WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 1, 2010

การ์ตูน เซีย 01/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_115252

การ์ตูน เซีย 01/10/53

เข็มมุ่ง "แดงจัด"

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche



โดย : ประชา บูรพาวิถี



คลื่นคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ เมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา
ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า "เราแพ้ศึก แต่ชนะสงคราม" ของคนเสื้อแดงปีกฮาร์ดคอร์


ในเอกสารลับที่เผยแพร่กันเรี่ยราดแถวราชประสงค์ ชื่อ
"วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง"
ยังบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะเขียนประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะของประชาชน

เมื่อสืบจากกระดาษเอ 4 จำนวน 20 หน้า ก็ทราบว่าวิทยานิพนธ์ฉบับนี้
เป็นผลงาน "รวมหมู่" ของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง ที่เคยผ่านองค์กร
"ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย" ก่อน 6 ตุลาคม 2519
และเคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอีสานใต้ หลัง 6 ตุลาคม 2519

กลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยเป็น "เยาวชนแดง" เมื่อ 34-35 ปีที่แล้ว
ได้สรุปบทเรียนการต่อสู้บนท้องถนนระหว่างปี 2550-2553
และนำเสนอยุทธศาสตร์ "5 ประสาน 1 เป้าหมาย"

5 ประสาน หมายถึง ประสานการเคลื่อนไหว 5 แนวรบ

แนวที่หนึ่ง : กลุ่มพลังมวลชน (แนวทางสันติวิธี)
ต้องเรียนรู้ที่จะเอาชนะ และพร้อมรับมือกับ "การล้อมปราบ"
อย่ายอมพลีชีพง่ายๆ มันไม่คุ้ม อีกด้านหนึ่งก็เลี่ยงข้อกล่าวหา "พาคนมาตาย"

แนวที่สอง : พรรคการเมืองกับสภาผู้แทน
ต้องหนุนช่วยพรรคการเมืองของประชาชน เพื่อให้ได้มีโอกาสบริหารประเทศ

แนวที่สาม : ด้านการสื่อสารมวลชน
ต้องมีสื่อที่อยู่ในมือ และเป็นฝ่ายคนเสื้อแดง ซึ่งต้องพยายามมีให้มากที่สุด
และหลายช่องทาง

แนวที่สี่ : ด้านต่างประเทศ
ต้องยกระดับปัญหาของเราให้สู่ระดับโลก เกิดอะไรที่นี่
โลกต้องรับรู้ คนเสื้อแดง ต้องอาศัยกระแสประชาธิปไตยในโลกปิดล้อมอำนาจทมิฬ

แนวที่ห้า : กองกำลังฝ่ายประชาชน
คนเสื้อแดงต้องไม่ปฏิเสธแนวทางนี้
เพราะมันเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ แต่เน้นการจัดตั้งกองกำลังปกป้องประชาชน

ในเอกสารชิ้นนี้ ยังยกตัวอย่างเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
ทหารรัฐบาลต้องหยุด และถอยออกจากราชดำเนิน
เพราะมี "ชายชุดดำ" 5-6 คน มายันการรุกของทหาร
และสร้างความเสียหายให้ทหารที่มีกำลังมากกว่านับร้อยเท่า

"ประเทศนี้ได้ก้าวมาถึงความจำเป็นต้องมีกองกำลังของประชาชนแล้ว
หากหวังให้คนเสื้อแดง มีฐานะความเป็นคน ที่จะมีอะไรไปต่อกรอำนาจเก่า
เราจะเติบโตจากเล็กสู่ใหญ่ ยึดกุมงานลับ เพื่อไม่ให้ถูกทำลายเสียก่อน..."

คนเสื้อแดงที่จะมาทำงานนี้ ต้องเสียสละอย่างสูง
ต้องเป็นทหารประชาชน ไม่เป็นกองโจร ไม่ฆ่าประชาชน


"นี่เป็นทางเดียวที่จะคุ้มครองป้องกันมวลชน
ที่เขาเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธี เป็นทางเดียว
ที่จะทำให้ผู้ปกครองประเทศ ยอมคืนอำนาจ ยอมเจรจา เป็นทางเดียว
ที่จะรักษาชีวิตประชาชน และยุติการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายรัฐ"

ขอย้ำว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด
และอาจเรียกว่าเป็นปีกฮาร์ดคอร์ ที่มีความคิดคล้ายพวก "ซ้ายจัด" เมื่อสามสิบปีที่แล้ว
ซึ่งเสนอคำขวัญ "เลือดต้องล้างด้วยเลือด"

1 เป้าหมาย คือ เพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
แต่คนเสื้อแดงไม่ควรกำหนดเป้าหมายสูงเกินไป
ต้องให้สอดคล้องกับระดับความสามารถ จึงจะคว้าชัยทีละขั้น

จากเอกสารชิ้นนี้ ระบุว่า
คนเสื้อแดงมิจำเป็นต้องเป็น "องค์กรเดียว" แยกกันเดิน ร่วมกันสู้ ประสานทุกแนว
เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน

แนวคิดดังกล่าว ต่างจาก "ปัญญาชนสีแดง"
บางปีกที่ต้องการให้คนเสื้อแดงจัดตั้งองค์กรใหม่
และต้องมีการนำ ไม่ใช่ทำกันแบบตัวใครตัวมันเช่นทุกวันนี้

สรุปแนวคิดหลักๆ ของแดงฮาร์ดคอร์กลุ่มนี้ ชัดเจนในคำขวัญทางยุทธศาสตร์
"ใช้ความรุนแรงที่เป็นธรรม สยบความรุนแรงที่ไม่เป็นธรรม"

จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ต่างจากคำขวัญในอดีต
"เลือดต้องล้างด้วยเลือด" หรือ "ปืนตอบปืน" ยืนสู้ไม่มีท้อถอย!

