WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 30, 2010

การ์ตูน เซีย 30/09/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_114889

การ์ตูน เซีย 30/09/53

ของจริง กับ ของปลอม ดูไม่ยาก เรื่องของพระปราโมทย์ กับ ฐิตินาถ ณ พัทลุง

ที่มา thaifreenews

โดย namome

เขียนโดย JJ_Sathon
"การ มองไม่เห็นโลกที่ดีงาม น้ำใจไมตรี ความรัก ความช่วยเหลือ การมองไม่เห็นความจริงอย่างที่โลกเป็น แต่สร้างโลกขึ้นมาตามความคิดเห็น ความปรารถนา ความเคยชิน เหนียวแน่นมากจนถูกมันครอบงำ ไม่เคยมีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง ไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะไม่เคยหยุดรู้ทัน เลยถูกสิ่งที่อยู่ภายในบงการจนทำลายตัวเองอย่างสิ้นเชิง"

จากเรื่อง "ป่วน" หน้า 99 หนังสือ เข็มทิศชีวิต II ตอน กฎแห่งเข็มทิศ เขียนโดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง

กรณี พระปราโมทย์ ปราโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม ถูกนางสาวฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตเล่ม 1 และ เล่ม 2 อันโด่งดัง และคณะที่มีนายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวีรณัฐ โรจนประภา เจ้าของนิตยสารบางกอก และประธานมูลนิธิ บ้านอารีย์ กล่าวหาว่า มีพฤติกรรมยักยอกเงินบริจาค และที่ดิน อวดอุตริมนุสธรรม และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแม่ชีอรนุช อดีตภรรยา เป็นข่าวต่อเนื่องมานานสามสัปดาห์แล้ว

ฝ่ายผู้กล่าวหา คงจะชำนาญเรื่องการประชาสัมพันธ์สร้างข่าวไม่น้อย จึงเลือกใช้วิธี อ่อยเหยื่อ ค่อยๆ เปิดประเด็นข้อกล่าวหาทีละประเด็น เพื่อหลอกล่อให้ติดตาม โดยมีเครื่องเคียงเรียกร้องความสนใจประเภท "ทีเด็ด" เทปลับ "คลิบเสียง" และ จดหมายน้อยถึงลูกรัก 2 ฉบับ

ดูๆไปชอบใช้วิธีตีปี๊บ สร้างกระแส ด้วยการอ้างเทปลับ คลิบวิดิโอ ที่เหมือนกันอย่างกับแกะก็คือ เมื่อเปิดหลักฐานที่อ้างว่าเป็นข้อมูลเด็ดเหล่านี้แล้ว กลับปรากฏว่า ไม่ได้มีสาระ หรือนัยสำคัญที่จะสร้างน้ำหนักให้ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้

ตลอด ระยะเวลาเกือบเดือน ที่ฝ่ายนางสาวฐิตินาถ กับพวก เป็นฝ่ายเปิดเกมรุกอยู่ข้างเดียว โดยพระปราโมทย์ ถือคติ "พระไม่ตีกับโยม" ไม่ตอบโต้ แต่ชี้แจงเท่าที่จำเป็น ปรากฏว่า ฝ่ายพระปราโมทย์ ชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เงินบริจาค ที่ทำไมต้องโอนให้นางอรนุช อดีตภรรยา ซึ่งมาบวชชีอยู่ในสำนักสวนสันติธรรม เป็นผู้ดูแล ทำไมต้องโอนที่ดินให้ภรรยา รายละเอียดเกี่ยวกับ บัญชีรายรับรายจ่าย สถานะของสวนสันติธรรม ฯลฯ

รวมทั้ง ความสัมพันธ์กับอดีตภรรยา ที่ฝ่ายที่กล่าวหาให้ข้อมูลว่า มีกุฎิอยู่ใกล้กัน หน้าต่างตรงกัน มองเห็นกันได้โดยไม่มีสิ่งใดๆขวางกั้น ซึ่ง จากการเข้าไปตรวจสอบของสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ชี้ชัดว่าข้อกล่าวหาเรื่องนี้เป็นเท็จ เพราะกุฎิของพระปราโมทย์กับอุบาสิกาอรนุช อยู่ห่างกันประมาณ 120 เมตร มีถนนคอนกรีต มีต้นไม้กั้น ไม่สามารถมองเห็นกันได้ ทั้งยังมีกุฎิของพระอุปัฏฐาก อยู่ใกล้กุฎิพระปราโมทย์ เพื่อคอยดูแล ซึ่งการวางผังที่ตั้งกุฏินี้ น.ส.ฐิตินาถ เป็นผู้กำหนดแบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้าง และยังขอให้มีการสลับกุฏิกับพระอุปัฏฐาก เพื่อความปลอดภัยของพระปราโมทย์ นอกจากนี้กุฏิของพระปราโมทย์ และอุบาสิกาอรนุช ยังอยู่ในระยะไม่ไกลจากบ้าน อนาลโย ของ น.ส.ฐิตินาถ ก่อนที่จะมีการสร้างรั้วคอนกรีตกั้นในภายหลัง

ไม่เพียงแต่คำ ชี้แจงของลูกศิษย์พระปราโมทย์เท่านั้น แต่บรรดาข้อกล่าวหาต่างๆของ น.ส. ฐิตินาถ และนายวีรณัฐ ที่ยื่นเป็นหนังสือให้ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสอบสวน นั้น ล้วนได้ รับการรับรองยืนยันจากสองหน่วยงานว่า ไม่พบความผิดปกติ โดยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ชลบุรีว่าผลการตรวจสอบเรื่องของที่ดิน และเงินของสำนักสวนสันติธรรมไม่มีปัญหา เนื่องจากทางสำนักสวนสันติธรรม ได้มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่านำเงินไปทำอะไรบ้าง ส่วนเรื่องของที่ดินที่ขอตั้งวัดก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง

สอด คล้องกับการให้สัมภาษณ์ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่บอกว่า การตรวจสอบข้อร้องเรียนทั้งกรณีเรื่องเงินบริจาคและที่ดิน ที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการถ่ายโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่อของอุบาสิกาอรนุช อดีตภรรยา นั้น ยังไม่พบว่าพระปราโมทย์กระทำความผิดจริง โดยพระปราโมทย์ดำเนินการอย่างถูกต้องทั้งเรื่องของเงินบริจาค เรื่องที่ดินที่ขอจัดตั้งเป็นวัด เรื่องความใกล้ชิดกับอุบาสิกาอรนุชที่ถูกร้องเรียนว่ากุฏิอยู่ใกล้กัน รวมไปถึงการสอนที่ถูกร้องว่าอวดอุตริมนุษธรรม ก็ไม่พบว่าพระปราโมทย์มีการกระทำใด ๆ ที่ผิดต่อพระธรรมวินัย และระหว่างการให้สัมภาษณ์ยังมีการเปิดเผยบัญชีเงินฝากของทางสวนสันติธรรม ทั้งหมด 7 บัญชี ให้ผู้สื่อข่าวดู

ส่วนข้อหาอวดอุตริมนุสธรรมนั้น หลักฐานที่ น.ส. ฐิตินาถ อ้าง มีเพียงคลิปเสียงพระปราโมทย์ ข้อความว่า

"..... โยนิโสมนสิกาสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยบอก โยนิโสมนสิกาสำคัญที่สุด ต้องสังเกต อย่าเชื่อง่าย เราจะรู้ว่าไม่ใช่ จิตไม่ได้ค้นคว้าของมันอยู่ พูดอีกก็หลุดอีก พอหลายๆทีเข้า ก็โอ้ชาตินี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะไปทางไหน มันจบมุมเหมือนหลังชนกำแพง ถ้ารู้ที่วิเศษเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ เลย บางคนเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา เห็นแล้วมันวาง

แต่ว่าต้องมีโยนิโสมนสิกากำกับการดูนะ ถ้าดูไปเฉยๆ บางทีใจไปค้างไว้ข้างใน หลวงพ่อเคยเจอ ตอนนั้นผ่านชั้นที่ 2 แล้ว เข้าไปดูอย่างโสรัจ พอดีไปเจอ ... เจอหน้าแล้วท่านยิ้มหวานเลย ผู้รู้ๆ ออกมาอยู่นอกๆ นี้ ตอนนั้นงงเลย ทำไมต้องมาอยู่ข้างนอก ท่านก็ให้บอกต่อ กิเลสอยู่ข้างนอกเนี่ย ตอนที่บรรลุลงไปข้างในก็เผลอไปหมดแล้ว มีภายในมีภายนอก...."

เอาความรู้ในเรื่องธรรมะชั้นไหนไปสรุปว่า คำพูดทำนองนี้คือ การอวดอุตริมนุสธรรม

ทั้ง น.ส. ฐิตินาถ นายวีรณัฐ เคยเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพระปราโมทย์ มานานเกือบสิบปี เหตุใดจึงไม่สามารถหาหลักฐานที่หนาแน่นกว่านี้ มาพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่มีต่อพระปราโมทย์ ในทุกๆเรื่องได้

เมื่อฝ่าย ที่ถูกกล่าวหา สามารถอธิบายข้อกล่าวหาได้ทุกเรื่อง ก็แสดงว่า ข้อ กล่าวหาเหล่านี้ เป็นเรื่องเท็จ ที่ถูกกุขึ้นมา เพื่อใส่ร้ายพระปราโมทย์ ถึงเวลาที่ น.ส. ฐิตินาถกับพวก จะต้องตอบคำถามแล้วว่า เหตุใดจึงกุเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา

พระที่ได้ชื่อว่า เป็นพระดี มีลูกศิษย์ ลูกหาศรัทธาเลื่อมใสมากมาย หากจะต้องมีเรื่องมัวหมอง ก็หนีไม่พ้นสองเรื่องคือ สีกา กับเงินๆทองๆ

เช่นเดียว กัน บรรดาอุบาสิกา แม่ยกทางธรรมก็มีจุดตายอยู่สองเรื่องคือ เรื่องเงินๆทองๆ กับ อยากเป็นเจ้าของพระ

ในอดีต พระรูปงาม ห้อมล้อมด้วยสีกามากหน้า เกิดความหึงหวง ชิงพระหักสวาท จนนำไปสู่การเปิดโปงพฤติกรรมของพระ จนต้องสึกก็มีมาแล้ว

สำหรับ สีกาฐิตินาถ เรื่องเงินๆทองๆ นั้น เธอแสดงความต้องการชัดเจนอยู่แล้วว่า ขอทวงเงิน 4 ล้าน 3 แสนบาท ที่เคยบริจาคให้พระปราโมทย์คืน เพราะพระปราโมทย์ โอน เงิน ที่ดินที่ซื้อมาด้วยเงินบริจาคไปให้อดีตภรรยาดูแล ซึ่งเธอเห็นว่า เป็นการยักยกอกเงินที่มีผู้บริจาค ไปเป็นสมบัติส่วนตัว

เหตุ ที่สีกาเกิดเสียดายเงิน ออกปากทวงทั้งที่บริจาคไปแล้ว พระอนุโมทนา ให้พร รับบุญ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลกันไปแล้ว ลูกศิษย์พระปราโมทย์ ให้ข่าวผ่านทนายความมาว่า เพราะเธอผิดหวัง ที่อุตส่าห์ลงทุนไปมากแล้ว แต่กลับไม่ได้เป็น somebody ในสำนักสวนสันติธรรม เพราะพระปราโมทย์ไม่ไว้ใจในพฤติกรรมบางอย่าง

เป็นอาจารย์ ลูกศิษย์กันมาสิบปี ศิษย์ยังเห็นความไม่ดีของอาจารย์ ในหลายเรื่อง ทำไมอาจารย์จะไม่ล่วงรู้เลยหรือว่าศิษย์คิดอะไรอยู่

เรื่องนี้ เป็นอุทธาหรณ์ว่า เข็มทิศ ช่วยได้แค่ชี้ทาง แต่จะเดินไปถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่ ใจเป็นเครื่องกำหนด

http://www.go6tv.com/

"ยึดรถไฟไปอยุธยา"

ที่มา ข่าวสด

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึง
กิจกรรมทางการเมืองในวันอาทิตย์ที่ 3 ต.ค.นี้ว่า กิจกรรมครั้งนี้
จะเดินทางไปยังบึงพระราม จ.พระ นครศรีอยุธยา ใช้ชื่อกิจกรรมว่า "ยึดรถไฟไปอยุธยา"
ซึ่งหมายความว่าขบวนรถไฟในวันนั้นจะเป็นขบวนพิเศษนั่งฟรี ขบวน 211
และทุกโบกี้จะเต็มไปด้วยคนเสื้อแดง ออกจากสถานีหัวลำโพง เวลา 12.50 น.
หากใครสนใจให้มาเจอกันในเวลา 12.00 น. เพื่อจะได้ร่วมขบวนไปกับเรา
เมื่อไปถึงปลายทางก็จะมีขบวนรถสามล้อ มารับพาไปยังพื้นที่จัดงานที่บึงพระราม
และเริ่มทำกิจกรรมในเวลา 15.00 น. ด้วยการปั่นจักรยานรอบตัวเมือง
นั่งกินข้าวแดง นอนตาย จากนั้นก็เป็นการจุดเทียนแดง
เพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม

นายสมบัติ กล่าวต่อว่าเมื่อช่วงเช้าตนมีโอกาสได้พบและหารือกับนายจตุพร
เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ของกลุ่มตน
ซึ่งนายจตุพร ก็เห็นชอบด้วย และรับปากว่าจะช่วยแถลงข่าว
ให้มีการใส่เสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์ จากนั้นยังได้หารือเรื่องการจัดงาน
รำลึกในเหตุการณ์สลายการชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัวและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ครบ 6 เดือน ในวันที่ 10 เดือน 10 นี้ โดยนายจตุพร ประเมินว่าในวันดังกล่าว
จะมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก หลังจากเสร็จงานนี้แล้วก็จะมีงานใหญ่ต่อ คือ
งาน "รวมพลคนเสื้อแดง" ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการและเรื่องสถานที่จัดงาน
คาดว่าจะใช้สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก

วันเดียวกัน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
นางธิดา โตจิราการ ภรรยาน.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เดินทางมาเข้าเยี่ยมสามี
หลังจากออกมานางธิดากล่าวถึงความเป็นอยู่ของน.พ.เหวงภาย ในเรือนจำ
หลังจากถูกคุมขังอยู่มากว่า 4 เดือน ว่า ขณะนี้น.พ.เหวงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
และได้แต่งเพลงไว้ 3-4 เพลง แนวเพื่อชีวิต หากแต่งเสร็จสมบูรณ์จะนำมาเปิดให้ฟัง

นอกจากนี้ นางธิดา ยังได้ให้ความคิดเห็นกรณี
ดีเอสไอพบปลอกกระสุนบนรางรถไฟฟ้า บีทีเอส หน้าวัดปทุมวนาราม ว่า
ปลอกกระสุนดังกล่าวเชื่อว่าคงไม่มีชาวบ้านธรรมดาไปทิ้งไว้
และที่ผ่านมาดีเอสไอยังไม่มีหลักฐานแต่กลับส่งฟ้องพวกแกนนํา กล่าวหาว่า
พวกเราคือพวกผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ยังไม่มีการสืบสวน
ตั้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต แล้วไม่ให้ประกันตัวถามว่ามันถูกต้องหรือ

"...ละเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป.."

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

เขียนโดย JJ_Sathon

อ่านและชมคลิปบทกวี "..และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป"

กลอนหัวเดียวที่ก่อวิวาทะในกลุ่มคนเสื้อแดง




เมื่อเราผ่านการต่อสู้ เราย่อมตระหนักรู้ ว่าตัวเราเปลี่ยนไป

มันอาจจะเพียงไม่นาน และเราไม่ได้ถูกจ้างวานให้มาโดยใคร

เราสุขเราทุกข์มาด้วยกัน ผ่านคืนและวันที่เราต่างลุกเป็นไฟ

ไฟบางกองวูบวับดับลง หากที่เหลือยังคงเป็นไฟกองใหม่

แม้ล่วงเข้าปลายฤดูฝน มันยังลุกอยู่บนสิ่งที่ควรลุกไหม้

เพื่อนเอ๋ย..เราไม่อาจปล่อยวาง จุดหมายปลายทางยังอีกยาวไกล.......


ระหว่างเส้นทางสายนี้, เราเริ่มรู้ว่ามีเรื่องราวมากมาย

มีชุมชน และผู้คนเหล่านั้น ในตรอกซอยตัน และถนนสายใหญ่

บนทางลอยฟ้า หน้าห้างฯ ลานสนามกว้างขวางมีเวทีอภิปราย

วิทยุ, ทีวี, หนังสือ ฯลฯ บอกเราให้ยึดถือหลักการฯ ทั้งหลาย

การเผชิญหน้าปากกระบอกปืน ช่วยให้เราหยัดยืนได้มั่นคงกว่าใครๆ

และการล้อมปราบครั้งนั้น ไม่ทำให้เราพรั่นพรึงแต่อย่างใด........


เพื่อนเอ๋ย เราผ่านมันมา และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป

เราเริ่มพูดจาเหมือนกัน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไร

คิดและทำสิ่งเดียวกัน ตั้งเข็มมุ่งมั่นโดยมิต้องนัดหมาย

ไม่ต้องมัวตั้งคำถาม เพราะทุกอย่างเป็นไปตามชุดคำอธิบาย

การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ ทุกเรื่องเราคิดคำตอบได้ง่ายดาย

เรารักคนคนเดียวกัน และเกลียดคนคนนั้นเหมือนๆ กันใช่ไหม ?

ทุกคน ทุกเรื่องที่เรารัก ทำไมเรามักไม่มีคำถามใดๆ ?

และทุกคน ทุกเรื่องที่เราเกลียด เราก็ยิ่งยัดเยียดความเกลียดชังลงไป

เราอนุโลมให้กับความผิดพลาด ในทุกๆ โอกาสของพวกเราใช่หรือไม่ ?

เราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบงันของ "คำถาม" ได้อย่างไร ?

หรือนี่คือสิ่งที่เรากำหนด ให้เป็นอนาคตของ "สังคมไทย" ..? .........


แน่นอน..เราถูกกระทำ ถูกเหยียดถูกย่ำอย่างกับวัวกับควาย

เสียงเราไม่ถูกได้ยิน เลือดเราไม่มีกลิ่นเหมือนพวกเขาทั้งหลาย

ศพเราไม่ถูกมองเห็น เหมือนว่าเรานั้นเป็น "ผู้ไม่มีร่างกาย"

แต่แล้ว ในเวลาเดียวกัน เรากำลังทำอย่างนั้นกับคนอื่นอยู่หรือไม่ ?

เราคิดว่า ข้างนอกนั่น มีแต่ "พวกมัน" เท่านั้นหรืออย่างไร ?

หลายคนคงยังพอนึกออก ถึงตอนที่อยู่ "ข้างนอก" ยังไม่เข้ามา “"ข้างใน"

ก่อนจะมาถึงวันนี้ เราต่างก็เคยมีเมื่อวานนี้ ใช่หรือไม่ ?

เราเคยเห็นแย้งเห็นต่าง อคติ – เป็นกลาง กับเรื่องราวหลากหลาย

เคยถกเถียงหน้าดำคร่ำเครียด แต่ไม่เคยโกรธเกลียดกันแบบเอาเป็นเอาตาย

เคยได้ยินคำพูดทุกคำ แถมยังจดยังจำหน้าตากันได้

เราลองคิดว่า "พวกเขา" ก็คือพวกเราในวันเก่าๆ ได้หรือไม่ ?

คือ "เรา" ที่เคยมีโอกาส ก้าวข้ามความผิดพลาด กลายมาเป็นคนใหม่..

แล้วทำไมเราจะฉวยโอกาส รับฟังข้อผิดพลาดจากพวกเขาบ้างไม่ได้ ?

บางที หลายคนในพวกเขา อาจไม่ใช่ศัตรูเรา อย่างที่เราเข้าใจ............


เพื่อนเอ๋ย เราเพิ่งผ่านมันมา ภาพยังติดตา เรื่องยังคาใจ

คนตายต้องไม่ตายเปล่า ความตายของเขาต้องมีความหมาย

แน่นอน, เราไม่อาจปรองดอง กับคนที่มือทั้งสองเปื้อนเลือดพวกเราได้ !

แต่หากเราต้องเป็นเหมือนกัน - กับคนเหล่านั้น มันมีประโยชน์อะไร ?

เราอาจต้องสนใจปัญหา ในระดับลึกกว่า "อำนาจของตีนใหญ่"

สนใจเครือข่ายกลุ่มก้อน ที่ลึกลับซับซ้อนกว่าเส้นสนกลใน

ทำความรู้จักกับทุกคน เพื่อเข้าใจว่า "ประชาชน" นั้น หมายถึงใคร ?

กล้าพูด กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ทุกๆ หลักการที่เริ่มล้าสมัย

ทบทวนวิธีต่อสู้ ที่มุ่งโค่นศัตรูอย่างเอาเป็นเอาตาย

เราก็เห็น ว่าคนเหล่านั้น ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน..จะเอาอย่างไปทำไม ?

