WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 3, 2010

ทักษิณ สัมภาษณ์เปิดใจ

ที่มา ไทยรัฐ


ฟังเสียงสัมภาษณ์พิเศษจาก ไทยรัฐ

ภายหลังจากนายนพดล ปัทมะที่ปรึกษากฎหมายตระกูลชินวัตร นำรูปถ่ายล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถ่ายรูปคู่กับ นายเนลสัน แมนเดลามาเปิดเผยกับสื่อมวลชนแต่กลับโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะเป็นรูปถ่ายที่ถูกปรับแต่งหรือไม่นั้น รวมทั้งกระแสข่าวเรื่องปัญหาสุขภาพ ล่าสุดไทยรัฐออนไลน์ ได้พยายามค้นหาคำตอบ จนสามารถติดต่อสัมภาษณ์ EXCLUSIVE กับ อดีตนายกรัฐมนตรีได้ เรามาลองฟังแบบคำต่อคำกันเลยดีกว่า

อยากขอเรียนถามถึงความคืบหน้า ว่า ขณะนี้ท่านอาศัยอยู่ในประเทศอะไร

ผม ... เดินทางตลอดเวลา ครับ ขณะนี้อยู่ที่ทวีปแอฟริกา มาทำเหมืองเพชร อยู่

ด้านกระแสข่าวเรื่องสุขภาพ ที่มีการพูดถึงในวงกว้างว่าอาจจะกำลังป่วยหนักอยู่

คน ที่สร้างเรื่องก็โกหกมาตลอดอยู่แล้วนี่ครับ หากคนยังเชื่อการโกหกอยู่ คน ๆ นั้น ก็ควรพิจารณาตัวเองว่า ทำไมจึงยังเชื่อคนที่โกหกเราตลอดทั้ง ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริงก็ยังเชื่ออยู่ ก็ต้องถามตัวเองแล้วว่า ตัวเองผิดปกติหรือเปล่า หรือชอบฟังนิยายโกหก คนเราใครจะพูดอะไรก็ได้ มันอยู่ที่คนฟัง พูดได้หมดครับ จะพูดไง จะโกหกยังไงก็ได้ แต่อยู่ที่คนฟัง คุณฟังเสียงผมแล้วคิดว่าผมป่วยไหม

ส่วนเรื่องที่หยุดการสนทนาผ่านทวิตเตอร์ ในระยะนี้ มีปัญหาติดขัดในเรื่องอะไรนั้น

ผม ก็อยากให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง ทุกคนก็ยังจะ .... จริง ๆ แล้ว หากไม่ใช่ไทยรัฐ ผมก็คงไม่พูดนะ

ด้านเหตุผลที่ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฮุนเซน

คือ ผม... รำคาญ ครับ เพราะมักจะมีการกล่าวหาผม อย่างโน้นอย่างนี้ อยู่บ่อย ๆ ผมก็เลยปรึกษาท่านฮุนเซน ว่า ผมออกดีกว่าไหม มันจะได้ขี้เกียจรำคาญ ผมจะได้สบาย ๆ อีกทั้งผมเอง ก็ไม่มีเวลาให้เค้าจริง ๆ ผมไม่มีเวลาเลย เหมือนไปเอาชื่อเป็นตำแหน่งเค้า แต่ว่าไม่มีเวลา เพราะว่าผมไม่ค่อยได้ไปกัมพูชา เพราะผมเดินทางมาทำเหมือง ทำอะไรเลยไม่มีเวลา ก็เลยลาออกดีกว่า

หากนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เชิญให้กลับมาเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจอีกครั้งจะกลับมารับตำแหน่งหรือไม่

ไม่ ครับ ... อย่าเลย ขอทำเรื่องของตัวเองมั่ง อายุก็เยอะแล้วไม่ค่อยมีเวลา ทำงานให้ตัวเองดีกว่า ทรัพย์สินหามา ก็ถูกปล้นไปเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ก็ต้องหาใหม่เพื่อสร้างหลักสร้างฐานให้ลูกต่อไป

ด้านการที่ นายกษิต ภิรมย์ เดินทางไปเจรจากับรัฐบาลมอนเตเนโกร ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความพยายามเจรจาเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนและยกเลิก สัญชาติมอนเตเนโกร

ผมว่าคนคนนี้ เดินทางไปที่ไหนเค้าก็คงต้อนรับแต่เพียงในนาม เพราะพอคุยได้เพียงสองคำคนเค้าก็วิ่งหนีหมด และผมเองก็ไม่เคยคิดที่จะให้ความสำคัญกับคน ๆ นี้เลย

ด้านอนาคตทางการเมือง ยังปรารถนาที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่

ผมเป็นคนไม่มีอนาคตทางการเมือง อนาคตทางการเมืองของผม ผมขอเป็นคนของประชาชนต่อไปแค่นั้น ก็พอไม่มีอย่างอื่น

หากสามารถเดินทางกลับประเทศไทย ได้ จะเดินทางกลับมาเมื่อใด

ผม อยากกลับบ้านเกิด ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่จริง ๆ แล้ว เฉย ๆ ครับ จะกลับก็ได้ ไม่กลับก็ได้ ขอให้บ้านเมืองมีความปรองดอง เลิกกลั่นแกล้งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลั่นแกล้งกับคนที่ไม่มีกำลัง มันไม่ดีเลย เพราะมันจะสร้างความโกรธแค้นในใจให้เข้าไปลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผมอยากขอให้เลิกเห็นคนที่เค้าไม่มีกำลังเหมือนไม่ใช่คนไทยได้แล้ว อันนี้มันเป็นนิสัยเก่า ที่เคยไปใช้สมัยโบราณแล้ว มันไม่ดี ซึ่งเมื่อยามใดที่เผด็จการครอบงำประเทศก็มักจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทุก ครั้ง ซึ่งมันอันตรายต่อประเทศโดยรวม

ด้านเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ตว่ารูปภาพล่าสุด ที่ถ่ายร่วมกับอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา อาจเป็นภาพที่ถูกปรับแต่งขึ้น

ผม ขอยืนยันว่า รูปดังกล่าวเป็นการถ่ายเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ส.ค.2553 เวลาประมาณ 14.00 น. ของทวีปแอฟาริกา โดย ผมถ่ายกับนายเนลสัน แมนเดลา ที่มูลนิธิของอดีตผู้นำแอฟริกาใต้ จากนั้น ในเวลาประมาณ 16.00 น. ไปถ่ายรูปกับ วินนี่ แมนเดลา ที่บ้านพักที่ใช้ในการต้อนรับนายเนลสัน หลังติดคุกอยู่นานถึง 27 ปี

สำหรับในตอนที่ 2 มาฟังความในใจของอดีตนายกรัฐมนตรี ต่อเบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 ก.ย. ต่อในวันพรุ่งนี้ ...

ไปดูกรณี กรุง - จุมพจน์ ซบภูมิใจไทย

ที่มา 19-may.com

โดย SpeedHorse



๑ จุมพด



๑ อนุดิษฐ์















เชิญร่วมกิจกรรม “19 กันยา ตาสว่างทั้งแผ่นดิน”

ที่มา thaifreenews

โดย namome

รายงาน: นักโทษ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ความผิด? ความจน? และการถูกลืม?

