ที่มา ไทยรัฐ
จากกรณีการนำเสนอคลิปลับในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของฝ่ายเพื่อไทย
เล่นเอาหลายวงการสั่นสะเทือน แม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมขาเก้าอี้ยังสั่นไม่น้อย
งานนี้พรรคเก่าแก่แห่งเอเชีย จะรอดข้ามฝั่งคลองไปได้อย่างไร ขณะที่นักวิชาการ
อดีต ส.ส.ร. ออกโรง แย้มอาจจะไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม แต่คนในมุ้งหักหลังกันเอง...
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เปิดเผยกับทีมข่าว
ไทยรัฐออนไลน์ ถึงเรื่องดังกล่าวว่า
"แม้ไม่มีคลิปดังกล่าว ภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นที่สงสัยอยู่แล้ว ว่า
มีความเป็นกลางและมีอิสระแท้จริงหรือไม่ ขณะที่ต้องยอมรับว่า
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคการเมืองใด
ก็จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาโดยตลอด
แต่หากต้องมาพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
ที่สังคมเชื่อว่าหลักฐานที่มีอยู่ เพียงพอที่จะยุบพรรคได้
ประกอบกับมีคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกมา
ยิ่งทำให้สังคมเชื่อมากขึ้นว่ามีการกระทำผิดจริง"
ทั้งนี้ นายคณิน ยังวิเคราะห์คลิปที่พรรคเพื่อไทยนำออกมาเผยแพร่ว่า
"หากพรรค ปชป. ถูกยุบจริง อาจจะต้องสูญเสียขั้วอำนาจให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง
ด้วยเหตุผลที่รู้กันหรือไม่รู้กัน เราก็ไม่ทราบได้
แต่อาจเป็นช่องทางให้คนบางกลุ่มหาทางวิ่งเต้นให้มีการล็อบบี้
ตามปกติก็ไม่น่าเชื่อว่า จะมีการล็อบบี้แบบนี้ขึ้น
เพราะศาลพึงต้องระมัดระวังเรื่องนี้ตลอด
โดยเฉพาะผู้ที่ดำรงตำแหน่งเลขานุการศาล จะต้องไม่ไปติดต่อหรือดำเนินการใดๆ
ที่มีลักษณะแทรกแซง หรือเปิดช่องให้คนภายนอก
หรือคู่กรณีเข้ามาแทรกแซงกระบวนการของศาล เพราะศาลรัฐธรรมนูญคือการเมือง
และโดยสามัญสำนึกการกระทำแบบนี้ ต้องทำในทางลับ
ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่มีคลิปดังกล่าวออกมาได้"
ส่วนกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร อดีต ส.ส.ร. มองว่า
"เรื่องนี้อาจเกิดจากความชะล่าใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง
หรือเกิดจากคนที่หักหลังกันเอง
เพราะการยุบพรรคใหญ่ๆ แต่ละครั้งจะมีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์
ทั้งภายในพรรคและนอกพรรค โดยส่วนตัวสันนิษฐานว่า
เรื่องดังกล่าวคงไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้กระทำ
เพราะคนที่ถ่ายรูปอัดเสียงต้องเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์
และอาจเกิดจากกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองของประเทศไทย
ที่เริ่มมีปัญหาตั้งแต่ปี 2549 จากปัญหาเรื่อง 2 มาตรฐาน
ที่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา"
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีออกมาหัวหรือก้อยนั้น นายคณิน กล่าวว่า
"การยุบพรรค ปชป. ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อบ้านเมือง
แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือยุบสภา ดังนั้น
การตัดสินคดีของศาลจึงน่าจะเป็นตัวชี้ขาดได้ว่า
บ้านเมืองของเราจะเดินหน้าไปในทิศทางใด
โดยมองว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้
เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ปัญหาความรุนแรงต่างๆ
กลับเข้าสู่ระบบการเมือง ทั้งนี้ตนไม่ได้มีอคติกับพรรค ปชป.
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ปชป. เห็นว่า
อาจจะเป็นทางออกของประเทศก็ได้ อย่างไรก็ตามยอมรับว่า
เรื่องนี้พูดยาก เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง
แต่ผมเชื่อว่า บ้านเมืองจะขึ้นกับคำตัดสินของศาล"
ขณะที่ รศ.ดร.สมชัย ศรีสุทธิยากร อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้แสดงความคิดเห็นถึงคลิปดังกล่าวที่มีอยู่ 5 คลิป โดยตั้งข้อสังเกตว่า
คลิปแรกที่เห็นเป็นภาพนิ่ง และมีคำบรรยายใต้ภาพ
ซึ่งดูแล้วก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน วันใด และเวลาเท่าใด หากจะตัดสินก็อาจจะไม่เป็นธรรม
ส่วนคลิปอื่นๆ เป็นภาพอยู่ในห้องประชุมศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่แน่ชัดว่า
เนื้อหาที่หารือเป็นความพยายามล็อบบี้คดียุบพรรค ปชป.หรือไม่
ซึ่งอาจจะเป็นบรรยากาศการประชุมโดยทั่วไปก็เป็นได้
เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น
ก็น่าที่จะสามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ โดยไม่จำเป็นต้องปกปิด
แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า เสียงในคลิปก็ไม่ค่อยชัดเจน
นอกจากนี้ รศ.ดร.สมชัย ยังกล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่า
คลิปดังกล่าว มีผลทำให้ผู้ดูรู้สึกคล้อยตามค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า คนที่ปล่อยคลิปอาจมีวัตถุประสงค์
เพื่อต้องการลดความเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค ปชป.
ก่อนที่จะมีแนวโน้มว่าจะตัดสินคดีในเดือน พ.ย.นี้
ซึ่งอาจจะทำให้สังคมเกิดความคลอนแคลน
หากศาลตัดสินเป็นประโยชน์กับพรรค ปชป. ดังนั้นส่วนตัวจึงเห็นว่า
ศาลน่าจะต้องออกมาแถลง ชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ประชาชนได้รับทราบ ว่า
เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไร มีเนื้อหา และมีผู้เข้าร่วมเป็นใครบ้าง ทั้งนี้
เพื่อความโปร่งใส และทำให้ประชาชนหมดความสงสัยไปได้
ส่วนบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร
คดีนี้คงต้องขึ้นอยู่ที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนประชาชนจะมีความคิดเห็นไปในทิศทางใด
ก็แล้วแต่วิจารณญาณและความเป็นกลางเฉพาะบุคคล.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, October 18, 2010
คลิปลับยุบ ปชป. การเมืองในมุ้งหรือนอกมุ้ง
นักวิชาการอัดรบ.สร้างข่าวนักรบแดงรายวัน
ที่มา thaifreenews
ดร.เนศวร์ เจริญเมือง หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองและการปกครอง
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ • ม.เชียงใหม่
"ดร.ธเนศวร์"อัดรัฐบาลสร้างข่าวนักรบแดงรายวัน ย้ำไม่ใช่จะมาพูดฝ่ายเดียว
แนะแนวทางปรองดองต้องปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ห้อง ประชุมสถานบริการวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่- กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ แนวร่วมกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงานภาคเหนือ และ กลุ่ม นปช.เชียงใหม่ ร่วมเวทีสัมมนา ในหัวข้อ "อนาคต ประชาธิปไตย" มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมสัมมนา กว่า 30 คน
โดย มีเนื้อหาสำคัญเป็นการแลกเปลี่ยนความ เห็นในการปฏิรูป ประเทศไทยในหลายภาคส่วนและหลายสถาบันที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันความ ขัดแย้งในสังคมในอนาคต มาตรการที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีประชาธิปไตย อย่างยั่งยืน และการพัฒนาประชาธิปไตยที่มาจากการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองและการปกครอง ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้บรรยายของโรงเรียน "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" กล่าวว่า ทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบ อยากเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้น อยากเห็นความร่วมมือในการที่จะทำให้ประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง สังคมประชาธิปไตยต้องเป็นสังคมที่คุยกันจะพูดข้างเดียวไม่ได้ เช่น ข่าวระเบิด เรื่องจริงเป็นอย่างไร ใครมีความเห็นอย่างไรก็ต้องคุยกัน ไม่ใช่จะมาพูดฝ่าย เดียว
สำหรับ แนวทางสู่ความปรองดอง อันดับแรกต้องเริ่มจากการปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมแล้วมาพิจารณาเรื่องศาลและ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะตอนนี้สับสน คนที่อยู่บนเวทีไม่มีส่วนร่วมกับความรุนแรงกลับถูกจับ ทั้งยังไม่มีการไต่สวนพิจารณาตามกระบวนการ ขณะที่คนที่ก่อความรุนแรงกลับไม่มีการจับกุมทั้งที่มีหลักฐานเป็นภาพถ่าย ชัดเจน อันดับต่อมาคือต้องดูแลเอาใจใส่ครอบครัวที่ต้องสูญเสีย จากการสลายการชุมนุมหรือคนที่ป่วยอยู่ ซึ่งวิธีนี้จะนำไปสู่ความเข้าอกเข้าใจ กันมากขึ้น
ส่วน กรณีเหตุระเบิดและการจับกุม 11 นักรบแดง ที่รัฐบาลพยายามเชื่อมโยงถึงคนเสื้อแดง ดร.ธเนศวร์ กล่าวว่า รัฐบาลจะพูดอะไรก็พูดได้ แต่หากไม่มีหลักฐานฟังแล้วก็น่าเบื่อ การที่รัฐบาลออกมาพูดอย่างนี้ไม่เกิด ผลดีกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับภาคการลงทุนที่ต้องขาดความเชื่อมั่นส่วนนักรบแดงมีจริงหรือไม่ ไม่เชื่อ คนไทยไม่ใช่คนโง่ ที่ผ่านมาการชุมนุมกี่ครั้งก็ไม่เคยเห็นมีปัญหา แต่รัฐบาลกลับพยายามสร้างภาพ และบอกว่ามีปัญหา
"นัก รบแดงผมว่าไม่มี แต่ถ้าจะมีอาจมีเป็นบางคนที่ทำตัวแปลก ๆ แต่น้อยมาก ผมคิดว่าประเด็นสำคัญคือการหาหลักฐานมาเปิดเผยต่อสังคม รัฐบาลพูดไป อย่างนี้ก็เหมือนเด็กเลี้ยงแกะ กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน รัฐบาลก็ไม่น่าศรัทธา นักข่าวต่างประเทศก็เริ่มไม่ให้ราคาแล้วเพราะมันไม่จริง"ดร.ธเนศวร์ กล่าว
ซีรีส์ สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมือง ตอน 7: สื่อออนไลน์เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทย
ที่มา ประชาไท