โลกมีพื้นที่กว้างขวาง ผู้คนถูกสร้างให้มีความหลากหลาย

เรา, ฉัน, ท่าน, เขา – แต่ละคน ต่างมีตัวตนแตกต่างกันไป

แต่เสียงเราต้องเป็นที่ได้ยิน เลือดเราต้องมีกลิ่นเหมือนพวกเขาทั้งหลาย

และมันคือเลือดสีแดง เหมือนเลือดสีแดงของผู้คนทั่วไป

ตัวตนเราต้องถูกมองเห็น เพราะชีวิตเราเป็นสิ่งที่มีความหมาย

พลังแห่งปัจเจกภาพ ย่อมไม่ใช่การหมอบราบ – รอฟังคำสั่งใคร !

เพื่อนเอ๋ย..เราจงมากำหนด สิ่งที่เป็นอนาคตของสังคมไทยใหม่

ถ้าไม่อยากย่ำอยู่ที่เก่า...

ถ้าไม่อยากย่ำอยู่ที่เก่า... ตัวตนของเรา จะต้องเปลี่ยนต่อไป


นี่คือบทกวีชื่อ "..และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป" ของกฤช เหลือลมัย กวีที่แต่งบทกวีว่า
ด้วยสังคมการเมืองไทยซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจหลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา


กฤชอ่านบทกลอนหัวเดียวชิ้นนี้ในงานคอนเสิร์ต "เราจะไม่ทอดทิ้งกัน"
ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา
ต่อหน้าคนเสื้อแดงกว่า 2 พันคนซึ่งเข้าร่วมชมคอนเสิร์ตดังกล่าว
จนแน่นขนัดหอประชุม และมีอีกมากที่เข้าไปนั่ง/ยืนชมข้างในไม่ได้


ในด้านหนึ่ง บทกวีชิ้นนี้ของกฤชได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่มีความเห็นว่า
ควรจะเกิดการวิจารณ์กันเองในหมู่คนเสื้อแดง
เพื่อวิถีการต่อสู้ที่ถูกต้องเหมาะสมในอนาคต นอกจากนี้
นี่ยังแสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงอาจไม่ได้มีเพียงกลุ่ม/เฉดสีเดียว
หากแต่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งมีแนวคิดแตกต่างหลากหลาย
รวมทั้งบางคนที่อาจยืนข้างเสื้อแดง ทว่าไม่ได้ประกาศตนเป็นคนเสื้อแดง


แต่ในอีกด้าน บทกวีชิ้นนี้กลับถูกวิจารณ์จากคนอีกส่วนว่า
มีลักษณะ "สองไม่เอา" และแม้ผู้แต่งจะมีความหวังดี
ทว่าแนวคิดที่กฤชถ่ายทอดออกมา ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การต่อสู้ของคนเสื้อแดง
และคล้ายจะไม่ใส่ใจอย่างจริงจังต่อความอยุติธรรมที่พวกเขาได้รับนั้น
ก็อาจจะเข้าทางอำนาจรัฐได้


แม้วิวาทะครั้งนี้อาจเกิดขึ้นแบบจำกัดวงในหมู่ปัญญาชนเสื้อแดงเพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นความเคลื่อนไหวหรือสีสันที่น่าสนใจ
และชวนฉุกคิดมิใช่น้อยของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง
ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากหนุนหลังอยู่กลุ่มนี้


http://www.go6tv.com/2010/09/blog-post_4976.html

ก.ตร.สะเทือน! พิษเก้าอี้‘สมคิด’

ที่มา บางกอกทูเดย์



ทั้งๆ ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
เป็นผู้สร้างเรื่องเอาไว้แท้ๆ ในกรณีที่พิจารณาแต่งตั้งให้
พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งๆ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงที่ยาวนานมากว่า 20 ปีว่าพล.ต.ท.สมคิด นั้น
ถูกทางประเทศซาอุดีอาระเบีย สงสัยมาโดยตลอดว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับคดีการหายตัวไป
ของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย
ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ซาอุฯ

ดังนั้น เมื่อ ก.ตร. มีมติแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด จากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5
เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปัญหาจึงเกิดขึ้นทันที เพราะทางประเทศซาอุดีอาระเบีย
มีปฏิกิริยาผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศไทยในทันที

แถลงการณ์อย่างชัดเจน ถึง 2 ฉบับว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผิดหวังอย่างมาก
เพราะรอคอยความชัดเจนของคดีที่เกี่ยวพันกับ พล.ต.ท.สมคิด มานานถึง 20 ปีแล้ว
ก็ไม่ได้รับความกระจ่างชัดเสียที

ไม่นับรวมถึงท่าทีของ นายนาบิล ฮุสเซน อัซรี อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ที่คนในแวดวงการทูต
ระหว่างประเทศ ล้วนยืนยันตรงกันว่า หากไม่ได้รับไฟเขียวระดับประเทศ
การที่อุปทูตจะแสดงท่าทีเกินกว่า โปรโตคอลทางการทูตปกติทั่วไปนั้น เป็นไปไม่ได้แน่

ดังนั้น การที่นายนาบิล กล้าแสดงท่าทีอย่างชัดเจนเช่นนี้ ต้องแปลว่า
ได้รับอนุญาตให้แสดงท่าทีดังกล่าวได้นั่นเอง

ผลก็คือ เกิดผลกระทบตามมามากมาย ในขณะที่รัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง
ในฐานะประธาน ก.ตร. ก็ยืนกรานตลอดว่า ไม่ทบทวนไม่แก้ไข เพราะเป็นสิทธิที่จะทำได้

เมื่อเรื่องบานปลายถึงที่สุด ผลกระทบที่มีระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอารเบีย
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขอวีซ่าของพี่น้องไทยมุสลิมที่ต้องการเกินทาง
ไปร่วมพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ เกิดขึ้นจนรู้กันทั่ว แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังรู้

แต่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ก็ยังคงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน
และยืนกรานว่า จะไม่ทบทวนอยู่เช่นเดิม

จนสุดท้าย กลายเป็นว่า พล.ต.ท.สมคิด ต้องกลายเป็นผู้ที่ออกมาแถลงข่าว
สละสิทธิ์ที่จะไม่รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามที่ได้รับการแต่งตั้ง

ให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการให้มีการหยิบยกเอาเรื่องแต่งตั้งขึ้นมาเป็นประเด็น
จนส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์
ซึ่งจะเป็นการขยายผลสู่ความขัดแย้งทางศาสนา
และกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและซาอุดีอาระเบีย

โดยการสละสิทธิ์รับตำแหน่งในครั้งนี้
เพื่อเป็นการขจัดเงื่อนไขที่จะเป็นอุปสรรคต่อการออกวีซ่าให้ให้แก่ชาวไทยมุสลิม

แน่นอนว่า เสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นก็คือ พล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่ช่วย
ถอดสลักให้กับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งดื้อดึงไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ปรากฏว่า กระบวนการสละสิทธิ์ในการรับตำแหน่ง กำลังกลายเป็นสิ่งที่
ทำให้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมาย เกี่ยวข้องกับระบบราชการพากันหวั่นวิตกเป็นอย่างมาก

เพราะปัญหาไม่ได้จบแค่เพียงว่า พล.ต.ท.สมคิด สละสิทธิ์ไม่รับตำแหน่ง
แล้วทาง ก.ตร. ก็มีการประชุมพิจารณาเพื่อแต่งตั้งใหม่ระดับ รอง ผบช. ขึ้นไป แล้วจบลงที่ว่า

ก.ตร.ได้มีมติแต่งตั้งใหม่เลื่อนให้
พล.ต.ท เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี อาวุโสลำดับถัดมาขึ้น
ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน
แล้วขยับ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 มาเป็นตำแหน่งจเรตำรวจ (สบ เจ๋ง
รวมทั้งย้ายให้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ที่ตามมติ ก.ตร. เดิม
จะต้องดำรงตำแหน่งจเรตำรวจ (สบ เจ๋ง มาเป็นผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี

รวมทั้งมีการชลอคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสีพราหมณกุล รอง ผบช.ก. ขึ้นเป็น ผบช.ภ.1
เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องการนับวันทวีคูณสำหรับผู้ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่สามจังหวัด
ชายแดนภาคใต้
ก.ตร. จึงได้มีความเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง

จึงไม่ได้มีการแต่งตั้งในตำแหน่ง ผบช.ภ.1
ซึ่งจะมีคำสั่งให้ รอง ผบ.ตร.-ผบช. เข้าปฏิบัติราชการในตำแหน่ง
ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในหน่วย ส่วน ผบช.ภ.1 จะมีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง

ดูเหมือนง่ายราวกับเล่นขายของ ทั้งๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระบุว่า
การกระทำที่เกิดขึ้นทั้งของ พล.ต.ท.สมคิด และ ก.ตร. นั้นมีกฎหมายรองรับให้ทำได้จริงหรือ???

การที่ พล.ต.ท.สมคิด มีหนังสือสมัครใจไม่ขอรับตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.
จึงต้องมีการนำรายชื่อเข้าประชุม ก.ตร.ใหม่อีกครั้งนั้น เป็นกระบวนการที่ถูกต้องจริงๆ หรือ???

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระบุว่า การขายผ้าเอาหน้ารอด
ด้วยการให้ พล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้เสียสละนั้น
กำลังจะเป็นปมทางด้านกฎหมายที่ร้ายแรงอย่างยิ่งสำหรับระบบราชการ

เพราะมติ ก.ตร. นั้นมีสถานะเป็นเหมือนกฎหมาย
จะเห็นได้จากตอนที่มีการพิจารณาตำแหน่ง ผบ.ตร. ของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ
ปรากฏว่า เมื่อ ก.ตร. มีมติไม่เห็นด้วย
แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการขัดแย้งกับ มติของ ก.ตร. ได้

นายอภิสิทธิ์ จึงทำได้เพียงแค่แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ปทีป เป็นรักษาราชการแทน ผบ.ตร.
ลากยาวเป็นเวลาถึง 1 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุราชการไป

แต่ในครั้งนี้
กลายเป็นว่า พล.ต.ท.สมคิด กลับสามารถทำให้ ก.ตร. ต้องมีมติใหม่ได้ด้วยการสละสิทธิ์

จึงเกิดคำถามว่า หากบรรดาผู้กำกับทั่วประเทศ เกิดมีผู้ประกาศแถลงข่าวขอสละสิทธิ์
ไม่รับตำแหน่งที่ ก.ตร. พิจารณาแต่งตั้งบ้าง จะเกิดอะไรขึ้น

ก.ตร. จะพิจารณาหาตำแหน่งให้ใหม่เหมือนกรณี พล.ต.ท.สมคิด หรือไม่?

จะปั่นป่วนวุ่นวายหรือไม่
โดยเฉพาะหากนายตำรวจที่ได้รับแต่งตั้งให้ไปดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เกิดไม่ต้องการซ้ำรอย “จ่าเพียรขาเหล็ก” พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ประกาศสละสิทธิ์บ้าง แล้ว
ก.ตร. จะว่าอย่างไร

รวมทั้งหากในครั้งนี้ พ.ต.อ.สมเพียร ไม่เลือกที่จะใช้วิธีขึ้นมาร้องทุกข์ที่กรุงเทพฯ
แต่เลือกที่จะใช้วิธีสละสิทธิ์แทน เช่นนั้นแล้ว ก.ตร. จะพิจารณาแต่งตั้งใหม่หรือไม่...
หากพิจารณาแต่งตั้งใหม่บางที พ.ต.อ.สมเพียร ก็อาจจะได้เกษียณอายุ
และไปจิบน้ำชายามบ่าย ได้อยู่กับครอบครัวตามความฝันก็ได้

แต่อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า
โดยหลักการที่ มติ ก.ตร. มีสถานะเป็นกฎหมาย
ที่แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจนั้น
ในทางกฎหมายหากจะมีการแก้ไขมติ ก.ตร. ให้มีการพิจารณาใหม่ใดๆ ก็ตาม

จะต้องมีเรื่องของการร้องเรียนว่าไม่ถูกต้อง ว่า
มีปัญหาในการพิจารณา ของผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการพิจารณาของ ก.ตร.เสียก่อน
นั่นแหละทาง ก.ต. จึงจะสามารถ นำเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาข้อร้องเรียน ว่า
จะเห็นด้วยกับเหตุผลและหลักฐานของข้อร้องเรียน จนยอมเปลี่ยนมติ ก.ตร.

หรือว่าจะยืนกรานตามมติ ก.ตร. เดิมก็ได้

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ จะต้องมีผู้ร้องเรียนขึ้นมาก่อน ซึ่งในครั้งนี้ไม่มีผู้ร้องเรียนใดๆ ขึ้นมา
เป็นเพียงแค่ พล.ต.ท.สมคิด แถลงข่าวสละสิทธิ์ แล้วนายสุเทพ
ก็เรียกประชุม ก.ตร. พิจารณาแต่งตั้งใหม่เลยทันที

ประเด็นนี้แหละที่จะทำให้เกิดเป็นกรณีตัวอย่างที่น่ากลัวให้เกิดขึ้นกับระบบราชการของไทย

เพราะหากมีการเทียบเคียงกรณีนี้ แล้วลุกลามไปยังคณะกรรมการการข้าราชการพลเรือน
หรือ กพ. โดยเมื่อ กพ. มีมติแต่งตั้งแล้ว ปรากฏว่า สละสิทธิ์ไม่ยอมรับตำแหน่งกันขึ้นมา
จะเกิดอะไรขึ้น

ที่สำคัญในแง่ของกระบวนการตามกฎหมาย การที่จู่ๆ ก.ตร. มีการทบทวน กลับมติ
โดย ที่ไม่มีต้นเรื่อง ในทางกฎหมายจะกลายเป็นว่า มติ ก.ตร. ครั้งแรกที่ถูกทบทวนและกลับมตินั้น แสดงว่าได้กระทำหรือได้พิจารณาไปโดยไม่เหมาะสมหรือไม่ หรือไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่

และแม้กระทั่งอาจจะมองได้ถึงว่ามีการโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบระมัดระวังอย่างเพียงพอหรือไม่?

ซึ่งหากเกิดมีการตรวจสอบในภายหลังขึ้นมาเกี่ยวกับทางกลับมติ ก.ตร. ในครั้งนี้
ก็อาจจะเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิหน้าที่ของเจ้าพนักงานรัฐ
ตาม ม.157 ประมวลกฎหมายอาญาได้เช่นกัน

ซึ่งมาตรา 157 ระบุว่า... “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี
หรือปรับตั้งแต่สอบพันบาทหรือสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

ทั้งนี้มาตรา 157 ถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน เป็นคดีอาญา ไม่มีการไกล่เกลี่ย

และนอกจากความเสี่ยงต่อ มาตรา 157 แล้ว การกลับมติ ก.ตร.โดยไม่มีต้นเรื่องร้องเรียน
ยังมีสิทธิที่จะเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
พ.ศ. 2502 ด้วยเช่นกัน

เพราะคณะกรรมการ ก.ตร. นั้นมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ซึ่งอยู่ในข่ายของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วยเช่นกัน

ยิ่งการที่พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ซึ่งเปิดเผยผลการประชุมก.ตร. โดยยืนยันว่า ก.ตร. ได้พิจารณาตามความเหมาะสมแล้ว
โดยไม่ได้นำประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย มาร่วมพิจารณา

ก็ยิ่งกลายเป็นว่าการทบทวน มติ ก.ตร. ครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไข
สถานการณ์ระหว่างประเทศด้วย แต่เป็นการทบทวน แก้ไขมติเพราะมีการสละสิทธิ์นั่นเอง

จึงเท่ากับว่า หากมีผู้ยื่นร้องเรียนให้มีการพิจารณาตรวจสอบการกลับ มติ ก.ตร. ในครั้งนี้
ก็แปลว่า ก.ตร. มีสิทธิ์ที่จะโดนได้ทั้ง ม.157 และทั้ง พ.ร.บ.ความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
พ.ศ.2502 ด้วยเลยทีเดียว

งานนี้นอกจากจะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันอื้อึงในหมู่ข้าราชการตำรวจแล้ว
ยังทำให้ ก.ตร. บางคนไม่สบายใจ บางคนใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ

เพราะทำไปทำมา เรื่องนี้อาจจะเป็น Deadlock ของ ก.ตร. ชุดนี้ก็เป็นได้!!!!

แต่สำหรับรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เรื่องนี้ คงแค่ “จิ๊บๆ” เท่านั้น

เพราะสารพัดเรื่องราวใหญ่โตกว่านี้... ยังเฉยๆ เลย!

"จตุพร" เย้ยธาริตเปิดหลักฐานลอบสังหาร

ที่มา มติชน

นายจตุพร กล่าวว่า
ส่วนกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ
ระบุถึงการข่าวจะมีการลอบสังหารบุคคลสำคัญ
เรื่องนี้มีการปล่อยข่าวมาหลายครั้ง แต่โคมลอยทุกครั้ง เช่น
กรณีบอกว่ามีชายชุดดำแอบในตึกสูงรอบบ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ
สุดท้ายก็โอละพ่อ เพราะเป็นทหารที่ส่งมาดูแล
ตอนนี้นายธาริต ออกมาพูดอีก เหมือนต้องการกลบเรื่องการชันสูตร 91 ศพ
ที่เคยบอกว่า จะทำเสร็จใน 45 วัน
ซึ่งตนเดิมพันเอาหัวเป็นประกันเลยว่า ทำไม่เสร็จแน่
เพราะ 9 ศพที่อยู่ที่วัดหัวลำโพง ศาลยังไม่อนุญาตให้ชันสูตร
จึงขอให้นายธาริต แสดงหลักฐานการข่าวเรื่องลอบสังหารบุคคลสำคัญให้ชัด

สาวตรี สุขศรี:หลายคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมไทยกับเสรีภาพคนทำสื่อ

ที่มา ประชาไท

เย็น วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2553 ได้เกิดเหตุการณ์ชวนให้ผู้คนจำนวนมากในแวดวงสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อทางเลือก ต้องตระหนกตกใจเจือสมกับอาการเจ็บใจอีกครั้ง เมื่อพวกเขาทราบข่าวว่าจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซท์ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับแรก ๆ ของไทย โดนจับกุมตัวโดยตำรวจชุดสืบสวนปราบปราม บก.ตม.2 ด้วยข้อหาเผยแพร่ความคิดเห็น (ของผู้อื่น) ที่อาจผิดกฎหมาย ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภายหลังที่เธอพึ่งเดินทางกลับจากประเทศฮังการี เพื่อร่วมการประชุมเกี่ยวกับ "เสรีภาพอินเทอร์เน็ต" Internet at Liberty 2010 จีรนุชถูกควบคุมตัวไปยังสภ.เมืองขอนแก่น (จังหวัดที่เธอถูกกล่าวโทษ) ด้วยรถตำรวจในวันเดียวกัน ข่าวดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Twitter มีการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง ถึงขนาดตั้งกลุ่ม Freejiew เป็นบล็อกเพื่อติดตามคดีของจีรนุชโดยเฉพาะ และแน่นอนที่ irony ในประเทศไทยครั้งนี้ถูกรายงานเป็นข่าวในสื่อต่างประเทศทันที

ที่ กล่าวว่าตกใจและเจ็บใจ "อีกครั้ง" ก็เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก (และคาดว่าอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย) ที่จีรนุชถูกตำรวจจับด้วยข้อหาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน คือ เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่จงใจสนับสนุน หรือยินยอมให้เกิดการกระทำความผิด (ตามมาตรา 14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกรทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่อไปจะเรียกว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ในพื้นที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตของตนเอง ซึ่งเป็นข้อหาตามมาตรา 15 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แต่การจับครั้งนี้จีรนุชมีข้อหาที่ถูกกล่าวโทษเพิ่มขึ้นจากฐานที่เธอ "คุ้นเคย" (แต่คงยากจะ "ชาชิน" ได้) อีกอย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกัน คือ ร่วมกับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตหมิ่นประมาทประมุขแห่งรัฐ (มาตรา 83 ประกอบ 112 ประมวลกฎหมายอาญา), ทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวิธีการใด ๆ ซึ่งเนื้อหาที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตฯ (มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา) และเป็นผู้ประกาศโฆษณาให้ผู้อื่นกระทำความผิด (มาตรา 85 ประมวลกฎหมายอาญา) แม้ปัจจุบันจีรนุชจะได้กลับบ้านแล้ว เพราะเธอได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนด้วยหลักประกันสองแสน บาทในราวตีสองของวันที่ 25 กันยายน 2553 ก็ตาม แต่ข้อสงสัยทีเกิดขึ้นกับจีรนุชเอง เพื่อนกองบก.ประชาไท และผู้ติดตามข่าวสารทั่วไปยังคงถูกกักขังไว้ที่สน.จังหวัดขอนแก่น