ที่มา ประชาไท

เป็นเวลาเกือบ 4 เดือนแล้วหลังการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นอกเหนือจากผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ยังมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก บางส่วนถูกปล่อยตัวแล้ว บางส่วนได้รับการประกันตัว แต่มีคนอีกไม่น้อยที่ยังอยู่ในเรือนจำจนทุกวันนี้ แม้ หลาย หน่วยงานจะพยายามเรียกร้องให้มีการเปิดเผยจำนวนและรายชื่อของผู้ถูกคุมขัง ทั้งหมด แต่ข้อมูลมากที่สุดเท่าที่มีตอนนี้คงเป็นดังที่ พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า ปัจจุบันยังมีผู้ที่อยู่ในเรือนจำทั้งสิ้น 209 คน

โดยกรมราชทัณฑ์แบ่งผู้ถูกคุมขังเป็น 4 ประเภท คือ 1)อยู่ระหว่าง

สอบสวน ศาลยังไม่ตัดสินในเรือนจำทั่วประเทศ 169 คน 2)คดีตัดสินเด็ดขาด 12 คน 3) กักขังแทนค่าปรับ 2 คน 4)อยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา 26 คน

สำหรับสถานที่กักขังนั้น

แยกเป็น เรือนจำพิเศษธนบุรี 1 คน เรือนจำกลางคลองเปรม 17 คน เรือนจำพิเศษพัทยา 1 คน เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครที่ควบ คุมแกนนำ นปช.รวม 53 คน ทัณฑสถานหญิงกลาง 4 คน เรือนจำกลางเชียงราย 6 คน เรือนจำจังหวัดนนทบุรี 6 คน เรือนจำกลางขอนแก่น 9 คน เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร 22 คน เรือนจำอำเภอธัญบุรี 2 คน เรือนจำกลางนครปฐม 2 คน เรือนจำกลางเชียงใหม่ 7 คน เรือนจำกลางสมุทรปราการ 2 คน เรือนจำกลางอุดรธานี 25 คน เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม 11 คน เรือนจำกลางอุบลราชธานี 35 คน

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกแจ้งข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมอีก นอกเหนือจากข้อหาพื้นๆ อย่างการชุมนุมเกิน

5 คน ทั้งข้อหาวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ การมีอาวุธสงครามในครอบครอง ฯลฯ ขณะเดียวกันเมื่อสำรวจตามเรือนจำต่างๆ จะพบว่ามีคนจำนวนมากทั้งที่ยอมรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธยังคงไม่มีทนาย เพื่อต่อสู้คดี แม้พรรคเพื่อไทยได้ให้การช่วยเหลือด้านทนายความให้บางส่วนแล้วก็ตาม


วิภาณี ชุมศรี ทนายความสิทธิมนุษยชน เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง 10 คน ที่เรือนจำคลองเปรม เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือ ซึ่งพบว่าทั้งหมดรับสารภาพในชั้นศาลและถูกพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ในจำนวนนี้มีส่วนที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ 3 คน โดยในจำนวนนั้น 2 คน เป็นนักศึกษาในกลุ่มเสรีปัญญาชน ถูกจับวันที่ 16 และ 17 พ.ค. ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี และไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะเกรงว่าจะหลบหนี

ที่ เหลือเป็นคนต่างจังหวัดและไม่มีทนายความสู้คดี คาดว่าคดีคงถึงที่สุดแล้วเนื่องจากพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์มานาน พวกเขาได้รับโทษตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี เช่น กรณีของนายแสวง คนโคราช ถูกจับวันที่ 18 พ.ค. บริเวณแยกมักกะสัน เดินทางมาจากแยกราชประสงค์กำลังจะข้ามไปสามเหลี่ยมดินแดง เขาเข้ามาทำงานก่อสร้างที่ กทม.นานแล้ว ไปร่วมชุมนุมคนเดียว เมื่อถูกจับก็ถูกส่งตัวมาที่ สน.พญาไท ต่อมาวันที่ 19 พ.ค.53 ไปขึ้นศาลแต่ให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ 20 มิ.ย.53 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ไม่มีทนายความสู้คดี ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่เนื่องจากเพิ่งพ้นโทษจากคดีเก่าไม่เกิน 5 ปี ศาลจึงเพิ่มโทษอีก 6 เดือน เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน ส่วนญาติพี่น้องนั้นอยู่ที่ต่างจังหวัด พ่อก็แก่มากแล้ว ทางบ้านทราบว่าถูกขังแต่ไม่สะดวกมาเยี่ยม เขาพยายามเขียนจดหมายไปที่บ้าน แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครตอบ

กรณี ของนายอภิวัฒน์ เป็นคนขอนแก่น ถูกจับเมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 รับสารภาพและศาลตัดสินในวันรุ่งขึ้น พิพากษาจำคุก 1 ปี เคยมีส.ส.จากเพื่อไทยมาเยี่ยมคนหนึ่งและให้ความช่วยเหลือแต่งทนายให้ แต่ไม่เคยได้พบทนาย เขาเดินทางเข้ามากทม.กับเพื่อน 3-4 คน และยอมรับตรงไปตรงมาว่าถูกจับบริเวณซอยรางน้ำ ขณะกำลังจะเข้าไปที่ชุมนุมที่ราชประสงค์

ปัจจุบัน คณะทนายความ หนุ่มสาวอาสากลุ่มหนึ่งกำลังหาทางช่วยเหลือด้านคดีกับคนเหล่านี้ซึ่งมีฐานะ ยากจน ด้วยเหตุผลว่า อย่างน้อยที่สุด เขาก็ควรได้รับสิทธิพื้นฐานในการต่อสู้คดี


นอก จากนี้ยังมีอีกบางกรณีที่ไม่มีญาติเยี่ยม ไม่มีทนาย ไม่รู้ว่าคดีของตัวเองไปถึงไหน ไม่รู้ชะตากรรมใดๆ ข้างหน้า อย่างกรณีของสมพล อายุ
43 ปี ถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มา 3 เดือนกว่า โดนจับตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.บริเวณด่านทหารแถวจุฬาฯ การสอบถามข้อมูลเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะยังมีความกลัว หวาดระแวงค่อนข้างสูง เขาเล่าเพียงว่าชีวิตในเรือนจำค่อนข้างขัดสน เพราะไม่มีญาติมาเยี่ยม ไม่มีเงินในบัญชีในการใช้จ่ายส่วนตัว เคยได้รับแจกสบู่ 3 ก้อนตอนเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ปัจจุบันต้องเก็บเศษสบู่ของคนอื่นใช้ นอกจากนี้เขายังเรียกร้องขอผงซักฟอกเป็นสิ่งจำเป็นมากในเรือนจำ

“เคย มีมาเยี่ยม พวกนี้เอาแต่ฟ้อน เบื่อมาก (หัวเราะ) ถ่ายรูปแล้วก็กลับ บอกเขาแล้วว่าไม่มีสบู่ ยาสีฟัน แฟ้บก็กำลังจะหมด เขารับปากแต่ไม่เห็นได้” สมพลกล่าวถึงข้อเรียกร้องอันไร้ผลที่มีต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเคยเข้าไปเยี่ยมผู้ต้องขังข้อหาฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินในเรือนจำแล้วครั้งหนี่ง

เขา กล่าวด้วยว่าที่ ผ่านมาเดินทางไปศาลแขวงปทุมวันหลายครั้ง และเคยเซ็นกระดาษเปล่าครั้งหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าทางพรรคเพื่อไทยจะตั้งทนายให้ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยได้พบทนาย ปัจจุบันสมพลทำงานในเรือนจำในหน่วยผลิตแก้วกระดาษ ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา เขาได้เงินปันผลไปแล้ว 78 บาท

