เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, September 22, 2010
รัฐบาลแห่งชาติ ผมว่าเป็น "รัฐบาลแห่งอำมาตย์" มากกว่า ไม่ใช่ของคนไทย
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
จากบทวิเคราะห์ของมติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284973052&grpid=&catid=02
วันนี้ มีหลายฝ่ายที่คิดว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์คงไปไม่รอดเพราะมีปัญหามากมาย จึงมีความคิดกันว่า อาจมีการทำรัฐประมหารในเดือนตุลาคม และตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา โดยเอานักวิชาการชั้นนำทั้งหลายมาเป็นรัฐบาล
แค่ คิดก็ผิดแล้ว เป็นกรอบการคิดของระบอบการเมืองช่วงปี 2520-2540 ที่ล้าหลังไปแล้ว ในยุคนั้นปัญหาของประเทศยังไม่มาก แนวทางการพัฒนาประเทศก็แค่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเท่านั้น ประชากรไม่มาก ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่คนชนบท กับคนเมืองที่มีไม่ถึง 10% คนชนบทมีหลังพิง ไม่มีงานทำก็กลับไปทำนาได้ ปัญหาจึงไม่เยอะ
แต่ปัญหาของปี 2553 ประชากรมี 65 ล้านคน เป็นประเทศกึ่งอุตสาหกรรม ที่ประชากรกว่า 40% ไม่ได้ขึ้นกับภาคเกษตร หากตกงานก็อดตาย ปัญหาความยากจนมากมาย
ปัญหา ของนักวิชาการคือ " พวกเขาไม่รู้ว่าประชาชน" ต้องการอะไร พวกที่ไปเป็นรัฐมนตรีก็คิดว่าตัวเองรู้ดี และไม่ได้มาจากประชาชน จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดี นั้น "อาจไม่มีใครอยากได้เลยก็ได้"
"รัฐบาลแห่งชาติ" ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่ดี อยู่ได้ไม่นานก็ถูกไล่อย่างแน่นอน มันมีปัญหามากมายที่คนจะประท้วง "รัฐมนตรีอำมาตย์" อยากไปคุยกับชาวบ้านหรือไม่ คุยกันไปก็ไม่รู้เรื่อง
สุดท้ายก็ไม่ต่างจากรัฐบาลสุรยุทธ์
ผม คิดว่าพวกอำมาตย์ไม่มีทางไปแล้ว การพยายามหลีกเลี่ยงความต้องการของคนส่วนใหญ่ เอาคนส่วนน้อยมาครอบงำคนส่วนใหญ่ ถึงอย่างไรมันก็ไปไม่ได้ คิดว่าเอานายอภิสิทธิ์มาจะแก้ปัญหาเรื่องการยอมรับได้
แต่หากนายอภิสิทธิ์ คนเขายอมรับมันก็ชนะเลือกตั้งไปนานแล้ว ไม่ต้องให้ใครมาดันจนต้องฆ่าคนไปมากมาย
เอานักวิชาการมาเป็น ส่วนใหญ่ก็คงเป็นนักวิชาการสาย "ซาบซึ๊ง" นักวิชาการสายพันธมิตร คุยกับพวกเสื้อแดงไม่รู้เรื่องอยู่ดี
อย่าคิดเลยว่านักวิชาการจะบริหารประเทศนี้ได้ การบริหารประเทศ มันต้องทำให้คนส่วนใหญ่พึงพอใจ
แต่เขาจะพอใจได้อย่างไร หรือจะรู้ว่าประชาชนต้องการอะไรได้อย่างไร หากไม่ใช่คนที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาเลือกมา
วันนี้คิดจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ คงไปไม่รอด อีกเหมือนเดิม
ตัวอย่างเช่น
โรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นสิ่งดีหรือไม่ หากให้ตอบทางวิชาการ ผมคิดว่า มันเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะไม่มีการปล่อย ก๊าซคาร์บอนฯ ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น ปัจจุบันนี้โลกมีมาตรการที่ดีและมีเทคโนโลยีที่ปลอดภัยอยู่แล้ว
ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจาก "ก๊าธธรรมชาติ" กว่า 70% ของความต้องการใช้ แต่ปัญหาคือ อีก 15-20 ปีข้างหน้า ก๊าธธรรมชาติจากอ่าวไทยจะหมดไป
ทางเลือกมีแค่ "ถ่านหิน" กับ นิวเคลียร์ เท่านั้น ส่วนพลังงานทดแทนนั้นมีไม่พอกับความต้องการใช้
แต่ นั้นเป็นการคิดแบบนักวิชาการ ดี ควรทำ แต่ จะเอาไว้ที่ "หน้าบ้านใคร" มีแต่คนเห็นดีแต่ต้องไม่ตั้งใกล้หน้าบ้านตนทั้งนั้น (not in my backyard)
http://en.wikipedia.org/wiki/NIMBY
------
ปัญหาอื่นๆ อีกเยอะแยะที่ไม่สามารถใช้ "นักวิชาการ" ตอบได้ เพราะมันเป็นเรื่อง "สิทธิในการเลือกของประชาชน" ด้วยว่าเขาอยากได้หรือไม่
ไม่ต้องมีคนไปคิดแทนเขา ไม่มีใครต้องการให้คนอื่นมาคิดแทนตน
ดังนั้น แนวคิดรัฐบาลแห่งชาติ มันไปไม่รอดหรอก
เพราะในที่สุด "ก็ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ"
แต่เป็น รัฐบาลของพวกอำมาตย์ โดยอำมาตย์ เพื่ออำมาตย์อย่างแท้จริง
เพราะปัญหาของสังคมตอนนี้คือ Cake มีอยู่ก้อนเดียว แย่งกันระหว่างคนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง
รัฐบาลแห่งชาติ จะกล้าแบ่งเค็กให้คนชั้นล่างชิ้นใหญ่กว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งไม่พ้นจะต้องไปเอาส่วนแบ่งของพวกคนชั้นสูงมา
ปัจจุบันโครงสร้างรายได้ประเทศไทย คน 5% ถือครองความมั่งคั่งถึง 80%
เหลืออีก 20% แบ่งกันระหว่างคนอีก 95%
รัฐบาลแห่งชาติ จะกล้าทำนโยบายให้คน 80% มีส่วนแบ่งความมั่งคั่ง 60%(ไม่ต้องถึงกับ 80%) หรือไม่
หากไม่กล้าทำ มันก็ไปไม่รอดอยู่ดี
แค่ทักษิณต้องการแบ่งให้คนรากหญ้ามากขึ้น ยังโดนหาเรื่องทำรัฐประหาร
ลุงยิ้ม ตาสว่าง 26 กันยายน กิจกรรม"เกลียดไก่อูกินไก่ย่าง"
ที่มา thaifreenews
โดย MissCyber
"ลุง ยิ้ม ตาสว่าง26 กันยายน กิจกรรม"เกลียดไก่อูกินไก่ย่าง" มวลมหาประชาชิม 12.00 น. ร้านไก่ย่าง นปช คลองสาม รังสิต บ่าย พาสาวเสื้อแดง ทำผมร้านคนเสื้อแดง พาพญาแดง ชมตลาด เอซี คลองสี่ พ่อค้า แม่ค้านัดใส่แดงตั้งธง นปช ต้อนรับคนเสื้อแดง ทหารซื้อไม่ขาย ไปร่วมให้กำลังใจคนเสื้อแดงกันนะครับ"