กล่าวถึงที่สุด ใครเสนออะไรก็ได้
และสำคัญที่ว่า แดงสันติวิธีแบบ "หนูหริ่ง" จะเอาด้วยหรือไม่


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pracha/20101001/355612/เข็มมุ่ง-แดงจัด.html

สุเทพขาลอย มาร์คยึดอำนาจ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

เซอร์ไพรส์กันทั้งเมือง กับการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์
ที่บีบให้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ลาออกจากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี
แสดงสปิริตทางการเมือง ก่อนลงสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

โดย...ทีมข่าวการเมือง




แม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เรียกร้องให้สุเทพลาออก ก็ไม่เชื่อในมาตรฐานของประชาธิปัตย์ว่า
จะกล้าให้สุเทพ ผู้จัดการรัฐบาล “สละเรือ” ทั้งที่รู้ว่ายังไงประชาธิปัตย์ก็ชนะแบเบอร์
เหนือพรรคเพื่อไทยในสุราษฎร์ธานีอยู่แล้ว

ออกหรือไม่ออก ก็ไม่น่ามีผลต่อชัยชนะ
หรือคะแนนที่ชาวสุราษฎร์ฯ จะเทให้ท่วมท้นในพื้นที่ “ประชาธิปัตย์นิยม”

เหตุผลสำคัญไม่เพียงแต่การสร้างภาพให้เห็นว่า
สุเทพจะไม่ใช่ตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
ไม่ใช่ตำแหน่งประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
หรือเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
มาเอื้อประโยชน์ต่อตนเองในการหาเสียง

หรือเป็นการหลบหลีกปัญหาข้อกฎหมายที่อาจถูกเพื่อไทยฟ้องเอาผิดสุเทพ
ระหว่างและหลังเลือกตั้ง ที่มีการใช้อำนาจรัฐเอื้อต่อตนเองให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง สส.

ทว่า ประโยชน์ที่ประชาธิปัตย์จะได้จากการให้สุเทพลาออกจากรองนายกฯ มีหลายเด้ง

ประการแรก ได้ภาพบวกว่า ประชาธิปัตย์มีสำนึกทางการเมือง รับฟังเสียงวิจารณ์
เมื่อรองนายกฯ จะลงสมัคร สส.แล้วไม่เหมาะสมเพราะเอาเปรียบคู่แข่ง
ก็พร้อมลาออก ตัดข้อครหาต่างๆ

และเพื่อสร้างมาตรฐานของพรรค ตามรอยกรณี พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม
ที่ถูกบิ๊กประชาธิปัตย์บีบให้ลาออกจากผู้ช่วย ผบ.ตร.
ยุติปัญหาไฟลามทุ่งกรณีมุสลิมไทยกับซาอุดีอาระเบีย
หรือกรณี วิทยา แก้วภราดัย ลาออกจาก รมว.สาธารณสุข จากปัญหาทุจริตไทยเข้มแข็ง ฯลฯ

ประการที่สอง รัฐบาลผสมชุดนี้เล่นดนตรีคนละคีย์
มีปัญหาเรื่องเอกภาพระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลตลอด

สำหรับสุเทพ ที่รับบทหนัก คอยกาวใจบรรดากลุ่ม ก๊วน ผู้มีอิทธิพลที่กุมอำนาจ
การตัดสินในพรรคร่วม ตลอดจนผู้นำกองทัพ เพื่อประคองเสถียรภาพรัฐบาลให้อยู่รอดฝั่ง

ทว่า หลายครั้งสุเทพเอาใจเสือสิงห์พรรคร่วม
โดยเฉพาะ เนวิน ชิดชอบ แกนนำภูมิใจไทยมากเกินไป
จนทำให้ สส.ประชาธิปัตย์ ปีกอภิสิทธิ์ ไม่พอใจ
เพราะเห็นว่าอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ต้องแปดเปื้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้อภิสิทธิ์ต้องพึ่งสุเทพ ถึงจะมีวันนี้ได้
แต่ช่วงวิกฤตที่รัฐนาวานี้ต้องเผชิญมรสุมหลายลูกในห้วงปีกว่าที่ผ่านมา
มีหลายเรื่องที่ทั้งคู่เกิดความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง
เมื่อคนหนึ่งต้องการความเด็ดขาด อีกคนรับ “ของ” จากพรรคร่วมรัฐบาลมาเต็มอก
จนมีกระแสข่าวเป็นระยะว่า
อภิสิทธิ์สวมคอนเวิร์สกับสุเทพจนกระทบต่อ “การนำ” ของรัฐบาล

ดังนั้น ที่ต้องจับตา ช่วงที่ “สุเทพขาลอย” ร่วมเดือนนับแต่วันที่จะลาออกคือ
8 ต.ค.จนถึงวันเลือกตั้งซ่อม 30 ต.ค..
อภิสิทธิ์ต้องเข้ามาคุมหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด
นี่จึงทำให้สุเทพและ สส.ในก๊วนเกิดความหวั่นไหวจากคลื่นใต้น้ำในพรรค
ไม่น้อยว่า หลังเลือกตั้งซ่อมเสร็จ แม้อภิสิทธิ์จะตั้งสุเทพกลับมาเป็นรองนายกฯ อีกครั้ง
แต่ก็สุ่มเสี่ยงที่สุเทพอาจถูกริบอำนาจ ไม่ได้ดูแลหน่วยงานความมั่นคงเบ็ดเสร็จตามเดิม

