ที่มา ไทยรัฐ
การ์ตูน เซีย 02/10/53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, October 2, 2010
ประกาศสวนสันติธรรม เรื่องข้อกล่าวหาหลวงพ่อฯ เกี่ยวกับปัจจัยการเทศน์นอกสถานที่
ที่มา Dhammada.net
ประกาศสวนสันติธรรม
เรื่องการกล่าวหาหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ว่ายักยอกปัจจัยบูชาธรรมจากบัญชีของสวนสันติธรรม
วันที่ 1 ตุลาคม 2553
ตาม ที่มีผู้กล่าวหาว่า ปัจจัยบูชาธรรมที่มีผู้ถวายหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช จำนวนหลายสิบล้านบาท ไม่ได้ถูกนำเข้าบัญชีเงินฝากของสวนสันติธรรม แสดงว่ามีการยักยอกเงินดังกล่าวนั้นสวนสันติธรรมขอชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกัน ว่า ปัจจัยบูชาธรรมที่สาธุชนผู้ไปฟังหลวงพ่อปราโมทย์บรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ นั้น เป็นปัจจัยที่สาธุชนเจาะจงถวายหลวงพ่อปราโมทย์เป็นการส่วนตัว ไม่ใช่ปัจจัยที่บริจาคแด่สวนสันติธรรม จึงไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของสวนสันติธรรม และปัจจัยบูชาธรรมเหล่านั้น ก็ไม่ได้มากถึงรายละ 3 – 4 แสนบาท หรือถึงล้านกว่าบาทตามที่มีการปล่อยข่าวเพื่อให้ดูมากจนน่าตกใจ
นับ ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2549 ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์รับนิมนต์ไปแสดงธรรมนอกสถานที่ครั้งแรก จนถึงต้นเดือนกันยายน 2553 หลวงพ่อปราโมทย์ได้แสดงธรรมนอกสถานที่รวมทั้งสิ้น 76 ครั้ง มีเพียง 4 ครั้งที่มีผู้ถวายปัจจัยบูชาธรรมเกินกว่า 200,000 บาท และบ่อยครั้งหากเป็นการแสดงธรรมตามวัด ศาสนสถาน มูลนิธิบางแห่ง หรือโรงพยาบาลของรัฐ หลวงพ่อปราโมทย์จะยกปัจจัยบูชาธรรมทั้งหมดพร้อมทั้งสิ่งของต่างๆ ให้กับสถานที่นั้น บางกรณียังได้บริจาคเงินสมทบทุนให้กับสถานที่นั้นด้วย แม้ บางครั้งผู้จัดการแสดงธรรมซึ่งไม่เข้าข่ายองค์กรต่างๆ ที่หลวงพ่อปราโมทย์จะยกปัจจัยบูชาธรรมให้ หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดูแลสถานที่ หรือเพื่อกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นประโยชน์ หลวงพ่อปราโมทย์ก็ยกปัจจัยบูชาธรรมให้ทั้งหมดเช่นกัน
ส่วน ปัจจัยบูชาธรรมที่เหลือ ก็นำมาเป็นค่าใช้จ่ายของสวนสันติธรรมบางรายการ บางส่วนก็เก็บเป็นทุนสำรองเพื่อดูแลสวนสันติธรรมบ้าง เพื่อเตรียมเป็นทุนเบื้องต้นในการก่อสร้างถาวรวัตถุบางอย่างในสวนสันติธรรม เช่น พระอุโบสถและเจดีย์บ้าง และหลวงพ่อปราโมทย์ใช้ทำบุญต่างๆ บ้าง ที่ใช้ส่วนตัวของหลวงพ่อปราโมทย์จริงๆ นั้นไม่มากนัก
อนึ่ง สวนสันติธรรมมีความยินดีและพร้อมจะเปิดเผยบัญชีเงินฝากปัจจัยส่วนนี้ต่อส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงได้เสมอ
อ้างอิง : http://wimutti.net/forum/index.php?topic=3888.0
*** ข่าวที่เกี่ยวข้อง ***
1. Dhammada News: ตอบข้อสงสัยทุกท่าน…เรื่องเงินติดกัณฑ์เทศน์นอกสถานที่
2. Dhammada News: กรณีเงินบริจาคที่ได้รับจากการเทศน์ที่ยุวพุทธฯ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
- Dhammada News: ประเด็นแถลงข้อเท็จจริง ครั้งที่ 2 กรณีของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
- Dhammada News: คำอธิบายเกี่ยวกับการวางผังของสวนสันติธรรม
- Dhammada News: ยอดเงิน 1.2 ล้านบาท ที่ยุวพุทธ มาจากไหน? คำตอบที่ต้องรอจากผู้กล่าวหา…
- Dhammada News : บทสรุปพระปราโมทย์ VS ฐิตินาถ เมื่อวิถีแห่งความรู้แจ้งลอกคราบ “เข็มทิศชีวิต” โดย ASTV รายสัปดาห์
- Dhammada News: กรณีเงินบริจาคที่ได้รับจากการเทศน์ที่ยุวพุทธฯ
ยอดเงิน 1.2 ล้านบาท ที่ยุวพุทธ มาจากไหน? คำตอบที่ต้องรอจากผู้กล่าวหา...
ที่มา Dhammada.net
บางส่วนจากข่าว คมชัดลึก : http://www.komchadluek.net/detail/20100930/74924/กก.มส.ชี้สอบคำสอนพระปราโมทย์ต้องใช้เวลา.htm
ทีมงานเวปธรรมดาขอให้ทุกท่านได้ร่วมพิจารณา คำให้สัมภาษณ์ของแกนนำกลุ่มชาวพุทธผู้รักษ์ศาสนาตามข่าวดังนี้
นาย เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ติดตามข่าวเกี่ยวกับสวนสันติธรรม เปิดเผยต่อ “คม ชัด ลึก” ว่าหลังจากที่ได้รับเอกสารจากนายอภิชาติ อัศวเรืองชัย อดีตประธานกรรมการบริหารสวนสันติธรรมที่ถอนตัวออกมา โดยได้ตรวจสอบเอกสารทั้งหมดกับบัญชีรายรับ-รายจ่ายของสวนสันติธรรม พบว่ามีเม็ดเงินหายไปจำนวนหนึ่ง โดยไม่มีรายได้ระบุไว้ในบัญชีทั้ง 7 บัญชีที่ทนายความได้ส่งให้ดีเอสไอ
“ผมได้ตรวจสอบเอกสารรายรับรายจ่ายของสวนสันติธรรมตั้งแต่ ปี 2551 ถึงเดือนกันยายน 2552 นั้น ไม่พบว่ามีบัญชีรายรับซึ่งได้มาจากการเดินสายแสดงธรรมในสถานที่ต่างๆ 65 แห่ง ซึ่งเชื่อว่าแต่ละแห่งที่ไปนั้น ทางผู้ศรัทธาจะบริจาคหรือทำบุญให้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนตุลาคม 2552 มีการแสดงธรรมยุวพุทธ มีการเรี่ยไรเงินทำบุญถึง 1.2 ล้าน แต่ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในบัญชี เราคำนวณคร่าวๆ การแสดงธรรม 65 ครั้งน่าจะมีรายรับ 15-20 ล้านเลยทีเดียว” นายเทิดศักดิ์ กล่าว
.
