ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, September 20, 2010
กวีประชาไท: สิบเก้ากันยาฯ มหาสวัสดิ์
จาตุรนต์ ฉายแสง: 4 ปี รัฐประหาร ก้าวสู่เผด็จการเต็มรูปแบบ
ที่มา ประชาไท
จาตุรนต์ ฉายแสง
19 กันยายน 2553
หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มักมีการประเมินกันทุกปีว่าบ้านเมืองอยู่ในสภาพอย่างไร ความจริงในปีแรกๆ มีการประเมินกันแทบทุกเดือนด้วยซ้ำ ผมเองพูดถึงรัฐประหารครั้งนี้เป็นประจำทุกปี และปีนี้ก็คิดว่ามีประเด็นที่ควรจะพูดถึงอีก ซึ่งดูจะพิเศษและเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีกด้วย
รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ ? ในเหตุการณ์10 เม.ย.-19 พ.ค.
ที่มา ประชาไท
วสันต์ ลิมป์เฉลิม
บทกวีรำลึก 4 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ที่มา Thai E-News

โดย กวีศรีประชา
ที่มา เฟสบุ๊ควิสา คัญทัพ
“แรงที่หลั่งเป็นวังและเวียงวิมาน
...จะลุกสลัดจากแอกที่อานขึ้นหยัดยืน”
คำของ “จิตร” ยังปลุกวิญญาณให้ตื่น
ฟ้ายังมืดเสมอเมื่อคืนที่ผ่านมา
ฉากแห่งคุกที่ขัง ควบคุมกักกั้นอาณา
ยังส่องเห็นแสงดาวแห่งศรัทธาอันทรนง
จง “ภูมิศักดิ์” อย่างจิตรที่คิดมั่นคง
ตามราษฎรที่พึงประสงค์มิเสื่อมคลาย
เลือดและเลือดที่โลมใครโหมทำลาย
คือหนี้ชีวิตแม้นคิดมากมายยังคาใจ
ทั้งการที่ก่อกระทำซึ่งกรรมอันใด
ผู้ก่อทั้งหมดต้องชดต้องใช้ซึ่งหนี้กรรม
โหดและโทษถ่อยเถื่อนบิดเบือนกระทำ
ต่อธรรมดา คนตาดำๆ จะจำนาน
สุดท้ายบวงสรวงสู่ชั้นสวรรค์วิมาน
สู่สุคติทุกดวงวิญญาณประชาไทย
สาบานจะสืบจะทอด อุทิศทั้งจิตและใจ
สู้เพื่อประชา-ธิปไตย ตลอดกาล.
จาตุรนต์ ฉายแสง - 4 ปีรัฐประหาร : ก้าวสู่เผด็จการเต็มรูปแบบ
ที่มา Thai E-News
4 ปีรัฐประหาร : ก้าวสู่เผด็จการเต็มรูปแบบ
คลิ้กที่คำว่า Fullscreenเพื่อให้ตัวหนังสือใหญ่ขึ้น อ่านง่าย
ไฮไลต์ภาพกิจกรรม4ปีปล้น4เดือนฆ่า
ที่มา Thai E-News
กรุงเทพฯ


ราชประสงค์-คนเสื้อแดงหลายพันคนร่วมชุมนุมรำลึก 4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนสังหารหมู่ราชประสงค์ (ภาพข่าว:รอยเตอร์)
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย:นิสิต นักศึกษาจากเครือข่ายจุฬาเพื่อประชาชน และประชาคมธรรมศาสตร์ต่อต้านเผด็จการไปวางพวงหรีดเพื่อไว้อาลัยประชาธิปไตย ในโอกาส 4 ปีรัฐประหาร 19กันยาฯ
เชียงใหม่


เชียงใหม่-เสื้อ แดงเชียงใหม่และภาคเหนือออกมาต่อนรับขบวนแรลลี่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่อย่าง เนืองแน่น และมีขบวนพาเหรดล้อเลียนการเข่นฆ่า-คุมขังคนเสื้อแดงอย่างไม่เป็นธรรม และการตัดสินลงโทษอาชญากรจากศาลประชาชน
ภูมิภาค
หน้าศาลากลางทั่วประเทศ-เสื้อ แดงระยองชุมนุมผูกผ้าแดง และปล่อยลูกโป่งแดงหน้าศาลากลางจังหวัด มีรายงานเสื้อแดงอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศร่วมจัดกิจกรรมนี้ เช่น หนองคาย ส่วนเสื้อแดงภาคใต้ รวมตัวกันจัดกิจกรรมที่สงขลา
ต่างประเทศ
เดนมาร์ค-กลุ่มอิสระเสรีชน หรือ นปช.เดนมาร์ก รวมตัวกันทำบุญ ณ วัดไทยเดนมาร์ก พรหมวิหาร
ลาสเวกัส-ภาพการผูกผ้าแดงบนป้ายLAS VEGAS
Sunday, September 19, 2010
เวบไซต์ 'นิติราษฎร์' เปิดตัวแล้ว 19 กย.53 โดย วรเจตน์และเพื่อน
ที่มา Thai E-News
19 กย.53
นิติราษฏร์ ฉบับที่ ๑ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)
เมื่อสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์ คิด การที่จะสร้างชุมชนทางวิชาการเล็กๆ ในทางนิติศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย และเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนิติรัฐและความยุติธรรมให้เจริญงอกงามในสังคม ไทย เรื่องหนึ่งที่พวกเราคิดกันนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น ควรจะมีชื่อว่าอะไร มีชื่อที่เราคิดกันหลายชื่อ ในที่สุดเราก็ได้ชื่อที่อยู่หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ว่า http://www.enlightened-jurists.com/
ทำไมต้อง enlightened jurists