คำถามที่ว่า แล้วเหตุใดพรรคถึงต้องยอมให้สุเทพกระโดดมาลง สส.อีก
ทั้งที่น่าจะให้ผู้สมัครของพรรครายอื่นมาลงแทน จะได้ไม่ยุ่งวุ่นวายขนาดนี้

อีกทั้งสุเทพก็ได้ไขก๊อกจากผู้แทนสุราษฎร์ธานี เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว
หลังถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยให้สิ้นสภาพการเป็น สส.
จากการถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นสัมปทานของรัฐ

ก่อนที่เจ้าตัวจะส่ง “ธานี เทือกสุบรรณ” น้องชายลงสมัคร
และได้เป็น สส.จนถูกฝ่ายค้านโจมตีว่า
สุราษฎร์ฯ ผูกขาดด้วย “3 พี่น้องเทือกสุบรรณ” “เชนธานี” และว่าที่ สส.สุเทพ

พรรคประชาธิปัตย์คิดคำนวณหมด การที่สุเทพลงเลือกตั้งซ่อมแทนเจ้าของที่นั่งเดิม คือ
“ชุมพล กาญจนะ” มือประสานสิบทิศประชาธิปัตย์ที่หลุดเก้าอี้ สส.สุราษฎร์ธานี
หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสิทธิการเมือง 5 ปี
เหตุแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ย่อมได้มากกว่าเสีย

นั่นเพราะเดิมทีชุมพลเตรียมส่ง “โสภา กาญจนะ” ภรรยาลงแทน
แต่เนื่องจากไม่พร้อมเพราะต้องดูแลธุรกิจหลักของครอบครัว
ครั้นจะหา “นอมินี” มาลงแทนก่อนก็เกรงว่าถ้าได้เป็น สส.ในเวลาที่เหลือปีกว่า
ก็อาจติดลมบน การให้สุเทพมาลง สส.ไปพลางก่อน
ก็เพื่อแก้ปัญหาให้กับครอบครัว “กาญจนะ” และรักษาเก้าอี้ให้กับชุมพล

ขณะที่สุเทพเองก็ไม่ได้หวังจะมายึดพื้นที่เขต 1 ถาวร
เพราะเมื่อถึงการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า สุเทพจะเปิดทางให้กับตระกูลกาญจนะเหมือนเดิม
เนื่องจากเจ้าตัวมีแผนขยับขึ้นไปเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

ประการต่อมา เป็นการปูทางรองรับวิกฤตที่พรรคประชาธิปัตย์
เผชิญระเบิดลูกใหญ่จากคดียุบพรรคในปมเงิน 29 ล้านบาท
ที่เดินมาถึงครึ่งทาง และคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินเรื่องนี้ในเดือน พ.ย.
ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลต่างขยับ
และเตรียมแผนสำรองหากเกิดอุบัติเหตุกับพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา

ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะถูกยุบ หรือร้ายสุด อภิสิทธิ์ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ด้วยโทษตัดสิทธิการเมือง 5 ปี
เพราะข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาท
ไม่ตรงกับความเป็นจริง เข้าข่ายขัด พ.ร.บ.พรรคการเมือง
ที่กำลังไต่สวน สู่อวสานประชาธิปัตย์เกิดในช่วง
ที่ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” เป็นหัวหน้าพรรค
โดยที่อภิสิทธิ์เป็นกรรมการ บริหารพรรคในขณะนั้น

ปรากฏการณ์ที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เดินสายสร้างความปรองดองกับแกนนำสองขั้ว
โดยได้รับแรงหนุนเต็มเหนี่ยวจากต้นสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาว่า
“เสธ.หนั่น” เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคต

แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เองจะแสร้งมั่นใจว่าจะไม่ถูกยุบพรรคแน่
แต่ลึกๆ ก็หนาวสะท้านไม่มั่นใจในชะตากรรมตัวเอง จึงเตรียมทางหนีทีไล่
โดยให้แกนนำที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์คณะกรรมการบริหารพรรคชุดเกิดเหตุ
เป็น “นายกฯ สำรอง” แทนอภิสิทธิ์

หนึ่ง ใช้บริการ “ชวน หลีกภัย” ประธานพรรคประชาธิปัตย์
สอง ตั้ง กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคขึ้นเป็นนายกฯ
และการที่สุเทพมาลง สส. ก็ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับพรรคประชาธิปัตย์อีกคน
เพราะสุเทพไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคขณะนั้น
หากอภิสิทธิ์หลุดเก้าอี้ สุเทพในฐานะรองนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง
ก็จะขึ้นรักษาการนายกรัฐมนตรี

แต่ถ้าจะไหลเลื่อนไปสู่ “นายกรัฐมนตรี” ตัวจริงได้ ก็ต้องมีคุณสมบัติเป็น สส.ก่อน
จึงต้องลงเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