จาก การตรวจสอบเพิ่มเติม ทางทีมงานเวปธรรมดาได้พบคลิปเสียงที่ยืนยันยอดเงินปัจจัยฟังธรรม ณ วันที่หลวงพ่อปราโมทย์ไปเทศน์ ณ ยุวพุทธิกสมาคม เป็นยอดเงินที่รวบรวมได้ตอนท้ายของการเทศน์ที่ยอดประมาณ 113,000 บาท และมีการทำบุญเพิ่มเติมหลังจากที่ประกาศถวายแล้วอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมกับยอดที่ได้ประกาศไว้ในตอนต้นแล้วจะได้ จำนวนรวมทั้งสิ้นเพียง 201,021.00 บาท หักค่าโอนผ่านธนาคารแล้ว (จะไม่อยู่ในคลิป) ซึ่งทีมงานพบว่าเป็นไปได้ยากที่ยอด 113,000 บาท จะเพิ่มเป็น 1.2 ล้านบาท ได้ในระยะเวลาที่สั้นๆก่อนทางยุวพุทธจะปิดกล่องแล้วนับเงินตามที่ประกาศไว้
ขอให้ร่วมฟังคลิปเสียง ณ ที่ ยุวพุทธิกสมาคมดังนี้
อนึ่ง มีผู้ให้ความสงสัยแต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า แกนนำคนดังกล่าว อาจจะเป็นคนที่เคยใช้ชื่อ Satoranai ใน www.pantip.com ที่ห้องศาสนา โดยส่วนใหญ่ได้ตั้งกระทู้วิพากย์วิจารณ์หลวงพ่อปราโมทย์อย่างร้อนแรงต่อ เนื่องนานหลายเดือน จนกระทั่งถูก Webmaster ยึดล๊อกอินหลายครั้ง ซึ่งปัจจุบัน ก็มีคนใช้ชื่อ Satoranai ระดมสมาชิกในบางเวปบอร์ดเพื่อร่วมลงชื่อเข้าร้องเรียนกล่าวหาหลวงพ่อ ปราโมทย์กับทาง DSI และหน่วยงานอื่นๆ เช่นกัน
*** ข่าวที่เกี่ยวข้อง ***
1. Dhammada News: ตอบข้อสงสัยทุกท่าน…เรื่องเงินติดกัณฑ์เทศน์นอกสถานที่
2. Dhammada News : ประกาศสวนสันติธรรม เรื่องข้อกล่าวหาหลวงพ่อฯ เกี่ยวกับปัจจัยการเทศน์นอกสถานที่
3. Dhammada News: กรณีเงินบริจาคที่ได้รับจากการเทศน์ที่ยุวพุทธฯ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
- Dhammada News : ประกาศสวนสันติธรรม เรื่องข้อกล่าวหาหลวงพ่อฯ เกี่ยวกับปัจจัยการเทศน์นอกสถานที่
- Dhammada News : บทสรุปพระปราโมทย์ VS ฐิตินาถ เมื่อวิถีแห่งความรู้แจ้งลอกคราบ “เข็มทิศชีวิต” โดย ASTV รายสัปดาห์
- Dhammada News: กรณีเงินบริจาคที่ได้รับจากการเทศน์ที่ยุวพุทธฯ
- Dhammada News : เจาะประเด็น “วิมุตติปฎิปทา” หลักฐานสำคัญของผู้กล่าวอ้าง
- Dhammada News : เปิดหนังสือ “วิมุตติปฎิปทา” เพชรน้ำเอกของหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนบวช
ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อม ด้วยสามัคคีธรรมตามรัฐธรรมนูญ
ที่มา มติชน "ประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"
โดย เกษียร เตชะพีระ
ปรีดี พนมยงค์ 
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร 
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช 
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 2
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(23 มีนาคม พ.ศ.2492)
ข้อ ความข้างต้นอาจถือเป็นความพยายามแนวใหม่ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 ในอันที่จะหาสูตรทางการเมืองเพื่อสัมฤทธิผลแห่งการปรองดองระหว่างกลุ่มผู้ ปกครองในระบอบเดิมกับประชาธิปไตย
ดังจะเห็นได้ว่าข้อความนี้กลายเป็น ระเบียบการเมืองสถาปนาของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ในกาลต่อมา อาทิ : -
มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปฏิรูปการเมือง พุทธศักราช 2540 กับมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับลงประชามติ พุทธศักราช 2550 มีข้อความตรงกันทุกถ้อยกระทงความว่า "ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" มิไยว่าฉบับแรกจะถูกฉีก ส่วนฉบับหลังจะถูกสร้างโดยรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ของ คปค.ก็ตาม
ข้อ ความดังกล่าวมิเคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ ก่อนหน้าปี พ.ศ.2492 เลย ไม่ว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (10 ธันวาคม พ.ศ.2475), รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (9 พฤษภาคม พ.ศ.2489), และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2490)
การ ถือกำเนิดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2492 โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2491 อันประกอบด้วยสมาชิก 40 คน จากการเลือกตั้งของรัฐสภา, และยกร่างโดยกรรมาธิการ ซึ่งเลือกจากสมาชิกสภาร่างฯด้วยกันเอง 9 คน และมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานนั้น เป็นผลลัพธ์สืบเนื่องโดยตรงจากรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ที่โค่นรัฐบาลของนายกฯ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และขับไล่รัฐบุรุษอาวุโส ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ออกจากประเทศไป
มัน บ่งชี้ว่าความพยายามของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับพวก ให้เกิดการปรองดองระหว่างกลุ่มผู้ปกครองในระบอบเดิมกับประชาธิปไตยตั้งแต่ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านมาตรการทางการเมืองต่างๆ นั้น ในที่สุดไม่บรรุผล กล่าวคือ : -
-ปฏิบัติการต้านญี่ปุ่นร่วมกันระหว่างพลพรรคเสรีไทยใต้ดินในประเทศประสานกับเสรีไทยนอกประเทศ
-การ ตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษนักโทษการเมืองคดีกบฏบวรเดช พ.ศ.2476 และกบฏนายสิบ พ.ศ.2478, รวมทั้งลดโทษ 3 ใน 4 ของกำหนดโทษแก่นักโทษการเมืองคดีกบฏเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2481 ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2487 เนื่องในโอกาส "วันเกิดในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ 8 (เรียกตามการใช้ภาษาสมัยนั้น ตามประกาศสำนักนายกฯ พ.ศ.2483 ของรัฐบาลพิบูลสงครามที่ให้ใช้คำว่า "วันเกิด" สำหรับบุคคลทุกคน)
-โดยเฉพาะการอภัยโทษ (28 กันยายน 2486) และคืนยศดังเดิมให้ (20 กันยายน 2487) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ซึ่ง ต้องโทษคดีกบฏ พ.ศ.2481 และถูกถอดยศ (24 พฤศจิกายน 2482) ในฐานะที่ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 52 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดา ม.ร.ว.เนื่อง (สนิทวงศ์), ต่อมาพระองค์เจ้ารังสิตฯได้ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยสภาผู้แทนราษฎรลงมติแต่งตั้งเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ.2489
-ประกาศพระราชกำหนดนิรโทษกรรมการกบฏและจลาจลทุกครั้ง ที่แล้วมา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2488 ไม่ว่าจะถูกฟ้องและรับโทษหรือไม่, หนีคดีหรือไม่, เป็นพลเรือนหรือทหาร, ยศชั้นใด ฯลฯ ให้นิรโทษกรรมพ้นมลทิน ไม่มีโทษติดตัว ถือว่าทุกคนบริสุทธิ์เสมือนไม่เคยต้องโทษเลย เพื่อความสามัคคีและส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
-การร่วมกันบริหารประเทศและเจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตรช่วงเปลี่ยนผ่านคับขันตอนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองและ
-การ ร่วมกันยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2489 ระหว่างกลุ่มอาจารย์ปรีดีกับพวก และฝ่ายอนุรักษ์นิยม-นิยมเจ้าที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (นายกรัฐมนตรี กันยายน 2488 - มกราคม 2489) และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสังคายนารัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอาจารย์ปรีดีเป็นประธาน ปี พ.ศ.2489) เป็นแกนนำสำคัญ โดยยกเลิกข้อห้ามตามมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (10 ธันวาคม 2475) ที่กำหนดให้ "พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิด หรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง" ทิ้งไปและเปิดโอกาสให้รวมตัวก่อตั้งพรรคการเมืองได้โดยอิสระในทางปฏิบัติ
แนวทางปรองดองข้างต้นแสดงออกอย่างชัดแจ้งใน คำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีปรีดี พนมยงค์ (มีนาคม-สิงหาคม 2489) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2489 ในวาระปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดสุดท้ายตามรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 ดังมีเนื้อหาสำคัญบางตอนว่า : -
-นายกฯปรีดีเริ่มด้วยการน้อมสำนึกและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