"ปวิ น ชัชวาลพงศ์พันธ์" นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มองสื่อออนไลน์จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง และยากที่รัฐบาลจะต่อสู้เพราะไม่ว่าจะปิดอย่างไรก็เปิดใหม่ได้เสมอ ... มันไม่มี “เขตแดน” ไม่มี “สัญชาติ” ไม่มี “เชื้อชาติ” ไม่มี “อำนาจอธิปไตย”
| ความ ขัดแย้งทาง การเมืองที่ผ่านมา ส่งผลให้ ‘สื่อทางเลือก’ หรือ ‘นิวมีเดีย’ มี รูปแบบที่หลากหลายและนับวันจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ เคเบิลทีวี หรือวิทยุชุมชน จนกระทั่งช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ก็ทำให้ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ถึงนัยสำคัญที่มีต่อสังคมไทย กระทั่งเป็นที่จับตารอการทำความเข้าใจและอธิบาย ขณะ เดียวกัน สื่อสารมวลชนไทยกระแสหลักเองก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงการทำ หน้าที่ตลอดช่วงความขัดแย้งดังกล่าว ไม่เพียงแต่การตั้งคำถามถึงจริยธรรม จรรยาบรรณ จุดยืน ตลอดจนท่าทีที่มีต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ในบริบทของการแบ่งแยกขั้วแบ่งแยกข้างทางการเมือง จนนำไปสู่วิกฤติความน่าเชื่อถือของสื่อ และเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ช่องทางและการสื่อสารใหม่ๆ มีผู้ใช้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนความคิดและความเคลื่อนไหวทางการ เมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชา ไท สัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน และนักปฏิบัติการสื่อออนไลน์ 12 คน เพื่อร่วมถกเถียงในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะนำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยความสนับสนุนของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ซึ่งบทสัมภาษณ์อย่างละเอียดจะนำเสนอเป็นรูปเล่มต่อไป |

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เป็นนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านประสบการณ์การเป็นข้าราชการประจำกระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นเบนความสนใจสู่การเป็นนักวิชาการ โดยปัจจุบันเป็นนักวิชาการประจำศูนย์อาเซียนศึกษา, สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งประเทศสิงคโปร์ (ASEAN Studies Centre, Institute of Southeast Asian Studies, Singapore)
ชื่อของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจจะไม่คุ้นหูนักสำหรับผู้อ่านสื่อภาคภาษาไทย แต่เขาคือนักวิชาการเจ้าของบทวิเคราะห์และบทความเกี่ยวกับการเมืองไทยที่น่า สนใจซึ่งถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องในภาคภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่แล้วเป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยที่ขัดแย้งยืด เยื้อ และปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ภาคหนึ่ง: ไทยในบริบทอาเซียน
ประชา ไทพูดคุยกับเขาในฐานะนักวิชาการซึ่งนำเสนอมุมมองต่อความขัด แย้งทางการเมืองไทยในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเขามองว่าหากกวาดตาไปทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน หรือแม้แต่ในอาณาบริเวณอื่นของโลก ปัญหาเสรีภาพในการสื่อสารและความขัดแย้งทางการเมืองไทย ก็มีเพื่อนร่วมทางอยู่จำนวนมาก เพราะทุกๆ ที่ย่อมมีประเด็น “ต้องห้าม”
“ที่ นี่ (สิงคโปร์) ก็ลำบากเหมือนกัน ทุกที่ๆ มี Taboo (เรื่องต้องห้าม) พูดแบบสั้นๆ ก็คือมีขอบเขตและข้อจำกัดในการเสนอข่าว และรัฐบาลสิงคโปร์ก็ยอมรับว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนในสิงคโปร์ไม่เทียบเท่า ประเทศอื่น ทั้งนี้ก็เพราะว่า รัฐบาลเป็นเจ้าของสื่อ ก็เลยเข้ามามีบทบาทโดยตรง”
ดังนั้น ในกรณีประเทศไทย จึงไม่ได้ Unique (เป็นกรณีพิเศษ) มันเกิดในประเทศอื่นๆ เช่นกัน รวมถึงในประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ในหลายๆ ประเทศก็มีปัญหาเสรีภาพในการแสดงความเห็น และก็เหมือนกันในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเอง ไม่ต้องถึงขนาดไปเทียบกับพม่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเสรีภาพค่อนข้างจำกัด ซึ่งก็น่าเสียดายว่าก่อนหน้านี้ ประเทศไทยของเราเคยมีช่วงที่เสรีภาพเบ่งบานมาก”
เสรีภาพที่เคยคิดว่าเรามีนั้นเป็นแค่ภาพลวงตา
แม้ไทยจะไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่สิ่งที่น่าเสียใจสำหรับสังคมไทยก็คือ เราเคยมีเสรีภาพมาก่อน
“เสรีภาพ ทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นของไทยเบ่งบานอย่างค่อนข้าง ชัดเจนในยุคทศวรรษ 1990 หลังพฤษภาทมิฬ และมีรัฐธรรมนูญ 2540 เอาเข้าจริงก็คือช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์ ช่วงนั้นเรามีเสรีภาพพอสมควร สื่อแสดงความคิดเห็นได้ตรงไปตรงมา ไม่ถูกครอบงำโดยรัฐเท่าไหร่ แต่จะมองเพียงปัจจัยภายในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองปัจจัยต่างประเทศด้วยว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งพ้นยุคสงครามเย็น ประชาธิปไตยเบ่งบานทั่วโลก ก็เป็นผลอันหนึ่งที่ทำให้เกิดการเบ่งบานของเสรีภาพ เป็นกระบวนการพัฒนาทางประชาธิปไตย เราถึงมีบุคคลอย่างคุณทักษิณที่เข้ามาพร้อมกับกระแสประชาธิปไตย คุณทักษิณเข้ามาในช่วงแรก ก็ดูเหมือนว่าประชาธิปไตยของไทยดำเนินไปด้วยดี แต่ต่อมา ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง ในบางด้าน คุณทักษิณทำได้ดีกว่ารัฐบาลชุดนี้ และก็มีที่แย่กว่ารัฐบาลชุดนี้ แต่ที่แน่ๆ คุณทักษิณก็ครอบงำสื่อเช่นกัน”
เพียงอีกหนึ่งทศวรรษให้หลัง ประเทศไทยก็หวนกลับมาเผชิญกับความเป็นจริงอีกด้านอย่างรวดเร็ว
“ก็ น่าเศร้าตรงที่ว่าไทยเคยเป็นประเทศที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตยในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ มีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งสม่ำเสมอ อาจจะมีรัฐประหารบ้าง แต่วิถีโดยทั่วไปเป็นวีถีที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย สื่อมวลชนก็มีเสรีภาพมากพอสมควร แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นมันชี้ให้เราเห็นว่าที่เราคิดว่ามีนั้น เป็นแค่ภาพลวงตา ที่เราเชื่อว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น จริงๆ แล้วอาจจะไม่มี แล้วการแก้ไขคงทำไม่ได้เพียงข้ามคืน และผมก็คิดไม่ออกว่าทางออกของปัญหาอยู่ที่ใด ในเมื่อเราไม่รู้มันจะแก้ไขตรงไหน เราก็ไม่รู้ว่าสื่อจะมีทางออกยังไง อาจจะถูกบีบมากขึ้น พอถูกบีบมากขึ้นก็อาจจะเลยเถิดไปมากขึ้น”
อย่าง ไรก็ตาม ในสายตาของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผู้นี้ เขาเชื่อว่าประเทศไทยยังมีทางออก และสิ่งที่ยืนยันก็คือกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองที่ดำรงอยู่ ซึ่งเปิดกว้างให้กับคนในทุกชนชั้นเข้ามามีส่วนร่วมและได้แสดงบทบาทมากขึ้น
“ผม ไม่อยากมองในแง่ลบ ผมอยากมองในแง่บวกว่าการต่อสู้ที่ดำเนินอยู่นี้ นอกเหนือจากเป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจทางการเมืองของคนบางกลุ่ม ผมคิดว่าก็เป็นสัญญาณของประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งซึ่งมีการพัฒนา เพราะว่าอย่างน้อยๆ คนที่มักถูกเรียกว่าเป็นคนชนบทได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ได้เข้ามาร่วมในขบวนการมากขึ้นในการสนับสนุนหรือต่อต้านรัฐบาลไม่ว่าจะ เหลืองหรือแดงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย และผมคิดว่าในที่สุดแล้วมันอาจจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น มันอาจจะลำบากทุลักทุเลบ้าง ดูอย่างกรณีอินโดนีเซีย ในปี 1997 ตอนที่ระบอบซูฮาร์โตล่มสลาย ประชาธิปไตยมาถึงทางตันจริงๆคอร์รัปชั่นสูง และทหารก็เข้ามาวุ่นวายทางการเมืองมาก แต่ใครจะเชื่อว่า 13 ปีต่อมา อินโดนีเซียตอนนี้เป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ฉะนั้นปัญหาก็อยู่ที่ว่าจะหาทางออกได้ไหม และจะหาทางออกได้เร็วแค่ไหน จะมีอุปสรรคแค่ไหน ผมคิดว่าประเทศไทยยังมีทางออกแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะปั่นป่วนมากมายแค่ไหน ก็ตาม มองประเทศไทยก็อย่ามองแต่แง่ลบอย่างเดียว ผมคิดว่ายังมีแสงไฟที่จะทำให้เราออกจากอุโมงค์”
มองในแง่อาเซียน ไทยสูญเสียการเป็นผู้นำอย่างสิ้นเชิง
จาก แม่แบบประชาธิปไตย และครั้งหนึ่งเคยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน แต่สภาพปัจจุบันของไทย เราสูญเสียความเป็นผู้นำ ด้วยปัญหาการเมืองภายในที่รุมเร้า
“เป็นเรื่องผลของการเมืองภายในและ การเมืองระหว่างประเทศ เพราะว่ารัฐบาลนี้ให้ความสนใจแค่เพียงความอยู่รอดของตัวเอง จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการต่างประเทศ อันนี้ก็เป็นกฏธรรมชาติ จะสนใจการเมืองระหว่างประเทศก็ต่อเมื่อจะใช้การเมืองระหว่างประเทศมาเป็น เครื่องมือของการเมืองภายใน ยกตัวอย่างเช่น การใช้กรณีเขาพระวิหาร ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องความขัดแย้งทวิภาคีโดยตรงเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นการเมืองภายใน ซึ่งเป็นประโยชน์กับรัฐบาลชุดนี้
“แต่ถ้ามองในอาเซียน ไทยไม่ได้แสดงบทบาทนำ คุณอภิสิทธิ์เพิ่งเดินทางกลับจากพม่า ก็เหมือนเดิม คือไม่ได้พูดเรื่องเลือกตั้งเท่าไหร่ ก็เข้าใจว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะพูด เพราะว่าตานฉ่วยก็คงจะบอกว่าแล้วประเทศคุณมีประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า ถึงจะมาสอนเรา หากมองด้วย irony ประเทศพม่าจะมีเลือกตั้งก่อนประเทศไทยด้วยซ้ำ