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=8570
By ลุงยิ้มตาสว่าง
http://www.facebook.com/daeng.pencaca?ref=ts
ซาอุฯหยุดยาว-1.3หมื่นคนไทยรอวีซ่าไม่พึ่งรบ. ต้องโร่ไป ยื่นมาเลย์ ช่วยเหลือ
ที่มา ข่าวสด
สมาคมผู้ประกอบการจึงขอให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้าน ประสานกับรัฐบาล
เพื่อให้ได้คำตอบว่าเมื่อใดจะยื่นขอวีซ่าได้
ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องไปยื่นขอวีซ่าที่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ
มาเลเซีย พม่า บรูไน และเวียดนาม
เพื่อให้ชาวไทยมุสลิมได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ เบื้องต้นประสานไปยังมาเลเซีย และพม่าแล้ว
ซึ่งทางการมาเลเซียพร้อมช่วยออกวีซ่าให้ผู้แสวงบุญชาวไทย 2,000 เล่ม
"ขณะนี้พี่น้องที่จะไปแสวงบุญเกิดความสับสนและเป็นทุกข์มาก
เพราะสถานทูตซาอุฯ ยังไม่ออกวีซ่าให้
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. ทางผู้ประกอบการยื่นขอวีซ่าอีก 1,035 เล่ม
แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานทูตบอกว่างดรับทั้งหมด
และจะไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จน กว่าจะได้รับคำชี้แจงจากรัฐบาล" นายหะยีนิสิตกล่าว
มาแล้วยังดีกว่ามาช้ามาช้ายังดีกว่าไม่มาภาพงาน.redusaลอสแอนเจลิส..ครับ
ที่มา thaifreenews
โดย reporterinusa







ยังมีอีกนะครับ รอท่านประธาน redusa เบญจะ ส่งมาเพิ่มเติมครับ...reporterinusa
ซีรีส์ สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมือง ตอน 1: พูดถึงนิวมีเดียคือพูดถึงสิทธิในการสื่อสาร
ที่มา ประชาไท
ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ส่งผลให้ ‘สื่อทางเลือก’ หรือ ‘นิวมีเดีย’ มี รูปแบบที่หลากหลายและนับวันจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ เคเบิลทีวี หรือวิทยุชุมชน จนกระทั่งช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ก็ทำให้ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ถึงนัยสำคัญที่มีต่อสังคมไทย กระทั่งเป็นที่จับตารอการทำความเข้าใจและอธิบาย
ขณะ เดียวกัน สื่อสารมวลชนไทยกระแสหลักเองก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงการทำ หน้าที่ตลอดช่วงความขัดแย้งดังกล่าว ไม่เพียงแต่การตั้งคำถามถึงจริยธรรม จรรยาบรรณ จุดยืน ตลอดจนท่าทีที่มีต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ในบริบทของการแบ่งแยกขั้วแบ่งแยกข้างทางการเมือง จนนำไปสู่วิกฤติความน่าเชื่อถือของสื่อ และเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ช่องทางและการสื่อสารใหม่ๆ มีผู้ใช้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนความคิดและความเคลื่อนไหวทางการ เมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ประชาไท สัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน และนักปฏิบัติการสื่อออนไลน์ 12 คน เพื่อร่วมถกเถียงในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะนำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยความสนับสนุนของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ซึ่งบทสัมภาษณ์อย่างละเอียดจะนำเสนอเป็นรูปเล่มต่อไป
ตอนที่ 1 อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์: พูดถึงนิวมีเดียคือพูดถึงสิทธิในการสื่อสาร

รศ.อุบล รัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ผู้ขับเคลื่อนประเด็นเสรีภาพสื่อและการปฏิรูปสื่อมาอย่างยาวนาน ไม่ได้แสดงความประหลาดใจมากนักกับปรากฏการณ์เครือข่ายทางสังคม และสื่อใหม่บนโลกออนไลน์
“มันเป็นของเล่นของชนชั้นกลาง ขณะที่คนระดับรากหญ้าหรือคนในต่างจังหวัดนั้นเขาก็มีนิวมีเดียของเขา คือวิทยุชุมชน แต่เราไม่ค่อยตื่นเต้นกัน”
รศ.อุบลรัตน์ ให้เหตุผลสนับสนุนความคิดของตัวเองว่า เพราะการเข้าถึงสื่อใหม่ออนไลน์นั้นยังถือเป็นต้นทุนที่สูง มีงานวิจัยที่ระบุว่า เพื่อจะเข้าถึงสื่อชนิดนี้ ผู้ที่ต้องการเข้าถึงต้องมีเงินอย่างน้อยสามหมื่นบาทเป็นค่าอุปกรณ์และค่า เชื่อมโยงเครือข่าย
“คุณต้องซื้อโน้ตบุ๊ก ต้องซื้อเครื่องที่บ้าน ต้องซื้อ blackberry ที่แพงๆ และที่บ้านต้องมีสายโทรศัพท์และ wi-fi ไปถึง ถ้าบ้านอยู่ชายขอบแล้วเขาไม่เดินสายให้ก็อด มันมีหลายปัจจัยมากกว่าจะได้สิทธิตรงนี้มา ไม่ใช่ได้มาลอยๆ แต่มันกลายเป็นสถานะที่มีอภิสิทธิ์สำหรับชนชั้นกลาง ชนชั้นนำ และชนชั้นปกครอง ที่เราลืมมองไป ที่จริงแล้วคนอีก 50 กว่าล้าน ยังไม่ได้สิทธิตัวนี้ แล้วคนที่ได้อภิสิทธิ์ตัวนี้สนุกกับอภิสิทธิ์ที่ตัวเองได้ ใช้เพื่อทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่อาจจะเป็นเรื่องเพิ่มพูนสิทธิข้อมูลข่าวสาร เรื่องการสร้างกระแสการมีความสำนึกทางการเมือง หรือเรื่องการโต้ตอบ อภิปราย การทำร้ายคนอื่นก็แล้วแต่จะใช้”
มองสื่อใหม่ในฐานะพื้นที่สาธารณะทางการเมืองและเสรีภาพในการสื่อสาร