ตลอด ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ ตลอดจนทำลายอำนาจ การช่วงชิง สร้างความชอบธรรม และทำลายล้างในนามของกฎหมายและความยุติธรรมนั้น ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลที่ลึกอย่างยิ่งให้กับวงการกฎหมายและวงวิชาการ นิติศาสตร์ไทยเท่านั้น แต่ยังมีผลสร้างความอยุติธรรมอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคมโดยรวม ด้วย
เมื่อได้สนทนาแลกเปลี่ยนกัน เราเห็นตรงกันว่า เหตุที่ทำให้เกิดสภาพการณ์แบบนี้ขึ้นในสังคม ก็เนื่องจากผู้คนจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทชี้นำสังคม และนักกฎหมายที่เป็นชนชั้นนำ ปิดล้อมความคิดความอ่านของผู้คน ด้วยการยกเอาข้อธรรม ความเชื่อในทางจารีตประเพณี ตลอดจนบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นที่ยึดถือศรัทธาขึ้นเป็นกรงขังการใช้เหตุผล และสติปัญญาของผู้คน
เพื่อจะไปให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ เราเห็นว่าสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์ จะต้องก้าวข้ามยุคมืดไปสู่ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา หรือที่บางท่านเรียกว่า ยุคภูมิธรรมหรือ ยุคพุทธิปัญญา (Enlightenment; les Lumières; Aufklärung) ดังที่ได้เคยเกิดมาแล้วในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคภูมิธรรม หรือพุทธิปัญญาในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ และ ๑๘ ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นรากฐานสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไป สู่ความเป็นประชาธิปไตย
ลักษณะสำคัญของ Enlightenment คือ การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิดในทุกแขนงวิชา โดยการเคลื่อนไหวทางความคิดดังกล่าว มีลักษณะเป็นการตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ การสงสัยต่อสิ่งที่ยอมรับเด็ดขาดเป็นยุติ ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิดต่าง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือคำสอนทางศาสนา ทั้งนี้โดยที่ถือว่า “เหตุผล” มีคุณค่าเท่าเทียมกับ “ความดี” การใช้สติปัญญาครุ่นคิดตรึกตรองไม่หลงเชื่ออะไรอย่างงมงายมีค่าเป็นคุณธรรม ถือว่ามนุษย์ทั้งหลายสามารถที่จะได้รับการฝึกฝนให้ใช้สติปัญญาได้ และถือว่าเหตุผลเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ตัวอย่างเท่าทัน ยุคนี้เป็นยุคที่เกิดการเรียกร้องให้มีขันติธรรมในเรื่องความเชื่อทางศาสนา กล่าวให้ถึงที่สุด ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา คือ ยุคที่เสรีภาพจะเข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิ์ ความเสมอภาคจะเข้าแทนที่ระบบชนชั้น เหตุผล ความรู้ วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์จะเข้าแทนที่อคติและความงมงายทั้งหลาย
ถึงแม้ ว่าในปัจจุบันนี้ นักคิดสกุลหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) และนักคิดในสายถอดรื้อโครงสร้าง (Deconstruction) จะปฏิเสธคุณค่าภววิสัยและความจริงปรมัตถ์ และเห็นว่าตรรกะไม่ใช่รากฐานเพียงประการเดียวของความรู้ของมนุษย์ก็ตาม แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากเราไม่เริ่มต้นตั้งคำถาม และใช้สติปัญญาของเราอันเปรียบเสมือนแสงสว่างขับไล่ความมืดมนคืออคติและความ งมงายแล้ว เราก็คงจะสร้างสรรค์สังคมมนุษย์ที่ยุติธรรมไม่ได้ แม้ว่ายุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาจะเป็นเพียงยุคสมัยหนึ่งในประวัติ ศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่เราเห็นว่า การใช้เหตุผลและสติปัญญาแสวงหาความจริงเป็นกระบวนการที่ไม่รู้จักจบสิ้น
การ ที่เราเรียกตนเองว่า enlightened jurists จึงมีความหมายแต่เพียงว่า เราปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้
เราเห็นด้วยกับคำขวัญของยุค แห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา คำขวัญที่ Immanuel Kant (ค.ศ.๑๗๒๔-๑๘๐๔) นักปรัชญาผู้เรืองนามชาวเยอรมันให้ไว้ว่า
“จงกล้า ที่จะใช้ปัญญาญานแห่งตน!” (Habe Mut, dich deines eigenen Verstandes zu bedienen!)