หากกล่าว ถึงแง่มุมในทางกฎหมาย รวมทั้งแง่มุมอื่นใดที่เกี่ยวพันกับการคุกคามเสรีภาพสื่อสารมวลชนในประเทศ ไทย สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ มีเรื่องน่าสนใจ และควรถูกตั้งคำถามหลายประเด็นด้วยกัน ดังนี้

1. ข้อ หาต่าง ๆ ดังกล่าวมาถูกประชาชนคนหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นกล่าวโทษไว้กับเจ้าพนักงาน ตั้งแต่ปี 2551 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน โดยศาลอนุมัติหมายจับตั้งแต่ปี 2552 (หมายจับลงวันที่ 8 ก.ย. 2552) แต่เหตุใดจีรนุชจึงถูกจับเมื่อระยะเวลาให้หลังหมายถึงเกือบหนึ่งปี (ตามคดีที่ 4371/2551 วันที่ 11 ส.ค. 51)

จริงอยู่ที่ว่าตาม มาตรา 68 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น "หมายจับ" คงมีผลบังคับอยู่ตลอดไปจนกว่าจะจับได้ หรือศาลถอนหมายคืน ดังนั้น ในทางกฎหมายแล้ว ย่อมไม่มีอะไรผิดแปลกหากเจ้าพนักงานผู้ปฎิบัติการตามหมายจะใช้เวลานานหลายปี กับหมายนั้น และตราบใดที่คดียังไม่หมดอายุความ หมายจับในคดีนั้นยังคงใช้บังคับได้ แต่ในทางปฏิบัติและปัญหาที่เกิดขึ้นกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานาน หรือนานมากเพื่อกระทำตามหมายในคดีอื่นๆ มักเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐหาตัวผู้ต้องหาไม่พบ หรือพบ แต่จับตัวมาดำเนินคดีไม่ได้ อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามหมายได้โดยเร็ว หรือภายในเวลาอันเหมาะสม ซึ่งกรณีของจีรนุช ไม่ใช่

ควรต้องยอมรับว่า ช่วงเวลากว่าสองสามปีที่ผ่านมา จีรนุช เปรมชัยพร เป็นคนในแวดวงสื่อมวลชนที่ปรากฎตัวในสื่อสาธารณะอยู่เนือง ๆ ทั้งนี้ เพราะประชาไทเป็นสื่อออนไลน์เว็บแรก ๆ ในประเทศไทยที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภคสื่ออินเทอร์เน็ตทั้งใน และต่างประเทศ ประกอบกับบทบาทเกี่ยวกับการทำงานเรื่องเสรีภาพสื่อของตัวจีรนุชเอง เธอจึงมักได้รับเชิญไปพูดอภิปรายในงานสัมมนาหรือพูดคุยหัวข้อต่างๆ ในฟรีทีวี รวมทั้งการที่เธอถูกฟ้องคดีหลายข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และในคดีนั้นได้มีการสืบพยานเบื้องต้นในชั้นศาลไปแล้ว ฉะนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงเลยที่เจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบในคดีที่ มีการจับกุมในครั้งนี้จะดำเนินการตามหมายจับได้ในเวลาพอสมควร อาจมีข้อเท็จจริงปรากฎว่าจีรนุช ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานประชุมด้านสื่อในระดับนานาชาติอยู่บ้างจนมีเหตุให้ ต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่ชีวิตจีรนุชกว่า 90% อยู่ในประเทศไทย และมีที่อยู่ ที่ทำงาน (สำนักข่าวประชาไท) เป็นหลักแหล่ง อนึ่ง สิ่งที่ทำให้ผู้ทราบข่าวแปลกใจยิ่งกว่า ก็คือ การจับตัวครั้งนี้ทำขึ้นภายหลังจีรนุช "กลับเข้ามา" ในประเทศ มิใช่กำลังจะ "เดินทางออก" นอกประเทศ

ด้วยช่วงเวลา รูปแบบและวิธีการจับกุม การกักตัวไว้ที่สนามบิน รวมทั้งการพาผู้ต้องหานั่งรถยนต์หลายชั่วโมงหลังการเดินทางไกล จากกรุงเทพฯ ไปขอนแก่น จากนั้นมีการสอบปากคำที่สถานีตำรวจขอนแก่นต่ออีกจนถึงเวลาเกือบตีสอง กว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวจีรนุชได้ ซึ่งเป็นวันเสาร์ กรณีนี้จึงควรถูกตั้งคำถามว่า เจ้าหน้าของรัฐใช้อำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ? หรือเป็นการใช้อำนาจรัฐที่รังแต่ต้องการให้เกิดความเสียหายอย่างใดอย่าง หนึ่งแก่ตัวผู้ต้องหาเท่านั้น อีกทั้งการไม่ปฏิบัติการตามหมายจับ ทั้ง ๆ ที่ทำได้ โดยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานกว่าหนึ่งปี จะถือได้หรือไม่ว่า เป็นการละเว้นไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่ ? ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่น่าจะเข้าองค์ประกอบความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น

2. สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อหนึ่ง จึงดูเหมือนว่าการจับตัวจีรนุชมิใช่เรื่องเร่งด่วน (เพราะปล่อยเวลาหมายจับไว้ได้นานถึงหนึ่งปี จีรนุชมีสถานะเป็นคนในข่าวมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีทีท่าว่าจะหลบหนีทั้งที่มีโอกาสทำได้) ย่อมเกิดคำถามขึ้นได้อีกว่า เหตุใดพนักงานสอบสวนจึงเลือกที่จะขอ "หมายจับ" จากศาลซึ่งมีผลกระทบกับสิทธิผู้ต้องหามากกว่าการออก "หมายเรียก" ให้ไปแสดงตัวเพื่อทำการสอบสวน

จากข่าวที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ พ.ต.ท.ชัชพงษ์ พงษ์สุวรรณ์ พนักงานสอบสวน (สบ.2) สภ.เมืองขอนแก่น หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า "คดีนี้เป็นคดีที่ไม่ต้องออกหมายเรียก เพราะมีอัตราโทษร้ายแรง" ถือเป็นคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นั้น ไม่มีบทมาตราใดเลยที่กล่าวว่า การจะออกหมายเรียกได้คดีนั้นต้องมีอัตราโทษไม่ร้ายแรง หรือแม้แต่หลักการที่ว่า หากคดีที่มีอัตราโทษร้ายแรงแล้ว ถือเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องขอหมายจับเท่านั้น ก็ไม่ปรากฎอยู่ที่กฎหมายข้อใด

หลักเกณฑ์ในการออกหมายเรียก บัญญัติไว้ใน มาตรา 52 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์พื้น ๆ ที่ออกได้ไม่ยาก และสามารถออกโดยตัวพนักงานสอบสวนเอง พนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือโดยศาล แล้วแต่กรณี ทั้งนี้เมื่อมีเหตุให้ต้องสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง พิจารณาคดี หรือการอย่างอื่นใดตามกฎหมาย โดยไม่ระบุข้อจำกัดในเรื่อง "อัตราโทษ" ไว้ จึงย่อมแสดงให้เห็นว่าการออกหมายเรียกนั้น แท้ที่จริงแล้วสะดวกและง่ายกว่าการขอออกหมายจับ ซึ่งต้องมีเหตุผลต่าง ๆ ตามมาตรา 66 แห่งกฎหมายฉบับเดียวกัน (จะได้กล่าวถึงต่อไป) ที่สำคัญ ก็คือ ในวรรคสองของมาตรา 52 นี้ ยังระบุด้วยว่า หากพนักงานสอบสวน พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เดินทางไปทำการสอบสวนด้วยตนเอง (ไม่ได้เรียกผู้ต้องหา หรือพยานไปในที่ที่พนักงานสอบสวนอยู่) ย่อมมีอำนาจเรียกผู้ต้องหาหรือพยานมาให้ปากคำได้เลยโดยไม่ต้องออกหมาย เรียก

สำหรับหมายจับนั้นตามมาตรา 66 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต้องขอจากศาลเท่านั้น โดยต้องเหตุดังนี้

1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ

2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

วรรคสองยังระบุด้วยว่า ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

เงื่อนไข ข้อ 1 ของการขอออกหมายจับไม่ใช่ "บทบังคับ" ว่าถ้าคดีมีอัตราโทษร้ายแรง (จำคุกอย่างสูงเกินสามปี) เจ้าพนักงานต้องออกแต่หมายจับเท่านั้น (เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานหรือศาลผู้ออก) ตรงกันข้าม กฎหมายตั้งเป็นข้อห้ามไว้ต่างหากว่า ถ้าคดีใดที่มีอัตราโทษจำคุกต่ำกว่านั้น "ห้ามมิให้ออกหมายจับ" เว้นแต่มีเหตุที่เข้าเงื่อนไขที่อยู่ในข้อ 2 นอกจากนี้ หากพิจารณาถ้อยคำในวรรคสองด้วย ย่อมเห็นได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว หากไม่จำเป็นจริงๆ หมายจับควรเป็นเรื่องที่มาทีหลังหมายเรียกด้วยซ้ำไป เพราะการ "ไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร" ถือเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานร้องขอออกหมายจับกับศาลได้ ดังนั้น คำให้สัมภาษณ์ของพนักงานสอบสวนคนดังกล่าว จึงย่อมมีข้อชวนให้สงสัยอย่างยิ่ง และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับบุคคลผู้ไม่รู้กฎหมายด้วย

จริง อยู่ที่ว่า กรณีของคดีที่มีอัตราโทษร้ายแรง (ซึ่งหมายรวมถึงคดีที่จีรนุชถูกกล่าวโทษในครั้งนี้ด้วย) กฎหมายให้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานหรือศาลเลือกได้ว่าจะออกเป็นหมายเรียก หรือหมายจับ แต่หากพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังจากที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มีผลบังคับใช้แล้ว จะพบว่าการใช้ดุลพินิจดังกล่าวมิใช่ไม่มี "กรอบคิด" กำกับไว้เลย กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นกฎหมายฉบับสำคัญที่มีผลต่อกระบวนการพิจารณาคดีอาญา เพราะมีการปรับแก้ปรัชญาในการดำเนินคดีอาญาให้สอดคล้องกับหลักการ "ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำคามผิด และดังนั้น การดำเนินการต่าง ๆ เสมือนเขาเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว จึงกระทำไม่ได้" ด้วยผลของการเพิ่มบทคุ้มครอง "สิทธิผู้ต้องหาและจำเลย" ไว้หลายมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอีกหลายมาตราเพื่อ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ทำให้จากที่ในอดีต กระบวนการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยมุ่งเน้นแต่เฉพาะมิติ "การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด" (The Crime Control Model) เพียงอย่างเดียว ก็เปลี่ยนไปสู่การให้ความสำคัญกับมิติ "การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลย" (The Due Process Model) ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ควรส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบงานกระบวนการ ยุติธรรม รวมทั้งทัศนะคติของเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยด้วย

ด้วย เหตุผลดังกล่าว หากพิจารณาจากอัตราโทษประกอบพฤติการณ์แวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งสถานภาพและพฤติกรรมของผู้ต้องหาเองแล้วพบว่า ไม่เป็นการยากลำบากในการติดตามตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาดำเนินคดีได้ โดยหลักแล้ว เจ้าหน้าที่จึงควรใช้วิธีการที่มีผลลิดรอนสิทธิผู้ต้องหาน้อยที่สุดหรือ เพียงเท่าที่จำเป็นก่อน ดังนั้น ในกรณีของจีรนุชจึงอาจถือได้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าการเลือกที่จะออกหมายจับแทนหมายเรียก หรือวิธีการ ช่วงเวลาในการปฏิบัติการตามหมาย ล้วนไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายสำคัญทั้งสองฉบับเลย ที่สำคัญยังปรากฎข้อเท็จจริงอีกด้วยว่า จีรนุชเป็นผู้ต้องหาที่ถูกเรียกไปให้ปากคำกับเจ้าพนักงานหลายครั้งแล้ว และไม่เคยมีพฤติกรรมขัดหมายเรียกเลย

3. เนื้อหาที่ "น่าจะ" เป็นความผิดตามกฎหมาย (ตามคำกล่าวโทษ) อยู่ในส่วนของ "ความคิดเห็น" ซึ่งเป็นของผู้ใช้บริการประชาไท (ในบทความดังกล่าวมีมากกว่า 250 ความคิดเห็น) ไม่ใช่เนื้อหาใน"เนื้อข่าวที่ทีมข่าวประชาไทถอดจากบทสัมภาษณ์โชติศักดิ์ อ่อนสูง" ฉะนั้น ข้อหาเพิ่มเติมที่ว่าร่วมกันกระทำความผิดกับผู้ใช้บริการคนอื่นตามมาตรา 112, เจตนานำเสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญตาม 116 รวมทั้งความผิดในฐานผู้ประกาศโฆษณาให้ผู้อื่นกระทำความผิด เป็นข้อหาที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่

สำหรับปัญหาข้อนี้มีผู้สงสัยจำนวนไม่น้อยรวมทั้งตัวจีรนุชเอง เพราะจีรนุชเป็นเพียง "ตัวกลาง" ผู้ให้บริการเว็บไซท์ข่าวสาร ซึ่งมีพื้นที่เปิดให้แสดงความคิดเห็นเท่านั้น กรณีนี้ผู้เขียนคงไม่ฟันธง ณ วันนี้ว่า ในที่สุดแล้วจีรนุชต้องมีความผิดและถูกลงโทษตามมาตราต่าง ๆ ดังกล่าวหรือไม่ ต้องให้ศาล "ยุติธรรม" พิจารณาเอง (หากมีการฟ้องคดีต่อศาล) แต่ผู้เขียนมีข้อสังเกตในแง่มุมกฎหมายต่อเรื่องนี้ ดังนี้

การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีความผิดและต้องรับโทษในฐาน "ร่วมกัน" กระทำความผิดด้วยการหมิ่นประมาทประมุขของรัฐโดยอาศัยมาตรา 83 ประกอบมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาได้นั้น ต้องปรากฎว่ามีบุคคลผู้กระทำมากกว่าหนึ่งคน แต่การจะถือได้ว่าเป็น "ตัวการร่วม" ได้ ต้องมีข้อเท็จจริงเพิ่มอย่างสิ้นสงสัยด้วยว่า คนสองคนหรือมากกว่าที่ถูกกล่าวหานั้น กระทำการไปในลักษณะ "ร่วมใจ" หรือรู้เห็นเป็นใจกันมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังได้ "ร่วมมือ" กันในขณะมีการกระทำความผิด กล่าวอีกอย่างก็คือ ผู้กระทำความผิดแต่ละคนได้ยอมรับตั้งแต่ต้น (ก่อนมีการทำผิด) เอาการกระทำของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น ๆ เป็นการกระทำของตนเอง และมีการร่วมลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (อาจแบ่งหน้าที่กันทำ ฯลฯ) ในขณะความผิดเกิด

คีย์เวิร์ดสำคัญ ก็คือ "มีการยอมรับเอาการกระทำของคนอื่นเป็นของตัวเอง" และ "ในขณะกระทำความผิด" หากพิจารณากรณีของจีรนุช (รวมทั้งผู้ดูแลกระดานข่าว กระดานสนทนาในสื่อออนไลน์อื่น ๆ) ประกอบกับธรรมชาติของเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต จำนวนและความรวดเร็วในการส่งผ่านข้อมูล รวมทั้งลักษณะการประกอบธุรกิจในบริการประเภทนี้ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่ผู้ดูแลพื้นที่เว็บไซท์ซึ่งเปิดให้แสดงความคิดเห็น หรือกระดานข่าวจะรู้เห็นเป็นใจมาตั้งแต่ต้นกับผู้โพสต์ข้อความ หรือยอมรับเอา "ความคิดเห็น" ที่แสดงโดยผู้เข้าชมเว็บไซท์จำนวนมหาศาลไว้เป็น "ความคิดเห็นของตัวเอง" และย่อมเป็นการยากที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกันที่ผู้ให้บริการพื้นที่เหล่านี้จะ สามารถรับรู้ หรือเห็นทุก ๆ ข้อความได้ "ในขณะ" ที่มีการโพสต์ อย่างมากก็เห็นเมื่อมีการโพสต์ไปแล้วระยะหนึ่ง จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการในลักษณะ "ตัวกลางในสื่อ" อย่างแท้จริง อย่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ซึ่งแตกต่างจากบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นที่เป็นกระดาษ ที่เป็นผู้กลั่นกรองเนื้อหาก่อนพิมพ์เผยแพร่) แทบไม่มีทางเป็น "ตัวการร่วม" กับผู้แสดงความคิดเห็นในเว็บไซท์ของเขาได้เลย (แม้บางคนจะโต้แย้งว่ากรณีนี้เป็น "ความผิดต่อเนื่อง" แล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจถือเป็นตัวการร่วมได้ ด้วยยังติดขัดประเด็นที่ผู้เข้ามาร่วมกันในภายหลัง ต้องรู้กันหรือรู้เห็นกับผู้กระทำความผิดในตอนแรกอยู่ดี)

มิเพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่ในฐานะ "ผู้สนับสนุน" ให้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายมาตรา 86 ซึ่งต้องรับโทษเช่นกัน (แต่น้อยกว่าตัวการร่วมมาก) ก็ยังยากที่จะพิจารณาว่าผู้ให้บริการสื่อแบบนี้เข้าข่าย เพราะการจะเป็นผู้สนับสนุนได้นั้น ต้องมีการ "ให้ความสะดวกหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิด" ทั้งนี้ในเวลา "ก่อนหรือขณะ" กระทำความผิดเท่านั้น แม้จะพิจารณาในฐานะที่การเผยแพร่ข้อความหมิ่นฯ ในสื่อเป็น "ความผิดต่อเนื่อง" แล้วก็ตาม ก็ต้องปรากฎว่าผู้ให้บริการฯ มีการกระทำในลักษณะช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกประการใดประการหนึ่งอย่างชัดเจน มิใช่เป็นแต่เพียงการไม่ลบข้อความ หรือยังเปิดให้บริการพื้นที่ต่อไปตามปกติ เรื่องทำนองนี้ เคยมีคำพิพากษาฏีกาที่ 766/2476 วางแนวไว้ถึงขนาดที่ว่า " ผู้ใดรู้ว่าจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แล้วเพิกเฉยเสียไม่ขัดขวาง หรือกระทั่งไม่ช่วยเหลือเมื่อผู้เสียหายร้องขอ ไม่เป็นผู้สนับสนุน และแม้แต่แนะนำไม่ให้ผู้อื่นไม่ขัดขวางการที่จะมีผู้กระทำความผิด ก็ไม่ถือเป็นผุ้สนับสนุนดุจกัน" สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ผู้สนับสนุนไม่ใช่ผู้มีจิตใจชั่วร้ายถึงขนาดเดียวกันกับผู้กระทำความผิดเอง ที่ "ลงมือ" กระทำความผิด ดังนั้นการจะเอาเขามารับโทษ จึงควรต้องปรากฎแน่ชัดว่ามีการกระทำ "ให้เกิดความสะดวก" เกิดขึ้นจริง มิใช่แค่เพียงเพิกเฉยต่อความของคนอื่นเท่านั้น คำถามว่า จะถือเป็นการสนับสนุนด้วยการงดเว้นไม่กระทำการได้หรือไม่ นั้น คงมีปัญหาให้ต้องสงสัยอยู่ดีว่าในที่สุดแล้ว ประเทศไทยมีบทบัญญัติที่กำหนด "ภาระหน้าที่" ในเรื่องนี้ให้กับผู้ให้บริการสื่อ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสื่อออนไลน์ที่มีการโต้ตอบกันได้ระหว่างผู้ให้บริการ และผู้ให้บริการซึ่งตรวจสอบได้ยาก) แล้วหรือไม่ เพื่อที่จะถือว่าผู้ให้บริการฯ มี "หน้าที่ต้องป้องกันผล"

ด้วย เหตุผลข้อขัดข้องในการปรับใช้กฎหมายอาญาดั้งเดิมเพื่อเอาผิดหรือลง โทษผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ เหล่านี้เอง ในยุคที่การกระทำความผิดบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น แต่รัฐไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้ จนมีแนวคิดดึงเอาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย ในหลายๆ ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) จึงต้องอาศัยวิธีการ "ออกเป็นกฎหมายพิเศษ" กำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไว้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะเท่านั้น และในปัจจุบันบทกฎหมายดังกล่าวก็คือ มาตรา 15 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ นั่นเอง ในกรณีนี้ หากผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจีรนุชเป็นแต่เพียงบุคคลทั่วไปที่ไม่รู้กฎหมาย ก็ยังอาจให้อภัยได้ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการตามกฎหมายไม่รู้เรื่องรู้ราวในเรื่องเหล่า นี้เลย ก็ควรต้องมีการทบทวนการเรียนการสอนกฎหมายไทยด่วน

สำหรับข้อหาที่สอง มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา การทำให้ปรากฎซึ่งเนื้อหาในลักษณะที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีมูลเหตุจูงใจพิเศษ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการกฎหมายแผ่นดินฯ, เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน หรือเกิดความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ รวมทั้งเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินฯ นั้น ถือเป็นข้อกล่าวหาในความผิดที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง

ประเด็นแรก ที่ต้องพิจารณาก็คือคำว่า "เนื้อหา" ตามมาตรา 116 ในกรณีของผู้ทำการเผยแพร่ข่าวสารนี้ หมายถึงเนื้อหาในส่วนใดกันแน่ หากพิจารณาจากถ้อยคำและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ย่อมหมายถึงเนื้อหาที่เป็นของผู้เผยแพร่ซึ่งเขาย่อมรับรู้เอง เท่านั้น มิได้หมายถึงการเผยแพร่เนื้อหาของผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ให้ บริการพื้นที่ไม่รู้ว่าเนื้อหาของผู้อื่นเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีของจีรนุช ก็คือ เนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่าอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรานี้ ไม่ใช่เนื้อหาในข่าวสัมภาษณ์ โชติศักดิ์ อ่อนสูง แต่เป็นเนื้อหาความคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อเนื้อข่าวอีกทีหนึ่ง

ประเด็นที่สอง ซึ่งสืบเนื่องจากประเด็นแรก คือ มาตรา 116 เป็นการกระทำความผิดที่ต้องมี "มูลเหตุจูงใจพิเศษ" ด้วย กล่าวคือ เผยแพร่ เพื่อ.... ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งมูลเหตุจูงใจนั้น ปกติแล้วต้องเกิดขึ้นจากภายในจิตใจของ "ตัวผู้กระทำความผิด" ที่สร้างเนื้อหาเพื่อการณ์เหล่านั้นเอง ณ เวลาก่อนที่จะมีการเผยแพร่ไป คำถามก็คือ ในเมื่อจีรนุช ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือสร้าง "ความคิดเห็น" ที่อาจมีปัญหาตามที่มีการกล่าวโทษขึ้นเอง (เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าจีรนุชเป็นคนโพสต์เอง) ประกอบกับตามกฎหมายแล้วเธอยังไม่ได้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบเนื้อหาความคิดเห็น (ปัจจุบันเป็นเพียงหน้าที่ทางศีลธรรม) อีกทั้งยังไม่ปรากฎว่ามีผู้แจ้งให้จีรนุชทราบถึงเนื้อหาดังกล่าว เช่นนี้แล้วการกล่าวว่าจีรนุชมี "มูลเหตุจูงใจพิเศษ" เพื่อการณ์ใดๆ จาก "เนื้อหา" ที่จีรนุชไม่ได้เป็นผู้สร้าง และเกิดขึ้นภายหลังนำเสนอตัวข่าวสารจริง ๆ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยจริง ๆ ในกระบวนการพิจารณา

ข้อหา (เพิ่มเติม) สุดท้าย ซึ่งน่าสนใจยิ่ง คือมาตรา 85 ประมวลกฎหมายอาญา ในฐานที่เป็นผู้โฆษณาหรือประกาศแก่คนทั่วไปให้กระทำความผิดเรื่องใดเรื่อง หนึ่ง หากท้ายที่สุดมีการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นจริงตามที่ประกาศ ผู้ประกาศไปเช่นนั้นย่อมมีความผิดและมีโทษ (เรียกสั้น ๆ ว่าผู้ใช้ให้กระทำผิดด้วยการประกาศโฆษณา) คำถามก็คือ การเผยแพร่ข่าวสารซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์บุคคลคนหนึ่ง โดยที่ฝ่ายรัฐเองก็ไม่สามารถตั้งข้อหาใด ๆ กับ "เนื้อข่าว" นั้นได้โดยตรงว่ามีถ้อยคำเป็นความผิด แล้วจะถือเป็นการประกาศชวนให้คนอื่นกระทำความผิดกฎหมายได้อย่างไร ?

นอก จากนี้ ควรต้องทราบด้วยว่า ความรับผิดตามมาตรา 85 นี้ อิงอยู่กับ "ความผิด" ที่ประกาศให้กระทำ นั่นหมายความว่า การประกาศนั้นต้องมีความชัดเจนด้วยว่าผู้ประกาศมีเจตนาให้ผู้อื่นกระทำผิดใน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ชวนให้หมิ่นประมาทบุคคลอื่น ยุยงให้ทำร้ายผู้อื่น ตั้งรางวัลให้คนที่กระด้างกระเดื่องต่อประเทศ เป็นต้น (ลองเทียบเคียงเรื่องนี้กับถ้อยคำที่ประกาศชวนคนลงทัณฑ์คนอื่น ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในกลุ่มล่าแม่มดออนไลน์ดู) ซึ่งหากใครได้อ่านเนื้อข่าวสัมภาษณ์ปัญหาซึ่ง ลงในเว็บประชาไทแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า ไม่มีถ้อยความในส่วนใดเลยที่ชัดเจนเพียงพอ หรือตีความได้ว่าจีรนุชและทีมงานประชาไทชี้ชวนให้ใครต่อใครกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นความผิดต่อกฎหมายข้อไหนไม่ว่าจะเป็น 112 หรือ 116

สรุปได้ว่าข้อหาต่าง ๆ ดังกล่าวมา แม้ผู้แจ้งความจะเป็นคนทั่วไปผู้ไร้เดียงสาทางกฎหมาย จนอาจไม่รู้ว่าองค์ประกอบความผิดที่เขากล่าวโทษคนอื่นนั้นมีอยู่อย่างไรบ้าง รวมทั้งอาจไม่รู้ด้วยว่าการตีความกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลเป็นการ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรงต้องกระทำการโดยเคร่งครัด แต่เจ้าพนักงานรัฐในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย ควรมีความระมัดระวังเรื่องทำนองให้มากขึ้น ไม่ควรใช้อคติส่วนตนทำตัวเป็นเบี้ยหมากทางการเมือง จนไม่รู้หรือไม่ใส่ใจว่าการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งกันและกันโดยไม่มีมูลนั้น เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อันสุจริตหรือไม่อย่างไร หรือควรรับแจ้งหรือไม่ เพราะบางครั้งนอกจากอาจทำให้คดีไปรกโรงรกศาลแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับบุคคลอื่นใดโดยใช่เหตุด้วย

4. ข้อเท็จจริง (จากปากจีรนุชซึ่งเข้าใจว่าให้ไว้กับพนักงานสอบสวนด้วย) กล่าวว่า ความคิดเห็นในส่วนที่ถูกแจ้งความมีทั้งหมด 5 ความคิดเห็น ทั้งนี้มี 2 ความคิดเห็นที่ถูกลบไปก่อนหน้านี้นานมากแล้ว โดยไม่มีการบอกแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถูกลบเนื่องจากเป็นข้อความที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่และเห็นได้ชัดเจน ในขณะที่อีก 3 ความคิดเห็นที่เหลือ จีรนุชพึ่งได้ทราบและดำเนินการลบเรียบร้อยแล้วโดยการบอกแจ้งจากตำรวจในวัน ที่มีการจับกุม

ประเด็นก็คือ เช่นนี้แล้วจะถือได้หรือว่าการปล่อยให้มีความคิดเห็นที่ "อาจจะ" ผิดกฎหมายดังกล่าวดำรงอยู่มาจนถึงวันนี้ (วันที่ถูกจับกุม) เกิดขึ้นโดยความจงใจสนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดในพื้นที่ให้บริการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 15 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ การจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ได้ต้องปรากฎชัดว่าผู้ให้บริการนั้นรู้ถึง "ข้อความ" และรู้ด้วยว่า "ข้อความนั้นเป็นความผิด" ในที่นี้คือมาตรา 14 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) และยังคงปล่อยให้มีอยู่ต่อไป แต่ประเด็นสำคัญกว่าก็คือ ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมใดที่จะบอกได้ว่า ผู้ให้บริการคนนั้นรู้หรือไม่รู้

ดังกล่าวไปบ้างแล้วว่า ปัจจุบันไม่ว่ากฎหมายของนานาประเทศ หรือกฎหมายของประเทศไทยเอง ยังไม่มีบทบัญญัติกำหนด "ภาระหน้าที่" ให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น ๆ ต้องตรวจสอบเนื้อหาใด ๆ ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่ถูกสร้างโดยบุคคลอื่น ทั้งนี้ด้วยเหตุผลว่า ผู้บัญญัติกฎหมายของประเทศต่าง ๆ เข้าใจข้อจำกัดที่ไม่มีใครสามารถสอดส่องดูแลอินเทอร์เน็ตได้ครบถ้วนทั่วถึง ได้ การกำหนดหน้าที่เช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีบทลงโทษด้วย นอกจากเป็นการสร้างหรือผลักภาระที่หนักเกินไปให้ผู้ประกอบการสื่อประเภทนี้ แล้ว ยังน่าจะส่งผลเสียต่อพัฒนาการและความแพร่หลายของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตด้วย เนื่องจากคงไม่มีใครอยากเป็นผู้ประกอบการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เพื่อจัดหาเครื่องมือ หรือจ้างคนมาคอยดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนั้นตนยังอาจต้องรับผิดแทนหรือร่วมกับผู้กระทำความผิดที่แท้จริงด้วย หากมีเนื้อหาหลุดรอดสายตาไป อาจกล่าวได้ว่า การตรวจสอบเนื้อหาโดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่เกิดขึ้น (บ้าง) ในปัจจุบัน เป็นแต่เพียงมาตรการเบื้องต้น ที่แต่ละผู้ให้บริการสมัครใจกระทำกันเอง โดยเหตุผลหลักก็คือพยายามป้องกันไม่ให้ตนเองต้องมีความรับผิดในเนื้อหาของคน อื่นเท่านั้น หาใช่บทบังคับในทางกฎหมายไม่

ในที่สุดแล้ว ความรับผิดตามมาตรา 15 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จึงเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะแต่กรณีที่มีการ "บอกแจ้ง" ถึงเนื้อหาที่เป็นความผิดไปยังผู้ให้บริการพื้นที่สื่อโดยตรงแล้ว เท่านั้น หรือมิเช่นนั้นก็ต้องมีข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่า ผู้ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นนั้นรู้ถึงข้อความนั้นอย่างแน่นอน เช่น มีความคิดเห็นจำนวนน้อย ถ้อยคำชัดเจน เห็นได้โดยง่าย เป็นต้น หากข้อเท็จจริงปรากฎว่า ไม่ได้มีการบอกแจ้งแกผู้ให้บริการ อีกทั้งความคิดเห็นมีเป็นจำนวนมากยากแก่การตรวจสอบ รัฐหรือกฎหมายแห่งรัฐย่อมไม่มีสิทธิคาดหมายให้ผู้ให้บริการนั้น "ควรรู้" ได้เองและเมื่อไม่ดำเนินการแก้ไขก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย

อนึ่ง ควรต้องถามต่อไปด้วยว่า หากผู้แจ้งถึงความมีอยู่ของ "เนื้อหา" คือ "ผู้ใด" ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานของรัฐ และประสงค์ให้ผู้ให้บริการลบเนื้อหาที่ตนแจ้งออกไปทันที โดยที่ 1) ผู้แจ้งนั้นมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากเนื้อหาโดยตรง (อาทิ ไม่ใช่บุคคลผู้ถูกหมิ่นประมาท ฯลฯ) หรือแม้กระทั่ง 2) ใช้สิทธิบอกแจ้งเนื้อหาตามมาตรา 112 ที่เปิดให้ใครก็ได้กล่าวโทษบุคคลต่อรัฐ ในทางกฎหมายแล้ว ถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารเว็บไซท์หรือไม่ที่จะต้องลบเนื้อหานั้นเสมอ ในเมื่อยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าเนื้อหาดังกล่าวผิดกฎหมาย

หาก คำตอบคือ ใช่ ต้องลบเสมอและทุก ๆ คนมีสิทธิแจ้งลบไปยังผู้ให้บริการ ย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวายในรัฐขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นการเปิดช่องให้ประชาชนกลั่นแกล้งกันเองได้ อีกทั้งผู้ให้บริการแต่ละรายอาจต้องถูกฟ้องร้องให้รับผิดจากประชาชนทุก ฝ่ายอยู่เนือง ๆ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ กรณีนี้หากพิจารณาพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่า ในกฎหมายฉบับนี้มิได้กำหนดมาตรการในอันที่ผู้ให้บริการจะสืบ "แสดงถึงความบริสุทธิ์ว่าตนไม่ได้จงใจสนับสนุน หรือยินยอมให้เกิดเนื้อหาที่เป็นความผิด" ตามมาตรา 15 ไว้เลย จึงย่อมเกิดปัญหาในทางปฎิบ้ติได้เสมอว่า การดำเนินการหรือไม่ดำเนินการอย่างไร หรือด้วยระยะเวลามากน้อยเพียงใดภายหลังได้รับแจ้ง ผู้ให้บริการจึงจะหลุดพ้นจากการถูกบุคคลอื่นแจ้งความกล่าวหา เพราะเพียงเท่านั้นก็นำความเดือดร้อนมาสู่ผู้ให้บริการแล้ว ยังมิพักต้องถึงชั้นศาลหรือถูกพิพากษาให้มีความผิดและรับโทษเลย

หาก ประเทศไทยไม่ประสงค์ให้ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวมาเกิดขึ้นจริง จึงควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าบุคคลใดบ้างที่เมื่อแจ้งไปยังผู้ให้ บริการฯแล้วผู้ให้บริการนั้นมีหน้าที่ต้องลบเนื้อหา ภายในเวลากำหนดเท่าใด อีกทั้งเมื่อลบไปแล้ว หรือระงับการเผยแพร่ไว้ชั่วคราวแล้ว เพื่อความเป็นธรรมต้องเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบ ในที่นี้หมายรวมทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการเองร้องขอให้คุ้มครองชั่ว คราวหรือขอความเป็นธรรมจากศาลได้ด้วย ยิ่งกว่านั้นหากในท้ายที่สุด มีคำพิพากษาศาลตัดสินว่าเนื้อหาที่ถูกระงับการเผยแพร่ไปไม่เป็นความผิด รัฐรวมทั้งผู้กล่าวหาก็ควรต้องมีความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยตาม กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่คงต้องขึืนอยู่กับความจริงใจของรัฐใน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน รวมทั้งความใจกว้างของผู้ปกครองประเทศ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เราแทบหามันไม่เจอ

บทสรุป กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับจีรนุช เปรมชัยพร ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฎการณ์ ที่สะท้อนให้เห็นสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเสรีภาพในการแสดงความคิด เห็น และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในประเทศไทย ในยุคที่สื่อที่พยายามนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเป็นของหายากยิ่งกว่างม มหาสมุทรในเข็ม สื่อลักษณะดังกล่าวที่พอหลงเหลืออยู่บ้างก็กลับโดนปิดกั้นการเข้าถึง ผู้ให้บริการสื่อนั้นถูกคุกคามเสรีภาพด้วยข้อหาแปลกประหลาดเสมือนหนึ่งว่า เขาเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ทั้งที่เป็นการกระทำของบุคคลอื่น โดยรัฐมีวิธีการจัดการด้วยกระบวนการที่น่าสงสัยว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อกลั่น แกล้ง หรือแอบแฝงการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนทั้งประเทศโดยรวม แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า ก็คือ ช่วงหลังมานี้ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ในการคุกคามเสรีภาพ และทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน แต่ประชาชนที่ควรหวงแหนเสรีภาพของตนก็กลับหันมาเล่นบทข่มขู่คุกคามซึ่งกัน และกันเองด้วย.

"ขอบ เขตแห่งเสรีภาพของสื่อมวลชนมิได้เป็นเพียงเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารโดยเสรีเท่านั้น หากแต่ได้ขยายความถึงเสรีภาพโดยปราศจากการลงโทษใด ๆ เมื่อสื่อมวลชนได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นเรื่องจริงและเกี่ยวข้องกับ ประโยชน์สาธารณะ"

New York Times Co.v.Sullivan, 1964

หมายเหตุ:เผยแพร่ครั้งแรกที เว็บไซต์นิติราษฎร์

มีชัยระบุหมิ่นสถาบันฯในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน เจ้าของปั๊มอาจมีความผิด

ที่มา ประชาไท

มีชัยระบุหมิ่นสถาบันฯในห้องน้ำ เจ้าของสถานที่มีผิดแนะผู้พบเห็นแจ้งเจ้าของสถานที่ให้ลบทิ้งหรือแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

มติชนออนไลน์รายงาน ผู้ใช้ชื่อว่า“ไกรวัลย์ เกษมศิลป์”ได้ตั้งกระทู้ถามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ในคอลัมน์ถามตอบกับมีชัย เว็บไซต์มีชัยไทยแลนด์ ถึงกรณีการหมิ่นสถาบันกษัตริย์เมื่อ วันที่29 กันยายน 2553 ว่า "ผม ได้เข้าไปใช้ห้องน้ำในปั๊มน้ำมััน พบเห็นการเขียนข้อความให้ร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ อยากจะถามว่าเจ้าของสถานที่จะมีความผิดไหมครับที่ปล่อยให้มีข้อความอย่างนี้ ถ้าหากจะเอาผิดกับเจ้าของสถานที่หรือให้เจ้าของสถานที่เขาลบข้อความเหล่านี้ เสีย จะทำอย่างไรครับ ถ้าหากว่าเจ้าของสถานที่ไม่ทำอะไรเลยแล้วก็ปล่อยให้มีข้อความอย่างนี้อยู่ ต่อไป จะไปแจ้งความเอาผิดกับเจ้าของสถานที่ได้ไหมครับ"

ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ มือกฏหมายประจำรัฐบาลหลายชุด อดีตประธานวุฒิสภา และประธานกรรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบกระทู้ดังกล่าวเป็นข้อความดังต่อไปนี้"ถ้า เจ้าของเขารู้เห็นข้อความนั้นแล้วยังไม่ลบทิ้งเจ้าของสถานที่ก็อาจมีความ ผิดเสียเองได้ ถ้าใครพบเห็นก็ควรช่วยกันแจ้งให้เจ้าของเขาลบทิ้ง หรือแจ้งกับตำรวจให้ไปดู"

วรเจตน์ ภาคีรัตน์: ‘ถึงเวลาทบทวนศาลปกครอง’

ที่มา ประชาไท

“คำ สั่งของศาลปกครองสูงสุด บอกว่าแม้ กทช.จะอ้างว่าคลื่นดังกล่าวเป็นคลื่นโทรคมนาคมตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ประกาศไว้เดิม และสอดคล้องกับตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งข้อบังคับสหภาพโทรคมนาคมระหว่าง ประเทศก็ตาม แต่จะออกใบอนุญาตได้ ต้องมีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่ง ชาติ โดยคณะกรรมการร่วม กทช.กสช.ก่อน ศาลบอกว่าเพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีคณะกรรมการร่วม ก็เลยทำไม่ได้ ศาลใช้ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักในการสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ไม่ได้แย้งผู้ถูกฟ้องคดีให้ชัดว่าต่อให้มีคณะกรรมการร่วมฯ คลื่น 2.1 ในที่สุดก็เป็นคลื่นโทรคมนาคม แล้วคนที่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตก็จะเป็น กทช.”

