี้กับคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ขณะนั้นเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2549 ที่นายจรัญกล่าวว่า “เราขอถามที่มาของผู้ทรงอำนาจรัฐ 16 ล้านเสียง แค่คูณด้วยเสียงละพัน มันก็เป็นเงินแค่ 1.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง...” [3] ซึ่งถ้าเป็นผู้พิพากษาในญี่ปุ่นพูดแบบนี้ถูกปลดทันที แต่ในไทยตอนนี้คนนี้ก็ยังเป็นผู้พิพากษาอีก
จาก นั้น อาจารย์ทามาดะ อภิปรายต่อไปว่า เกี่ยวกับความไม่พอใจของคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง โดยอาจารย์ทามาดะกล่าวว่า ขอเดาว่า หนึ่ง คนเสื้อแดงไม่พอใจกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สอง คนเสื้อแดงไม่พอใจ Injustice หรือสองมาตรฐาน ว่าเป็นประชาชนด้วยกัน เป็นคนไทยด้วยกัน แต่มีการปฏิบัติด้วยมาตรฐานหลายอย่าง สาม คนเสื้อแดงไม่พอใจที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่เกิดภายในค่ายทหาร เพราะฉะนั้นเขาไม่ชอบ
ส่วนคนเสื้อเหลือง เขาไม่พอใจ เพราะเขากลัว การเมืองแบบเสียงข้างมาก แต่เขาเป็นเสียงข้างน้อย เขาไมชอบแบบนี้
ตาม คำอธิบายของอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร ในแง่มุมทางเศรษฐกิจ คนเสื้อเหลือง หรือชนชั้นกลางเดิมนั้นเขาได้เปรียบหลายอย่าง แต่สิบปีที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เปรียบ ฐานะเริ่มเท่ากับคนชั้นล่าง เขาจึงไม่พอใจ ส่วนแง่มุมทางวัฒนธรรม คนเสื้อเหลือง ชนชั้นกลาง เขาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เขาไม่ชอบ ไม่ต้องการให้เปลี่ยน
อาจารย์ ทามาดะ กล่าวว่า ดังนั้นการทะเลาะกันนี้ยังไม่จบและจบยาก เพราะการต่อสู้นี้ ถ้าเลียนแบบคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่พูดกับ ส.ส. เมื่อเดือนธันวาคมปี 2551 ที่พูดว่า “รู้ไหม สู้กับใคร” เพราะฉะนั้น ส.ส. หลายคนจึงกลายเป็นงูเห่า
ดังนั้น ถ้าเลียนแบบเขาเอาคำพูดนี้มาใช้แล้วเอามาถามว่า “เขา สู้ กับใคร?” หลายคนคิดว่ากำลังสู้กับทักษิณ? แต่ว่าจริงๆ แล้ว โจมตีทักษิณมา 5 ปีแล้วยังชนะไม่ได้ ทำไม? ยังโจมตีไม่พอ? ทำลายไม่พอ? หรือเปล่า? ก็ไม่ใช่ เขาสู้กับประชาชน เพราะสู้กับประชาชน ดังนั้นจึงไม่มีทางเอาชนะได้
และการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการ ต่อสู้ระหว่างรัฐสองแบบ รัฐของฝ่ายกษัตริย์นิยม กับ รัฐของประชาชน ถ้าเป็นระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบธรรมดาๆ โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนเป็น Principal โดยตัวของเขา และเลือก Agent และ Agent ผู้ถูกเลือกตั้งเขาจะทำการปกครอง โดยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือประธานาธิบดี นี่เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ภายใต้โครงสร้างนี้จะปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนและปฏิเสธการเลือกตั้งไม่ ได้ เพราะถ้าปฏิเสธสิ่งเหล่านี้เราไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว หนทางของฝ่ายที่กำลังสู้กับประชาชนนี้ไม่มีวันที่จะชนะได้
หมายเหตุโดยประชาไท
[1] หมายถึงคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ระหว่างบรรยาย พิเศษหัวข้อ “ทหารอาชีพ กับทหารมืออาชีพ” ให้กับนักเรียนนายร้อย จปร. ชั้นปีที่ 1-4 ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) อ.เขาชะโงก จ.นครนายก เมื่อ 14 ก.ค. 2549