อีกกรณีหนึ่งคือ ประสงค์ ซึ่งทนายของพรรคเพื่อไทยได้เข้าไปสอบคำให้การแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประสงค์เป็นเด็กหนุ่มอายุ 26 ปี ใส่ตาปลอมข้างซ้ายเนื่องจากตาเสียจากอุบัติเหตุตอนวัยรุ่น เขาบอกว่ามีอาชีพเก็บของเก่าอยู่ย่านดินแดง ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อาศัยใต้ทางด่วนเป็นที่หลับนอนมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้เขาทำงานอยู่โครงการศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ในแผนกช่างปั้น แต่ด้วยความเกเรจึงถูกส่งตัวกลับบ้านที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วก็หนีมาอยู่กทม.อีก

ประสงค์เล่าให้ฟังว่า เขาถูกทหารจับบริเวณใต้ทางด่วนดินแดงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ซึ่งยังคงเป็นช่วงเวลาประกาศเคอร์ฟิว และทหารกำลังเคลียร์พื้นที่บริเวณนั้น เวลาประมาณบ่ายสองเขารู้สึกหิวจึงเดินออกมาหาข้าวกินแถววัดสะพานแล้วจึงถูก ทหารจับ พร้อมกับคนอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันอีก 5 คน จากนั้นถูกมัดมือไขว้หลัง แล้วให้คุกเข่าตรงกองอาวุธไม่ว่าจะเป็นระเบิด ปืน ขวดน้ำมัน เพื่อให้นักข่าวถ่ายภาพ เขายืนยันว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอาวุธเหล่านั้น ก่อนหน้านั้นเขาไปร่วมชุมนุมบ้างเหมือนกันโดยไปช่วยแจกน้ำตามเต๊นท์และได้ ข้าวกินฟรี

ประสงค์ บอกด้วยว่า ขณะถูกทหารควบคุมตัวนั้นเขาพยายามดิ้นและถูกซ้อม ก่อนจะถูกจับส่งตำรวจในพื้นที่ เขาถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน และมีอาวุธไว้ในครอบครอง เขาให้การปฏิเสธทุกข้อหาและจะขึ้นศาลนัด แรกในวันที่ 27 ก.ย.นี้

ข้อสังเกตบางประการจากละครอิงประวัติศาสตร์เกาหลี 'ซอนต๊อก'

ที่มา ประชาไท

ใน ช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางโทรทัศน์ช่อง 3 ได้นำเอาละครอิงประวัติศาสตร์จากประเทศเกาหลีหลายต่อหลายเรื่องมาให้เราได้ รับชม ละครเหล่านี้มีเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลายกันไปเช่น เรื่องของการทำอาหารและหมอผู้หญิงในละครเรื่อง 'แดจังกึม' ที่นับว่าเป็นการเปิดศักราชให้กับละครที่มาจากประเทศนี้ ตามติดมาด้วยอีกหลายเรื่องที่สามารถยึดครองเวลาช่วงหัวค่ำของหลายๆ ครอบครัวไปได้ ละครอิงประวัติศาสตร์เหล่านี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับการเมืองในราชวงศ์ เกาหลีในหลายยุคหลายสมัยที่แก่งแย่งชิงดีและเล่ห์เหลี่ยมที่สลับซับซ้อนและ ละครที่กำลังฉายในขณะนี้ก็เช่นกัน เรื่องของ 'ซอนต๊อก' มหาราชินีที่ทำให้แคว้นชิลลาสามารถรวมเอาแคว้นอื่นๆ เข้ามาไว้ในอำนาจได้ แต่กว่าที่จะสำเร็จลงก็ต้องผ่านอุปสรรคและเกมการเมืองต่างๆ มาอย่างมากมาย บทความชิ้นนี้เป็นเพียงข้อสังเกตบางส่วนระหว่างที่ได้รับชมละครเรื่องนี้และ นำมาโยงเข้ากับความรู้ทางประวัติศาสตร์และสังคมที่ผู้เขียนพอจะมีอยู่บ้าง เท่านั้น


ปฏิทิน ความรู้ และอำนาจ

ช่วง ประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะปรากฏ ขึ้นทำให้ผู้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับสิ่งแวดล้อมรายรอบตัวหรือแม้แต่กับตัว มนุษย์เอง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าอำนาจที่มาจากการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือ ธรรมชาติเป็นอำนาจสำคัญที่ทำให้การสถาปนาอำนาจของผู้นำในสังคมเกิดขึ้นได้ และยิ่งการสามารถติดต่อสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้แสดงอิทธิฤทธิ์ ขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ผู้นำคนนั้นมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเกมการเมืองในอดีตจึงมักจะพุ่งเป้าไปที่การทำตัวเป็นผู้มีความสามารถ พิเศษเหนือผู้อื่น ผู้ปกครองจำเป็นต้องแสดงตัวให้ประชาชนใต้อาณัติของตนเห็นว่าตนเองนั้นได้รับ อำนาจจากสวรรค์หรืออะไรก็ตามที่จะปกครองพวกเขาเหล่านั้นได้

สนามแรก ของการต่อสู้ระหว่างซอนต๊อกกับอดีตพระสนมมีซิลจึงเกิดขึ้นจากความ คิดดังกล่าวเช่นกัน มีซิลไม่เพียงแต่กุมอำนาจในทางการเมืองเอาไว้เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นธิดาเทพผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับสวรรค์และทำนายโชคชะตาของบ้าน เมืองได้อีกด้วย การมีอยู่ของอำนาจที่มองไม่เห็นเหนือมวลชนที่ศรัทธาต่อสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับมีซิลเสมอมาโดยที่ทุกคนก็ยังคงเชื่อว่าอำนาจ ของนางมาจากการติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติจริงๆ

แต่ในความเป็นจริง แล้วนางก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ค้นพบประโยชน์ของ ปฏิทินร้อยปีในการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้าและนำมันมาใช้ประโยชน์เท่านั้นเอง จนเมื่อต๊อกมานค้นพบความลับดังกล่าวจึงได้นำมันมาใช้บ้างโดยอ้างว่าตนเอง เป็นผู้ที่สวรรค์ส่งมาให้กับแคว้นชิลลาแทนพระขนิษฏาที่ถูกมีซิลลอบสังหารไป ต๊อกมานได้นำก้อนหินไปฝังเอาไว้กลางเมืองและใส่เมล็ดถั่วที่ชุ่มน้ำรองเอา ไว้ข้างใต้ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเมล็ดถั่วก็เริ่มงอกและดันให้ก้อนหินที่สลักคำ พยากรณ์เกี่ยวกับต๊อกมานโผล่ขึ้นมาปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ประชาชนทุกคนยก เว้นมีซิลที่รู้เท่าทันแผนการดังกล่าว ในเวลาประจวบเหมาะกับที่ปฏิทินกล่าวว่าจะมีสุริคลาสต๊อกมานก็ได้ปรากฏกาย ขึ้นเพื่ออ้างถึงความชอบธรรมที่สวรรค์บันดาลให้นาง นั่นนับเป็นการเปิดตัวต๊อกมานครั้งแรกเพื่อลงสู่สนามการเมืองกับมีซิลอย่าง สง่างาม

การครอบงำในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัยได้ นำมาใช้และคง จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังคงมีพลังอย่างยิ่งสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเพียง แต่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการและปรับปรุงบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสังคมที่มี กรอบคิดแบบวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น การอ้างเพียงแค่ความเป็น "ผู้รู้" ที่มีมากกว่าบุคคลอื่นๆอาจเป็นไปไม่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้หลากหลาย แบบ ไม่มีใครที่จะสามารถประกาศตัวเองได้อีกแล้วว่าเป็นผู้ที่สามารถหยั่งรู้และ ติดต่อกับเทพเจ้าได้ แต่ทุกสิ่งย่อมจะมีการพัฒนา เราจึงมักจะเห็นความคิดที่เคารพผู้อาวุโส ความคิดที่ว่าคนดีย่อมจะเป็นคนที่เหมาะสมต่อสังคม ความคิดที่คนกลุ่มหนึ่งแสดงตัวว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าคนกลุ่ม อื่นๆ และสมควรจะได้รับอำนาจในการปกครอง สิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาครอบงำเราอยู่เสมอและทำให้เราข้ามไปไม่พ้นความเชื่อ ดังกล่าว จนในที่สุดมันได้ขยายตัวกลายมาเป็นจารีตหรือกฎเกณฑ์หรืออะไรก็ตามที่ส่งผล ต่อการจัดระเบียบทางสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่คนที่เอ่ยอ้างตนเองเหล่านี้ ต้องการ

