WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 31, 2010

DSI รับลูก กลุ่มปกป้องสถาบันบนเฟซบุ๊คจี้เอาผิด "ทอม ดันดี" พร้อมผู้เผยแพร่คลิป

ที่มา ประชาไท

เครือ ข่ายราษฎรอาสาป้องกันสถาบันบนเฟซบุ๊ค พบอธิบดี DSI มอบหลักฐานคลิปวิดีโอ “ทอม ดันดี” ขึ้นเวทีเสื้อแดงราชบุรี ปราศรัยเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน พร้อมจี้เอาผิดมือโพสต์คลิปด้วย ด้าน “ธาริต” รับลูก เตรียมสอบขยายผล

วันนี้ (30 ส.ค.53) ที่กระทรวงยุติธรรม นายบวร ยสินทร ประธานเครือข่ายราษฎรอาสาป้องกันสถาบัน ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คเข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับนายทอม ดันดี นักร้องนักแสดง กรณีขึ้นเวทีปราศรัยต่อหน้าประชาชนที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเนื้อหาการปราศรัยมีถ้อยคำที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาการอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกทั้ง เนื้อหาการปราศรัย ยังแสดงถึงเจตนารมณ์ในการล้มล้างระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามมาตรา 116

พร้อม กันนี้เครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบันได้ยื่นหลักฐานภาพและเสียง การปราศรัยของนายทอม ที่ได้ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบ มอบต่ออธิบดีดีเอสไอ โดยได้แจ้งการกระทำผิดและกล่าวโทษนายทอม รวมทั้งผู้เผยแพร่ข้อความดังกล่าวด้วย
นายบวร กล่าวว่า พบมีการกระทำเผยแพร่ภาพและเสียงการกระทำผิดของนายทอมลงเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อเผยแพร่ต่อประชาชน จึงเห็นว่าผู้ที่เผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน ดังนั้นเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ค จึงได้แจ้งการกระทำผิดและกล่าวโทษนายทอม ดันดี และผู้เผยแพร่ข้อความในเว็บไชต์ยูทูบ
ด้านนายธาริต กล่าวว่า ดีเอสไอจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบว่ามีลักษณะเป็นเครือข่ายขวนการหรือ ไม่ ทั้งนี้ จะนำข้อมูลไปรวมกับข้อมูลของพนักงานสอบสวนในคดีล้มเจ้า ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอรับคดีความผิด มุ่งอาฆาตมาดหมายร้ายสถาบันเป็นคดีพิเศษ

ศอฉ.จับตาเสื้อแดงเคลื่อนไหว 17-19 ก.ย.นี้

ที่มา ประชาไท

"สุ เทพ" สั่งจับตาการชุมนุม คนเสื้อแดงในวันที่ 17-19 ก.ย. ลั่นหากเคลื่อนไหวเข้าข่ายผิดกฎหมายจัดการได้ทันที สั่ง ศอฉ.ติดตามดูใกล้ชิด เสื้อแดงพิษณุโลก ร่วมเวที “ปฏิวัติแนวทางสันติวิธี” ขณะเชียงใหม่-โคราชจัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เหยื่อสลายการชุมนุมแยกราช ประสงค์