ความ ตื่นเต้นในสื่อใหม่ มีทั้งในแง่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้ใช้ การแสดงความคิดเห็นที่ไหลเชี่ยวเหมือนสายน้ำซึ่งทลายการปิดกั้น สร้างปรากฏการณ์การสื่อสารใหม่ๆ และเริ่มกลายมาเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” สำหรับสื่อกระแสหลักในการตั้งต้นหา และนำเสนอประเด็นต่อสาธารณะ แต่สิ่งที่เป็นแก่นแกนซึ่ง รศ.อุบลรัตน์กล่าวย้ำตลอดการสนทนาก็คือ สื่อใหม่สะท้อนภาวะที่เป็นปัญหาของการสื่อสารในสังคมไทย 2 ประการคือ “พื้นที่สาธารณะทางการเมือง” และ “เสรีภาพในการสื่อสาร” ซึ่งเป็นหลักใหญ่ใจความแห่งประเด็นปัญหาว่าด้วยการสื่อสารในประเทศนี้
“ระบบ ปัจจุบันมีปัญหา ทั้งในด้านการควบคุมโดยรัฐ การเจาะกลุ่มผู้รับบางกลุ่มของระบบทุนที่ดำเนินการสื่อ (เช่นสื่อกระแสหลัก) การควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่คัดค้านอำนาจรัฐ และการควบคุมการเปิดพื้นที่สื่อใหม่ ๆ
การต่อสู้ทางการเมืองในสื่อ ที่ผ่านมา คือการต่อสู้ของกลุ่มที่คิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิมีเสียงทางการเมือง หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง โดยการพยายามขยายพื้นที่สาธารณะสำหรับความคิดเห็นของกลุ่มตนเพื่อเชื่อมต่อ สมาชิกกลุ่ม หรือเพื่อขยายสมาชิกให้กว้างขวางออกไป” รศ. อุบลรัตน์ อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่นิวมีเดียได้สะท้อนออกมาให้เห็นว่า ประเด็นพื้นที่สาธารณะสำหรับข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในสื่อในระบบปัจจุบันมีปัญหา อันนำไปสู่การเปิดพื้นที่ใหม่ แสวงหาพื้นที่การสื่อสารใหม่ โดยไม่รีรอสื่อมวลชนกระแสหลักเดิมๆ เอื้อเฟื้อพื้นที่ให้อีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อใหม่จะแทนที่สื่อกระแสหลักขนานแท้และดั้ง เดิมเสียทีเดียว
“ถามว่ามีล้านคนอยู่ใน facebook จะล้มไทยรัฐ จะล้มเดลินิวส์ไหม ไม่ใช่ การสื่อสารมันไม่ได้ทำงานแบบนั้น แต่มันเริ่มทำให้คนซึ่งเคยแต่เป็นผู้รับ คิดได้ว่า ฉันไม่ใช่แค่ผู้รับที่อยู่เงียบๆ ไม่มีความรู้สึกนึกคิดนะ ซึ่งพออ่านข่าวแล้วคิดอย่างไร ก็ไปโพสต์ใน facebook อ่านแล้วก็ไปเขียนความเห็นที่นั้น ถ้าหนังสือพิมพ์อยากรู้ก็มาฟังเอาเอง สมัยก่อนก็จะรอจดหมายถึงบรรณาธิการ ซึ่งก็มีน้อยมากที่จะส่งเข้าไป เพราะต้องมานั่งกางกระดาษแล้วก็เขียนส่ง ขั้นตอนมันเยอะ ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว แล้วมันก็เปิดโอกาสให้ไม่ต้องเขียนไปที่บรรณาธิการก็ได้ เขียนไว้ใน facebook แทน ถ้าเขียนอะไรที่มันคมๆ มีความหมายเยอะๆ บรรณาธิการต้องได้ยิน”
อย่าง ไร ก็ตาม ในประเด็นพื้นที่สาธารณะนี้ รศ.อุบลรัตน์มองว่า ยังคงจำกัดอยู่กับกลุ่มชั้นกลางซึ่งเป็นฐานของสื่อหลักอยู่อย่างเดิม นั่นหมายความว่า พื้นที่ในโลกออนไลน์ แม้จะเป็นพื้นที่ใหม่ แต่ก็ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนไม่มีปากไม่เสียง หรือ Voice of Voiceless หากแต่เป็นพื้นที่ที่เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้กับคนกลุ่มเดิมที่มีความ สามารถเข้าถึงช่องทางการสื่อสารอื่นอยู่แล้ว
“ที่ไหนๆ เขาก็ไม่มีพื้นที่ในสื่อหลักอย่างแท้จริงและโดยตรง คือไม่มีหนังสือพิมพ์ที่ไหนในโลกที่จะลงจดหมายที่ถึง บ.ก. 500 ฉบับได้ทุกวัน ไม่มีเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่เราวิจารณ์สื่อหลัก คือ Agenda ข่าวไม่กระจาย อย่างบทวิเคราะห์ มันก็กลุ่มคนเดียวกันที่ไปวิเคราะห์หนังสือพิมพ์แนวธุรกิจ แนวการเมืองส่วนหนึ่ง เป็นแนวที่ให้ชนชั้นกลางในเมืองอ่าน ไม่เอาไปขายในหมู่บ้าน มีหนังสือพิมพ์ที่เราเรียกเขาว่าหัวสี คือหนังสือพิมพ์มหาชน เขาพยายามจะให้ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่างอ่าน แต่ก็ยังไม่กว้างขวางมากพอ เขาก็ยังไม่ไปขายในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่ถึง สิทธิมันก็ไปไม่ถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร อันนี้คือหัวใจของปัญหา ยอดขายโดยรวมของประเทศไทยไม่ได้เพิ่ม ไม่ใช่เพราะคนไปใช้สื่ออินเทอร์เน็ตหมด แต่เพราะว่าเขาขายในเมือง เขาก็อยู่ได้ พอได้กำไร เขาไม่ขยายไปในหมู่บ้านเลย ถ้าเราวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่า สิทธิข้อมูลของประชาชนโดยจำนวนมากอันนี้คือตกสำรวจจริงๆ แล้วตัวเขาก็ไม่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของข่าวสารที่มีค่ามีความหมาย ความกินดีอยู่ดีของเขาส่วนหนึ่งมันไม่ได้ถูกสะท้อน ไม่ได้ถูกแก้ไข เพราะว่าสื่อในบ้านเราถูกจำกัด ถ้าเป็นสื่อกระแสหลักก็อาจจะถูกจำกัดด้วยระบบทุน ถ้าเป็นสื่อของรัฐก็ด้วยระบบทางการเมือง สื่อของประชาชนก็ถูกจำกัดด้วยระบบของการเงิน และความรู้ที่จะมาตั้งองค์กรของตัวเอง เพราะฉะนั้นมันจะยาก แต่พอมาช่วงนี้ เริ่มมีสื่อใหม่ของระบบอินเทอร์เน็ต กับสื่อใหม่ที่เป็นของระดับชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน หรือเคเบิลทีวี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของ oral communication (การสื่อสารแบบมุขปาฐะ) คือ เขาไม่ต้องมีความรู้เรื่อง จะใช้อินเทอร์เน็ตยังไง จะรู้ภาษาไทย 44 ตัวไหม ไม่ต้องอะไรเลย ฟังวิทยุเอา ดูเคเบิลซึ่งเริ่มมีข่าวท้องถิ่น ข่าวในเมืองของตัวเอง พื้นที่เหล่านี้มันไม่มีในอดีต หน้าข่าวต่างจังหวัดในหนังสือพิมพ์ก็มีนิดเดียว นานๆ จะมีทีหนึ่ง นี่คือการขาดสิทธิข้อมูลข่าวสาร แต่พอมีเคเบิล มีช่องข่าวท้องถิ่น ทุกๆ วัน ตรงนี้คือความตื่นตาตื่นใจของทุกคน คนรู้สึกว่าข้อมูลข่าวสารในจังหวัดเรา มันเยอะแยะ ไม่เคยรู้ ไม่เคยเดือดร้อน แต่เดี๋ยวนี้แค่ข่าวไฟไหม้ ก็เป็นประโยชน์มาก เพราะเรารู้ว่า มันไหม้จุดนี้ ญาติเราอยู่ตรงนี้ เราต้องถามข่าวคราวเขา เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ ยิ่งหน้าน้ำ น้ำท่วม การระดมความช่วยเหลือ การบรรเทาภัยต่างๆ ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้มันช่วยชีวิต เป็นข้อมูลข่าวสารสำคัญกับชีวิต แล้วทำให้ความสูญเสียน้อยลง มีการช่วยเหลือ มีความหมายมีคุณค่ามากขึ้น”
และข้อมูลแบบหักปากกา เซียนก็คือ ชาวบ้านไม่ได้ดูแต่ละครน้ำเน่าอย่างที่คิด หากแต่ต้องการสื่อและข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองความสนใจของตนเอง
“การ คาดการณ์ว่าชาวบ้านจะดูเคเบิลเพื่อความบันเทิง ก็คาดผิด เพราะว่าเขาสนใจช่องข่าวมากเป็นอันดับหนึ่ง ช่องไหนที่มีข่าวชาวบ้านจะดู ความนิยมก็สูสีกับข่าวจากส่วนกลาง ซึ่งจะเห็นภาพเลยว่า จริงๆ แล้วประชาชนทุกที่ ก็ต้องการพื้นที่ข่าวของเขา แล้วเราต้องขยายสื่อออกไปในแนวระนาบให้มากกว่านี้ สิ่งที่เป็นปัญหากับสังคมไทย คือเมื่อตั้งคำถามแล้วกระทบกับโครงสร้างเชิงแนวดิ่งของสังคมไทยสูงมาก การรวมศูนย์ การรวมทุกอย่าง พอสื่อกระจายก็สร้างความอ่อนไหว สร้างคำถาม ทุกอย่างขยับตัว เปลี่ยนไปหมด ก็เลยทำให้แต่ละจุดที่โดนกระทบกลับไปคิด ปรับปรุงหรือปิดกั้น หรือไม่ให้ขยายก็แล้วแต่”
สิทธิในการสื่อสาร คนละเรื่องกับจรรยาบรรณวิชาชีพ
รศ.อุบล รัตน์ อธิบายต่อไปว่า ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นที่เป็นใจกลางของปัญหาสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารใน สังคมไทยซึ่งโลกออนไลน์กำลังเปิดพื้นที่ให้ก็คือ สิทธิในการสื่อสาร ซึ่งหมายถึง สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิที่แม้ว่ารัฐจะยอมรับในหลักการ เช่นมีบทบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และมีกฎหมายรองรับด้วย คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ แต่ในทางปฏิบัติรัฐไม่เปิดให้มีการใช้สิทธิได้จริงในหลายๆ เรื่อง
อาจารย์ อุบลรัตน์อธิบายว่าหากเทียบกับสิทธิในด้านการศึกษา การรับบริการสาธารณสุข สองเรื่องนี้สังคมถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และรัฐต้องจัดบริการให้แบบถ้วนหน้า และให้มีคุณภาพที่ดี โดยนัยเดียวกันสิทธิในการสื่อสารก็ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สังคมและรัฐ ร่วมกันดำเนินการให้ประชาชนทุกคนได้รับสิทธินี้อย่างถ้วนหน้าเสมอกัน และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม แต่ทุกวันนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นแก่ชีวิต หรือที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเองอย่างเพียงพอ ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดโอกาสในด้านอาชีพ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะความขัดแย้งทางการเมือง สื่อใหม่เป็นจำเลยลำดับแรกๆ ที่ถูกชี้ว่า ด้วยความไม่เป็นวิชาชีพนั้นเอง ทำให้สื่อใหม่กลายเป็นช่องทางสร้างความแตกแยก กระพือโหมความขัดแย้ง ซึ่ง รศ.อุบลรัตน์ กล่าวว่านี่เป็นคนละประเด็นกันอย่างสิ้นเชิง
“สิทธิใน การสื่อสาร มันไม่เป็นวิชาชีพ สิทธิการสื่อสารเป็นสิทธิของทุกคน เกิดมาพ่อแม่สอนให้เราพูด พ่อแม่จะสอนให้เราเป็นใบ้ไหม? มันเป็นสิทธิการสื่อสาร แต่ถ้าพูดถึงสื่อกระแสหลักก็แน่นอน เพราะเขาเป็นชุมชนมาตั้งชาติเศษแล้ว เขาก็ต้องมีหลักเกณฑ์ เพราะทำหน้าที่ให้กับสังคม สังคมก็ต้องเรียกร้องให้รับผิดชอบ แต่มันคนละเรื่องกับสิทธิในการสื่อสาร”
แล้วนักวิชาการสื่อสารมวลชน มองสื่อของเสื้อแดงในฐานะอะไร “พื้นที่สาธารณะเพื่อใช้สิทธิในการสื่อสาร” หรือ “สื่อมวลชนที่ควรถูกเรียกร้องให้ทำหน้าที่อย่างมีจรรยาบรรณ”
“เขา ก็ไม่ใช่สื่อมืออาชีพ คืออะไรมันก็เป็นสื่อหมด แต่มันมีแบ่งประเภท แบ่งกลุ่ม เขาไม่ใช่สื่อมืออาชีพกระแสหลัก ซึ่งมีอยู่ 13 ยี่ห้อ เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น แต่จะบอกว่าไม่ใช่สื่อ พูดอย่างนั้นไม่ได้ ในทางเทคโนโลยีมันเป็นหมด ไม่ว่าจะสร้างขึ้นมาอ่านเองดูเอง ทำได้หมด เปรียบเทียบกับหมอก็แล้วกัน คือทุกอาชีพในสังคม ที่เรียกว่า Profession (วิชาชีพ) ก็จะมีวาทกรรม แนวปฏิบัติ หลักเกณฑ์ของตัวเอง ในความเป็นวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอที่ต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ นักกฎหมายทุกคนต้องมีหลักเกณฑ์ มีความรู้ที่สังคมยอมรับ แล้วเข้าไปสู่ระบบ ซึ่งขณะนี้กลายไปเป็นระบบอุตสาหกรรม แต่ถามว่าแล้วเวลาเราอยากจะรักษาตัวเอง เราใช้ระบบความรู้ที่สะสมกันมาอีกแบบหนึ่งไม่ใช่แพทย์ที่เรียนจบปริญญา ถามว่าเราทำได้ไหม ถ้าเรามีความรู้ ถ้าเราเป็นหวัดเราจะรักษาตัวเองยังไง บาดเจ็บเล็กๆ เราจะรักษาตัวเองยังไง ทำได้ ถามว่าแล้วเราจะโดนวิจารณ์ว่าเราไม่มีความเป็นวิชาชีพไหม มันก็คงจะใช่ เพราะว่าเราไม่ได้ปฏิบัติในแบบวิชาชีพ แต่เราก็ดูแลตัวเราเองได้ ดูแลสุขภาพของตัวเองได้ ขณะนี้ถึงขนาดมีโฆษณาให้เราดูแลป้องกันตัวเองให้มากที่สุด เพื่อประหยัดงบประมาณ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวอะไรต่างๆ ถ้าหากว่าเถียงกันในแบบมองข้อบกพร่องกันไปมา มันก็จะสร้างปัญหา นัยหนึ่งก็คือสื่อกระแสหลักก็คือวิชาชีพ แล้วก็มีงานของเขา เขาก็มองคนมาใหม่ ว่าไมค่อยมีหลักเกณฑ์ ไม่ค่อยเข้าระบบ มันก็ไม่ใช่ระบบเดียวกันอยู่แล้ว”
เรื่องใหม่ของสื่อใหม่: ตัวตนสองโลก
ระหว่างการสนทนา รศ.อุบลรัตน์ ยิ้มและย้ำหลายครั้งว่า “อย่าใจร้อน” สำหรับการเติบโตของพื้นที่ใหม่ๆ ในโลกออนไลน์
“เรา ก็จะใจร้อนนิดหน่อย เราถูกปิดปากเงียบมา 50 ปี อยู่มาวันหนึ่งมี hi5 facebook เราก็ระดม เหมือนน้ำท่อแตก” เป็นคำเปรียบเปรยกลั้วเสียงหัวเราะ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงบทบาทของโลกออนไลน์ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้น รศ.อุบลรัตน์มองว่าสิ่งนั้นเข้าใกล้ชีวิต อยู่ใกล้ชิดความ “มีตัวตน” อย่างที่เราอาจจะไม่รู้สึกตัว
“new media มันจะไปถึงจุดที่ว่า เราจะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีตัวเราอยู่ในโลกออนไลน์เลย ในอนาคตถ้าเราไม่มีตัวเราอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือเป็นอะไรก็ตาม มันจะไม่มี ‘ตัวเรา’ คือเราต้องมีทั้งตัวจริง มีเลือดเนื้อ แล้วก็มีเราในโลกไซเบอร์ ถึงจะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ แค่บัตรประชาชน เราก็อยู่ในระบบแล้ว ถ้าเราไม่มี ไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นประชาชนของประเทศไหนก็ตาม ถ้าเรามี ID แบบนี้มันจะเป็นข้อมูล ฐานข้อมูล ถ้าไม่มี เราเหมือนไม่มีตัวตน เราไม่มีชีวิต เราเป็นมนุษย์ล่องหน ไร้สัญชาติ เป็นหลายอย่าง ขาดความเป็นมนุษย์”
มุม มองนี้แปลกไปสักหน่อยเมื่อนึกถึงการวิพากษ์วิจารณ์ “ความไม่จริง” เกี่ยวกับ “ตัวตน” ของประชากรออนไลน์ ซึ่งขณะนี้มีการแสดงตัวที่หลากหลาย ทั้งการแสดงตัวตนที่สอดคล้องกับ “ตัวจริง” ในโลกออฟไลน์ หรือการสร้างตัวตนขึ้นใหม่ แตกต่างจากโลกออฟไลน์ ทำให้มีความเห็นทำนองที่ว่าตัวตนบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องไม่จริง
“อัน นั้นพูดเรื่องของเล่น แต่ถ้าพูดถึงของจริง รัฐเก็บข้อมูลเราและธนาคารเก็บข้อมูลเรา นั่นคือของจริง ถ้าเราไม่มีฐานข้อมูลการเงินในแต่ละระบบเลย จะอยู่ยากไหม ข้อมูลมันคือเงิน มันคือชีวิต โลกเชื่อมต่อกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน ชีวิตมันจะไปอยู่กับพื้นที่ออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนที่ไม่เข้าอยู่ในสารบบ มันคงต้องไปดูแลกันอีกว่า เขาเสียสิทธิอะไร เขาเสียประโยชน์อะไรไหม หรือว่าชีวิตเขาสบายดี มันเป็น globalization คือวิถีชีวิตที่มันพาไป”
ใบตองแห้ง...ออนไลน์: อุดมการณ์กับยุทธศาสตร์
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
และแล้ว “วันแดงเดือด” ก็ผ่านไปอย่างสงบ มีแค่แฟนหงส์แดงดีใจเก้อ กระโดดโลดเต้นจนผับถล่มทับพิธีกรสาวหัวแตกคอเคล็ด
มวล ชนเสื้อแดงออกมาแสดงพลังต่อต้านอำนาจรัฐประหารอย่างสันติ มีพลัง พร้อมเพรียง และมากมายกว่าที่ถูกปรามาสไว้ว่าจะมีแค่หลักพัน โดยเฉพาะที่ “ราชประสงค์” ซึ่งแม้แต่ฝ่ายผู้จัดเองก็คงไม่คาดคิดว่าจะมีคนมาขนาดนี้
สื่อ ที่เตรียมจะเย้ยหยันปรามาสยังต้องกลับไปเปลี่ยนพาดหัวข่าวใหม่ เช่นหันไปเย้ยว่า “พับเพียบชุมนุม” คงขัดใจที่ม็อบไม่ “ถ่อย” อย่างตัวเองเตรียมประณามไว้
การรวมพลังครั้งนี้แสดงจุดยืนของมวลชน เสื้อแดงที่พร้อมต่อสู้ถึงที่สุด แม้อยู่ในบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวย กระแสต่ำ อำนาจจารีตนิยมครอบงำแทบทุกปริมณฑล ข้อกล่าวหาร้ายแรงว่อนสะพัด
การ รวมพลังครั้งนี้แสดงจุดยืนของมวลชนเสื้อแดงที่พร้อมต่อสู้อย่างเป็น ตัวของตัวเอง ไม่แยแสว่าจะมีการ “ปรองดอง” กันอย่างไร ทักษิณจะถอยหนีไปไหน หรือพรรคเพื่อไทยจะเละตุ้มเป๊ะอย่างไร
มวลชนเสื้อแดงออกมาโดยไม่ต้อง มีศูนย์การนำที่ชัดเจน ไม่ต้องมีแกนนำ นปช. ไม่ต้องมีทักษิณ จตุพรโผล่ไปร่วมที่เชียงใหม่ แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในผู้คนหลากหลาย คนที่จุดประกายการนัดหมาย อย่าง บก.ลายจุด หรือสมยศ พฤกษาเกษมสุข คือคนที่ไม่ยอมขึ้นเวทีราชประสงค์ร่วมกับแกนนำ นปช.ตลอดการชุมนุมที่ผ่านมา
แน่ นอนเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มวลชนบางส่วนอาจเสียขวัญกำลังใจ ทดท้อ แนวร่วมหนีหาย ภายหลังการประโคมข้อหาก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ผิดพลาดของแกนนำ แต่ในสภาพที่ “กระแสต่ำ” เช่นนี้ ต่ำจนเกือบถึงขีดสุด และฝ่ายตรงข้ามก็กำลังอยู่ในกระแสสูงจนถึงขีดสุด การที่ยังมีมวลชนเหนียวแน่น “ของจริง” เป็นหมื่นๆ คนกล้าออกมาแสดงพลัง รวมทั้งการที่มีนักกิจกรรม นักวิชาการ นิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหลากหลาย ก็แสดงว่าพลังประชาธิปไตยยังมีรากฐานที่เข้มแข็ง และพร้อมจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ที่เหลือตอนนี้ก็เพียงแต่ต้องปรับทัพจัดขบวนใหม่ ทั้งในแง่ของการนำและความคิด
อุดมการณ์สูงสุด
หลาย วันก่อนผมมีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนพ้อง เขาพูดได้ถูกต้องและถูกใจว่า ขบวนคนเสื้อแดงยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่จะเอาชนะ แม้แต่ภาพของ “ชัยชนะ” ก็ยังไม่ชัดเจนว่าคืออะไร
การกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีจะต้องมาจากอุดมการณ์ของการต่อสู้ ว่าอะไรคืออุดมการณ์อันสูงสุด สมมติเช่นคุณจะปฏิวัติสังคมนิยม ยึดกิจการทุนนิยมเป็นของรัฐ จะโค่นล้มนั่นโค่นล้มนี่ คุณก็จะมีศัตรูเยอะ มีแรงต้านเยอะ ฉะนั้น คุณก็ต้องต่อสู้เอาชนะด้วยกำลังอาวุธ เพราะถ้าไม่ยึดอำนาจรัฐเด็ดขาด คุณก็ไม่สามารถทำตามอุดมการณ์ของคุณได้
และหลังจากยึดอำนาจรัฐแล้ว คุณก็ต้องใช้อำนาจเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการ เพื่อกำราบปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการปฏิวัติสังคมนิยม แต่การปฏิวัติประชาธิปไตยในยุคเริ่มแรกก็เช่นกัน
การปฏิวัติฝรั่งเศส ตามมาด้วยการนองเลือด วุ่นวาย สับสน คดเคี้ยวยาวนาน ไม่ใช่ว่าทลายคุกบาสตีลล์แล้วฟ้าสีทองผ่องอำไพ การปฏิวัติประชาธิปไตยในอังกฤษ โค่นล้มสถาบันกษัตริย์ ก็เปลี่ยนไปสู่ยุคเผด็จการโดยโอลิเวอร์ ครอมเวล หลังจากครอมเวลตาย จึงเกิดการประนีประนอมสร้างสมดุลแห่งอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์กับระบอบ รัฐสภาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ที่แตกต่างจากเรา)
หรือแม้แต่การปฏิวัติ 2475 ความจำเป็นที่ต้องสู้รบกับ “อำนาจเก่า” โดยเฉพาะกบฎบวรเดชในปี 2476 ทำให้ต้องสร้าง “กองกำลังพิทักษ์สาธารณรัฐ” จนใหญ่โตเข้มแข็ง แล้วก็กลับมากลืนกินตัวเองกลายเป็นเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย กระทั่งถูก “อำนาจเก่า” กลับมาครอบงำภายหลังการรัฐประหาร 2 ครั้งคือ 2490 และ 2500
บท เรียนเหล่านี้บอกอะไร บอกว่าถ้าคุณจะปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยความรุนแรง ด้วยกำลังอาวุธ คุณก็จะกลายเป็นเผด็จการ ไม่ได้บรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริง
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้โทษ บรรพชนฝ่ายประชาธิปไตยในอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือคณะราษฎร แต่การปฏิวัติเหล่านั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความจำเป็นที่ระบอบเก่าเสื่อมโทรม ล้าหลัง ไร้ประสิทธิภาพ ใกล้จะนำประเทศไปสู่หายนะ หรือกดขี่ประชาชนอย่างร้ายแรง (เช่นในฝรั่งเศส) จนเกิดการลุกฮือ ขณะที่ในยุคสมัยของเราเป็นยุคที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เราไม่จำเป็นจะต้องต่อสู้ถึงขั้นปฏิวัติโค่นล้มระบอบที่เป็นอยู่ แต่เราต้องการ “ปฏิรูประบอบ” เพื่อไปสู่การเคารพกติกา ยึดหลักนิติรัฐ ขจัดการแทรกแซงโดยอำนาจแฝง กองทัพ ตุลาการ และเพิ่มพื้นที่ให้อำนาจประชาชน ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาล ปฏิรูปรัฐราชการ และปฏิรูปองค์กรสถาบันสำคัญทั้งหมด ไม่ให้เข้ามาก้ำเกินล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของประชาชน
พูดให้ถึงที่สุด อุดมการณ์อันสูงสุดของเรา ไม่ได้มีอะไรวิเศษเลิศเลอไปกว่าความเป็น “ประชาธิปไตยปกติ” ดังที่เขาใช้กันอยู่ทั่วโลก เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนทุกองค์กรสถาบันอยู่ร่วมกันได้ อย่างสงบ สันติ มีสิทธิเสียง และแสดงความเห็นต่างได้อย่างเท่าเทียม ต่างคนต่างมีอำนาจ ไม่จำเป็นต้องไปโค่นล้มทำลายใคร แต่ต้องมี “สมดุลแห่งอำนาจ” ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดชอบ ต้องตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ตามกติกาประชาธิปไตย มิใช่ใช้อำนาจแฝงแทรกแซงการเมืองการปกครองแล้วลอยตัว
อุดมการณ์อัน สูงสุดของเรา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยึดอำนาจแล้วจับสนธิ ลิ้ม มาแขวนคอใต้ต้นมะขาม จับบิ๊กบัง เปรม สุรยุทธ์ อนุพงษ์ ประยุทธ์ ฯลฯ ยัดคุก แล้วไล่อภิสิทธิ์ไปอยู่นิวคาสเซิล เพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยต้องการความเป็นนิติรัฐ ความยุติธรรม ไม่สองมาตรฐาน รวมทั้งต้องการไปสู่ความสงบ สันติ อยู่ร่วมกัน แน่นอนที่วันหนึ่งเราจะต้องเรียกร้องให้มีการชำระสะสางผู้กระทำความผิด ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา มาจนถึงพฤษภาอำมหิต แต่ถ้าเราดูตัวอย่างเกาหลีใต้ คนเกาหลีไม่เคยลืมเหตุการณ์นองเลือดที่กวางจู 16 ปีผ่านไป พวกเขาจับชุนดูฮวาน โรห์แตวู ขึ้นศาล พิพากษาประหารชีวิตและจำคุก หลังจากนั้นจึงนิรโทษกรรม นี่คือการ “ปรองดอง” ที่แท้จริง โดยไม่ลูบหน้าปะจมูก คนผิดต้องรับโทษ แต่นิรโทษได้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนทั้งสองฝ่ายในสังคม
อุดมการณ์อัน สูงสุดของเรา จึงน่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของคนส่วนใหญ่ในสังคม แม้แต่นายทุนใหญ่เล็กหรือคนชั้นกลางที่อยู่ในวิถีชีวิตทุนนิยม ถ้าไม่ใช่เพราะการบิดเบือนปลูกฝังความคิดเกลียดชังนักการเมืองจนพาลเกลียด “ประชาธิปไตยตะวันตก” และหันไปพึ่งอำนาจนอกระบบที่เชื่อว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”