นอกจากการใช้ความรู้มาสถาปนาตนเองให้มีอำนาจในสังคมแล้ว สงครามข่าวลือก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่หลายต่อหลายครั้งในละครเรื่อง นี้ ข่าวลือเป็นอาวุธที่ทรงพลังและพื้นฐานที่สุดในการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของ อีกฝ่ายไปได้ ใบปลิว ข้อความที่ปิดอยู่ทั่วเมืองหรือแม้แต่การกระซิบปากต่อปากสามารถทำให้ เหตุการณ์เป็นไปตามที่ผู้สร้างสถานการณ์ได้คาดเดาเอาไว้ การใช้ใบปลิวของต๊อกมานหลังจากที่มีซิลก่อการกบฏได้ทำให้ชาวบ้านเริ่มตั้งคำ ถามต่อการกระทำของรัฐบาลที่ใช้อำนาจทหารในการควบคุมเสรีภาพในการพูดหรือแม้ แต่การชุมนุม หรือการใช้สงครามข่าวลือว่าองค์หญิงต๊อกมานจะวางยาพิษในแม่น้ำที่ไหลผ่าน เมืองที่มีซิลตั้งมั่นต่อสู้ในฐานกบฏก่อได้ทำให้กำลังของนางลดดน้อยลงไปและ ต้องพ่ายแพ้ในที่สุดโดยที่ไม่ต้องมีการสู้รบเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่ใน ขณะเดียวกันคุณความดีที่มีของข่าวลือก็ยังทำให้บัลลังก์ของราชินี ซอนต๊อกต้องสั่นคลอนอีกครั้งหลังจากที่ฝ่ายศัตรูต้องการจะโค่นล้มพระนางโดย การใช้ข้อความที่ลอยมากับเรือศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่าจะมีพระราชาองค์ใหม่ เราจึงอาจจะกล่าวได้ว่ากลการเมืองประเภทนี้มีทั้งข้อดีและข้อด้อยสำหรับผู้ กุมอำนาจในมือ มันอาจเป็นทั้งสิ่งที่จะทำให้อิทธิพลของเขาเหล่านี้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันมันก็อาจเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนได้หาก มันอยู่ในมือของฝ่ายศัตรู

ในโลกปัจจุบันที่ข่าวสารเป็นไปอย่างรวด เร็วและแพร่หลายในวงกว้างจึงไม่ เพียงแต่ทำให้ผู้มีอำนาจสามารถใช้มันเป็นช่องทางในการทำให้ประชาชนเป็นไปใน ทิศทางที่ต้องการ แต่เขาเหล่านี้ก็ต้องพยายามอย่างหนักเช่นกันที่จะควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไป ตามที่คาดหวังเอาไว้ การใช้ข่าวลือจึงเป็นอีกเกมหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมักใช้ต่อประชาชนเพื่อให้เป้า หมายของตนเองไปตามที่ปรารถนา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามที่จะจำกัดไม่ให้มีคนกลุ่มอื่นเข้าถึงการใช้ ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐเผด็จการจำนวนมากมีท่าทีที่แข็งกร้าวอย่างยิ่งต่อการ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อสารมวลชนในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ตน ขณะที่การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐก็ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้นเพื่อให้สังคมได้ ตระหนักแบบผิดๆ ว่าพวกเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความสุขและจงเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐบาลต่อไป

เผ่าคายา : คนชายขอบกับสังคม

ชน เผ่าคายาเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแคว้นชิลลามาก่อนแต่กลับถูก ทำให้มีสถานภาพเหมือนกับพลเมืองชั้นสองของแคว้นชิลลาที่ถูกผลักออกจากสังคม ตลอดมา ตอนที่มีซิลยังเรืองอำนาจในฐานะของพระสนมและธิดาเทพ นางได้ใช้อำนาจที่สามารถติดต่อกับสวรรค์ในการบอกคำพยากรณ์ที่ว่าจะต้องขับ ไล่ชนเผ่านี้ออกไปอยู่นอกเขตเมืองหลวง ชนเผ่าคายาจึงเป็นคนกลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่เสมอมาและต้องมีชีวิต อย่างยากลำบากหลายสิบปี จนทำให้ต้องมีการตั้งกลุ่มกู้ชาติขึ้นมา หัวหน้ากลุ่มที่นำโดยแวยาที่เป็นเจ้าชายของชนเผ่าได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่ จะช่วยองค์หญิงต๊อกมานและผลักดันให้คิมยูซินที่เป็นคนเชื้อสายคายาเหมือนกัน และยังเป็นทหารคนสนิทขององค์หญิงได้ขึ้นเป็นพระราชาเพื่อทำให้เผ่าคายาได้มี อำนาจ ในท้ายที่สุดเขาไม่ประสบผลสำเร็จแต่ได้รับการเจรจาจากองค์หญิงต๊อกมานซึ่งใน ขณะนั้นได้มีสถานะเป็นพระราชินีซอนต๊อกแล้ว เนื้อหาการเจรจามีอยู่ว่าเขาจะต้องสลายตัวกลุ่มกู้ชาติคายานี้และเข้าร่วมใน กองทัพของพระนาง โดยข้อแลกเปลี่ยนคือพระราชินีซอนต๊อกจะช่วยให้ชาวคายาได้มีสถานภาพที่ดีขึ้น ในที่สุดแวยายอมตกลงและมอบรายชื่อของกลุ่มกู้ชาติทั้งหมดให้กับทางการ แต่พระราชินีซอนต๊อกได้เผารายชื่อนั้นจนหมดและกล่าวว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่มี เผ่าคายา เพราะทุกคนจะเป็นลูกหลานชิลลาของพระองค์ทั้งหมด

บางคนอาจจะ มองว่านี่เป็นการทำให้เผ่าคายาต้องสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง แต่ตัวผู้เขียนกลับคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ท่ามกลางปัญหาของการแบ่งแยกระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่มีสถานภาพไม่เท่าเทียมกัน ความพยายามที่จะแบ่งแยกของรัฐจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก การจะระบุสัญชาติหรือเชื้อสายของแต่ละคนว่าใครเป็นกลุ่มไหนไม่ใช่เรื่องที่ จะสามารถจัดการได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการยักย้ายถ่ายเทและผสมปนเปกันระหว่างเชื้อชาติไป หมด ทางออกที่เราจะทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันโดยที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวคือการ ก้าวข้ามไปให้พ้นกับอคติของเชื้อชาติและตระหนักว่าเรากำลังอยู่บนผืนดิน เดียวกัน