แม้ว่าสุเทพจะมีภาพลักษณ์ไม่ดีในสายตาประชาชน แต่จุดเด่น คือ
การเป็นผู้จัดการรัฐบาล คอยจัดสรรผลประโยชน์ให้อิ่มเอมตามคำมั่นสัญญาต่างๆ
ไม่ว่าการจัดเก้าอี้รัฐมนตรีให้พรรคร่วม การเฉลี่ยเม็ดเงินงบประมาณต่างๆ
ทั้งในงบประจำปี 2553 2554 หรือโครงการไทยเข้มแข็ง
การแบ่งอำนาจผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายฝ่ายปกครองระดับต่างๆ

กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบขึ้นมา และเกิดสุญญากาศขึ้น
ในช่วงตั้งฟอร์มรัฐบาลใหม่ “สุเทพ” ก็อาจฉายแววนายกรัฐมนตรีในมุมมืดขึ้นมา
แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องฝ่าด่านหินในพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ก่อน


http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/52465/สุเทพขาลอย-มาร์คยึดอำนาจ

ปิดฉาก “บัตรทอง”เพียงนโยบาย“ตีกิน”ประชาธิปัตย์?

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

“บัตรทอง” ซุกปัญหาไว้ใต้พรมเป็นจำนวนมาก
กระทั่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาล
ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต้องขาดทุน.....


โดย....ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

สภาพความแออัดของผู้ป่วยที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)
ตามสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังคงมีให้เห็นอย่างชินตา
ซึ่งสามารถสะท้อนปัญหาจำนวนผู้ป่วยล้นในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่าจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนี้
ย่อมจะกระทบต่อคุณภาพของการให้บริการ
โดยเฉพาะจำนวนบุคคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
กลายมาเป็นประเด็นหลักต่อมาตรฐานการรักษาที่ตกต่ำลง

แม้ว่า “บัตรทอง” จะซุกปัญหาไว้ใต้พรมเป็นจำนวนมาก
กระทั่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต้องขาดทุน
แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ
นโยบายดังกล่าวนี้ได้รับการยอมรับและถูกสานต่อ

ทันทีที่กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้เงาของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ประกาศเปิดโครงการ
รักษาฟรี 48 ล้านคน แค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียว
ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. มีคำถามถึงวัตถุประสงค์และวิธีการ
ให้บริการขึ้นอย่างมากมาย



ประการหนึ่งคือ ความเคลือบแคลงต่อวัตถุประสงค์
เพราะหากนโยบายนี้ไม่ได้ดีกว่าบัตรทอง

ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นนโยบายประชานิยมของพรรคประชาธิปัตย์
ที่หวังเพียงเพื่อกลบภาพ“30 บาท รักษาทุกโรค”
ของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้นแบบประชานิยมเท่านั้น


อีกประการหนึ่งคือ ความสับสนในการขอรับบริการ
โดยเฉพาะข้อสงสัยจากผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชน ผู้ที่ถือบัตรทองใบเก่า
และระบบสมาทการ์ดที่ยังคงปัญหาคาราคาซัง

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะ
ผู้กำกับนโยบายโดยตรง อธิบายว่า ประชาชนทั่วไปสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชน
หรือบัตรที่ทางราชการออกให้
ซึ่งมีรูปถ่ายและตัวเลข 13 หลักกำกับอยู่แทนบัตรทองได้
ส่วนเด็กเล็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชน ให้ใช้สำเนาทะเบียนบ้าน
หรือสูติบัตรแทนได้เช่นกัน

รมว.สาธารณสุข อธิบายต่อว่า ประชาชนจะได้รับการรักษาฟรี
โดยต้องเข้ารับการรักษายังสถานพยาบาลที่เคยขึ้นทะเบียนไว้
เว้นแต่กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน
จะสามารถเข้ารับการรักษายังจังหวัดที่เกิดเหตุได้ทันที
ซึ่งนโยบายนี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน
และมั่นใจว่ามีความพร้อม 100 % ในการให้บริการ


“เราได้ประสานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลให้แก่ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ
ส่วนสถานพยาบาลที่ยังไม่มีระบบอินเทอร์เน็ต
ก็จะมีการส่งข้อมูลให้อัพเดททุกๆ 7 วัน
มั่นใจว่าหลังจากเปิดโครงการในวันที่ 1 ต.ค.
จะไม่มีปัญหาใดๆ”เจ้ากระทรวงให้ความเชื่อมั่น

ถ้อยแถลงโดยรวมของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” น่าชื่นชม
ในมุมของความพยายามในการสร้างนวัตกรรมใหม่
แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ประชาชนอยากรู้มากกว่าคือ ...
จะได้อะไรจากนโยบายนี้มากไปกว่าการประหยัดเงิน 30 บาท



********************************

"บัตรทอง" กับ "ขยะ" ที่ถูกซุกไว้ใต้พรม

สำหรับ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
เป็นนโยบายประชานิยมยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2545 โดยเป็นหนึ่งในนโยบายที่เรียงคะแนนเสียง
ในการเลือกตั้งจากประชาชนรากหญ้ามากที่สุด
เพราะชูเป้าหมายให้ประชาชนซึ่งอยู่นอกเหนือสิทธิประกันสังคม
และสวัสดิการข้าราชการได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล

แต่ปัญหาที่ถูกท้วงติงมากที่สุด
คือการจัดสรรงบประมาณเป็นรายหัว
โดยปัจจุบันหลายโรงพยาบาลขอถอนตัวจากโครงการ
เพราะแบกรับภาระไม่ไหว


http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/สดจากสนาม/52486/ปิดฉาก-บัตรทอง

แค่นี้ (ก็) ชนะแล้ว!!!.

