WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 1, 2010

นพดลโต้แม้วป่วยโชว์ภาพพบแมนเดลา

ที่มา posttoday


ทักษิณจับมือแมนเดลา


ทักษิณกับนางวินนี่


นพดลโต้ข่าวแม้วป่วย

นพดล โต้ทักษิณป่วย โชว์ภาพถ่ายคู่ เนลสัน แมนเดลา อ้างถ่ายเมื่อ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา
เป็นภาพจริงไร้การตัดต่อ ยัน "นาย"สุขภาพแข็งแรงดี ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงกรณี
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศเดินทางไปเยือนประเทศมอนเตเนโกรว่า แม้การเดินทางครั้งนี้
นายกษิตอ้างว่าเป็นการเดินทางไปคุยเรื่องทั่วไป ไม่มีกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ
แต่คงไม่มีใครเชื่อ คงหวังที่จะให้รัฐบาลมอนเตเนโกร ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
ซึ่งเรื่องนี้ นายกฯและรัฐบาลมอนเตเนโกร ยืนยันว่าจะไม่ส่งกลับแน่นอน
อีกทั้งวันนี้พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประชาชนและถือพาสปอร์ตมอนเตเนโกร

ทั้งนี้ปฏิบัติการณ์ไล่ล่าอดีตนายกฯอย่างสุดขอบฟ้ายังมีต่อไป
เพียงแต่เปลี่ยนจาก นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เพราะมาเป็นส.ส.ประชาธิปัตย์แล้ว มาเป็นนายกษิต ถามว่า
เป็นธรรมหรือไม่กับการไล่ล่าคนๆเดียว
ต้องนำภาษีคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ และสถานทูตต่างๆ
ตราบใดที่ยังมีการไล่ล่า ทัศนคติผู้นำของไทยเรื่องความปรองดอง คงยังไม่เกิดขึ้น

นายนพดลกล่าวว่า กรณีกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ป่วยเป็นมะเร็งหรือสื่อบางสำนักระบุถึงขั้นว่า
ตายไปแล้ว นั้นยืนยันว่าไม่มีแน่นอน ท่านยังสุขภาพแข็งแรงดี ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง
ในช่วงที่ท่านทวิตข้อความมาก็บอกว่าป่วย ไม่ทวิตมาก็บอกว่าป่วย เลยไม่รู้จะเอาอย่างไร
พ.ต.ท.ทักษิณนิ่งเงียบหายไปไม่ได้ป่วย
แต่เพราะท่านอยากให้ความปรองดองเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และจะได้ไม่ถูกนำมาเป็นข้ออ้างว่า
เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหา การเดินทางไปต่างประเทศมี2อย่าง คือ
1.ไปพบปะผู้นำประเทศต่างๆ
2.เพื่อหาโอกาสการค้า การลงทุน

ทั้งนี้ นายนพดลกล่าวพร้อมกับแสดงสำเนาภาพสี พ.ต.ท.ทักษิณ 2ภาพ ว่า
ภาพแรกเป็นการเดินทางเมื่อเร็วๆนี้ เพียงแต่ไม่ได้ระบุวัน เวลาของภาพ
แต่เป็นภาพจริง ไม่มีการตัดต่อ
โดยพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปพบนายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

“พ.ต.ท.ทักษิณไปพบ นายเนลสัน แมนเดลาเพราะเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องความปรองดอง
ในอดีตแอฟริกาใต้มีการเลือกปฏิบัติ นายเนลสัน ได้ต่อสู้เรื่องการเหยียดสีผิวมาโดยตลอด
ท่านไปพบเพื่อสร้างความปรองดอง เพื่อที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย
ซึ่งประเทศเขาเน้นเรื่องความปรองดองมากกว่าไล่ล่า
แต่ไทยตอนนี้ปรองดองน้อยไปหน่อย การแก้แค้นเยอะไป
ดังนั้นเราต้องหันมาปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้มีอำนาจในประเทศ
เพื่อให้เกิดความปรองดองอย่างแท้จริง”นายนพดลกล่าว

นายนพดลอธิบายอีกรูปว่า มีการถ่ายภาพเมื่อ 27/08/2010 16.05
ดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อ้างในช่วงดังกล่าวว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปแถวๆภูมิภาคนี้ จึงไม่เป็นความจริง
โดยพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปพบนางวินนี่ แมนเดลา ภริยานายเนลสัน แมนเดลา
พร้อมทั้งถ่ายภาพที่บ้านนางวินนี่
ซึ่งเป็นบ้านที่นางวินนี่สร้างไว้เพื่อรอรับนายเนลสัน หลังจากติดคุกทางการเมืองนานกว่า 26ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภาพถ่ายสีทั้ง2ภาพ
โดยภาพแรก พ.ต.ท.ทักษิณ ในชุดสูทดำ ไทด์สีแดงกำลังจับมือกับนายเนลสัน แมนเดลา
ขณะนั่งบนเก้าอี้ในห้องทำงาน โดยมีฉากหลังเป็นชั้นเก็บหนังสือมากมาย
ส่วนอีกภาพ ระบุ 27/08/2010 16:05 เป็นภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ในชุดเดิม ถ่ายคู่กับนางวินนี่
ที่บริเวณหน้าบ้าน โ
ดยบ้านหลังดังกล่าวนายนพดลอ้างว่า เป็นบ้านนางวินนี่ ที่สร้างรอรับนายเนลสัน หลังจากออกจากคุก

นายนพดลกล่าวอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ฝากบอกคนมีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ทหาร คนคุมเกม
หรือคนที่มองไม่เห็น ให้สบายใจได้ ทุกวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่องอยู่3คำ
1.ปรองดอง
2.ความยุติธรรม
3.ประชาธิปไตย
แต่การจะปรองดองได้ ต้องปรบมือทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่ตบข้างเดียวมันไม่ดัง

เมื่อถามว่าประเทศมอนเตเนโกรมีสนธิสัญญากับไทย เรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่
นายนภดลกล่าวว่า ประเทศมอนเตเนโกรมีกฎหมายของเขา
แต่เข้าใจว่าเขาจะไม่ส่งประชาชนของเขากลับมาแน่นอน ประกอบกับไทยก็ไม่มีสนธิสัญญาด้วย

บึมป่วนNBT รถพัง3คัน จนท.เร่งสอบ

ที่มา ไทยรัฐ


เกิดเหตุระเบิดบริเวณลานจอดรถ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT ถนนวิภาวดีรังสิต
ส่งผลให้มีรถยนต์ได้รับความเสียหาย 3 คัน แต่โชคดีไม่มีคนได้รับบาดเจ็บ
ล่าสุดเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว...

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
เกิดเหตุระเบิดบริเวณลานจอดรถ ด้านหน้าของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT ถนนวิภาวดีรังสิต
ส่งผลให้รถยนต์ที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถได้รับความเสียหาย 3 คัน เป็น
รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้าแคมรี่ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ภม 4593 กทม. กระจกด้านหลังแตกร้าว
รถตู้ทะเบียน 1ร-0831 กทม. ถูกสะเก็ดระเบิดและ
รถยนต์นิสสัน หมายเลขทะเบียน กบ 2622 หมวด จ.นนทบุรี ถูกสะเก็ดระเบิดเช่นกัน
แต่เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นคาดว่า
คนร้ายน่าจะยิงมาจากถนนวิภาวดีรังสิต ที่รั้วอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ขณะเดียวกัน
กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด พร้อมกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้าตรวจสอบ
เพื่อหาสารประกอบวัตถุระเบิด รวมทั้งตรวจหาแนววิถีการยิงว่าคนร้าย ยิงมาจากจุดใด และมีการใช้เชือกกั้น
ห้าม ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปด้านในจุดเกิดเหตุด้วย เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สามารถเก็บสะเก็ตระเบิดในที่เกิดเหตุได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นสะเก็ตระเบิดของระเบิด เอ็ม 79 หัวทอง ส่วนหัวระเบิดนั้น ยังไม่พบ

นอกจากนี้
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เดินทางเข้าตรวจสอบเหตุด้วย โดยมี น.ส.รัตนา เจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการ NBT ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ พูดพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเมื่อนายองอาจ ตรวจที่เกิดเหตุได้ประมาณ 30 นาที ได้โทรศัพท์รายงานเหตุการณ์และคามเสียหายที่เกิดขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้ว

วิสัชนาเปิดผนึกถึงภัควดี ไม่มีนามสกุล : พระไพศาล วิสาโล

ที่มา thaifreenews

โดย namome

วิสัชนาเปิดผนึกถึงภัควดี ไม่มีนามสกุล
Thu, 2010-08-26 23:42
พระไพศาล วิสาโล
26 สิงหาคม 2553
ที่มา: http://www.visalo.org/article/letterToPakawadee.htm

คุณ ภัควดี ไม่มีนามสกุล เขียนบทความชื่อว่า “ปุจฉาเปิดผนึกถึงพระไพศาล วิสาโล” เพื่อแสดงความเห็นตอบโต้บทสัมภาษณ์ของอาตมา ซึ่งตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม โดยมีการพาดหัวบทสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า "พระไพศาล วิสาโล: ปฏิรูปอัตตาธิปไตย – 'อภิสิทธิ์'ต้องกล้านำความเปลี่ยนแปลง" ซึ่งต่อมาได้มีการโพสต์ลงในเว็บไซต์ประชาไท

ในบทความดังกล่าว คุณภัควดีมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาตมาหลายประการ ควรที่จะได้รับการชี้แจงในบทความนี้ ควบคู่ไปกับการอธิบายเพิ่มเติมของอาตมาเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่คุณภัควดี ได้เอ่ยถึง
คุณภัควดีได้ออกตัวก่อนที่จะแสดงความเห็นตอบโต้อาตมาว่า “ผู้เขียนมีข้อผูกมัดในทางสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่พึงให้ความเคารพ ต่อพระไพศาลในฐานะผู้อาวุโสกว่าและในฐานะมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนก็จะให้ความเคารพตามข้อผูกมัดนี้ ไม่น้อยกว่านี้และไม่มากไปกว่านี้” อาตมาคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน โดยไม่จำเป็นต้องเอาความเป็นพระภิกษุของอาตมามาเป็นเครื่องกีดขวางการวิ จารณ์ แต่จะว่าไปแล้วแม้จะมองว่าอาตมาเป็นพระภิกษุ (นอกเหนือจากการเป็นผู้อาวุโสและมนุษย์) คุณภัควดีหรือใครก็ตามย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อาตมาได้ อยู่ดี เพราะพระภิกษุนั้นไม่ควรอยู่เหนือคำวิจารณ์ และสมควรถูกวิจารณ์ด้วยหากคิด พูด หรือทำไม่ถูกต้อง (ในสังคมไทยสมัยก่อน เป็นเรื่องธรรมดามากที่พระจะตกเป็นหัวข้อของการนินทาและวิจารณ์ประชดประชัน อย่างเผ็ดร้อนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ นิทานตาเถรยายชี โดยชาวบ้านที่นับถือพระศาสนา) ดังนั้นอาตมาจึงเห็นด้วยกับคุณภัควดีว่า “หากจะมีผู้อ่านท่านใดมาวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่าผู้เขียน โดยยกเอาบาปกรรมนรกมายัดเยียดให้ ย่อมเป็นเรื่องไร้สาระ”