ภายใต้ความเป็นไทยที่เรากำลังชื่นชมนั้น มีหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าความเป็นไทยแท้จริงแล้วคืออะไร มันคือเรื่องของเชื้อชาติ อัตลักษณ์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่หรือแม้แต่อาหารประจำชาติหรือไม่ เราไม่อาจจะระบุลงไปได้แน่ชัดว่าอะไรคือไทย แต่ตอนนี้เรากลับกำลังใช้คำนี้ในการแบ่งแยกคนแต่ละกลุ่มออกไปจากสังคม เรากำลังเบียดขับและผลักดันให้คนที่ไม่ใช่คนไทยหรือไม่มีความเป็นไทยไปอยู่ ในที่อื่น คำถามคือถ้าเช่นนั้นใครควรจะเป็นคนไทยบ้าง? ชาวกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บนดอยสูงในเขตภาคเหนือ โสเภณีชาวอีสานที่กำลังขายบริการแลกเงินจากนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่เด็กสาวที่สังคมประณามว่าเป็นเด็กใจแตกที่กำลังตั้งครรภ์ ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าเป็นคนไทยและเรียกว่าเป็นความภูมิใจของไทยได้หรือไม่ ความเป็นไทยไม่เพียงแต่เป็นการเสนอด้านที่ดีให้กับคนอื่นได้รับรู้ แต่มันหมายถึงการที่เราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ร่วมกับใครและเพื่ออะไร หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่แค่การกล่าวประณามด่าทอคนที่ไม่ใช่คนไทยและไม่ทำตัว เป็นไทย แต่หน้าที่ของเราคือการที่ยอมรับและช่วยกันหาทางออก

ปัญหา ของการที่คนกลุ่มหนึ่งถูกทำให้เป็นคนชายขอบจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ เรื่องของเชื้อชาติเท่านั้น แต่มันยังขยายไปสู่กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาจากสังคมอีกด้วย ขณะนี้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกอีกฝ่ายปักป้ายเป็นความไม่เป็นไทยที่ควรจะถูก ขับไล่ออกไปนอกประเทศ ทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายว่าความเป็นไทยคืออะไร มันคือห้างสรรพสินค้าที่ถูกเผา? คือความสงบเรียบร้อยที่ถูกโบกทับอยู่บนความขัดแย้ง? หรือการที่เขาเหล่านั้นชูป้ายของอดีตนายกที่ถูกประณามว่าโกงกินมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์ของประเทศ?

เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงและทำเป็นไม่รู้ไม่ เห็นกับปัญหาดังกล่าวที่กำลัง เกิดขึ้นเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกคัดสรรเอาแต่กลุ่มบุคคลที่น่าพอใจมา ร่วมความเป็นสังคมไทย แต่เราควรจะตระหนักเสียทีถึงแก่นแท้ความเป็นไทยว่าจริงๆแล้วมันคืออะไรและ มันมีอยู่หรือไม่ บางสิ่งอาจจะถูกสร้างขึ้นมาได้ดังที่ได้กล่าวในข้างต้นเพื่อผลประโยชน์ของคน กลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นจริงและสามารถจับต้องได้คือสังคมที่เรากำลังอยู่ร่วมกัน

Thursday, September 2, 2010

แถลงการณ์ พท. ยื่นไมตรี รบ.จับเข่าคุยแนวทางปลดล็อคขัดแย้งคนในชาติ ล้างไพ่ใหม่ หากไม่สนองตัวใครตัวมัน

ที่มา มติชน

เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 2 กันยายน ที่พรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ ว่า จากการที่ตนได้รับการร้องขอจากหลายฝ่าย จึงได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย เพื่อหามาตรการในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จนออกมาเป็นแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทย ว่าจากโศกนาฎกรรมเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคมซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียจำนวนมาก ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เฝ้าติดตามเหตุการณ์ต่างๆด้วยความหวังว่าเหตุการณ์จะ ปรับเข้าสู่สภาพเดิมได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าความร้าวฉานทางความคิดกลับปริแตกแยกยิ่งขึ้น จนกังวลว่าจะไม่สามารถกลับมาเป็นสภาพเดิมได้ อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยเริ่มมองเห็นประกายแห่งความหวัง เมื่อมีคณะบุคคล องค์กรระหว่างประเทศ คณะทูตานุทูต ได้เริ่มเข้ามาช่วยเหลือ และยังเชื่อว่าแม้แต่รัฐบาลก็เริ่มตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น


นาย ปลอดประสพ กล่าวว่า จากปัญหาทั้งหมดพรรคเพื่อไทยขอเสนอจุดยืนและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล 5 ข้อ คือ 1. พรรคเพื่อไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการพูดจาหารือแลกเปลี่ยนความคิด และความเชื่อระหว่างกลุ่มที่มีความขัดแย้งกันอย่างสันติวิธี 2.พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าความสงบ สามัคคี และความเป็นชาติจะกลับคืนมาได้ด้วยการที่ทุกฝ่ายให้อภัยซึ่งกันและกัน และตกลงว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เสมอภาคและมีความยุติธรรม โดยอาจจะพัฒนาจากคำพูดไปเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งจากในอดีตที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติก็ต้องแก้ไขด้วยรูปแบบ นี้ 3.พรรคเพื่อไทย ขอเชิญชวนให้ทุกหมู่เหล่าหลีกเลี่ยงและละเว้นจากการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะจากวาจา การกระทำ หรือการใช้กฎหมายที่เกินความเหมาะสม


นาย ปลอดประสพ กล่าวว่า 4. พรรคเพื่อไทยขอน้อยถวายพระพรชัยมงคลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชีนีนาถ และให้ปวงชนทุกหมู่เทิดทูนถวายพระเกียรติ 5.พรรคเพื่อไทยหวังและเชื่อว่าจุดยืนและสัจจะวาจาของเราครั้งนี้ จะช่วยให้รัฐบาลและผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อความสงบได้คลายวิตก และเริ่มกระบวนการสมานฉันท์ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการศึกษาใดๆให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อีก


“แถลงการณ์ ฉบับนี้ถือว่าเป็นทั้งการทอดสันถวไมตรี และเป็นการยื่นคำขาดไปในตัวด้วย และที่เราเสนอแนะเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเกมการเมืองใดๆ แต่ที่เสนอแนะทั้งหมดก็เพราะมีหลายฝ่ายขอร้อง แล้วเราก็เห็นถึงความขัดแย้งที่มีมากขึ้น แต่หากข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการตอบรับจากคนในรัฐบาล ก็ต้องบอกว่า ตัวใครตัวมัน เพราะเรียมก็เหลือทนแล้วเหมือนกัน”นายปลอดประสพกล่าว


ผู้ สื่อข่าวถามว่า การหารือระหว่างผู้ขัดแย้งควรจะเป็นการหารือระหว่างใคร เพราะมีการมองว่าคู่ขัดแย้งจริงๆคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นายปลอดประสพ กล่าวว่า คงต้องคุยกันทุกระดับ ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง รัฐบาล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ทหาร ส่วนคู่ขัดแย้งอื่น ก็คงเป็นไปตามลำดับขั้น และมารยาททางการเมือง ทุกฝ่ายก็ควรเห็นประเทศชาติเป็นหลัก


เมื่อ ถามว่าการหลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเพราะคำพูดจะส่ง ผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนทีมโฆษกหรือไม่ นายปลอดประสพ กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกันในพรรค ให้ลดระดับการพูดจาที่รุนแรงอันส่งผลให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นได้ หากจะพูดจาอะไรก็ต้องมีหลักฐานชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็ต้องพยายามปรับไปเรื่อยๆ และก็คาดหวังกับทุกฝ่ายด้วย


เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจกับคน เสื้อแดงหรือคนที่สูญเสียได้หรือไม่ เพราะการให้อภัยซึ่งกันและกัน จนถึงขั้นกำหนดเป็นกฎหมาย เท่ากับการนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด รวมถึงฝ่ายที่กระทำให้คนเสื้อแดงเสียชีวิต นายปลอดประสพ กล่าวว่า นั่นเป็นเรื่องในอนาคต แต่จากประวัติศาสตร์แนวทางการแก้ไขปัญหาก็ต้องออกมาในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตามการให้อภัยซึ่งกันและกัน ก็ต้องเริ่มไปพร้อมกับการเยียวยาที่เหมาะสมด้วย

หนทางหยุดระเบิด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เหตุ วางระเบิดและยิงเอ็ม 79 ยังไม่จางหายไปจากเมืองหลวง แถมเกิดถี่ยิบมากขึ้นด้วยซ้ำในระยะนี้ แน่นอนวิธีการก่อเหตุด้วยระเบิด ย่อมหาร่องรอยเบาะแสได้ยากกว่าทุกวิธี

การตรวจพิสูจน์หลักฐานพอบอกอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่จะแจ้ง

การคลี่คลายคดีระเบิด จึงต้องใช้การสืบสวนหาข่าวเข้ามาผสม

ไปจนถึงวิเคราะห์หาสาเหตุความเป็นไปได้!?