สำหรับชื่อภาษาไทยที่เราเรียกว่า “นิติราษฎร์” นั้น ความหมายอยู่ในคำขยายที่ตามมา นั่นคือ “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร”
ประเด็นก็คือทำไมต้องเป็นนิติศาสตร์เพื่อราษฎร
หาก เราย้อนกลับไปที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว เราจะพบความจริงประการหนึ่งว่ าวิธีคิดของคนในวงการนิติศาสตร์และระบบ ตลอดจนโครงสร้างขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก อาจกล่าวได้ว่า อุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ไม่ได้ถูกปลูกฝังบ่มเพาะให้เข้าสู่ความรับรู้ของบุคคลในวงการกฎหมายอย่างที่ ควรจะเป็น
การเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ในช่วงสามสี่ปีมานี้ ย่อมต้องถือว่า เป็นผลพวงของความล้มเหลวในอันที่จะสถาปนาอุดมการณ์นิติรัฐ-ประชาธิปไตยให้ เป็นอุดมการณ์หลักในวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์
เหตุผล ของความล้มเหลวดังกล่าวมีอยู่หลายประการ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง น่าจะเนื่องมาจากการที่สถาบันที่อบรมให้ความรู้ทางวิชาการและฝึกฝนวิชาชีพ ทางกฎหมาย ตัดตัวเองออกจากการเรียนการสอนกฎหมายมหาชนในแง่ของหลักการและคุณค่าที่แท้ จริง นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นต้นมา เราจึงได้เห็นการรัฐประหารและล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า
เรา เห็นบรรดานักกฎหมายรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่พร้อมจะรับใช้คณะรัฐประหารและผู้ที่ อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และพร้อมที่จะละทิ้งหลักวิชาที่ร่ำเรียนมา เพื่อตอบสนองความต้องการของการทำรัฐประหาร
เราเห็นศาลยอมรับ บรรดาประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารให้มีค่าบังคับเป็นกฎหมายโดยแทบจะไม่มีการ ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในทางเนื้อหาของบรรดาประกาศหรือคำสั่งเหล่านั้น
สิ่ง เหล่านี้นอกจากจะมีผลทำลายคุณค่าของวิชานิติศาสตร์ลงอย่างถึงรากแล้ว ในที่สุดยังเท่ากับเป็นการทำร้ายราษฎรผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐด้วย
เรา เห็นว่าวิชานิติศาสตร์ในรัฐเสรีประชาธิปไตย ต้องเป็นศาสตร์ที่มุ่งตรงไปที่ความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ ที่สำคัญวิชานิติศาสตร์ต้องเป็นวิชาการที่เป็นไปเพื่อราษฎร เราใช้คำว่า “ราษฎร” โดยถือว่าคำๆ นี้ มีความหมายนัยเดียวกับ พลเมือง และประชาชน เราเห็นว่า การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ ไม่ควรจำกัดอยู่แต่การ ท่องจำตัวบท คำอธิบายกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาล การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ไม่ควรเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนตัดขาดตัวเองออก จากสังคม ไต่เต้าบันไดแห่งความสำเร็จทางวิชาชีพเพียงเพื่อในที่สุดแล้วจะได้อยู่ในที่ สูงกว่าราษฎร และใช้อำนาจหรือการผูกขาดความรู้ทางกฎหมายเอารัดเอาเปรียบกดขี่ข่มเหงราษฎร
วิชา นิติศาสตร์ ควรจะสอนให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาและเริ่มต้นประกอบวิชาชีพโดยเข้าไปเป็นองค์กรของรัฐและ ทรงอำนาจในการกระทำการทางกฎหมาย อำนาจที่ตนกำลังใช้อยู่นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว หาใช่อำนาจของตนเองไม่ แต่เป็นอำนาจของราษฎร เรา เห็นว่าการศึกษาวิชานิติศาสตร์อย่างมีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ และใช้กฎหมายโดยซื่อตรงต่อหลักวิชาที่ยอมรับกันเป็นยุติว่า มีเหตุผลอธิบายได้ ไม่คำนึงถึงหน้าคน ย่อมเท่ากับเป็นการใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ราษฎรทั้งหลาย
เว็บไซต์ ที่เราทำขึ้นนี้ นอกจากจะเป็นที่รวบรวมงานทางวิชาการ กึ่งวิชาการ บทสัมภาษณ์ ตลอดจนความเห็นทางกฎหมายของสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์เพื่อสนับสนุน หลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยแล้ว เรายังจะคัดสรรเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองและ ประวัติศาสตร์กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชนมาลงไว้ด้วย การคัดสรรเอกสารเหล่านี้มาลงไว้ นอกจากจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนรายวิชาต่างๆ แล้ว เรายังหวังให้เอกสารทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทั้งที่เป็นของไทยและต่างประเทศ เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวของเอกสารนั้นเอง