-ท่าน อธิบายย้อนหลังไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ว่าคณะราษฎรมารู้ภายหลังยึดอำนาจแล้ว 6 วัน ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะพระราชทานรัฐ ธรรมนูญอยู่ แต่ทรงถูกที่ปรึกษา ข้าราชการชั้นสูงและ "บุคคลคนหนึ่ง" ทัดทานไว้ คณะราษฎรมิได้รู้พระราชประสงค์มาก่อน จึงทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปโดยบริสุทธิ์ใจ มิได้ช่วงชิงกระทำดังที่มีผู้ปลุกเสกข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างนั้น
-ท่าน ขอซักซ้อมความเข้าใจถึงหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญซึ่งคณะ ราษฎรได้ขอพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ประชาธิปไตย ต่างจาก อนาธิปไตย, มีผู้เข้าใจระบอบประชาธิปไตยผิด เอาอนาธิปไตยเข้ามาแทนที่ นับเป็นภัยต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง
-ประชาธิปไตยนั้นมีระเบียบ ยึดตามกฎหมาย ศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต
-ส่วน อนาธิปไตยขาดระเบียบ ขาดศีลธรรม กฎหมายและความซื่อสัตย์สุจริต ใช้สิทธิเสรีภาพโดยไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายหรือศีลธรรม โดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม
-ที่สำคัญเมื่อ ประชาธิปไตยเสื่อม ก็นำไปสู่---> "อนาธิปไตย"-->เผด็จการฟาสซิสต์ ในที่สุดเหมือนอิตาลีสมัยมุสโสลินี
-ฉะนั้น หากไม่เอาเผด็จการ ก็ต้องป้องกันขัดขวางอนาธิปไตย ต้องให้ประชาธิปไตยมีระเบียบเรียบร้อย
-"ข้าพเจ้า ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะกลายมาเป็นศัตรูของระบอบ ประชาธิปไตย.....ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้ใดเชื่อข้าพเจ้าโดยไม่มีค้าน ข้าพเจ้าต้องการให้มีค้าน แต่ค้านโดยสุจริตใจ ไม่ใช่ปั้นข้อเท็จจริงขึ้น"
-เมื่อ สุจริตใจ ถึงต่างแนวทาง ก็ร่วมมือกันได้ แม้แนวทางที่จะเดินไปสู่จุดหมายจะเป็นคนละแนว แต่ในอวสาน เราก็พบกันได้ ตัวนายกฯปรีดีเองกับเจ้านายหลายพระองค์ ต่างแนวทาง แต่เพื่อส่วนรวมของประเทศชาติเหมือนกัน ก็ร่วมมือกันได้ ถึงบางท่านจะต่อต้านคณะราษฎร แต่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าจริง ก็ร่วมมือกันได้ เพราะนายกฯปรีดีเคารพในความซื่อสัตย์ พวกตัวร้ายคือพวกที่อ้างชาติบังหน้า แต่ความจริงทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว อิจฉาริษยา
-โดยสรุป นายกฯปรีดีปฏิเสธอนาธิปไตยและเผด็จการ ท่านเรียกร้องให้สร้าง "ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคีธรรมตามรัฐธรรมนูญ"
(อ้างจาก ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517) (2517), หน้า 519 - 22)
ทว่ากระบวนการสร้าง "ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคีธรรมตามรัฐธรรมนูญ" ที่นายกฯปรีดีคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย (9 พฤษภาคม พ.ศ.2489) อันท่านถือว่าเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะพฤฒสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา อีกทั้งพฤฒสมาชิก, สมาชิกสภาผู้แทนและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ (มาตรา 24, 29, 66) นั้น ต้องประสบโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่และสะดุดหยุดชะงักไป เนื่องด้วยกรณีสวรรคตด้วยพระแสงปืนของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489
หลังจากนั้นบ้านเมืองก็ระส่ำระสาย มีผู้ฉวยโอกาสจากกรณีสวรรคตปั้นเรื่องมดเท็จกล่าวร้ายป้ายสีอาจารย์ปรีดีและ พวก ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกขยายตัวรุนแรงกว้างขวางออกไป ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายชุกชุม นักการเมืองและข้าราชการทุจริตคอร์รัปชั่นและนายทหารถูกปลดประจำการถึงราว 1 ใน 5 ของทั้งหมด หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ระบบการเมืองไทยก็ย่างเข้าสู่สภาพการณ์วิกฤตที่ : -
1) ชนชั้นนำสูญเสียฉันทามติว่าอะไรคือเป้าหมายร่วมกันของบ้านเมือง (the loss of elite consensus)
2) ระบอบการเมืองต่างๆ ที่ผ่านมาล้วนขาดพร่องความชอบธรรมในสายตากลุ่มพลังการเมืองสำคัญไม่กลุ่มใด ก็กลุ่มหนึ่ง (the lack of political legitimacy)
3) ความรุนแรงและฆาตกรรมทางการเมืองกลายเป็นวิธีการที่ทุกกลุ่มฝ่ายใช้กันอย่าง แพร่หลายโดยไม่เคารพกฎกติกาทางการเมือง (political violence & murders)
19 พฤษภาคม 2489 พรรคประชาธิปัตย์เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายกฯถวัลย์ เจ็ดวันเจ็ดคืน โดยถ่ายทอดเสียงการประชุมทั่วประเทศ แม้รัฐบาลถวัลย์จะชนะเสียงไว้วางใจในสภา (86:55 งดออกเสียง 16 คน) และได้กลับมาบริหารประเทศต่อ แต่ความน่าเชื่อถือก็เสื่อมทรุดลงในสายตาสาธารณชนอย่างหนัก
เมื่อ ประกอบกับการปลุกม็อบเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลนอกสภา ของกลุ่มฝ่ายต่างๆ ก็ทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตยไปทุกที (ดูบทวิเคราะห์โดยพิสดารใน KasianTejapira, Commodifying Marxism : The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927-1958 (2001), pp. 71-92)
ใน ที่สุดคณะรัฐประหารอันประกอบด้วยอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่นอกราชการ (เช่น พลโท ผิน ชุณหะวัณ, นาวาเอก กาจ เก่งระดมยิง, พันเอก เผ่า ศรียานนท์) กับนายทหาร กุมกำลังระดับนายพันในราชการ (เช่น พันเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์, พันโท ประภาส จารุเสถียร) ก็ยึดอำนาจในนาม "ทหารของชาติ" เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 โดยความร่วมมือเห็นพ้องและอธิบายแก้ต่างของนักการเมืองและแกนนำพรรคประชา ธิปัตย์ฝ่ายค้านสมัยนั้น (เช่น เลื่อน พงษ์โสภณ, ควง อภัยวงศ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นต้น ดู สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ครั้งที่สอง (พ.ศ.2491-2500), 2550, หน้า 89, 103 - 05, 117, 131 - 32)
เป็น อันปิดฉากความพยายามสร้างความปรองดองผ่าน "ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคีธรรมตามรัฐธรรมนูญ" และเปิดทางแก่ "ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" แทน
แกะรอยใครฆ่า 6 ศพวัดปทุมฯ
ที่มา มติชน ผ่าน ไปกว่า 5 เดือนคดีการเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามวรวิหาร จำนวน 6 ศพของกลุ่มอาสาและคนเสื้อแดงที่หนีเข้าวัดซึ่งเป็นเขตอภัยทานเข้าไปหลบภัย กลายเป็นข่าวครึกโครมสะเทือนขวัญของคนทั่วไปหลังทราบข่าวคนถูกยิงตายคาวัด จนนำไปสู่การตรวจสอบหาวิถีกระสุนเจาะทะลุ-ฝังในร่างกายทั้ง 6 ศพ แต่ยังมีอีกกว่า 80 ศพที่เสียชีวิตในลักษณะเดียวกันต่างแค่สถานที่ตายนอกวัดเรื่องจึงยังแน่นิ่ง สวนทางกับข่าวไฟไหม้ที่โหมกระพือลุกลามไปทั่ว คลิปวิดีโออาสาสมัครถูกยิงดิ้นทุรนทุรายก่อนเสียชีวิต อีเมล : iyacoupt@hotmail.com http://www.facebook.com/?ref=home#!/profile.php?id=100001242647508
โดย ชฎา ไอยคุปต์

การ เสียชีวิตของ 6 ศพ ฝ่ายรัฐบาลโดยรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ออกมายืนยัน เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 31 พ.ค. ในรัฐสภาหลังจากที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพร้อมกับเปิด คลิปยืนยันว่ามีทหารยิงเข้าไปในวัดปทุมวนาราม นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า วันที่ 19 พ.ค. หลังเวลา 18 .30 น. ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่บนรางรถไฟบีทีเอสแน่นอน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน( ศอฉ.)แถลงย้ำอีกครั้งโดยเดิมพันด้วยตำแหน่งยืนยันทหารไม่เกี่ยว 6 ศพวัดปทุมฯโดยยึดคำชี้แจงของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ที่ออกมาระบุเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ว่า เจ้าหน้าที่เขายืนยันว่าในช่วงเวลานั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้น และตรวจสอบแล้วว่าไม่มีใครใช้อาวุธกับประชาชน 