ถ้าถามว่า พอจะวิเคราะห์ชนวนความขัดแย้งในช่วงนี้ ที่อาจเป็นเหตุให้เสียงตูมตามกลับมาได้หรือไม่

คำตอบคือ วิเคราะห์แล้วประมวลได้ว่ามีนับสิบชนวน

เริ่มจากชนวนใหญ่ขนานแท้และดั้งเดิม คือความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายที่ถูกปราบในเหตุสลายม็อบ

อันนี้ยังเป็นปมใหญ่ของบ้านเมืองที่แก้ไม่ตก และไม่คลี่คลายเลยแม้แต่น้อย

ระเบิดทั้งหลาย อาจเพื่อประโยชน์ในการต่ออายุพ.ร.ก. หรือตรงกันข้ามกัน คือเพื่อท้าทายพ.ร.ก.และทำลายเสถียรภาพรัฐบาล

แม้แต่ปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำปี ซึ่งกำลังอลหม่านในช่วงนี้ ก็มีสาเหตุให้ต้องคิด!

ขัดแย้งกันในหมู่ผู้มีศักยภาพ

ไปจนถึงการเลื่อยเก้าอี้ เพื่อชี้ว่าผู้รับผิดชอบไร้ประสิทธิภาพ ก็อุตส่าห์มีผู้วิเคราะห์มุมนี้

แม้แต่พฤติกรรมสยายปีกทางอำนาจของบางพรรค ก็เป็นเหตุให้มีคนหมั่นไส้

การใช้อำนาจข้างเดียวเพื่อความสำเร็จทั้งทางการเมืองและทางการฟุตบอล ก็ยั่วยวนไม่น้อย

มองเฉพาะเหตุเอ็ม 79 ล่าสุด ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กลางวันแสกๆ อาจเพราะช่อง 11 เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล

แต่ก็มีข่าวว่า ก่อนระเบิด มีโทรศัพท์เข้ามายังเอ็นบีที แสดงความไม่พอใจต่อรายการในภาคดึกของสถานีแห่งนี้ ซึ่งรู้กันดีว่าราดน้ำมันใส่กองเพลิงได้ทุกค่ำคืน

เนื้อหาสาระของทีวีช่องนี้ก็มีลักษณะยั่วยุเช่นกัน

แต่ทั้งหลายทั้งปวง เหตุระเบิดเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

สร้างความเสียหายต่อคนไม่เกี่ยวข้องมากมาย

ขณะเดียวกันบทเรียนเหตุระเบิดทางการเมืองที่ผ่านมาในบ้านเมืองเราบอกได้ว่า ถ้าปัญหาใหญ่ทางการเมืองคลี่คลายเมื่อไร

จะไร้เหตุระเบิดอย่างฉับพลันทันที

ต้องหยุดระเบิดด้วยการเมือง ไม่ใช่ด้วยพ.ร.ก.และด่านตรวจ!

ฤดูวิ่งเต้น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เป็น ธรรมเนียมของเดือนสิงหาคม-กันยายน ของทุกปีที่ข้าราชการเมืองไทยจะวิ่งกันขาขวิดเพื่อการโยกย้ายไปสู่ตำแหน่ง ที่ใหญ่ขึ้น หรือมีช่องทางทำมาหากินได้มากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย คือ 2 หน่วยงานหลักที่มีเรื่องอื้อฉาวติดอันดับต้นๆ ของทุกปี

การโยกย้ายปีที่แล้วมีสารพัดเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับการกระโดดข้ามหัวอาวุโส พร้อมกับกระแสเงินที่สะพัด

บางเก้าอี้วิ่งเต้นด้วยเงินหลายสิบล้านบาท

พร้อมๆ กับขาใหญ่คนใหม่ ที่เพิ่งขึ้นมามีอำนาจด้านการเมือง เปิดโต๊ะซื้อขายเก้าอี้โจ๋งครึ่ม

ช่วงที่เป็นข่าวใหญ่ก็เมื่อครั้ง"จ่าเพียร"พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีตผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ต้องเสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ภาคใต้ จนนำมาสู่การแฉเรื่องปัญหานักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทำให้จ่าเพียรที่แต่เดิมมีชื่อย้ายมาอยู่อ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อเป็นบำเหน็จปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ หลังทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างยาวนาน

แต่ท้ายที่สุดต้องถูกเตะกลับมานั่งเก้าอี้เดิม กระทั่งถูกระเบิดโจรใต้เสียชีวิต

แรกๆ ทั้งนายกฯ และผู้เกี่ยวข้องต่างเหมือนให้ความสนใจ ตั้งกรรมการสอบสวนกันยกใหญ่

ที่สุดเรื่องก็เงียบหายไป

มาปีนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างจากปีที่แล้ว ถ้าจะต่างบ้างคือตัวเงินที่ว่ากันว่าต้องจ่ายหนักกว่าเก่า!!

อีกส่วนหนึ่งมาจากการวิ่งเต้นที่มีมากขึ้น เพราะข้าราชการมองแล้วว่าการเกาะนักการเมือง หรือจ่ายเงินทำให้มีอนาคตที่สดใสกว่าการทำงานรับใช้ประชาชน

ไม่ใช่เพียงตำรวจเท่านั้น หากแต่ลามหนักขึ้นไปยังกระทรวงมหาดไทย ที่เริ่มควักกระเป๋าจ่ายกันมากขึ้น ตั้งแต่ระดับนายอำเภอ

หากใครไม่มีเงินก็ต้องรับใช้นักการเมืองอย่างสุดจิตสุดใจ

ในมหาดไทย ที่กำลังกล่าวขวัญกันมากคือปลัดมหาดไทยคนใหม่ "นายมงคล สุระสัจจะ" ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นบุคคลที่นายเนวิน ชิดชอบ ชื่นชมอย่างมาก

ยิ่งเห็นเส้นทางเดินจากรองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โตพรวดๆ เป็นผู้ว่าฯ เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

ก่อนขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมการปกครองเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

เพียงไม่กี่เดือนถัดมาก็กลายเป็นปลัดมหาดไทย ชนิดทุบสถิติคนเก่าๆ อย่างสิ้นเชิง

ไม่นับเก้าอี้อื่นๆ ที่มีข่าวออกมาเป็นระลอกๆ ว่าผลการทำงานแทบไม่ได้นำมาพิจารณา

เน้นเพียงเงิน และคนของใครมากกว่า

รัฐบาลนี้ที่เคยออกมาตำหนิการแต่งตั้งโยกย้ายสมัยตัวเองเป็นฝ่ายค้าน

พอถึงเวลาที่ตัวเองมีอำนาจการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง นอกจากไม่ลดลงแล้วยังหนักหนาสาหัสกว่าเดิมด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าคนที่เดือดร้อนก็คือประชาชน เพราะนอกจากจะไม่ได้คนเก่ง มีความสามารถแล้ว

ยังต้องถูกรีดไถหนักขึ้นเพื่อให้ข้าราชการเหล่านี้นำเงินไปซื้อ-ขายตำแหน่งอีกด้วย!?