“แล้วผมคิดว่าสิ่งที่ น่าเสียใจก็คือคุณอภิสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณ ไว้เยอะ ที่ว่าใช้นโยบายต่างประเทศมากอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งทางส่วนตัวหรือ ของประเทศก็ตามโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงการส่งเสริมประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน แต่ตอนนี้ประชาธิปัตย์ก็ทำเหมือนกัน หลังจากคุณอภิสิทธิ์เดินทางกลับจากพม่า ก็พูดเรื่องจะส่งเสริมการค้าชายแดนและการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็เป็นนโยบายที่มีความชอบธรรม และเป็นผลประโยชน์ระหว่างประเทศ แต่ก็น่าจะทำให้มีสัดส่วนสมดุลกับสิ่งที่เราเชื่อมั่นยึดถือ”
และเขาเชื่อว่าปัญหาทางการเมืองไทยอาจจะฉุดประเทศที่เคยมีเสรีภาพแห่งนี้ให้ดำดิ่งไปอีก
“ผม หวังว่า ช่วงตกต่ำของไทยคงจะไม่ตกต่ำตลอด เพราะถ้าตกตลอดก็จะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) เรายังมีโครงสร้างที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ยังสามารถพยุงไว้ได้อยู่ โครงสร้างเหล่านั้นได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน การที่ประชาชนเริ่มเข้าใจบทบาททางการเมืองของตนเองมากขึ้น การที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลมากขึ้น ความพยายามในการสร้างความโปร่งใสในขบวนการทางการเมืองมากขึ้นโดยเฉพาะผ่าน ทางสื่อออนไลน์ ผมว่าโครงสร้างเหล่านี้ยังพยุงไทยไว้อยู่ และนี่คือความจริง เพราะว่าหากเรามองในแง่ลบมันก็ไม่ส่งเสริมให้เราหาทางออก การเมืองนอกจากมีความจริงแล้วยังมีเรื่องทางจิตวิทยาด้วย”
ภาค 2: สื่อออนไลน์เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมือง
ปัจจัย สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ปวินมองว่ายังมีแสงสว่างนำทางสู่ ปลายอุโมงค์ ก็คือสื่อออนไลน์ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างหลากหลายและกว้าง ขวาง นำมาสู่การตรวจสอบถ่วงดุลกันทางการเมือง เป็นแผ่นฟ้าที่กว้างใหญ่ชนิดที่ผู้มีอำนาจไม่อาจปิดกั้นได้ด้วยฝ่ามือแม้จะ ทรงอำนาจเพียงใดก็ตาม
“สื่อออนไลน์เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทั้งหมด ก่อนหน้านี้ การแสดงความเห็นทางการเมืองต้องทำโดยการออกมาเดินบนท้องถนน ต้องใส่เสื้อสีนี้ คุณต้องถือธงชาติ เพื่อให้เห็นว่าเกิดการรวมตัวทางการเมือง ซึ่งแน่นอนว่าก็ยังมีอยู่ แต่สื่อออนไลน์ทำให้มันไม่จำกัดอยู่แค่นั้นแล้ว มันเป็นศูนย์รวมที่ไม่อยู่ในรูปกายภาพ แต่เป็นจิตภาพ (spiritual) และบางทีการรวมตัวแบบจิตภาพนี้มีพลังมากกว่าเพราะมันรวมเอาภาวะอารมณ์ของคน มันทำให้คนซึ่งอาจจะไม่กล้าที่จะแสดงความเห็นทางการเมืองในรูปกายภาพ ได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยผ่านสื่อออนไลน์ และมันก็ทำง่าย รวมตัวกันง่าย ไม่ต้องใช้งบประมาณเยอะ มันเคลื่อนไหวได้ง่าย และสะท้อนให้ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เมื่อเรามีแล้วทำไมเราถึงจะไม่ใช้ประโยชน์จากมัน สื่อออนไลน์จึงมีผลในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง และมันยากที่รัฐบาลจะต่อสู้ด้วย เพราะหากจะต่อสู้กันที่ราชประสงค์มันเห็นตัวบุคคล มีการลอบสังหารกันได้ เห็นว่ามีกี่หมื่นกี่พันคน รู้ว่าจะปิดทางออก ทางเหนือหรือใต้ แต่การต่อสู้ออนไลน์ ถ้าจะปิดเซิร์ฟเวอร์เขาก็เปิดใหม่ได้”
ปวินม องว่าสื่อออนไลน์เข้ามามีส่วนกำหนดวาระทางสังคมการเมืองสูงมากขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ และประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าอาจหลีกเลี่ยงได้บ้างในประเทศอื่น เช่น ประเทศที่มีการปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ หรือมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือประเทศที่เป็นเผด็จการ
“ผมก็ยังเชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่เผด็จการ มันจึงอาจเป็นเรื่องยากที่สังคมไทยปัจจุบันจะปิดกั้นสื่อออนไลน์ หรืออินเทอร์เน็ต
“ผม คิดว่าสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นมาก ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มันมีความขัดแย้งมากในสังคมไทย แต่ละฝ่ายพยายามควบคุมสื่อในทุกแขนง เพื่อให้สื่อแสดงข้อคิดเห็นให้ตรงกับแนวทางที่ตนต้องการ ผมไม่ได้พูดถึงแต่รัฐบาลอย่างเดียว ผมคิดว่าฝ่ายค้านก็ทำเช่นเดียวกัน มีความพยายามของตัวเล่นทางการเมืองที่พยายามมีอิทธิพลเหนือสื่อพวกนี้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้สื่อพวกนี้เข้ามามีอิทธิพล มีบทบาท”
ไม่มี “เขตแดน” ไม่มี “สัญชาติ” ไม่มี “เชื้อชาติ” ไม่มี “อำนาจอธิปไตย”
การ ส่งเสริมให้สื่อออนไลน์มีบทบาทไม่ว่าด้วยฝ่ายรัฐหรือฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม รัฐ ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ เมื่อตัวเล่นทางการเมืองเหล่านี้พยายามปิดกั้นสื่อออนไลน์ไม่ให้เข้ามามี บทบาทในบางเรื่อง ภายใต้อิทธิพลที่มีอยู่ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลายที่มีอยู่ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ แต่สื่อออนไลน์กลับเป็นสื่อเดียวที่มีสื่อควบคุมลำบาก
“เพราะออนไลน์ มันไปทุกแขนง ผมใช้คำว่า มันไม่มี “เขตแดน” ไม่มี “สัญชาติ” ไม่มี “เชื้อชาติ” ไม่มี “อำนาจอธิปไตย” คุณจะเป็นใครมาจากไหนก็สามารถมีบทบาท เข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ และคุณไม่จำเป็นต้องอยู่อาศัยอยู่ในเมืองไทย จะอยู่ที่ไหนก็ได้”
และแม้จะพยายามยื่นมือของกฎหมายภายในประเทศเข้า ไปจับ และยึดเสรีภาพออนไลน์นั้นไว้ แต่ปวินมองว่า ข้อจำกัดของรัฐทำให้ก้าวไปจัดการไม่ได้ทั้งหมดอย่างที่ต้องการ
“ถ้าพูดในกรอบรัฐบาลก็ทำได้ แต่แค่ส่วนเดียวเท่านั้น ผมเคยเขียนบทความตั้ง คำถามว่า รัฐบาลต้องปิดอีกกี่เว็บไซต์เพื่อจะให้แน่ใจว่าศัตรูของรัฐบาลได้หมดสิ้น ไป...มันเป็นไปไม่ได้ ปิดเว็บหนึ่ง พรุ่งนี้มีอีกสิบเว็บไซต์เกิดขึ้นใหม่ และผมคิดว่าจำกัดบทบาทของสื่อออนไลน์โดยการปิดเว็บไซต์ไม่ใช่เป็นทางออก มันเหมือนกับที่ผมเคยตั้งคำถามเช่นกันว่า เอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะโดยปกติแล้วไม่มีใครสนใจ แต่พอไปจัดประเภท ว่าเป็นเอกสารลับเฉพาะมันมีแต่คนอยากสนใจอยากอ่านเว็บไซต์อยู่เฉยๆ อาจไม่ค่อยมีคนสนใจ แต่เมื่อไปจัดประเภทว่ามันเป็นอันตรายต่อ – อะไรก็ตาม- จะอ้างว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นภัยต่อบางสถาบันหรือองค์กรของสังคมไทย พอบล็อคเว็บไซต์ คนก็อยากรู้ขึ้นมาทันที อย่างเว็บ wikileaks ตอนยังไม่ปิดไม่ค่อยมีคนเข้า แต่พอไปปิด คนเข้าเยอะมากเพราะอยากรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และอะไรที่มันรั่วออกมา และที่รัฐบาลคิดว่าปิดได้ มันก็ไม่จริง เพราะคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันนี้ ฝ่ายค้านทั้งหมด ที่ต่อต้านรัฐบาลก็ไม่ได้โง่ รู้เทคโนโลยี สามารถจะ unblock และเข้าถึงสื่อต่างๆ นั้นได้”
สื่อออนไลน์ช่วยสร้างความโปร่งใส ไม่ใช่แค่ในส่วนของรัฐบาลแต่ของสถาบันอื่นๆ ด้วย
และ หากจะมองแบบโปรสื่อออนไลน์สักหน่อย ปวินก็เห็นด้วยว่า สื่อออนไลน์ทำให้กระบวนการของฝ่ายค้าน หรือขบวนการที่อ้างอิงตัวเองว่าเป็น “ประชาธิปไตย” สามารถมีช่องทาง หรือเปลี่ยนสมรภูมิรบ
“ข้อดีมีอยู่ มาก ที่ผมเห็นเลยคือมันทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้นในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย จากการที่รัฐบาล ฝ่ายค้าน เคยเล่นการเมือง Behind the scene แต่พอมันกลายมาเป็นประเด็นออนไลน์ ทุกคนสามารถเข้าถึง ส่วนหนึ่งสื่อออนไลน์จึงช่วยสร้างความโปร่งใส ไม่ใช่แค่ในส่วนของรัฐบาลแต่ของสถาบันอื่นๆ แต่ก่อนเราไม่รู้เรื่องเลย แต่ในปัจจุบันเรารู้มากขึ้นและทำให้เกิดระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำให้คนที่คิดว่าตัวเองกำลังถูกจับตาโดยสังคมออนไลน์ต้องทำตัวให้ดีขึ้น ทำให้ตัวให้เป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น
“แต่มันก็เป็นดาบสองคม สื่อออนไลน์อาจกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก คนที่อ่านออนไลน์รับรู้ประเด็นใหม่เข้ามาทุกวันๆ ไม่ใช่ทุกคนที่อ่านแล้วคิดและวิเคราะห์ลึกซึ้ง ฉะนั้น ก็ยอมรับว่ามีบางคนที่มองแบบฉาบฉวย และเชื่อง่ายเกินไป
“แล้วคนก็มี รสนิยมที่ต่างกัน บางคนที่พร้อมจะเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว พออ่านก็เชื่อเลย สมมติว่า หากใครก็ตามที่ไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ พอไปอ่านเจอว่ารัฐบาลชุดนี้ทำอะไรไม่ดี ไม่ชอบธรรม โดยธรรมชาติมนุษย์ก็จะเชื่อเลย โดยไม่มีการวิเคราะห์ก่อนว่าข้อมูลนี้จริงเท็จแค่ไหน ตรวจสอบได้ไหม แหล่งข้อมูลคืออะไร”
ข้อมูลที่ไม่ถูกคัดกรองนี้เองที่เขาเห็นว่าเป็น จุดอ่อนของสื่อออนไลน์ เมื่อเทียบกับสื่อกระแสหลัก แต่...ก็ไม่ได้อ่อนด้อยกว่ากันมากนัก
“ผมว่ามันอาจไม่แตกต่างกันมาก เท่าไร เหตุผลหนึ่งคือ สื่อทั้งหมดที่มี สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อทีวี สื่อวิทยุ มันก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันยังมีขอบเขต แต่เว็บไซต์มันไม่มีขอบเขต คนที่โพสต์ข้อมูลไม่รู้ว่าเป็นใครเลยด้วยซ้ำในบางกรณี แต่ในสื่ออื่นมันต้องมีความแน่ชัดมากกว่านั้น จึงทำให้โอกาสที่สื่ออื่นๆ จะถูก exploited (แสวงประโยชน์) อาจจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ถูก exploited เลยนะ เพราะผมคิดว่าสื่อโทรทัศน์ทั้งหมดตอนนี้มันเป็นเครื่องมือของภาครัฐ”
ประชาชนถูกเปิดตาแล้ว
เรา ถามย้ำเขาอีกครั้ง ที่เขาบอกว่าการที่สื่อออนไลน์เปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ เช่น สถาบันทหาร หรือสถาบันอื่นก็ตามแต่ ฯลฯ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง แล้วจะส่งผลให้เกิดการปรับตัวนั้น หากมองดูสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เขาเห็นว่าผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มีการปรับตัวไปในทิศทางนั้นหรือ