คุณภัควดี ได้เริ่มต้นการวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นของอาตมาในบทสัมภาษณ์ดัง กล่าว โดยกล่าวว่า “การเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก โดยละเลยปัญหาเชิงโครงสร้าง หรืออย่างมากก็กล่าวถึงโดยผิวเผินแต่ขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงนั้น เป็นประเด็นที่เห็นได้ชัดในบทสัมภาษณ์ของพระไพศาล” คุณภัควดีพูดต่อไปว่า “เริ่มต้นมาท่านก็กล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า ความขัดแย้งทั้งหมดมีทักษิณเป็นศูนย์กลาง (ซึ่งท่านไม่ได้ขยายความว่า คำว่า "ศูนย์กลาง" นี้หมายถึง "สาเหตุ" "ต้นตอ" "ตัวการ" กินความมากน้อยแค่ไหน)”

ข้อ ความดังกล่าวชวนให้เข้าใจผิดว่า อาตมามองความขัดแย้งทั้งหมดในเมืองไทยขณะนี้ว่ามีคุณทักษิณอยู่เบื้องหลัง ที่จริงอาตมาพูดถึงประเด็นนี้เอาไว้ว่า ปัญหามันซับซ้อนกว่านั้น คือเป็นเรื่องที่มีสาเหตุในเชิงโครงสร้าง ดังอาตมาได้กล่าวว่า “แม้ปรากฏการณ์ที่มีอยู่นี้จะเป็นความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่นคุณทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) แต่ว่าสาเหตุรากเหง้าไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างของสังคมไทยในหลายมิติที่กำลังเปลี่ยนแปลง เช่น ประชาชนมีความสำนึกทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นคนชั้นล่าง คนยากจน หรือ คนชั้นกลางระดับล่าง คนเหล่านี้เมื่อก่อนเขาอาจจะยอมรับความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ ยอมรับในความเป็นสองมาตรฐาน ในความเหลื่อมล้ำได้ แต่เดี๋ยวนี้เขายอมรับได้ยากแล้ว และเป็นอย่างนี้ในหลายวงการ”

สำหรับ ข้อความที่ว่า “ความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่นคุณทักษิณ” (ขอให้สังเกตว่า อาตมาใช้คำว่า “ความขัดแย้ง”เฉย ๆ ไม่ได้ใช้คำว่า “ความขัดแย้งทั้งหมด” อย่างที่คุณภัควดีเขียน) อาตมาไม่ได้หมายความว่าคุณทักษิณอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมดในเมือง ไทย แต่หมายความว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับแต่ปี 48 ล้วนล้อมรอบประเด็นเกี่ยวกับคุณทักษิณเป็นสำคัญ เริ่มตั้งแต่การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่คุณ ทักษิณในปี 48-49 ตามมาด้วยการชุมนุมเรือนหมื่นของผู้สนับสนุนคุณทักษิณในภาคอีสานและภาคเหนือ และที่สวนจตุจักร จนเกิดความหวั่นกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ม็อบชนม็อบอย่างนองเลือด การรัฐประหารปี 49 เกิดขึ้นก็เพราะต้องการโค่นล้มคุณทักษิณ หลังจากนั้นก็มีการร่างรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งก็เพื่อสกัดกั้นคุณทักษิณ (และพวกพ้อง) จากวงการเมือง จนเกิดคดียุบพรรค ใช่แต่เท่านั้นพอถึงปี 51 พันธมิตร ฯ ก็ประท้วงยืดเยื้อจนถึงกับยึดทำเนียบและสนามบิน ทั้งนี้เพื่อต่อต้านรัฐบาลสมัครและสมชายซึ่งถูกมองว่าเป็นนอมินีของทักษิณ และเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งกลัวกันว่าจะเป็นการเปิดทางให้คุณ ทักษิณพ้นผิดหรือกลับสู่วงการเมืองอีก จนกระทั่งมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคุณทักษิณ(และพวกพ้อง) ขณะที่ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งก็ต่อต้านคนเสื้อแดงเพราะเชื่อว่าคนเสื้อแดงทำ เพื่อคุณทักษิณ ในที่สุดคนเสื้อแดงก็ถูกปราบปรามโดยรัฐบาลและกองทัพซึ่งมีผู้นำเป็นปฏิปักษ์ กับคุณทักษิณ

ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่พูดมาอย่างย่อ ๆ หากไม่เรียกว่าเป็น “ความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่นคุณทักษิณ” อาตมาก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรถึงจะถูกต้องและกระชับกว่านี้ อย่างไรก็ตามอาตมาได้พูดถึงเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นแค่ “ปรากฏการณ์” ดังได้พูดต่อจากนั้นว่า สาเหตุรากเหง้าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง (ดังอาตมาจะชี้แจงต่อไปข้างหน้า)

เป็นความจริงที่ว่าอาตมาได้ “ยกบุคคลดัง ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ” แต่บุคคลเหล่านั้นอาตมาไม่ได้ยกเหมามากองต่อท้ายข้อความในย่อหน้าที่ แล้วอย่างที่คุณภัควดีเขียนชวนให้เข้าใจเช่นนั้น อาตมาพูดถึงแต่ละคน (หรือแต่ละคู่) ในบริบทที่ต่างกัน

คุณภัควดีต้องไม่ลืมว่าอาตมาแสดง ความเห็นดังกล่าวในฐานะบทสัมภาษณ์ ซึ่งถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง เงื่อนไขอย่างหนึ่งคือคำถามของผู้สัมภาษณ์ อาตมาจะพูดอะไรก็ขึ้นอยู่กับคำถามเป็นสำคัญ อาตมาพูดถึงแมนเดลาและเดอเคลิร์กก็เพราะผู้สัมภาษณ์ถามอาตมาถึงเรื่องการ เจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งไม่ประสบผล ผู้สัมภาษณ์ถามว่า “จำเป็นต้องมีตัวเชื่อมไหม” อาตมาตอบว่า “จำเป็น แต่ถึงที่สุดต้องเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสพูดคุยกับเหมือนแมนเดลากับ เดอเคลิร์ก”

ถัดมาผู้สัมภาษณ์ถามว่า “ปัญหาของไทยตอนนี้คือแต่ละฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ยึดตัวกูเอาไว้?” อาตมาก็ตอบว่า “ต้องมีการ break the ice ซึ่งเป็นหน้าที่ของตัวกลาง” จากนั้นอาตมาจึงพูดถึงคาร์เตอร์ ว่าเป็นตัวอย่างของการ break the ice ระหว่าง เบกินกับซาดัต

คุณภัควดีย่อมทราบดีว่าการเจรจานั้นเป็น เรื่องเกี่ยวข้องกับผู้นำสอง ฝ่าย(หรือหลายฝ่ายสุดแท้แต่กรณี) จะเอาประชาชนของสองฝ่ายมาเจรจากันย่อมเป็นไปไม่ได้ การที่อาตมาพูดถึงการเจรจาระหว่างผู้นำ ก็ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธบทบาทของประชาชนของสองฝ่าย จะว่าไปแล้วไม่มีตอนไหนที่อาตมาปฏิเสธบทบาทของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือบ้านเมืองเลย มีตอนเดียวที่ใกล้เคียงคือพูดถึงรัชกาลที่ 5 และพลเอกเปรม ที่พูดเช่นนั้นก็เพื่อบอกว่า “สมัยก่อน(การแก้ปัญหาประเทศ)ขึ้นอยู่กับผู้นำมาก” แต่อาตมาได้พูดถึงยุคปัจจุบันว่า “ผู้นำอย่างเดียวไม่พอ สังคมต้องช่วยด้วย” คุณภัควดีถามว่า “ผู้เขียนอ่านแล้วสงสัยว่า แล้วประชาชนอยู่ตรงไหน?” อาตมาก็ขอตอบว่า ประชาชนอยู่ในบทสัมภาษณ์ของอาตมาแล้ว เพราะ “สังคม”ที่อาตมาพูดถึงนั้นหมายถึงประชาชน

ควรกล่าวด้วยว่าการ สัมภาษณ์ครั้งนั้น(วันที่ 17 สิงหาคม) ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม มีเนื้อความหลายตอนถูกตัดไป เช่น อาตมาได้พูดถึงการปฏิรูปประเทศว่า “เรื่องการเปลี่ยนแปลงเราอย่าไปหวังรัฐบาล ต้องเสนอต่อสังคมให้ขับเคลื่อน ซึ่งคุณอานันท์ (ปันยารชุน ประธานกรรมการปฏิรูป) บอกเราจะเสนอข้อเสนอต่อประชาชน แต่สำเนาถึงรัฐบาล”

คุณภัควดีเขียน ว่า อาตมา “ใช้วาทกรรมที่มุ่งเป้าเกี่ยวกับตัวบุคคลเป็นหลัก เช่น ความรัก ความเข้าใจ การไว้วางใจกัน การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ตัวกูของกู อัตตาธิปไตย ฯลฯ” คำกล่าวนี้ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ขอให้ดูคำถามที่ผู้สัมภาษณ์ถามอาตมาก่อนว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร หากกลับไปอ่านดูก็น่าจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดอาตมาจึงพูดถึงประเด็นดังกล่าว ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามในบทสัมภาษณ์ดังกล่าวอาตมาไม่ได้พูดแต่เรื่องตัวบุคคลอย่าง เดียว หากยังพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัจจัยทางเศรษฐกิจการเมืองที่นำไปสู่ ปัญหาในปัจจุบัน ดังอาตมาให้สัมภาษณ์ (แต่ถูกตัดออกไป) ว่า “ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล หรือความขัดแย้งเชิงบุคคล แต่มันเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีรากเหง้ามาจากความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ การดูถูกเหยียดหยาม เพราะยากจนเพราะเป็นคนบ้านนอก ซึ่งจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง”
สิ่งที่ ไม่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ ไม่ได้แปลว่าอาตมาไม่ได้พูดในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น มีคำให้สัมภาษณ์ของอาตมาหลายประเด็นที่ถูกตัดออกไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ กัน (รวมทั้งเรื่องที่พูดถึงกรอบการทำงานคณะกรรมการปฏิรูปว่า มุ่งสร้างความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจ ด้านที่ดินและทรัพยากร ด้านโอกาส ด้านสิทธิ และด้านอำนาจต่อรอง) นอกจากเป็นเพราะข้อจำกัดทางเนื้อที่แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเพราะกองบรรณาธิการเห็นว่ามีบางประเด็นที่ “ล่อแหลม”