"มท.เหลิม"ปลุกสิงห์-มหาดไทย

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ




ปัญหาการเมืองแทรกแซงกระทรวงมหาดไทยมีมาทุกยุค

แต่มาแรงสุดในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน โดยกระทรวงภายใต้การบริหารของพรรคภูมิใจไทย ผ่านการกำกับจากนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคตัวจริง

ได้รับเสียงสะท้อนว่ามีเรื่องฉาวโฉ่ปูดออกมามากที่สุด

โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงมีคำวิจารณ์ว่าเล่นพวกพ้อง ทำลายระบบอาวุโสอย่างที่ไม่เคยปรากฏ

ตลอดจนเรื่องการจัดสรรงบท้องถิ่นที่ไม่เพียงกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะพรรคภูมิใจไทย แต่ยังนำใช้เป็นเครื่องมือ"ดูด"ส.ส.พรรคอื่น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย สวมวิญญาณอดีตรมว.มหาดไทย ชำแหละปัญหากระทรวงเป็นฉากๆ ไว้อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน

มองปัญหากระทรวงมหาดไทยอย่างไร

มหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันพี่น้องประชาชน ถ้าการบริหารจัดการโดยเฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการไร้คุณภาพ ไร้ความเป็นธรรม ขาดธรรมาภิบาล จะเกิดผลกระทบทางด้านจิตใจต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน เกิดผลลบกับประชาชนไปด้วย

กระทรวงมีประเพณีปฏิบัติ มีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ผมเป็นรมว.มหาดไทยไม่เคยก่อความวุ่นวายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเกณฑ์เขามีอยู่แล้ว

เป็นอธิบดีกรมการปกครองได้ต้องเป็นผู้ว่าฯจังหวัดสำคัญ อย่างเชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช นนทบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น เป็นต้น

กรมอื่นๆ ก็เฉลี่ยความสำคัญ บางทีเอาจากรองปลัดกระทรวง ผู้ว่าฯจังหวัดใหญ่ คือต้องผ่านงานจังหวัด ผ่านงานบริหารในฐานะรองปลัด แล้วจึงไปเป็นอธิบดีกรมสำคัญ

อย่างผู้ว่าฯใหม่ มีหลักเกณฑ์ว่าต้องเป็นรองผู้ว่าฯ อย่างน้อย 2 ปี ต้องเป็นผู้ว่าฯจังหวัดเล็กๆ ก่อน หรือไม่ก็ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงแล้วจึงออกไปเป็นผู้ว่าฯ กลางๆ หรือใหญ่หน่อย

แต่มีรัฐมนตรีบางคนขาดกฎเกณฑ์ ขาดกติกา ไม่เคารพประเพณีและวัฒนธรรม จนปัจจุบันการแต่งตั้งไม่มีระบบ ไร้กฎเกณฑ์ กติกา

บุรีรัมย์เป็นจังหวัดสำคัญ แต่คนเป็นผู้ว่าฯบุรีรัมย์ถือเป็นจังหวัดเล็ก ไม่ใช่จังหวัดใหญ่ อย่างสมุทรปราการ จังหวัดใหญ่ก็เอาคนจากรองผู้ว่าฯขึ้นมาเป็นเลย สมัยก่อนไม่มี ต้องไปที่อื่นก่อนแล้วถึงอาจย้ายกลับมาได้

การเมืองเข้าแทรกมหาดไทยตลอด

ถูกต้อง รมว.มหาดไทยกับการเมืองแยกกันไม่ออก แต่ควรให้การเมืองแทรกแซงสัก 51 ต่อ 49 ไม่ใช่ 80 กับ 20 อย่างนี้วุ่นวาย การเมืองมันต้องมีบ้าง แต่ไม่ใช่ทำจนกระทั่งระบบจะพังแบบวันนี้

การเมืองอาจมีช่วยพรรค ช่วยพวก แต่ต้องแลดูดี ผมอุปมาอุปไมยว่าถ้าเทียบ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ 49 เปอร์เซ็นต์ 51 ก็ตบแต่งนิดหน่อย

ธรรมชาติข้าราชการ ถ้าเขาอยู่กับรัฐบาล ใจเขาก็อยู่กับรัฐบาล ไม่มีหรอกที่จะไปยืนฝั่งตรงข้าม เราทำดีให้เขาศรัทธา ให้เชื่อมั่นเชื่อถือ ให้ความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ

ผมอยู่คนก็เคารพ ไม่เคยเอารถประจำตำแหน่ง ไม่เอาพลขับ น้ำมัน เบี้ยเลี้ยงประชุม สวัสดิการก็ไม่เอา หน้าห้องก็ไม่หา ที่ปรึกษาก็มีท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ คนเดียว

สมัยก่อนเข้าเรียนนายอำเภอไม่มีข่าวเสียหาย สอบได้ตามระบบ ใครอาวุโสควรเรียนได้ก็เรียงลำดับไป ระยะหลังจังหวัดเดียวเข้าโรงเรียนนายอำเภอ 10 กว่าคน แล้วปลัดอำเภอจังหวัดอื่น ไม่มีสติปัญญาหรืออย่างไร ถึงสอบไม่ได้

ต่อมาก็พัฒนาไปเป็นว่าเข้าโรงเรียนนายอำเภอเสียเงิน แต่งตั้งนายอำเภอเสียเงิน อย่างแต่งตั้งนายอำเภอระดับ 9 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) บอกว่าไม่ชอบ คนอาวุโสไม่ได้เป็น เอาคนอื่นขึ้นมาในตำแหน่ง

แล้วมีข่าวใครเป็นโยธาธิการจังหวัดต้องเสียคนละ 3 ล้าน อยู่ไปๆ ก็ตั้งนายอำเภอชั้น 1 เสียเงิน แล้วข้าราชการที่ตั้งใจทำงานจะอยู่อย่างไร เป็นรองผู้ว่าฯเสียเงิน จังหวัดใหญ่ๆ หน่อยก็ 15 ล้าน 20 ล้าน

จริงอยู่เขาไม่ได้เอาเงินมาให้ แต่มันมีงานจะมาให้ทำในอนาคต เช่น งบฉุกเฉิน งบแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ที่ผู้ว่าฯมีอำนาจอนุมัติ จังหวัดไหนใหญ่ก็งบเยอะตาม แล้วเอาคนของตัวเองไปประมูลรับเหมา

นี่หากินกันอย่างนี้ แล้วงบกลุ่มผู้ว่าฯซีอีโอมันมีเยอะ ก็ส่งคนไปหากิน

ตอนผมเป็นรัฐมนตรีเกือบ 8 เดือน ไม่มีข่าวอย่างนี้ รมว.มหาดไทยคนนี้ อะไรที่ผมไม่เคยทำท่านทำหมด เช่น เซ็นอนุญาตนำอาวุธปืนเข้ามา แต่งตั้งโยกย้ายเอาลำดับ 54 มาเป็นปลัดกระทรวง มันไม่เคยมี

เป็นผู้ว่าฯ 1 ปี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 7 เดือน มาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง 5 เดือน แล้วเป็นปลัดกระทรวง อย่างนี้มันมากไป ก้าวข้ามเขาไปเยอะ เกิดความลักลั่น

เห็นด้วยกับปลัดพงศ์โพยม (วาศภูติ) เสนอให้ผู้ว่าฯสัก 30 จังหวัดออกมาคัดค้านการแต่งตั้งโยกย้าย วันนี้ข้าราชการมหาดไทย ต้องลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีของท่านเอง ปกป้องศักดิ์ศรีบรรพบุรุษของกระทรวงที่เขาสร้างคุณงามความดีเอาไว้