“เป็น คำถามที่ดีมาก ปรับตัวหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่รู้แน่ๆ คือมันเปิดตาประชาชน มันช่วยสร้างความตระหนักรู้ (awareness) และจิตสำนึก (consciousness) ให้ประชาชนเข้ามามีบทบาท มาแสดงความเห็น ในประเด็นที่ตัวเองไม่เคยได้รับโอกาสให้แสดงความเห็น ส่วนจะแสดงความเห็นผิดหรือถูก จะส่งผลให้คนพวกนี้ปรับตัวหรือเปล่ามันเป็นขั้นต่อไป แต่ ณ จุดนี้มันเปิดตาประชาชน ซึ่งในที่สุดแล้วจะส่งผลต่อการปรับตัวของสังคมไทย เพราะสังคมไทยมันถูกปิดกั้นมาตลอด พูดเรื่องนี้ได้ พูดเรื่องนี้ไม่ได้ โดยไม่ได้อธิบายว่าทำไมพูดเรื่องนี้ไม่ได้ แต่สื่อออนไลน์เปิดทั้งหมดไม่ว่าหัวข้อไหนก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น สถาบันทหาร ในอดีตคนทั่วไปอาจจะไม่อยากพูดถึงสักเท่าไร พูดไป หรือไปวิจารณ์มากๆ ก็ไม่รู้จะเจ็บตัวหรือเปล่า หรืออาจมีผลกระทบกับตัวเองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่สื่อออนไลน์เปิดโอกาสให้เราวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรีมากขึ้น ไม่รู้จะอธิบายมากกว่านั้นอย่างไร แต่จะตอบคำถามที่ว่ามันส่งผลให้รัฐบาลปิดบังมากขึ้นไหม มันก็จริง วิจารณ์มากก็ทำให้รัฐบาลปิดมากขึ้น เหมือนมันเป็นวัฏจักร”
ฝืนความเปลี่ยนแปลงไปได้อีกไม่นาน
ปวิ นวิเคราะห์ว่า ความเปลี่ยนแปลงของสื่อออนไลน์นั้นเป็นภาวะที่ดำเนินไปกับปัจจัยนอกประเทศ ดังนั้นแล้ว รัฐบาลจะฝืนไม่รับรู้คงเป็นไปได้ยาก
“ผมคิดว่าตราบใดก็ ตามที่รัฐบาลยังขาดวุฒิภาวะ (immature) ไม่ยอมรับว่าสังคมไทยมันเกิดการเปลี่ยนแปลง –แล้วผมก็คิดว่าเขายังไม่ยอมรับว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง- ผมก็ไม่แปลกใจที่มีรายงานหนึ่งที่บอกว่ารัฐบาลปิดไป 113,000 เว็บไซต์ อันนี้ไม่แปลกใจเลย และรัฐบาลก็จะปิดมากขึ้น ไอ้อันที่ปิดไปแล้วก็ตายไป ก็คงไม่มีใครจะพยายามไป unblock มัน หมายความว่าเขาทำเว็บใหม่ดีกว่า แล้วรัฐบาลก็ปิดกันต่อไป ก็ดูว่าเกมนี้ใครจะชนะ แต่ผมก็คิดว่าเขาจะทำอย่างนี้ไปได้ไม่นาน เพราะสังคมไทยมันเป็นสังคมที่มีการเติบโตไปกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งภายในประเทศและการเติบโตในภูมิภาค รัฐบาลก็ทำด้านหนึ่งที่รัฐบาลทำได้”
สภาวะ การไล่ปิดสื่อออนไลน์นั้น ล้อไปกับการไล่บี้คุกคามสื่อต่างประเทศในประเทศไทยด้วย ซึ่งปวินเห็นว่านี่คือการคุกคามสื่อครั้งใหญ่ของรัฐไทย
“กรณีของ ประชาไทแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น เพราะมันเป็น mainstream ไม่ได้เป็นเหมือนบล็อกไร้สาระ หรือบล็อกของปัจเจกบุคคล ที่ไม่ได้มีผู้ตามมาก ผมคิดว่าพอปิดไปแล้วน่าจะมีความพยายามจะเปิดขึ้นมาอีก และรัฐบาลตอนนี้ก็เผชิญกระแสต่อต้านเยอะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยตัวคุณจีรนุช (เปรมชัยพร) และหลังๆ รัฐบาลก็ทำเลยเถิด ไม่ใช่แค่สื่อออนไลน์ แต่ไปครอบงำสื่อต่างชาติ บังคับให้เขาต้องรายงานข่าวที่ไม่ทำให้รัฐเสียภาพลักษณ์ แล้วก็สื่อต่างชาติเองก็ถูกข่มขู่ ไม่ว่าจะเป็นการถูกจับกุม หรือถูกขับออกนอกประเทศ ถ้ารายงานอย่างนี้จริงๆ แล้วถูกหาว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ มันก็กลายเป็นว่าสื่อต่างประเทศพวกนี้ก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ผลก็ตกอยู่กับผู้อ่าน ผู้ฟัง ว่าจะไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะเขาจะรายงานเฉพาะส่วนที่เขารายงานได้เท่านั้น เพราะถ้ารายงานเกินไปกว่านั้น ตัวเองก็ตกอยู่ในปัญหา ถ้าจะรายงานอย่างเต็มที่ก็ต้องออกไปรายงานในต่างประเทศ ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์จริง”
เขาเคยระบุว่าอำนาจรัฐที่เข้ามา จัดการกับสื่อออนไลน์รวมถึงสื่ออื่นๆ นั้น นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้วยังทำให้ความขัดแย้งร้าวลึกขึ้น ทว่าหากมองในอีกด้านหนึ่งในแง่มุมของรัฐและสื่อกระแสหลักของไทย ผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นแหล่งแพร่ความขัดแย้งก็คือ สื่อออนไลน์นั้นเอง เราถามประเด็นนี้กับเขา และเขาปฏิเสธสมมติฐานดังกล่าวอย่างแข็งขัน
“สมมติฐานที่เพิ่งพูดไป นี่ผมต่อต้านอย่างมาก หมายความว่าต้องปิดสื่อออนไลน์ใช่ไหม แล้วความขัดแย้งจะหมด ซึ่งผมคิดว่าไม่จริง ในประเทศที่สื่อมีเสรีอย่างค่อนข้างเต็มที่อย่างสหรัฐอเมริกา มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ความขัดแย้งมันไม่ได้เกิดมาจากสื่อ มันอาจถูกขยายตัวโดยสื่อ แต่ถ้าคนไปบอกว่าสื่อทำให้เกิดความขัดแย้ง แสดงว่าเขาไปดูที่ปลายปัญหาไม่ได้ดูที่ต้นปัญหา แล้วผมคิดว่าคนที่พูดนี่นอกจากจะไม่เป็นธรรมแล้วยังไม่พอ เขาดูจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่แท้จริงด้วย จริงๆ แล้ว ต้นเหตุของปัญหาอยู่ตรงไหนต้องมองตรงนั้นก่อน บทบาทสื่อคืออะไร คือการแสดงข้อเท็จจริง แต่สื่อเดี๋ยวนี้มันไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงอย่างเดียว มันมาพร้อมกับความเห็น ทีนี้ความเห็นมันจะตรงกับที่คนอยากฟังหรือไม่อยากฟังมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าไปตรงกับคนที่ไม่อยากฟัง เขาก็คิดว่าสื่อเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง แต่พอฟังในสิ่งที่ตัวเองอยากฟัง ก็คิดว่าสื่อทำถูกต้อง มันมีส่วนในการขยายตัวของปัญหา แต่การไม่ใช้สื่อเลยขณะที่มีปัญหาอยู่ แล้วไม่มีการถกเถียงกันในที่สาธารณะ เราจะทำยังไงกับปัญหา จะให้มันแก้ด้วยตัวมันเองหรือ หรือจะให้ปัญหามันแก้โดยคนสองสามคนที่มีอำนาจ โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิแสดงความเห็น เราจะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นหรือ แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าทำอย่างนั้นปัญหาจะไม่บานปลาย”
สื่อออนไลน์ กลางเขาควายของวุฒิภาวะระหว่างผู้มีอำนาจและประชาชน
ปวิ นพูดตั้งแต่ช่วงต้นๆ ว่าหากผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาลมีวุฒิภาวะเพียงพอก็ต้องยอมรับและปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้น แต่อีกปัญหาคือ แล้วเขาจะบอกได้อย่างไรว่าคนใช้สื่อซึ่งเป็นประชาชนทั่วๆ ไปจะมีวุฒิภาวะเพียงพอสำหรับพื้นที่เสรีภาพที่เปิดกว้าง
“ผมบอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้ว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะมากน้อยเพียงใด แต่ผมไม่มีข้อสงสัยเลยนะครับว่าคนไทยพร้อมที่จะเปิดตัวเองและก็เรียนรู้ แต่ผมคิดว่ามันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ คือการทำให้คนมีวุฒิภาวะนี่เป็นเรื่องระยะยาว (Long-term Process) ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ภายในสองเดือนสามเดือน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้การศึกษา การพัฒนาทางการเมือง แต่ที่ผมกังวลอย่างหนึ่งคือว่า พอคนใช้ประโยชน์ออนไลน์แล้วไม่มีวุฒิภาวะอาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งมาก ขึ้นได้ เพราะเวลาที่คนอ่านแล้วไม่ได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนได้ก็อาจจะตกเป็นเครื่อง มือ แต่มันเป็นกระบวนการระยะยาว ต้องเริ่มที่จุดใดจุดหนึ่งก่อน มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องปล่อยให้มีความผิดพลาด มันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว มันไม่สามารถจะกดสวิตช์ได้ ที่ผมเห็นว่าเป็นการขาดวุฒิภาวะมากที่สุดก็คือ บางคนอาจจะไม่ชอบบางสถาบัน ก็คงไม่มีใครห้ามความคิดได้ แต่น่าจะแสดงความเห็นแบบมีเหตุผลว่าไม่ชอบเพราะอะไร ผมเห็นในหลายบล็อก ไม่ชอบแล้วใช้คำโจมตีที่รุนแรง แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปห้ามได้เพราะสังคมไทยก็ไม่ใช่สังคมสิงคโปร์ที่ มีคนแค่ห้าล้านคนที่สามารถจะควบคุมความเคลื่อนไหวของคนได้ง่ายกว่า ประเทศไทยหกสิบกว่าล้านคน ร้อยพ่อพันแม่ หลายเผ่าพันธุ์ การศึกษาต่างกัน การตอบสนองก็ต่างกัน”
การใช้กฎหมายเหวี่ยงแห -สัญญาณแห่งการสิ้นอำนาจควบคุม
ปวิ นกล่าวถึงกระบวนการปิดกั้นพื้นที่ออนไลน์ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่ากังวลเป็นการส่วนตัวเช่นกัน แต่การที่รัฐบาลไม่สามารถหากลไกหรือกรอบอื่นๆ มาจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่หันไปหากฎหมายที่ถูกนำมาใช้อย่างตีขลุม ขาดความชัดเจน สำหรับเขาแล้ว นี่คือสัญญาณแห่งการสิ้นหวังของผู้ถืออำนาจ
“เมื่อผู้อยู่ในอำนาจไม่ สามารถหากลไกหรือกรอบอื่นๆ มาจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง รวมถึงการดึงบางสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งกลายเป็นดาบสองคม ผู้มีอำนาจอาจจะอ้างว่าทำเพื่อปกป้องสถาบันหนึ่งๆ แต่การที่เอากฎหมายคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ ทำให้กลายเป็นว่าสถาบันนั้นๆ เข้ามาอยู่ในกระบวนการทางการเมือง ถูกดึงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง และก็อีกประการก็คือ เมื่อรัฐบาลใช้กฎหมาย ผู้ที่ใช้คิดว่าตัวเองมีอำนาจ (power) เพราะตัวเองสามารถใช้กฎหมายนี้จัดการกับฝ่ายตรงข้าม แต่จริงๆ แล้วส่อให้เห็นว่าไม่ใช่อำนาจหรอก แต่เป็นอาการที่เรียกว่า Desperation (กระเสือกกระสน) คือรู้ว่าต่อไปนี้จะควบคุมลำบากและเมื่อควบคุมลำบากก็เลยใช้กฎหมายนี้พยายาม ดึงไว้ แต่ก็คงดึงไว้ได้ไม่นาน แต่มันก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไป น่าเสียดาย โดยเฉพาะผมคิดว่าการตีความว่าใครดูหมิ่นใคร มันตีความลำบาก แต่ข้อดีคือคนเริ่มพูดกันมากแล้ว แต่ประตูจะเปิดเลยเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็กำลังเปิดทีละนิดๆ รัฐบาลมีกลไกทำอะไรได้ก็ทำไป แต่ถ้าจะปิดประตูคงไม่ได้”