“ผม อยากยกตัวอย่างที่อาจจะไม่ดีนัก แต่น่าจะพอใช้ได้ ยกตัวอย่างแบบ extreme ก็เหมือนกับว่าตอนนี้เราใช้ตะเกียงกันอยู่ แล้วจะเอาไฟฟ้าเข้ามาใช้ แล้วมีปัญหาแบบนี้ มีองค์กรที่มีอำนาจในการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า อันนี้ผมสมมติ แล้วมีคนฟ้อง ไม่ใช่ที่ศาลปกครองเราหรอก ศาลไหนก็ได้นะ สมมติว่าเป็นศาลอื่น ศาลบอกว่าตอนนี้คุณก็มีตะเกียงใช้กันอยู่ไง คุณก็ใช้ตะเกียงไปก่อนสิ เพราะว่าตะเกียงก็ให้แสงสว่างได้ ไฟฟ้าก็รอก่อน รอให้ complete ในเรื่องอำนาจขององค์กรก่อน อะไรประมาณนี้ ซึ่งผมรู้สึกว่าตรรกะแบบนี้มันน่าจะเป็นปัญหากับเรื่องการคิดในแง่ของการทำ บริการสาธารณะ”

“การ อ้างความเป็นผู้เสียหายของ CAT มันไกลเกินไป พูดง่ายๆ คือ การที่รายได้จากสัมปทานลดลงไม่ใช่ความเสียหายที่กฎหมายต้องการจะคุ้มครอง เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่า CAT หรือ TOT ที่มีสัญญาสัมปทานจะมัดพัฒนาการของกิจการโทรคมนาคมเอาไว้กับสัญญาสัมปทานของ ตัว คือผูกแข้งผูกขากิจการโทรคมนาคมไว้กับสัมปทานของตัว เพราะถ้าเกิด 3G เมื่อไหร่ก็กลัวว่าคนจะแห่ไปใช้ 3G แล้วมันเป็นระบบ license ตัวเองก็จะไม่ได้เงินสัมปทานจากระบบ 2G”

คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด ให้ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz และการดำเนินการต่อไปตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ไว้เป็นการชั่วคราวฯ ซึ่งมีขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ได้ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง กระทั่งนักวิเคราะห์ต่างประเทศชี้ว่าจะทำให้ประเทศไทยก้าวถอยหลังครั้งใหญ่ ในด้านโทรคมนาคม เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่มีระบบ 3G ใช้ ทั้งที่มีอัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สูงมาก

อย่างไรก็ดี กระแสสังคมไทย แม้แต่ภาคธุรกิจ ส่วนใหญ่ล้วน
“ก้มหน้ารับกรรม” ตามแนวคิดเดิมๆ ที่ว่าศาลท่านตัดสินอย่างไรก็ต้องยอมรับ ชอบแล้ว ไม่วิเคราะห์วิจารณ์ในแง่เหตุผลของการตัดสินนั้นๆ

เรา จึงต้องกลับไปถามความเห็น อ.วรเจตน์ให้เดือดร้อนอีกครั้งหนึ่ง ว่าในแง่มุมของนักกฎหมายมหาชน เขาเห็นด้วยกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้หรือไม่ อย่างไร

ทั้งนี้ ผู้สัมภาษณ์ขอฝากข้อสังเกตไว้ก่อนว่า ประการแรก คดีนี้ไม่ใช่
“ตุ ลาการภิวัตน์” ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทักษิณและพวกพ้อง แม้จะมีความเกี่ยวข้องทางอ้อมจากอดีต แต่ผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครอง มีจำนวนกว้างขวางทั้งผู้ที่ได้และผู้ที่เสีย ตั้งแต่ 3 บริษัทมือถือ 2 รัฐวิสาหกิจ ลงมาจนถึงผู้บริโภคอย่างเราๆ

ประการ ที่สอง เป็นเรื่องบังเอิญจัง ที่หนึ่งในองค์คณะผู้วินิจฉัย คือนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ผู้จะเข้ารับตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด สืบทอดจากนายอักขราทร จุฬารัตน ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
– เป็นเรื่องบังเอิญ ย้ำ เป็นเรื่องบังเอิญ
กม.เก่า กม.ใหม่
วรเจตน์ อธิบายที่ มาที่ไปตั้งแต่เริ่มต้นก่อนว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งถึงที่สุดแล้วจะเกี่ยวโยงกับการรัฐประหาร 19 กันยา เพราะหลังรัฐประหารมีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้ตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช.เป็นองค์กรเดียว

“ตาม คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด มีประเด็นที่ศาลใช้เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยทุเลาการบังคับตามประกาศของ กทช.สามประเด็น คือประเด็นที่ว่าประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน
2.1 กิกะเฮิรตซ์หรือ 3G ซึ่งศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าเป็นกฎนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าหากไม่ระงับปล่อยให้ดำเนินการต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่ การเยียวยาในภายหลังหรือไม่ แล้วก็ถ้าหากทุเลาการบังคับตามกฎ คือไม่ให้ใช้ประกาศดังกล่าวซึ่งเท่ากับระงับกระบวนการประมูล การทุเลาดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐหรือไม่ พูดง่ายๆ คือหนึ่งการประกาศให้มีการประมูลชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า สอง ถ้าเกิดไม่ระงับปล่อยให้ประกาศนี้ใช้ต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าให้กระบวนการประมูลดำเนินไปจะเกิดความเสียหายร้ายแรงไหม และสาม หากจะให้ทุเลาการบังคับตามประกาศนี้ คือให้หยุดการประมูลไว้ก่อนจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐหรือการบ ริกาสาธารณะหรือเปล่า”

“ที่ ผมเห็นว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดก็คือประเด็นแรก คือการที่ กทช. ประกาศให้มีการประมูลนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า ซึ่งจะไปโยงกับอำนาจของ กทช. เอง และจะไปพันกับการรัฐประหาร
19 กันยา ซึ่งเวลาพูดประเด็นนี้คนมักจะลืมไปว่าทำไมปัญหา 3G จึงมาถึงจุดที่เป็นวันนี้ได้ เรื่องนี้ก็คล้ายๆ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จุดเริ่มมาจากการรัฐประหาร 19 กันยา คือก่อน 19 กันยา รัฐธรรมนูญ 2540 ใช้บังคับ ตามรัฐธรรมนูญ 2540 องค์กรที่ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมมี 2 องค์กร ก็คือ กทช. ซึ่งดูเรื่องโทรคมนาคม และกสช. ซึ่งดูเรื่องวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ แยกกันเป็นสององค์กร แต่ว่าพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯกำหนดให้สององค์กรนี้มารวมกัน เป็นคณะกรรมการร่วมทำหน้าที่บริหารคลื่นความถี่ มีอำนาจจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ทำตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ แล้วที่สำคัญก็คือจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างกิจการทั้งสองประเภท คือมากำหนดว่าคลื่นแบบไหนใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คลื่นแบบไหนใช้ในกิจการโทรคมนาคม ประมาณนี้”

“ทีนี้ปรากฏว่าตั้งแต่ปี
40 เป็นต้นมา กสช.ไม่เกิด พูดง่ายๆ ก็มีอยู่ขาเดียวคือ กทช. ส่วน กสช. นั้น เมื่อมีการสรรหาก็มีการฟ้องร้องเป็นคดีกันต่อศาลปกครอง กระบวนการสรรหาก็ล้มไป ก็เลยไม่เกิด กสช. เรื่องเป็นมาจนกระทั่ง 19 กันยา พอ 19 กันยามีรัฐประหาร คณะรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 ทีนี้ก็มีปัญหาว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ถูกยกเลิกไปด้วยไหม จริงๆ คำตอบนี้ในทางกฎหมายง่ายมาก คือ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ถูกยกเลิกไปด้วยหรอก รัฐธรรมนูญ 2540 ล้มไม่กระทบกับกฎหมายธรรมดา แล้วก็ไม่มีประกาศ คปค.ฉบับไหนให้ยกเลิก พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย แต่ก็มีบางคนบอกว่ากฎหมายฉบับนี้เลิกไปแล้ว”

วรเจตน์อธิบายว่าคดีนี้ผู้ฟ้องคดีคือ กสท.ก็ฟ้องว่าเมื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญปี
40 แล้ว กฎหมายตั้ง กทช.และ กสช.เสียไปด้วย “ซึ่งไม่จริง เพราะมันล้มไปแค่ตัวรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายเหล่านี้ยังอยู่ ถ้าหากรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ไปยุ่งเรื่องนี้ คือไม่ไปกำหนดให้ทำกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่เป็นองค์กรเดียว ก็คงไม่มีปัญหามากเท่านี้ คือ ปัญหาก็คงมีอยู่เหมือนกัน เพราะยังไม่มี กสช. แต่คงไม่รุนแรงมาก”

“คณะรัฐประหารตั้ง สสร. ร่างรัฐธรรมนูญ
2550 ซึ่งไปเปลี่ยนแปลงตัวองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ จากเดิมที่มีสององค์กร คือ กสช.และกทช.บัดนี้มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญบอกให้มีองค์กรเดียว ซึ่งตอนนี้เรียกกันทั่วไปว่า กสทช.แต่ความประหลาดก็คือในตอนท้ายของรัฐธรรมนูญ คือในบทเฉพาะกาลมาตรา 305 (1) ยังไปเขียนอีกว่า องค์กรเดียวนี้ให้แยกย่อยเป็นสองขาอีก คือให้มีหน่วยย่อยใน กสทช. หน่วยหนึ่งทำหน้าที่กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ อีกหน่วยหนึ่งทำหน้าที่กำกับกิจการโทรคมนาคม นี่คือความประหลาดของเรื่อง คือไม่มีความสม่ำเสมอเลย ของเก่ามีสององค์กร ต่างคนต่างมีหน้าที่ไป แล้วมีคณะกรรมการร่วมทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ แต่ของใหม่รัฐธรรมนูญปี 2550 ให้มีองค์กรเดียว แต่ให้มีกรรมการแยกย่อยทำคนละด้าน แต่องค์กรหลักเป็นองค์กรเดียวนะ คือทำเรื่ององค์กรเป็นของเล่นเลย เดี๋ยวให้แยกก่อน แล้วมีคณะกรรมการร่วม เดี๋ยวให้รวมก่อน แล้วแยกย่อยข้างใน ไม่รู้จะทำไปทำไมให้มันยุ่ง”

“ก็มีปัญหาถกเถียงกันว่า หลังจากรัฐธรรมนูญ
2550 ใช้แล้ว องค์กร กทช.ที่มีอยู่เดิมบัดนี้ยังมีอำนาจอยู่ไหม ซึ่งเมื่อต้นปีก็มีการอภิปรายกันที่คณะนิติศาสตร์นี่แหละ ผมก็ให้ความเห็นว่า กทช. มีอำนาจต่อไป เพราะเหตุว่ากฎหมายยังไม่เลิก รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าให้จัดทำกฎหมาย กสทช.ภายใน 180 วัน แต่ปรากฏว่ากฎหมายนั้นไม่เสร็จ ทีนี้ในระหว่างกฎหมายใหม่ยังไม่เสร็จ กฎหมายเดิมก็ใช้ต่อไปได้ พูดง่ายๆ ว่า พ.ร.บ.กสทช.ไม่เสร็จ แล้วเมื่อพ้น 180 วันไปแล้วยังไม่เสร็จ จนถึงวันนี้เป็นปีแล้วก็ยังไม่เสร็จ มันก็มีปัญหาว่า เมื่อยังไม่มีกฎหมายใหม่ กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่สิ้นสภาพไปเลยไหม ผมคิดว่าตีความแบบนั้นไม่ได้ เพราะถ้าตีความแบบนั้นก็เท่ากับว่าไม่มีองค์กรดูแลกิจการโทรคมนาคมเลย ก็เกิดสูญญากาศไปเลย เหมือนที่วันนี้ไม่มี กสช.ก็วุ่นวายเรื่องวิทยุชุมชนอยู่”

“ฉะนั้น เมื่อมี กทช. แล้ว กฎหมาย กทช. ยังอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ กทช.ยังมีอำนาจตามกฎหมายปัจจุบันนั่นแหละ แต่บางคนก็บอกว่าไม่มีแล้ว ต้องรอกฎหมาย กสทช.อย่างเดียว ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ฟ้องร้องกัน ศาลปกครองกลางมุ่งไปที่ประเด็นนี้ มีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยว่าตกลงบทบัญญัติบางมาตราของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วศาลปกครองกลางก็สั่งให้ระงับการประมูล จริงๆ ประเด็นนี้มีเงื่อนแง่ทางกฎหมายวิจารณ์ได้ว่าเมื่อศาลส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐ ธรรมนูญแล้ว ยังจะมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยอาศัยฐานของเหตุผลจากกฎหมายที่ตัว เองกำลังรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ไม่ต้องวิจารณ์ตรงนี้ก็ได้ เพราะศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ใช้ประเด็นนี้ระงับการประมูล แต่ใช้เหตุผลจาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯในประเด็นที่เกี่ยวกับ กสช. และคณะกรรมการร่วม”

“คือ ถึงแม้ว่ายอมรับว่า พ.รบ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯยังใช้บังคับอยู่ และ กทช. มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ก็มีประเด็นเถียงกันต่อไปอีกว่าแล้วกทช. มีอำนาจในการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมได้หรือ เปล่า การออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมมันมีปัญหาเถียงกัน นิดหนึ่งว่าการที่ยังไม่มีการทำแผนแม่บทคลื่นบริหารคลื่นความถี่ (เพราะว่าไม่มี กสช. ก็เลยไม่มีคณะกรรมการร่วมมาทำ) จะกระทบกับอำนาจ กทช.ในการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมไหม ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเมื่อไม่มีแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ แม้ว่า กทช.มีอำนาจออกใบอนุญาตก็จริงแต่โดยที่ไม่มีแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่ และการกำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ในกิจการวิทยุกระจาย เสียงและวิทยุโทรทัศน์กับกิจการโทรคมนาคม กทช.ก็ย่อมไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาต ดังนั้นต้องรอให้มีคณะกรรมการร่วมเสียก่อน เมื่อมีคณะกรรมการร่วมแล้ว มีการทำแผนแม่บทคลื่นความถี่ มีการจัดสรรว่าคลื่นไหนเป็นคลื่นใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ คลื่นไหนใช้ในกิจการโทรคมนาคมแล้ว กทช.จึงจะมีอำนาจในการออกใบอนุญาตกิจการโทรคมนาคมได้ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งก็มีหลายคน ผมเป็นหนึ่งในนั้น บอกว่าเฉพาะกรณีของคลื่น
2.1กิ กะเฮิรตซ์ เป็นคอร์แบนด์สำหรับทำ 3G ไม่มีความจำเป็น เหตุผลที่ผมบอกว่าไม่มีความจำเป็นก็เพราะคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เป็นคลื่นที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมอย่างเดียว ไม่ต้องมีการแบ่งว่าใช้ในกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม”

“คือตัวคลื่น
2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยสภาพของคลื่นและโดยข้อบังคับว่าด้วยวิทยุโทรคมนาคมซึ่งเป็นภาคผนวก ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยโทรคมนาคมของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ คลื่นนี้ใช้เฉพาะในกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น ไม่ได้มีการกำหนดให้ใช้ร่วมกันระหว่างกิจการโทรคมนาคม กับกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญานั้น จึงต้องผูกพันตามตารางกำหนดคลื่นความถี่ระบุไว้ในข้อบังคับท้ายอนุสัญญาด้วย เพราะฉะนั้นต่อให้มีคณะกรรมการร่วม คลื่นย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ มันก็เป็นคลื่นเพื่อกิจการโทรคมนาคมอยู่ดีนั่นแหละ คณะกรรมการร่วมก็จะต้องกำหนดให้คลื่นนี้เป็นคลื่นที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคม อยู่ดี ฉะนั้นโดยสภาพของคลื่นที่เป็นคลื่นในกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้ว การที่ไม่มีแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ หรือตารางกำหนดคลื่นความถี่และการกำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่จึงไม่กระทบ อำนาจ กทช.กทช.จึงสามารถที่จะออกใบอนุญาตได้ ซึ่งหมายความว่ามีอำนาจในการดำเนินการประมูลได้”

“แต่กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดท่านไม่ได้เห็นแบบนั้น ศาลปกครองสูงสุดอ้างว่า มาตรา
51 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ให้อำนาจ กทช.ในการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม แต่ว่าการอนุญาตและการกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม ตามมาตรา 63 และ 64 ต้องให้อำนาจคณะกรรมการร่วมกำหนดนโยบายทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ให้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ทำตารางคลื่นความถี่แห่งชาติ กำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการวิทยุโทรคมนาคม และศาลก็บอกต่อไปว่า เมื่อ พ.ร.บ.นี้บอกว่าให้คณะกรรมการร่วมมีอำนาจจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ และกำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างกิจการทั้งสองประเภท เมื่อยังไม่มีคณะกรรมการร่วม... พูดง่ายๆ ก็คือการจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่ และการจัดสรรคลื่นความถี่ ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการกำหนดนโยบายการจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมของ กทช.จึงมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย”

“คือ คล้ายๆ กับศาลมองว่าต้องมีกรรมการร่วมก่อน กทช.จึงจะสามารถกำหนดนโยบายและจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม และหลังจากนั้นจึงจะมีอำนาจออกใบอนุญาต นี่คือประเด็นหลัก และศาลใช้ประเด็นนี้บอกว่าประกาศของ กทช.ที่กำหนดให้ประมูล 3G น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุที่ว่ายังไม่มีคณะกรรมการร่วมนั่นเอง”

ในอีกแง่หนึ่งใช่หรือไม่ว่าศาลเห็นว่า กทช. ยังมีอำนาจตามกฎหมายปี
43
“ศาล ยังไม่ได้พูด ประเด็นนี้ชัด ศาลพูดแต่เพียงประเด็นที่ว่า เมื่อไม่มีกรรมการร่วม การประกาศของ กทช. ที่ให้มีการประมูลเพื่อออกใบอนุญาต จึงน่าจะมีปัญหาเรื่องความไม่ชอบด้วย กฎหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องตีความต่อไปว่าแล้วเรื่องอื่นๆ ที่ กทช. ทำล่ะ จะถือว่า กทช. ทำโดยไม่มีอำนาจด้วยไหม โดยเหตุที่ไม่มีกรรมการร่วม แต่จากคำสั่งของศาลที่โยงเรื่องคณะกรรมการร่วมมาใช้ ก็อาจจะพอบอกได้ว่าศาลเห็นว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯยังใช้บังคับอยู่”

อย่างเรื่องนัมเบอร์พอร์ต ที่สั่งปรับบริษัทมือถือ กทช.ยังมีอำนาจไหม
“เรื่อง การคงสิทธิ เลขหมายก็จะมีปัญหาว่าตกลงทำได้ไหม จะตีความอำนาจ กทช. ว่ามีหรือไม่มี แค่ไหน อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ชี้ แต่ชี้เรื่องการประมูลว่า กทช. ทำไม่ได้ ซึ่งด้วยความเคารพ ผมไม่เห็นด้วย อย่างที่ผมบอกไปคือศาลใช้ประเด็นที่บอกว่าไม่มีคณะกรรมการร่วมฯ ทำให้ ประกาศของ กทช. น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ว่าในทางเนื้อหา ต่อให้มีคณะกรรมการร่วม ถ้าวันนี้ต่อให้มี กสช. ขึ้นตามกฎหมายเดิม แล้ว กสช. และกทช. เป็นกรรมการร่วม ทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และการกำหนดจัดสรรคลื่นความถี่ แต่คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ก็จะเป็นคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคม และกทช.ก็จะเป็นคนมีอำนาจออกใบอนุญาต สังเกตนะครับว่าคนที่มีอำนาจออกใบอนุญาตไม่ใช่คณะกรรมการร่วมนะครับ คนที่มีอำนาจออกใบอนุญาตคือ กทช.อันนี้ไม่ต้องเถียงเลย กฎหมายเขียนชัด”

นี่เราพูดถึงกฎหมายเดิม
“ก็ คือกฎหมายที่ ยังใช้อยู่ ซึ่งศาลก็ยอมรับว่ามันใช้อยู่ ต้องบอกอย่างนี้ว่า ประเด็นของศาลสูงกับศาลชั้นต้นจะต่างกันอยู่ ประเด็นของศาลชั้นต้นจะเป็นลักษณะหนึ่ง เรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งเราคงไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าบัดนี้เป็นเรื่องของศาลสูงไปแล้ว และศาลสูงไม่ได้ใช้ประเด็นนั้นเป็นฐานในการสั่งทุเลาการบังคับตามกฎ”

มีความรู้สึกว่าคดีนี้คล้ายๆ กับคดีมาบตาพุด คือเป็นเรื่องรูปแบบทางกฎหมาย ไม่ใช่เนื้อหา
“คล้ายๆ ทำนองนั้น คือมันมีปัญหาเรื่องรูปแบบขั้นตอนว่าต้องมีคณะกรรมการร่วมมาบอกว่าคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์เป็นคลื่นใช้ในกิจการโทรคมนาคม เสร็จแล้ว กทช.จึงสามารถกำหนดนโยบายและจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและแผนความถี่ วิทยุ แล้วจึงจะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นได้ หากเราตัดเรื่องรัฐประหารและรัฐธรรมนูญใหม่ออกไป มันก็เป็นปัญหาว่าไม่มี กสช. ไม่มีคณะกรรมการร่วมเท่านั้น ซึ่งผมก็บอกไปแล้วว่า ถึงมี คณะกรรมการร่วมก็ต้องกำหนดให้คลื่นนี้ใช้ในกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้ว”

คล้ายๆ กับมาบตาพุดที่รัฐธรรมนูญบอกว่าต้องมีองค์กรมารับฟัง แต่องค์กรนั้นยังไม่เกิดขึ้น จริงๆ แล้วถ้าผู้ประกอบการทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์สิ่งแวดล้อม เขาก็น่าจะทำได้
“ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แล้วก็ควรต้องคุ้มครองผู้ที่กระทำการโดยสุจริตด้วย”

ถึงแม้จะไม่มีองค์กรมาดูแล มีแต่คณะกรรมการชุดคุณอานันท์ที่ตั้งขึ้นเฉพาะหน้า ในที่สุดศาลปกครองก็อนุญาตให้ก่อสร้างได้เป็นรายๆ ไป
“คือ เรื่องนั้นศาล เพิกถอนเฉพาะใบอนุญาตที่ออกให้แก่โครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทีนี้เรื่องนี้เราถามง่ายๆ ว่า การที่ไม่มีองค์กร โอเค เรายอมรับว่าไม่มี กสช. และการไม่มี กสช.ก็เป็นปัญหาในแง่ตั้งกรรมการร่วมไม่ได้ แต่ว่าตัวคลื่นมันก็เป็นคลื่นที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคม มันพร้อมที่จะให้เข้าใช้เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป แล้วเราก็บอกว่ามันไม่มีองค์กรนี้เพราะฉะนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ เอาอย่างงั้นหรือ แล้วผมบอกว่าต่อให้มีองค์กรนี้ ต่อให้มี กสช. มีคณะกรรมการร่วม หรือต่อให้มี กสทช. ไอ้คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ มันก็เป็นคลื่นที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมอยู่ดีไงครับ เว้นแต่จะมีคนบอกว่า ถ้างั้นต้องรอให้ กสทช.ออกใบอนุญาตสิ คือรอกฎหมายใหม่เลย อย่างนั้นเถียงกันคนละประเด็น เราต้องถามก่อนว่าตกลง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ยังใช้บังคับอยู่หรือเปล่า นี่คือประเด็นที่ 1 ก่อน ซึ่งผมบอกว่า มันยังใช้บังคับอยู่”