ที่มา บางกอกทูเดย์

ภูตะวัน



การเมืองภาพมัว ยุค “จริงเป็นเท็จ...เท็จเป็นจริง” หยั่งงี้ เชิญสาธุคุณ...
คนติดตามข่าวสารบ้านเมืองทั้งหลาย
ได้โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง รับชม และอ่านอย่างมีสำนึก...
ตรึกตรองให้จงหนัก

คิดดู! ตัวพรรคประชาธิปัตย์ เอง จะยุบไม่ยุบ?
ขณะที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะหลุดจากเก้าอี้
แล้วต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีหรือไม่?

สำคัญยิ่งกว่า...หากหมดอำนาจวาสนา...
คดีที่ถูกมองว่ามีส่วน “สั่งฆ่าคนเสื้อแดง” คราว เมษาฯเลือด-พฤษภาฯเดือด ที่ผ่านมา
จะตามไล่ล่า เหมือนที่ ศอฉ. เคยและยังคงไล่ล่า “แกนนำเสื้อแดง” หรือเปล่า?

เป็นอะไรที่น่าสนใจ...

แต่บนความน่าสนใจ สารพัดข่าวสารที่แต่ละฟากบรรจง “ตีข่าว” ชนิดพัลวันพัลเกหยั่งงี้
ทำเอาคนติดตามข่าวสารบ้านเมืองเกิดอาการ “เอียนข่าว”
ไม่รู้อะไรจริง อะไรเท็จ อะไรสำคัญไม่สำคัญ

เพราะ คนที่นั่งอยู่ฉากหลัง
เพื่อ “บงเกมแห่งอำนาจ” ประสงค์จะทำหน้าที่ “บงการเกมข่าว” ไปพร้อมสรรพ!!!

ข่าวสารและข้อมูลในทุกมิติ ณ ห้วงเวลานี้ จึงพรั่งพรูเสียจน คนไทยเกิดอาการ...
ทั้งเอียนและทั้งงง สับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก...สมความตั้งใจของ คนนั่งหลังฉาก

แค่ข่าวที่ พรรคประชาธิปัตย์ มีมติจะส่ง รองฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปรับสมัคร
เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี
แทนที่ อดีต ส.ส.ร่วมพรรคฯ ชุมพล กาญจนะ ซึ่งโดนข้อหา “ซุกหุ้น”

ลาออกหรือไม่ลาออก! จากตำแหน่งรองนายกฯ ที่ ฝ่ายค้านเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า...
อาจเอื้อประโยชน์และสร้างโอกาสในการเลือกตั้งซ่อมนั้น
ก็ยังอุตส่าห์ตกเป็นข่าวได้ตั้ง 3-4 วัน

ตีกินพื้นที่ข่าว เบียดข่าวการเมืองอื่นๆ ไปได้หลายมื้อ

ทั้งๆ ที่คำตอบมันชัดเจนในตัว อย่างไรเสีย...
รองฯสุเทพ ก็ต้อง “ลาออก” เพื่อลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อมฯ อยู่แหงมๆ

สุดท้าย ปลายทางข่าว สรุปว่า...นายกฯอภิสิทธิ์ ยอมเมื่อย...นั่งถ่างขา ดูแล...
รับผิดงานด้านความมั่นคงแทนที่...

ว่ากันว่า...ดินแดนด้ามขวานทอง แค่ส่งเสาไฟฟ้าติดหมายเลขลงรับสมัครเลือกตั้ง
พรรคประชาธิปัตย์ยังจะชนะคู่แข่งเลย
แหม! ให้เครดิตคนใต้ กับสำนึกรับผิดชอบต่องานการเมืองขนาดนี้

สงสัยว่า...รองฯสุเทพ คงแทบไม่ต้องเหนื่อยหาเสียง ถึงอย่างไร...
คู่แข่งที่ชื่อ วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ คงเบียดได้ยากเต็มทน!

ดูท่าแล้วงานนี้...ทั้ง พรรคเพื่อไทย และ “คนเสื้อแดง” หาเหตุส่ง
“แกนนำเสื้อแดง” ที่ (ยัง) ไม่มีหมายจับรายนี้
ลงเบียดเจ้าของพื้นที่ทั้งสุราษฎร์ธานี ก็หวังเพียงจะอาศัยโอกาสเดียวกัน
ชี้แจงแถลงไข พร้อมกับด่า...ทั้งรัฐบาล และรองฯสุเทพ ไปในคราวเดียวกัน

ส่วนเรื่องแพ้ชนะ...คำตอบมันมีอยู่ในตัว ขอแค่
“เช็คเรตติ้ง - คนเกลียดสุเทพ” เพื่อเอาไว้ใช้ในเกมการเมืองภายหน้า เท่านั้น...
แค่นี้ก็ถือว่า ชนะแล้ว!!!.

‘มาร์ค’พลิ้ว!!! ดัน‘ประวิตร’คุมศอฉ.

ที่มา บางกอกทูเดย์



‘สุเทพ’มีสิทธิ์เคว้ง!
30 กันยายนของทุกปี ตามระบบราชการของไทย จะเป็นวันเกษียณอายุราชการ

ไม่ว่าจะเป็นการเกษียณเพราะอายุครบ 60 ปี
หรือในยุคหลังก็จะมีเรื่องของการ เออร์ลี่ รีไทร์ เข้ามาเพิ่มด้วย

ทุกอย่างเป็นวงจร มีขึ้นก็มีลง มีเข้ามาก็ต้องมีเลิกราไป

ซึ่งถือเป็นวงจรที่ไม่มีอะไรแปลก

แต่ส่งท้ายกันยายน ก้าวเข้าสู้ตุลาคมนี้ ชักเริ่มมีอาการแปลกทางการเมือง
โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงออกมาหนาหูเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะกรณีของพรรคภูมิใจไทย
พรรคเจ้าปัญหาในสายตาของนายอภิสิทธิ์ และอีกหลายๆขั้ว

จนกระทั่งแม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง
ซึ่งสวมบทผู้จัดการรัฐบาล และมีการดูแลพรรคภูมิใจไทย
ตลอดจนนายเนวิน ชิดชอบ ซีอีโอใหญ่ของภูมิใจไทย แบบเกรงอกเกรงใจกันเป็นพิเศษ

ก็ทำท่าว่าอาจะโดนหางเลขของการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

นั่นคือที่ผ่านมา ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรัฐบาลให้กับนายอภิสฺทธิ์
จนได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมดังที่เคยฝันเอาไว้
นายสุเทพจึงได้รับการตอบแทนให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง
แถมยังให้คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

และพอมีเรื่องการชุมนุมคนเสื้อแดง มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นายสุเทพก็ได้เป็น ผู้อำนวยการ ศอฉ. มีอำนาจใหญ่โต

ว่ากันว่าความใหญ่โต และอำนาจมากมายที่มีในมือของนายสุเทพ
ทำให้ระยะหลังๆนายสุเทพไม่ค่อยจะฟังใคร แม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์

บ่อยครั้งจึงดูเหมือนกับมีรอยร้าวลึกๆเกิดขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย กรณีที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ

ดังนั้นเมื่อนายสุเทพ มีความจำเป็นที่จะต้องไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สุราษฎร์ธานี
เพื่อรักษาฐานที่มั่นของพรรค ตามมติพรรค ทำให้นายสุเทพตกอยู่ในภาวะพลอยโจน
เพราะต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆทั้งหมดก่อนสมัคร

ซึ่งมองเผินๆก็ไม่น่าจะมีอะไร แตที่น่าสะดุดใจขึ้นมาก็คือ

พรรคภูมิใจไทย ดันออกมาระบุว่า แม้ต่อไปนายสุเทพจะไม่ได้เป็นรองนายกฯแล้ว
หากมีปัญหาก็ยังจะประสานกับนายสุเทพเหมือนเดิม... เรียกว่ารักปักใจไม่เปลี่ยนแปลง

จนเหมือนกับเป็นฐานที่ทั่นให้นายสุเทพพิงหลัง เวลาที่ต้องเจรจาต่อรองภายในรัฐบาล
และภายในพรรค เวลาที่เกิดเรื่องราวขึ้นมา... เรียกว่านอกจาก ส.ส.
และฐานเสียงในพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนแล้ว
นายสุเทพยังมีฐานเสียง ส.ส.ภูมิใจไทยอยู่ในมือไว้ใช้ต่อรองได้อีก

ดังนั้นจึงต้องจับตาดูว่า การที่นายอภิสิทธิ์ ออกมาตีขลุมทันทีว่า
งานในหน้าที่รับผิดชอบของนายสุเทพ นั้น ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง

คั้งแต่วันวันศุกร์ที่ 1 ต.ค. จะนำงานของนายสุเทพ มาดูพร้อมกันทั้งหมด

โดยได้นัดนายสุเทพเรียบร้อยแล้วว่าให้นำงานที่กำกับดูแลกระทรวงต่างๆ รวมถึง
งานในส่วนของ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
มาให้ดูว่างานที่ค้างอยู่มีอะไรบ้าง

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์พูดชัด จะเข้าไปกำกับดูแล ก.ตร.เอง

ออกอาการว่าจะนั่งถ่างขา
ควบงานนายกรัฐมนตรี กับรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงเอาไว้ในมือ

ก็ขนาดพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี
และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ยังพูดแบบอารมณ์ดีว่า
งานต่างๆ ที่นายสุเทพ ดูแล แล้วนายกฯบอกว่าจะดูแลเอง
ก็ไม่น่ามีอะไร นายกฯน่าจะรับได้ ไม่มีปัญหา

“เป็นสิ่งที่ดีที่นายกฯจะได้มีงานมากขึ้น คนหนุ่มมันต้องมีงานมากๆ
เพราะนายกฯยังเป็นคนหนุ่มแน่น อีกทั้งคิดว่าคงจะไม่กระทบกับงานด้านความมั่นคง”

ซึ่งในเรื่องของความมั่นคงนั้น มีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอให้แต่งตั้ง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ขึ้นเป็น ผอ.ศอฉ. แทนนายสุเทพ

ซึ่งแม้ว่า นายสุเทพ กล่าวสั้นๆแค่ว่า “ยังไม่ได้ทำ”

โดยไม่ได้ตอบว่า ใช่หรือไม่ บอกเพียงว่า

“เดี๋ยวปรึกษานายกฯก่อน”

ทำเอามีการโฟกัสจับตามาที่นายสุเทพเป็นอย่างมากในทันทีว่า
หลังเลือกตั้งแล้วจะกลับมาใหญ่เหมือนเดิมหรือไม่???

เพราะบังเอิญนายอภิสิทธิ์ มีการพูดออกมาแล้วว่า
เรื่องการกลับมารับตำแหน่งเดิมของนายสุเทพนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยาก
เนื่องจากยังไม่ได้คุยกันตรงนั้น

เล่นเอาลือกันกระฉ่อนแวดวงการเมืองในทันที

ซึ่งแม้ว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
จะออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร

รวมทั้งที่มีกระแสข่าว นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์กดดันให้นายสุเทพ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
นายองอาจก็ยืนยันวว่า คงไม่มีใครไปกดดันนายสุเทพ ได้ เพราะนายสุเทพ เป็นผู้ใหญ่

ฉะนั้นก็คงต้องจับตาดูว่า การโดดลงไปสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของนายสุเทพ
หลังจากก่อนหน้าได้ลาออกมาก่อน
จะเป็นการหวนคืนเวที จนทำให้ต้องหมดที่ยืนในอำนาจหรือไม่
เพราะไม่ว่าอย่างไร ประโยคของนายอภิสิทธิ์ ก็ดูพลิ้วๆแปร่งๆชอบกล
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายงานของนายสุเทพ
ไปให้รองนายกรัฐมนตรีคนอื่นดูแลแทนไปเลย

กับเรื่องที่ไม่ยอมพูดให้ชัด
นายสุเทพจะกลับเข้ามาทำหน้าที่เดิมใช่หรือไม่???

งานนี้คงต้องมีลุ้นกันสนุกแน่ๆ

ปรากฏการณ์ล็อก 'สื่อแดง'

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

สื่อสังกัดสีถูกจำกัดพื้นที่บนแผง-ในคลื่นวิทยุและเว็บไซต์

เดือนที่มีงานรำลึกวาระ "19 กันยา 49" และวาระ "พฤษภา-ราชประสงค์"
เพียงชั่ว 30 วัน สื่อสีแดงแต่ละเฉดถูกไล่ปิด
และดำเนินคดีตามกันอย่างกระชั้น-กระชับ

แดงตัวเด่นอย่าง red power ของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข คือ
เป้าหมายแรกที่ถูกปิดตัว

คนทำสื่อสีแดงที่ผันตัวจากเดิมเป็นเอ็นจีโอสายแรงงานบอกว่า
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำสื่อสิ่งพิมพ์เอาใจคนเสื้อแดงแล้วถูกปิด
เพราะก่อนหน้านี้เคยทำ voice of Thaksin และ Thai red news
ถูกปิดไปเมื่อ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา
จากนั้นจึงได้ทำ red power ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.ที่ถูกปิดเป็นเล่มล่าสุด"

สมยศบอกว่า การปิดครั้งนี้ ฝ่ายรัฐไม่ได้ทำต่อกองบรรณาธิการ
แต่ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บุกโรงพิมพ์ ให้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี
สั่งปิดกิจการ

เช่นเดียวกับสื่อ-ฟ้าเดียวกัน วารสารที่เป็นปฏิปักษ์กับทุกรัฐบาล
ซึ่งมีคดีเก่า- ค้างคา ทั้งกรณีหมิ่นเบื้องสูง, ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

และล่าสุด ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
ได้แจ้งความกับกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ให้ดำเนินคดีวารสาร "ฟ้าเดียวกัน"
ไม่ยอมยื่นจดแจ้งการพิมพ์ ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550
รวมทั้งให้ตรวจสอบเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูงด้วย

นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นิตยสารฟ้าเดียวกัน อธิบายว่า
คดีการจดแจ้งการพิมพ์ที่เกิดขึ้นกับวารสารฟ้าเดียวกันนั้น เป็นเพียงการปราม
และทำให้กองบรรณาธิการเกิดความยุ่งยากรำคาญเท่านั้น
เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมาย ต้องการให้แจ้งชื่อที่อยู่ ผู้จัดพิมพ์
ซึ่งฟ้าเดียวกันก็ได้ระบุในตัวเล่มแล้ว
และเชื่อว่า แต่ละครั้งที่มีการดำเนินคดีในข้อหาต่าง ๆ
ก็อาจเป็นเพราะถูกฝ่ายการเมืองเคาะออกมาให้ดำเนินคดี

ธนาพลบอกว่า
ฟ้าเดียวกันเป็นวารสารเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จุดยืนที่ผ่านมา 5 รัฐบาล
ก็ยังคิดว่าได้ยืนอยู่ในจุดยืนของตัวเอง ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้าเดียวกัน
ก็เคยถูกขู่ว่าจะใช้กฎหมายความมั่นคงจัดการ
กรณีเผยแพร่ข้อความและซีดีเกี่ยวกับเรื่องตากใบ

สื่อที่ถูกจัดประเภทว่า "สีแดง" รายต่อมาที่ถูกดำเนินคดี คือเว็บไซต์ประชาไท
ซึ่งเคยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งนำเสนอข่าว
เหตุการณ์ความรุนแรงภาคใต้

โดยกรณีที่ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์
ถูกควบคุมตัวจากสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะเดินทางกลับจากต่างประเทศ
แล้วถูกส่งไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ตามหมายศาล
ในข้อกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูง และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
และได้รับการประกันตัวในคืนเดียวกัน

จีรนุชเผยว่า โดนจับกรณีมีผู้โพสต์ความเห็นท้ายบทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ประชาไท
แต่ไม่ใช่ความผิดที่เกิดจากบทความ
หรือข้อความที่กองบรรณาธิการประชาไทผลิตเผยแพร่
เพราะเป็นความเห็นผู้อ่านที่มาโพสต์ต่อจากบทสัมภาษณ์ในช่วง 21-24 เมษายน 2551

จีรนุชรับทราบว่ามีหมายจับที่ออกโดยศาลขอนแก่นตั้งแต่ 8 กันยายน 2552

ผอ.เว็บประชาไทเล่าว่า
เธอเดินทางออกไปประชุมต่างประเทศ วันที่ 9 กันยายน 2553
ในเวทีของสหประชาชาติ เรื่องธรรมาภิบาลอินเทอร์เน็ต
เกี่ยวกับการบริหารจัดการอินเทอร์เน็ตในประเด็นต่าง ๆ ที่ประเทศลิทัวเนีย
และมีการประชุมที่ฮังการี เรื่องสิทธิเสรีภาพบนสื่ออินเทอร์เน็ต

"พอขากลับเข้าประเทศก็โดนล็อก ต่อมาก็รู้จากเจ้าหน้าที่ ตม.
ซึ่งแสดงหมายจับให้ดู มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องหมิ่นเบื้องสูง
เรื่องการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
และมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เมื่อ 27 เมษายน 2551"

นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บ.ก.ข่าวเว็บไซต์ประชาไท บอกว่า
ประชาไทไม่ใช่สื่อใต้ดิน แต่เป็นเว็บไซต์บนดิน
เพราะสื่อออนไลน์ไม่อนุญาตให้ใครอยู่ใต้ดินอยู่แล้ว
และไม่อนุญาตให้ใครปิดง่าย ๆ ด้วย

ตร.ล่าตัวชายเสียงเหน่อ โทร.ป่วนเมือง ขู่วางระิเบิดร.พ.ศิริราช

ที่มา ข่าวสด

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
รายงานข่าวจากนายตำรวจระดับสูงในบช.น. เปิดเผยว่า
เมื่อเวลา 08.30 น. มีชายลึกลับโทรศัพท์เข้ามาที่เบอร์แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 ว่า
จะมีการวางระเบิดภายในร.พ.ศิริราช
แต่จากการตรวจสอบโดยละเอียดจากนายตำรวจระดับสูง
และกำลังทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ตรวจสอบโดยรอบร.พ.
และพื้นที่บริเวณใกลเคียงทั้งทางบกและทางน้ำ
ไม่พบว่ามีวัตถุต้องสงสัยหรือระเบิดตามที่มีโทรศัพท์เข้ามาแจ้ง
อย่างไรก็ตาม
ได้มีการเพิ่มความเข้มงวดทั้งเรื่องกำลังเจ้าหน้าที่และความเข้มในการตรวจสอบ
เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ไหนว่าประชาชนต้องมาก่อน ม็อบมาบตาพุดทวงถาม

ที่มา ข่าวสด





เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ศูนย์ราชการจังหวัดระยอง เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
นัดรวมตัวชุมนุมเพื่อเคลื่อนขบวนและคัดค้านต่อต้านรัฐบาล
กรณีประกาศกิจการรุนแรง 11 ประเภท ที่มีผลกระทบทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม
วิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมภายใต้สิทธิอันชอบธรรมของภาคประชาชน
ที่จะรักษาผลประโยชน์ ของตนเองตามกฏหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2
โดยมีชาวจ.ระยองมาร่วมชุมนมคัดค้านจำนวนมาก
และมีเครือข่ายภาคประชาชนจากจ.ฉะเชิงเทรา จันทบุรี สระบุรี นครศรีธรรมราช สตูล
และอีกหลายพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ จากนิคมอุสาหรรมตามนโยบายของรัฐบาล
ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมลพิษ ที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน



บรรดาแกนนำ แต่ละจังหวัดต่างสับเปลี่ยนขึ้นเวทีปราศรัย
โดยนายโชคพิสิฐ วรพัฒน์ธาชัย โฆษกเครือข่ายฯ กล่าวปราศรัยว่า
รัฐบาลนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยหาเสียง โดยใช้นโยบาย "ประชาชนต้องมาก่อน"
แต่พฤติกรรมที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน
แถมยังส่งเสริม สนับสนุนนายทุนเป็นหลัก
ในนามเครือข่ายภาคประชาชน เราจะเดินหน้าปักหลัก ต่อต้าน นิคมอุตสาหกรรม
ทั้งที่มาบตาพูด และที่อื่นๆ ของประเทศ และเราจะรณรงค์ ประชาสัมพันธ์
เพื่อช่วยกันออกมาต่อต้าน จากนี้จะมีภาคประชาชน จากชุมชน
ที่ได้รับผลกระทบทะยอยเดินทางมาสมทบ เพื่อมาชุมนุมกับพวกเรา ยืนยันว่า
เราชุมนุมโดยสงบ ตามรัฐธรรมนูญ สันติ สงบ อหิงสา
ยืนยันว่า จะไม่มีการปิดถนนอย่างแน่นอน

Red Otop ร้อนๆๆจ้า

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

วันนี้ช่วงเช้าเริ่มต้นเปิดให้ผู้ค้าสินค้า OTOPแดงซื้อแดงขาย
นำสินค้า เข้ามาจัดในพื้นที่ ที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าวชั้น6
อย่าตกใจนึกว่าจริง...เพราะเหมือนจริงมากๆ..ประตูทางเข้า HALL



ดูรายละเอียดภาพขนาดใหญ่ทั้งหมดคลิ้กที่นี่ครับ