[2] หมายถึงหนังสือศาลฎีกา ด่วนที่สุด เลขที่ ศย.100/10666 ลงชื่อนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา ถึงนายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา เรื่อง การพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง โดยเป็นการชี้แจงเหตุผลถึงมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ไม่สรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งแทน 2 ตำแหน่งที่ว่างลง ข้อความตอนหนึ่งของหนังสือระบุว่า “... ในเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะว่างเว้นรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสงวนรักษาระบอบการปกครองและความสงบสุขแห่ง ราชอาณาจักรไว้ พระมหากษัตริย์ย่อมทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านทางศาลได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสแก่ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ดังนั้น การปฏิบัติภารกิจของศาลตามที่ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมา จึงเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”
[3] หมายถึงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกาในขณะนั้น กล่าวระหว่างการเสวนาหัวข้อ "สิทธิชุมชน: เส้นทางกระจายอำนาจจัดการทรัพยากรของชุมชน” เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2549 ที่สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย
ลุงปลาทู
ที่มา Thai E-News
ลุง สอ นายธงไชย เหงวียน หรือลุงปลาทู ที่ขายปลาทู และรับทอดให้ฟรีด้วย ขายทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยง แต่ตั้งแต่ได้รับการบาดเจ็บครั้งนี้ ทำให้คนเสื้อแดงมาช่วยอุดหนุนกันจนขายหมดราว ๆ 10 โมงเช้า
โดย chan
ที่มา เวบไซต์พลังประชาธิปไตย
ลุง ขายที่ตลาดยงเจริญ อ่อนนุช 46 ลุงเล่าให้ฟังว่า เมื่อย้ายมาชุมนุมที่ราชประสงค์ “ขายของเสร็จผมก็จะมาร่วมชุมนุม โดยเดินทางผ่านทางบ่อนไก่เป็นประจำทุกวัน
จนวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ผมเดินทางในเส้นทางเดิมแต่เขาบอกว่าเข้าไม่ได้แล้ว และมีคนบอกว่ามีการยิงกันทาง สน.ลุมพินี ผมก็ได้ขี่รถไปดู ก็อยากรู้และอยากหาทางไปที่ราชประสงค์
เมื่อไปถึงบริเวณ สน.ก็จอดรถลงมายืนสังเกตการณ์ฝั่งตรงข้าม สน. ตอนนั้นผมยืนอยู่ใกล้กับนักข่าวฝรั่ง ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นนักข่าวชาวแคนาดา ได้ยินเสียงปืนดังก็นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ นักข่าวฝรั่งซึ่งก็กำลังนั่งถ่ายรูปอยู่ ผมเห็นนักข่าวฝรั่งโดนยิงล้มลงเห็นว่ามีแผลเลือดออกที่ท้อง
ขณะจะ ช่วยผมก็รู้สึกเจ็บที่สะโพกข้างซ้ายก่อน ต่อมาก็รู้สึกเจ็บมากทั้งสองข้างจนนอนลง เมื่อเสียงปืนซาลงก็มีพลเมืองดีไม่ทราบเป็นใครเหมือนกันเข้ามาช่วยผม ผมบอกให้เขาไปช่วยนักข่าวฝรั่งก่อน เพราะผมคิดว่าอาการเขาต้องหนักกว่าผมแน่ ๆ เพราะเขาโดนยิงท้องเลือดเต็มเลย มองเห็นกองเลือดกองใหญ่ และตอนนั้นก็ยังคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรมาก
จน มีคนมาช่วยยกร่างผมเข้าไปที่สนลุมพินี เพื่อรอรถพยาบาล ผมต้องนอนคว่ำหน้ารู้สึกเจ็บสะโพกมาก เริ่มรู้แล้วว่าเลือดผมออกมากเหมือนกัน มีคนมาขอให้ผมถอดเสื้อแดงออก ผมไม่ยอม” จนผมตะโกนว่า “ขอให้คนเสื้อแดงต่อสู้ต่อไป” ก็ไม่มีใครมาให้ผมถอดเสื้ออีกจนมีรถมารับผมไปส่งที่ รพ.กล้วยน้ำไท
โดย ปกติลุงสอขายปลาทูตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยง แต่นับจากที่ลุงโดนยิงกลับมาครั้งนี้ มีพี่น้องเสื้อแดงได้มาช่วยอุดหนุนซื้อปลาทูลุง จนบางวันไม่ถึง 10 โมงเช้าก็ขายหมดแล้ว