ซึ่งศาลสูงก็ดูเหมือนว่าจะยอมรับว่ายังใช้บังคับอยู่
“ครับ ศาลสูงยอมรับว่ายังใช้บังคับอยู่ คำพิพากษาของศาลสูงอ้างกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้นะ ไม่ได้อ้างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อ้างถึงกฎหมาย กสทช.ที่กำลังร่างอยู่”

“ศาล ชั้นต้นมีประเด็นที่ทางผู้ฟ้องคดีแย้งว่าขัดกับรัฐธรรมนูญและส่งศาลรัฐ ธรรมนูญไป ซึ่งในความคิดเห็นของผม ผมไม่คิดว่าขัดหรอก เพราะว่าตัวบทมาตรา 305 (1) ชัดว่าเรื่ององค์กรเดียวในมาตรา 47 คือ กสทช.ยังไม่นำมาใช้บังคับจนกว่าจะมีการตรากฎหมาย กสทช. เสร็จ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะบังคับว่าให้ทำให้เสร็จภายใน 180 วัน แต่เมื่อไม่เสร็จ ยังไม่มีกฎหมายใหม่ ก็ต้องใช้กฎหมายที่ยังมีผลอยู่ต่อไป มีคนอ้างว่าพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯที่ใช้อยู่นี้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรเดียว ซึ่งผมคิดว่าทุกคนอ้างได้หมดแหละว่ากฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ตราบที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัย ก็ต้องถือว่ากฎหมายนี้ใช้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นจะไปทำอะไร มีคนอ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ถูกเบรกหมดหรือ ไม่ถูกหรอก เพราะฉะนั้นประเด็นที่อ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ฟังไม่ขึ้น ต้องถือว่ากฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นยังใช้ได้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าถือว่ามันใช้ได้อยู่ ก็มีประเด็นเดียวคือการที่ไม่มีกสช. และไม่มีการจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่ง ชาติจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งผมก็บอกแล้วว่าไม่กระทบอำนาจ กทช.”
…………………………………………………………………………………………………………………………………..
แบบพิธีกับสารัตถะ
“เรา ต้องไม่ลืมว่า เรื่องคลื่นความถี่เราไม่ได้กำหนดเองทั้งหมด การกำหนดคลื่นความถี่จะต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย ประเทศเราเวลาใช้คลื่นความถี่ต้องใช้ให้ตรงกับที่สากลเขาใช้อยู่ ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการรบกวนความถี่กันระหว่างประเทศ แล้วทุกวันนี้มีข้อบังคับว่าด้วยวิทยุโทรคมนาคมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่า ด้วยโทรคมนาคมของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า International Telecommunications Union หรือ ITU ซึ่งเขาจะกำหนดว่าคลื่นอันไหนใช้ทำอะไร คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ช่วง 1920 ถึง 1965 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 2110 ถึง 2155 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นตัวนี้ ITU กำหนดให้ใช้ในกิจการโทรคมนาคม เพียงกิจการเดียว เพราะฉะนั้นหมายความว่าต่อให้มีคณะกรรมการร่วม หรือต่อให้มี กสทช. คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ก็ใช้ในกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น มันจึงไม่มีปัญหาอะไรเลย”

“ที่ น่าสังเกตคือ ในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ศาลได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมานิดเดียว บอกว่าแม้ผู้ถูกฟ้องในคดีที่ 2 คือ กทช.จะอ้างว่าคลื่นดังกล่าวเป็นคลื่นโทรคมนาคมตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ประกาศไว้เดิม และสอดคล้องกับตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งข้อบังคับสหภาพโทรคมนาคมระหว่าง ประเทศก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คือ กทช. ต้องดำเนินการตามมาตรา 51 จะดำเนินการมาตรา 51 วรรคที่ 1 คือจะออกใบอนุญาตได้ ต้องมีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่ง ชาติ ตลอดจนจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงวิทยุ โทรทัศน์และกิจการวิทยุโทรคมนาคมโดยคณะกรรมการร่วมก่อน ศาลบอกว่าเพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีคณะกรรมการร่วม ก็เลยทำไม่ได้

“ก็ ใช้ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักในการสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่ไม่ได้แย้งผู้ ถูกฟ้องคดีให้ชัดว่าต่อให้มีคณะกรรมการร่วมฯ คลื่น 2.1 ในที่สุดก็เป็นคลื่นโทรคมนาคม แล้วคนที่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตก็จะเป็น กทช. มันจะต้องแยกระหว่างอำนาจในการออกใบอนุญาตกับเรื่องการจัดทำแผนแม่บทบริหาร คลื่น ตารางคลื่น และการจัดสรรคลื่นระหว่างคลื่นวิทยุโทรทัศน์และคลื่นโทรคมนาคม คนที่มีอำนาจออกใบอนุญาตคือ กทช. คนที่มีอำนาจจัดทำตารางคลื่นที่แบ่งระหว่างวิทยุโทรทัศน์กับวิทยุโทรคมนาคม คือ คณะกรรมการร่วม โอเค ศาลบอกว่าไม่มีคณะกรรมการร่วม แต่อำนาจในการออกใบอนุญาตยังเป็นของ กทช.อยู่ แต่ศาลบอกว่าพอไม่มีคณะกรรมการร่วมก็เลยไม่มีแผนแม่บท ฯลฯพอไม่มีแผนแม่บทปุ๊บ การประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตจึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“เพราะ ฉะนั้นเห็นประเด็นใช่ไหมว่า มันน่าเสียดายในแง่ของการตีความกฎหมาย ในความเห็นของผมนะ คือเรื่องนี้เป็นปัญหาซึ่งเล็กน้อยมากๆ แล้วไม่กระทบอะไรกับเนื้อหาเลย จะถามว่านี่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผมไม่คิดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบนะครับ ผมไม่เห็นว่าจะมีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ถ้าเราตีความโดยดูสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่ามันตั้ง กสช.ไม่ได้ โอเค สมมติว่าตัวคลื่นที่เอาไปประมูล เป็นคลื่นซึ่ง-เฮ้ย มันไม่แน่ว่าเป็นเรื่องใช้ในกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม แล้วมันต้องมีการมาจัดสรรกัน ถ้าอย่างนี้มี
point ถ้าให้ กทช.องค์กรเดียวไปออกใบอนุญาตอาจจะมีปัญหา ถ้าอย่างนี้รับได้นะ ถ้าอย่างนี้โอเค แต่เมื่อคลื่นย่านนี้เป็นคลื่นที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมอย่างเดียว คำถามที่เราจะถามง่ายๆ คือ แล้วทำไมต้องเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมก่อน คือถ้าตั้งได้ มีได้ มันก็ดี ทุกอย่างก็สมบูรณ์ แต่ถ้าตั้งไม่ได้ ไม่มี มันก็ไม่กระทบอะไร”
“ผมเรียนอย่างนี้ เวลาที่เราจะตีความกฎหมาย มันมีเรื่องร้อยเปอร์เซ็นต์ หมายความว่า ถ้ามัน complete ทางรูปแบบ แบบพิธี complete ทางเนื้อหา มันคือทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในบางคราวด้วยสภาพในข้อเท็จจริงบางเรื่อง ในทางรูปแบบไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นไม่ถึงขนาดเป็นสาระสำคัญ ก็ไม่กระทบ”
“ไป ดูกฎหมายตั้งศาลปกครอง เขาบอกว่า เวลาศาลจะเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ถ้าเป็นกรณีผิดเรื่องกระบวนการขั้นตอน ต้องเป็นกระบวนการขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ หมายถึงผิดในรูปแบบที่เป็นเรื่องสำคัญ ถึงจะเพิกถอน หรือถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเรื่องนั้นไม่เป็นเรื่องสาระสำคัญ เขาก็ไม่เพิกถอน เขาก็ยอมรับว่ามันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมี defect นิดหน่อย แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องสาระสำคัญ ระบบกฎหมายก็จะบอกว่าไม่ต้องเพิกถอน ผมก็เห็นว่าเรื่องนี้เข้าหลักแบบนั้น คือการไม่มีคณะกรรมการร่วมไม่กระทบอะไรเลยกับคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์”
“แล้ว ตอนนี้มีคนมาพูดบอกว่า เออ เราต้องเคารพกฎหมายนะ ทำอะไรก็ต้องให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เอาความถูกใจ แต่อันนี้มันไม่ใช่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในทางเนื้อหามันถูกไง มันไม่ได้ผิดอะไรในทางเนื้อหา ในทางขั้นตอนมันมี defect เล็กน้อย เพราะเหตุที่ไม่มี กสช.เท่านั้นเอง ก็เลยมีปัญหานิดหน่อย แต่จะถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ อย่างที่ผมบอกว่าต่อให้มี กสช.แล้วมีคณะกรรมการร่วมมาทำแผนแม่บท เวลาแบ่งช่วงคลื่นว่าใครใช้ทำอะไร โอเค คลื่นตอนต้นๆ เป็นเรื่องของ กสช.ไปใช้ในกิจการวิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง แต่พอขยับมาเป็นคลื่นที่สูงขึ้นถึงคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ อันนี้เป็นเรื่องของ กทช. แล้วถามว่า กสช.หรือคณะกรรมการร่วม คุณมีอำนาจในการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นในกิจการโทรคมนาคมไหม ไม่มีนะครับ อำนาจในการออกใบอนุญาตเป็นของ กทช.องค์กรเดียว”
ทำไมอาจารย์ไม่คิดว่ากรรมการร่วมเป็นสาระสำคัญ
“ถ้า เราดูตัวคณะกรรมการร่วม หมายถึงถ้าตัวคลื่นที่จะต้องใช้มันเป็นคลื่นที่สามารถใช้ได้ทั้งสองลักษณะ การมีหรือไม่มีคณะกรรมการร่วมจะเป็นสาระสำคัญ เพราะไม่อย่างงั้น กทช.ก็จะเอาคลื่นที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือคลื่นที่ไม่แน่ว่าใช้ในกิจไหนไปออกใบอนุญาตได้ คือการที่เราจะบอกว่าเรื่องไหนเป็นสาระสำคัญหรือไม่เป็นสาระสำคัญ มันต้องลงไปดูประกอบกับสภาพในทางเนื้อหาด้วยเหมือนกัน ถูกไหมครับ”
“ถาม ว่า ถ้ามีกรรมการร่วมแล้วจะทำลายอำนาจ กทช.ไหมในการออกใบอนุญาตคลื่น 2.1 ถ้าเราตอบว่า โอเค ถ้าเกิดมีกรรมการร่วมแล้ว การมีกรรมการร่วมจะส่งผลกระทบต่ออำนาจ กทช.ในการออกใบอนุญาต เช่น คณะกรรมการร่วมจะบอกว่าคลื่นแบบนี้มันใช้ในกิจการโทรคมนาคมไม่ได้หรือไม่ให้ ใช้ในบ้านเรา เป็นของวิทยุโทรทัศน์เท่านั้น ไอ้นี่มันจะกระทบต่ออำนาจ กทช.ใช่ไหม อย่างนี้โอเค อย่างนี้รับได้ แต่อย่างที่ผมบอกไปว่าต่อให้มีคณะกรรมการร่วม คลื่น 2.1 ก็เป็นคลื่นที่ยังไงเสีย กทช.ก็ต้องออกใบอนุญาตอยู่ดี เพราะฉะนั้นคำถามนี้ดี นี่ไงครับประเด็นที่ผมบอกว่าไม่เป็นสาระสำคัญมันอยู่ตรงนี้”
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
ความเสียหาย?
ในประเด็นที่ 2 ที่ศาลบอกว่าจะเกิดความเสียหาย
“ศาล ตั้งประเด็นว่าจะมีความเสียหายอย่างรุนแรงไหม คือคล้ายๆ จะบอกว่า ถ้าปล่อยให้ประมูลไป แล้วต่อมาศาลตัดสินคดีว่า กทช.ไม่มีอำนาจ มันก็ส่งผลกระทบว่า การออกใบอนุญาตประมูลไปจะเป็นยังไง จะต้องเพิกถอนไหม ซึ่งศาลบอกว่านี่จะก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการเยียวยาในภายหลัง ศาลคล้ายๆ จะมองแบบนี้ คือศาลบอกว่า ถ้าหากศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของ กทช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะเกิดความเสียหายที่มากและยากกว่าในการเยียวยาภายหลัง เพราะอาจเกิดกรณีฟ้องร้องเกี่ยวกับผลการประมูล ทำให้ยุ่งยากซับซ้อนตามมา ศาลเขามองแบบนี้ คือเขาเบรกไว้ก่อนดีกว่า ถ้าเกิดเขาไม่เบรก ปล่อยให้ประมูลไป เกิดมีการประมูลได้แล้ว สมมติว่า 2 ใน 3 บริษัทได้ใบอนุญาตไปแล้ว แล้วต่อมาศาลบอกว่า กทช.ไม่มีอำนาจในการประมูล มันก็จะต้องยุ่งยาก ต้องไปเพิกถอนใบอนุญาตไหม ทำนองนี้”
“ซึ่ง ด้วยความเคารพ ผมเห็นต่างไปจากศาลปกครอง คืออันนี้เป็นการคาดหมาย แล้วประเด็นที่สำคัญอันหนึ่งคือ ในระบบกฎหมายนั้นการกระทำทางปกครองที่ได้กระทำไป โดยปรกติมันย่อมมีผลในทางกฎหมาย ถ้ามันไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจจะต้องมีการเพิกถอนกันจริง แต่ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนทุกกรณี แล้วแม้มีการเพิกถอนก็อาจจะกำหนดเวลาที่ให้การเพิกถอนมีผลได้อีกด้วยว่าจะ เพิกถอนย้อนหลัง เพิกถอนให้มีผลตั้งแต่ปัจจุบัน หรือเพิกถอนให้มีผลในอนาคต จะต้องดูด้วยว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นรุนแรงแค่ไหน เป็นสาระสำคัญหรือไม่เป็นสาระสำคัญ”
“นึก ภาพออกไหม หมายความว่า หากตีความเหมือนที่ผมบอก อันนี้ก็ไม่มีปัญหาเลย ก็ต้องถือว่าเขามีอำนาจในการประมูล แต่ต่อให้ศาลตัดสินภายหลังว่าไม่มีอำนาจจริง มันมีระบบการเยียวยาอยู่แล้วครับ ว่าสิ่งที่คณะกรรมการทำไปจะอ้างแค่อำนาจมาเป็นเครื่องบอกว่าไม่ชอบด้วย กฎหมาย แล้วทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงไป มันไม่ได้ มันมีหลักการคุ้มครองความสุจริต แล้วต่อให้มีการเพิกถอนจริง ศาลก็สามารถกำหนดผลการเพิกถอนได้ด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเกิดสงสัยว่าใครมีอำนาจหรือไม่นิดเดียวก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว”
ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ยกเว้นว่ารู้ว่าบริษัทนี้จ่ายใต้โต๊ะให้กรรมการ กทช. 100 ล้าน เพิกถอนได้ แต่เขาประมูลโดยสุจริต เพิกถอนไม่ได้
“ถ้า ติดสินบน เพิกถอนได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเขาประมูลโดยสุจริต มันก็ไม่มีเหตุ ถ้าจะเพิกถอนก็อาจจะต้องจ่ายค่าทดแทนความเสียหาย คือประเด็นเรื่องความเสียหาย ผมก็ไม่เห็นว่าจะเกิดความเสียหายยังไง นอกจากนี้ระบบกฎหมายก็มีแนวทางในการแก้ปัญหาหากจำเป็นเอาไว้พอสมควร ดูจากหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ ศาลบอกว่ามีผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องไม่มาก เพราะมีผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลเพียง 3 ราย มันแน่อยู่แล้ว กิจการอย่างนี้จะให้มีคนประมูลกี่รายล่ะ กิจการที่มีการลงทุนเป็นหมื่นล้านแสนล้านจะให้มีการประมูลกี่ราย พูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงตอนที่มีการพูดถึง พ.ร.ก. ภาษีสรรพสามิตที่แปรค่สัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตว่ากีดกันรายใหม่เข้าตลาด ธุรกิจอย่างนี้ไม่ได้มีใครมีศักยภาพจะเข้ามาทำได้เยอะหรอก แล้วก็มองไม่เห็นว่าใครจะเข้าสู่ตลาด นี่หมายถึงไม่เห็นเจตนาอย่างชัดแจ้งนะ อันนี้แม้พูดในบริบทของ 2G มันเห็นๆ player กันอยู่ครับ แล้วในที่สุดการเข้าสู่ตลาดก็ถูกจำกัดโดยขนาดของตลาดด้วย จริงๆ ตอนที่ประมูล 3G นี่มีอีกรายมายื่นนะ ตอนที่ กทช.เปิดประมูลแล้วมีการยื่น 4 รายแต่อีกรายหนึ่งทำไม่ครบขั้นตอน ไม่ได้เอาเงินประกันมาวาง เขาเลยไม่รับให้เข้าสู่การประมูล เพราะฉะนั้นที่เข้าสู่การประมูลก็มี 3 ราย”
“เพราะ ฉะนั้นประเด็นที่บอกว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยาในภายหลัง นั้น ผมคิดว่าด้วยความเคารพนะครับ ผมคงเห็นด้วยไม่ได้”
ถาม กลับว่า ถ้าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตามเนื้อหาว่า กทช.มีอำนาจทำได้ ประมูลได้ เป็นคำพิพากษาที่ชัดเจน แล้วใครจะมาฟ้องทีหลังได้หรือเปล่า
ฟ้อง ไม่ได้สิ ข้อ 2 จะไม่เกิดแล้ว ถ้าเป็นประเด็นที่ศาลตัดสินชัดแล้ว ก็คือประเด็นหลักในคดีที่สู้กัน มันก็เป็นการฟ้องซ้ำ เพราะเขาชี้ไปแล้วว่ามีอำนาจ แต่ศาลเขาหมายถึงตอนนี้เขายังไม่ตัดสินคดีไง เขาก็เลยเบรกไว้ก่อนไง แล้วเขาจะไปตัดสินข้างหน้า
“ตอน นี้เขายังไม่ได้ตัดสินนะ เดี๋ยวเขาจะไปตัดสินว่าตกลงแล้ว กทช.มีอำนาจหรือเปล่า แต่คราวนี้เขาบอกว่าน่าจะ - ตัวประกาศ กทช.เขาใช้คำว่าน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในแง่ที่ กทช.น่าจะไม่มีอำนาจ เพราะไม่มีกรรมการร่วมมาทำในขั้นตอนของแผนบริหารคลื่นความถี่ ตารางคลื่นความถี่ แล้วก็การจัดสรรคลื่นระหว่างสองกิจการไง ตอนนี้เขาบอกว่าถ้าเขาไม่เบรค เดี๋ยวต่อไปถ้าเกิดตัดสินคดีว่า กทช.ไม่มีอำนาจ มันก็จะยุ่ง”
ถ้าอย่างนี้ ศาลต้องตัดสินอีกที
ต้องตัดสินสิครับ อันนี้ยังไม่ได้เป็นคำพิพากษา เป็นคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎ
แต่ถ้าศาลปกครองตัดสินพลิกไปอีกอย่างว่า กทช.มีอำนาจล่ะ ก็ทำได้เลย
“ถูก ต้อง ในคำพิพากษาเขาจะมี แต่เขียนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมาแบบนี้ มันคงยากแล้ว ก็ศาลเขียนมาแล้วนี่ครับว่า ข้อเท็จจริงปรากฏด้วยไม่มีคณะกรรมการร่วมทำแผนแม่บท เว้นแต่ในชั้นพิพากษา ศาลปกครองจะเห็นในแง่ที่ว่า เออ พอดูในทางเนื้อหาแล้วมันไม่กระทบ คลื่น 2.1กิกะเฮิรตซ์ เป็นคลื่นที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมอย่างเดียว”
แล้วเวลาพิพากษาจะเป็นองค์คณะเดิมไหม
“ผมเข้าใจว่าองค์คณะนี้แหละครับ เป็นองค์คณะที่จะตัดสิน”
.........................................................................................................................................
จุดตะเกียงไปก่อน
“ข้อ 3 เขาตั้งประเด็นว่าการทุเลาการบังคับตามกฎ ก็คือการบังคับตามประกาศเรื่องให้เข้าประมูลจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน ของรัฐหรือไม่ ศาลให้เหตุผลแบบนี้ ศาลบอกว่า ปัจจุบันมีการให้บริการโทรศัพท์ระบบ 2G และมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ แล้ว กทช.ก็บอกเองว่าระยะแรกของการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ทำได้เพียงในโครงข่ายขนาดเล็ก ไม่สามารถครอบคลุมได้ทั่วประเทศ การจะครอบคลุมใช้เวลา 4 ปี ศาลเลยบอกว่า ก็เห็นได้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G การที่ไม่มีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ หรือแก่การบริการสาธารณะอย่างไร ศาลบอกแบบนี้ ศาลบอกทำนองนี้ว่า ตอนนี้ก็ใช้ 2G อยู่ทั่วประเทศไง อ่านดูจะได้ความแบบนี้ใช่ไหม ทุกวันนี้คุณก็ใช้ 2G นี่ แล้วถ้าเกิดคุณจะทำ 3G นี่นะ คุณจะต้องรอไปอีก 4 ปี”
ทำไมไม่ถามว่าแล้วจาก 4 ปีจะบวกอีกกี่ปีล่ะ
“ถูก ต้อง เพราะฉะนั้นควรจะถามทันทีเลยว่า การเบรกเนี่ย สมมติว่าคุณเบรกไปอีก 2 ปีจะมีประมูล ก็เท่ากับ 4 บวก 2 ก็เป็น 6 ถ้าอย่างนั้นแปลว่าอีก 6 ปีใช่ไหมกว่าเราจะมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น logic อันนี้เป็น logic ที่โต้แย้งได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ ปัญหาเป็นแบบนี้ คือว่า ไอ้ 2G กับ 3Gมันจะมาเทียบกันได้ยังไง การส่งข้อมูลในระบบ 3 จีมันเร็วกว่ามาก”
“ผมอยากยกตัวอย่างที่อาจจะไม่ดีนัก แต่น่าจะพอใช้ได้ ยกตัวอย่างแบบ extreme ก็เหมือนกับว่าตอนนี้เราใช้ตะเกียงกันอยู่ แล้วจะเอาไฟฟ้าเข้ามาใช้ แล้วมีปัญหาแบบนี้ มีองค์กรที่มีอำนาจในการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า อันนี้ผมสมมติ แล้วมีคนฟ้อง ไม่ใช่ที่ศาลปกครองเราหรอก ศาลไหนก็ได้นะ สมมติว่าเป็นศาลอื่น ศาลบอกว่าตอนนี้คุณก็มีตะเกียงใช้กันอยู่ไง คุณก็ใช้ตะเกียงไปก่อนสิ เพราะว่าตะเกียงก็ให้แสงสว่างได้เหมือนกัน ไฟฟ้าก็รอก่อน รอให้ complete ในเรื่องอำนาจขององค์กรก่อน อะไรประมาณนี้ ซึ่งผมรู้สึกว่าตรรกะแบบนี้มันน่าจะเป็นปัญหากับเรื่องการคิดในแง่ของการทำ บริการสาธารณะ”
เป็น เรื่องที่ศาลก้าวเข้ามาตัดสินเรื่องความเห็นทางเทคโนโลยีหรือเปล่า ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของศาลที่มาตอบเรื่องพวกนี้ คือศาลตอบข้อ 1 ข้อ 2 ไม่เป็นไร แต่ข้อ 3 อาจจะไม่จำเป็นต้องใส่มาก็ได้
ข้อ 3 จำเป็นเพราะมันเป็นเงื่อนไขในการทุเลาการบังคับตามกฎ คือจะต้องปรากฏว่าการทุเลาการบังคับตามกฎจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหาร งานของรัฐหรือการบริการสาธารณะ มันเป็นเงื่อนไข ซึ่งประเด็นนี้ผมเห็นต่างจากศาลปกครองสูงสุด ผมเห็นว่าการทุเลาการบังคับเรื่องนี้เป็นอุปสรรคแก่การบริการสาธารณะ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการในกิจการโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพได้”
ที่ถามเพราะผมมองแล้วรู้สึกว่าศาลเข้ามาตัดสินในเรื่องของความเห็น ซึ่งคนในสังคมจะเห็นต่างกันว่าจำเป็นต้องมี 3G หรือไม่ มันเป็นเรื่องเทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมาย
“มันเป็นเรื่องต้องปล่อยให้คนที่มีหน้าที่โดยตรงเป็นคนดำเนินการทำเรื่องบริการสาธารณะไป ควรจะเป็นอย่างนั้น”
ตรง ท้ายข้อ 2 ยังมีด้วยว่า กทช.อุทธรณ์ว่าแม้จะมี กสทช. การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ก็ต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น การดำเนินการของ กทช.จึงไม่เป็นการก่อให้เกิดภาระแก่องค์กรใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นตามที่ศาล ปกครองชั้นต้นวินิจฉัย อีกทั้งองค์กรใหม่ยังสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องจาก กทม.โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3-4 ปี แต่ศาลเห็นว่า “ข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าวเป็นเพียงการคาดการณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเท่านั้น เพราะระบบ 3G เป็นคนละโครงข่าย แม้มีองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ แต่องค์กรดังกล่าวยังไม่อาจคาดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ถึงเวลานั้นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจพัฒนาไปเป็นระบบอื่น โดยไม่จำต้องดำเนินการต่อจากผ้ถูกฟ้องคดีที่ 2” อันนี้น่าแปลกใจเพราะเหมือนศาลมองไปถึง 4G 5G ซึ่งมันเป็นเรื่องทางเทคโนโลยี
ถูกต้องครับ ผมไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถกระโดดจาก 2 G ไป 4 G 5 G ได้หรือไม่ แต่ผมเห็นว่าในแง่ความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี กทช.ซึ่งเป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้น่าจะประเมินได้ดีกว่าองค์กรอื่น
...........................................................................................................................................
‘ผู้เสียหาย’
บนความเสียหายของผู้บริโภค
“อีก อันหนึ่งที่อยากจะพูดคาบเกี่ยวกับประเด็นผู้ฟ้องคดีนิดหน่อย คือ เราถือได้ไหมว่า กสท.เป็นผู้เสียหาย คือในคำฟ้องเขาบอกว่าทุกวันนี้บริษัทที่เข้าร่วมการประมูลอย่างน้อย 2 บริษัท คือดีแทคกับทรูมูฟ เป็นคู่สัญญาสัมปทานในระบบ 2G กับ กสท. (CAT) คือเอไอเอสเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับทีโอที ดีแทคกับทรูมูฟเป็นคู่สัญญากับ CAT ต่อไปหากบริษัทใดบริษัทหนึ่งในสองบริษัทนี้ หรือทั้งสองบริษัทได้ license 3G สองบริษัทนี้ก็จะประกอบกิจการโทรคมนาคมในระบบ 3G ต่อไปลูกค้าของสองบริษัทนี้ซึ่งใช้ระบบ 2G อยู่ก็จะย้ายจากระบบ 2G ไปเป็น 3G ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น CAT ก็จะไม่ได้เงินส่วนแบ่งค่าสัมปทาน เพราะว่าสัมปทานจะน้อยลง ตัวเองก็จะไม่ได้เงินส่วนแบ่งสัมปทาน ในแง่นี้เขาจึงบอกว่าจะเป็นผู้เสียหาย” (ดูหมายเหตุตอนท้าย)
“ซึ่ง ผมมีความเห็นว่าการอ้างความเป็นผู้เสียหายมันไกลเกินไป พูดง่ายๆ คือ การที่รายได้จากสัมปทานลดลงไม่ใช่ความเสียหายที่กฎหมายต้องการจะคุ้มครอง เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่า CAT หรือ TOT ที่มีสัญญาสัมปทานจะมัดพัฒนาการของกิจการโทรคมนาคมเอาไว้กับสัญญาสัมปทานของ ตัว คือผูกแข้งผูกขากิจการโทรคมนาคมไว้กับสัมปทานของตัว เพราะถ้าเกิด 3G เมื่อไหร่ก็กลัวว่าคนจะแห่ไปใช้ 3G แล้วมันเป็นระบบ license ตัวเองก็จะไม่ได้เงินสัมปทานจากระบบ 2G”
“นี่ เป็นเรื่องการตกค้างของสัมปทานอันเดิม ซึ่งเราเข้าใจร่วมกันว่าบัดนี้ ระบบโทรคมนาคมเราจะเปลี่ยนไปสู่ระบบใบอนุญาตให้แข่งขันกันเสรีแล้ว เราจะเลิกระบบสัมปทานซึ่งรัฐวิสาหกิจกินเงินค่าส่วนแบ่งค่าสัมปทานอยู่ และเราจะต้องคิดถึงบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งบัดนี้แปรรูปเป็นบริษัทแล้ว คุณต้องไปแข่งกับคนอื่นเขาแล้ว ไม่ใช่จะหวังจากเงินสัมปทาน แต่นี่คล้ายกับว่าเขาหวังเงินสัมปทานอยู่ เขาเลยกลัวว่า ถ้าบริษัทคู่สัญญาสัมปทานได้ license แล้ว ต่อไปคนไปใช้อันนู้นปุ๊บ เขาก็อดเงินสัมปทาน ผมว่าวิธีคิดอย่างนี้ต้องปรับใหม่ ทีโอทีก็มีคลื่น 3G อยู่ในมือแล้ว CAT ก็มีคลื่นย่าน 800 ที่ทำ 3G ได้ แล้วผมถามว่า ถ้าเกิดเบรค 3G เอาไว้ 2-3 ปี ใครจะได้ประโยชน์ ตอนนี้ได้ข่าวว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ CAT กับ TOT ทำแล้วใช่ไหม”
“คือเวลาพูดถึงความเป็นผู้เสียหาย ผมก็ยังงงๆอยู่ว่า CAT เองก็ทำ 3G ได้ คลื่นที่ CAT มีอยู่ก็ไม่ต้องประมูล ได้มาเปล่าๆ เพราะเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ เมื่อ กทช.จะมีการประมูลคลื่นให้คนอื่นทำ 3G CAT จะเสียหายได้ยังไง”
ให้ทำ ให้สองบริษัทได้ทำ แล้วก็อาจจะเอาไปประมูลให้สามบริษัท
“ก็ จะตลกอีกไงครับ คือเรากำลังบอกว่าเราจะเลิกระบบสัมปทานไปสู่ระบบแข่งขันแบบเสรีในระบบใบ อนุญาตถ้าทำอย่างนั้นคุณก็ต้องให้ห้าบริษัทแข่งกันสิ มันถึงจะถูก ทีโอที CAT เอ ไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ หรือถ้าสามบริษัทหลัง มีแค่สองบริษัทได้ license ก็สี่บริษัทแข่งกันไปก่อน แล้วอีกบริษัทเข้ามาทีหลังก็มาแข่งกันต่อ มันควรจะมีระนาบแบบนี้ แล้วผู้บริโภคจะได้มีสิทธิเลือก เขาจะได้สู้กันในทางราคาในทางตลาด ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด แต่ไม่ใช่คิดว่า เฮ้ย อย่าเพิ่งเอาอันนี้ เดี๋ยวเราเสียหาย เพราะว่าเราสูญเสียเงินสัมปทานส่วนแบ่งรายได้ ผมว่าอย่างนี้ไม่ถูก รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจน รัฐวิสาหกิจควรปล่อยให้เขาแข่งได้แล้ว เลิกหวังจากเงินสัมปทานเพราะมันจะหมดสักวันหนึ่ง ควรให้เขาประกอบกิจการเอง ให้เขาแข่ง คือผมเชื่อในระบบการแข่งขัน ผมเชื่อว่าระบบการแข่งขันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค แล้วก็คุม กติกาการแข่งขันให้เป็นธรรม”

อย่างนี้ก็ตลกร้าย ถ้า
CAT กับทีโอที ทำ 3G แล้วก็ให้สามบริษัทเก่าเช่าสัมปทานอีก ชาวบ้านก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นค่ารัฐวิสาหกิจนอนกิน
“ถูก ต้อง ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็หมายความว่า เราจ่ายเงินค่าโทรศัพท์บาทหนึ่ง กี่สตางค์ของเราที่ต้องส่งให้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้ทำอะไรให้เรา ผมถามว่ามันแฟร์ไหมไอ้ระบบสัมปทาน ที่เวลาที่เราโทรศัพท์ปุ๊บ เงินส่วนหนึ่งของค่าโทรศัพท์เราต้องจ่ายให้กับตัวผู้ให้สัมปทานซึ่งบัดนี้ ได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชนแล้ว มันแฟร์ไหมล่ะ มันไม่แฟร์หรอก แต่โอเคในช่วงเปลี่ยนผ่านเราก็ยอมรับว่ามันเป็นระบบที่ตกค้างมาแต่เดิม ก็ว่ากันจนสุดสัญญาสัมปทาน แต่พอหมดแล้ว ทุกคนต้องเข้าแข่งขันกันตามระบบใบอนุญาตแล้ว มันควรจะเป็นแบบนั้นใช่ไหม เพราะฉะนั้นผมยังไม่เห็นนะว่าตกลงเสียหายยังไง คือโอเคเขาบอกว่าเขาเสียหายแต่ว่ามันไม่ใช่เป็นความเสียหายที่กฎหมายมุ่งจะ คุ้มครอง ในทางกลับกัน การอ้างความเสียหายนี้อาจถูกมองได้เป็นการอ้างเพื่อขวางการพัฒนาเรื่องโทร คมนาคม”

และถ้าเขาไม่เสียหายก็คือความเสียหายของผู้บริโภค
“ถูกต้อง แล้วผมถามว่า วันนี้เมื่อคุณมีคลื่นที่ทำ 3G ได้ แล้วทำไมคุณไม่ทำล่ะ ทำสักทีสิ แต่ตอนนี้พอร้องศาลปกครองจนมีคำสั่งเบรคปุ๊บ ก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบแล้ว แปลว่า TOT กับ CAT จะได้เปรียบ เพราะมีคลื่นตรงนี้ทำได้ก่อน แทนที่จะเข้าไปในระดับที่มันไล่เลี่ยกันหรือพร้อมๆ กัน ลองนึกดูกว่าจะออกใบอนุญาตได้ มันไม่ใช่ของง่าย ตอนนี้กฎหมาย กสทช.ยังอยู่ในขั้นตอนของสภาอยู่เลย ยังไม่รู้จะผ่านเมื่อไหร่ ต่อให้รัฐบาลบอกว่าจะเร่งก็ตาม”
“ต่อ ให้กฎหมาย กสช. ผ่านมาแล้ว คุณต้องสรรหากรรมการ กสทช. อีก สรรหาแล้วไม่ใช่ว่าจะได้เลย จะมาฟ้องกันอีก เหมือนกับ กสช. ตั้งนาน ยังตั้งไม่ได้เลยตั้งหลายปี ฟ้องกันอีก ฟ้องกระบวนการสรรหาอีก สมมติว่าได้จริง กรรมการ กสทช. ต้องมากำหนดหลักเกณฑ์อีก กว่าจะได้เปิดประมูล อีกกี่ปี เราลองคิดถึงสภาพความเป็นจริงดู”

เพราะฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ดีไม่ดีบริษัทมือถืออาจจะเลือกยอมทำสัญญากับทีโอทีเลย
“ผมไม่ทราบ เขาก็ต้องมองว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ เขาต้องประเมินแล้วล่ะ เพราะสัมปทานหมดไม่พร้อมกัน ผมเข้าใจว่าเร็วสุดจะเป็นของ True อีกสามปี แล้วขยับไปอีกสองค่าย จะหมดไม่พร้อมกัน แต่ถึงที่สุดสัมปทานจะหมด พวกนี้ต้องคิดแล้วว่าจะทำยังไงต่อ จะทำกิจการนี้ต่อไหม หรือว่าจะขายหุ้น แล้วถ้าเกิดจะทำต่อจะทำอย่างไร จะรับจาก TOT กับ CAT หรือ แล้วจะให้สัมปทานนี่ไม่ง่ายนะ ให้สัมปทานจริงก็จะต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ อีก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ไม่ง่ายเลยนะ ต้องมีกรรมการขึ้นมาจัดการ”

“ระบบต่อไปนั้น ดีที่สุดเท่่าที่เราจะทำได้คือให้ไปแล้วคุณก็ไปแข่ง
TOT กับ CAT ได้คลื่นไป ไม่ต้องประมูลคลื่น บริษัทเอกชนกว่าจะได้ต้องประมูลนะ พูดนี่ไม่ได้เข้าข้างเอกชนหรอก แต่เขาต้องประมูล ส่วน CAT กับ TOT ได้ไปแล้ว แล้วผมถามว่านโยบายจะทำอย่างไร รัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐจะส่งเสริมให้มีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม และรัฐจะไม่เข้าไปประกอบกิจการแข่งกับเอกชน แล้วนี่ยังไงต่อตอนนี้”

ถ้าเทียบอย่างนี้ก็เหมือน
CAT กับ TOT ได้สองเด้งเลยใช่ไหม เด้งที่หนึ่งได้คลื่นมาฟรีๆ สอง 3G ไม่เกิดอีก ได้ทำ 3G ก่อน ไม่ทำก็เอามาขายนอนกิน
“ถูก ต้องเลยครับ เป็นแบบนี้เลยครับ นี่คือปัญหาของเรา เนี่ย เลยอยู่อย่างนี้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงถามว่าจะเอาอย่างไร โอเคสภาก็ผิดพลาดใช่ไหม ในแง่ที่ว่าสภาไม่ได้ออกกฎหมายอย่างที่ควรจะเป็น รัฐบาลเองก็ไม่รู้จะเอาอย่างไรกันแน่ คือผมงงบทบาทของรัฐมนตรีมากเลยนะ หรือรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะเอาไงกันแน่ คุณเล่นสองหน้าหรือเปล่า ด้านหนึ่งก็บอกว่าเราอยากให้มี 3G นะ แต่อยากให้ชอบด้วยกฎหมาย อีกด้านหนึ่ง CAT ฟ้องนะ ก็ฟ้องไป ผมเลยไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอาเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ นโยบายนี้คุณจะเอาอย่างไรกันแน่”
............................................................................................................................................

ถึงเวลาทบทวนศาลปกครอง

“ใน ส่วนศาลปกครองเอง ผมให้ความเห็นไปแล้วในเรื่องของการตีความกฎหมาย ซึ่งนี่อยู่ในชั้นทุเลาการบังคับตามกฎนะ ผมไม่แน่ใจว่าในชั้นพิพากษาศาลจะว่ายังไง ก็ยังมีโอกาสอยู่ แต่ตอนนี้ประเด็นมันแตกแล้ว มันมีส่วนหนึ่งที่ศาลชั้นต้นส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามตอนนี้เบรคแล้ว มันเบรคหมด”

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ากฎหมายขัด ก็ไปทั้งยวงเลย
“ถ้าตีความว่าขัด ก็ไปเลย และจะลามไปถึงประเด็นอื่นๆ”

เกิดสุญญากาศ?
“ถูกคร้บ มันจะเป็นอย่างนั้นถ้าศาลรัฐธรรมนูญเกิดวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ผมเห็นว่ามาตรา 305 (1) มันล็อคไว้แล้ว หลักง่ายๆ คือ ถ้ากฎหมายใหม่ยังไม่เกิด องค์กรเดิมต้องทำหน้าที่ต่อไป จะปล่อยให้ไม่มีองค์กรทำหน้าที่ไม่ได้โดยสภาพ เพียงแต่ว่าเขาบอกว่ากฎหมายต้องทำภายใน 180 วัน ซึ่งมันไม่เสร็จไง แต่อย่างที่เราเข้าใจในทางกฎหมาย 180 วันก็เป็นเวลาเร่งรัดนี่ ไม่ได้บอกว่าถ้าเกิดเขาเขียนแบบนี้ ทำ 180 วันไม่เสร็จ ให้ กทช.ยุบไปเลย โอเค อย่างนี้ก็จบ แต่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้แบบนั้น”

“ถ้า รัฐธรรมนูญจะประสงค์ว่าถ้าเกิดกฎหมายใหม่ไม่เสร็จ ให้กฎหมาย กทช.เดิมเจ๊งบ๊งเลย ใช้ไม่ได้เลย เขาต้องเขียนไว้ให้ชัด ถ้าเขาไม่ได้เขียนก็แปลว่านี่เป็นระยะเวลาเร่งรัด คือถ้าทำไม่เสร็จก็ไปด่าสภา เหมือนที่ผมวิจารณ์สภาตอนนี้ว่า เฮ้ย ทำไมคุณทำกฎหมายไม่เสร็จ แต่ถามว่าแล้วมันไปกระทบอะไร กทช.ไหม กับกฎหมายเดิมที่ใช้อยู่ไหม มันไม่กระทบ รัฐประหารเขาไม่ได้เลิกตัว พ.ร.บ.พวกนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายาก ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความ แต่ผมไม่รู้นะ ศาลอาจจะตีความของท่าน แต่ผมว่าในทางกฎหมายผมยังนึกไม่ออกว่ามันจะขัดยังไง มองไม่ออก”

“เพราะ ฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่ได้ใช้เหตุผลตรงนั้น จึงมาใช้เหตุผลจากตัวกฎหมายในปัจจุบันเอง ในประเด็นเรื่องไม่มีคณะกรรมการร่วม เพราะไม่มี กสช. มาเป็นเกณฑ์ในการบอกว่าประกาศ กทช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผมบอกว่ามันไม่ใช่สาระสำคัญ”
“คำ สั่งศาลปกครองชั้นต้นเป็นอย่างนี้ ผู้ฟ้องคดีคือ กสท.ร้องว่าบทบัญญัติที่ให้อำนาจ กทช.ทำโน่นทำนี่ ขัดรัฐธรรมนูญปี 50 เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดแล้วว่าจะต้องมีองค์กรจัดสรรคลื่นองค์กรเดียว แล้วก็ขอให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ผมถึงให้สัมภาษณ์เลยว่า ในความเห็นผม ถ้าศาลชั้นต้นส่งเท่ากับศาลเห็นว่ากฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญนะ เพราะฉะนั้นศาลก็น่าจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ได้ หมายความว่าถ้าศาลชั้นต้นส่ง ก็ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังสั่งอะไรไม่ได้ เพราะตราบเท่าที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่วินิจฉัยก็ถือว่ากฎหมายฉบับนี้ใช้ได้ ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยที่ศาลปกครองชั้นต้นสั่งคุ้มครองไป เข้าใจไหมครับ หมายความว่าถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญไปแล้วก็ต้องหยุด คุณดำเนินกระบวนพิจารณาไปอย่างอื่น แต่ว่าจะไปออกคำสั่งอะไรจากฐานของตัวกฎหมายซึ่งบัดนี้ยังไม่ถูกวินิจฉัยว่า ขัดรัฐธรรมนูญ ยังไม่น่าจะได้ แต่ศาลปกครองสูงสุดไปอีกประเด็นหนึ่ง ไม่ได้เอาอันนั้นมาใช้ ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้”
“จริงๆ เรื่องมันนิดเดียวเองน่ะ น้อยมากๆ”
แต่ก็ไม่ยักมีใครกล้าโต้แย้ง
“ใช่ ก็มีคนในวงการเขารู้แต่เขาไม่พูด ประเด็นเรื่องคลื่น 2.1 เป็นเรื่องที่เขารู้กัน ITU เขากำหนดว่าเป็นคลื่นในกิจการโทรคมนาคม”

คนไม่กล้าแย้งเพราะมักจะคิดว่ากฎหมายต้องยึดตายตัว
“นี่ คือปัญหาไงค รับ นี่คือปัญหาวิธีการตีความกฎหมายมหาชนบ้านเรา คือต้องเข้าใจว่ากฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวพันกับเรื่องประโยชน์ สาธารณะ เกี่ยวพันกับเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อย่างนั้นศาลมีอำนาจเยอะเลยนะ ผมจะบอกให้ว่าทุกๆ เรื่องจะมีการฟ้องโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายในการกระทำของรัฐเสมอ ทุกเรื่อง บางเรื่องก็มีผิดมาก ผิดน้อย ผิดในสาระสำคัญ ผิดในเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ถ้าไม่แยกแยะ ก็เป็นปัญหา”

“แต่ปัญหาเรื่องนี้ การตัดสินคดีของศาลปกครองตั้งแต่เรื่อง กฟผ. มาบตาพุด
3G ผมคิดว่าวงการกฎหมายเองต้องกลับมาดูและทบทวนบทบาทของศาลปกครอง การตัดสินคดีที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินอย่างจริงจังแล้ว ต้องกลับมาทบทวนว่ามันต้องปรับเปลี่ยนอะไรไหม”

ลักษณะร่วมของคดีเหล่านี้คืออะไร
“ลักษณะ ร่วมก็คือ การเบรคไงครับ คือการหยุด คดีพวกนี้คือการหยุดโดยอำนาจของศาลปกครอง โดยฐานความคิดเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง หลายเรื่องก็มาถึงการคุ้มครองชั่วคราว แต่ผมกำลังจะบอกว่าเรื่องเหล่านี้อาจจะต้องกลับมาดูจริงๆ ว่าถ้าในทางเนื้อหามันไม่ได้เป็นปัญหาแล้วจะยังไง แล้วในอนาคตจะเป็นยังไง ยังจะมีเรื่องอื่นๆ เกิดขึ้นและมีการฟ้องคดีอีกมาก ภาคเอกชนเอง ผมคิดว่าเขาจะต้องมีมิติในการมองปัญหาของเขา และเขาคงจะต้องพูดแล้วละว่าการเบรกแบบนี้ถูกต้องไหม อย่างไร โดยข้อกฎหมายที่ถกเถียงกันได้ อย่างที่ผมกำลังชี้ให้เห็นนั้น มันถูกต้องหรือไม่อย่างไร และกลับมาที่บทบาทของศาลปกครองในการเป็นผู้พิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายการ กระทำทางปกครองว่า ที่กำลังทำอยู่มันสอดรับกับบทบาทขององค์กรตุลาการแค่ไหน จะต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กรไหม การดำรงอยู่ของศาลปกครองควรจะถูกตั้งคำถามได้หรือยัง ที่พูดนี่ไม่ใช่เพียงเพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ปกครอง แล้วพาลไปบอกให้ทบทวนการดำรงอยู่หรือการปรับเปลี่ยนองค์กร ผมเห็นคุณค่าของหลักความเป็นอิสระของตุลาการ คุณค่าของหลักความผูกพันต่อกฎหมายของฝ่ายปกครอง แต่ผมเห็นว่าสังคมควรจะต้องพินิจพิเคราะห์บรรดาเหตุผลในคำสั่ง คำพิพากษาของศาลปกครองอย่างจริงจังแล้ว นี่รวมทั้งการตรวจสอบกันภายในองค์กรด้วย”

“การ พิเคราะห์จากเกณฑ์ในทางกฎหมาย ต้องดูจากเหตุผล อันไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน การตีความกฎหมายแบบไหนที่มันส่งเสริมจัดทำบริการสาธารณะ ต้องดูอย่างนี้ ผมว่าเรื่องนี้หลายคนก็ยังสงสัยอยู่ แต่โดยเหตุที่มันเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมายอยู่เหมือนกัน ก็เลยเงียบๆกัน อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนเลย มันเป็นเรื่องที่ง่ายๆ”

ก็ จะมีหลักคิดที่ว่าศาลทำถูกแล้วนี่ ท่านตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือมันแย้งกับที่อาจารย์พูดว่ากฎหมายมหาชนจะต้องตีความเพื่อประโยชน์สาธารณะ
“จริงๆ แล้วการตีความกฎหมายนี่เป็นศิลปะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน แต่มันมีหลักของมันอยู่ แล้วเวลาตีความกฎหมายก็จะต้องดูสภาพปัญหาที่เกิด ขึ้น ดูความเป็นมาของเรื่องประกอบด้วย ตัดเอามาตราใดมาตราหนึ่งออกมาแล้วนั่งตีความมาตรานั้นโดยหลุดลอยออกจากข้อ เท็จจริงไม่ได้ อย่างเรื่องนี้ที่เราตีความเราต้องดูบริบทด้วยว่ามันไม่มี กสช. อำนาจในการออกใบอนุญาตเป็นของ กทช. แค่การทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ การจัดสรรคลื่นในสองกิจการเป็นอำนาจของกรรมการร่วม แต่มันไม่เกิดกรรมการร่วม ที่อื่นในโลกนี้เขาไม่มีเถียงกันเรื่ององค์กรพวกนี้หรอกครับ เพราะสภาพของเขามันไม่เหมือนกับบ้านเรา ปัญหาพวกนี้ก็จะไม่เกิด ที่อื่นเขาก็จะมีกระทรวงๆ หนึ่งหรือมีองค์กรๆ หนึ่งมันก็จบ แต่ของเรามันสู้ในเชิงองค์กรแล้วก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และการออกแบบองค์กร ของเราก็ซับซ้อนด้วย เกินความจำเป็นด้วยบางคราว แต่ที่สุดถ้าเราคุมความชอบด้วยกฎหมาย แบบพิธีก็สำคัญ เนื้อหาก็สำคัญ แต่ถ้าลองถามจริงๆซักทีเถอะว่าในเนื้อหานี่มันบกพร่องไหม เคสแบบนี้ผมเห็นว่าไม่มีอะไรบกพร่อง ซึ่งไม่ได้หมายถึงผมเห็นด้วยกับกระบวนการทำงานของ กทช.ทุกเรื่องนะ บางเรื่องอาจจะต้องตั้งคำถามเหมือนกัน เช่น การไปโร้ดโชว์ต่างประเทศชักชวนให้มาประมูล แต่หลังจากนั้นกลับมีร่างประกาศเกี่ยวกับการลงทุนของคนต่างด้าว ซึ่งดูจะไม่จูงใจให้คนมาเข้าประมูล อันนี้ กทช.ต้องอธิบาย ทีนี้ในแง่ขั้นตอน แบบพิธี มีอะไรบกพร่องไหม มี เพราะว่าอย่างน้อยก็ไม่มีคณะกรรมการร่วมมากำหนดจัดสรรคลื่นให้ กทช.และ กสช.ดูแล แต่พอแบบพิธีบกพร่องแล้วเราต้องตั้งคำถามต่อว่ามันเป็นสาระสำคัญแค่ไหน คือ เรื่องบางเรื่องมันมีแบบขั้นตอน 1-2-3-4-5-6-7-8-9-10 ดีที่สุดมันจะต้องถูกทั้งสิบขั้นตอน แต่บางทีทำขั้นตอนที่ 1-4 แล้วก็ 6-10 แต่ขั้นตอนที่ 5 บางทีทำไม่ได้ ด้วยเหตุที่มีอุปสรรคบางอย่างเกิดขึ้นในระบบกฎหมาย คราวนี้เราต้องมาถามแล้วว่า...มันเป็นสาระสำคัญของเรื่องไหม การทำขั้นตอน นี้กับไม่ทำขั้นตอนนี้ ถ้าทำมันก็ดี แต่การที่ไม่ทำขั้นตอนอันนี้มันทำลายสารัตถะของเรื่องหรือเปล่า นี่คือวิธีคิด ถ้าไม่อย่างนั้นผมจะบอกให้นะ เรื่องทุกเรื่อง เรื่องหยุมหยิมเล็กน้อย มันจะฟ้องเป็นคดีได้หมด แล้วก็อาจเพิกถอนได้หมด อันนี้มันเป็นประเด็นเรื่องวิธีคิดไง ที่นี้คนก็เลยเข้าใจว่ากฎหมายนี้ต้อง ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกเรื่องเลย แต่มันไม่ใช่ ไม่ได้เป็นแบบนั้น”

อาจจะตีเคร่งครัดเหมือนกฎหมายอาญาไงอาจารย์
ไม่ ใช่หรอก ลักษณะวัตถุประสงค์ลักษณะของเรื่องมันเป็นคนละเรื่องกัน แล้วถามว่าได้อะไรล่ะ แล้วถ้าบอกว่าให้รอ กสทช. คุณจะมี กสทช.ในอีกกี่ปีล่ะ สองปี สามปี นี่ยังไม่ต้องพูดเลยนะว่าถึงที่สุดการมี กสทช. ก็มีเพราะเกิดการทำรัฐประหาร แล้ว สสร.กำหนดในรัฐธรรมนูญให้มี แค่คิดในเรื่องความชอบธรรมเทียบกับการมี กทช.และ กสช.ตามรัฐธรรมนูญ 40 นี่ก็เป็นปัญหาแล้ว”
เดี๋ยวก็มีคนไปฟ้องศาลปกครองตอนสรรหา
“อัน นั้นแน่นอน เราเห็นบทเรียนตอนสรรหา กสช.แล้ว อีกอย่างแม้จะได้ตัว กสทช.แล้ว เรายังไม่รู้ว่า กสทช. จะกำหนดหลักเกณฑ์ในรายละเอียดเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นยังไง แน่นอนว่าอาจจะมีการฟ้องร้องกันอีก”
ที่ อาจารย์พูดหมายความว่าจะต้องทบทวนบทบาทศาลปกครองที่ตั้งมาแล้วไปเบรคการบริ หาร คือแทนที่จะไปคุ้มครองประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากรัฐอย่างที่เราคิด กันตอนแรก กลายเป็นว่าศาลเข้ามาชี้เรื่องใหญ่ๆ เรื่องสาธารณะจนเบรคไว้หมด โดยหลักแล้วทำได้ไหม
“ได้ แต่ต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นรัดกุม ทีนี้การให้เหตุผลที่หนักแน่นรัดกุมมันเกี่ยวโยงกับวิธีคิดในทางกฎหมายด้วย ผมคิดว่าหลายคดีที่ศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือทุเลาการบังคับ หรือแม้แต่พิพากษา เหตุผลที่ศาลใช้เป็นฐานในการตัดสิน ในทัศนะของผมยังไม่หนักแน่นพอ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้เลย เช่น การรับคำฟ้องคดีปราสาทพระวิหารไว้พิจารณาและสั่งคุ้มครองชั่วคราว ผมคิดว่าเราจะต้องทบทวนบทบาทของศาลปกครองอย่างจริงจังแล้วนะครับวันนี้ เรา จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ ผมเรียกร้องให้คนที่มีความรู้ความสามารถตรงนี้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องเหล่านี้ อย่างเปิดเผยทางสาธารณะ แน่นอนว่าจะมีคนบอกว่าศาลรักษาความชอบด้วยกฎหมาย ผมไม่ได้เถียงประเด็นนั้น คือคุณรักษาความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองนั่นถูกแล้ว แต่ปัญหาคือวิธีการตีความทางกฎหมาย การให้เหตุผลทางคดี ตรงนี้จะต้องมาดูกันว่าเป็นอย่างไร อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ความรับผิดชอบในผลที่จะตามมาจากการมีคำสั่งและการพิพากษาคดี อันนี้ก็ควรจะต้องพูดกัน”

มัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าระบบของเราตอนนี้ ฝ่ายบริหาร-กทช.ก็ถือเป็นองค์กรฝ่ายบริหารใช่ไหม เหมือนกับกระดิกอะไรไม่ได้เลย เพราะจะถูกฟ้องศาลปกครองอยู่เรื่อย เหมือนรัฐบาลจะทำข้อตกลงอะไรกับต่างประเทศไม่ได้เลย เพราะกลัวศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าผิด ม.
190 จะทำอะไรก็ต้องรอเข้าสภา
“มัน ไม่ได้เป็น ปัญหาที่ระบบอย่างเดียว แต่มันเป็นปัญหาที่วิธีคิด ในความเห็นของผมนะ มันเป็นวิธีใช้กฎหมาย วิธีตีความกฎหมาย ผมไม่แน่ใจว่านี่มันสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของนิติศาสตร์โดยรวมหรือไม่ อย่างไร ต้องคิดกัน แต่เบื้องต้นผมคิดว่าเราต้องคุยว่าบทบาทของศาลปกครองจะได้แค่ไหนอย่าง ไร หรือควรจะมีศาลปกครองไหมในวันข้างหน้า

แล้วถ้าไม่มีคือ
“ระบบ ศาลมีระบบศาล เดี่ยวศาลคู่ เราเลือกที่จะใช้ศาลปกครองในระบบศาลคู่ขึ้นมา แต่วันนี้ผมอาจจะต้องคิดทบทวนรูปแบบของศาลปกครองอย่างจริงจัง ญี่ปุ่นก็เคยมีศาลปกครองในระบบศาลคู่ แล้วก็เลิกไป”.

เดิมคดีปกครองก็ฟ้องแพ่ง
“ก็ ฟ้องที่ศาล ยุติธรรม แล้ววงวิชาการในอดีตก็เห็นว่า ควรจะมีระบบศาลเป็นอีกระบบศาลหนึ่งแยกออกมา ที่เข้าใจการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้มันได้ดุลกันระหว่างการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย การบริหารราชการแผ่นดิน การคุ้มครองสิทธิของบุคคล ประโยชน์สาธารณะอะไรประมาณนี้”

แต่ปรากฏมันไม่ได้ดุล?
“วันนี้ เราต้องมา คิดเราต้องมาตั้งคำถามกันให้มากขึ้น และผมอยากจะให้ไม่ต้องเป็นผมคนเดียว วงวิชานิติศาสตร์ควรจะต้องทำ เหมือนผมและเพื่อนๆทำเว็บไซต์นิติราษฎร์ขึ้นมา มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เหตุผลกัน ตั้งคำถามกัน เรื่องนี้มันเป็นปัญหาใหญ่ในแวดวงนิติศาสตร์ ไม่อย่างงั้นพอเห็นผมคนเดียวก็เอาอีกแล้ว วรเจตน์อีกแล้ว วรเจตน์ต้องไม่เห็นด้วยกับศาลเป็นประจำ ซึ่งไม่ใช่เช่นนั้นเลย ผมดูที่เหตุผลของเรื่องและผมคิดว่าผมน่าจะมีส่วน กระตุ้นให้คนที่ทำงานในแวดวงนิติศาสตร์ต้องพูดเรื่องนี้และจริงๆแล้วก็ ต้องกล้าพูด คือความเกรงใจนับถืออาจจะมีได้เป็นเรื่องส่วนตัวแต่ต้องไม่ใช่ เรื่องที่เป็นเรื่องสาธารณะ คงไม่มีใครอยากวิจารณ์ศาลหรอกเดี๋ยวก็กลายเป็นเรื่องไม่ชอบหน้ากันใหญ่ในวง การนี้ แต่ผมคิดว่าสังคมควรจะต้องมีลักษณะความเห็นแบบนี้นะ เพราะไม่อย่างนั้นผมถามต่อไปว่าใครจะคุมศาล วันข้างหน้าต่อไปถ้าศาลตัดสินคดีผิดล่ะ เงียบกันหมดทั้งสังคมแล้วมันจะอยู่กันยังไง”

รู้สึกว่าระบบของเราตอนนี้พยายามจะเอาอำนาจทางกฎหมายเข้ามาลิดรอนอำนาจบริหารจนกระดิกไม่ค่อยได้ เช่นเรื่องมาตรา
190 หรือเรื่องหวยบนดิน ซึ่งสี่ปีแล้วหวยบนดินออกไม่ได้ มีแต่หวยใต้ดินขายกันสนุก ล็อตเตอร์รี่ก็ราคาแพง ประโยชน์สาธารณะก็สูญเสีย
“นี่คือปัญหา มันเป็นปัญหาก็เพราะมันใหญ่และไปคาบเกี่ยวกับระบบการเมือง กระบวนการตุลาการภิวัฒน์นี่ไปถึงไหนกันแล้วผมก็ไม่รู้นะ”

มันเหมือนเอากฎหมายเข้ามาจับจนทำให้ดูเหมือนฝ่ายบริหารกระดิกกระเดี้ยไม่ได้
“ผมก็ดูอยู่ว่าสังคมจะเอายังไงแต่ผมรู้สึกว่าเราเงียบนะ”

แล้วมันไม่เหมือนคดีก่อนๆ เพราะเรื่องมาบตาพุดกับ
3G มันไม่ใช่คดีทักษิณ
“ใช่ มันส่งผลกระทบรุนแรงมหาศาลมาก”

ณ วันนี้แม้จะมีแค่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่ก็ดูเหมือนว่า 3
G อวสานไปแล้ว โดยไม่ต้องรอคำตัดสิน
“ผม ก็จะรอดูในชั้น ของคำพิพากษาของศาลว่าถึงที่สุดแล้ว กทช.ไม่มีอำนาจจริงๆ แล้วจะยังไง คดีนี้ต้องศาลชั้นต้นพิพากษาก่อน ต้องดูที่ศาลปกครองชั้นต้นอีกว่าจะยังไงต่อแล้วจะต้องไปดูที่ศาลปกครองสูง สุดสูงอีกถ้ามีการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ดูเหตุผลในคำพิพากษา คือตามขั้นตอนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยก่อนแล้วก็จะส่งมาที่ศาลชั้นต้นตัดสิน คดี ถึงตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะมีอุทธรณ์ไหม กทช.จะอยู่หรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ถึงตอนนั้นอาจมี กสทช.แล้วก็ได้ ไม่รู้ว่าคดีจะจบอย่างไร แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะจบแล้ว คือโดยเหตุของเรื่องนี่ดูเหมือนกับจะจบในทาง ข้อเท็จจริง”
..........................................................................................................................................

หมายเหตุ: ขอคัดคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีคือ กสท.ตามที่ระบุในคำสั่งศาลปกครองสูงสุด มาโดยละเอียดดังนี้

“..... เพราะผู้ฟ้องคดีและผู้รับสัมปทานในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามสัญญา สัมปทานของผู้ฟ้องคดี ต้องถูกบังคับให้ใช้กฎตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz โดยตรง อาจทำให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่เดิมรวมกัน เป็นจำนวนกว่า 37,000,000 ราย เลิกใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ฟ้องคดีและผู้รับสัมปทานจากผู้ฟ้อง คดี จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ที่ผู้ฟ้องคดีจะได้รับเป็นเงินจำนวนปีละหลาย หมื่นล้านบาท....”