ข้อเสนอรัฐบาล: ลดการใช้กฎหมาย ใช้วิธีการสื่อสารมากกว่า
พูด ในแบบอดีตนักการทูต ซึ่งต้องมีประตูเปิดให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ปวินยังมองว่ารัฐบาลมีทางออกที่จะเผชิญหน้ากับความขัดแย้งด้วยวิธีที่นุ่ม นวลและแฟร์ นั่นก็คือ หันมาเล่นเกมแข่งขันสื่อสารกับประชาชนผ่านพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าเลือกกว่าการใช้เครื่องมือทางกฎหมายคุกคามผู้ที่เห็น ต่าง
“ผมคิดว่าเกมที่ดีกว่านี้ก็คือรัฐบาลก็ปล่อยให้ฝ่ายค้านใช้ สื่อออนไลน์ เล่นไป ตัวเองก็ใช้สื่อของตัวเองไปฟาดฟันกันในไซเบอร์เสปซ เล่นกันแบบแฟร์ และฟรี ดีกว่าการไปปิด ทำไมรัฐบาลไม่ใช้สื่อของตัวเองให้เป็นประโยชน์ในการพยุงสถานะ และข้อกล่าวหาบางอย่างอย่าไปใส่ใจมาก ไม่งั้นกลายเป็นว่ารัฐบาลลงเล่นในทุกเรื่อง”
และสำหรับโครงการที่รัฐบาลเริ่มดำเนินไปบ้างแล้วเช่น ลูกเสือไซเบอร์ ปวินเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดี – ดีกว่าการใช้กฎหมายไล่จับกุม
“ก็ ส่งเสริมประชาธิปไตย ถ้าใครต่อต้านรัฐบาลก็ให้เว็บไซต์รัฐบาลโจมตีกลับ แต่ก็ต้องทำได้ตราบเท่าที่ไม่ไปส่งเสริมให้มีการใช้ความรุนแรง ผมว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดี ก็ทำให้เห็นว่าสังคมไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และรัฐบาลก็ควรใช้แนวทางนี้มานานแล้ว เพราะว่าสื่อออนไลน์ก็เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรจะใช้สื่อออนไลน์ในแง่ที่สร้างสรรค์ บ่นแต่ว่าไม่สามารถเข้าถึงคนที่อยู่ภาคเหนือและภาคอิสาน ก็ทำไมไม่ใช้เว็บไซต์ในการเข้าถึงเขา และถ้าคนเหนือหรือคนอิสานขาดโครงสร้างพื้นฐานในการเข้าถึงสื่อออนไลน์ คุณก็ต้องไปสร้างให้เขา เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่แค่รองรับผลประโยชน์ในการเข้าถึงของรัฐบาลเท่า นั้นแต่เป็นการลงทุนระยะยาวด้วย แล้วปัจจุบันนี้การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานทำได้ง่าย มันใช้แค่ระบบดาวเทียม ไม่ต้องวางสายใต้ดินอะไรให้วุ่นวาย”
แต่รัฐบาลจะทำก็ต้องก้าวข้ามความหวาดกลัวชาวบ้านก่อน
“ก็ อย่างที่บอก หากรัฐบาลซึ่งเป็นคนที่กุมอำนาจรัฐไม่สามารถทำได้ หรือเข้าถึงประชาชนได้ ผมคิดว่ารัฐบาลขาดประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ มีการพูด joke ในแวดวงวิชาการว่า คุณอภิสิทธิ์จะไปภาคเหนือหรือภาคอิสานต้องใช้วีซ่า ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลชุดนี้กับประชาชนในภูมิภาค ดังกล่าว โดยสรุป การต้องสร้างสาธารณูปโภคก็อาจจะต้องเป็นแผนระยะยาว รัฐบาลน่าจะเริ่มต้นด้วยการใช้สื่อออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างความ เข้าใจระหว่างรัฐบาลกับคนที่อยู่ภาคเหนือภาคอิสาน จะสำเร็จหรือไม่ก็อีกเรื่อง แต่รัฐบาลต้องพยายาม”
ใบตองแห้งออนไลน์: เดือนตุลาของเสื้อแดง
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
ขอเชิญร่วมลงนามจดหมายเปิดผนึกเลขาUNเยือนไทย เร่งสอบสวนกรณีสังหารหมู่พฤษภาอำมหิต
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค
18 ตุลาคม 2553
ประชาชน ไทยได้เขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง เตรียมยื่นต่อนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ที่จะเดินทางเยือนประเทศไทยในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เรียกร้องให้ UN เร่งเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงการสังหารผู้เรียกร้องประชาธืปไตยในไทย และรีบระงับยับยั้งการสังหารหมู่ผู้ปราราถนาประชาธิปไตย
เนื้อความ ในหนังสือได้กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเผด็จการชุนดูฮวานล้อมปราบสังหารหมู่ประชาชน ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในเมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2523 ด้วยว่า เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย
พร้อมทั้งได้เชิญชวนให้ร่วมลงนามในหนังสือฉบับนี้ โดยแจ้งชื่อ นามสกุล หน่วยงาน(ถ้ามี)ส่งกลับไปยังคุณรุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ที่อีเมล์ arinwan@gmail.com หรือลงนามผ่านทางเฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=1792040961#!/profile.php?id=1792040961
ภายในเวลาเที่ยง วันที่ 21 ตุลาคมนี้ เพื่อรวบรวมลงในท้ายจดหมายเปิดผนึกส่งถึงมือเลขาธิการ UN
โดยจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมี 4 ภาษาประกอบด้วย ภาษาไทย อังกฤษ และเยอรมัน ดังความละเอียดต่อไปนี้
จดหมายเปิดผนึก ถึง ฯพณฯ บันคีมูน เลขาธิการใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ
เรียน ฯพณฯ บันคีมูน ด้วยความเคารพ
เรื่อง ข้อเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตย
เหตุการณ์ อันเป็นที่เจ็บปวด และจดจำของประชาชนเกาหลีในวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 ณ เมืองกวางจู ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกและกำลังเกิดขึ้นในประเทศภาคีสมาชิกองค์การสหประชา ชาติ เพื่อพิทักษ์สันติภาพและความเที่ยงธรรมแห่งสหประชาชาติ เช่นในประเทศไทยแห่งนี้ เหตุการณ์ล่าสุดในลักษณะเดียวกันนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2010
เราในนามประชาชนไทยผู้รักเสรีภาพ รักสันติ ความเสมอภาคเท่าเทียม และประชาธิปไตย ขอส่งผ่านข้อเรียกร้องให้องค์การที่เป็นความหวังหนึ่งของมวลหมู่มนุษยชาติ แห่งสหัสวรรษใหม่ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง และระงับยับยั้งการสังหารหมู่ผู้ปราราถนาประชาธิปไตย ซึ่งมีความคิดเห็นไม่ตรงกันกับหลักนโยบายแห่งรัฐและคณะรัฏฐาธิปัตย์ของ ประเทศไทยในปัจจุบัน
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
(รายชื่อผู้ลงนามในท้ายจดหมายเปิดผนึก)
*********
ฉบับภาษา English
Your Excellency Ban Ki Moon, the United Nations General Secretary, with respect;
Subject: Request for Justice and Democracy
The events, which are similar to the Gwangju massacre of 18-27 May, 1980, which is painful to, and recognized by Korean people, have repeatedly occurred, and are happening within member countries of the United Nations. To preserve Peace and Justice uphold by the United Nations, we, the Thai people, wish to remind the World of the similar event, which has had just happened in Thailand this year, the 13-19 May, 2010.
We, in the name of Thai people who adore Freedom, Peace, Equality, and Democracy, wish to transfer our request to the organization, which is a hope for the Humanity of the new millennium. We wish that the United Nations would initiate a fact investigation, and prevent the massacre of the people, who desire democracy, and disagree with the state policy of the current Thai juntas.
Best Regards,
******
ฉบับภาษา Deutsch/German
Ihre Exzellenz Ban Ki Moon, der Vereinten Nationen Generalsekretär, mit Respekt;
Betrifft: Antrag für Gerechtigkeit und Demokratie
Die Ereignisse, die ähnlich dem Massaker von Gwangju der 18 bis 27 Mai 1980, die schmerzhaft ist, und erkannte durch koreanische Volk, haben wiederholt aufgetreten ist, und sind innerhalb der Mitgliedsländer der Vereinten Nationen geschieht. Die Wahrung des Friedens und des Rechts durch die Vereinten Nationen zu wahren, wir, das thailändische Volk, wollen die Welt der ähnliche Veranstaltung, die gerade in Thailand passiert in diesem Jahr, den 13 bis 19 Mai 2010 erinnern.
Wir, im Namen des thailändisches Volk, Freiheit, Frieden, Gleichheit und Demokratie verehren, wollen unsere Anforderung an die Organisation, die eine Hoffnung für die Menschheit des neuen Jahrtausends ist, übertragen. Wir wünschen, dass die Vereinten Nationen eine Ermittlung für die Tatsache einzuleiten, und verhindern, dass die Massaker an den Menschen, deren Wunsch nach Demokratie widerspricht der staatlichen Politik der aktuellen Thai Juntas.
Mit freudlichen Grüßen,
*******
ฉบับภาษา Français/French
Votre Excellence, M. Ban Ki Moon, le Secrétaire général des Nations Unies, avec respect;
Objet: Demande de Justice et la Démocratie
Les événements, qui sont similaires au massacre de Gwangju 18 au 27 mai 1980, ce qui est douloureux pour, et reconnue par les Coréens, ont maintes fois eu lieu, et se produisent dans les pays membres de l'Organisation des Nations Unies. Afin de préserver la paix et la justice confirme par l'Organisation des Nations Unies, nous, le peuple thaïlandais, tenons à rappeler au monde de l'événement similaire qui a eu juste arrivé en Thaïlande cette année, le 13 au 19 mai 2010.
Nous, au nom du peuple thaïlandais qui adorent la liberté, la paix, l'égalité et la démocratie, à transférer notre demande à l'organisation, qui est un espoir pour l'humanité du nouveau millénaire. Nous souhaitons que les Nations Unies d'ouvrir une enquête fait, et empêcher le massacre du peuple, qui désirent la démocratie, et en désaccord avec la politique de l'Etat de la junte actuelle Thaïlande.