นอกจากที่ได้ กล่าวมาข้างต้นแล้ว เรายังเปิดคอลัมน์บทความนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาวิชากฎหมายได้เขียนบทความทางวิชาการหรือกึ่งวิชาการ แสดงทัศนะของตนต่อประเด็นปัญหาทางกฎหมายและการเมืองการปกครอง เราหวังว่านี่จะเป็นบันไดขั้นต้นสำหรับนักศึกษาที่รักในความรู้ที่จะได้ แสดงออกซึ่งความสามารถทางวิชาการของตน บทความแรกที่นำเสนอในการเปิดเว็บไซต์นี้ คือบทความของคุณกฤษณ์ วงศ์วิเศษธร นักศึกษาปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องปรองดองแห่งชาติในสายตาสังคมวิทยากฎหมาย
ส่วนที่สำคัญที่สุด อีกส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ คือ บทความแนะนำ ในส่วนนี้สมาชิกผู้ก่อตั้งจะได้นำบทความที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการทำความ เข้าใจกฎหมายและการเมืองการปกครองมาลงไว้ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นบทความในทางนิติศาสตร์เท่านั้น
ในชั้นแรก ที่สุดนี้เราได้รับความอนุเคราะห์บทความจากอาจารย์ ดร. ณัฐพล ใจจริง เรื่อง “ความชอบด้วยระบอบ” : วิวาทะในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญของสำนักจารีตประเพณีกับรัฐธรรมนูญนิยม ว่าด้วยอำนาจของพระมหากษัตริย์ (๒๔๗๕-๒๕๐๐) แม้บทความนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรมมาแล้ว และแพร่หลายไปในวงกว้าง แต่สำหรับในวงวิชาการนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนว่าจะยังอ่านกันน้อยมาก บทความนี้ได้ชี้ให้เห็นการต่อสู้ในทางความคิดของนักกฎหมาย ๒ สำนัก คือ สำนักจารีตประเพณี กับสำนักรัฐธรรมนูญนิยม อาจารย์ณัฐพลได้แสดงให้เห็นถึงภูมิหลังของนักกฎหมายไทยที่มีแนวความคิดแบบ จารีตนิยม กับนักกฎหมายไทยที่มีแนวความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม การให้เหตุผลตลอดจนคำอธิบายสถานะในทางรัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์ตามแนวทาง ของแต่ละสำนัก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด ปัญหาเรื่องการละเมิดไม่ได้กับความรับผิดชอบ ปัญหาเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการ ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล ปัญหาเรื่องที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ท้ายที่สุดอาจารย์ณัฐพลได้ชี้ให้เห็นว่า แม้คำอธิบายของสำนักรัฐธรรมนูญนิยม จะได้วางหลักความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่น่า สนใจไว้หลายประการ แต่หลักการเหล่านั้นได้สูญหายไปจากคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าบทความนี้จะเขียนถึงการต่อสู้ทางความคิดของนักกฎหมายทั้งสองสำนัก ในช่วง ๒๕ ปีแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัญหาที่ถกเถียงกันนั้นยังคงเป็นปัญหาหลักในทางการเมืองการปกครองไทยมาจนถึง ปัจจุบันนี้ สำหรับนักศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว บทความนี้เป็นบทความที่จะผ่านเลยไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เว็บไซต์นี้ จะมีความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ สำหรับบทนำที่เราเรียกว่า “นิติราษฎร์ ฉบับที่ ...” นั้นสมาชิกผู้ก่อตั้งจะสลับกันเขียนทุกๆ สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ แสดงทัศนะและความเห็นทางกฎหมาย เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง แนะนำหนังสือ แนะนำบทความ วิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของบ้านเมือง เราหวังว่านี่จะเป็นก้าวเล็กๆในการก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางวิชาการและ ทางความคิดเพื่อส่งเสริมให้การศึกษาวิชานิติศาสตร์มีชีวิตชีวา เพื่อสนับสนุนหลักนิติรัฐ และเพื่อให้ในที่สุดแล้วบทบัญญัติในมาตรา ๑ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ปรากฏขึ้นเป็นจริง
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
๑๙ กันยายน ๒๕๕๓
รวมคลิป: หลากมุมมองต่อเหตุการณ์ 19 ก.ย. 49
ที่มา Thai E-News
19 ก.ย. 2549 – 19 ก.ย. 2553 : 4 ปีแห่งความไร้เสถียรภาพ!