ถามคนซื้อส่วนใหญ่บอกว่า ปลาทูทอดเป็นอาหารที่ชอบกินอยู่แล้ว และที่เลือกซื้อเจ้าลุง นอกจากปลาตัวโตรสชาติดีแล้ว ยังสงสารไม่อยากให้ลุงยืนหรือนั่งนาน ๆ เพราะรู้ว่าลุงยังคงเจ็บปวดอยู่ แต่ก็ต้องมาทำกินหาเลี้ยงชีวิตของตนต่อไป การมาอุดหนุนลุงนอกจากอุดหนุนพี่น้องเสื้อแดงด้วยกันแล้ว ยังรู้สึกอิ่มใจเหมือนได้ทำบุญให้ลุงไม่ต้องฝืนยืนมากจนเกินไป ระดับชาวบ้านอย่างเราก็คงช่วยกันได้เพียงเท่านี้
ปลาทูแสนอร่อย พิสูจน์มาแล้ว.. ได้ถามลุงว่า หากมีใครมาถามว่าไปร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงได้อะไร ลุงตอบว่า
ผม บอกว่าได้ความเหนื่อยไง เหนื่อยสุด ๆ ไปทีไรมีแต่เสียเงิน ทั้งค่าเดินทาง ค่ากิน ใครที่บอกว่าไปชุมนุมเสื้อแดงบอกว่าได้เงิน ก็ช่วยบอกหน่อยว่าได้เงินจากใครที่ไหน เพราะผมไปมาหลายปีมีแต่เสียเงิน เสียเวลาทำกินอีก แต่ผมก็จะไปเพราะผมชอบที่คนเสื้อแดงออกมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องประชาธิปไตย และความเป็นธรรม
ตอนเช้าวันที่ 15 มีตำรวจจาก สน.ประเวศ มาขอสอบปากคำผม บอกผมว่าเขาต้องมาตามหน้าที่ ผมก็บอกว่าผมโดนยิงที่ สน.ลุมพินี เขาก็ยังให้ผมเล่าว่าผมจะไปไหน โดนยิงได้อย่างไร ผมก็เล่าตามจริงไป เขาให้ผมลงชื่อในบันทึกประจำวันของ สน.ประเวศผมก็ลงชื่อให้ ผมนอนรักษาตัวที่ รพ.วิภาราม 1 สัปดาห์ตามเกณฑ์ของประกันสังคม หลังจากนั้นก็กลับมานอนที่บ้านต่ออีก 2 วัน
ผม จึงให้เพื่อนพาไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.ลุมพินี เพื่อไปลงบันทึกประจำวันจะได้ทำเรื่องขอการเยียวยาช่วยเหลือตามที่ได้รับ แจ้งว่าต้องมีบันทึกประจำวันจาก สน.ที่เกิดเหตุ เขาก็ลงประจำวันให้ดี แต่ต่อมามีตำรวจอ้างว่าโทรจาก สน.ลุมพินีโทรมาบอกผมว่า ลุงมีปัญหานะ ศอฉ.ให้ทำคดีว่าลุงไปร่วมชุมนุมเกิน 5 คน ให้ไปทำบันทึกปากคำ
ผม ก็ว่าผมไม่ไปหรอก ก็ตำรวจ สน.ประเวศ เคยมาสอบปากคำผมและบันทึกไว้แล้ว ก็ใช้อันนั้นแล้วกัน ผมยังเจ็บอยู่จะให้ไปโรงพักบ่อย ๆ ไม่ไหวหรอก ก็ไม่มีการติดต่อมาอีก ผมได้นำบันทึกประจำวันไปยื่นเรื่องขอรับการเยียวยาจากที่ต่าง ๆ ผมได้รับเงินช่วยเหลือจาก สำนักพระราชวัง 8 พันบาท พรรคเพื่อไทยผมก็ไปยื่นเรื่องแล้ว ยังไม่ได้รับเงิน ที่อื่น ๆ ที่ยื่นก็ยังไม่มีการติดต่ออะไรมาเช่นกัน ผมก็รอดูอยู่
ก่อนจากกัน ลุงถามว่า น้องเป็นนักข่าวสำนักไหนหรือเปล่า บอกว่าไม่ใช่ลุง เป็นประชาชนคนเสื้อแดงนี่แหละ แต่ก่อนก็ไม่ได้เป็น พอมาช่วยดูเรื่องคนเจ็บคนตายจนโดนกระชับพื้นที่ทางความคิดกันมากเลยประกาศ ตัวเป็นคนเสื้อแดงเลย ลุงหัวเราะชอบใจแล้วบอกว่า โธ่ นึกว่าเป็นนักข่าวอยากบอกอะไรหน่อย ก็บอกลุงว่าลุงอยากฝากอะไรถึงนักข่าวก็ฝากได้นะ พอรู้จักกันบ้าง จะส่งข้อความจากลุงไปให้
ลุงเลยฝากถามว่า
“ทำไมสื่อมวล ชนไม่ค่อยลงเรื่องคนเจ็บเลย และไอ้ที่รัฐบาลกล่าวหาว่ามีผู้ก่อการร้ายหรือชายชุดดำมายิงทหาร มายิงคนตายนะมันเป็นเรื่องตลก มันน่าเบื่อหน่ายมากที่ต้องมาฟังรัฐบาลและ ศอฉ. แถลงข่าวโกหกไปวัน ๆ สำหรับผมและชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป รู้สึกเหมือน ๆ กันว่า การทำมาหากินทุกวันนี้ไม่ค่อยดี ใครว่าดีก็ดีไปแต่เราหากินได้แค่พอใช้จ่ายไปวัน ๆ ผมมองว่าประเทศนี้ไม่มีแล้วซึ่งความยุติธรรม วันนี้ คนเสื้อแดงโดนข่มเหงไล่ล่า รัฐบาลอย่าคิดว่าจะกดหัวคนจำนวนมากได้อย่างนี้ตลอดไป หากยังทำเช่นนี้นาน ๆ มันก็อาจระเบิดได้เหมือนกัน
และผมก็หวังว่าสักวันเราต้องเอาคืน !!!!!!!!!

ชาวเฟซบุ๊คนัดรวมตัวกันอุดหนุนลุงปลาทู