ปล่อยไปอย่างนี้กระทรวงจะถูกย่ำยี ลูกสิงห์มันจะไม่ใช่ลูกสิงห์ กลายเป็นลูกแมว

ข้าราชการที่คัดค้านจะปลอดภัยจากการเมืองหรือ

ถ้าคุณไม่ปกป้องสถาบันตัวเองแล้วจะเป็นลูกสิงห์หรือลูกแมว นายกฯต้องรับผิดชอบด้วย ครม.ต้องลงมาตรวจสอบ ไม่ใช่ให้พรรคไหนดูแลแล้วปล่อยไปเลย บริหารราชการอย่างนี้ไม่ได้

กฎ 9 ข้อที่ว่าไว้นายกฯจะว่าอย่างไร ปล่อยให้มีเรื่องถูกครหาตลอด ถึงขนาดอดีตข้าราชการออกมาคัดค้านอย่างนี้ เขาคงถึงที่สุดแล้ว

ระยะ นี้มหาดไทยกลายเป็นกลไกของนักการเมือง แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งพวกที่ทำทั้งหมดจะรู้สึก คิดการเมืองเหมือน 20 ปีที่แล้ว ตั้งผู้ว่าฯจังหวัดนี้ ต้องได้ผู้แทน ตั้งอธิบดีกรมปกครองท้องถิ่น ต้องได้งบไปพัฒนา ตั้งอธิบดีกรมการปกครอง ต้องได้นายอำเภอ ได้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน มันไม่ใช่

การเลือกตั้งที่สกลนคร ศรีสะเกษ และมหาสารคาม ข้าราชการระดับใหญ่ๆ ลงไปทั้งนั้น แต่แพ้พรรคเพื่อไทย จากนี้การเมืองเรื่องจัดตั้งมันได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีวันเลยที่จัดตั้งจะชนะ มันต้องเรื่องกระแส

กังวลเรื่องการรักษาฐานอำนาจ

ผมมองไม่เหมือนคนอื่น อย่างตั้งคนลำดับ 54 ขึ้นมา แล้วพวกที่ 1-53 เขาจะคิดอย่างไร ก่อนนี้คุณเอาลำดับ 13 มา แล้ว 1-12 คิดอย่างไร

ข้าราชการส่วนใหญ่ของกระทรวงจะแสดงพลังเงียบเพื่อสั่งสอนพรรคการเมือง รัฐมนตรี ทั้งคนเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องข้าง หรือพวกที่ปรึกษา ว่าสิ่งที่คุณทำทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จ แล้วเขาจะหันกลับมาช่วยพรรคเพื่อไทย

เพื่อไทยกลับมาย้ายใหญ่แน่

แน่นอน ถ้าผมมีโอกาสกลับไปดูแลมหาดไทยอีกครั้ง ต้องแก้ไขความผิดพลาดให้กลับมาสู่ความถูกต้อง เยียวยาคนที่เสียสิทธิ์ เสียโอกาส แล้วเมื่อนั้นความเป็นธรรมจะกลับมา กระทรวงมหาดไทยจะมีศักดิ์ศรีอีกครั้งหลังตกต่ำมากว่า 2 ปี

เรา จะคืนความเป็นธรรม ไอ้พวกที่มาแบบแปล้บๆ ต่อไปคุณจะอ้างอาวุโสไม่ได้ มันต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หลังจากรัฐบาลชุดนี้หมดภาระหน้าที่ เพราะวันนี้ทิ้งปัญหาให้สังคม หน่วยงานราชการ

ถึงขั้นล้างบางเลยหรือไม่

ไม่ถึงขนาดนั้น คนไหนถูกต้องชอบธรรม มีความเป็นมาพอไปได้ก็อยู่ แต่คนไหนที่มาแบบสกายแล็บ ต้องไปอยู่ที่เก่า หรือไม่ต้องไปเป็นผู้ตรวจฯให้หมด แล้วมันไม่ปั่นป่วนหรอก พวกนี้มันคนกลุ่มน้อย มีไม่กี่คนที่ได้ดีแบบก้าวกระโดด

มองจุดยืนนายกฯต่อเรื่องนี้อย่างไร

นายกฯคำนึงอย่างเดียวว่าจะอยู่ในตำแหน่งได้นานแค่ไหน ถ้าไปขัดอกขัดใจพรรคร่วมรัฐบาล กลัวเสียงสนับสนุนจะลดน้อยถอยลง ตอนนี้เลยเหมือนกับแบ่งหัวเมืองกันดู ทั้งที่จริงๆแล้วนายกฯต้องดูภาพรวม

วันนี้ ท่านกล้ามาก กล้าขนาดที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเซ็นให้ทุกเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยขอ ฟันธงไว้เลยว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่เกินเดือนเม.ย.54

ศาลสั่งคุก6เดือน 'สนธิ-สโรชา' คดีหมิ่นฯทักษิณ

ที่มา ไทยรัฐ


นายสนธิ ลิ้มทองกุล - นางสโรชา พรอุดมศักดิ์

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก "สนธิ-สโรชา" คดีหมิ่นประมาท "ทักษิณ ชินวัตร" กล่าวหา
ละเมิดเบื้องสูง 6 เดือน ปรับ 2 หมื่นบาท แต่รอลงอาญา 2 ปี
ให้ลงโฆษณาบน นสพ. 5 ฉบับเป็นเวลา 7 วัน...

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30น. วันที่ 2 ก.ย. ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษา คดีที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้อง
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ,
นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการ ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี (ASTV) และ
บริษัทแมเนเจอร์ มีเดียร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
(ศาลยกฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ) เป็นจำเลยที่ 1 - 3
ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

โดยฟ้องว่า วันที่ 24 ส.ค. 2550 จำเลยที่ 1- 2 ร่วมกันจัดรายการ
ยามเฝ้าแผ่นดินทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และ นสพ.ผู้จัดการรายวันของจำเลยที่ 3
ตีพิมพ์ข้อความที่จำเลยที่ 1 - 2 กล่าวปราศรัยให้กลุ่มพันธมิตรฯที่สหรัฐฯ มาเผยแพร่
ทำนองว่า นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ระบุว่า สาเหตุที่ต้องออกจากรัฐบาล เนื่องจากทนไม่ได้ที่หลังการยึดอำนาจ
รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ประมาณ 8 ชั่วโมง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดจาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง

ศาลพิพากษาว่า โจทก์มีนายสมบูรณ์ คุปติมนัส เบิกความว่า
จำเลยจัดรายงานโดยนำเทปที่นายสนธิพูดที่สหรัฐฯมาเผยแพร่ในรายการ
มีเนื้อหาจาบจ้วงสถาบัน ทำนองว่านายสุรเกียรติ เล่าให้นายสนธิฟังว่า
หลังจากมีการปฏิวัติปี 49 นายสุรเกียรติทนไม่ได้
ที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดจาจาบจ้วงสถาบัน จนออกมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)
คดีต้องพิจารณาว่าจำเลย ทำผิดจริงหรือไม่เห็นว่า
ข้อความดังกล่าวอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์ทำตัวเสมอสถาบัน
จำเลยที่ 1 ได้ซักค้านข้อความดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่ได้นำสืบแก้ตัวแต่อย่างใด
และข้อเท็จจริงยังไม่มีการดำเนินคดีกับโจทก์ในข้อหาดูหมิ่นเบื้องสูง
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องลงโทษจำคุกจำเลย
ทั้ง 2 คน คนละ 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท
ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับเป็นเวลา 7 วัน
โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี.