โดย namome
แดงเชียงใหม่
แอโรบิคแด๊งแดงที่เชียงใหม่ ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553 หลังจากงาน "มหกรรมตาสว่างทั้งแผ่นดิน" ที่เชียงใหม่ เมื่ออาทิตย์ก่อน สมาชิกหลายๆท่านโดยเฉพาะ ผสว.ทั้งหลายยังอิดโรย แต่วันนี้เราก็ยังออกมาเต้นแอโรบิคกันอีกครั้ง ท่ามกลางฟ้าฝนชุ่มฉ่ำ เต้นไปตากฝนไป ฉายโปรเจคเตอร์ท่ามกลางสายฝน ถึงจะมีอุปสรรคบ้าง เราก็ยังจะทำต่อไป อาทิตย์หน้า วันที่ 2 ตุลาคม เจอกันใหม่ครับพี่น้อง ขอบคุณภาพจากน้องพงษ์ครับ ทั้งถ่ายภาพ ทั้งช่วยกันกับพี่น้อง เก็บขนอุปกรณ์ท่ามกลางสายฝน ทีมเสื้อแดงเชียงใหม่ สู้ สู้ ฉึก ฉึก
แอโรบิคแด๊งแดง 26 ก.ย.mpg
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, September 28, 2010
แอโรบิคแด๊งแดง ที่เชียงใหม่ ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน 2553
จองด่วน !!! แรลลี่ "ยิงตะไลทะลุฟ้า ท้าอธรรม"
ที่มา thaifreenews
โดย namome
หลังจากส่ง "จดหมายถึงฟ้าเขียนจากน้ำตาผู้ยากไร้ ฟ้าเคยรู้บ้างไหมหัวใจของไพร่มันขื่นขม"
ด้วยโคมลอยจำนวนหลายพันดวงในวันตาสว่างแห่งชาติ ที่สนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่
ไปแล้ว แต่ฟ้าก็ยังเฉยเมย
ชาวไพร่ผู้ขื่นขม จึงขอจัดกิจกรรม"ยิงตะไลทะลุฟ้า ท้าอธรรม" ขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม 53
ที่จังหวัดอยุธยา "เมืองเก่าของเราแต่ก่อน"
มวลชนจากทั่วทุกสารทิศ จึงดำริที่จะจัดแรลลี่มุ่งตรงไปร่วมงานนี้โดยพร้อมเพรียงกัน
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังรู้สึกว่า "แผ่นดินทั้งผืนไม่เพียงพอเขียนความระทม "
จะจัดกิจกรรมแรลลี่ "ประชาธิปไตย ไปแอ่ว ไหว้พระ ที่อยุธยา"
16 ต.ค. 53
8.00 น.ปล่อยขบวนแรลลี่ ออกเดินทางจากดอนจั่น
ระหว่างทางจะมีขบวนแรลลี่จากจังหวัดภาคเหนือร่วมขบวนตลอด
พี่ น้องเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ จะนำอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ มา่่ส่งเสียเลี้ยงดูตลอดเส้นทาง (ไม่มีอด ยิ่งสู้ยิ่งไม่ผอม-หลีกเลี่ยงคำว่าอ้วนสำหรับสาวๆที่อยากร่วมทางด้วย)
17 ต.ค. 53
8.00 - 17.00 น. ทัวร์อยุธยา
18.00 - 24.00 น. ร่วมเวทีชุมนุมใหญ๋ "ยิงตะไลทะลุฟ้า ท้าอธรรม"
ขณะนี้ ทราบมาว่า จะมีแรลลี่จากทุกภาคเดินทางมาร่วมด้วยช่วยจุดตะไล
เฉพาะจากเชียงใหม่ ตระเตรียมตะไลไม่มากไม่น้อย แค่สามพันตะไลเท่านั้นเอง 55555
...ไอ้ควายเอ๊ย...
ที่มา thaifreenews
โดย ปลายอ้อกอแขม
อ่านไทยรัฐออนไลน์ หน้าการเมือง คอลัมน์ Report today เมื่อ 20 กันยายน 2553 เรือง “เช็คแถวอดีตคมช_ ครบ4ปีปฏิวัติ19ก_ย_ ปัจจุบันทำอะไรกันอยู่” เพราะนักข่าวอยากรู้ว่า พวก คมช.ที่รวมหัวกันปล้นประชาธิปไตยเมื่อ 19 กันยา 49 นั้น บัดนี้ อยู่กันอย่างไร ล่วงลับดับสูญตายโหงตายกระเทียมกันไปบ้างหรือเปล่า มือหงิกตีนง่อยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปแล้วกี่คน อยู่ห้อง ไอ.ซี.ยู โรงบาลใด ที่สำคัญเผาหรือฝังไว้ที่ไหนกันบ้างแล้ว ..เพราะประชาชนอย่างผมเป็นห่วงเหลือเกิน !
นักข่าวไทยรัฐจึงดั้น ด้นค้นหาตัวเหล่าบรรดากบฏยุค ปี 2549 ทั้งหมด ก็พบว่าทุกคนยังมีชีวิตอยู่กันถ้วนทั่ว ยังไม่มีใครตายหรือเป็นง่อยเปลี้ยเสียขาตามที่ประชาชนทั่วไปพากันใฝ่ฝันถึง โดยผมจะเล่าย่อๆให้ฟังพอเป็นสังเขป..ฟังนะ
ผมขอนำมาพูดเพียง 2 ท่านเท่านั้น ..เพราะสุดยอด
เริ่มจากเขาละ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.
ท่าน ผู้นี้ ช่วงนั้น เป็นที่ฮือฮาของบรรดาคอการเมือง มีฉายาเป็นวีระบุรุษหลายรายการ เช่น วีระบุรุษผ้าขาว วีระบุรุษนั่งบินฟรี และเป็นวีระบุรุษยอดวิศวกร (ชื่อนี้ได้ตอนที่ไปตรวจสอบสนามบินสุวรรณภูมิคู่กับ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน และบอกว่าสนามบินทรุด โดยแค่เพียง “ใช้มือกดพื้น”เท่านั้น) ยิ่งกว่านั้น ท่านผู้นี้ได้หมายมั่นปั้นมือจะเป็น ผบ.ทบ.แต่ในที่สุดก็กิน “แห้ว” ไปนั่งตบยุงอยู่ในกระทรวงกลาโหม เป็นแค่รองปลัด..แต่รับรองว่าไม่ใช่ปลัดขิก
ชีวิตของสะพรั่ง วันนี้ “ ศึกษาธรรมะ และทำกิจกรรมเกี่ยวกับการสนทนาธรรมะ ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาของ อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำให้ชีวิตมีคุณค่ายิ่งขึ้น และเป็นชีวิตที่สังคมไทยปัจจุบันต้องการ” ..หึ หึ หึ !
ในความ เห็นของผม อ้ายนี่ ซ่าส์และกร่างที่สุดในบรรดา คมช.ในตอนนั้น แถมโง่ด้วยอีกต่างหาก พยายามแสดงเพาเวอร์เพื่ออยากจะเป็น ผบ.ทบ.ให้ได้ แต่แล้วก็ไปกินแห้วกระป๋องที่สุพรรณฯบ้านผม เลยต้องหันมาเอาธรรมะเข้าข่ม..น่าเห็นใจนะ
ส่วนบุคคลในดวงใจของผม จะเป็นใครไปไม่ได้ นั่นก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ..ผู้ยิ่งหย่าย !
ชีวิต หลังเกษียณของอ้ายบังน่าสนใจยิ่ง งานหลักของไอ้บัง “ขุนศึกสามแม่ครัว”ตอนนี้คือการเขียนหนังสือ และเรียนปริญญาเอกด้านสาขารัฐศาสตร์การเมือง ที่ ม.รามคำแหง ..บอกให้รู้ว่ากำลังเรียนอยู่นะ ไม่ได้ไปหาอีแม๊ะเพิ่ม
ส่วน หนังสือที่กำลังเขียนอยู่ นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาทานให้กับสังคม โดยอ้างอิงจากปรัชญาด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้อ่านนำไปเป็นข้อคิดในการปฏิบัติตัว ทั้งนี้ หนังสือที่เขียน นั้น จะมีทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ตนไปทำงานด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย...เฮ้ย มันรู้เรื่องกับเขาด้วยเรอะ ?
แล้วประโยคนี้ ..ฟังไอ้บังมันพูด
“ทั้ง นี้ หนังสือของตนเองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดโดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ หนังสือที่มีชื่อว่า THE TRUTH ซึ่งจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 19 ก.ย. เพราะชาวตะวันตกมีความสนใจมากกว่า เพราะเหตุใดการปฏิวัติดังกล่าว จึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีความขัดแย้งไม่มีการต่อต้าน และแถมยังได้รับดอกไม้จากประชาชน ซึ่งตนจะได้บรรยายถึงเทคนิคและ แท็คติกต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยตนเองจะพยายามเร่งให้หนังสือเล่มดังกล่าว เสร็จทันจำหน่ายให้ได้ภายในปีนี้ “
เริ่มต้นมันพูดว่า “หนังสือของตนเองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดโดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ หนังสือที่มีชื่อว่า THE TRUTH “ แต่ประโยคสุดท้ายมันพูดว่า “โดยตนเองจะพยายามเร่งให้หนังสือเล่มดังกล่าว เสร็จทันจำหน่ายให้ได้ภายในปีนี้” ..อ้าวยังไงวะ ?
มันบอก หนังสือของมันได้รับความสนใจโดยเฉพาะในต่างประเทศ ..ผมเข้าใจว่ามันวางขายเรียบร้อยแล้ว กะจะไปอุดหนุนสักเล่มเพื่อเป็นทาน แต่ตอนท้ายมันบอกว่าหนังสือยังไม่เสร็จ กำลังเร่งเขียนอยู่ ..ตกลงว่าเอ็งบ้าหรือกูเมากันแน่ !
ที่สำคัญ อ้ายบังมันคุยว่า “ หนังสือที่มีชื่อว่า THE TRUTH ซึ่งจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 19 ก.ย. เพราะชาวตะวันตกมีความสนใจมากกว่า เพราะเหตุใดการปฏิวัติดังกล่าว จึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีความขัดแย้งไม่มีการต่อต้าน และแถมยังได้รับดอกไม้จากประชาชน ซึ่งตนจะได้บรรยายถึงเทคนิคและ แท็คติกต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ”..ดูมัน
มัน คงลอยหน้าลอยตาพูดกับนักข่าวด้วยความภูมิใจว่า ฝรั่งสนใจ เพราะไม่มีการต่อต้าน แถมยังมีประชาชนนำดอกไม้มาให้ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ อ้ายบังจะแนะแท็คติกการปฎิวัติให้ นัยว่าเพื่อเป็นหลักสูตรในการปฏิวัติครั้งต่อๆ ..ว่างั้น !
ผมว่า อ้ายบังมันคงหูหนวก ตาบอด สมองพิการหรือเปล่า ที่ไม่รู้ว่าคนทั้งโลกเขาประณามพวกมันกันขนาดไหน ทั้ง อียู ทั้ง ยูเอ็นเขาประกาศจะคว่ำบาตรมัน มันคงคิดว่าเขาพากันชื่นชมโสมนัสมันอีกหรือ..พระเจ้า
อ้ายโจรห้า ร้อย แบกปืนไปปล้นบ้านเขา เจ้าทรัพย์ไม่ต่อสู้ขัดขืน ยอมให้ปล้นได้ง่ายๆ แล้วพวกขี้ข้าโจรก็เอาดอกไม้มาให้บอกว่าวันนี้ เราปล้นมันได้แล้ว ให้เอาสมบัติมาแบ่งกัน..มันบอกว่าเป็นความสำเร็จ
แถมยังบอกว่า พวกฝรั่งทึ่ง ความสามารถในการปล้นของมัน ..ฝรั่งที่ไหนวะ ?
ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของมัน ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ได้แต่รำพึงรำพันว่า..โถ อ้ายควายเอ๊ย !!!
http://www.thairath.co.th/content/pol/112201
ขบวนการล้มเจ้าชิดขวา ขบวนการก่อการร้ายชิดซ้าย..ขบวนการลิ้มเจ้ามาแล้วจ้า
ที่มา thaifreenews
4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต”
เป็น กิจกรรมสำคัญของเครือข่ายภาคประชาชนที่รักประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงทั้ง ในประเทศและทั่วโลกที่พร้อมใจกันจัดกิจกรรมต่างๆในวันที่ 19 กันยายนนี้ ซึ่งปีที่ 4 ของการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แตกต่างกับปีที่ผ่านๆมา เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีการเข่นฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตมากถึง 91 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ พิการเกือบ 2,000 ราย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
4 ปีแห่งความหายนะ
การ ทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงถือเป็น “วงจรอุบาทว์” อย่างแท้จริง แม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ก็ยอมรับว่า
“ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายไปถึงขนาดนี้”
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงถือเป็น “ความสูญเปล่า” ที่ไม่เพียงฉุดให้บ้านเมืองจมปลักลงไปในเหวลึก ทำให้คนในชาติเกิดความแตกแยกและแบ่งฝ่ายเลือกขั้วอย่างที่ไม่เคยปรากฏแล้ว เศรษฐกิจยังพังพินาศ ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายก็ไร้ซึ่งหลักนิติรัฐและนิติธรรม องค์กรอิสระต่างๆถูกวิพากษ์วิจารณ์และประณามเรื่องความไม่เป็นธรรมและ 2 มาตรฐาน
แม้แต่สถาบันตุลาการก็ถูกวิจารณ์ว่าตกต่ำสุดขีดอย่างที่ไม่ เคยปรากฏมาก่อน เพราะถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีการหมกเม็ดเพื่อลดทอนและทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง นอกจากนี้คณะรัฐประหารยังหมกเม็ดมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญให้รับรองความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” อีก
แต่กลับทำให้ภาคประชาชนเกิดความตื่นตัวตระหนักถึงคำว่า “ประชาธิปไตยและความยุติธรรม” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ขณะที่กลุ่มปัญญาชนและกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองกลับจมปลักอยู่กับโครงสร้าง อำนาจเดิมๆของกลุ่มทุนเก่าและกลุ่มอำมาตย์
มาตรฐานอภิสิทธิ์ชน
คน เสื้อแดงหลายล้านคนยืนหยัดเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรมด้วยมือ เปล่า แต่กลับถูกปราบปรามด้วยกำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงคราม ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และเครือข่ายขบวน การ “ล้มเจ้า” แกนนำคนเสื้อแดงถูกส่งฟ้องศาลและจำคุกโดยไม่ให้ประกันตัว
แต่คนเสื้อ เหลืองปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาผู้ก่อการร้ายและซ่องโจร แค่มารายงานตัวและรับทราบข้อกล่าวหาแล้วปล่อยตัว
อดีตนายกรัฐมนตรี บุกรุกและครอบครองที่ดินป่าสงวนฯบนเขาไม่มีความผิดเพราะ อัยการชี้ว่าขาดเจตนา แต่ชาวบ้านบุกเบิกพื้นที่ทำกินบริเวณเชิงเขากลับถูกจับและดำเนินการทาง กฎหมายอย่างเต็มที่
คนเสื้อเหลืองปิดถนนราชดำเนินและยึดทำเนียบ รัฐบาลนานเกือบ 7 เดือน ไม่ถูกดำเนินคดี แต่ชาวนาจังหวัดเชียงรายปิดถนนที่อำเภอพานประท้วงราคาข้าวเปลือกตกต่ำ 1 ชั่วโมง ถูกตำรวจจับส่งฟ้องศาลและถูกสั่งจำคุก 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา
7 ตุลา-พฤษภาอำมหิต 2 มาตรฐาน
เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 คนเสื้อเหลืองชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายฝูงชน มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 2 ราย และบาดเจ็บ 443 ราย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับนายสมชายในฐานะ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งสั่งการให้สลายการชุมนุม นอกจากนี้ยังมีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์
แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่ง “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับวงล้อม” ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตถึง 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 ราย นายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. กลับยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดเพราะไม่ได้สั่งฆ่าประชาชน ทั้งยังคงอำนาจ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อไล่ล่าและกวาดล้างคนเสื้อแดง และฝ่ายตรงข้าม
ม็อบเสื้อเหลืองขับรถชนและถอยหลังทับตำรวจที่ ปฏิบัติหน้าที่ ถูกตั้งข้อหาเจตนาฆ่าเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 จำเลยต่อสู้คดีและไม่รับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุก แต่ปรานีให้รอลงอาญา
ขณะ ที่พราหมณ์เสื้อแดง นายศักดิ์ระพี พรหมชาติ ซึ่งทำพิธีเทเลือดสาปแช่งหน้าพรรคประชาธิปัตย์และหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ครั้ง เหตุการณ์เมษายน 2553 ถูกตั้งข้อหาชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นายศักดิ์ระพีมอบตัวและสารภาพทุกข้อหา ศาลลงโทษจำคุก 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา
โบดำวิชาการ
นัก เรียน นักศึกษาเชียงราย 5 คน ถือป้ายรณรงค์ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดนหมาย เรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อหาชุมนุม 5 คนขึ้นไป กระทำการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย แต่คนเสื้อเหลืองนับร้อยชุมนุมค้านการนำปราสาทพระวิหารจดทะเบียนเป็นมรดกโลก หน้าทำเนียบรัฐบาลและกองทัพภาคที่ 1 กลับไม่ถูกดำเนินคดี
ขณะที่ กระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร ให้นักเรียน นักศึกษาเข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ มาจากประชาชนและเพื่อประชาชน แต่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากลับมีหนังสือเวียนถึงผู้บริหารสถาบัน อุดมศึกษาให้ควบคุมดูแลไม่ให้ล้อเลียนและเสียดสีการเมือง เป็นตลกร้ายที่ไม่ต่างกับยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 และหลัง 6 ตุลาคม 2519 ที่รัฐบาลพยายามปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางวิชาการของนิสิต นักศึกษาไม่ให้แสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง
อำนาจ “โจราธิปัตย์”
รัฐ ประหาร 19 กันยายน 2549 ยังทำให้เห็นว่านักการเมือง นักวิชาการ และผู้อาวุโสของสังคมจำนวนไม่น้อยที่เคยประกาศว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่กลับออกมาเห็นดีเห็นงามกับการทำรัฐประหาร ขณะที่ฝ่ายตุลาการก็ยอมรับอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตยและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ระบุว่า การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา เป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางระบอบ ประชาธิปไตย
แม้จะมีตุลาการบางคนกล้าสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการมีคำ วินิจฉัยส่วนตัวในคำ พิพากษาว่า หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็น รัฏฐาธิปัตย์แล้วเท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตย ทั้งยังเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จาก ความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์ อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามา จัดการสิ่งต่างๆ
การปฏิวัติรัฐประหารจึงไม่ใช่ “รัฏฐาธิปัตย์” แต่เป็น “โจราธิปัตย์” โดยเฉพาะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ถือเป็นความล้มเหลวและความเลวร้ายที่สุดของสังคมไทย ทำ ให้บ้านเมืองต้องแตกแยกและหายนะมาจนทุกวันนี้
อำนาจในมือ “อำมาตย์”
เบื้อง หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ระบุถึง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พุ่งเป้าไปที่ผู้อยู่รายล้อมในวัง แต่ “ขบวนการอ้างแอบ” ก็ยังพยายามใช้วาทกรรมต่างๆบิดเบือนและตีความให้สูงไปกว่านั้นเพื่อเป็น อาวุธทางการเมืองกล่าวหาและทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณและฝ่ายตรงข้าม
ในขณะ ที่ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เดินสายด้วยการแต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศ ให้โอวาทและบรรยายแก่นักเรียนโรงเรียนนายร้อย จปร. และนายทหารให้ตระหนักถึงบทบาทของกองทัพ โดยเฉพาะคำว่า “รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร...”
หลัง จากเกิดรัฐประหาร ซึ่งนักวิชาการมากมายระบุว่า พล.อ.เปรมน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แม้แต่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสาร Image ระบุว่า พล.อ.เปรมเป็นผู้สั่งการให้ทำรัฐประหาร โดยนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์
“พล.อ.เปรมเป็นสัญลักษณ์ ของระบอบอำมาตยาธิปไตย จริงๆระบอบนี้ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ตาม ถ้าเราดูบทบาทของ พล.อ.เปรมก็จะเห็นชัด เพียงแต่พื้นที่ของระบอบนี้คับแคบลงในระดับหนึ่ง เพราะการเติบโตของพื้นที่ภาคประชาชนที่มากขึ้น ซึ่งเป็นการท้าทายระบอบนี้โดยตรง...
...วันนี้ก็เห็นโดยพฤตินัยได้ อย่างชัดเจนว่า พล.อ.เปรมใช้อำนาจนั้นผ่านคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ว่าการรัฐประหารครั้งนี้องคมนตรีจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปิดเผยขนาดนี้”
ขณะ ที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ระบุว่า ก่อนการรัฐประหารมีการประชุมหารือที่บ้านของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เจ้าของเครือแปซิฟิก ถึง 4 ครั้ง และทุกครั้งก็มีการเชิญบุคคลสำคัญๆที่มีตำแหน่งระดับสูงเป็นแขก ซึ่งต่อมานายปีย์ก็เปิดเผยเองว่าบุคคล 7 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการวางแผนรัฐประหารคือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.พัลลภ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูง สุด (ในขณะนั้น) นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา (ในขณะนั้น) นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา (ในขณะนั้น) นายปราโมทย์ นาครทรรพ ผู้เปิดประเด็นปฏิญญาฟินแลนด์ รวมถึงนายปีย์ โดยยืนยันว่าไม่มีการพูดถึงการทำรัฐประหารและการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการหารือเรื่องการบ้านการเมืองกันตามปรกติ
ขบวนการลิ้มเจ้า
ที่ สำคัญหนึ่งในเหตุผลของการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จากแถลงการณ์ คปค. ฉบับที่ 1 คือการบริหารราชการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ชาติไทย ประชาชนเคลือบ แคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้าง ขวาง หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรง เป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง
แถลงการณ์ดังกล่าว สอดรับกับที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ “รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” และสื่อของเขาเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลทักษิณอย่างหนัก ทั้งเรื่องคอร์รัปชันและจาบจ้วงสถาบัน จนกระทั่งมีการจัดตั้ง “องค์กรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่มี “สัญลักษณ์เสื้อสีเหลือง” ชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างต่อเนื่องจนเป็นกลุ่มพันธมิตรฯในปัจจุบัน
รัฐบาล ที่ได้รับเสียงข้างมากอย่าง “พลังประชาชน” ถูกล้มโดยวิธีพิเศษถึง 2 นายกฯ จนมาเป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และยุค ศอฉ. ที่มีอำนาจล้นฟ้าไม่ต่างจากรัฐบาลในยุครัฐประหารที่ยืดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างไม่มีกำหนด
_________________________________
ครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน...ครบรอบ 4 เดือน 19 พฤษภาอำมหิต!!
วาท กรรม “ขอคืนพื้นที่”.. “กระชับวงล้อม”.. มีไว้ปราบปรามสลายการชุมนุม จะหนึ่งคนหรือแสนคนออกมาเรียกร้อง.. ก็สามารถจัดการได้โดยไม่ผิดกฎหมายแม้ใช้กระสุนจริง?
วาทกรรม “ล้มเจ้า”.. “ไม่ จงรักภักดี”.. มีไว้ทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องหาหลักฐาน?
วาทกรรม “ขบวนการล้มเจ้า” จึงทำท่าว่าจะเป็น “ขบวนการล้มเจ้ามือหวยบนดิน” เสียมากกว่า?
ทำไมคำว่า “ล้มเจ้า” จึงเป็นวาทกรรมตลาดกลาดเกลื่อน?
ทำไมหนังสือขายดีต้องพยายามตั้งชื่อให้มีคำว่า “ล้มเจ้า”?
ตราบใดที่ยังมี “ขบวนการลิ้มเจ้า” คอยเฝ้าอ้างแอบ แนบชิด บิดเบือน...
ตราบนั้น วาทกรรม “ล้มเจ้า” ก็จะยังคงหลอกหลอนฟั่นเฟือนสะเทือนแผ่นดินอยู่ต่อไปไม่รู้จบ...
ถ้า อยากอ่านแบบเข้มๆเต็มฉบับ แนะนำให้ไปหาซื้อพ็อกเก็ตบุ๊ค “ขบวนการลิ้มเจ้า” ผลงานขมปี๋...โดยทีมข่าว “โลกวันนี้” มาอ่านได้แล้ววันนี้ที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 277 วันที่ 18 – 24 กันยายน พ.ศ. 2553 หน้า
ข้อเท็จจริงและมายาคติในบทความ “ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่2)”
ที่มา ประชาไท

สร้อยแก้ว คำมาลา ละครโรงหนึ่ง (03) : ศักดิ์ศรีคนจนหายไปไหน?
ที่มา ประชาไท
สร้อยแก้ว คำมาลา
เขาเป็นชายร่างเล็ก หน้ากร้านเกรียม มือดำขมุกขะมอม
เขายิ้มง่าย พูดเก่ง และต้อนรับเราอย่างมีอัธยาศัยด้วยน้ำเปล่าในขวดน้ำอัดลม
ทำไมวาทกรรม “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” จึงไม่จูงใจพระสงฆ์ให้เลือกฝ่ายทางการเมือง
สุรพศ ทวีศักดิ์
เท่าที่ผมลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัย* เกี่ยว กับการเลือกฝ่ายทางการเมืองของพระสงฆ์ทุกภาคของประเทศ ข้อมูลที่พบคือ พระสงฆ์ส่วนใหญ่เลือกฝ่ายเสื้อแดง แม้ที่ไม่ได้แสดงตัวว่าเลือกฝ่ายไหน แต่เมื่อถามในรายละเอียดแล้วก็มักจะมีทัศนะหรือท่าทีที่เห็นด้วยกับการเรียก ร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรมของฝ่ายเสื้อแดง
ผมถาม (พระที่ท่านยืนยันว่าเลือกฝ่ายเสื้อแดง) ว่า ฝ่ายเสื้อเหลืองเขาชูวาทกรรมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบัน “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ไม่ใช่หรือ ทำไมพระสงฆ์ไม่เลือกฝ่ายที่ปกป้องสามสถาบันหลักนี้?
คำ ตอบที่ตรงกันเป็นส่วนใหญ่เลยคือ มันเป็นเพียงการอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง พระสงฆ์ไม่เชื่อว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะล้มล้างสถาบัน และเห็นว่าการใช้สถาบันมาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกคนในประเทศออกเป็นฝักฝ่าย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้!
โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” พระสงฆ์โดยเฉพาะพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่เป็นนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ จะตั้งคำถามมากขึ้นว่าในวาทกรรมดังกล่าวนั้น ประชาชนหายไปไหน ส่วนพระสงฆ์รากหญ้าที่มาชุมนุมกับชาวบ้านก็จะตั้งคำถามทำนองว่า ทำไมประชาชนฝ่ายเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงจึงถูกประเมินค่าไม่เท่ากัน เป็นต้น
พระ สงฆ์ที่เป็นพระผู้ใหญ่แม้ไม่ได้แสดงออกทางการเมือง แต่จากคำบอกเล่าของ “พระวงใน” ก็ดูเหมือนว่าบางท่านจะเห็นใจคนเสื้อแดง ส่วนพระหนุ่มที่ความคิดก้าวหน้าบางรูปกึงกับมองว่าหากพระสงฆ์ หรือสถาบันสงฆ์ไม่แสดงบทบาทที่ชัดเจน เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น พระสงฆ์หรือสถาบันสงฆ์เองอาจจะไม่มีที่ยืนในสังคม
แม้แต่พระที่เคย ขึ้นเวทีเสื้อเหลือง หรือถูกมองว่าสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลืองบางรูป ก็ดูเหมือนความคิดจะเปลี่ยนไป มองฝ่ายเสื้อเหลืองอย่างวิพากษ์มากขึ้น เข้าใจประเด็นหลักในการต่อสู้ของฝ่ายเสื้อแดงมากขึ้น แม้ท่านเหล่านี้จะไม่ถึงกับเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง แต่ที่ค่อนข้างชัดคือมีการถอนตัวจากฟากเสื้อเหลือง หรือระมัดระวังมากขึ้นที่จะไม่ให้ถูกแอบอ้างเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นต้น
หากลงไปในรายละเอียดจากการโฟกัสกรุ๊ปพระนักศึกษา พระสังฆาธิการ และนักวิชาการด้านพุทธศาสนา ข้อเท็จจริงที่พบคือพระสงฆ์จะเห็นว่าคำสอนของพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความ เป็นธรรมทางสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก
เรื่อง ความเป็นธรรม พุทธศาสนายอมรับความเท่าเทียมในความเป็นคน เช่นที่พระพุทธองค์ปฏิเสธเรื่องวรรณะสี่ ผู้ปกครองตามความหมายที่พระพุทธเจ้าสอนในอัคคัญญสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 11) ในยุคแรกเริ่มที่เกิดสังคมการเมืองเป็นผู้ปกครองที่ประชาชนสมมติหรือแต่ง ตั้งขึ้นมา เรียกว่า “มหาชนสมมติ” เพราะความจำเป็นที่สังคมต้องมีผู้นำ
ต่อ มาเมื่อผู้นำเช่นนั้นดำเนินการปกครองที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คน ส่วนใหญ่ ทำให้ประชาชนพึงพอใจจึงมีการเรียกผู้ปกครองเช่นนั้นว่า “ราชา” แปลว่า “ผู้ทำให้ประชาชนมีความยินดีหรือพึงพอใจ” โดยการมีคุณธรรมของราชา คือทศพิธราชธรรมเป็นต้น ซึ่งคุณธรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่สิ่งรองรับสถานะอันศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจที่ แตะต้องไม่ได้ของราชาแต่อย่างใด แต่เป็นเงื่อนไขหรือเป็นข้อเรียกร้องที่ผู้นำ (ไม่ว่าจะอยู่ในระบบราชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม) จำเป็นต้องมีหากผู้นำเช่นนั้นต้องมีบทบาทเพื่อ “ประโยชน์สุข” ของมหาชน
พระ สงฆ์รุ่นใหม่บางส่วนมีการตั้งคำถามไปถึงว่า สถาบันสงฆ์ควรจะบทบทวนความผิดพลาดของตนเองหรือไม่ ที่ในอดีตมีการบิดเบือนคำสอนของพุทธศาสนาไปสนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของ ผู้มีอำนาจรัฐ ทั้งที่จริงแนวคิดที่สนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ตรงๆ เลย คือแนวคิดแบบพราหมณ์ หรือฮินดูที่ถือว่าพระพรหมสร้างโลก แล้วก็สร้างกษัตริย์ให้มาปกครองโลก พิธีกรรมสถาปนากษัตริย์ในสังคมไทยหลักๆ เลยที่รองรับสถานะศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์คือพิธีพราหมณ์ พิธีพุทธเป็นเพียงส่วนประกอบ
แต่เนื่องจากในอดีตวัดกับวังคือแหล่ง การศึกษาของสังคม ฉะนั้น วัดจึงถูกกำกับโดยวัง และถูกใช้เป็นเครื่องมือปลูกฝังความจงรักภักดีต่ออำนาจของวัง ซึ่งนั่นเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่พระสงฆ์รุ่นใหม่มองว่าอาจเป็นความจำเป็นของสังคมการเมืองในยุคนั้นๆ
แต่ เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามกฎอนิจจัง และการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นก็สอดคล้องกับแนว คิดดั้งเดิม หรือคำสอนอันแท้จริงของพุทธศาสนา จึงไม่มีเหตุผลที่พระสงฆ์จะคัดค้านหรือไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ โดยอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบัน “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”
นี่คือความเห็นบางแง่มุมของพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่เลือกฝ่ายเสื้อแดง หรือที่ไม่เลือก (โดยการแสดงออก) แต่เข้าใจและเห็นใจฝ่ายแดง!
* งานวิจัยชื่อ “ความคิดทางจริยธรรมกับการเลือกฝ่ายทางการเมืองของพระสงฆ์ในสังคมไทย ปัจจุบัน” (ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนทุนวิจัย)
แถลงการณ์เครือข่ายนักสิทธิฯ ร้องยุติการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม ผอ.เว็บประชาไท
ที่มา ประชาไท
ชี้ การจับกุมส่อให้เห็นว่าประเทศยังถูกรัฐปิดกั้นและละเมิดสิทธิเสรีภาพ การแสดงออก ร้องตำรวจแห่งชาติทบทวนวิธีการการออกหมายจับในทันที โดยไม่ออกหมายเรียกก่อน พร้อมเสนอรัฐบาลทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ให้ผลักภาระความรับผิดให้ “ผู้ให้บริการ”
เครือข่ายชุมชนอีสาน 7 จังหวัด เสนอโมเดลปฏิรูปประเทศไทย
ที่มา ประชาไท
Monday, September 27, 2010
BEFORE & AFTERแกนนำแดงทั้งแผ่นดิน

ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาล ยิ้มให้ผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจเขากับแกนนำคนอื่นๆที่ถูกนำตัวขึ้นศาลนัด แรก เพื่อสู้คดีถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย หลังจากพวกเขานำการชุมนุมที่ยุติลงด้วยความรุนแรง(ภาพข่าว:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ มติชนออนไลน์ และ เวบบอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม
BEFORE
ภาพแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินก่อนจะถูกยัดเยียดคดีผู้ก่อการร้าย
AFTER
ภาพแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินหลังถูกยัดเยียดคดีผู้ก่อการร้าย
*กระดานสนทนาอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม ได้พากันตั้งข้อสังเกตว่า แกนนำเสื้อแดงนปช.แต่ละคนดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด หลังถูกขังคุกมานานมากกว่า 4 เดือนหลังเหตุการณ์ที่พวกเขาเข้ามอบตัวภายหลังยุติการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม และไม่ได้รับการประกันตัว
ศาลเลื่อนนัดตรวจหลักฐาน19แกนนำแดง27ธ.ค.นี้
เมื่อ วันที่ 27 กันยายน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.)ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย,นายนิสิต สินธุไพร,น.พ.เหวง โตจิราการ,นายก่อแก้ว พิกุลทอง,นายประมวล ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ฯลฯ มายังศาลอาญา ตามที่ศาลได้มีคำสั่งให้เบิกตัวมาตรวจพยานหลักฐานเตรียมความพร้อมคู่ความใน คดีก่อการร้าย เพื่อสืบพยานในนัดต่อไป โดยมีแนวร่วม นปช.คนเสื้อแดงมาคอยต้อนรับและให้กำลังใจบริเวณด้านหน้าห้องขัง ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
นายวีระ ประธาน นปช. จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการประกันตัวเพียงคนเดียว ได้เดินทางมาศาล โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ ขณะที่นางกุลรัตน์ พิกุลทอง ภรรยาของนายก่อแก้ว พิกุลทอง อุ้มบุตรสาวมาให้กำลังใจนายก่อแก้ว จำเลยร่วมด้วย
ทั้งนี้ในการตรวจพยานหลักฐาน ทั้งอัยการโจทก์ และทนายจำเลยทั้งหมด ได้ทำการตรวจเอกสารหลักฐาน พร้อมทั้งบัญชีรายชื่อพยาน มาตลอดทั้งวันจนถึงเวลา 16.30 น. แต่การตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างบัญชีรายชื่อพยานที่จะเข้านำสืบจำนวนมาก ศาลจึงมีคำสั่งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทำบัญชีรายชื่อพยานส่งศาลภายในกำหนด 30 วัน โดยศาลจะพิจารณาตรวจดูรายชื่อพยานก่อนมีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้แต่และฝ่ายนำ พยานสืบได้กี่ปาก ซึ่งศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งวันที่ 27 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
สื่อเทศโฟกัสแกนนำเสื้อแดงขึ้นศาลนัดแรกคดีผู้ก่อการร้าย:รอรัฐบาลใหม่ที่กดขี่น้อยกว่านิรโทษฯ
สำนักข่าวอินเตอร์เพรส(IPS)รายงาน ก่อนหน้านี้ว่า การสอบสวนคดีทางการเมืองได้เริ่มขึ้นวันจันทร์ที่ 27 กันยายน เมื่อแกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เป็นที่รู้จักในนาม “เสื้อแดง” จะถูกคุมตัวขึ้นต่อหน้าศาลอาญาในข้อหาผู้ก่อการร้าย
“เราไม่เคยเจอ กรณีอย่างนี้มาก่อนในกรุงเทพฯ” คารม พลทะกลาง ทนายของแกนนำเสื้อแดงกล่าวต่อ สำนักข่าว IPS “ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าศาลจะดำเนินคดีอย่างไร”
การไต่สวนครั้งแรกในคดีทางการเมืองเริ่มขึ้นที่ศาลอาญาวันที่ 27 กันยายน โดยทนายจำเลยจะยื่นรายชื่อของพยานต่อหน้าศาล
เป็น เวลาเกือบเดือนหลังจากแกนนำทั้ง 17 คนถูกนำตัวมาที่ศาล เท้าเปล่าและถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน ถูกตั้งข้อกล่าวหาข้อหาผู้ก่อการร้าย ซึ่งพวกเขาปฏิเสธข้อหาดังกล่าว
รัฐบาลไทยกล่าวหาแกนนำ นปช. ว่าได้กระทำการก่อการร้ายในช่วงการประท้วงบนถนนใจกลางเมืองสำคัญ 2 แห่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม จนถึงพฤษภาคม 2553 การประท้วงซึ่งดึงผู้คนจากชนบทของประเทศไทยมาเข้าร่วมประมาณกว่าแสนคน ได้ถูกนำไปสู่จุดจบในสลายการชุมนุมที่สูญเสียเลือดเนื้อ ทำให้คนเสียชีวิตจำนวน 91 คน โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และประมาณ 1,900 คนได้รับบาดเจ็บ
คนเสื้อแดง ซึ่งใส่เสื้อผ้าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม ตอบโต้ด้วยความโกรธแค้น ตามด้วยการโจมตีสุดท้ายด้วยกองกำลังติดอาวุธของกองทัพไทยในวันที่ 19 พฤษภาคม ในช่วงระหว่างการหลบหนีจากที่ชุมนุมซึ่งอยู่ใจกลางแหล่งสรรพสินค้า พวกเขาได้ทิ้งร่องรอยของการเผาอาคาร ณ ใจกลางเมืองและในอีกหลายที่ในต่างจังหวัด
ส่วนบทบาทของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีความพยายามที่จะปัดในเรื่องการเสียชีวิตจำนวนมากของกลุ่มผู้ ประท้วง ไปที่กลุ่มมือมืดที่ติดอาวุธ “ชุดดำ” ที่เห็นว่ายิงจากแนวหลังของเสื้อแดงในช่วงการสลายการชุมนุมเดือนเมษายนและ พฤษภาคม
การจัดการของอภิสิทธิ์เพื่อให้เป็นฝ่ายเหนือกว่า – รวมทั้งคดีของ 19 กันยายน – คือการกดข่มโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ต้นเมษายน พ.ร.ก. นี้ มุ่งที่จะกด นปช. ไว้ ซึ่งยังคงใช้ใน 7 พื้นที่ รวม กรุงเทพฯ ที่ซึ่งจะยังคงเห็นเหล่าทหารปรากฎในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ความเชื่อม โยงระหว่างรัฐบาลและกองทัพที่ทรงอานุภาพ ทำให้คำอ้างของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ว่าได้ยกระดับคุณค่าประชาธิปไตยนั้น หมดสง่าราศี นักวิจารณ์กล่าว
“แม้ ว่าจะมีรายงานว่ามีคนกว่าร้อยคนถูกคุมตัวและสอบปากคำภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในบริเวณควบคุม แต่ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ยังคงไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขที่แน่นอนของผู้ที่ถูกจับกุม ตัวและให้ตำแหน่งที่แน่นอนแก่ครอบครัวว่าถูกจับกุมอยู่ที่ใด” ฮิวแมนไรท์วอช (HRW) องค์กรสิทธิมนุษยชนโลกที่นิวยอร์ก กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี
ศอ ฉ. เป็นคณะที่มีองค์ประกอบหลักเป็นทหาร จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล มีเป้าหมายอยู่ที่ นปช. – ผู้ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว นักวิเคราะห์อธิบายสถานการณ์ว่าเปรียบเหมือน “รัฐซ้อนรัฐ” แล้ว
ข้อ หาผู้ก่อการร้ายนั้นมาจากอำนาจนี้เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายกล่าว “รัฐบาลอภิสิทธิ์เรียกแกนนำเสื้อแดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แล้วตำรวจก็ให้ข้อหาง่าย ๆ อย่างนั้นเลย” สมชาย ปรีชาศิลปกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว “การบังคับใช้กฎหมายเช่นนั้นอันตรายมาก หากรัฐบาลใช้กล่าวหาฝ่ายตรงข้าม”
“เป็นการทำให้ใครก็ได้สามารถใช้กฎหมายแล้วเรียกฝ่ายตรงข้ามว่า ‘ผู้ก่อการร้าย’” เขากล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ IPS
ธรรมชาติ ทางการเมืองของคดีดังกล่าว ซึ่งตอกย้ำไปที่ความแตกแยกที่ร้าวลึกในอาณาจักรทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งนี้ ได้ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับคดีทางกฎหมายของแกนนำนักศึกษา 18 คน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว เหตุการณ์ในปี 2519 เกิดขึ้นในยุคที่ขั้วทางการเมืองร้าวลึกเช่นกัน
“กรณีที่เกี่ยวข้อง กับแกนนำเสื้อแดงเช่นนี้หายากมากในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย” กล่าวโดย เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการของสหรัฐ ผู้ที่ชำนาญในเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย “ไม่เคยมีกรณีไหนเช่นกรณีนี้ในการเมืองไทยที่ผ่านมา”
“นี่เป็นการ เตือนความทรงจำกรณีในปี 2519 ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำนักศึกษา 18 คน ที่ถูกข้อหาร่ายยาว – คอมมิวนิสต์ ผู้ก่อการร้าย และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เขาบอกต่อ IPS “กรณีดังกล่าวถูกแก้ไขเมื่อรัฐบาลที่กดขี่น้อยกว่าให้การนิรโทษกรรม”
แต่ สำหรับผู้สนับสนุนของแกนนำเสื้อแดงที่อยู่ในเรือนจำ ที่รวมตัวกันทุกเช้าที่เรือนจำกลางกรุงเทพฯ แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคดี จะเป็นการยกระดับจิตวิญญาณของ “ความเป็นผู้นำทางการเมือง” ของพวกเขา
“เราพูดกับพวกเขาและบอกเขาว่า ต้องสู้ต่อไป” กล่าวโดย นันทิยา น้อมโคกสุนะ ชาวกรุงเทพฯ อายุ 51 ปี ที่เข้าร่วมขบวนเยี่ยมในช่วงเช้ากับคนประมาณ 100 คน เพื่อพบ คนที่เธอชื่นชมคือ ณัฐวุฒิ และ เหวง ที่อยู่ในเรือนจำ “นี่เป็นข้อหาทางการเมืองที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อทำให้เสื้อแดงเงียบ”
“พวก เขาเชื่อว่าพวกเขาบริสุทธิ์และจะใช้กรณีดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็น” เสริมโดย ธิดา โตจิราการ ภรรยาของหมอเหวง ในขณะที่เธอรอคิวที่กลับเข้าไปที่ห้องขังลูกกรงเทา “เป็นเรื่องน่าอายสำหรับรัฐบาลที่กล่าวหาว่าพวกเขาเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’
บก.ลายจุดเยี่ยมนักโทษการเมืองที่อุดรฯ

ช่วง สายวันนี้ (27 ก.ย.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้เดินทางไปยังเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี พร้อมกับคนเสื้อแดงอีก 50 คนเพื่อเยี่ยมนักโทษกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง หลังจากเมื่อวานนี้ (26 ก.ย.) ได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานรอบเมืองอุดรธานี นายสมบัติเปิดเผยก่อนเข้าเยี่ยมนักโทษในเรือนจำว่า ปกติแล้วตนจะไปเยี่ยมแกนนำที่ กทม. แต่ในการมาครั้งนี้เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และเรียนรู้ปัญหาต่างๆ หลังจากพี่น้องคนเสื้อแดงถูกจับกุม ทางครอบครัวได้ความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ แต่ในตอนนี้ยังหาทางออกยังไม่ได้
ในความคิดของตน ชาวบ้านที่ถูกจับกุมเป็นผู้บริสุทธิ์มีหลายคนไม่ได้รับการประกันตัว หลังจากตนดูสถานภาพของแต่ละคนแล้วล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง กับรัฐบาล โดยดีเอสไอให้สถานะชาวบ้านเป็นผู้ก่อการร้าย
ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วยกตัวอย่าง เช่น 14 ตุลา, พฤษาคม ปี 35, เดือนเมษายน และพฤษาคมในปี 2553 การที่รัฐใดก็แล้วแต่ใช้อำนาจรัฐในการใช้อาวุธสงกรามทำร้ายประชาชน ทำให้ประชาชนโกรธแค้นและฝังใจอยู่ในตอนนี้ ซึ่งถือว่าในตอนนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของพี่น้องคนเสื้อแดงในการช่วยเหลือกันเอง ต่อไป
เวบไซต์ผู้จัดการASTV กระบอก เสียงของผู้ก่อการร้ายพันธมิตร รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวฝ่ายข่าวของทางการระบุ วันนี้ (27 ก.ย.) แกนนำคนเสื้อแดง นายขวัญชัย สาราคำ จะได้รับการประกันตัวออกมา โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 3 ล้านบาท และจะเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุดรธานีภายในค่ำนี้เช่นกัน