ที่มา มติชน “ขณะที่เมฆทะมึนปรากฏอยู่บนท้องฟ้า เราก็ชี้ให้เห็นว่า นั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว เท่านั้นเอง ความมืดมนกำลังจะผ่านพ้นไป แสงอรุณส่องรำไรอยู่ข้างหน้าแล้ว” ประธานเหมาเจ๋อตุง สรรนิพนธ์เล่ม 4 ย้อน กลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แทบจะไม่น่าเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว รัฐประหารก็หวนกลับมาเกิดขึ้นในสังคมไทย แม้นก่อนหน้านั้น นับตั้งแต่หลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 แล้ว เราไม่เคยเชื่อกันเลยว่าสังคมไทยจะต้องพานพบกับการรัฐประหารอีก จนเราเชื่ออย่างมั่นใจว่า สังคมไทยไม่ต้องกังวลกับเรื่องของทหารกับการเมือง เพราะโอกาสหวนคืนของทหารในการเมืองไทยนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่สิ้นสุดลงแล้ว หรือหากกล่าวในทางทฤษฎีก็คือ สังคมไทยในยุคหลังเหตุการณ์ปี 2535 แล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดคำนึงถึงการจัดความสัมพันธ์พลเรือน – ทหารอีกต่อไป หรือในอีกด้านหนึ่งก็คือ ไม่จำเป็นต้องคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยต่อกลุ่มทหารในการเมือง ไทย เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 แน่นอนว่าผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นได้ว่าการบริหารจัดการอนาคตสังคมการเมืองไทยคงไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป ทฤษฎีของชนชั้นนำและผู้นำทหารที่เชื่อว่ากองทัพคือกลไกหลักของการควบคุมการ เมือง และหากควบคุมไม่ได้ก็ใช้การยึดอำนาจเป็นทางออกนั้น อาจจะเป็นประเด็นที่จะต้องขบคิดด้วยความมีสติเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรัฐประหารกลายเป็น “ยาเก่า” ที่ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่แล้ว ผู้นำทหารและชนชั้นนำยังจะใช้ยาขนานนี้อีกหรือไม่ นอกจากนี้เรื่องสำคัญที่คงจะต้องยอมรับก็คือ หลัง จากการรัฐประหารแล้ว กองทัพมีความแตกแยกภายในอย่างมาก ความเชื่อของผู้นำทหารในยุคนั้นมองว่า เอกภาพของทหารสร้างได้ด้วยการพึ่งพาคนในกลุ่มที่ตนเชื่อใจเท่านั้น ผลที่เห็นชัดเจนก็คือ การกำเนิดของ “บูรพาพยัคฆ์” ในการเมืองไทย ตลอดรวมถึงการฟื้นแนวคิดเรื่อง “รุ่น” ที่อาศัยรุ่นของผู้นำกองทัพเป็นฐาน เช่น กรณี จปร. 23 หรือเตรียมทหาร รุ่น 12 สภาพเช่นนี้ส่งผลให้การขึ้นสู่ตำแหน่งหลักที่สำคัญภายในกองทัพถูกพิจารณาจาก มิติทางการเมืองและความเป็นรุ่น มากกว่าจะขยายฐานในแนวกว้าง ความแตกแยกซึ่งโยงกับการผูกพันทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้โอกาสของการปฏิรูปกองทัพในระยะสั้นเป็นไปได้ด้วยความลำบาก เช่นเดียวกับการสร้างทหารอาชีพในกองทัพไทย แต่ สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากรัฐประหาร 2549 ก็คือ ความแตกแยกขนาดใหญ่ของสังคมไทย และเป็นความแตกแยกที่ช่องว่างถูกขยายมากขึ้น จนหลายๆ ฝ่ายเกิดความกังวลว่า ปัญหาเช่นนี้ในที่สุดอาจจะต้องลงเอยด้วยความรุนแรงทางการเมืองขนาดใหญ่ใน อนาคตหรือไม่ เรื่อง ราวเช่นนี้ให้คำตอบแต่เพียงประการเดียวก็ คือ สังคมการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2549 ต้องเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างยาวนาน จนแม้ในปัจจุบันก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า การสร้างเสถียรภาพในการเมืองไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในอนาคต และใครจะเข้ามาทำหน้าที่เช่นนี้ ซึ่งอาจจะต้องยอมรับว่าไม่ใช่ต้องทำให้การเมือง “นิ่ง” เพราะการเมืองไม่เคยนิ่ง หากแต่ต้องทำให้กระบวนการทางการเมืองสามารถแก้ปัญหาได้ภายในระบอบรัฐสภา และสร้างเสถียรภาพของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ได้ อย่างไรก็ตามในด้านบวกอาจจะต้องยอมรับว่า รัฐ ประหาร 2549 ได้ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขยายตัวสู่กลุ่มชนต่างๆ ในสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้อง “ขอบคุณ” ผู้นำทหาร คมช. อย่างยิ่ง !
สุรชาติ บำรุงสุข
เหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อ 19 ก.ย.