Cordialment,
รายชื่อผู้ลงนามเบื้องต้น
วัฒนา สุขวัจน์
ทองธัช เทพารักษ์
Natedao Phatkul
Somchai Saranpaiboon
Prommindh Pooleiam
สุภาพ ภูษณวรรณ
Kaewta Kerddeelarp
Venika Macdonald
กิตติมา เมฆาบัญชากิจ
Anon Odklan
Vivian Prakhongchitr
หรินทร์ สุขวัจน์
Pisis Jaturaphappornchai
Hassaya Khorsuk
Weerachai Srichan
Tuen Srinawk
Wattana Sudsakorn
Vichai Koonatee
เสรี ตรีศักดิ์
amornchai setaku
กานต์ ทัศนภักดิ์
นภัทร สาเศียร
Khunnatham Dangkhunnatham
นฤมล บุญญานิตย์
สมชาย กุศลทรามาส
น้ำฝน มั่งขันหมาก
Suthee Polachai
Lalisa Lauren
กาญจนา แซ่กัง
Phromsak Sangpo
Pimchanok Tangtanatanich
Mathuros Phiromrak
นายสุรพัฒน์ ป๊อกสา
นายชาตวิทย์ มงคลแสน - (ประธานโครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
นายจรูญ เกลี้ยงอุบล (โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
นางจรินทร์ ยิ่งระลึก (โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
นางผ่องใส ชาเรณู (โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
นางกสิณา สริจันทร์ - สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย (โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
พล.ต.สมศักดิ์ สกุลทอง - ปธ.ชมรมวู้ดบอลนนทบุรี (โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
นายสมปอง แม้นเหมือน - สถาบันอิสานภิวิตน์ (โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
นายชัยฤกษ์ กลางพิมาย -สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย (โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี)
นายสมศักดิ์ ภักดิเดช-กรรมการบริหาร ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
ขอ เชิญชวนผู้ที่สนับสนุนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ให้ร่วมลงนาม โดยแจ้งชื่อ นามสกุล หน่วยงาน(ถ้ามี)ส่งกลับไปยังคุณรุ่งโรจน์ วรรณศูทร ที่อีเมล์ arinwan@gmail.com หรือลงนามผ่านทางเฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=1792040961#!/profile.php?id=1792040961
ภายในเวลาเที่ยง วันที่ 21 ตุลาคมนี้ เพื่อรวบรวมลงในท้ายจดหมายเปิดผนึกส่งถึงมือเลขาธิการ UN
Sunday, October 17, 2010
"วิรัช"ซัด"พ"เลขาฯปธ.ศาลรธน.จับมือพท.จัดฉากถ่ายคลิป มุ่งทำลายปชป.-สถาบันองคมนตรี-กระบวนการยุติธรรม
ที่มา มติชน "วิรัช"รับอยู่ในคลิปจริง อ้างถูก"พ"จับมือเพื่อไทย ลวงเข้าเกม ที่ พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมชี้แจงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) นำคลิปวีดีโอกล่าวหาว่า ตนล็อบบี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ยุบ ปชป.มาเปิดเผยว่า สมาชิก ปชป.ทุกคนยึดมั่นคำขวัญประจำพรรคว่า "สัจจํ เว อมตวาจา" คือการพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเฉพาะข้อหาว่าไ ปล็อบบี้ตุลาการ นาย วิรัชกล่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากการคบคิดวางแผนชั่วร้ายอย่างเป็นกระบวนการ โดยมี พท.ผู้เขียนบท เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดมุ่งสู่การทำลายล้างสถาบันองคมนตรี ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธาน ทำลาย ปชป. และกระบวนการยุติธรรม เป็นกระบวนการชั่วช้าสามานย์ "ใน การพบกับนาย “พ.พาน” มีกระบวนการวางแผนตั้งกล้องแอบถ่าย โดยตอนแรกคนชื่อ “พ.พาน” หันหลังให้กล้อง ทำให้บังไม่สามารถเห็นภาพผมได้ชัด จึงย้ายที่มานั่งที่หัวโต๊ะ เนื่องจากเขารูมุมกล้องตั้งไว้ เป็นกล้องขนาดเล็ก แต่ผมไม่ได้สังเกต ทำให้ภาพจับภาพผมได้ชัด ถือว่า เป็นกระบวนการชั่วจริง ๆ และในการพูดคุย นาย “พ.พาน” ก็จะใช้คำถามที่เป็นคำถามนำ"นายวิรัชกล่าว นาย วิรัชกล่าวว่า ดังนั้นในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เมื่อมีการเรียกนายอิสระ หลิมศิริวงศ์ ประธานคณะกรรมการสอบสวนของ กกต.มาให้การแล้ว ขั้นต่อไปก็อาจจะเรียกนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.มาให้ข้อมูลด้วย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการไปให้ล็อบบี้ให้มีการเรียกนายอภิชาต มาให้การแต่อย่างใด ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์เคารพกติกา ไม่เคยล่วงละเมิดอำนาจศาล ศาลเห็นอย่างไรเราก็ว่าตามนั้น นาย วิรัชกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีคลิปที่ พล.อ.เปรม นั่งอยู่กับนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยพยายามเบี่ยงเบนว่า พล.อ.เปรม มาล็อบบี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง เป็นการเขียนและทำขึ้นเอง นายวิรัชกล่าวว่า อย่าง ไรก็ตามเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีคลิปเผยแพร่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เคยขู่ว่า จะเปิดคลิปเปิดเกี่ยวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แสดงว่าเตรียมการไว้แล้ว เพียงแต่รออะไรมาต่ออีกนิด แล้วก็เกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อนำมาผสมกัน ถือว่ายิ่งกว่ากดดันศาล แต่เป็นการทำลายระบบยุติธรรมประเทศไทย ทำลายสถาบันสำคัญและทำลายระบบพรรคการเมือง ทนาย ปชป.ขำคลิปฉาว บอกมุขตื้น-คนทำประจานตัวเอง นาย บัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความจากสำนักกฎหมาย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ผู้ว่าความคดียุบปชป.กล่าวถึงกรณีที่พท.นำคลิปวีดีโอสมาชิกปชป.ล็อบบี้ไม่ ให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคมาเปิดเผยว่า เป็นวิธีการตื้นๆ ที่สำคัญผู้จัดทำยังประจานตัวเอง เนื่องจากมีการขยับเก้าอี้ให้เห็นหน้านายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง ปชป.ชัดเจน แถมในคลิปที่ 3-5 ยังถ่ายในที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ หากไม่ใช่คนที่มีตำแหน่งระดับสูงจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร เมื่อดูเนื้อหาในคลิป ก็ไม่มีคำพูดใด ที่เป็นการล็อบบี้แม้แต่คำเดียว สำหรับการไต่สวนพยานวันที่ 18 ต.ค.หากศาลรัฐธรรมนูญไม่เรียกพยานมาไต่สวนเพิ่มเติม ก็จะนัดวันยื่นคำแถลงปิดคดี และนัดวันอ่านคำพิพากษา นาย บัณฑิตกล่าวว่า กรณีที่มีข่าวจะมีการเรียกว่านายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ในฐานะนายเบียนพรรคการเมือง มาไต่สวนเพิ่มเติม ไม่ทราบว่าจะเรียกมาได้อย่างไร เพราะทั้งปชป.และกกต.ไม่ได้ระบุชื่อนายอภิชาตไว้ในบัญชีพยาน แถมถึงศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกนายอภิชาตมาไต่สวนก็ไม่แน่ว่าประธานกกต.จะมาหรือ ไม่ เพราะสามารถยื่นเอกสารมาชี้แจงเหมือนกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงและ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ได้ แต่ถ้านายอภิชาตมาจริง ก็เป็นเรื่องดี ตนจะได้ซักถามด้วยตัวเอง (ดู คลิปคดียุบพรรคตอนที่ 2ในYoutube) "พร้อมพงศ์"เปิดคลิปล็อบบี้ตอน2แฉ!ทีมกม.ปชป.คุยเลขาฯปธ.ศาลรธน. ที่ พรรคเพื่อไทย วันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้นำคลิปวิดีโอที่อ้างว่า เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยเป็นคลิปเดียวกับที่แพร่หลายในเว็บไซต์ Youtube ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นตอนที่ 2 โดยมีภาพของชาย 3 คน นั่งรับประทานอาหารและร่วมพูดคุย นายพร้อมพงศ์ ระบุว่า ชายคนหนึ่งในภาพคือ นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กำลังคุยอยู่กับนายพิสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเนื้อหาในคลิปคำพูดพาดพิงถึง นายชวน หลีกภัย หัวหน้าทีมทนายความต่อสู้คดียุบพรรค และผู้ใหญ่ของฝ่ายศาล ทั้งนี้ ยังพบว่ามีความพยายามนำประธาน กกต. มาสื่อเป็นพยานด้วย ทั้ง นี้ นายพร้อมพงศ์ เผยว่า เรื่องคลิปที่เกิดขึ้นนั้น พรรคเพื่อไทย มีข้อสงสัยว่า ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายจะรู้เห็นเช่นเดียวกันกับกรณี นายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่รับเอกสารจากเจ้าหน้าที่ศาล นอกเวลาทำการด้วย
พสิษฐ์ ศักดาณรงค์
นายวิรัช กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยในคลิปที่ 2 มีภาพบุคคล 3 คน คือตน นาย “พ.พาน” และนายวรวุฒิ นวโภคิน ที่ปรึกษากรรมาธิการการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎรซึ่งตนเป็นประธานกรรมาธิการฯอยู่ โดยนายวรวุฒิ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักศึกสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระรดับสูง (ปปร.13) ซึ่งมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย อาทิ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น และร.ต.อ.อรรถกวี ขุนพินิจ ลูกเลี้ยงพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ร่วมเรียนด้วย
"เหตุการณ์ เริ่มจากนาย “พ” ได้ติดต่อมาทางนายวรวุฒิว่า อยากขอพบกับผม เพื่อจะได้มีการพูดคุยและรับประทานอาหาร ที่ร้านอาหารฟู้ดดี้ ในซอยหมู่บ้านปูนซิเมนต์ไทย ย่านประชาชื่น เวลา 14.00 น. ของวันที่ 7 ต.ค.ซึ่งผมเห็นว่านาย “พ.พาน” เป็นเลขานุการประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมารยาทด้วยความเกรงใจ และอยากทราบว่า ต้องการคุยเรื่องอะไร จึงต้องไปพบเป็นการส่วนตัว โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่อย่างนายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ รวมถึงคณะทำงานทีมกฎหมายคนอื่นๆ รับทราบ
นาย วิรัช กล่าวว่า โชคดีที่มีคลิปตอนที่ 3-5 ซึ่งเป็นการแอบถ่ายในห้องทำงานของตุลาการทั้ง 7 คน จึงแสดงว่า การทำแบบเป็นกระบวนการจริงๆ และลองคิดดูว่า ใครแอบถ่ายคลิปดังกล่าว ซึ่งต้องดูว่า ใครที่สามารถเข้าไปห้องทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ คำตอบคือเจ้าหน้าที่ ซึ่งตนเชื่อว่า นาย “พ.พาน” เข้าไปได้แน่นอน เพราะกระบวนการศาล มีขั้นตอนเข้มงวดมาก ก่อนจะเข้าไปได้ต้องมีการลงชื่อ แลกบัตร ฝากอุปกรณ์ทั้งมือถือและอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย ไม่สามารถเอาเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นใคร ยกเว้นนาย “พ.พาน” ที่อยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์กติกา สามารถนำอุปกรณ์มือถือไฮเทคทั้งหลายเข้าไปได้เพียงคนเดียว ซึ่งสามารถตรวจสอบจากกล้องซีซีทีวีของศาลได้ หากศาลอนุญาต
นาย วิรัชกล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์กรณีของนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในคณะทำงานด้านกฎหมายฯ เคยถูกนาย “พ.พาน” เรียกให้นายทศพลไปรับเอกสารที่ศาล และมีการถ่ายภาพไว้ ทำให้วันนี้นายทศพลต้องเจ็บช้ำกับเรื่องเหล่านี้ แต่เชื่อว่า การกระทำของนาย “พ.พาน” ที่ร่วมมือกับ พท.เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตุลาการทั้ง 7 คน แต่ก็แปลกใจที่คนอย่างนาย “พ.พาน” มีความรู้ดี หน้าที่การงานดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า จะวิ่งเข้ากองไฟเพื่อเป็นดาวลูกไก่และฮาราคีรี ฆ่าตัวตาย งานนี้ไม่ธรรมดา การแลกด้วยชีวิตราชการ ตนคิดแบบบ้านๆ ว่า คงได้ไม่น้อย น่าจะจำนวนมาก และขอภาวนาให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่คนพท.จะคิดวิธีการสกปรกมาใช้กับกระบวนการยุติธรรม
นาย วิรัช กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่ว่าตนจะไปล็อบบี้ เพื่อให้มีการสืบพยานเพิ่มเติมนั้น ตามระบบการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ เลขานุการศาลรัฐธรรมนูญ หรือเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจกำหนดพยานกี่คน และในการพิจารณาคดียุบพรรค เช่น การยุบพรรคไทยรักไทย คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จะเรียกพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต. )และนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานอนุคณะกรรมการสอบสวน มาให้การต่อศาล
นาย วิรัช กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนไม่คิดว่าจะฟ้องร้องกับนาย “พ.พาน” เพราะนาย “พ.พาน” เป็นเจ้าหน้าที่ศาล จึงเป็นเรื่องของกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญที่จะดำเนินการภายในเอง และไม่คิดจะปลดนายวรวุฒิ ออกจากที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าได้กระทำความผิด ทั้งนี้มั่นใจว่า ปดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อคดียุบพรรค เพราะการสืบพยานที่ผ่านมา มั่นใจว่า เราทำงานได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งตนไม่คิดจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากทีมกฎหมายของพรรคเพราะไม่ได้ทำ ความผิด และจะเดินทางไปร่วมสืบพยานในศาลรัฐธรรมนูญในวันจันทร์ที่ 18 ต.ค.ด้วย ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนได้รายงานให้นายชวน และนายกรัฐมนตรีทราบแล้ว โดยนายกฯ ให้ตนแถลงตามความจริงที่เกิดขึ้น
'แม้ว'ทุ่มสุดตัว สงครามสุดท้าย
ที่มา ข่าวสด
คดียุบพรรคประชาธิปัตย์งวดเข้ามาทุกขณะ
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคิวขึ้นเบิกความวันจันทร์นี้ ในการไต่ สวนพยานนัดสุดท้าย
จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาพิจารณาและเขียนคำวินิจฉัยประมาณ 1 เดือน กว่าจะรู้ผลคงเป็นช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน พ.ย.