เมื่อ ถามว่า ผบ.หน่วยสามารถคุมกำลังพลที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ไม่ให้ใช้อาวุธยิง ประชาชนได้ใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ขอ ยืนยันว่าได้ตรวจสอบและสอบถามว่าไม่ได้ดำเนินการเช่นนั้น เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่พรรคเพื่อไทยนำเรื่อง 6 ศพ ไปขยายทางการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ใครมีหน้าที่อย่างไร หรือใครจะดำเนินการก็ให้ดำเนินการไป
ล่า สุด ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีดีเอสไอนำทีมขนอุปกรณ์ไฮเทคขึ้นตรวจสถานีรถไฟฟ้าสยาม และวัดปทุมวนาราม ไขปริศนาคดีการเสียชีวิต 6 ศพในเขตอภัยทานวัดปทุมฯ พบหลักฐานสำคัญเป็นปลอกกระสุนปืน ′เอชเค′ กระจายตกอยู่ใต้ราง อีกทั้งเลเซอร์ตรวจวิถีกระสุนชี้ชัด มีการยิงกระสุนปืนจากตำแหน่งรางรถไฟ
เวลา 01.00 น. วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเสียชีวิตจากการชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจสอบ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ประมาณ 20 นาย พร้อมอุปกรณ์การตรวจสอบที่เกิดเหตุ เดินทางมาเก็บหลักฐานบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม และภายในวัดปทุมวนาราม
รายงานข่าวแจ้งว่า จาก การตรวจสอบหาหลักฐานบนสถานีรถไฟฟ้าบี ทีเอสชั้น 2 บริเวณด้านหน้าวัดปทุมฯ เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเป็นกุญแจไขปริศนาว่าใครเป็นผู้ก่อ เหตุยิงประชาชนในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง-นปช. โดยพบปลอกกระสุนปืน "เอชเค" ใช้แล้ว ตกกระจายอยู่ใต้รางรถไฟฟ้าประมาณ 3-4 ปลอก เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จึงเก็บไว้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานหัว กระสุนปืนที่เก็บได้ก่อนหน้านี้ว่าตรงกันหรือไม่
ทั้ง นี้มีภาพและคลิปวิดีโอที่ยืนยันว่ามีชายแต่งชุดคล้ายเจ้าหน้าที่ ทหารขึ้นไปประจำอยู่บนรางรถไฟฟ้าในวันที่เกิดเหตุในวัดปทุมวนาราม เรื่องนี้นายกฯออกมายืนยัน เมื่อวันที่ 31 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าได้มี การพูดถึงการยิง เข้าวัดปทุมฯ จากบีทีเอสหรือสกายวอล์ค(ทางเดินเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟฟ้า) โดยมีคนอยู่บนรางรถไฟฟ้าสองชั้น ซึ่งถ้ามีคนเดินมาจะมาได้ ต้องมาจากทิศทางราชประสงค์ เพราะสถานีสยามถูกปิดล็อคประตู 
นอกจากนี้นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค แถลงว่า เหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. เจ้า หน้าที่รัฐไม่สามารถเข้าไปในที่ชุมนุมได้ โดยตรึงพื้นที่รอบนอกพื้นที่ชุมนุมห่าง 1 ก.ม. ส่วนภาพถ่ายที่มีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า และด้านล่างเป็นภาพพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ยืนอยู่บนรถกระจายเสียงเชิญชวนคนเสื้อแดงกลับบ้าน ภาพเป็นกลางวัน น่าจะเป็นวันที่ 20-21 พ.ค. แต่เหตุการณ์ยิงเข้าไปในวัดเป็นตอนกลางคืน ภาพคงไม่ชัดอย่างที่นำเสนอ 
ประเด็น นี้จึงนำไปสู่การถกเถียงเรื่อง "ควันไฟ" ซึ่งจะเป็นหลักฐานว่าใครพูดจริงเพราะวันที่ชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิตตรงกับวัน ที่มีเหตุเพลิงไหม้ควันไฟจึงเป็นหลักฐานที่จะยืนยันวันเกิดเหตุ โดย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย นำคลิป มายืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้เคลื่อนขึ้นไปอยู่บนรางรถไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ในวันเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนาราม ยืนยันว่าในคลิปมีกลุ่มควันที่ถูกเผาเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ทหาร บนรางรถไฟในวันที่ 19 พ.ค.ไม่ใช่วันที่ 20 พ.ค.
การ ถกเถียงกันทั้งหมดกลายเป็นเรื่อง ประเด็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ แต่หลักฐานที่ปรากฎ คือ ปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่ามีการยิงลงไปจากราง รถไฟฟ้าบีทีเอสจริงตามคำบอกเล่าของชาวบ้านที่บอกว่าเห็น "ทหารยิง" ซึ่งน้ำหนักของชาวบ้านดังไม่พอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าเป็นความจริงแม้บางคนจะ ออกมาประกาศยอมตายก็ตาม

หากนำภาพและคลิปวิดีโอรวมทั้งหลักฐานมาประมวลแล้วจะพบว่าผู้ร้ายที่ยิงประชาชนคือใครกันแน่ ระหว่างผู้ก่อการร้ายกับทหาร ? ถ้ากระบวนการพิสูจน์หลักฐานของไทยยังใช้ได้เชื่อว่ากระสุนที่ฝังในร่างของ ผู้เสียชีวิตจะถูกนำมาตรวจสอบตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์แก่คดี ได้บ้าง
หลัง จากที่พยายามค้นหาภาพผู้ก่อการร้ายที่ขึ้นไปยืนบนราง รถไฟกลับไม่ปรากฎในสื่อใด มีเพียงแค่ชายใส่ชุดลายพรางพร้อมอาวุธครบมือเท่านั้น ที่ไต่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส นี่อาจจะจุดเริ่มต้นของการสืบสาวหาความจริงจากศพสุดท้ายที่ตายในเหตุการณ์ เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษาคมนำไปสู่อีก 80 กว่าศพที่รอคลี่คลายท่ามกลางความแคลงใจของสังคมที่ยังตั้งคำถาม ... ใครฆ่า?
3 จีในมือทีโอที
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
เป็นคำถามที่ภาคเอกชนเกือบทั้งประเทศไทย พร้อมใจกันยิงไปถึงรัฐบาล
เกี่ยวกับโครงการ Ɖ จี' ที่อนุมัติให้ 'ทีโอที' เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งานของคนไทย จะประสบผลสำเร็จขนาดไหน
เพราะถ้าเลือกได้คงอยากให้เอกชนรายใหญ่ในเมืองไทย หรือเมืองนอกเข้ามาพัฒนามากกว่า
แต่ถึงตอนนี้คนไทยมีทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวคือใช้งานผ่าน 'ทีโอที'
เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมายที่ทำให้กทช.หงายเก๋ง ไม่สามารถเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลได้ ตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งออกมา
ครั้นจะรอ 'กสทช.' องค์กรตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี ดูตามเนื้อผ้าแล้วน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-5 ปี
เอา เป็นว่าแค่สรรหากรรมการ กสทช. ก็น่าจะใช้เวลาเป็นปีๆ แล้ว เพราะไหนจะเรื่องคุณสมบัติ ความเหมาะสม และอาจจะถูกร้องเรียน เหมือนสมัยสรรหา กทช.
หากจะรอจริงๆ คงเหนียงยานกันทั้งประเทศ และเมื่อถึงเวลานั้นเทคโนโลยี Ɖ จี' คงล้าสมัยไปแล้ว
เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารทุกวันนี้ ไปเร็วยิ่งกว่าติดจรวด ตอนนี้หลายประเทศเริ่มใช้ระบบ Ɗ จี' กันแล้ว
แม้แต่เวียดนามที่มี Ɖ จี' ก่อนเราตั้งนาน ก็เริ่มทดสอบระบบ Ɗ จี' เชื่อว่าภายใน 1-2 ปีนี้น่าจะพัฒนาเต็มระบบ
จริงๆ ปัญหา Ɖ จี' คงไม่เกิด หากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาจริงจังและใส่ใจมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการสรรหากรรมการ กสทช. แต่ก็ปล่อยปละละเลยกระทั่งเกิดเหตุขึ้น
คงคล้ายๆ กับกรณี 'มาบตาพุด' นั่งยิ้มหวานกันมาหลายปี รอจนเกิดความเสียหายถึงขยับออกระเบียบ ออกมาตรการแก้ไข
แต่เศรษฐกิจบางส่วนเจ๊งไปเรียบร้อยแล้ว
ย้อน กลับมาที่ปัญหา Ɖ จี' ที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ทีโอที แม้เอกชนจะหวั่นใจอยู่ลึกๆว่าจะทำได้ดีขนาดไหน เพราะภาพเก่าๆ สมัย 20 กว่าปีก่อนยังตามหลอน ที่เวลาขอโทรศัพท์บ้านต้องรอกันเป็นปีๆ จ่ายเงินบนโต๊ะ ใต้โต๊ะ กันยุ่บยั่บ
จริงๆ แล้วหากมองแบบนี้ออกจะไม่เป็นธรรมกับทีโอที สักเท่าไหร่ เพราะหากดูการบริหารงาน ณ ปัจจุบัน แม้จะไม่คล่องตัวเท่าเอกชน แต่ก็ถือว่าทำได้น่าพอใจ
ยิ่งตอนนี้ต้องถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ 'ทีโอที' จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ซึ่งเมื่อถึงตอนที่เมืองไทยมี กสทช.เปิดประมูลโครงการ Ɖ จี' หรือ Ɗ จี' ให้เอกชนเข้ามาแข่ง
หากทีโอที ใช้เวลานี้ทำให้ลูกค้าติดใจในบริการ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าเอกชนจะมาแย่งฐานลูกค้าไปได้
ขออย่างเดียวอย่าติดนิสัยในอดีตสมัยที่ 'ทีโอที' ผูกขาดการให้บริการโทรศัพท์เพียงเจ้าเดียว ก็แล้วกัน
สื่อ...กับการเมืองวันนี้..มีใครเชียร์รัฐบาลบ้าง ?...
ที่มา thaifreenews
ประชาชนวิเคราะห์ข่าว
จากคุณ sao...เหลือ...noi ห้องราชดำเนินพันทิป
ผู้ไม่เคยผิดพลาดย่อมไม่ค้นพบอะไร ............