โดย...สุรชาติ บำรุงสุข

จะด้วยวิธีคิดเช่นนี้หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยวิธีคิดดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึง “ความประมาท” ที่สังคมการเมืองไทยหลังจากเหตุการณ์ปี 2535 ไม่ได้เตรียมการใดๆ ที่จะทำให้ทหารเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่จะนำพาการเมือง ไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ในอีกด้านหนึ่ง บทเรียนจากความขัดแย้งในปี 2535 ที่ไม่ได้ถูกนำมาสานต่อทางความคิดอย่างจริงจังก็คือ กลไกของการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยควรจะเป็นเช่นไร เพราะถ้าสังคมสามารถสร้างกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง ก็เป็นความคาดหวังว่า เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น กลไกเช่นนี้จะมีส่วนโดยตรงในการลดทอนความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยกลไกเช่นนี้ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้แรงกดดันของการเผชิญ หน้าทางการเมืองมีช่องทางระบายออกไปได้บ้าง มิใช่ปล่อยให้การเผชิญหน้าขยายตัวออกไปในวงกว้าง และระเบิดออกเป็นความรุนแรงทางการเมืองจนไม่อาจควบคุมได้ และจบลงด้วยการรัฐประหาร
หากกลไกเช่นนี้เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นความหวังอีกส่วนหนึ่งที่ปัญหาจะไม่กลายเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่เปิดให้ผู้นำทหารและชนชั้นนำบางส่วนฉวยเอาสถานการณ์เช่นนี้เป็นช่องทาง ให้แก่กลุ่มของตนเองในการก่อรัฐประหาร และขณะเดียวกันก็จะไม่อนุญาตให้พวกเขาใช้เหตุการณ์ของการเผชิญหน้าทางการ เมืองดังได้กล่าวแล้วนั้น เป็นหนทางของการสร้างความชอบธรรมให้แก่การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นด้วย เพราะจนบัดนี้ก็ไม่มีความชัดเจนว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร 2549 แล้ว จะเกิดการปะทะของฝูงชน ระหว่างผู้ชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลกับผู้ต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ หรือในอีกด้านหนึ่งของปัญหาก็คือ สังคมไทยก็อาจจะต้องเรียนรู้การจัดการกับการเรียกร้องทางการเมืองที่นำไปสู่ ความรุนแรง มิใช่ว่าการจัดการกับปัญหาเช่นนี้จะต้องใช้การยึดอำนาจของทหารเป็นการแก้ ปัญหาเสมอไป เพราะหากเราไม่สร้างกระบวนการเรียนรู้ในการจัดการกับปัญหาเช่นนี้แล้ว กองทัพก็จะถูกชนชั้นกลางในเมืองเรียกร้องให้ออกมาทำหน้าที่ “สลายฝูงชน” ในระดับย่อย หรือทำการ “ล้อมปราบ” ในระดับใหญ่อยู่เรื่อยไป และเมื่อออกมาแล้วก็ย่อมนำไปสู่การยึดอำนาจได้
ดังนั้นคงไม่ผิด อะไรนักที่จะสรุปว่า สังคมไทยหลังพฤษภาคม 2535 ขาดทั้งกระบวนการจัดความสัมพันธ์พลเรือน – ทหาร และขาดยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยต่อกองทัพ ขณะเดียวกันก็ขาดองค์กรในการจัดการกับความขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่การเผชิญ หน้าและ/ หรือความรุนแรงในสังคมไทย
ผล ของความขาดแคลนเช่นนี้ทำให้ในที่ สุดแล้วความสำเร็จของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าฉงนแต่อย่างใด...ความน่าฉงนในอีกด้านหนึ่งอยู่ตรง ที่ว่า กลุ่มคนที่เคยมีบทบาทในการคัดค้านรัฐประหารในปี 2534 และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับความพยายามในการฟื้นอำนาจของกลุ่มทหารในปี 2535 กลับเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างแข็งขันในการสนับสนุนการรัฐประหารในปี 2549 จนบางคนต่อสู้อย่างสุดจิตสุดใจในการเป็น “ทนายแก้ต่าง” ให้กับรัฐประหารที่เกิดขึ้น ปัญหาการเปลี่ยน “จุดยืน” ทางการเมืองของพลังประชาธิปไตย 2535 บางส่วนนั้น ทำให้เกิดคำถามอย่างมากกับกลุ่มพลังที่จะเป็นฐานและขับเคลื่อนของการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยไทยในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสื่อ ปัญญาชน และชนชั้นกลาง
ลักษณะ ของปรากฏการณ์เช่นนี้อาจจะทำ ให้บางคนคิดง่ายๆ ด้วยการกล่าวโทษทุกอย่างไปที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยโยนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมาจากกลุ่มอำนาจเก่า หรือกลุ่มที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ทั้งสิ้น เรื่องราวเช่นนี้ก็ไม่แปลกอะไร เพราะหลังการรัฐประหารแล้ว “การไล่ล่า” กลุ่มทักษิณ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบ ซึ่งก็คงเปรียบเทียบได้กับคำพูดที่อธิบายสิ่งที่ชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจหลัง กันยายน 2549 ดำเนินการว่าเสมือน “การเผาบ้านเพียงเพื่อจับหนูตัวเดียว” และปัญหาที่แย่ก็คือ บ้านก็ไหม้จนหมด หนูก็จับไม่ได้...แล้วเราก็ก้าวข้ามไม่พ้นทักษิณสักที !