นั่นคืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อขั้วอำนาจจารีตนิยมได้หน้ากากหล่อๆ ถูกจริตคนชั้นกลางผู้นิยมความฉาบฉวยอย่างอภิสิทธิ์บนโพเดียม
ตรงไหนคือชัยชนะ
จะ เห็นได้ว่าเป้าหมายทางอุดมการณ์ของเรา ที่ต้องการสังคมประชาธิปไตยเต็มใบ มีความเป็นธรรม ยุติธรรม เปิดพื้นที่ให้ต่อสู้ความคิดกันอย่างสันติ ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงกับการใช้ความรุนแรงหรือใช้กำลังอาวุธ ซึงมีแต่จะถูกต่อต้านในสังคมปัจจุบันที่ “รักสงบ” ไม่ว่าจะรักสงบแบบประชาธิปไตย หรือรักสงบแบบสามานย์ (เอาอะไรก็ได้ขอให้สงบ ไม่ยุติธรรมไม่เป็นธรรมก็ขอให้สงบ แบบ “จ่าแฉ่ง” หรือซูม ไทยรัฐ) แต่เราก็ไม่จำเป็นจะต้องปะทะเป็นศัตรูกับ “กระแสรักสงบ” ที่ชนชั้นนำเอามาบังหน้า
“ชัยชนะ” ของเราอยู่ตรงไหน ในทางอุดมการณ์คือสังคมประชาธิปไตยเต็มใบ อาจไม่จำเป็นต้องได้มาด้วยการยึดอำนาจ (และยิ่งไม่ใช่การที่ทักษิณกลับมายึดอำนาจ) แต่อาจได้มาด้วยการกดดัน ต่อสู้ เจรจา ต่อสู้ ปรองดอง-ทั้งทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ และต่อสู้อีก เป็นลำดับขั้น ด้วยสันติวิธีสลับกับการแสดงพลังหรือการต่อสู้เรียกร้องประเด็นต่างๆ สมมติเช่นในทางยุทธวิธีขั้นนื้คือเรียกร้องให้ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินและปล่อยตัวมวลชนที่ถูกจับกุมแบบเหวี่ยงแห (ไม่ใช่นิรโทษกรรมซึ่งจะนิรโทษคนสั่งฆ่าประชาชนด้วย)
การต่อสู้แบบนี้ต้องแน่วแน่ มั่นคง ถึงที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องรุนแรง
จะ เห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ของเสื้อแดงภายใต้การนำของ นปช.และทักษิณที่ผ่านมา สวนทางกันสิ้นเชิง เพราะมุ่งไปสู่เป้าหมายอย่างเดียวคือเอาคนมาชุมนุมมากๆ หวังจะให้เกิดการลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและกลับกลายเป็นพ่ายแพ้ทางการเมือง
ที่พูดเช่นนี้มิใช่จะบอกว่าการลุกฮือระเบิดอารมณ์โกรธแค้นชิงชังของมวลชนเสื้อแดงเป็นสิ่งผิด แต่ความคิดชี้นำผิด ยุทธศาสตร์ผิด
ที่ ไหนมีแรงกดย่อมมีแรงต้าน การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ความยุติธรรมสองมาตรฐาน การปล้นอำนาจอธิปไตย รวมถึงการบิดเบือนอย่างเลวร้ายหน้าไม่อายของสื่อกระแสหลักและนักวิชาการ ย่อมทำให้มวลชนผู้รักประชาธิปไตยโกรธแค้น มีอารมณ์รุนแรง ต้องการแสดงออก ซึ่งถ้าไม่แสดงออกบ้าง เอาแต่นั่งพับเพียบ มันก็คงไม่ใช่การต่อสู้
เพียง แต่ประเด็นสำคัญที่ยังแก้ไม่ตกคือจะจัดความสัมพันธ์อย่างไรให้ เหมาะสม ระหว่างยุทธศาสตร์การต่อสู้-เพื่อเอาชนะโดยสันติ กับการแสดงออกทางอารมณ์ ที่เป็นธรรมชาติของการต่อสู้ และเป็นขั้นตอนหนึ่งทางยุทธวิธี
เรา ต้องจัดความสัมพันธ์นี้ให้ได้และให้สอดคล้อง แสดงพลังเพื่อฟ้องให้สังคมได้รับรู้ว่าเราไม่ยอมรับความอยุติธรรม ขณะเดียวกันก็ไม่ข้ามเส้นที่ว่าเราจะเอาชนะโดยสันติ
ที่พูดเช่นนี้ผม ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่าวันหนึ่งอาจเกิดการลุกฮือ หรือวันหนึ่งจะถึงจุดเปลี่ยนแบบแตกหัก แต่ต้องยืนยันว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราเลือก หรือจงใจให้เกิด หากจะเกิดมันก็เป็นเพราะชนชั้นนำแข็งขืนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงโดย “ปฏิรูป” และใช้กำลังรุนแรงต่อต้านความพยายามเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ
แต่ ยุทธศาสตร์หลักของขบวนประชาธิปไตย จะต้องตั้งมั่นไปที่การปฏิรูป ซึ่งเมื่อแปรเป็นยุทธวิธี ก็ต้องสร้างรูปแบบการต่อสู้ที่หลากหลาย การจัดตั้งมวลชนเครือข่ายในปริมณฑลต่างๆ ไม่ใช่คิดแต่จะปลุกความโกรธแค้นให้คนมาชุมนุม เอาชนะทีเดียวเบ็ดเสร็จ เหมือนเสื้อแดงที่ผ่านมา
เช่น ขบวนประชาธิปไตยจะต้อง “ขอคืนพื้นที่” ในปริมณฑลต่างๆ ตั้งแต่พื้นที่ของภาคประชาชน นักวิชาการ นักกิจกรรม ต่อสู้ทำลายล้างพวกเสื้อเหลืองและลัทธิประเวศ ให้คนพวกนี้ “ไม่มีแผ่นดินอยู่” ในเชิงหลักการ
เช่น มวลชนเสื้อแดงจะต้องจัดตั้งกันเป็นเครือข่าย ต่อสู้ในระบบพรรคการเมือง ซึ่งหมายความว่าคุณอาจจะสนับสนุน ส.ส.เพื่อไทยแต่อย่าไว้วางใจจนผูกติดและต้องมีข้อแลกเปลี่ยน หรือไม่ก็ต่อสู้ “ขอคืนพื้นที่” ในการเมืองท้องถิ่น ยึดเก้าอี้ อบจ. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แบบรู้กันว่านี่เราเสื้อแดง แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศต่อสาธารณะ แล้วก็ทำงานให้ดี ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน (ถ้า อบต.เป็นเสื้อเหลือง หาเรื่องไล่แม่มเลย-ฮา)
หรือไม่ก็จัดตั้งกลุ่ม องค์กร ประเภทกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มไม่สูบบุหรี่ หลอกของบ สสส.มาเคลื่อนไหวอย่างที่พวกเสื้อเหลืองเขาทำกัน
ทั้งหมดนี้อยู่ที่ การคิดดัดแปลงให้เข้ากับสภาพ ใช้เทคนิค ใช้แทกติก และบางทีก็ตุกติกได้ไม่ต้องเถนตรงนัก สมมติเช่นคุณอยากเอาชนะ อบต.แต่คะแนนไม่พอ ก็ขนเสื้อแดงย้ายทะเบียนบ้าน ไม่ผิดกติกา (วิธีนี้พวกผมทำมาแล้ว สมัยปี 17 ฝ่ายก้าวหน้าในธรรมศาสตร์อยากยึดชุมนุมดนตรีไทย ก็ขนพรรคพวกไปสมัครเป็นสมาชิก พอถึงวันเลือกตั้งกรรมการ ไอ้พวกเพลงตับเต่าหงายท้องไปเลย นี่คือจุดกำเนิดของวง “ต้นกล้า”)