เป็น ธรรมดาของการให้สัมภาษณ์ที่ใครก็ตามย่อมไม่สามารถพูดทุกเรื่องได้ และหลายเรื่องที่พูดก็ไม่สามารถอธิบายแจกแจงให้ละเอียดได้ ไม่เหมือนบทความหรืองานวิชาการที่เราสามารถเขียนแจกแจงประเด็นใดประเด็น หนึ่งเป็นหน้า ๆ หรือหลายหน้าได้ อาตมายอมรับว่าพูดเรื่องกระจายอำนาจน้อย (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ว่า “จะใช้หลักธรรมะข้อไหนมาช่วยเยียวยา”) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาตมาไม่เห็นความสำคัญ ประเด็นเหล่านี้อาตมาได้เขียนไว้ในที่อื่นแล้ว ล่าสุดได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง “สร้างสังคมไทยให้เป็นมิตรกับความดี” ดังมีข้อเสนอตอนหนึ่งว่า “กระจายอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับ ชุมชนไปถึงระดับชาติ รวมถึงการดูแลจัดการทรัพยากรท้องถิ่น มีกลไกที่สามารถป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ให้หลักประกันทางสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี เป็นต้น” http://www.visalo.org/article/budTumKwamdee999.htm

ใน ประเด็นเรื่องกระจายอำนาจ คุณภัควดีอ้างว่า อาตมา “ยังตั้งเงื่อนไขแฝงไว้หลายอย่าง เช่น ไม่ควรใช้แนวทางประชานิยม” ไม่มีตอนไหนที่อาตมาพูดเช่นนั้นเลย ที่จริงอาตมากล่าวว่า การ “ยื่นเงินไปให้ ให้แค่ประชานิยม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง” คนที่อ่านอย่างตั้งใจย่อมเข้าใจได้เองว่า อาตมากำลังพูดว่า ลำพังประชานิยมอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

สำหรับประเด็นเรื่อง “กระจายความรัก” ซึ่งคุณภัควดีดูจะไม่พอใจกับแนวความคิดนี้เอามาก ๆ ถ้าอ่านให้ดีจะพบว่า สำนวนนี้ไม่ใช่เป็นของอาตมา แต่เป็นของอดัม คาเฮน (นักสันติวิธีที่มาบรรยายเมื่อวันที่ 16 และ 17 สิงหาคม ดังเป็นข่าวในสื่อมวลชนหลายแห่ง) โดยอาตมาได้กล่าวถึงเขาว่า “อดัม คาเฮน พูดเมื่อสองสามวันก่อนว่า การกระจายความรักไปให้คนอื่นมากขึ้น จะช่วยลดความขัดแย้งได้”

อาตมาเห็นด้วยกับความเห็นของคาเฮน แต่ก็พูดเพิ่มเติมว่า “แต่การกระจายความรักอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องกระจายอำนาจด้วย ถ้ารักแล้วไม่ทำอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้ารักแล้วแค่ยื่นเงินไปให้ ให้แค่ประชานิยม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง”

อาตมาไม่ได้เรียกร้องให้คนรัก กันหรือมีเมตตาอย่างเดียว ในการให้สัมภาษณ์และข้อเขียนหลายชิ้นในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา อาตมาได้ย้ำว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น จึงจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในขณะนี้ได้ ในบทความเรื่อง “สังคมที่เป็นปฏิปักษ์กับความดี” (มติชน 25 ตุลาคม 2552) อาตมาได้ย้ำว่า “การเรียกหาความสามัคคีหรือสมานฉันท์ของคนในชาติ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากบ้านเมืองมีความเหลื่อมล้ำกันมากมายขนาดนี้ ในทำนองเดียวกันการหวังให้คนมีความเมตตากรุณาหรือมีศีลธรรมต่อกันจะเกิดขึ้น ได้อย่างไรหากสภาพสังคมที่เป็นอยู่มีแนวโน้มที่จะดึงเอาด้านลบของผู้คนออกมา สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมากไม่เพียงบั่นทอนสายสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม เท่านั้น หากยังกัดกร่อนจิตวิญญาณของผู้คนด้วย มิพักต้องเอ่ยถึงการบั่นทอนสุขภาพ (การวิจัยของวิลคินสันชี้ว่าในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีอัตราการตายของทารก โรคอ้วน การใช้ยาเสพติด และมีความเครียดสูงตามไปด้วย)” http://www.visalo.org/article/matichon255210_2.htm
คุณ ภัควดี ยังให้ความเห็นอีกว่า “การ "กระจายความรัก" แบบนั้นยังมีข้ออันตรายอยู่ในตัวเองด้วย เมื่อมีความผิดเกิดขึ้น แทนที่จะเรียกร้องให้มีการรับผิด กลับเรียกร้องให้ลืมและให้อภัยกัน นี่ไม่เท่ากับเป็นการให้ท้ายอาชญากรรมหรอกหรือ? หากมีคนมาฆ่าบิดามารดาของท่านตาย ถึงแม้ท่านให้อภัยได้ กระจายความรักได้ แต่ฆาตกรผู้นั้นย่อมต้องมีความผิดตามกฎหมายกระบิลเมืองอยู่ดี (ยกเว้นกฎหมาย กระบิลเมืองไม่มีต่อไปแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) นี่ไม่ใช่เรื่องที่ปัจเจกบุคคลจะมาตัดสินเอาตามความพอใจของตน แต่เป็นเรื่องกฎกติกาของสังคมที่ต้องรักษาไว้”

ที่จริงอาตมาไม่ได้มี ความเห็นแตกต่างจากคุณภัควดีแม้แต่น้อยในประเด็น หลัง เพราะอาตมาเห็นว่า การมีความรักความเมตตาต่อกันและกันนั้น มิได้หมายถึงการ “ให้ท้ายอาชญากรรม” ในบทความเรื่อง “คนผิดก็มีสิทธิได้รับความเมตตา” ซึ่งเพิ่งลงมติชนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา อาตมาได้ย้ำว่า “เมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณนั้นมิได้หมายความว่า ไม่ต้องแยกแยะระหว่างคนถูกกับคนผิด หรือระหว่างความถูกกับความผิด ทั้งคนถูกและคนผิดสมควรได้รับความเมตตาจากเราในฐานะชาวพุทธผู้เจริญรอยตาม บาทพระศาสดาก็จริง แต่หากใครจะได้รับโทษโดยสมควรแก่ความผิดของเขา ก็เป็นเรื่องที่เราพึงวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ควรขวางกั้นกระบวนการดังกล่าว แต่หากมีอะไรที่เราสามารถช่วยเหลือเขาได้ในระหว่างที่รับโทษทัณฑ์ก็สมควรทำ ในฐานะเพื่อนมนุษย์
“สำนึกในความถูกต้องไม่ควรถูกเบี่ยงเบนโดยเมตตา กรุณา ที่เจืออคติ (เช่นฉันทาคติ) จนกลายเป็นการช่วยเหลือคนผิดในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ที่ต้องระวังไม่น้อยกว่ากันก็คือความยึดมั่นในความถูกต้องจนขาดเมตตา กรุณา เช่น ยึดติดกับความถูกความผิดจนเห็นคนผิดมิใช่มนุษย์ ดังนั้นจึงไม่สมควรได้รับความเมตตากรุณาจากเรา” http://www.visalo.org/article/matichon255308.html

อาตมา เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรนำคนผิดมาลงโทษ เพื่อรักษากฎหมายและหลักเกณฑ์ของสังคม (นี้เป็นความหมายส่วนหนึ่งของคำว่า “ธรรมาธิปไตย” ซึ่งไม่ได้หมายถึงระบอบการปกครอง) อันที่จริงอาตมาได้พูดถึงประเด็นนี้หลายครั้งมาก หนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคมยุติ อาตมาได้ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่า

“วิธีหนึ่งที่จะเยียวยาความ เจ็บปวดและลดทอนความเคียดแค้นก็คือการใช้ กระบวนการยุติธรรม การทำความจริงให้ปรากฏ ในทุกสังคมเวลามีความขัดแย้งจนทำร้ายล้างกันระหว่างกลุ่มชน เราพบว่าความจริงและความยุติธรรมสามารถช่วยได้ มีการสอบสวนหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นใครผิดใครถูก ไม่ใช่ว่าตามข่าวลือ แล้วเอาคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ นปช. นักธุรกิจ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ถ้าตกเป็นผู้ต้องหาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ตัวเอง ถ้ากระบวนการยุติธรรมเที่ยงธรรม สามารถหาคนผิดมาลงโทษได้ มันจะช่วยเยียวยาผู้ที่สูญเสีย ผู้ที่เจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นคนสีแดงหรือไม่ก็ตาม เราอย่ามองข้ามกระบวนการยุติธรรม จริงอยู่เมตตาธรรมก็ต้องมี อย่างที่พูดมาข้างต้น คืออย่าโกรธเกลียดตอบโต้กัน แต่ว่าก็ต้องใช้ยุติธรรมเข้ามา เพราะยุติธรรมเป็นธรรมะที่ทำให้ยุติได้ในระดับหนึ่ง อยากให้ใช้กระบวนการนี้ในการเยียวยาความเจ็บปวด ลดทอนความเคียดแค้น”

ข้อ ความข้างต้นได้ตอบคำถามหลายข้อของคุณภัควดีแล้ว โดยเฉพาะที่ถามอาตมาว่า “เมื่อความผิดเกิดขึ้น ก็ต้องมีการแก้ไขและมีการรับผิด จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วบอกให้สังคมไทยเดินหน้าโดยยึดมั่นในหลักแห่งศาสนา ผู้เขียนไม่ทราบว่าท่านเห็นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องตลกหรือ?”

คุณภัควดี ยังถามอาตมาอีกว่า “ท่านจะให้คุณพ่อของน้องสมาพันธ์ ศรีเทพ คุณแม่ของคุณกมลเกด อัคฮาด พี่ชายของคุณมงคล เข็มทอง ภรรยาของคุณลุงบุญมี เริ่มสุข และคนอื่น ๆ อีกเกือบร้อยคนมา "กระจายความรัก" ให้ฆาตกรที่ฆ่าบุคคลอันเป็นที่รักของเขา มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ให้อภัยย่อมเป็นไปได้ แต่จะให้ลืมแล้วมากอดกันหน้าชื่น ย่อมสุดวิสัยของมนุษย์”

อาตมาขอตอบว่าตอนที่อาตมาพูดถึง “กระจายความรัก” อาตมานึกถึงสังคมไทยที่กำลังแตกแยกอย่างรุนแรง จนพ่อแม่กับลูก พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน และผู้คนทั้งประเทศต่างบาดหมางกัน ถึงขั้นโกรธเกลียดกัน แบ่งเป็นฝักฝ่าย กล่าวประณามหรือถึงขั้นห้ำหั่นกัน อาตมาเห็นว่าเราจะต้องมีเมตตากรุณากันให้มากกว่านี้ ไม่ต้องถึงขั้นกอดกันหน้าชื่นก็ได้ แต่ขอให้มีเจตนาดีหรือเห็นเจตนาดีของกันและกัน อย่างไรก็ตามอาตมาไม่สามารถเรียกร้องให้บุคคลที่คุณภัควดีกล่าวถึงนั้น ให้อภัยหรือลืมเหตุร้ายได้ นั่นเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป อาตมาไม่เคยแนะนำผู้ที่ทุกข์โศกเพราะสูญเสียคนรักจากเหตุร้ายให้ทำเช่นนั้น (รวมทั้งไม่เคยบอกเขาว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่า) เว้นแต่เขาจะมาปรึกษาอาตมาว่าจิตใจเขารุ่มร้อนเพราะความโกรธเกลียด กรณีอย่างนั้นอาตมาจึงจะแนะนำเขาให้อภัย เพราะอาตมาเชื่อว่าการให้อภัยนั้นสามารถเยียวยาจิตใจได้ และเมื่อจะให้อภัย อาตมาก็ไม่เคยแนะนำให้เขาลืมเรื่องนั้นเสีย เพราะอาตมาเชื่อว่า “forgive not forget” นั้นเป็นไปได้”

ประเด็นต่อมาที่อาตมาขอขยายความคือ ตอนที่อาตมาพูดถึงคนเสื้อแดงว่า “สิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า อาตมาไม่แน่ใจ” ข้อความเพียงเท่านี้ไม่มีอะไรที่บ่งบอกเลยว่า อาตมา “ไม่ยอมรับใน "การกำหนดชะตากรรมตัวเอง" ของประชาชน”อย่างที่คุณภัควดีสรุป อาตมาเพียงแต่ต้องการแสดงความเห็นว่า การยุบสภาตามที่คนเสื้อแดงเรียกร้องเมื่อเดือนมี.ค-พ.ค.ที่ผ่านมานั้น อาตมาไม่แน่ใจว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย เพราะแม้จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มีหลักประกันว่าบ้านเมืองจะสงบสุข ลดความขัดแย้ง หรือลดความเหลื่อมล้ำ หรือก่อให้เกิดสังคมสองมาตรฐานได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีรัฐบาลสมัครและสมชายมาแล้ว คุณภัควดีมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอาตมาในเรื่องนี้ แต่หากจะสรุปจากความเห็นข้างต้นว่าอาตมาไม่ยอมรับ “การกำหนดชะตากรรมตัวเอง” ของประชาชนก็นับว่าเป็นการตีความที่เกินเลยไป

อาตมาไม่เคยคัดค้าน การยุบสภา ในการให้สัมภาษณ์สื่อบางแห่ง ก็ยังแสดงความเห็นสนับสนุนการยุบสภาเพื่อให้การชุมนุมของคนเสื้อแดงยุติจะ ได้ไม่มีการปะทะจนนองเลือด ในทำนองเดียวกันอาตมาก็ไม่เคยคัดค้านผลการเลือกตั้งของประชาชน เช่นเดียวกับที่ไม่เคยสนับสนุนรัฐประหารโค่นล้มคุณทักษิณ เป็นแต่ว่าอาตมาไม่แน่ใจว่ารัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตาม มาหลังจากการยุบสภานั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คุณภัควดีย่อมทราบดีว่าบ่อยครั้งที่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง (ไม่จำเพาะประเทศไทยแต่รวมถึงประเทศต่าง ๆ) ไม่เพียงทำให้บ้านเมืองย่ำอยู่กับที่ หากยังเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงได้หรือถึงกับทำให้บ้านเมืองถอยหลัง เราต้องแยกระหว่างการปฏิเสธผลการเลือกตั้ง (ซึ่งเท่ากับปฏิเสธการกำหนดชะตากรรมของประชาชน) กับการวิจารณ์หรือไม่มี ศรัทธาในผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือคณะหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเป็นคนละ เรื่องกัน คุณภัควดีก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีบุช แต่หากมีใครบอกว่าการทำเช่นนั้นแสดงว่าคุณภัควดีไม่ยอมรับการกำหนดชะตากรรม ของประชาชนชาวอเมริกัน คุณภัควดีก็คงปฏิเสธหัวชนฝาว่าไม่จริง
คุณภัควดี ยังได้พูดถึงผู้ที่ตายในเหตุการณ์นองเลือด 91 คนและบาดเจ็บอีกกว่าพันว่า เราไม่ควรปล่อยให้ความเกลียดหรือความไม่เห็นกับคุณทักษิณ เป็นเหตุอันควรให้ “ลดบรรทัดฐานทางจริยธรรม ของตัวเองจนยอมรับการฆ่าเพื่อนมนุษย์ตายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้” อาตมาเห็นด้วยกับข้อความดักล่าวอย่างเต็มที่ การที่อาตมาไม่ได้พูดถึงกรณีดังกล่าวในบทสัมภาษณ์ ไม่ได้แปลว่าอาตมายอมรับการฆ่าคนเหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อาตมาได้แสดงความเห็นเรื่องนี้หลายที่ ล่าสุดก็ในมติชนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเรื่อง “คนผิดก็มีสิทธิได้รับความเมตตา” ดังความตอนหนึ่งอาตมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับทัศนคติที่แพร่หลายในหมู่คน จำนวนมากขณะนี้ว่า

“การมองว่าคนเสื้อแดงทำผิดกฎหมาย รับจ้างมาปกป้องคนผิดที่โกงบ้านโกงเมือง รวมทั้งมีกองกำลังติดอาวุธ ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ต้องการล้มเจ้าฯลฯ ทำให้ผู้คนจำนวนมาก (รวมทั้งผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง) พิพากษาในใจว่าคนเสื้อแดงสมควรตาย และดังนั้นจึงไม่รู้สึกอะไรเมื่อเห็นทหารใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมจนมีคน ล้มตายกว่า 80 คน ไม่นับบาดเจ็บอีกนับพันคน จริงอยู่มีผู้ชุมนุมบางคนที่ขว้างประทัดและระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่สมควรที่ถูกตอบโต้ด้วยอาวุธสงครามจนถึงแก่ความตาย และถึงแม้จะมีผู้ชุมนุมถูกยิงตายขณะใช้อาวุธปืนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ความตายของบุคคลเหล่านั้นก็มิใช่เรื่องที่น่ายินดีแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำเติมญาติมิตรของผู้สูญเสียแล้ว มันยังกัดกร่อนจิตวิญญาณหรือมโนธรรมสำนึกของเราอีกด้วย

“ถึงจะทำผิด ศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย เขาก็มีสิทธิในชีวิตของเขา มีสิทธิได้รับความยุติธรรมและการคุ้มครองตามกฎหมาย รวมทั้งมีสิทธิได้รับความเมตตาจากเรา เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิทำอะไรกับเขาตามอำเภอใจ แต่ถึงที่สุดแล้วเราก็จำต้องถามตัวเองด้วยว่า แน่ใจอย่างไรว่าเราถูกและเขาผิด ผู้ที่รุมฆ่าและทำร้ายนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ล้วนทำไปด้วยความเข้าใจว่าตนกำลังปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่บัดนี้ได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นฆาตกรโหดเหี้ยมที่สร้างความ อัปยศให้แก่ประเทศชาติ ในทางตรงข้ามผู้ที่ถูกทำร้ายเหล่านั้นล้วนเป็นคนบริสุทธิ์ หาใช่ผู้คิดร้ายต่อชาติและราชบัลลังก์ไม่”

http://www.visalo.org/article/matichon255308.html

ประเด็น ใหญ่อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของคุณอภิสิทธิ์ คุณภัควดี ถามว่า “เหตุใดพระไพศาลจึงออกมารับรองความชอบธรรมในการเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์เวช ชาชีวะอย่างออกหน้าออกตาขนาดนั้น?” อาตมาไม่ได้รับรองความชอบธรรมของเขา อีกทั้งไม่มีอำนาจรับรองด้วย นั่นเป็นอำนาจของรัฐสภาและองค์กรอิสระที่ตรวจสอบนักการเมือง อาตมาเพียงแต่เห็นว่าเขายังมีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ อย่างน้อยเขาก็มีความชอบธรรมในฐานะที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แล้วได้รับ คะแนนเสียงเกินครึ่งให้เป็นนายกรัฐมนตรี พูดถึงมาตรฐานขั้นต่ำ เขาย่อมมีความชอบธรรมโดยนิตินัยที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานี้ แต่หากพูดถึงมาตรฐานที่สูงกว่านั้น อันได้แก่ความชอบธรรมทางการเมืองและทางจริยธรรม เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันได้
อาตมาเห็นด้วยว่าประเด็นหนึ่งที่ ส่งผลต่อความชอบธรรมทางการเมืองและ จริยธรรมของคุณอภิสิทธิ์อย่างสำคัญ ก็คือการสั่งให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารในวันที่ 14-19 พฤษภาคม (อาตมายอมรับว่าการไม่พูดถึงประเด็นดังกล่าว รวมทั้งการมีคนตายนับร้อยเป็นจุดบกพร่องของการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ เมื่อพูดถึงคุณอภิสิทธิ์) ในฐานะที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่พ้นที่มี คนตายเป็นจำนวนมาก ส่วนจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนข้อเท็จจริงที่จะออกมา ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีหากมีคนตายมากมายเช่นนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อความ ชอบธรรมของเขาอย่างแน่นอน (อย่างน้อยก็ในฐานะผู้มีหน้าที่สร้างความสงบและ สันติสุขในบ้านเมือง) ในทัศนะของคนเสื้อแดงและคนจำนวน กรณีดังกล่าวได้ทำให้ความชอบธรรมของเขาลดน้อยลงจนไม่สามารถปกครองประเทศได้ แล้ว แต่อาตมาเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวแม้ทำให้ความชอบธรรมของเขาลดลงมาก แต่ก็ยังเพียงพอที่จะปกครองประเทศต่อไปได้ เว้นเสียแต่ว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงมีผลออกมาอย่างชัดเจนว่าคุณอภิสิทธิ์มี ความผิดในการสั่งการดังกล่าวหรือมีผลระบุว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งนั้นเป็น การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ นั่นหมายความว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของ ประเทศนี้อีกแล้ว

คุณภักควดีพูดถึงลูกสาวของตนซึ่งตั้งถามคุณภัควดี ว่า “ทำไมพระไพศาลสามารถออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเช่นนี้ได้โดยไม่มีความ ผิด แล้วทำไมเมื่อพระชาวบ้านบางรูปแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพียงแค่อยู่ในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำไมพระเหล่านั้นจึงมีความผิด?” คุณภัควดีไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ จึงนำมาถามอาตมาอีกต่อหนึ่ง อาตมาตอบได้แต่เพียงว่าคุณภัควดีถามผิดคน อาตมาไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้เนื่องจากไม่เคยพูดหรือเขียนที่ไหนว่า พระที่แสดงความเห็นทางการเมืองหรือพระที่อยู่ในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงมี ความผิด (เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) คนที่น่าจะตอบได้ดีคือคนที่ตัดสินว่าพระเหล่านั้นมีความผิดต่างหาก

ประเด็น สุดท้ายที่อาตมาอยากกล่าวถึงก็คือ ในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา อาตมาพยายามชี้ให้คนไทยตระหนักว่า ปัญหาความขัดแย้งที่ดำรงต่อเนื่องมาหลายปีนั้นเป็นอะไรที่มากกว่าปัญหาตัว บุคคล คุณทักษิณเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงรากเหง้าทางโครงสร้างที่ลึกกว่า นั้น ดังนั้นเราจึงควรมองให้เลยคุณทักษิณออกไป มีบทความหลายชิ้นที่ตอกย้ำประเด็นนี้โดยเฉพาะในมติชน ดังอาตมาได้พูดในบทความเรื่อง “จากดีทรอยท์ถึงเมืองไทย”ว่า

“คนชั้น ล่างที่รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมนับวันจะมีมาก ขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงปัญหานี้เลย และไม่รับรู้ด้วยว่าคนชั้นล่างมีความคับข้องใจเพียงใดบ้าง เพราะอยู่ในกลุ่มก้อนหรือชนชั้นของตัว ดังนั้นจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดคนชนบทหรือคนยากจนในเมืองจึงชื่นชมคน อย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีนโยบาย (และภาพลักษณ์) ที่ใส่ใจคนจนมากกว่าหัวหน้ารัฐบาลคนอื่น ๆ อย่างน้อยพรรคการเมืองของเขาก็ทำให้ชาวบ้านที่เป็นหัวคะแนนได้รับความเกรงใจ จากข้าราชการ ซึ่งเคยอวดเบ่งใส่พวกเขามาตลอด........การที่คนชนบทพร้อมใจหย่อนบัตรเลือก พรรคของพ.ต.ท.ทักษิณ (ไม่ว่าชื่อใดก็ตาม) อย่างล้นหลามหลังรัฐประหารปี 2549 (รวมทั้งการชุมนุมของคนเสื้อแดง) มองในแง่หนึ่งก็คือการแสดงความไม่พอใจต่อการเมืองการบริหารที่มองข้ามคนจน”

ข้อ เขียนดังกล่าวก็คงจะยืนยันว่าอาตมาไม่ได้เกลียดชังคุณทักษิณ นอกจากนั้นอาตมาไม่เคยคิดว่าปัญหาความขัดแย้งจะต้องแก้ที่จิตใจของผู้คน อย่างเดียว ดังได้เขียนในบทความเรื่อง “ปัญหาท้าทายและทางออกของสังคมไทย” (19 เมษายน 2552) ว่า “คนไทยจำเป็นต้องมีความเข้าใจปัญหาในเชิงโครงสร้าง สามารถมองเห็นถึงเหตุปัจจัยที่อยู่เหนือระดับบุคคล ว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเหตุปัจจัยที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ (เช่น การยึดติดอัตตา หรือตัณหา มานะ ทิฐิ) ความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้เราไม่คิดถึงแต่การเทศนาสั่งสอน ขณะเดียวกันก็จะตระหนักว่าการใช้ความรุนแรงนั้น อย่างมากก็แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว แต่สร้างปัญหาในระยะยาว ดังรัฐประหารครั้งล่าสุดเป็นตัวอย่างชัดเจน” http://www.peacefuldeath.info/article/?p=173

อาตมา เรียกร้องในข้อเขียนหลายชิ้นว่า จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความรุนแรงไม่รู้จักจบสิ้น ดังเขียนใน “ทางหลุดพ้นจากกับดักแห่งควา

ihere TV: เจาะข่าวตื้น (15) - อาชีพในฝัน

ที่มา Thai E-News

ไก่อูขู่ปิดไทยรัฐโทษฐานเสนอข่าวคนมีสีตั้งหน่วยล่าสังหารเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



ชะตากรรม"ผู้ล่า"-กร่าง ไปทั่ว ล่าสุดขู่ปิดหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวความจริง และอุตส่าห์โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็น"ขวัญใจสาวๆแซงเคน ธีระเดช" แต่แค่ไปเที่ยวทะเลบางปู สมุทรปราการ ยังต้องใส่แว่นดำอำพรางใบหน้า มีทหารถืออาวุธยืนเป็นการ์ดห้อมหน้าล้อมหลัง แถมเอาเด็กมาเป็นโล่เวลาเที่ยว...


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กันยายน 2553

จากกรณีที่มีการใช้อาวุธมสงครามเอ็ม16ยิงใส่การ์ดเสื้อแดงเชียงใหม่ โดยผู้เห็นเหตนุการณ์อ้างว่าเป็นทหาร ต่อมาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรายงาน อ้างการเปิดเผยของ พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ ว่า นายกฤษดา กล้าหาญ การ์ดนปช.ที่โดนยิง น่าจะมาจากสาเหตุเป็นคนเสื้อแดง เมื่อมีการ ชุมนุมที่ไหน จะไปร่วมด้วยทุกหนแห่ง ล่าสุด ยังไปชุมนุมที่กรุงเทพฯมา จึงอาจจะมีผู้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์มาก่อเหตุ ซึ่งลักษณะการยิงด้วยปืนเอ็ม 16 ต้องการเอาชีวิต หรือไม่ก็อาจจะเป็นการข่มขู่อะไรบางอย่าง

ไทยรัฐรายงานว่า ขณะนี้ที่ จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มคน มีสีตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อแดงขึ้นมา มีทั้งนำกำลังค้นบ้านเรือน บนดอยที่มีแกนนำเสื้อแดงอาศัยอยู่ พร้อมข่มขู่ห้ามคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

เมื่อค่ำวานนี้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงภายหลังการประชุม ศอฉ.
ว่า ที่ประชุมรายงานว่ามีสื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับที่เสนอข้อมูลบิดเบือนจากข้อเท็จ จริง ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล มีความแบ่งแยก หรือเสนอข่าวในลักษณะหมิ่นเหม่ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ศอฉ.ได้ติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด และจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว และถ้ามีความจำเป็นจะดำเนินการในขั้นเด็ดขาด เช่น การปิดสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ยังพบข้อความจากสื่อสิ่งพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งที่ มีข้อความชี้แจงที่ทำให้สังคมบิดเบือน เช่น มีการระบุว่ามีคนมีสีไล่ล่าคนเสื้อแดง โดยมีการข่มขู่ให้หยุดการเคลื่อนไหว ซึ่งคนมีสีในสามัญสำนึกน่าจะหมายถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ซึ่งการชี้นำอย่างนี้ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลง และเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ต้องการไล่ล่าเสื้อแดง ซึ่งเบื้องต้นคงจะมีการเตือนการนำเสนอข่าวดังกล่าว และอาจจะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดี หากยังไม่ยุติการการกระทำดังกล่าวก็จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีการแจ้งประกาศบนface bookคนเสื้อแดง ว่า ด่วนครับใครที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอบริจาคเลือดทุกกรุ๊ป(เอาไปแลกได้) ด่วน คุณกฤษดา กล้าหาญ ถูกทหารใช้ M16 ยิงในพื้นที่อำเภอสันป่าตองได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องผ่าตัดด่วน บริจาคได้ที่ตึกศรีพัฒน์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

โดยตอนนี้มีรายงานล่าสุดว่า ยังอยู่ห้องไอซียู อาการโคม่าครับ ยังไม่พ้นขีดอันตราย
ผู้ เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บได้นำภาพของนายกฤษดา กล้าหาญ โพสต์ลงในอินเตอร์เน็ตเพื่อยืนยันว่ายังไม่ได้เสี่ยชีวืตตามที่มีผู้ปล่อย ข่าว เพื่อหวังสกัดกั้นไม่ให้คนเสื้อแดงเดินทางไปบริจาคเลือดเพื่อช่วยชี่วิต


สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า
คนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงใส่อดีตการ์ด นปช.และเพื่อนสาวขณะขับรถกลับบ้าน

คนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงใส่อดีตการ์ด นปช.และเพื่อนสาวขณะขับรถกลับบ้าน ชายหนุ่มอาการสาหัส ส่วนเพื่อนสาวบาดเจ็บเล็กน้อย
พ.ต.ท. เอกรัฐ พัฒนสมบัติ สารวัตรเวร สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธสงครามปืนเอ็ม 16 ไล่ยิงถล่มรถยนต์เก๋ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บนถนนเชียงใหม่-ฮอด หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาหางดง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน กอ 8675 เชียงใหม่

ด้านซ้าย ของตัวรถพบรอยกระสุนปืนจำนวนมาก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน ชื่อ นายกฤษฎา กล้าหาญ อายุ 21 ปี พักอยู่บ้านเลขที่ 56/1 หมู่ 1 ต.สันผักหวาน อ.หางดง มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืน เอ็ม 16 เข้าที่ต้นขาข้างซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ ที่ท้องด้านซ้าย หัวไหล่ซ้าย อาการสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหางดง ก่อนถูกส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

จากการสอบสวน น.ส.นงนุช คำป้อ แฟนสาวของ นายกฤษฎา ทราบว่า หลังจากทั้งคู่เสร็จภารกิจขายของที่ถนนคนเดิน ได้ไปรับประทานหมูจุ่มที่ร้านแห่งหนึ่งแถวสี่แยกแอร์พอร์ต ระหว่างขับรถกลับ นายกฤษฎา ซึ่งนั่งฝั่งซ้าย สังเกตเห็นรถเก๋งคันหนึ่งปิดไฟหน้าขับติดตามมาใกล้ ขณะที่มาถึงเขตติดต่อ อ.เมือง กับ อ.หางดง รถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับแซงด้านซ้ายขึ้นมา ตนเองสังเกตเห็นคนในรถใช้อาวุธปืนระดมยิงใส่รถจนถูก นายกฤษฎา กระสุนนัดหนึ่งยังเฉี่ยวหัวเข่าซ้ายตนเองจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นได้พยายามขับรถหลบหนี ก่อนที่รถคันนั้นจะขับหนีไปทาง อ.หางดง อย่างรวดเร็ว พร้อมนำ นายกฤษฎา ไปส่งยังโรงพยาบาลหางดง ซึ่งใกล้ที่สุด ส่วนสาเหตุไม่ทราบว่าถูกไล่ยิงเพราะเหตุใด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์พร้อมทั้งเก็บหลักฐาน เป็นปลอกกระสุนปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 ปลอก เนื่องจาก นายกฤษฎา ยังมีอาการสาหัส ไม่สามารถให้ปากคำได้เจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นการสังหารในครั้งนี้ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ นายกฤษฎา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นการ์ด นปช.ซึ่งต้องรอสอบปากคำอีกครั้ง

ผู้เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บของนายกฤษฎา เขียนกระทู้ลงในเวบบอร์ดsanook รายงาน ว่า มีคนไปปล่อยข่าวว่าน้องเสียชีวิตแล้ว.....เพิ่อสกัดไม่ให้พี่น้องเราไป บริจาคเลือด...ก็ขอบอกตรงนี้เลยว่าน้องยังมีชีวิตอยู่ทางแพทย์กำลังช่วย อย่างเต็มที่ ผมเลยต้องนำรูปถ่ายในห้อง ไอ ซี ยู มายืนยันครับ ก็ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงที่มีร่างกายแข็งแรงไปช่วยกันบริจาคโลหิต ที่ตึกศรัพัฒน์ ชั้น 1 ในนาม นาย กฤษดา กล้าหาญ ครับเพราะแพทย์แจ้งว่าต้องใช่เลือดจำนวนมากในการผ่าตัดครั้งที่ 2 แล้วก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ไปบริจาคเมื่อวานนี้จำนวนมาก บางท่านไปถึงบริจาคไม่ได้เพราะห้องรับบริจาคปิดเวลา 16.00 น.ครับ

"ทาง แพทย์ได้ทำการผ่าตัด 1ครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดการไหลของโลหิตในช่องท้องได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในห้อง ไอ ซี ยู ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ในเชียงใหม่แต่กลับไม่มีสื่อมวลชน เผยแพร่ข่าวแต่อย่างใด ที่สำคัญทางตำรวจได้เก็บหัวกระสุนในที่เกิดเหตุ เป็นกระสุน M16 A1เป็นกระสุนที่ใช้ในกองทัพ แล้วอย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไร ปรองดอง หรือไล่ล่ากันแน่"


แฉคนมีสีตั้งหน่วยล่าสังหารเสื้อแดง

ไทยรัฐฉบับ วานนี้รายงานว่า พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า นายกฤษดา เป็นคน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของยาเสพติด แต่ตรวจประวัติพบว่า ไม่มีประวัติยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และยังทำงานเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ อยู่กับพ่อของแฟนสาวใน อ.หางดง แต่ประเด็นที่ตำรวจมุ่งให้น้ำหนักมากน่าจะเป็นประเด็นที่นายกฤษดา และครอบครัว เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงชัดเจนมาก เมื่อมีการ ชุมนุมที่ไหน นายกฤษดาจะไปร่วมด้วยทุกหนแห่ง ล่าสุด ยังไปชุมนุมที่กรุงเทพฯมา จึงอาจจะมีผู้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์มาก่อเหตุ ซึ่งลักษณะการยิงด้วยปืนเอ็ม 16 ต้องการเอาชีวิต หรือไม่ก็อาจจะเป็นการข่มขู่อะไรบางอย่าง

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ที่ จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มคน มีสีตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อแดงขึ้นมา มีทั้งนำกำลังค้นบ้านเรือน บนดอยที่มีแกนนำเสื้อแดงอาศัยอยู่ พร้อมข่มขู่ห้ามคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

Tuesday, August 31, 2010

รายงาน: ชีวิตหลังลูกกรงของคนขายแมลงทอด เสื้อแดงมหาสารคาม ‘ไข่เขย-บุญเลี้ยง’

ที่มา ประชาไท


สภาพถนนที่มีร่องรอยการเผายาง

ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เสียหาย

ต้นไม้ที่ถูกเผา 1 ต้น

เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม
จาก การใช้กำลังทหารในการปิดล้อมและสลาย การชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ ในช่วง 14-19 พฤษภาคม 2553 ได้ ทำให้เกิดการชุมนุมและมีการนำยางรถยนต์มาเผาบริเวณถนนโดยรอบศาลากลางจังหวัด มหาสารคาม โดยในปัจจุบันเรายังจะสามารถเห็นรอยไหม้บริเวณพื้นถนนยางมะตอยในหลายจุด มีตู้โทรศัพท์บริเวณข้างศาลากลางถูกทุบทำลาย มีต้นมะขามบริเวณศาลากลางยืนต้นตายเนื่องจากถูกไฟเผาหนึ่งต้น

และในเหตุการณ์เดียวกันนี้เองก็ได้มีประชาชนถูกจับกุมคุมขังเป็นเวลากว่าสามเดือนโดยไม่ได้สิทธิ์ในการประกันตัว!

ไข่ เขย จันทร์เปล่ง ชายวัย 52 ปี ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้ที่มีบทบาทในการชุมนุมเพียงคนเดียวที่ถูกจับกุมจาก การชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้จะมีสีหน้าที่อิดโรยแต่เขายังเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งว่า เขาได้เข้าร่วมต่อสู้กับ นปช.เพราะต้องการแก้ไขปัญหาสองมาตรฐานในสังคมไทย โดยในวันเกิดเหตุ เขาอยู่ในที่ชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้า หลังจากที่มีข่าวทหารได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มมีความรู้สึกโกรธแค้นและเริ่มทยอยเผายางรถยนต์ที่นำมา กองอยู่บริเวณถนน ทางผู้กำกับการตำรวจ จ.มหาสารคาม ได้ขอร้องให้เขาช่วยห้ามปรามผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรงในการเผาทำลายสถาน ที่ราชการ ซึ่งเขาก็ได้ปฏิบัติตามเนื่องจากว่าเขาก็ไม่เห็นด้วยในการเผาทำลายสถานที่ ราชการอยู่แล้ว

25 พฤษภาคม 2553 ไข่เขย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเชิญตัวไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ ไข่เขยโดนจับกุมตัวโดยแจ้งข้อหาเตรียมวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ สิ่งที่ใช้เป็นหลักฐานในการควบคุมตัวเขาได้แก่ ภาพของเขาระหว่างที่เขากำลังห้ามปรามผู้ชุมนุม พยานบุคคลที่ซัดทอดมาที่ตัวเขาได้แก่ผู้ต้องขังที่มีสติไม่สมบูรณ์ (ต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการทุกวัน) ที่ถูกคุมขังในเหตุการณ์เดียวกัน ไข่เขยรู้สึกเสียใจที่ผู้กำกับการตำรวจที่เคยประสานความร่วมมือกับเขามาโดย ตลอดไม่ได้แสดงความรับผิดชอบโดยการออกมายืนยันในเจตนาบริสุทธิ์ของเขาแต่ อย่างใด

ไข่เขย ยืนยันว่าสิ่งที่ตนได้ทำไปทั้งหมดนั้นยืนอยู่บนหลักการความถูกต้อง เขาบอกว่าโดยฐานะยากจนเป็นพ่อค้าขายอาหารรถเข็น เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อเป็น ส.ส.หรือนักการเมืองแน่ๆ เขายืนยันว่าแม้เขาจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำแต่เขาก็จะยังพยายามต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยต่อไป

บุญเลี้ยง จันทร์เปล่ง วัย 51 ปี คู่ชีวิตของไข่เขยเล่าให้ฟังว่า ตนและไข่เขยประกอบอาชีพขายอาหารจำพวกยำและแมลงทอด อยู่บริเวณตลาดไนท์บาซาร์ หลังจากที่ไข่เขยโดนจับกุมตัว บุญเลี้ยงต้องเดินทางนำเอาอาหารมาให้เขาที่เรือนจำทุกวัน เธอบอกว่าคู่ชีวิตของเธอมีปัญหาสุขภาพ ลำไส้ส่วนหนึ่งของไข่เขยได้ถูกตัดออกโดยใส่ลำไส้เทียมไว้แทนเมื่อปี พ.ศ.2521 ที่ รพ.พระมงกุฎ เธอจึงต้องคอยระมัดระวังคอยจัดหาอาหารมาให้คู่ชีวิตเธอกินทุกวัน นี่คือกิจวัตรที่เธอต้องทำนอกจากการทำอาหารออกไปขายเพื่อหารายได้ดำรงชีพ เธอบอกว่าบ่อยครั้งที่วันหนึ่งเธอจะได้กินอาหารเพียงมื้อเดียว เพราะมัวแต่เตรียมอาหารให้ไข่เขยและต้องรีบมาเยี่ยมให้ทันเวลาเนื่องจาก บ้านอยู่ไกล

ด้านสุขภาพของบุญเลี้ยงเองก็ไม่สู้จะดีนัก เธอบอกว่าในปีที่ผ่านมาเธอได้เข้ารับการรักษาพยาบาลเนื่องจากเธอเป็นเนื้อ งอกในสมองบริเวณท้ายทอยทั้งสองด้าน เธอบอกว่าทุกวันนี้ในร่างกายเธอยังมีท่อพลาสติกที่ต่อจากบริเวณท้ายทอยมาที่ บริเวณช่องท้องเพื่อเป็นการระบายเลือดเสียที่เกิดจากการผ่าตัด ทุกวันนี้เธอยังมีอาการปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ

เธอบอกว่าในระดับฐานะ อย่างเธอคงจะไม่มีปัญญาได้รับการรักษาจนมีชีวิตอยู่ จนถึงปัจจุบันแน่ๆ เธอบอกว่าเธอใช้สิทธิ 30 บาท รักษาทุกโรค ที่สำคัญ เธอเรียกอดีตนายกรัฐมนตรีที่น่าจะมีข้อกล่าวหาที่ทั้งน่าหวาดกลัวและน่า รังเกียจจากฝ่ายตรงข้ามมากที่สุดในโลกว่า "พ่อทักษิณ"

DSI รับลูก กลุ่มปกป้องสถาบันบนเฟซบุ๊คจี้เอาผิด "ทอม ดันดี" พร้อมผู้เผยแพร่คลิป

ที่มา ประชาไท

เครือ ข่ายราษฎรอาสาป้องกันสถาบันบนเฟซบุ๊ค พบอธิบดี DSI มอบหลักฐานคลิปวิดีโอ “ทอม ดันดี” ขึ้นเวทีเสื้อแดงราชบุรี ปราศรัยเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน พร้อมจี้เอาผิดมือโพสต์คลิปด้วย ด้าน “ธาริต” รับลูก เตรียมสอบขยายผล

วันนี้ (30 ส.ค.53) ที่กระทรวงยุติธรรม นายบวร ยสินทร ประธานเครือข่ายราษฎรอาสาป้องกันสถาบัน ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คเข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับนายทอม ดันดี นักร้องนักแสดง กรณีขึ้นเวทีปราศรัยต่อหน้าประชาชนที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเนื้อหาการปราศรัยมีถ้อยคำที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาการอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกทั้ง เนื้อหาการปราศรัย ยังแสดงถึงเจตนารมณ์ในการล้มล้างระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามมาตรา 116

พร้อม กันนี้เครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบันได้ยื่นหลักฐานภาพและเสียง การปราศรัยของนายทอม ที่ได้ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบ มอบต่ออธิบดีดีเอสไอ โดยได้แจ้งการกระทำผิดและกล่าวโทษนายทอม รวมทั้งผู้เผยแพร่ข้อความดังกล่าวด้วย
นายบวร กล่าวว่า พบมีการกระทำเผยแพร่ภาพและเสียงการกระทำผิดของนายทอมลงเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อเผยแพร่ต่อประชาชน จึงเห็นว่าผู้ที่เผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน ดังนั้นเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ค จึงได้แจ้งการกระทำผิดและกล่าวโทษนายทอม ดันดี และผู้เผยแพร่ข้อความในเว็บไชต์ยูทูบ
ด้านนายธาริต กล่าวว่า ดีเอสไอจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบว่ามีลักษณะเป็นเครือข่ายขวนการหรือ ไม่ ทั้งนี้ จะนำข้อมูลไปรวมกับข้อมูลของพนักงานสอบสวนในคดีล้มเจ้า ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอรับคดีความผิด มุ่งอาฆาตมาดหมายร้ายสถาบันเป็นคดีพิเศษ

ศอฉ.จับตาเสื้อแดงเคลื่อนไหว 17-19 ก.ย.นี้

ที่มา ประชาไท

"สุ เทพ" สั่งจับตาการชุมนุม คนเสื้อแดงในวันที่ 17-19 ก.ย. ลั่นหากเคลื่อนไหวเข้าข่ายผิดกฎหมายจัดการได้ทันที สั่ง ศอฉ.ติดตามดูใกล้ชิด เสื้อแดงพิษณุโลก ร่วมเวที “ปฏิวัติแนวทางสันติวิธี” ขณะเชียงใหม่-โคราชจัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เหยื่อสลายการชุมนุมแยกราช ประสงค์

"สุเทพ" สั่งจับตาแดงรวมพล
เมื่อ เวลา 12.45 น.วันที่ 29 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่กลุ่ม นปช.เริ่มนัดรวมตัวเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.นี้ โดยนัดเคลื่อนไหวจะไปผูกผ้าแดงประท้วงที่สี่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 ก.ย. ในขณะที่ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ว่า ตนพยายามระมัดระวังในการพูดจาให้ข่าวเหล่านี้เพราะพูดไปจะทำให้อีกข้างออกมา โวยวายหาว่าพูดอย่างนี้ไม่ปรองดองไม่สมานฉันท์ ยืนยันว่าตนเดินตามแนวนโยบายของนายกฯ เรื่องการปรองดองสมานฉันท์ แต่เมื่อมีการสอบถาม ตนก็ต้องตอบตามข้อเท็จจริงว่ากลุ่ม นปช. กลุ่มคนเสื้อแดง เขาไม่ลด ไม่ละ ไม่เลิก ในการดำรงความมุ่งหมายในการที่จะสร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปลุกเร้าปลุกระดมผู้คนให้ออกมาเคลื่อนไหวใน ทิศทางที่เขาต้องการ ฝ่ายที่มีหน้าที่ดูแลรักษาสถานการณ์ต้องคอยติดตามควบคุมดูแลทุกอย่างให้เป็น ไปตามกรอบของกฎหมาย เขาจะเคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้ แต่เมื่อไหร่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายก็ต้องดำเนินคดี แล้วก็อย่าให้ใครมาโวยวายว่าอะไรก็ต้องดำเนินคดี ไม่ปรองดองไม่ใช่ การปรองดองกับการควบคุมรักษาบ้านเมืองให้อยู่ในกรอบกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน
ชี้หากเข้าข่ายผิดต้องดำเนินการ
เมื่อ ถามว่า นโยบายของนายกฯ ที่ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ในจังหวัดภาคอีสานที่เหลือยู่ ทางศอฉ.จะสนองได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเป็นรองนายกฯ สิ่งที่เป็นนโยบายของนายกฯเป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม แต่ตนต้องพิจารณาตามหน้าที่ความรับผิดชอบด้วยความสุขุมรอบคอบ ประเมินสถานการณ์ทุกอย่างให้ชัดเจนเสียก่อน ถ้าเห็นว่าดำเนินการไปแล้วไม่เกิดความเสียหายหรือมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิด ความเสียหายตนก็ดำเนินการ แต่ถ้าเห็นว่ายังจะเป็นเหตุทำให้เกิดความเสียหายอยู่ก็อาจต้องไปเรียนนายกฯ ว่ายังไม่สามารถจะดำเนินการได้ ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายมากกว่านั้นก่อน
เมื่อ ถามว่า การที่คนเสื้อแดงนัดชุมนุมกันตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.เป็นต้นไป จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ เราอย่าเพิ่งไปมองว่าการที่เขาจะมาชุมนุมกันนั้น จะมีอะไรที่ต้องเป็นสาหตุที่เกี่ยวข้องกับการประกาศหรือยกเลิกพ.ร.ก. แต่อยู่ที่พฤติกรรมหรือการกระทำของผู้มาชุมนุมว่าชุมนุมแล้วเข้าข่ายผิด กฎหมายหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายก็ดำเนินการ แต่ถ้าไม่เข้าข่ายก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขา เมื่อถามว่า กิจกรรมที่คนเสื้อแดงจะไปวางดอกไม้หน้าเรือนจำที่คุมขังคนเสื้อแดงหรือจะไป ผูกผ้าแดงที่ราชประสงค์ถือว่าเข้าขั้นความผิดหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่าเป็นข้อกฎหมาย ทางศอฉ.จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นคนพิจารณา
'เทพไท' เหน็บเสื้อแดงแรงตก
ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่พยายามเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ภายใต้แกนนำเสื้อแดงที่เหลือ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนอยากเรียนว่า ตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวเชิญชวนคนเสื้อแดงให้เปลี่ยนมาใส่เสื้อสีดำ ในวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมาทำให้เสียงตอบรับของกลุ่มคนเสื้อแดงน้อยลงโดยเฉพาะการเข้าร่วม กิจกรรม ซึ่งตนคิดว่าเป็นภาพที่อธิบายว่า กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่พร้อมที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหว เพราะประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข
ติง "วัด"'ไม่ควรให้ม็อบใช้สถานที่
นาย เทพไทกล่าวอีกว่า ส่วนที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุม ในวันที่ 19 ก.ย. โดยจะเอาผ้าแดงไปผูกที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ จำนวนแสนชิ้นนั้น ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ไม่ควรทำในลักษณะสร้างความวุ่นวายด้วยการปิดถนน เพราะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หากเป็นเช่นนั้นศอฉ.ต้องเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้การที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวตามวัดต่างๆ นั้น ตนคิดว่าวัดต่างๆ ก็ต้องระวังไม่ให้บางกลุ่มฉวยโอกาสเอาวัดซึ่งเป็นสถานที่ที่สงบเพื่อใช้ใน การประกอบศาสนกิจมาเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างเช่น วัดปทุมวนาราม ที่ได้ปฏิเสธไม่ให้มีการจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนสงบ
"หากกลุ่ม คนเสื้อแดงต้องการเคลื่อนไหวตามสถานที่ต่างๆ และอยู่ภายในกรอบวิชาการ ประชาชนทุกภาคส่วนก็ให้การสนับสนุน แต่หากแฝงด้วยการเมืองเพื่อมาปลุกระดม สังคมควรจะต่อต้านขัดขวาง ไม่ให้ฝันร้ายของประชาชนคนไทยกลับมาอีกครั้ง" นายเทพไทกล่าว
แดงพิษณุโลก ร่วมเวที “ปฏิวัติแนวทางสันติวิธี”
วัน ที่ 29 ส.ค.53 คนเสื้อแดง จ.พิษณุโลก นับร้อยร่วม ฟังการพูดคุยแนวทางการต่อสู้ “ปฏิวัติแนวทางสันติวิธี” จัดโดยกลุ่มแดงสยาม ณ โรงแรมพิษณุโลกออคิด นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) กล่าวถึงระบบอำมาตย์ เครือข่ายอำมาตย์ และกลุ่มอำมาตย์คือใคร จากนั้นได้กล่าวเน้นย้ำและให้ความสำคัญในแนวทางการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง สังคมไทย คือการต่อสู้แบบสันติวิธี การปฏิวัติประชาธิปไตยเสรีนิยม การสานต่อภารกิจประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ต่อจากปี 2475 และแนวทางยุทธศาสตร์ การสะสมกำลังเพื่อลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตยให้ เป็นดั่งเช่นนานาอารยะสากล
ทั้งนี้ ในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนซักถามวิทยากรอย่างคึกคัก อาทิ การทำความเข้าใจแนวทางและการต่อสู้ในระยะยาวของคนเสื้อแดง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สนุกสนาน จนถึงเวลา16.30 น.ต่างก็ได้แยกย้ายเดินทางกลับ
แดง 'เชียงใหม่' ทำบุญใหญ่
สาย วันเดียวกัน ที่กลางลานวัดคลองศิลาบ้านสันทรายคลองน้อย ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่จากอำเภอฝางอำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและในบางส่วนของจังหวัดเชียงราย ประมาณ2,000 คน จัดพิธีทำบุญตามประเพณีไทยล้านนาส่งวิญญาณผู้เสียชีวิตจากการที่รัฐบาลสลาย การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ โดยพิธีเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีการเผาหุ่นสาปแช่ง และร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนคนเสื้อแดง โดยในงานมีการนำภาพเหตุการณ์วันสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์มาแสดง ท่ามกลางความสนใจของประชาชน
นปช.โคราช นัดรวมตัว-ทำบุญที่ จ.นครราชสีมา
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดใหม่อัมพวัน ริมถนนมุขมนตรี เขตเทศบาลนครนครราชสีมา นายอนุวัฒน์ ทินราช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย และผู้ประสานงานกลุ่ม นปช.โคราช พร้อมแกนนำเครือข่ายคนเสื้อแดง23 องค์กร คนเสื้อแดงหลานย่าโม กว่า 100 คนนัดรวมตัวเพื่อร่วมพิธีทำบุญเลี้ยงพระและถวายสังฆทาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 วัน จากการเสียชีวิตของวีรชนผู้รักษ์ประชาธิปไตย จากการชุมนุมช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงขอร้องไม่ให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพและบันทึก วิดีโอ เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาภายหลัง ท่ามกลางการสังเกตการจากหน่วยข่าวกรองทหารตำรวจ และฝ่ายปกครองที่เข้ามาปะปน โดยมีพ.ต.อ.ผดุงเดียรติ ศิริพรวิวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองอ.เมืองนครราชสีมา นำกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 20 นาย มารักษาความปลอดภัย
จวกรัฐจ้องจับผิด-ใส่ร้าย
นา ยอนุวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า กิจกรรมวันนี้ไม่ใช่สัญลักษณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่เป็นการนัดหมายผู้ มีหัวใจประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม มาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุลให้ผู้ล่วงลับที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเมื่อช่วง เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังมีการคุกคามใส่ร้ายป้ายสีจากรัฐอยู่ตลอดเวลา ขอให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง รายงานตรงตามข้อเท็จจริงด้วย กรุณาอย่าเบี่ยงเบนประเด็น คนเสื้อแดงในเขตโคราชมารวมตัวกัน ก็เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ มิใช่การแอบแฝงเรื่องการเมือง หรือเคลื่อนไหวใต้ดินแต่อย่างใด
"แนวร่วมนปช.ที่ เสียชีวิต ขอให้วิญญาณจงรับรู้ไว้ด้วยว่าพวกเราคิดถึงอยู่ในใจเสมอ โดยเฉพาะกรณีวัดปทุมวนาราม ที่มีหลายคนยังคงหลอนกับภาพเบื้องหน้าที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ยังคงทำใจไม่ได้ เพราะเขาเห็นเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตา ผู้เสียชีวิตทุกคนถือเป็นวีรชนที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย มิใช่เป็นผู้ก่อการร้ายหรือเป็นคนชั่วคนไม่ดีตามที่ผู้นำประเทศกำลังบิด เบือนความจริง หากเป็นเช่นนี้ความปรองดองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่อาจจะล้มเหลวไม่เป็น ท่า" นายอนุวัฒน์กล่าว
ที่มา: บางส่วนจากข่าวสด

คลิปหลักฐาน พิรุธการเลือกตั้งส.ก.บางบอน บัตรไม่อยู่ในหีบโผล่มาให้นับ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2553

ราย งานจากเว็บไซต์ยูทูป โดยแหล่งคลิปข่าวถึงสองแหล่งที่ต่างกัน เผยถึงความไม่ชอบมาพากลของการนับคะแนนในเขตบางบอนเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา





นอกจากนี้เว็บไซต์ go6tv.com ยังได้เผยข้อมูลที่ตนเองรับทราบมาเพิ่มเติมดังนี้

"วัน ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ ผอ.ศูนย์การเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางบอน เข้าแจ้งอายัดถุงใส่บัตรเลือกตั้ง ที่มาการนำมาให้รวมกองเพื่อนับคะแนนโดยมีเจ้าหน้าที่หิ้วถุงมาให้โดยไม่ได้ เปิดออกมาจากหีบที่ส่งมาจากหน่วยเลือกตั้ง พอจับได้เจ้าหน้าพาถุงบัตรลงคะแนนหนีไป เอาถุงที่มีบัตรไว้ได้เพียงสองถุงเท่านั้นเป็นตัวอย่าง จะมีหลักฐานที่ถ่าย VDO ไว้มานำเสนอต่อไปว่ามีการนำถุงบัตรเลือกตั้งวิ่งหนีไปจริง

www.go6tv.com สังเกตในคลิปเห็นว่า คนที่ถือบัตรมานั้น ปกติ ต้องใส่กล่อง มีเอกสารแนบว่ามาจากใหนหน่วยใด ใครนำมาส่ง แต่นี่ปรากฏว่าชายหญิงสองสามคน ใส่ชุดข้าราชการ ถือถุงใสใส่บัตรกันมาคนละถุงสองถุงมาส่งให้โดยไม่มีเอกสารแนบ หน้าตางงๆ พอถามว่ามาจากหน่วยใหนอ่ะอะก็ไม่ตอบ ไม่มีเอกสารใดๆ

รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป

น้องเดียร์โวยDSIไม่เป็นมืออาชีพดองคดีฆ่าเสธ.แดง รู้ดีฝีมือใครลั่นเกลียด รบ.ชุดนี้ดีแต่ป้ายสีปชช.

ที่มา Thai E-News



คน เสื้อแดงนัดรวมตัวกันที่แยกศาลาแดงเมื่อค่ำวันก่อนเพื่อรำลึกเหตุการณ์และ สถานที่เสธ.แดงถูกสังหาร และจัดแสดงละครสั้นถึงนาทีการสังหาร โดยมีนายนที สรวารี แสดงเป็นเสธ.แดง(ชมคลิปวิดิโอ)

ที่มา มติชนออนไลน์
ภาพ เฟซบุ๊ค

คกก.ติดตาม สถานการณ์การเมืองวุฒิฯ เรียก “ขัตติยา” แจง “เสธแดง” ถูกยิง ลูกสาวลั่นรู้ว่าใครทำ แต่พูดไม่ได้ ฉะยับ “ดีเอสไอ” ไม่เป็นมืออาชีพ มีแต่คนเคียดแค้น เกลียดรัฐบาล


ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม มีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธาน เชิญน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดงชี้แจง กรณีพล.ต.ขัตติยะ ถูกยิงเสียชิวิต ในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มสื้อแดง โดย นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี คณะกรรมการฯ ระบุพล.ต.ขัตติยะ ที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร อยู่ข้างไหน ถือเป็นอีกเรื่อง แต่การถูกฆาตรกรรมใจกลางเมือง เป็นเรื่องที่อุจอาจ รับไม่ได้ ขณะที่ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา ถามว่า หลังพล.ต.ขัตติยะ เสียชีวิต ทางครอบครัวได้รับการเยียวยาอะไรบ้าง นอกจากนี้ส.ว.หลายคนยังสอบถามน.ส.ขัตติยาถึงผู้บงการสังหาร และกรณีที่มีภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ ถ่ายรูปคู่กับพล.ต.ขัตติยะที่ต่างประเทศ ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างไร


น.ส.ขัต ติยา ชี้แจงว่า กรณีพล.ต.ขัตติยะเสียชีวิต ทางครอบครัวได้รับเงินจากภาครัฐจำนวน 4 แสนบาท ตรงนี้ตนไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่ตนมีปัญหาตรงที่ คดีของไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย โดยเฉพาะ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่ดำเนินการเรื่องนี้ช้ามาก เสมือนทำงานแบบไม่เป็นมืออาชีพ จากที่ได้ถามความคืบหน้าคดีจากดีเอสไอ มีการหาสำนวนของพล.ต.ขัตติยะถึงครึ่งชั่วโมง แสดงถึงความไม่ใส่ใจ หนำซ้ำกรณีที่อัยการเข้ามาดูแลคดีอัยการยังอ่านสำนวนพร้อมตำรวจที่กำลังสอบ ปากคำตนในคราวเดียว


“ส่วนใครที่เป็นคนทำคุณพ่อ เดียร์ ไม่อยากพูด เดี๋ยวจะโดนหมิ่นประมาท แต่พอทราบอยู่ในใจว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะคนที่ทำมีไม่มีกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ แต่กังวลว่า อัยการอาจไม่สั่งฟ้องคดีนี้ เพราะหลักฐานน้อยเกินไป เพราะถ้าพยานเห็นไม่ตรงกัน 2 คน เช่น วิถีกระสุน ที่ไม่รู้มาจากไหน เพราะจากการสอบพยาน 2 ปาก ก็บอกตรงกันอย่างนั้น และกรณีที่คุณพ่อหันหน้าไปทางไหน ขณะที่ถูกยิง บ้างก็ว่า หันหน้าไปทางรถไฟฟ้า บ้างก็ว่า หันหน้าไปทางพระบรมรูปรัชการที่ 6 แต่คดีนี้มีอายุความ 20 ปี ซึ่งเดียร์จะพยายามเรื่อยๆ”น.ส.ขัตติยากล่าว


น.ส.ขัต ติยากล่าวว่า ส่วนคณะกรรมการปรองดอง ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อเยียวยา ตน ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก เพราะตั้งโดยรัฐบาล และมั่นใจด้วยว่า คนที่ตายมีมากกว่า 90 ศพ อยากให้รัฐบาลรับผิดชอบคนตาย แสดงความจริงใจ หาคนมาลงโทษให้ได้ ไม่ใช่เอะอะก็จะหาแต่ผู้ก่อการร้าย ขณะนี้ทั้งตน และผู้สูญเสียทุกคน มีความเคียดแค้น ความรู้สึกตอนนี้ตนเกลียดรัฐบาลชุดนี้มาก เพราะหลอกประชาชนไปวันๆ โดยเฉพาะการป้ายสี อย่างกรณีนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือ นายหรั่ง ที่ถูกจับ แล้วดีเอสไอ ออกมาแถลงข่าวว่า เป็นบุคคลใกล้ชิดกับพล.ต.ขัตติยะ เป็นบุคคลที่ยิงเอ็ม 79 แต่สุดท้ายก็มาปฏิเสธภายหลัง ไม่ทราบว่าดีเอสไอเอาอะไรมาตัดสิน ที่ดีเอสไอแถลงล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น ส่วนภาพถ่ายคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการเดินทางไปต่างประเทศของพล.ต.ขัตติยะ ตนไม่ทราบ เพราะพล.ต.ขัตติยะเดินทางตลอดเวลา และตนไม่เคยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้


“เรื่องการคุกคาม ที่ผ่านมาเดียร์ยังไม่เคยโดน แต่ก่อนหน้านี้ที่ไม่เป็นข่าว มีทหารจากม.พัน 4 ไปค้นบ้านช่วงเดือน เม.ย.และ พ.ค. เพื่อค้นหาคุณพ่อ มีการเหยียบหลังคนในบ้าน ใช้เท้าถีบประตูห้องนอนเดียร์เพื่อหาว่าพล.ต.ขัตติยะอยู่หรือไม่ ส่วนระเบิดที่พบในบ้าน ก็ล้วนแต่นำมาวางเองเพื่อสร้างเรื่องทั้งสิ้น นอกจากนี้ขอรบกวนไปยังวุฒิสภาสอบถามไปยัง ผู้รับผิดชอบ กรณีการรับบำเหน็จตกทอด บูตรมีสิทธิ์รับหรือไม่ เพราะคุณพ่อรับราชการมา 30 ปี ทำความดีให้กับประเทศ แต่ตั้งแต่โดนพักงานมาตั้งแต่เดือน ม.ค. ไม่ได้รับเงินเดือน ถ้าไม่ได้ จะได้ไม่ต้องรอ เรื่องนี้เพื่อนพ่อที่เป็นตท. 11 บอกว่า สามารถขอบำเหน็จตกทอดได้ แต่ผบ.ทบ.ต้องไม่ใช่อยู่ในยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา”น.ส.ขัตติยากล่าว


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมหารือเห็นตรงกันว่า กรณีบำเหน็จตกทอดของพล.ต.ขัตติยะ โดนเพียงถูกพักราชการไม่ใช่การไล่ออก สามารถรับบำเหน็จตกทอดได้ โดยที่ประชุมจะทำหนังสือสอบถามไปยังปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุม ยังมีมติให้น.ส.ขัตติยาเป็นตัวกลางติดต่อประสาน ไปยังญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมทั้งหมด ว่า ขณะนี้มีความเป็นอยู่อย่างไร ถูกคุกคามจากภาครัฐหรือไม่ โดยจะมีการตั้งเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกับญาติผู้เสียชีวิตตามพื้นที่ต่างๆต่อ ไป