เรื่อง ราวเช่นนี้บอกแก่เราอย่างเดียวว่า อิทธิฤทธิ์ของรัฐประหารนั้นเอาเข้าจริงๆ แล้ว อาจจะใช้อะไรไม่ได้ผลมากนักเหมือนอย่างเช่นในอดีต เพราะในยุคก่อน เมื่อเกิดการยึดอำนาจแล้ว ดูเหมือนว่าปัญหาความขัดแย้งต่างๆ อาจจะยุติลงโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นการที่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามยอมยุติบทบาทของตนเอง แล้วรอให้ระบบการเมืองเปิดใหม่อีกครั้ง พวกเขาจึงหวนกลับสู่เวทีการต่อสู้ใหม่ รัฐ ประหารในวันเก่าจึงเป็นเสมือน “ยาแรง” ที่ใช้แก้ปัญหาอาการ “ไม่ลงตัว” ในทางการเมือง โดยการ “ล้างไพ่” หรือ “ล้มกระดาน” เพื่อหวังว่า การเริ่มต้นใหม่ภายใต้การควบคุมของทหารจะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองอีก ครั้ง
หาก แต่หลังจากรัฐประหาร 2549 นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกลับไม่ถอยหนีกลับไปนั่งรอการเลือกตั้งที่จังหวัดของ ตนเอง และในขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ก็ไม่ได้เก็บตัวอยู่เฉยๆ เพื่อรอให้การเมืองเปิดได้หวนคืน หากแต่เพียงระยะสั้นๆ หลังจากรัฐประหารสิ้นสุดลงนั้น กลุ่มต่อต้านรัฐประหารก็เปิดเวทีการเคลื่อนไหวทันที และที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มต่อต้านรัฐประหารขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนานวัน แนวร่วมของพวกเขาก็ยิ่งมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายฐานแนวร่วมในชนบท จนอาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ชนบทวันนี้กลายเป็นฐานที่มั่นของการต่อต้านการยึดอำนาจของทหาร และขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดมาก ขึ้น จนเกิดภาพลักษณ์เชิงเปรียบเทียบในปัจจุบันว่า คนในเมืองพร้อมที่จะยอมรับ “ระบอบอำนาจนิยม” แต่คนในชนบทกลับร้องหา “ระบอบเสรีนิยม” ที่ต้องการเห็นการเลือกตั้ง และการสร้างความเป็นธรรมในรูปแบบต่างๆ ตลอดรวมถึงการกระจายการใช้และการตอบแทนทรัพยากร
แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นไม่ใช่สถานการณ์ในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ที่ชนบทเป็นฐานที่มั่นของ พคท. หากแต่ผลของกระบวนการเมืองก่อนและหลังรัฐประหาร 2549 ได้สร้าง “จิตสำนึกใหม่” ให้แก่ผู้คนจำนวนมากในชนบท ที่พวกเขาตระหนักมากขึ้นถึงพลังทางการเมืองของตนเอง
แน่นอนว่า สำหรับคนในเมืองแล้ว บทบาทของคนชนบทถูกตีความว่าเป็นการ “ถูกซื้อ” จากนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม การเคลื่อนไหวของพวกเขาจึงเป็นเพียงการต่อ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากท่อดังกล่าวถูกตัดแล้ว การเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็น่าจะหยุดลงไปโดยปริยาย ในมุมมองของคนในเมืองแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่คนชนบทจะเกิด “จิตสำนึกทางการเมือง” ขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะการได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่ต่างกับยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ที่การต่อสู้ของคนชนบทถูกมองว่าเป็นเพียงผลของการปลุกระดมจาก พคท. โดยละเลยที่จะมองถึงปัญหาโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เป็นธรรมในชนบท เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เกิดช่องว่างอย่างมากระหว่างคนในเมืองและคนในชนบท
ใน อีกด้านหนึ่ง รัฐประหารให้ผลตอบแทนอย่างมากกับบรรดาผู้นำทหาร เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การยึดอำนาจมีผลโดยตรงต่อการขยายบทบาทของทหารในการเมืองไทยทั้งในเชิงสถาบัน และเชิงตัวบุคคล (เห็นได้ชัดเจนว่าหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 บทบาทของทหารลดลงอย่างมากในทางการเมือง) ซึ่งการขยายบทบาทเช่นนี้ ยังขยายไปถึงเรื่องการจัดทำงบประมาณทหารและการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ เพราะก่อนรัฐประหารจะเกิดขึ้นนั้น การจัดซื้ออาวุธของทหารมีความจำกัดอย่างมาก กระบวนการจัดซื้อจัดหาไม่มีความ “สะดวกและคล่องตัว” เช่นในปัจจุบัน
แม้ อาวุธที่จัดซื้อหลายอย่างจะมีปัญหาในระยะต่อมา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจวัตถุระเบิดแบบจีที – 200 เรือเหาะ หรือรถเกราะล้อยาง ซึ่งการจัดซื้อทั้ง 3 รายการล้วนแต่เป็นปัญหาในปัจจุบันทั้งสิ้น หรือแม้แต่กรณีการจัดซื้อเครื่องบินรบแบบกริพเพนจากสวีเดน ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเช่นกัน