หลัก ธรรมาภิบาล หลักอาวุโส คุณงามความดีจะ ถูกเหยียบย่ำ จากการ ใช้อำนาจ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เน่าเฟะ ขนาดไหน แต่สารบบ โดยรวม ของ การบริหารราชการแผ่นดิน ตามขื่อแปของบ้านเมืองก็ต้อง ดำเนินไป และวันนี้ เป็น วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ หลายหน่วยงานเปลี่ยนคนนั่งหัวโต๊ะใหม่ เก่าไปใหม่มา ว่างั้นเถอะ............
ตำแหน่งที่สะดุด เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็ต้องรอผลการสอบสวนเรื่องที่ เป็นปัญหา
แม้ รัฐมนตรีมหาดไทยยืนยัน กรอบอำนาจ แต่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องรับผิดชอบในสถานะ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งข้าราชการระดับนี้ สุ่มสี่สุ่มห้า นำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย ไม่ได้............
ปู้ยี่ปู้ยำหลักธรรมาภิบาลในวงราชการ ใครไม่ยอมทำงานแบบเป็น เมืองขึ้น อย่าหวัง
ก้าวหน้า บวกกับ โคตรโกง โกงทั้งโคตร ทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน
พฤติกรรม ดังกล่าวนี้ ผู้คนไม่น้อยปฏิเสธ "ทักษิณ" ผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จมาแล้ว............
ถึงวันนี้ แม้ นายกฯอภิสิทธิ์ เป็นหัวที่ ไม่ส่าย แต่ก็ปล่อยให้มีพฤติกรรม ไม่ต่าง
หรืออาจ ยิ่งกว่าบางเรื่อง ในยุคของ "ทักษิณ" กำลัง มีแรงกดดัน จากสังคม เข้าใส่
นายกฯอภิสิทธิ์ น่าหวาดเสียวมาก............
ใครบ้าง ก๊วนแก๊งไหน ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ชัดขึ้นๆ ถ้า นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ทำ
อะไรกับ ส่วนผสมรัฐบาล ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากยุค "ทักษิณ" ให้เห็นกันบ้าง เสถียรภาพรัฐบาลทางสังคม จะจบสิ้นในไม่ช้า............
"กระสุนทอง" ขอเตือนสติ ด้วยการตอกยํ้า พระบรมราโชวาท ซึ่งต่างก็คุ้นเคย
กันอยู่แล้ว แต่บกพร่อง ภาคปฏิบัติ นั่นคือ............
"ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้
ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคน
เป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และ
ควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"............
นายกฯ อภิสิทธิ์ จำเป็นต้องมี เสียงข้างมาก ในสภา นั่นคือกติกาตามรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลผสมหลายพรรค จะให้ได้อย่างใจเหมือน รัฐบาลพรรคเดียว ไม่ได้ นั่นก็จริง
แต่อย่าลืม หลักคานอำนาจ ถ่วงดุลตรวจสอบ ซึ่ง นายกฯอภิสิทธิ์ สามารถ ปรับ
ส่วนผสม ภายในคณะรัฐมนตรีด้วยครรลองประชาธิปไตยนี้ได้............
รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลประกาศเสียง
แข็งไปลงเลือกตั้งแบบ ไม่ทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ แต่เอาจริงๆ แค่ข้ามวัน กลับลำ
ยอมสละ ภาวะในพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างนี้ ประชาชี รู้สึกงุนงง แน่นอน............
หัวหน้า กับ แม่บ้านพรรค เป็น ภารกิจหนึ่ง ผู้จัดการรัฐบาล กับ หัวหน้ารัฐบาล ก็อีก
ภารกิจหนึ่ง คู่นี้มีความขมเฝื่อน ตรงภารกิจไหน หรือไม่ จับตาติดตามกันต่อไป............
ปรากฏการณ์ แอนนี่-ฟิล์ม บานไม่หุบ ลืมกันไปหรือเปล่าว่ามี ทารกไร้เดียงสา
ที่จะต้องเติบโตขึ้นมา ดำเนินชีวิต ในสังคมนี้ต่อไปในอนาคต สะใจ กันพอหรือยัง
ผู้ใหญ่ไร้ค่าทางใจ ก่อคดี เหมือนฆาตกรรมอำพรางทารกผู้ไร้เดียงสา...หือ............
งานเข้า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. อีกงาน...การสอบ ตำรวจชั้น ประทวน
ขึ้นเป็น สัญญาบัตร ทั่วประเทศ 10 สนามสอบ เกือบ 4 หมื่นอัตรา มีข่าว แก๊งทุจริต
เรียกหัวละ 3-5 แสนบาท จ่ายหลังประกาศผล............
สนามสอบขอนแก่น พบรถส่งสัญญาณพร้อม โพยตำรวจซื้อคำตอบ 11 คน ตรวจค้น
ผู้มีชื่อทั้ง 11 คนนั้น พบ อุปกรณ์สัญญาณแผ่นเล็กๆ และ ตัวสะกิดสัญญาณ ซ่อนไว้
ใน กางเกงใน สะกิดสัญญาณเข้ากับ ลูกอัณฑะ มีการดำเนินคดีไปแล้ว............
น่าเชื่อว่า "แก๊งสะกิดไข่" นี้มีหลายแก๊ง หากินมานานและหลายสนามสอบมาก
ผบ.ตร.วิเชียร สมควรสั่งสอบขยายผล กวาดล้างให้หมด พบ เกลือเป็นหนอน อย่า
เลี้ยงไว้ ส่วนมี ผู้สอบ ได้คะแนน เต็ม 100 ถึงกว่า 600 คน นั้น ถ้าเป็นข่าวจริง
จับมา สอบใหม่อีกรอบ จะเห็นชัดเอง............
กระสุนทอง
http://www.thairath.co.th/column/life/people/115229
**********************************************************************
เดิมพันวิกฤติการเมือง
สถานการณ์บ้านเมืองที่ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท อุบัติเหตุ ทาง
การเมือง มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ก่อนสิ้นปี เชื่อกันว่า การเลือกตั้งใน
ประเทศไทยจะมีขึ้นประมาณเดือน ม.ค.หรือไม่ก็ ก.พ. ปีหน้า ถ้า
ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นซะก่อน
การจะแก้ไขวิกฤติการเมืองเฉพาะหน้าโดยการยุบสภาก็ดี หรือเกิด
ความรุนแรงจนถึงขนาดกองทัพต้องเข้ามายึดอำนาจก็ดี มีการตั้ง
คำถามว่าแล้วจะเอาเหตุผลอะไรมายุบสภาหรือเข้ามายึดอำนาจ
ของอย่างนี้ประมาทไม่ได้ ดูอย่างการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
การชุมนุมของพันธมิตรฯไม่ได้รุนแรง หรือมีคนเข้ามาชุมนุมจำนวนมากเหมือนเสื้อแดง
ชุมนุมด้วยซ้ำ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. ยังอ้างเหตุยึดอำนาจซะเลย
หรือการชุมนุมของคนเสื้อแดง 2 ครั้งใหญ่ ที่ต้องมีการสลายการชุมนุมจนมี
ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะยกประวัติศาสตร์การเมืองครั้งไหน
มาเปรียบเทียบ ถือว่าไม่รุนแรงเท่ายุคนี้
น่า จะเป็นเหตุให้ กองทัพเข้ามายึดอำนาจ มากที่สุด กลับไม่มีการยึดอำนาจเกิดขึ้น และทำท่าว่ารัฐบาลที่สั่งสลายการชุมนุมจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น และยังจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินไปโดยไร้ความรับผิดชอบ ระเบิดการเมืองรายวันมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับความรุนแรงทางการเมืองไปจนถึงการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต จะมากจะน้อยเท่านั้น
มีข้อน่า สังเกตก็คือ ฝ่ายค้านเปลี่ยนยุทธวิธีเล่นไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยเดินเกมแรง ตอนนี้มุ่งไปที่การต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ตามข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาในที่ประชุม พรรคเพื่อไทย ขอให้เตรียมพร้อมที่จะเลือกตั้ง ให้นำนโยบายเอาใจรากหญ้าออกสู่สาธารณชนในลักษณะต่อเนื่อง เช่น เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาท เป็นต้น เห็นว่ายังมีนโยบายทีเด็ดอีกร้อยแปดพันเก้า ซึ่งรัฐบาลชุดนี้คงจะตามไม่ทันอยู่แล้ว เฉพาะแก้ปัญหาที่ยังค้างคาก็ทำท่าว่าจะไปไม่รอด กลายเป็นเชือกพันคอตัวเอง
ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ยังเดินเกมการเมือง ชนิดขุดรากถอนโคน อนาคตคงลำบาก ระเบิด ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ชาวบ้านไม่ได้สงสัยเสื้อแดง แต่สงสัยว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์ เองหรือเปล่า มองว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยาที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยไปฉิบ
พฤติกรรม บางอย่างควรจะทบทวน เพราะกระทบความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศอย่างมาก อาทิ กรณีที่สื่อกัมพูชารายงานว่านายกฯกัมพูชาและนายกฯไทยได้พบปะพูดคุยนอกรอบใน ที่ประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ มีประเด็นที่จะให้ส่งตัวคนเสื้อแดงกลับประเทศไทย โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาพูดเองว่า หัวข้อการส่งคนเสื้อแดงกลับไทยไม่อยู่ในประเด็นการหารือเลยและถ้ามีผู้ก่อ การร้ายมาหลบหนีอยู่ในกัมพูชาก็จะส่งตัวกลับเองโดยไม่ต้องร้องขอ เฮ้อ คงไม่ต้องไปอธิบายอะไรกันยืดยาวซ้ำซากอีกแล้ว.