"สุเทพ" สั่งจับตาแดงรวมพล
เมื่อ เวลา 12.45 น.วันที่ 29 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่กลุ่ม นปช.เริ่มนัดรวมตัวเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.นี้ โดยนัดเคลื่อนไหวจะไปผูกผ้าแดงประท้วงที่สี่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 ก.ย. ในขณะที่ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ว่า ตนพยายามระมัดระวังในการพูดจาให้ข่าวเหล่านี้เพราะพูดไปจะทำให้อีกข้างออกมา โวยวายหาว่าพูดอย่างนี้ไม่ปรองดองไม่สมานฉันท์ ยืนยันว่าตนเดินตามแนวนโยบายของนายกฯ เรื่องการปรองดองสมานฉันท์ แต่เมื่อมีการสอบถาม ตนก็ต้องตอบตามข้อเท็จจริงว่ากลุ่ม นปช. กลุ่มคนเสื้อแดง เขาไม่ลด ไม่ละ ไม่เลิก ในการดำรงความมุ่งหมายในการที่จะสร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปลุกเร้าปลุกระดมผู้คนให้ออกมาเคลื่อนไหวใน ทิศทางที่เขาต้องการ ฝ่ายที่มีหน้าที่ดูแลรักษาสถานการณ์ต้องคอยติดตามควบคุมดูแลทุกอย่างให้เป็น ไปตามกรอบของกฎหมาย เขาจะเคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้ แต่เมื่อไหร่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายก็ต้องดำเนินคดี แล้วก็อย่าให้ใครมาโวยวายว่าอะไรก็ต้องดำเนินคดี ไม่ปรองดองไม่ใช่ การปรองดองกับการควบคุมรักษาบ้านเมืองให้อยู่ในกรอบกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน
ชี้หากเข้าข่ายผิดต้องดำเนินการ
เมื่อ ถามว่า นโยบายของนายกฯ ที่ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ในจังหวัดภาคอีสานที่เหลือยู่ ทางศอฉ.จะสนองได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเป็นรองนายกฯ สิ่งที่เป็นนโยบายของนายกฯเป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม แต่ตนต้องพิจารณาตามหน้าที่ความรับผิดชอบด้วยความสุขุมรอบคอบ ประเมินสถานการณ์ทุกอย่างให้ชัดเจนเสียก่อน ถ้าเห็นว่าดำเนินการไปแล้วไม่เกิดความเสียหายหรือมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิด ความเสียหายตนก็ดำเนินการ แต่ถ้าเห็นว่ายังจะเป็นเหตุทำให้เกิดความเสียหายอยู่ก็อาจต้องไปเรียนนายกฯ ว่ายังไม่สามารถจะดำเนินการได้ ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายมากกว่านั้นก่อน
เมื่อ ถามว่า การที่คนเสื้อแดงนัดชุมนุมกันตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.เป็นต้นไป จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ เราอย่าเพิ่งไปมองว่าการที่เขาจะมาชุมนุมกันนั้น จะมีอะไรที่ต้องเป็นสาหตุที่เกี่ยวข้องกับการประกาศหรือยกเลิกพ.ร.ก. แต่อยู่ที่พฤติกรรมหรือการกระทำของผู้มาชุมนุมว่าชุมนุมแล้วเข้าข่ายผิด กฎหมายหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายก็ดำเนินการ แต่ถ้าไม่เข้าข่ายก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขา เมื่อถามว่า กิจกรรมที่คนเสื้อแดงจะไปวางดอกไม้หน้าเรือนจำที่คุมขังคนเสื้อแดงหรือจะไป ผูกผ้าแดงที่ราชประสงค์ถือว่าเข้าขั้นความผิดหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่าเป็นข้อกฎหมาย ทางศอฉ.จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นคนพิจารณา
'เทพไท' เหน็บเสื้อแดงแรงตก
ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่พยายามเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ภายใต้แกนนำเสื้อแดงที่เหลือ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนอยากเรียนว่า ตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวเชิญชวนคนเสื้อแดงให้เปลี่ยนมาใส่เสื้อสีดำ ในวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมาทำให้เสียงตอบรับของกลุ่มคนเสื้อแดงน้อยลงโดยเฉพาะการเข้าร่วม กิจกรรม ซึ่งตนคิดว่าเป็นภาพที่อธิบายว่า กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่พร้อมที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหว เพราะประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข
ติง "วัด"'ไม่ควรให้ม็อบใช้สถานที่
นาย เทพไทกล่าวอีกว่า ส่วนที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุม ในวันที่ 19 ก.ย. โดยจะเอาผ้าแดงไปผูกที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ จำนวนแสนชิ้นนั้น ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ไม่ควรทำในลักษณะสร้างความวุ่นวายด้วยการปิดถนน เพราะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หากเป็นเช่นนั้นศอฉ.ต้องเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้การที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวตามวัดต่างๆ นั้น ตนคิดว่าวัดต่างๆ ก็ต้องระวังไม่ให้บางกลุ่มฉวยโอกาสเอาวัดซึ่งเป็นสถานที่ที่สงบเพื่อใช้ใน การประกอบศาสนกิจมาเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างเช่น วัดปทุมวนาราม ที่ได้ปฏิเสธไม่ให้มีการจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนสงบ
"หากกลุ่ม คนเสื้อแดงต้องการเคลื่อนไหวตามสถานที่ต่างๆ และอยู่ภายในกรอบวิชาการ ประชาชนทุกภาคส่วนก็ให้การสนับสนุน แต่หากแฝงด้วยการเมืองเพื่อมาปลุกระดม สังคมควรจะต่อต้านขัดขวาง ไม่ให้ฝันร้ายของประชาชนคนไทยกลับมาอีกครั้ง" นายเทพไทกล่าว
แดงพิษณุโลก ร่วมเวที “ปฏิวัติแนวทางสันติวิธี”
วัน ที่ 29 ส.ค.53 คนเสื้อแดง จ.พิษณุโลก นับร้อยร่วม ฟังการพูดคุยแนวทางการต่อสู้ “ปฏิวัติแนวทางสันติวิธี” จัดโดยกลุ่มแดงสยาม ณ โรงแรมพิษณุโลกออคิด นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) กล่าวถึงระบบอำมาตย์ เครือข่ายอำมาตย์ และกลุ่มอำมาตย์คือใคร จากนั้นได้กล่าวเน้นย้ำและให้ความสำคัญในแนวทางการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง สังคมไทย คือการต่อสู้แบบสันติวิธี การปฏิวัติประชาธิปไตยเสรีนิยม การสานต่อภารกิจประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ต่อจากปี 2475 และแนวทางยุทธศาสตร์ การสะสมกำลังเพื่อลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตยให้ เป็นดั่งเช่นนานาอารยะสากล
ทั้งนี้ ในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนซักถามวิทยากรอย่างคึกคัก อาทิ การทำความเข้าใจแนวทางและการต่อสู้ในระยะยาวของคนเสื้อแดง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สนุกสนาน จนถึงเวลา16.30 น.ต่างก็ได้แยกย้ายเดินทางกลับ
แดง 'เชียงใหม่' ทำบุญใหญ่
สาย วันเดียวกัน ที่กลางลานวัดคลองศิลาบ้านสันทรายคลองน้อย ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่จากอำเภอฝางอำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและในบางส่วนของจังหวัดเชียงราย ประมาณ2,000 คน จัดพิธีทำบุญตามประเพณีไทยล้านนาส่งวิญญาณผู้เสียชีวิตจากการที่รัฐบาลสลาย การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ โดยพิธีเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีการเผาหุ่นสาปแช่ง และร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนคนเสื้อแดง โดยในงานมีการนำภาพเหตุการณ์วันสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์มาแสดง ท่ามกลางความสนใจของประชาชน
นปช.โคราช นัดรวมตัว-ทำบุญที่ จ.นครราชสีมา
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดใหม่อัมพวัน ริมถนนมุขมนตรี เขตเทศบาลนครนครราชสีมา นายอนุวัฒน์ ทินราช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย และผู้ประสานงานกลุ่ม นปช.โคราช พร้อมแกนนำเครือข่ายคนเสื้อแดง23 องค์กร คนเสื้อแดงหลานย่าโม กว่า 100 คนนัดรวมตัวเพื่อร่วมพิธีทำบุญเลี้ยงพระและถวายสังฆทาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 วัน จากการเสียชีวิตของวีรชนผู้รักษ์ประชาธิปไตย จากการชุมนุมช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงขอร้องไม่ให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพและบันทึก วิดีโอ เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาภายหลัง ท่ามกลางการสังเกตการจากหน่วยข่าวกรองทหารตำรวจ และฝ่ายปกครองที่เข้ามาปะปน โดยมีพ.ต.อ.ผดุงเดียรติ ศิริพรวิวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองอ.เมืองนครราชสีมา นำกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 20 นาย มารักษาความปลอดภัย
จวกรัฐจ้องจับผิด-ใส่ร้าย
นา ยอนุวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า กิจกรรมวันนี้ไม่ใช่สัญลักษณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่เป็นการนัดหมายผู้ มีหัวใจประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม มาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุลให้ผู้ล่วงลับที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเมื่อช่วง เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังมีการคุกคามใส่ร้ายป้ายสีจากรัฐอยู่ตลอดเวลา ขอให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง รายงานตรงตามข้อเท็จจริงด้วย กรุณาอย่าเบี่ยงเบนประเด็น คนเสื้อแดงในเขตโคราชมารวมตัวกัน ก็เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ มิใช่การแอบแฝงเรื่องการเมือง หรือเคลื่อนไหวใต้ดินแต่อย่างใด
"แนวร่วมนปช.ที่ เสียชีวิต ขอให้วิญญาณจงรับรู้ไว้ด้วยว่าพวกเราคิดถึงอยู่ในใจเสมอ โดยเฉพาะกรณีวัดปทุมวนาราม ที่มีหลายคนยังคงหลอนกับภาพเบื้องหน้าที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ยังคงทำใจไม่ได้ เพราะเขาเห็นเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตา ผู้เสียชีวิตทุกคนถือเป็นวีรชนที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย มิใช่เป็นผู้ก่อการร้ายหรือเป็นคนชั่วคนไม่ดีตามที่ผู้นำประเทศกำลังบิด เบือนความจริง หากเป็นเช่นนี้ความปรองดองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่อาจจะล้มเหลวไม่เป็น ท่า" นายอนุวัฒน์กล่าว
ที่มา: บางส่วนจากข่าวสด