สู้กับการแยกสลาย
อุปสรรค สำคัญที่ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเผชิญในระยะต่อไปคือ ความพยายามแยกสลายและทำให้กระแสการต่อสู้โทรมลงจนต้องยอมจำนน เหลือแต่มวลชนที่ผิดหวังคับแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้
ที่ชัดเจนคือหนึ่ง กระแสข่าวหลายกระแสตรงกันว่ามีการเจรจากับทักษิณ โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาเจรจากันอย่างไรในรายละเอียด เพื่อให้ทักษิณถอย ซึ่งดูจากท่าทีที่ออกมา ดูท่าว่าทักษิณจะถอยจริง แถมยังมีข่าว “ปรองดอง” ไปถึงพวกทหารแตงโม ตท.10
ข้อนี้มีด้านดีมากกว่า เพราะทักษิณไม่ถอยขบวนประชาธิปไตยก็ต้องไล่ทักษิณไปอยู่ท้ายแถวอยู่แล้ว ทักษิณนำการต่อสู้แล้วแพ้ทุกที และมวลชนส่วนที่มีคุณภาพก็ “ก้าวข้าม” ทักษิณแล้ว เพียงแต่มวลชนด้านกว้างอาจรู้สึกสูญเสียผู้นำที่เขายึดเหนี่ยว ซึ่งต้องทำงานความคิดกันพอสมควร
ที่อาจมีผลกระทบอีกด้านคือ พรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ชัดเจนว่าการเจรจา “ปรองดอง” ต้องการบีบให้พรรคเพื่อไทยถอยไปแค่ไหน แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะทิ้งมวลชนเสื้อแดงที่เป็นฐานเสียงและอำนาจต่อรองของตน ก็คงโง่บัดซบ (ไม่แน่เหมือนกัน โง่บัดซบขนาดแห่เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคทั้งที่มาตรา 237 ยังอยู่) แต่เอาเหอะ ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็หวังพึ่งไม่ได้อยู่แล้ว
สอง ที่สำคัญกว่าคือความพยายามลดทอนกระแสการต่อสู้ เช่น ข้อเสนอนิรโทษกรรมของเนวิน ซึ่งอย่าคิดว่า ปชป.ไม่เอาด้วย อาจจะปากว่าตาขยิบ สังเกตไหมว่าเสธ.หนั่นไปเยี่ยมณัฐวุฒิทำไม
ผมคิด ว่าเราไม่ควรปฏิเสธการนิรโทษกรรมทั้งหมด เรายอมรับได้กับการนิรโทษกรรมมวลชน หรือพูดให้ถูก ต้องปล่อยตัว เพราะมีการจับเหวี่ยงแห คนที่อยู่ในเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัด ถูกยัดข้อหาวางเพลิง-ก่อการร้ายหมด ถูกจับกุมคุมขังภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน และไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม (พูดก็พูดเหอะ พรรคเพื่อไทยและทักษิณทอดทิ้งมวลชนด้วย ไม่มีการจัดทนายความต่อสู้คดีให้อย่างทั่วถึง เท่าที่ได้ฟังมา มวลชนที่เชียงใหม่โดนคดีฆ่าพ่อแกนนำเสื้อเหลือง ต้องสู้คดีโดยใช้ทนายความอาสาของศาล ที่ได้ค่ากับข้าวจากศาลวันละ 500 บาท เขาผิดจริงหรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง แต่เขาไม่มีโอกาสต่อสู้อย่างถึงที่สุด)
สิ่ง ที่เรายอมรับไม่ได้คือการนิรโทษกรรมเจ้าพนักงานทั้งผู้สั่งการและ ผู้รับคำสั่ง (สไนเปอร์) เรื่องนี้ต้องถีบก้นพันธมิตรออกมาค้าน เพราะพัชรวาทต้องได้นิรโทษกรรมด้วย (อย่าให้น้องโบว์ตายฟรีรีรีรี...)
บท เรียนในประวัติศาสตร์ว่าด้วยการครองอำนาจของชนชั้นนำ คือพวกเขาจะปลุกกระแสสุดขั้วสุดโต่งขึ้นทำลายล้างฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งแต่ทำลาย อ.ปรีดี มาจนกรณี 6 ตุลา 2519 หลังจากนั้นก็บีบบังคับให้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อสู้ด้วยความรุนแรงแล้วถูก ปราบปราม เช่น อ.ปรีดีกลับมาก่อกบฎวังหลวง นักศึกษาเข้าป่าจับปืน ขณะที่พวกเขาหันไปฉวยกระแส “ไทยนี้รักสงบ” ซึ่งเป็นจุดอ่อนของสังคมไทยที่พร้อมสยบยอมต่ออำนาจระบอบอุปถัมภ์ ประโคมโหมเรื่องสันติ ให้อภัย รักกันไว้เถิด โดยใช้ดารานักร้องทุกค่าย ไปจนถึง ว.วชิรเมธี (ดีที่ไม่ทันใช้สำนักสวนสันติธรรมด้วย)
นี่คือ ด้านที่น่ากลัวของ “ไม้นวม” ที่จะต้องต่อสู้อย่างรัดกุมและแยกแยะ ขบวนประชาธิปไตยจะต้องไม่ปฏิเสธข้อเสนอประนีประนอมทั้งหมด แต่ไม่ยอมจำนน เราสามารถยอมรับได้กับการปรองดองทางยุทธวิธี หรือแม้แต่ทางยุทธศาสตร์ เพื่อเปิดพื้นที่ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เคลื่อนไหวต่อสู้ได้มากขึ้น แต่ต้องยืนหยัด
อย่างไรก็ดี สิ่งแตกต่างคือ พลังประชาธิปไตยวันนี้เป็นพลังที่กำลังเติบโต ขณะที่พลังจารีตนิยมอยู่ในช่วงเปล่งแสงครั้งสุดท้าย เราไม่ได้อยู่ในยุค 66/23 ที่คอมมิวนิสต์สากลล่มสลาย เราเป็นเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมนิยม 66/23 คือการทำสัญญาสงบศึกกับผู้แพ้ แต่วันนี้ขบวนประชาธิปไตยไม่ได้แพ้ มีแต่จะเติบโตขึ้น
ใบตองแห้ง
21 ก.ย.53
ประมวลภาพ : เวทีกิจกรรมเสื้อแดงเชียงราย 20 ก.ย.
ที่มา ประชาไท
เมื่อ วันที่ 20 ก.ย. กลุ่มเสื้อแดงเชียงรายจัดเวที "20 กันยายน เวทีประชาธิปไตย เลิกทาสทางความคิด ติดอาวุธทางปัญญา หยุดใส่ร้ายคนเสื้อแดง" นำโดย สมยศ พฤษาเกษมสุข, ดร.สุนัย จุลพงศธร, สส.วิเชียร ขาวขำ, แป๊ะ คนบางสนาน จำนวนมวลชนประมาณ 1000 คน ที่บริเวณลานสวนตุงและโคมฯ จ.เชียงราย
โดย ในงานมีคาราวานจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกกลุ่มคนเสื้อแดง นิทรรศการผู้ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา และมีการเตรียมต้อนรับขบวนคาราวานแรลลี่คนเสื้อแดงจากกรุงเทพฯ