หมัดเหล็ก
http://www.thairath.co.th/column/pol/kaablook/115196
***************************************************************
มันจำเป็น
แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่
"สุเทพ เทือกสุบรรณ" ตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส. สุราษฎร์ธานี...
ไม่ใช่เป็นแผนวางตัว "สุเทพ" เป็นนายกฯสำรอง
ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งทำให้ "แม่ลูกจันทร์" มั่นใจ
มั่นใจ ว่าเหตุผลจริงๆที่ "สุเทพ" ต้องทิ้งเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง
ไปลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ก็เพื่อให้ตัวเองมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์และให้คณะกรรมการบริหาร
พรรคต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี??
"สุเทพ" ก็พร้อมเสียบเป็นนายกฯสำรองได้ทันทีทันควัน ทันอกทันใจ
เป็นไฟต์บังคับที่เลี่ยงไม่ได้ เสี่ยงไม่ได้ รอไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!!
ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ "สุเทพ" ไม่มีทางยอมสละเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง
ไปลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ให้ปวดเมื่อยต่อมลูกหมากแน่นอน
เพราะการลาออกของ "สุเทพ" จะมีผลกระทบถึงผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี
แถมยังกระทบถึงตำแหน่งผู้อำนวยการ ศอฉ. ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตาม
พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยตรง
แต่ถ้ามองในแง่ดี การลาออกจากรองนายกฯตั้งแต่วันสมัครเลือกตั้งไปจนถึง
วันเลือกตั้ง และ กกต.ออกหนังสือรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
บวกลบคูณหารแล้วไม่น่าจะนาน เกินหนึ่งเดือน!!
"แม่ลูกจันทร์" มั่นใจว่าเวลาแค่หนึ่งเดือนที่ไม่มี "สุเทพ" นั่งอยู่ใน
ครม. ไม่มีอะไรให้ต้องตื่นเต้นเป็นกระต่ายตื่นตูม
รัฐบาลยังกุมสภาพการเมืองได้อย่างสบายๆ
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะรับงานด้านความมั่นคงมาดูแลเอง
ถ้า "อภิสิทธิ์" ต้องไปราชการต่างประเทศ ก็ยังมีรองนายกฯคนอื่นรักษาการแทน
ส่วนตำแหน่ง ผอ.ศอฉ.ก็ผ่องถ่ายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
รมว.กห. รับผิดชอบไปพลางๆ
ส่วนตำแหน่งผู้จัดการรัฐบาล ถึงไม่มีตำแหน่งรองนายกฯ "สุเทพ"
ก็ยังเป็นผู้จัดการรัฐบาลเหมือนเดิม
เพราะผู้กุมอำนาจสูงสุดในพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีใครมีตำแหน่งในรัฐบาล
(โดนแช่แข็ง 5 ปีทุกคน)
อย่างไรก็ตาม การที่ "สุเทพ" ต้องเปลี่ยนใจยอมลาออกจากรองนายกฯ
ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย
เพราะถึงแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ห้าม "รัฐมนตรี" สมัคร ส.ส.ก็จริง
แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 102 เขียนห้าม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ไม่ให้
สมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" ก็อาจเข้าข่ายเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ "สุเทพ" จึงต้องยอมทิ้งเก้าอี้ รองนายกฯ เพื่อตัดเงื่อนไขไม่ให้ถูกยื่นตีความ
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าถึง "สุเทพ" จะลาออกจากรองนายกฯแล้ว
ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์
เพราะมีคนคอยจ้องจับผิดตลอดเวลา
ถ้าเข้าง่ามความผิด พ.ร.บ.เลือกตั้ง เมื่อไหร่ก็เสร็จทันที!!
โดยเฉพาะกรณีที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ ช่วยเหลือผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.
ทั้งทางอ้อมและทางตรง
ถ้าการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งมีข้า-ราชการไปรอต้อนรับก็เข้าข่ายผิด
พ.ร.บ.เลือกตั้งแล้วโยม
การใช้รถราชการ หรือใช้สถานที่ราชการ ก็ผิด ก.ม.เลือกตั้งเหมือนกัน
หรือถ้าปราศรัยเข้าข่ายให้สัญญา หรือเสนอประโยชน์ล่วงหน้าเพื่อหวังคะแนน
เสียงประชาชน ก็ผิด พ.ร.บ.เลือกตั้งเต็มเปา
ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย "สุเทพ" ต้องเก็บเนื้อเก็บตัว เก็บปากเก็บคำ
ไม่ต้องตั้งเวทีปราศรัย ไม่ต้องเดินสายพบประชาชน
นอนอยู่บ้านเฉยๆ ก็ชนะลอยลำ.
แม่ลูกจันทร์
http://www.thairath.co.th/column/pol/greenhead/115205
**********************************************************************
จับ น้ำเสียงของ 2 แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อท่าทีของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล แล้ว ชวนให้คิดว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างแกนนำพรรคที่เป็นคีย์แมนของรัฐบาล
คนแรก ชวน หลีกภัย พูดเมื่อวันที่ 27 กันยายน
ตอบ คำถามนักข่าวเรื่องที่มีกระแสว่า สุเทพ ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.ก็เพื่อปูทางเป็นนายกฯ สำรอง ว่าเพิ่งรู้เมื่อวันที่ 26 กันยายน ว่า สุเทพ จะลงเลือกตั้งซ่อม
"เรื่องนี้คงไม่ใช่ที่จะให้นายสุเทพเป็น นายกฯ สำรองแน่นอน แต่ถ้าไข้หวัดนก
ลงในพรรคแล้วตายกันหมดก็ค่อยว่ากัน"
ประโยคหลังนี่คนภายนอกอาจจะสงสัยว่า อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ที่บารมียังคงล้นพรรค สื่อความหมายว่าอย่างไร
แต่เชื่อว่า สุเทพ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ย่อมจะเข้าใจดีว่า ชวน หลีกภัย สื่ออะไรถึงตน
ถัด มาเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามนักข่าวที่พยายามขอคำยืนยันว่า หลังจากเลือกตั้งซ่อมแล้วจะแต่งตั้ง สุเทพ กลับมาเป็นรองนายกฯ ดังเดิมหรือไม่
"ตอบยาก ยังไม่ได้คุยถึงตรงนี้"
ถึงแม้ว่าใน การประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันก่อน จะมีการตกปากรับคำว่า หาก สุเทพ ที่ตัดสินใจจะลงเลือกตั้งซ่อมแล้ว จะกั๊กเก้าอี้รองนายกฯ ไว้ให้ แต่เมื่อฟังจากการตอบคำถามของ อภิสิทธิ์ แล้วทุกอย่างที่พูดคุยกลับดูเลือนราง บางเบา จะไม่รู้ว่า สุดท้ายแล้ว สุเทพ อาจเหลือเพียงแค่ตำแหน่ง "ผู้จัดการรัฐบาล" เลยหรือไม่
เพราะ ระหว่าง สุเทพ กับ ชวน-อภิสิทธิ์ แล้ว หลังจากเหตุการณ์ขอพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมานั้น เริ่มมี "ดาวคนละดวง" กันแล้ว
การพยายามสะสมอำนาจ-บารมี และการผนึกแน่นกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย และความมั่นใจว่า เอาทหารอยู่หมัด ทำให้สัมพันธภาพระหว่าง แกนนำพรรคประชาธิปัตย์กับสุเทพ ไม่เป็นเหมือนดังเก่า
ยิ่งเมื่อเกิดความไม่โปร่งใส ความเคลือบแคลงเรื่องการทุจริตจากที่นั่นที่นี่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่การแก้ปัญหากลับต้องผ่าน "การประสานงาน" ก็ยิ่งทำให้ "ของเน่า" สะสมอยู่บนอกของ อภิสิทธิ์ มากขึ้น
แล้ว สิ่งที่ระเบิดขึ้นก็คือ การตัดสินใจจัดการปัญหาด้วยตนเองของอภิสิทธิ์ ในกรณีตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่แม้จะรู้ว่า กระทบกับความสัมพันธ์ทั้งในพรรคและนอกพรรคก็ตาม
บางทีการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.ด้วยการลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ของสุเทพ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
เป็นจุดเปลี่ยนก่อนที่จะไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ที่ฤดูกาลซักฟอกรัฐบาลจะมาถึง
ศรายุทธ สายคำมี sarayut@nationgroup.com
http://www.komchadluek.net/detail/20101001/74957/จุดเปลี่ยน.html
****************************************************************************
การเมืองวันนี้...หาที่สื่อเชียร์รัฐฐาล หรือชื่นชมรัฐบาลยากมาก...เพื่อน ๆ ที่ชื่นชมไม่เสื่อมคลาย ช่วยหา มาให้อ่านกันหน่อย
ดิฉันกพยายามทำตัวให้เป็นกลาง หาข่าวแบบ 2 มุมมองมาให้อ่านกัน
ดูในไทยรัฐ...แม่ลูกจันทร์ ......ที่ค่อนข้างเป็นกลาง แต่ใครอ่านประจำก็จะรู้ว่า ไม่ได้เชียร์เสื้อแดง
สักเท่าไหร่ แต่ก็อยู่ในมุมที่หนักไปทางเชียร์รัฐบาล เป็นส่วนใหญ่
สำหรับ หมัดเหล็ก... เชียร์เสื้่อแดง และ อดีตนายก ฯ ทักษิณ แบบออกนอกหน้า เป็นที่ค่อนขอดของ
เพื่อนสมาชิก ต้องเยาะเย้ยถากถาง คนเอามาแปะ หาว่าเอียงกะเร่...หึ หึ ของธรรมดา ไม่เคยบอกว่า
ตัวเองเป็นกลางสักหน่อย ......ดูกระสุนทอง อีกคน คนนี้ เชียร์ปชป. เกลียดเสื้อแดง ไปต้นดูได้
....แต่วันนี้ทั้ง 3 คน ติติง รัฐบาลทั้งหมด..มันหายความว่ายังไง
กลับมาดูคมชัดลึก...กองเชียร์รัฐบาลตัวจริง...ไปอ่านดูใน webมองหามีใคร
เชียร์รัฐบาลบ้าง...ไม่มีจริง ๆ ค่ะ...