คลิปหลักฐาน พิรุธการเลือกตั้งส.ก.บางบอน บัตรไม่อยู่ในหีบโผล่มาให้นับ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2553

ราย งานจากเว็บไซต์ยูทูป โดยแหล่งคลิปข่าวถึงสองแหล่งที่ต่างกัน เผยถึงความไม่ชอบมาพากลของการนับคะแนนในเขตบางบอนเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา





นอกจากนี้เว็บไซต์ go6tv.com ยังได้เผยข้อมูลที่ตนเองรับทราบมาเพิ่มเติมดังนี้

"วัน ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ ผอ.ศูนย์การเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางบอน เข้าแจ้งอายัดถุงใส่บัตรเลือกตั้ง ที่มาการนำมาให้รวมกองเพื่อนับคะแนนโดยมีเจ้าหน้าที่หิ้วถุงมาให้โดยไม่ได้ เปิดออกมาจากหีบที่ส่งมาจากหน่วยเลือกตั้ง พอจับได้เจ้าหน้าพาถุงบัตรลงคะแนนหนีไป เอาถุงที่มีบัตรไว้ได้เพียงสองถุงเท่านั้นเป็นตัวอย่าง จะมีหลักฐานที่ถ่าย VDO ไว้มานำเสนอต่อไปว่ามีการนำถุงบัตรเลือกตั้งวิ่งหนีไปจริง

www.go6tv.com สังเกตในคลิปเห็นว่า คนที่ถือบัตรมานั้น ปกติ ต้องใส่กล่อง มีเอกสารแนบว่ามาจากใหนหน่วยใด ใครนำมาส่ง แต่นี่ปรากฏว่าชายหญิงสองสามคน ใส่ชุดข้าราชการ ถือถุงใสใส่บัตรกันมาคนละถุงสองถุงมาส่งให้โดยไม่มีเอกสารแนบ หน้าตางงๆ พอถามว่ามาจากหน่วยใหนอ่ะอะก็ไม่ตอบ ไม่มีเอกสารใดๆ

รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป

น้องเดียร์โวยDSIไม่เป็นมืออาชีพดองคดีฆ่าเสธ.แดง รู้ดีฝีมือใครลั่นเกลียด รบ.ชุดนี้ดีแต่ป้ายสีปชช.

ที่มา Thai E-News



คน เสื้อแดงนัดรวมตัวกันที่แยกศาลาแดงเมื่อค่ำวันก่อนเพื่อรำลึกเหตุการณ์และ สถานที่เสธ.แดงถูกสังหาร และจัดแสดงละครสั้นถึงนาทีการสังหาร โดยมีนายนที สรวารี แสดงเป็นเสธ.แดง(ชมคลิปวิดิโอ)

ที่มา มติชนออนไลน์
ภาพ เฟซบุ๊ค

คกก.ติดตาม สถานการณ์การเมืองวุฒิฯ เรียก “ขัตติยา” แจง “เสธแดง” ถูกยิง ลูกสาวลั่นรู้ว่าใครทำ แต่พูดไม่ได้ ฉะยับ “ดีเอสไอ” ไม่เป็นมืออาชีพ มีแต่คนเคียดแค้น เกลียดรัฐบาล


ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม มีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธาน เชิญน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดงชี้แจง กรณีพล.ต.ขัตติยะ ถูกยิงเสียชิวิต ในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มสื้อแดง โดย นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี คณะกรรมการฯ ระบุพล.ต.ขัตติยะ ที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร อยู่ข้างไหน ถือเป็นอีกเรื่อง แต่การถูกฆาตรกรรมใจกลางเมือง เป็นเรื่องที่อุจอาจ รับไม่ได้ ขณะที่ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา ถามว่า หลังพล.ต.ขัตติยะ เสียชีวิต ทางครอบครัวได้รับการเยียวยาอะไรบ้าง นอกจากนี้ส.ว.หลายคนยังสอบถามน.ส.ขัตติยาถึงผู้บงการสังหาร และกรณีที่มีภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ ถ่ายรูปคู่กับพล.ต.ขัตติยะที่ต่างประเทศ ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างไร


น.ส.ขัต ติยา ชี้แจงว่า กรณีพล.ต.ขัตติยะเสียชีวิต ทางครอบครัวได้รับเงินจากภาครัฐจำนวน 4 แสนบาท ตรงนี้ตนไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่ตนมีปัญหาตรงที่ คดีของไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย โดยเฉพาะ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่ดำเนินการเรื่องนี้ช้ามาก เสมือนทำงานแบบไม่เป็นมืออาชีพ จากที่ได้ถามความคืบหน้าคดีจากดีเอสไอ มีการหาสำนวนของพล.ต.ขัตติยะถึงครึ่งชั่วโมง แสดงถึงความไม่ใส่ใจ หนำซ้ำกรณีที่อัยการเข้ามาดูแลคดีอัยการยังอ่านสำนวนพร้อมตำรวจที่กำลังสอบ ปากคำตนในคราวเดียว