แต่ก็จะเห็นได้ว่าผลจาก การขยายบทบาทของทหารเช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบในเรื่องของการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ใน ระบอบการเมืองปัจจุบัน หรือกล่าวในบริบทของการบริหารประเทศก็คือ ระบบตรวจสอบทั้งในระดับสังคมหรือในส่วนของรัฐสภากลายเป็นกลไกที่ไม่มี ประสิทธิภาพ การตัดสินใจซื้ออาวุธของกองทัพจึงกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการค้ำประกันด้วยตัว เองโดยผู้นำทหารและไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งเครื่องจีที – 200 เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ เพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเป็นผู้รับผิดชอบ (ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย) ประเด็นเช่นนี้ให้คำตอบอย่างสำคัญในอนาคตว่า การปฏิรูปกองทัพไทยจะต้องปฏิรูประบบจัดซื้อจัดหาของทหาร และจะต้องไม่ปล่อยให้การจัดซื้อจัดหากลายเป็นการแสวงหาประโยชน์ของผู้นำกอง ทัพและผู้นำการเมือง
การสูญเสียระบบตรวจสอบในบริบททางสังคมและ การเมืองที่เกิดขึ้นยังส่ง ผลให้องค์กรอิสระต่างๆ กลายเป็น “องค์กรไร้อิสระ” ที่ทำหน้าที่เป็นเพียงกลไกการเมืองอีกส่วนหนึ่งของกลุ่มชนชั้นนำที่ใช้ในการ แทรกแซงทางการเมือง แต่ผลประการสำคัญที่กลายเป็นความผิดหวังของนักออกแบบโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ 2540 ก็คือ องค์กรเหล่านี้ถูกทำให้หมดสภาพและหมดความน่าเชื่อถือไปด้วยตัวเอง จนกลายเป็นความกังวลว่า องค์กรเหล่านี้จะอยู่อย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เว้นเสียแต่พวกเขาเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าในระยะใกล้หรือระยะไกลก็ตาม
ผล ของรัฐประหารที่ไม่สามารถควบคุมและ จัดการกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้นั้น ทำให้เกิดความจำเป็นในการต้องพึ่งพากระบวนการตุลาการในการต่อสู้ที่เกิดขึ้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า 4 ปีที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินต่างๆ อย่างมาก จนทำให้เกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่า กระบวนการตุลาการภิวัตน์ก็คือการทำให้เป็น “สองมาตรฐาน” สิ่งที่ผลสืบเนื่องก็คือ คำตัดสินในทางกฎหมายถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลง จนก่อให้เกิดความกังวลกับอนาคตของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้


นอก จากนี้ ในระยะ 4 ปีหลังรัฐประหาร เห็นได้ชัดเจนถึงท่าทีของกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองและกลุ่มชนชั้นนำ ที่พวกเขาพร้อมที่จะยอมรับทุกอย่างเพื่อป้องกันการขยายบทบาทของชนชั้นล่าง ที่ในวันนี้ถูกทดแทนด้วยภาพของการต่อสู้ทางการเมืองของ “คนเสื้อแดง” ด้วยฐานคติที่มองว่าคนในชนบทหรือคนชั้นล่างเหล่านี้ไม่ได้เคลื่อนไหวได้ด้วย ตัวเอง แต่เป็นการ “จัดตั้ง” ของฝ่ายต่อต้านทหาร – ต่อต้านรัฐบาล – ต่อต้านชนชั้นนำ จึงทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกว่าการปราบปรามชนชั้นล่างเป็นความชอบธรรมในตัว เอง และขณะเดียวกันพวกเขาก็พร้อมที่จะอยู่ในระบอบการเมืองที่มีกองทัพเป็นเสา หลัก
สภาพเช่นนี้ ทำให้ 4 ปีที่ผ่านมาเป็นความแนบแน่นของความเป็นพันธมิตรระหว่างชนชั้นกลาง ชนชั้นนำ และผู้นำทหาร อันก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ชนชั้นกลางในเมืองของไทยได้ออก “ใบอนุญาตฆ่า” ให้แก่ทหารเพื่อสลายการชุมนุมของชนชั้นล่าง ภายใต้ทัศนคติว่า คนเหล่านั้นกำลังก่อความวุ่นวายในเมืองหลวง และกำลังทำลาย “ชีวิตอันน่ารื่นรมย์” ของคนเมืองหลวง !
ผลที่ เกิดขึ้นเฉพาะหน้าก็คือ ผู้นำทหารอาจจะรู้สึกว่ามีความชอบธรรมในการล้อมปราบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเมษายน 2552 เมษายน – พฤษภาคม 2553 ก็ตาม จนทำให้ปัญหาการต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมในปี 2516- 2519 และ 2535 กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกลบเลือนไปจากความทรงจำทางการเมืองของสังคมไทย จนการเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวกลายเป็น “งานพิธีกรรม” ที่สาระสำคัญของการต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้สร้างผลสะเทือนกับสถานการณ์ ปัจจุบันแต่ย่างใด
ผลกับกองทัพ อย่างมีนัยสำคัญจาก 4 ปีที่ผ่านมาก็คือ โอกาสของการสร้างความเป็น “ทหารอาชีพ” ของกองทัพไทย ก็เป็นความยุ่งยากอีกประการหนึ่ง เพราะในสถานการณ์ที่กองทัพขยายบทบาททางการเมืองอย่างมากเช่นนี้ กระบวนการสร้างความเป็นทหารอาชีพไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หรืออย่างน้อยคำถามที่เป็นรูปธรรมจากกรณีนี้ก็คือ การลดบทบาททางการเมืองของทหารไทยจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แล้วถ้าทหารไม่ยอมลดบทบาททางการเมืองแล้ว กองทัพจะคงบทบาทเช่นนี้ไปได้อีกนานเท่าใด และจะกระทบต่อความเป็นทหารอาชีพอย่างไรในอนาคต