หันกลับมาดูในบอร์ดนี้...โอ้โฮ...กองเชียร์ในนี้ ยิ่งกว่าสื่อมวลชนอีก
เขาเชียร์กันแบบ รัฐบาลไร้ที่ติ สุดเลิศ ประเสริฐศรี หาข้อบกพร่องไม่ได้เลย
เกิดความผิดพลาดในการทำงานเมื่อไหร่ ก็ ต้นเหตุมากจากเสื้อแดง หรือปชช.ไม่มีการศึกษา...ค่ะ
เชื่อไหม ? รัฐบาล เขามีทีมงานเข้ามาโพสต์ในพันทิบด้วย ทำไมเวลาเขามองรัฐบาล
เขามาพิมเดียวกันหมด
กระบวนการ "ข่าว" กับ เหตุผล ความจำเป็น คง "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"
ที่มา ข่าวสด
หากไม่มีการวางแผนจะชุมนุมใหญ่วันที่ 19 กันยายน
เนื่องในวาระ 4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนการสังหารประชาชน
คงไม่มีการปูดข่าว "ชายชุดดำ"
เป็นการปูดโดยเริ่มจากข่าวกรองของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขยายผล
โดยนักพูดทั้งหลายในพรรคประชาธิปัตย์
และตอกย้ำอย่างหนักแน่นโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล
เรื่องนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ลงมาเล่นเอง
เช่นเดียวกับ ยิ่งใกล้วาระที่จะต้องทบทวนและต่ออายุประกาศ
และบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกมากเท่าใด
ข่าวปล่อยในเรื่องระเบิดยิ่งมากด้วยสีสัน เพริศแพร้วด้วยความวิลิศมาหรา
อย่าได้แปลกใจหากจะมีความรุนแรงหวาดเสียวถึงระดับที่มี
"ชายลึกลับ" โทรศัพท์ขู่เรื่องการวางระเบิดที่โรงพยาบาลศิริราช
แล้วก็กลายเป็น "โคมลอย" เหมือนกับข่าว "ชายชุดดำ"
ขอให้ศึกษากระบวนการปรากฏขึ้นของข่าว กลุ่มบุคคล 5-6 คนที่อยู่ในแวดวงการเมือง
ซึ่งเกี่ยวพันกับกระบวน การวางระเบิดป่วนเมือง-ดูเถิด
พลันที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี นำมาเปิดเผย ก็ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา
ไม่ธรรมดาเพราะว่ามิได้เป็นการข่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อันมีกองบัญชาการตำรวจสันติบาลเป็นฐานข่าวโดดๆ
ตรงกันข้าม การันตีโดย สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
ตรงกันข้าม หน่วยงานด้านการข่าว
ไม่ว่าจะเป็นทหาร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ล้วนเห็นร่วมกัน
แต่จับกระแสและวิถีดำเนินของข่าวดู ก็จะเห็นว่าในที่สุดก็ทำอะไรไม่ได้
แม้จะยืนยันในเรื่องของดีเอ็นเอ แต่ก็น่าสงสัยว่าเป็นดีเอ็นเอของนักการเมืองฝ่ายค้าน
หรือว่าเป็นดีเอ็นเอของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล
และก็ลงเอยด้วยการข่าวที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ได้อย่างเป็นจริง
ต้องยอมรับว่าการคงอยู่ของพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
มีบทบาทและความหมายต่อรัฐบาลอย่างแท้จริง
อาจทยอยเลิกจุดอื่นๆ ได้ แต่ในกทม.คงต้องต่อไปอีกยาว
ความจำเป็นนี้อาจเป็นบทสรุปร่วมระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ
ในฐานะที่พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ เครื่องมือ
เป็นเครื่องมือในการค้ำยันสถานะของรัฐบาล
เป็นเครื่องมือและเป็นอาวุธในการกำราบปราบปรามฝ่ายตรงกันข้ามอันถือว่าเป็นปรปักษ์ของตน
ยิ่งมีกัมปนาทแห่งระเบิด ยิ่งมีความจำเป็นต้องคงพ.ร.ก. ฉุกเฉินเอาไว้
ขณะเดียวกัน นับแต่บังเกิดกัมปนาทแห่งระเบิดขึ้นในหลายๆ จุด
โดยเฉพาะในพื้นที่ของกทม.ก็มีน้อยครั้งอย่างยิ่งที่จะสามารถจับกุมแหล่งและต้นตอของระเบิดได้
กระทั่งเกิดความสงสัยว่าใครกันแน่เป็นคนลอบวางระเบิด
การข่าวเพื่อสร้างความจำเป็นในการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงเป็นกระบวนการหนึ่งในทางการเมือง
เพียงแต่กระบวนการนี้เริ่มเป็นที่จับตาของประชาชน
เพียงแต่กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างซ้ำซาก
โดยไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือว่าเป็นเรื่องที่ทำขึ้นหรือนิมิตขึ้น
ทำขึ้นนิมิตขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เปิดปกขาว'สังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ'
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
สํานักกฎหมาย อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ซึ่งรับว่าจ้างเป็นทนายความให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ออกสมุดปกขาว การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ : ข้อเรียกร้องต่อการแสดงความรับผิดชอบ ภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศ
ที่ประเทศไทยมีภาระหน้าที่ในการนำตัวฆาตกรเข้าสู่กระบวน การยุติธรรม ความหนา 1,857 หน้า 9 หมวด
มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้
บทนำ ระบุวัตถุประสงค์การทำหนังสือ
1.เพื่อเน้นถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วย
สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights- ICCPR)
ที่ต้องสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง
ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาในการก่ออาชญากรรมการสังหารพลเรือนกว่า 80 ราย
ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.