“ส่วนใครที่เป็นคนทำคุณพ่อ เดียร์ ไม่อยากพูด เดี๋ยวจะโดนหมิ่นประมาท แต่พอทราบอยู่ในใจว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะคนที่ทำมีไม่มีกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ แต่กังวลว่า อัยการอาจไม่สั่งฟ้องคดีนี้ เพราะหลักฐานน้อยเกินไป เพราะถ้าพยานเห็นไม่ตรงกัน 2 คน เช่น วิถีกระสุน ที่ไม่รู้มาจากไหน เพราะจากการสอบพยาน 2 ปาก ก็บอกตรงกันอย่างนั้น และกรณีที่คุณพ่อหันหน้าไปทางไหน ขณะที่ถูกยิง บ้างก็ว่า หันหน้าไปทางรถไฟฟ้า บ้างก็ว่า หันหน้าไปทางพระบรมรูปรัชการที่ 6 แต่คดีนี้มีอายุความ 20 ปี ซึ่งเดียร์จะพยายามเรื่อยๆ”น.ส.ขัตติยากล่าว


น.ส.ขัต ติยากล่าวว่า ส่วนคณะกรรมการปรองดอง ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อเยียวยา ตน ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก เพราะตั้งโดยรัฐบาล และมั่นใจด้วยว่า คนที่ตายมีมากกว่า 90 ศพ อยากให้รัฐบาลรับผิดชอบคนตาย แสดงความจริงใจ หาคนมาลงโทษให้ได้ ไม่ใช่เอะอะก็จะหาแต่ผู้ก่อการร้าย ขณะนี้ทั้งตน และผู้สูญเสียทุกคน มีความเคียดแค้น ความรู้สึกตอนนี้ตนเกลียดรัฐบาลชุดนี้มาก เพราะหลอกประชาชนไปวันๆ โดยเฉพาะการป้ายสี อย่างกรณีนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือ นายหรั่ง ที่ถูกจับ แล้วดีเอสไอ ออกมาแถลงข่าวว่า เป็นบุคคลใกล้ชิดกับพล.ต.ขัตติยะ เป็นบุคคลที่ยิงเอ็ม 79 แต่สุดท้ายก็มาปฏิเสธภายหลัง ไม่ทราบว่าดีเอสไอเอาอะไรมาตัดสิน ที่ดีเอสไอแถลงล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น ส่วนภาพถ่ายคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการเดินทางไปต่างประเทศของพล.ต.ขัตติยะ ตนไม่ทราบ เพราะพล.ต.ขัตติยะเดินทางตลอดเวลา และตนไม่เคยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้


“เรื่องการคุกคาม ที่ผ่านมาเดียร์ยังไม่เคยโดน แต่ก่อนหน้านี้ที่ไม่เป็นข่าว มีทหารจากม.พัน 4 ไปค้นบ้านช่วงเดือน เม.ย.และ พ.ค. เพื่อค้นหาคุณพ่อ มีการเหยียบหลังคนในบ้าน ใช้เท้าถีบประตูห้องนอนเดียร์เพื่อหาว่าพล.ต.ขัตติยะอยู่หรือไม่ ส่วนระเบิดที่พบในบ้าน ก็ล้วนแต่นำมาวางเองเพื่อสร้างเรื่องทั้งสิ้น นอกจากนี้ขอรบกวนไปยังวุฒิสภาสอบถามไปยัง ผู้รับผิดชอบ กรณีการรับบำเหน็จตกทอด บูตรมีสิทธิ์รับหรือไม่ เพราะคุณพ่อรับราชการมา 30 ปี ทำความดีให้กับประเทศ แต่ตั้งแต่โดนพักงานมาตั้งแต่เดือน ม.ค. ไม่ได้รับเงินเดือน ถ้าไม่ได้ จะได้ไม่ต้องรอ เรื่องนี้เพื่อนพ่อที่เป็นตท. 11 บอกว่า สามารถขอบำเหน็จตกทอดได้ แต่ผบ.ทบ.ต้องไม่ใช่อยู่ในยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา”น.ส.ขัตติยากล่าว


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมหารือเห็นตรงกันว่า กรณีบำเหน็จตกทอดของพล.ต.ขัตติยะ โดนเพียงถูกพักราชการไม่ใช่การไล่ออก สามารถรับบำเหน็จตกทอดได้ โดยที่ประชุมจะทำหนังสือสอบถามไปยังปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุม ยังมีมติให้น.ส.ขัตติยาเป็นตัวกลางติดต่อประสาน ไปยังญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมทั้งหมด ว่า ขณะนี้มีความเป็นอยู่อย่างไร ถูกคุกคามจากภาครัฐหรือไม่ โดยจะมีการตั้งเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกับญาติผู้เสียชีวิตตามพื้นที่ต่างๆต่อ ไป

Monday, August 30, 2010

ใบอนุญาตฆ่าคน (Licence to Kill)

ที่มา มติชน




ใครอนุญาตให้ฆ่า Fabio Polenghi ?


ความตายของ"ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ" รัฐบาลไทยไม่มีคำตอบ !!!

โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ

เหตุการณ์ การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ในจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้ง 91 ราย นั้น มีนักข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย 2 คน และ มีกรณีที่สื่อมวลชนได้รับ บาดเจ็บมากถึง 10 ราย โดยในจำนวนนี้บางรายอาจต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกายไปตลอดชีวิต นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเซ็นเซอร์และปราบปรามสื่ออีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่หลังช่วงปี ค.ศ. 90

ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว ต่างฝ่ายต่างป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้กระทำความเสียหาย ให้เกิดขึ้น ซึ่งตราบจนบัดนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่จะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสียครั้งนี้ หนึ่งในองค์กรที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีผลการสอบสวนปรากฏออกสู่สาธารณ ชนไปทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือ องค์กรของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Reporter without Borders หรือ Reporters sans frontières โดยจัดทำเป็นรายงานการสอบสวน(investigation report)ในชื่อว่า THAILAND LICENCE TO KILL

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้สัมภาษณ์และวิเคราะห์ในกรณีสื่อมวลชนได้รับการคุกคาม ดังต่อไปนี้

1. การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน นาย Fabio Polenghi

2. การเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ

3. กรณีการบาดเจ็บของ นาย Nelson Rand ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ France24

4. กรณีการปิดกั้นเว็บไซต์ประชาไท

5. กรณีวางเพลิงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3

6. การสัมภาษณ์นางสาว Agnès Dherbeys ช่างภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times ในขณะเกิดเหตุ

7. กรณีนายสุบิน นวมจันทร์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนได้รับบาดเจ็บ

8. กรณีนาย Chandler Vandergrift นักข่าวอิสระชาวแคนาดาได้รับบาดเจ็บสาหัส

9. คำบอกเล่าของสื่อมวลชนชาวต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ

10. กรณีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับบาดเจ็บสาหัส

องค์กร ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนตั้งคำถามว่าจำนวนสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บและเสีย ชีวิตนั้น เป็นผลมาจากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งนี้ มีนักข่าวมากมายที่ทำงานเสนอข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และมีจำนวนหนึ่งที่อาจขาดการอบรมด้านการทำงานในพื้นที่อันตรายหรือไม่ ได้ใช้อุปกรณ์การป้องกันภัย ที่พอเพียงรวมถึงการขาดการอบรมในด้านการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อ พลเมืองของทหารที่ ทำหน้าที่ควบคุมและสลายการชุมนุม หรือว่าเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากความตั้งใจ คุกคามสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนชาวต่างประเทศโดยตรง

ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่ ว่า ในช่วงวันสุดท้ายของการชุมนุมนั้นทหารได้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักข่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้เคารพกติกาของการปฏิบัติ( Rules of Engagement ) แต่อย่างใด

ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.ธานี ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า ทหาร ได้รับคำสั่งให้เคารพ ข้อปฎิบัติเฉพาะ แต่เมื่อมีการยิงทหารไร้อาวุธในวันที่ 16 เมษายน นั้น ทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุนจริงเพื่อป้องกันตนเองจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม นปช. แต่เขาได้ย้ำว่า กองทัพไม่ได้ รับการอนุญาตให้ยิงประชาชนแต่อย่างใด

ประเด็น สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคือการเซ็นเซอร์ สื่อที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วงวิกฤติการเมือง รวมถึงการปิดปากตัวเอง (Self-Censorship) ของสื่อบางส่วนด้วย ในกรณีนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นสื่อมากมาย รวมทั้งประชาไทด้วย ทั้งนี้ ดร.ธานีได้ยืนยันกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสรีภาพสื่อเป็นอย่างยิ่ง แต่ได้เพิ่มเติมว่าสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้สื่อต้องมีความรับผิดชอบในการ ทำงาน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายจะสะท้อนเสียงของกรณีตัวอย่าง 10 ราย ที่สื่อมวลชนได้รับการคุกคาม หรืออันตรายทั้งจากฝ่ายแรก ได้แก่ ทหาร หน่วยกำลังพิเศษ และทหารรับจ้าง และฝ่ายที่สองคือผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเลือกที่จะเป็นสื่อกลางและกระบอกเสียงให้แก่สื่อมวล ชนในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังได้สัมภาษณ์ตัวแทนจากรัฐบาลไทยและทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งบางกรณีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการคุกคามสื่อมวลชน ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างชัดเจน

ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนย้ำให้เห็นความสำคัญของการสอบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นใน ช่วงวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้อย่างโปร่งใส และเสนอให้มีการขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระแล้วไซร้ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ

ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องให้มีการเพิ่มทั้งทรัพยากรและอำนาจแก่คณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะทำงานดังกล่าวมีความอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง และ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียกร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำ งานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ

จะ เห็น ได้ว่ารายงานการสอบสวนฉบับนี้เป็นการรายงานของมืออาชีพที่แท้จริงที่เราทุก คนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหามาอ่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุกคามสื่อนั้นมีมาจากทั้งสองด้าน คือทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งแกนนำรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วจริง ที่สำคัญก็คือกองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข่นฆ่าประชาชน(Licence to Kill) แต่อย่างใด

แต่การสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเกิด ขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจะต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเพิ่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังเช่น กรณี 6 ตุลาออกมาเสียก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็ตาม การ นิรโทษกรรมนี้ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ(หากจะมีผู้หยิบยกและให้สัตยาบันต่อไปในภายหน้า)แต่อย่างใด

( จาก เว๊บไซต์ www.pub-law.net )

ที่สุด ศิริโชค โสภา พบสนทนา วิกเตอร์ บูท ใน "ฐานะ" อะไร

ที่มา ข่าวสด



เป็นอันว่า การพบกันระหว่าง นายศิริโชค โสภา กับ นายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาในคดีค้าอาวุธชาวรัสเซียเป็นเรื่องจริง

ไม่เพียงแต่ นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมายอมรับ

ไม่เพียงแต่ นายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาในคดีค้าอาวุธชาวรัสเซีย ซึ่งถูกจำขัง ณ คุกบางขวาง ได้ออกมายอมรับ

หาก นายศิริโชค โสภา ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ขณะ เดียวกัน แม้ว่าจะมิได้มีการบันทึกโดยเทป แต่บันทึกของ นายวิกเตอร์ บูท ซึ่งนำมาเปิดเผยโดยภรรยาของเขา ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประจำประเทศไทย ก็เป็นที่เอิกเกริกอย่างยิ่งว่าเป็นการสนทนากันด้วยเรื่องอันใด

เนื้อหาเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างแน่นอน เนื้อหาสัมพันธ์และพยายามโยงเข้าสู่สถานการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน อย่างแน่นอน

เรื่องนี้ นายศิริโชค โสภา ก็มิได้ปฏิเสธ



คำถามอันเป็นความต่อเนื่องจากการพบกันระหว่าง นายศิริโชค โสภา กับ นายวิกเตอร์ บูท ก็คือเป็นการพบกันในสถานะใด

จุดต่างอย่างสำคัญอยู่ที่รายละเอียดใน "บันทึก" ของ นายวิกเตอร์ บูท

บันทึกเป็นภาษารัสเซียของ นายวิกเตอร์ บูท เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยออกมาแล้วได้ความว่า

นายศิริโชค โสภา ไปในฐานะ "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี และส.ส.