ที่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนมีการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการใช้กองกำลังทหารอย่างเกินความจำเป็น
มีการกักขังอย่างพลการโดยต่อเนื่องเป็นเวลานาน การทำให้ประชาชนบางส่วนหายสาบสูญ และยังมีการไล่ล่า
ประหัตประหารทางการเมือง
มีหลักฐานว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงด้วย
หน่วยงานที่เป็นกลาง และเป็นอิสระ เพื่อให้มีการรับผิดชอบตามกฎหมายระหว่างประเทศ
2.หลังการรัฐประหารระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่มีทหารหนุนหลัง
พยายามผนึกอำนาจของตน โดย การกดขี่ ปราบปรามการคัดค้านทาง การเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง
มาตรการประการหนึ่งคือ การปราบปรามการเคลื่อนไหวโดยการประทุษร้ายประชาชนที่ไร้อาวุธอย่างเป็นระบบ
และกว้างขวาง อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรม นูญกรุงโรม
ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก
การกระทำผิดต่อคนเสื้อแดงอย่างร้ายแรงอาจเป็นเหตุเพียงพอให้ได้รับการพิจารณา
ให้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้
3.เพื่อยืนยันถึงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศของสมาชิกนปช. หลายร้อยคนที่กำลังเผชิญข้อกล่าวหาทางอาญา
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง รับรองสิทธิในการต่อสู้อย่างยุติธรรม
สิทธิที่จะเลือกทนายสิทธิในการเตรียมการต่อสู้โดยมีเวลาและเครื่องไม้เครื่องมือ สิทธิในการเข้าถึงหลักฐานอย่างเท่าเทียม
หมวดที่ 2-5 เป็นการเล่าถึงประวัติการปกครองของไทย การขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย จนถึงการขึ้นดำรง
ตำแหน่งของนายอภิสิทธิ์
ที่ระบุเป็นการผลักดันจากฝ่ายอำมาตย์และทหาร อันเป็นการฟื้นคืนชีพของระบอบอำมาตยาธิปไตย
หมวด 6 ฤดูร้อนอำมหิตของประเทศไทย : การสังหารหมู่คนเสื้อแดง
เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือน มี.ค.2553 กระทั่งวันที่ 19 พ.ค. ที่มีการสลายการชุมนุม
โดยระบุ หลังการลอบสังหารเสธ.แดง มีการสังหารหมู่เกิดขึ้นทางทิศเหนือและใต้ของพื้นที่การชุมนุมที่ราชประสงค์
ในพื้นที่ดินแดง และสวนลุมพินี
ทหารประกาศให้พื้นที่บางแห่ง เช่น ซอยรางน้ำ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ และถนนพระราม 4 ซึ่งอยู่ทิศใต้ เป็นเขตใช้กระสุนจริง
และอนุญาตให้ยิงผู้ชุมนุมทุกคนที่พบ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอาวุธ ตามที่มีการบันทึกปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียด
เช่น บันทึกของ นิก นอสติตซ์ ช่างภาพนักข่าว แห่งเว็บไซต์ New Mandala ระบุผู้สัญจรไปมาจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ
หรือถูกทหารยิงเสียชีวิต หนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 10 ขวบ ถูกยิงที่ท้องใกล้สถานีแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน เสียชีวิต
ที่โรงพยาบาล ผู้สื่อข่าวก็ตกเป็นเป้าด้วย
พยานผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งที่อยู่หลังแนวทหารที่ถนนพระราม 4 ได้ยินทหารถามผู้บังคับบัญชาว่า
"ยิงชาวต่างชาติกับนักข่าวได้ไหม"
ที่น่าละอายที่สุดคือการปิด "พื้นที่สีแดง" ไม่ให้อาสาสมัครหน่วยแพทย์พยาบาลฉุกเฉินเข้าไปในพื้นที่
ระดมยิงหน่วยอาสาฯ ขณะช่วยเหลือผู้ชุมนุม
และหลังการสลายการชุมนุมหลายชั่วโมง มีประชาชน 6 ราย เสียชีวิตจากการโจมตีที่วัดปทุมวนาราม
ซึ่งเป็นเขตหลบภัย
ผู้สื่อข่าวต่างชาติคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บอยู่บริเวณวัด เห็นทหารสไนเปอร์ยิงลงมาจากบนรางรถไฟฟ้า
เข้าใส่กลุ่มพลเรือนที่ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งมีพยาบาลอาสาในเครื่องแบบอยู่คนหนึ่งด้วย
ปกขาว ระบุการปฏิบัติการในเดือนเม.ย.-พ.ค. รัฐบาลอภิสิทธิ์ และกองทัพไทย ควบคุมฝูงชน
โดยขัดหลักมาตรฐานสากล ในทุกกรณี
หมวดที่ 7 ฤดูกาลใหม่ของการปกครองโดยทหาร ระบุ กองทัพกลับมามีอำนาจควบคุมประเทศอีกครั้ง
ซึ่งต่างจากช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 คราวนี้ทหารปกครองโดยอำพรางใต้กฎหมาย
ใช้กฎหมายกดทับสิทธิเสรีภาพที่ทำให้เผด็จการทหารใหม่อยู่เหนือการตรวจสอบ
มีการใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ซึ่งเป็นการละเมิด ICCPR มาตรา 4 การระงับสิทธิจะทำได้เท่าที่จำเป็น
เร่งด่วนของสถานการณ์เท่านั้น รวมถึงการควบคุมข้อมูลข่าวสาร ที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ
ขณะที่ ศอฉ.เพิ่มมาตรการยับยั้งการเผยแพร่ข้อเท็จจริงและข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นคุณต่อรัฐบาล
ด้วยการออกข้อกำหนดภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดกั้นเว็บไซต์มากมาย
เวลาเดียวกัน รัฐบาลปิดพีทีวี นิตยสารอีก 5 ฉบับ และสถานีวิทยุชุมชนจำนวนมากซึ่งดำเนินการโดยคนเสื้อแดง
ข้อกล่าวหาเสื้อแดงว่ามีวัตถุประสงค์ในการสร้าง "รัฐไทยใหม่" และถูกขยับขยายให้หนักหน่วงขึ้นด้วย
การปรากฏของผู้ที่เรียกว่า "ผู้ก่อการร้าย" ในหมู่คนเสื้อแดง แต่แทบไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงนปช. และแกนนำ
หลักเข้าไปยุ่งกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่ถูกกล่าวหา
ประการแรก รัฐบาลล้มเหลวในการแสดงข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่จะโยงแกนนำคนเสื้อแดงเข้ากับเหตุระเบิดหลายสิบครั้ง
ประการที่สอง "ชายชุดดำ" ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้สังหารเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างการปะทะเมื่อ 10 เม.ย. ไม่เคยมีการระบุ
ตัวตนว่าเป็นใคร
นักรบกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี ไม่ว่าจะยังประจำการหรือปลดประจำการแล้วก็ตาม
ประการที่สาม รัฐบาลโทษว่าเป็นฝีมือนปช. โดยทันทีหลังมีการโจมตีด้วยระเบิดเอ็ม 79 ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส
สถานีศาลาแดง เมื่อ 22 เม.ย. ประจักษ์พยานซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งสนับสนุนรัฐบาลอ้างระเบิดมาจากตึกแห่งหนึ่ง
ซึ่งขัดกับข้อสรุปของศอฉ. ที่ว่าถูกยิงมาจากพื้นที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง
ประการที่สี่ รัฐบาลเตือนประชาชนหลายครั้งว่า กลุ่มคนเสื้อแดงมีอาวุธร้ายแรง มีคลังอาวุธขนาดใหญ่
ต่อมาศอฉ.จัดแสดงอาวุธอ้างถูกพบที่ราชประสงค์หลังเคลียร์พื้นที่
ซึ่งน้อยนิดกว่าที่คาดเมื่อเทียบตัวเลขความสูญเสียที่ไม่ได้ดุลกันเลยระหว่าง 2 ฝ่าย
จะเห็นว่ากลุ่มติดอาวุธร้ายแรงในหมู่เสื้อแดงมีเล็กน้อยมาก ขณะที่มีรายงานข่าวมากมายว่า
คนเสื้อแดงตอบโต้ทหารด้วยอาวุธที่ทำขึ้นเอง หรืออาวุธโบราณ
รัฐบาลยืนยันเหตุเพลิงไหม้ทั่วกรุง 39 แห่ง วันที่ 19 พ.ค. มีการวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบ
แต่ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีการสมรู้ร่วมคิดได้ เพราะแกนนำส่วนใหญ่ถูกควบคุมตัวแล้วในช่วงที่มีการวางพลิง
คำถามสำคัญเป็นเรื่องเวลาที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เซ็นทรัลเวิลด์
และความรวดเร็วในการเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุของทหาร และการดับไฟของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง
อย่างแย่ที่สุดคือมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเพลิงนี้ถูกจุดด้วยความคับแค้นของผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง
แต่การทำลายอาคารพาณิชย์ที่มีประกันไว้แล้วก็ยังฟังไม่ขึ้น
8.ข้อเรียกร้องหาการรับผิดชอบ ระบุ ไทยมีพันธกรณีหลายระดับ
ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องนำผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ต้องสืบสวนและดำเนินคดีในทุกกรณีที่มีเหตุเชื่อว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเกิดขึ้น
เช่น การสังหารพลเรือนอย่างรวบรัดตัดตอน หรือโดยพลการ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
การสืบสวนต้องเป็นธรรม ครบถ้วน และดำเนินการโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางอย่างแท้จริง
การปกปิดของรัฐบาลเท่ากับเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
และความล้มเหลวของรัฐภาคีในการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็เป็นการละเมิดสนธิสัญญาด้วย
นอกจากการละเมิด ICCPR และกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศแล้ว
การสังหารอย่างกว้างขวางและเป็นระบบโดยกองกำลังฝ่ายความมั่นคงในกรุงเทพฯ ในช่วงเม.ย.-พ.ค.2553
และการไล่ล่าประหัตประหารทางการเมืองต่อคนเสื้อแดง ชัดเจนเพียงพอที่จะเรียกว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ภายใต้ธรรมนูญกรุงโรมฯ
พาไปเที่ยว otop กับกิ๊ปเก๋คนสวยเลย...วันนี้ใส่กระโปรงด้วย...
ที่มา thaifreenews
โดย jomyut
ไปกันเลย
นี่แค่วันแรกนะ...วันนี้และพรุ่งนี้รับรองไม่ต้องเดินไหลไปแน่...