แม้ จะได้รับการปฏิเสธอย่างฉับพลันทันใดจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายศิริโชค โสภา ว่าไม่ได้ไปในฐานะ "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี หากแต่ไปในฐานะส.ส.เพื่อหาข้อมูลประกอบการทำงาน

ที่น่าสนใจก็คือ นายศิริโชค โสภา ไปในวันที่ 15 เมษายน อันอยู่ในห้วงของการหยุดราชการยาว

การไปยังเรือนจำบางขวางของ นายศิริโชค โสภา จึงเกิดขึ้นในวันหยุดราชการ



ถามว่าหาก นายศิริโชค โสภา เป็น ส.ส.เพียงอย่างเดียวจะมีพลานุภาพอย่างเพียงพอในการเข้าพบและสนทนากับ นายวิกเตอร์ บูท ได้หรือ

ปัจจัยอันเป็นตัวช่วย 1 น่าจะเป็นเพราะเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

ปัจจัยอันเป็นตัวช่วย 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากเพราะทำงานใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีจนได้รับสมญาว่าเป็น "วอลเปเปอร์"

ตรงนี้เองที่น่าจะเป็นที่มาของความเชื่อว่า "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี กระทั่งปรากฏอยู่ในบันทึกของ นายวิกเตอร์ บูท

เพราะเป็นการพบในวันหยุดราชการ

เพราะเป็นการพบในลักษณะที่เปิดห้องพิเศษและเชิญตัว นายวิกเตอร์ บูท เข้ามา โดยกรมราชทัณฑ์อำนวยความสะดวกให้อย่างเป็นการอภิสิทธิ์

กระบวนการติดต่อก็มิใช่โดยการทำหนังสือราชการตามปกติ หากแต่เป็นการยกหูแจ้งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์จัดการให้

หากไม่อยู่ในฐานะทำให้เชื่อได้ว่าเป็น "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี การนี้คงมิอาจบังเกิดขึ้นได้



เรื่องซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องซึ่งอิงอยู่กับพยานหลักฐาน อิงอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักราชการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจใช้โวหารช่วยได้ ประดา "โฆษก" ทั้งหลายอาจแถลงโดยใช้สำนวนภาษาเบี่ยงเบนประเด็นได้

แต่ก็มิอาจนำเอา "โวหาร" ในแบบนักโต้วาทีมากลบเกลื่อนความเป็นจริงไปได้

ระเบิดกับเนวิน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




นายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย โดนมือระเบิดตามล่ามาแล้วถึง 3 ครั้ง

มีลักษณะแค่ข่มขู่คุกคาม มากกว่าจะมุ่งเอาชีวิตถึงตาย

จากกรณี "ระเบิดรถเข็นเงาะ" ที่ทีมมือระเบิดรีโมตจากพัทยาไปทำพลาดที่หน้าพรรคภูมิใจไทย

กลายเป็นตัวมือระเบิดเองบาดเจ็บสาหัส ส่วนเพื่อนร่วมแก๊งพลอยซวยไปด้วย โดนจับอีกโขยงใหญ่

จากนั้น เป็นระเบิดพันด้วยหนังยางชุบน้ำมัน ดอดมาวางหน้าห้างคิงเพาเวอร์ ซึ่งถือเป็น "รัง" ของนายเนวินในกทม.

มีคนบาดเจ็บเช่นกัน เป็นซาเล้งที่เอาถุงระเบิดมาแกะดู แล้วหนังยางที่เปื่อยได้ที่ ขาดจากกัน

ล่าสุด เป็นการยิงถล่มด้วยเอ็ม 79 อาวุธยอดฮิตประจำเมืองหลวงของไทย เป้าก็ยังเป็นห้างคิงเพาเวอร์เช่นเดิม

แล้วก็มีคนรับเคราะห์อีก คราวนี้เป็นรปภ.ห้าง โดนสะเก็ดเอ็ม 79 ฉีกร่างเต็มๆ

ขณะที่นายเนวินเชื่อว่า บางเหตุการณ์น่าจะเป็นการมุ่งสังหาร ไม่ใช่แค่ข่มขู่

แต่ฝ่ายที่ตอบโต้เสียงแข็งมาตลอดก็เป็นพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ นายจตุพร พรหมพันธุ์

ลีลาการพูดของนายจตุพรจับใจความแล้ว จะบอกว่าเป็นระเบิดปาหี่

พูดง่ายๆ พยายามกล่าวหานายเนวิน ว่าสั่งถล่มระเบิดตัวเอง!

โดยเชื่อว่ากัมปนาทเสียงระเบิดทุกตูมในพื้นที่กทม. จะส่งผลโดยอัตโนมัติ

พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะถูกยืดอายุต่อไปเรื่อยๆ

ซึ่งจากเหตุครั้งล่าสุด นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เปรยๆ แล้วว่า สงสัยกทม.คงจะเป็นจังหวัดสุดท้ายที่ได้ยกเลิกพ.ร.ก.

ยิ่งต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกทม. ผลเสียก็ยิ่งตกกับคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย

ว่ากันว่า ผลกระทบหนักๆ ก็เป็นเรื่องการอายัดธุรกรรมต่างๆ มากเสียยิ่งกว่าการห้ามชุมนุม

อย่างไรก็ดี ความเชื่อแบบของนายจตุพรก็มีคนไม่เห็นด้วย อย่างหนึ่งในกรรมการของ นายคณิต ณ นคร

เพราะมองว่าหากรัฐบาลสั่งถล่มระเบิดเมืองหลวงเองเช่นนี้ จะได้ไม่คุ้มเสีย

ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หากมองไปที่ตัวคนคุมรัฐบาลอย่างนายกรัฐมนตรี

ระเบิดแต่ละหน ส่งผลกระทบลึกซึ้งต่อความเชื่อมั่น เศรษฐกิจการท่องเที่ยว และหลายๆ อย่าง

เสียหน้าอีกต่างหาก

เพียงแต่นายกฯ ไม่เล่นใต้ดิน แล้วคนอื่นๆ ที่แวดล้อมอยู่กับขั้วอำนาจละ?

จุดที่จะช่วยให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากเสียงระเบิดได้ เห็นจะเป็นอย่างที่คนรับผิดชอบคดีพูด

พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา บอกว่า ต้องจับคนร้ายให้ได้ก่อน

ถ้าจับไม่ได้ ก็จะอันตรายเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ด่านชายแดนพม่ากับความจริง

ที่มา ไทยรัฐ

วัน ก่อนพูดถึงเรื่องความละเอียดอ่อน ปัญหาชายแดนระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลต้องศึกษาให้รอบคอบ รู้เขารู้เราก่อน ไม่ เช่นนั้นจะเสียค่าโง่เอาได้ง่ายๆ และบังเอิญไปพาดพิง คุณอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์เข้า เลยมีหนังสือชี้แจงมาจาก รมช.พาณิชย์ ดังต่อไปนี้

รม ช.พาณิชย์และคณะได้เดินทางไปยังพื้นที่บริเวณชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อตามสถานการณ์ที่ พม่าปิดด่านเมียวดีจากกรณีการก่อสร้างเขื่อนริมตลิ่งแม่น้ำเมยของไทย ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและการสัญจรข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศ

การ เดินทางดังกล่าวได้มีการประสานกำหนดนัดประชุมระหว่างฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า โดยมี รมช.ต่างประเทศพม่าเป็นตัวแทนเจรจาฝ่ายพม่า และเบื้องต้นฝ่ายไทยได้ให้มีการยุติการสร้างเขื่อนริมตลิ่งแม่น้ำเมยแล้ว โดยไม่มีการส่งอุปกรณ์เครื่องมือไปทำตลิ่งให้ฝั่งพม่าแต่อย่างใด

การ ร่วมมือระหว่างไทยกับพม่าตามผลการประชุมของ คณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าระหว่างไทยกับพม่า ครั้งที่ 5 ยังได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างเต็มที่ จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ

เอา เป็นว่าประเด็นนี้อาจจะมีข้อมูลหรือความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การสร้างเขื่อนริมตลิ่งมีทั้งของไทยและของพม่า ซึ่งต้องยอมรับว่าการสร้างเขื่อนริมตลิ่งนั้นจะส่งผลให้เกิดปัญหาเส้นเขต

แดน ที่วัดเอาจากสันปันน้ำเป็นหลัก เข้าใจว่าที่พม่าได้เจรจาด้วยก็คือเรื่องของสันปันน้ำที่อ้างว่าฝ่ายเราได้ เปรียบ จึงทำให้ฝ่ายไทยสั่งให้หยุดการก่อสร้างทันที โดยหวังผลไปที่การให้พม่ายอมเปิดด่าน

แต่จนบัดนี้พม่าก็ยังไม่ยอมเปิดด่านซะที

เพราะ อะไร จึงอยากจะเรียนต่อไปว่า อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ การค้าชายแดนระหว่างไทยกับพม่า ชนกลุ่มน้อยที่ทำงานให้กับรัฐบาลพม่า ได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะพม่าใช้ชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่ากะเหรี่ยงฝ่ายหนึ่งคอยเป็นกันชนไม่ให้ กะเหรี่ยงอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาก่อความรุนแรง พูดง่ายฯใช้กะเหรี่ยงรบกันเอง

ต่อ มาปรากฏว่ารัฐบาลพม่าจะจัดการเลือกตั้งในปลายปีนี้ จึงจำเป็นต้อง จัดระเบียบชนกลุ่มน้อย ใหม่ ประกอบกับการสู้รบตามแนวชายแดนระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยค่อนข้างจะ สงบลง รัฐบาลพม่าจึงขัดขวางการเข้ามาค้าขายตามแนวชายแดนของชนกลุ่มน้อยที่เคยได้ ประโยชน์ดังกล่าว ว่ากันว่า การเดินทางเข้าออกระหว่างไทยกับพม่ามีถึง 18 จุด ปิดจุดนั้นโผล่จุดนี้ ทำให้ รัฐบาลพม่าต้องเข้มงวดมากขึ้น และไม่ยอมเปิดด่านง่ายๆ จึงพอสรุปได้ว่าปัญหาการปิดด่านของพม่าจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนริมตลิ่งโดยตรง แต่เป็นข้ออ้างเท่านั้น

ก็ มีนักการเมืองไปประสานขอวัสดุอุปกรณ์จากเอกชนส่งไปให้พม่าเพื่อจะให้ฝ่าย โน้นสร้างเขื่อนให้เสร็จเร็วๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เปิดด่านซะที แถมยังได้เปรียบเรื่องของสันปันน้ำอีกต่างหาก เรามัวแต่ใสซื่อหวังจะเปิดด่านท่าเดียว เลยเสียอะไรไปบ้างไม่รู้ ก็นึกว่าเล่าสู่กันฟัง เผื่อรัฐบาลจะหูตาสว่างบ้างเท่านั้น.


หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 28/08/53

ที่มา ไทยรัฐ



การ์ตูนเซีย 28/08/53

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:วิพากษ์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กรณีรับเป็น“กรรมการปฏิรูปประเทศ”

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: การรับเป็น "กรรมการปฏิรูปประเทศ" ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ไม่มีคุณธรรม

โปรดพิจารณา “เรื่องสมมุติ” ต่อไปนี้:

เพื่อน บ้านครอบครัวหนึ่ง เพิ่งสูญเสียพ่อบ้าน หรือลูกชายหรือลูกสาว จากการถูกฆ่าอย่างน่าอนาถเมื่อไม่กี่วันมานี้ และสมาชิกที่เหลืออยู่ของครอบครัวนั้นยังอยู่ในช่วงเศร้าโศกอย่างหนัก พยายาม “ทำใจ” กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ฯลฯ
ไม่ ว่า ที่ผ่านมา เราจะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านครอบครัวนี้อย่างไร อาจจะไม่ถึงสนิทสนมใกล้ชิด อาจจะมีความ “หมั่นไส้” ไม่ชอบบางคนในครอบครัวนั้น รวมถึงแม้แต่ตัวผู้ตายเอง และไม่ว่าสถานการณ์ของการถูกฆ่านั้น เราจะคิดอย่างไร (สมควรหรือไม่ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ฯลฯ) แต่โดยสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน (basic human decency)[decency คำนี้ ผมขออภัยที่ใช้ทับศัพท์ เพราะนึกคำไทยที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ จะแปลว่า “มารยาท” “ความเหมาะสม” หรือ “ความสุภาพ” แม้อาจจะให้ความหมายที่ใกล้เคียง ก็รู้สึกยังไม่ตรงนัก จะใช้ว่า “ความดีงามในจิตใจ” ก็อาจจะหนักเกินไป จึงขออนุญาตเขียนเช่นนี้โดยตลอดบทความ] เราย่อมพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ครอบครัวนั้นรู้สึกเป็นการ “ซ้ำเติม” ความเศร้าโศกของพวกเขา เช่น เราคงไม่ไปแสดงอาการดีอกดีใจ รื่นเริงบันเทิง ต่อหน้าเขา ไม่ไปพูดคุยโอ้อวดถึงความดีใจของเรา ที่ลูกชายลูกสาวเราเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเพิ่งเรียนจบ ได้งานทำ มีเงินเดือนสูง ฯลฯ ต่อให้เราไม่ถึงกับต้องไปช่วยเหลืองานศพของคนตาย หรือกระทั่งไปพูดจาปลอบประโลม (เพราะไม่สนิทกัน) ฯลฯ
การหลีกเลี่ยงไม่กระทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้านดังกล่าว ไม่จำเป็นว่าเพราะเราเป็นผู้มีการศึกษา หรือมีคุณธรรมสูงส่งอะไรเลย เป็นเพียงการมี decency พื้นๆ ของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ในทางตรงข้าม หากเราทำอะไรอย่างที่ว่า (รื่นเริงบันเทิง ดีอกดีใจ ในความสุขความสำเร็จของครอบครัวเราเองในขณะนั้น ต่อหน้าต่อตาเพื่อนบ้านที่กำลังโศกเศร้า ฯลฯ) ก็ต้องจัดว่า เราเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม (cruel) ป่าเถื่อน (babaric) ไม่มีคุณธรรมพื้นๆอย่างยิ่ง
. . . . . . . . . . . .
การ ที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เข้ารับตำแหน่งเป็น “กรรมการปฏิรูปประเทศ” ที่ตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปราบปรามที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย บาดเจ็บพิการนับพัน (และถูกจับกุมคุมขังอีกกว่าร้อยคน) โดยที่ผลกระทบโดยตรงต่อครอบครัว คนใกล้ชิด เพื่อน ของคนตาย คนบาดเจ็บพิการ เหล่านั้น ยังรู้สึกกันได้อย่างรุนแรง (ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อ “สังคม” วงกว้างออกไป) เปรียบเสมือนการกระทำในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้าน ที่กล่าวไว้ใน “เรื่องสมมุติ” ข้างต้น นี่เป็นการกระทำที่มาจากจิตใจที่เหี้ยมโหด (creul) ป่าเถื่อน (babaric) ขาดคุณธรรมอย่างถึงที่สุด
ทั้ง นี้ ไม่ว่านิธิจะคิดหรือให้เหตุผลใดๆก็ตาม กับการเข้าร่วมนั้น (ประเภท “เข้าไปเป็นกรรมการเพื่อผลักดันวาระและกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน” ฯลฯ) ไม่ว่าเขาจะมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือตัวกรรมการนั้นเอง (“อ้อมกอดอำมหิต”, “ประชาชนต้องอย่าไว้ใจกรรมการที่ตั้งขึ้นมา” ฯลฯ)
แต่ตัวการกระทำนั้นเอง (การเข้าเป็นกรรมการ) เป็นสิ่งที่อุจาด (indecent) และเหี้ยมโหดป่าเถื่อน (cruel, babaric) ซึ่งคนที่มี decency พื้นๆของความเป็นคน ไม่ทำกัน
ผม เอง โดยส่วนตัว เห็นว่า การตายและสูญเสียอย่างมหาศาลของ “คนเสื้อแดง” เป็นสิ่งซึ่งความจริงสามารถหลีกเลี่ยงได้ เห็นว่า การกระทำหลายอย่างของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งอาจจะรวมทั้งคนที่ตายไปนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเห็น – และผมเชื่อ/หวังว่า ทุกคนที่มี decency ของความเป็นมนุษย์อย่างพื้นๆ คงจะคิดเช่นนี้ด้วย – ว่า ปัญญาชนระดับนำสูงสุดของประเทศอย่างนิธิ(หรือคนอื่นๆ) ไม่สมควรที่จะทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” พวกเขาและญาติมิตรของเขา (หรือ “สังคม” โดยรวม) ด้วยการไปรับตำแหน่งที่รัฐบาล ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการฆ่าพวกเขา ตั้งขึ้นมา ด้วยสาเหตุที่ชัดเจนว่าต้องการทำให้การฆ่าที่ตัวเองมีส่วนรับผิดชอบนั้น เป็นเรื่อง “เบา”ลงไป
ยิ่ง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังคงพูดและเขียนในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนี้เท่าไร ยิ่งทำให้การที่เขาไปร่วมเป็นกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเป็นการกระทำที่ไร้ ความ decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์มากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น ปัญญาชน นัก นสพ. จำนวนหนึ่ง ที่อาจจะ “ไม่สบายใจ” กับการที่นิธิไปร่วมเป็นกรรมการ พยายาม “ปลอบใจตัวเอง” หรือให้ “คำอธิบาย” ทำนองนี้ ด้วยการยกเอาการที่นิธิยังคงพูดและเขียนในลักษณะ “ไม่ขึ้นต่อรัฐบาล” หรือกระทั่ง “วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล” มาอ้าง หาได้คิดว่า ความจริง ยิ่งนิธิยังคงเขียนเชิงวิพากษ์รัฐบาลเท่าไร ยิ่งเป็นการประจานความไม่มี decency ของตัวเองมากขึ้นเพียงนั้น ในแง่นี้ บรรดา “ปัญญาชนบริกร” อย่าง อานันท์, อมร, สมบัติ ฯลฯ ที่เขียนเชียร์รัฐบาลนี้อยู่เสมออยู่แล้ว กลับมีลักษณะ “ซื่อตรง” (honesty) ยิ่งกว่านิธิ เพราะอย่างน้อย พวกนี้เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร (เขียนเชียร์รัฐบาล กับไปเป็นกรรมการให้รัฐบาลเป็นอะไรที่ไปด้วยกันได้สนิทอยู่แล้ว) แต่สิ่งที่นิธิทำ กลับเป็นการแสดงความไม่ซื่อตรง (dishonesty) หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ (hypocritical) อย่างขาดความละอายชัดๆ
เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องอาศัยอุดมคติหรือทฤษฎีที่สูงส่งลึกซึ้งอะไรเลย แค่สามัญสำนึกของความ decency ของความเป็นมนุษย์ ที่จะไม่เหี้ยมโหดป่าเถื่อน ทำร้ายซ้ำเติมผู้ที่อยู่ในความทุกข์โศกสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอยู่แล้วเท่านั้น