เป็นที่จับตาของทุกฝ่ายเนื่องจากผลของคดีนี้จะมีผลต่อโฉมหน้าการ เมืองไทยอย่างใหญ่หลวง
ถ้า ศาลตัดสินให้ยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค เบาะๆ ก็ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯจากนายอภิสิทธิ์ ไปเป็นคนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นใครระหว่าง 'ชวน-กรณ์-สุเทพ' ต้องไปว่ากันเมื่อถึงเวลา
หรือถ้ากระทบรุนแรงขึ้นมาอีกหน่อยคือเกิดการ'เปลี่ยนขั้ว'การ เมืองกันอีกตลบ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายอำนาจจะตกอยู่ในมือใคร
และทางเลือกที่สาม คือนายกฯ ชิงตัดตอนปัญหาด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
ทั้งสามทางเลือกอยู่บนเงื่อนไขว่า พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบและกรรม การบริหารถูกตัดสิทธิ์เท่านั้น
เพราะ หากคดี'พลิกล็อก'อย่างที่ฝ่ายค้านระบุว่ามีคนจำนวนหนึ่งกำลังคิดหาทางช่วย เหลือประชาธิปัตย์ให้พ้นผิด ความวุ่นวายที่ตามมาก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
อย่างไรก็ตามไม่เพียงคดียุบพรรคที่ยังไม่รู้ลูกผีลูกคน
สถานการณ์อื่นโดยรอบรัฐบาลทั้งเรื่องทุจริตภายในพรรคร่วม ปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องจนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่
ยังเป็นปัจจัยหนุนเสริมความเชื่อที่ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ อาจอยู่ไม่ครบเทอมปลายปีหน้าอย่างที่ตั้งใจ
ตรงนี้เองทำให้บรรยากาศพรรคเพื่อไทยที่ซบเซามานาน กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตา โดยเฉพาะหลังการวิดีโอลิงก์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เจ้าของพรรคตัวจริงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากประกาศให้การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นสงครามครั้งสุดท้าย
พ.ต.ท.ทักษิณยังจะนำทัพเพื่อไทยเข้าสู่สมรภูมิด้วยตัวเอง เป้าหมายคือต้องชนะเลือกตั้งให้ได้ด้วยเสียงเกินครึ่ง
จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรม และอภัยโทษให้กับทุกฝ่าย เดินหน้าสู่การ ปรองดองทั้งประเทศ
ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเดินทางกลับบ้านเกิด
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังทำหน้าที่คิดค้นนโยบายหาเสียงด้วยตัวเอง อย่างที่ปล่อยออกมาเรียกน้ำย่อยแล้ว 3 เรื่อง
1.ค่า แรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท 2.คนที่จบปริญ ญาตรีมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท 3.รับจำนำราคาข้าวที่ 15,000 บาทต่อเกวียน โดยจะนำราคาข้าวไปผูกติดกับราคาน้ำมัน
ยังเป็นแค่นโยบายลอยๆ ที่ขาดรายละเอียดให้เห็นว่าสามารถทำได้จริง
แต่ อย่าลืมว่าพ.ต.ท.ทักษิณ นั้นได้ชื่อเป็นต้นตำรับ'เจ้าพ่อประชานิยม'ตัวจริงเสียงจริง ทั้งยังมีผลงานสมัยเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2544 ถึง 2549 เป็นเครื่องรับประกัน
ส่วนเรื่องท่อน้ำเลี้ยงที่มีปัญหาไหลๆ หยุดๆ
จน กลายเป็นช่องโหว่ให้แกนนำบางคนในพรรคฉวยโอกาสเปิดท่อใหม่ สร้างกลุ่มก้อนของตนเองขึ้นมา กลายเป็นเรื่องหวาดระแวงกันเองในหมู่แกนนำอยู่พักใหญ่
พ.ต.ท.ทักษิณได้พูดชัดเจนให้ลูกพรรคอุ่นใจว่า ใกล้เลือกตั้งพรรคจะทำหน้าที่ดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ
ใคร กังวลเรื่องที่ตนเองโดนยึดทรัพย์ไปเป็นหมื่นๆ ล้าน ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเทียบกับเงินที่นำไปหมุนลงทุนทำธุรกิจในเมืองนอกแล้ว ที่โดนยึดไปแค่เศษสตางค์
สรุปคือไม่ว่านโยบายประชานิยม 3 เรื่องที่ปล่อยออกมา พร้อมกับคำยืนยันเรื่องการเปิดวาล์วท่อน้ำเลี้ยงแบบสุดเกลียว ไม่เพียงลูกพรรคเพื่อไทยที่หูผึ่ง
พรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างประชาธิปัตย์หรือแม้แต่ภูมิใจไทยก็ยังหูผึ่งตาม
แต่ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน
มีการอ่านเกมว่าการที่พ.ต.ท. ทักษิณ เปลี่ยนแนวเคลื่อนไหวแสดงความพร้อมกลับสู่เกมเลือกตั้ง
ก็เพราะการเคลื่อนไหวผ่านการชุมนุมคนเสื้อแดง ไม่ประสบผลตามต้องการ
เหตุการณ์เดือนพฤษภาฯ คนเสื้อแดงพ่ายแพ้ยับเยิน ทั้งนำมาสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย
ซึ่งสังคมของคนที่เป็นกลางมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน
กระนั้น ก็ตามสิ่งที่เห็นได้ขณะนี้ก็คือการกลับสู่กติกาของพ.ต.ท. ทักษิณ สร้างบรรยากาศความ หวาด หวั่นให้กลุ่มอำนาจฝ่ายตรงข้ามไม่น้อย
พ.ต.ท. ทักษิณ นั้นเปิดตัวชัดผ่านการกำหนดนโยบายหาเสียง ทุน รอนในการเลือกตั้ง หรือแม้แต่อาคารสถานที่ทำการพรรค ว่าตน เองคือเจ้าของพรรคตัวจริง
แต่จุดอ่อนของพ.ต.ท.ทักษิณ คือยังมีความหวาดระแวงต่อคนในพรรค ทำให้ไม่กล้าประกาศชัดว่าจะให้ใครเป็น 'นอมินี' ถือธงนำพรรคกลับสู่อำนาจ
ท่าม กลางกระแสความแตกแยกของสมาชิกพรรคซึ่งพยายามผลักดันหัวหน้ากลุ่มตนเองเข้า ประกวด เช่น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นต้น
เพราะทักษิณ พรรคเพื่อไทยเลยยังติดอยู่กับปัญหาเดิมๆ คือหา'หัว'ไม่ได้
พ.ต.ท. ทักษิณประกาศนำทัพเองก็จริง แต่ในทางปฏิบัติเมื่อถึงเวลาตะลุมบอนกันในสนามเลือกตั้ง แค่การหาเสียงผ่านวิดีโอลิงก์อาจยังไม่พอต่อเป้าหมายในการกวาดส.ส.ให้ได้ เกินครึ่ง
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลและกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังจะวางใจได้
สิ่ง ที่ต้องจำเป็นบทเรียนคือการเลือกตั้งเดือน ธ.ค.2550 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในต่างประเทศ แต่ก็แสดงศักยภาพผ่านนอมินีอย่างนายสมัคร สุนทรเวช
จนพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้เป็นแกน นำจัดตั้งรัฐบาล
ผล ที่ตามมาคือ'กลุ่มอำนาจพิเศษ'ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้องลงทุนลงแรงไปไม่น้อยกว่าจะช่วยให้นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์มีวันนี้ได้
การกลับมาของพ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้
จึงต้องดูว่าจะทำให้ฝ่ายที่คอยอุ้มชูรัฐบาล ต้องออกแรงหนักกว่าเดิมหรือไม่
“โกร่ง”อัดแบงก์ชาติ จี้”มาร์ค”ลาออก!!
ที่มา thaifreenews
โดย Porsche

เงินบาทแข็งพ่นพิษ
เศรษฐกิจไทยวินาศ!
ในโลกประชาธิปไตย การมีความเห็นต่างไม่ใช่รื่องแปลก
และเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้
เช่นกันกับในโลกเศรษฐศาสตร์
ที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก จะถูกสั่งสอนมาเหมือนๆกันว่า
เหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ ดังนั้นเศรษฐศาสตร์ก็มี 2 ด้านให้มองต่างมุมได้เช่นกัน
แต่หากการเมืองที่แบ่งแยกแตกต่างสีกันอย่างเข้มข้น จนยากที่จะปรองดอง
แล้วดันลากเอาการมองต่างมุมทางด้านเศรษฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย...
จึงกลายเป็นเรื่องที่ดูไม่จืด
เป็นที่น่าสังเกคุว่าในขณะที่รัฐบาลพยายามที่จะบอกว่าเศรษฐกิจกำลังไปได้ดี
แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคก็ตาม
แต่ก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหา
ซึ่งเป้นการบริหารประเทศสไตล์ถนัดของพรรคประชาธิปัตย์
ยุคที่มี 2 เกลอ อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการประทรวงการคลัง จับมือเข้าขากันตลอด
แม้ว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ส่งออก จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์
และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาผลกระทบค่าเงินบาทแข็งอย่างต่อเนื่อง
แต่ก็ไม่มีรายการตีแสกหน้าตรงๆให้รัฐบาลต้องหงุดหงิดอย่างหนัก
เหมือนกับกรณีที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตรงๆอย่างรุนแรง
ไม่ว่าจะเป็นการเตือนว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)
ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
นโยบายลง 0.75% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 1.75 %
เพื่อให้ค่าเงินอ่อนค่าลง ไม่ใช่คงอัตราดอกเบี้ย
“ต้องลดอย่างรวดเร็ว อย่ากลัวเสียหน้า
แม้จะมีคนได้คนเสียแต่ให้นึกถึงประเทศชาติไว้ก่อน”
ขณะเดียวกันธปท.ต้องประกาศกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน
ถ้าแข็งกว่าระดับนี้ประกาศไปเลยว่าจะซื้อหมด
อย่าไปกลัวสหรัฐฯเพราะอยากเป็นเด็กดีขององค์การระหว่างประเทศ
ธปท.ต้องลดมิจฉาทิฐิ ลดความอวดดี เลิกหลอกลวงประชาชน
อย่าแล้งน้ำใจกับประเทศชาติ
“อาจจะเกิดวิกฤตรอบสองได้ เพราะความโง่เขลาของธปท.
เพราะขณะนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทไม่ได้เป็นไปตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
การส่งออกที่ดีขึ้นก็ไม่ได้ดีจริง 3-6 เดือนข้างหน้าก็เห็นว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถึงจุดหนึ่งนักลงทุนต่างชาติรู้ว่าค่าเงินบาทแข็งเกินพื้นฐานของประเทศ
แต่พวกเราไม่รู้ ถึงจุดนั้นนักลงทุนเหล่านั้นก็จะทุ่มโจมตีค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง
อาจจะกลับมาถึงระดับ 35บาทต่อดอลลาร์ก็ได้ ค่าเงินบาทกำลังจะถูกปั่น
ถ้าหากบาทแข็งไปถึง 25 บาทต่อดอลลาร์อาจจะไปถึงวิกฤตต้มยำกุ้งได้”
มุมมองของนายวีระพงษ์ กรณีเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น
ถือเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวของธปท.ที่ใจดำ
รู้ทั้งรู้ว่ากระแสโลกถูกสหรัฐฯบีบคั้นให้เงินหลายสกุลแข็งค่า
เพื่อให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
ฉนั้นองค์กรระหว่างประเทศทั้ง ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลกต่างอยู่ภายใต้สหรัฐฯทั้งสิ้น
ธนาคารกลางใดที่ปฏิบัติตามองค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้
ก็จะได้รับการสรรเสริญเยินยอว่าเป็นธนาคารกลางที่ดี เป็นผู้ว่าการที่ดี ธปท.
ก็คงอยากเป็นอย่างนั้น แทนที่จะให้ประชาชนคนไทยสรรเสริญ
ดังนั้นจึงได้บอกว่าธปท.เห็นแก่ตัวและใจดำกับประชาชนคนไทยและประเทศชาติ
เพราะผลกระทบจากค่าเงินบาทกำลังส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจ
แม้แต่ภาคอุตสาหกรรมเพราะไม่มีอุตสาหกรรมใดที่จะไม่ผลิตเพื่อการส่งออก
เพราะส่งออกที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศถึง 90% ก็ยังได้รับผลกระทบ
ขณะที่ธปท.ก็เสนอให้ซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ไม่ใช่เอกชนไม่รู้
แต่ราคาถูกกำหนดโดยต่างประเทศ
ที่หนักคือภาคการเกษตร
ไม่เฉพาะอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตรเท่านั้น
ยังส่งผลกระทบไปถึงภาคท่องเที่ยวและบริการ
วิกฤตครั้งนี้อาจจะหนักกว่าต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ
เพราะครั้งนี้ลำบากกันท้วนหน้า
และเชื่อว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้
หรือแม้ว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์กัน
แต่เชื่อว่าปี 2554 จะเจอปัญหาหนักกว่านี้แน่
เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดทันที
แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า
แม้แต่ผู้นำเข้าก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย
ทุกคนรู้ ยกเว้นพวกธปท.ที่ไม่รู้
“เมื่อเป็นอย่างนี้คนขายมากก็เจ๊งมาก ขายน้อยเจ๊งน้อย ก็คงจะต้องชะลอการผลิตลง
ในที่สุดก็จะกระทบต่อแรงงานและจ้างงาน เงินปันผล และค่าแรงที่จะปรับขึ้นก็มีปัญหา”
ปัญหาที่น่าห่วงอีกประการหนึ่งในมุมมองของนายวีรพงษ์ก็คือ
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วอาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ตลาดทุนและตลาดหุ้น
เพราะจะเห็นว่าราคาหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งสูงขึ้น
ประเด็นนี้ต้องระวังเพราะราคาหุ้นที่มีกำไรทางบัญชีมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น
จึงเป็นเพียงภาพลวงตา ไม่ใช่ของจริง ขณะที่ราคาตราสารหนี้ก็ถูกบิดเบือนไป
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท. 2 ครั้งที่ผ่านมา คือ
ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
เพราะสหรัฐยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น
การที่ ธปท.ต้องการจะปัดความรับผิดชอบ
ที่จริงไม่ทำอะไรยังจะเสียหายยิ่งกว่าทำผิดเสียอีก
ที่สุดเราคงคงต้องระวังตัวเอง
เพราะว่าธปท.พูดไม่รู้เรื่องแล้วมีมิจฉาทิฐิ มีอวิชาเข้าสิง
การที่ ธปท.ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นคง
เพราะต้องการรักษาหน้าของตัวเองมากกกว่าประเทศชาติ
จะคอยดูหน้าของธปท.กับความฉิบหายยับเยินของประเทศธปท.จะเลือกอย่างไหน
เท่าที่ดูผู้ว่าการฯคนใหม่ยิ่งหนักกว่าผู้ว่าฯคนเก่าอีก
หยุดพูดได้แล้วว่าค่าเงินบาทเป็นไปตามภูมิภาค
แต่ทำไมสิงคโปร์ และอินโดนีเซียเข้าแทรกแซงอย่างหนัก ความจริงคือ
เงินบาทแข็งค่าเร็วมากกว่าคนอื่น ไม่ควรจะไปอ้างใครควรจะดูตัวเอง
ดูว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเราเป็นอย่างไร
และทำไมจะต้องเป็นไปตามภูมิภาคยกเว้น จีนกับฮ่องกงหรือยังไง
ธปท.บอกว่าบาทแข็งแล้วจะดี จะได้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ไม่จริงเลย
เพราะคนกำลังจะเจ๊งจะไปขยายการลงทุนอะไรได้
“5-6 มาตรการที่ธปท.ออกมายังเกาไม่ถูกที่คัน ที่เจ็บใจคือ
ธปท.บอกว่า บาทแข็งค่าไม่กระทบส่งออก มีผู้ได้ประโยชน์
ถ้าไม่ต้องการเป็นผู้ว่าดีเด่น ธนาคารกลางดีเด่น
ขอให้เป็นรางวัลที่คนไทยให้ไม่ได้รางวัลจากต่างชาติ
ถ้าคิดได้ ปัญญาก็จะเกิด อวิชชาก็จะหายไป
คนไทยไม่ได้กินหญ้าที่ธปท.แนะให้คนไทยเอาเงินไปซื้อดอลลาร์ไปลงทุนในสหรัฐ
ขณะที่ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอดจะให้ไปลงทุนที่ไหน”
อะไรไม่สำคัญเท่ากับการทิ้งท้ายของนายวีรพงษ์ที่ว่า
“ผมขอให้ทุกคนเตรียมตัว
ถ้าเปลี่ยนผู้ว่าฯไม่ได้ก็ควรจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี”
เล่นตอกกันตรงๆขนาดนี้ โดนกันเป็นลูกระนาด
ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี มารัฐมนตรีคลัง ไปจนถึงแบงก์ชาติ จะไม่สะดุ้งกันอย่างไรไหว
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทั้งแบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง และนายกรัฐมนตรี
จะดาหน้ากันออกมารุมนายวีรพงษ์ พร้อมๆกัน
อย่าง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธาน
คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึง
ถึงข้อเสนอที่ให้ธปท.ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ว่าคงทำไม่ได้เหมือนปี2540
ส่วนเรื่องของดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นมา2ครั้งก่อนหน้านี้
เพื่อดูแลตัวเลขเงินเฟ้อตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว
แต่ในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)
ในสัปดาห์หน้ามีเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เพราะฉนั้นการขึ้นดอกเบี้ยจะมีความจำเป็นน้อยลง
แต่คงไม่สามารถลดได้ หรือไม่ก็คงไว้ ไม่ขึ้น
“สำหรับข้อเสนอของ ดร.โกร่ง นั้น ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
แต่ก็ต้องพิจารณาดูว่าผิดหรือถูกด้วย”
เช่นกันกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง
กรณีที่นายวีรพงษ์ตำหนิการทำงานของรัฐบาลว่า
ยินดีรับทุกความคิดเห็นของนายวีรพงษ์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่มีมาตรการใดๆ
ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ จากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
เพราะเมื่อรัฐบาลสหรัฐส่งสัญญาณชัดเจนว่ายังคงใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้วยการเพิ่มเงินดอลลาร์ในตลาด และจะไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ย
ค่าเงินดอลลาร์ย่อมอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับทุกสกุล ดังนั้น
ค่าเงินบาทต้องแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ในเมื่อเราไม่สามารถฝืนที่จะให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้มากกว่านี้
สิ่งที่ทำได้คือเราต้องปรับตัว”
ส่วนนายประสาร ไตรรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
ขณะนี้เงินบางยังคงแข็งค่าขึ้น และไม่มีจุดดุลยภาพ เนื่องจาก
เศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปยังมีปัญหา ดังนั้นการดำเนินการใดๆ
ในขณะนี้ต่อเงินบาทอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงและอันตราย
โดยเฉพาะข้อเสนอการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ซึ่งมีความเสี่ยงสูง
เพราะจะเป็นการไปสร้างสมดุลที่เป็นดุลยภาพเทียม
ซึ่งธปท.คงทำไม่ได้ทั้ง 3 เรื่อง ทั้ง
1.ดูแลเสถียรภาพด้านราคา
2.การเคลื่อนย้ายเงินทุน และ
3.ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
“ปัญหาใหญ่มาจากอเมริกาและยุโรปเศรษฐกิจไม่ดี
ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียดี ซึ่งไม่รู้ว่าจุดดุลยภาพอยู่ตรงไหน
การใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่จะสร้างปัญหา
ตลาดไม่ได้เชื่อดุลยภาพเทียมที่เกิดขึ้นมา
และทำให้มีต้นทุนสูง
และอาจจะมีความเสียหาย ซึ่งเรามีบทเรียนในปี 40”
ผู้ว่าธปท.กล่าวว่า สำหรับเงินบาทแข็งค่าเร็ว ยอมรับว่า
มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและส่งออก
แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้นำเข้าที่ได้ประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ธปท.ก็ดูแลอยู่
โดยเงินบาทยังเกาะกลุ่มภูมิภาคตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้นมา 11%
ถือว่าเป็นระดับกลาง ๆ
และธปท.ยังติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับเศรษฐกิจ
และแน่นอนว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ระบุว่า
จะใช้เวทีการหารือในระดับอาเซียนหรือกลุ่มประเทศ จี 20 จะมีมาตรการออกมา
แก้ไขปัญหาค่าเงินที่หลายประเทศกำลังประสบอยู่
“ข้อสำคัญที่สุดที่คิดว่าไม่น่าจะมีใครปฏิเสธได้ คือ
สภาพพื้นฐานของเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศในเอเชียภูมิภาคนี้
และของไทย อย่างไรก็ยากที่จะอ่อนตัวลงในขณะนี้ อันนี้คือความเป็นจริงที่ฝืนยาก”
นั่นคงจะหมายความว่าให้ผู้ส่งออก
และบรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหลาย ต้องอดทนและปรับตัวเอาเอง
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบรรดาผู้ประกอบการจะอดทนได้นานแค่ไหน
เพราะแม้แต่นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วย
การค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) อดีตมือเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์เอง
ก็ยังยอมรับว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่า เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญด้วย
และยังยอมรับว่า ตราบใดที่เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียยังแข็งแกร่ง
ก็ไม่สามารถสกัดเงินไหลเข้าได้ แน่นอนว่าจะทำให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าต่อไป
วิธีการที่ดีที่สุด คือการบริหารค่าเงินให้มีเสถียรภาพ
“การแข็งค่าของเงินบาทเป็นการแข็งค่าตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะต้องจับตาดู
และไม่ควรปล่อยให้ค่าบาทแข็งค่ามากเกินไป”นายศุภชัยระบุ
ก็คงต้องจับตาดูว่า ระหว่างค่าเงินบาทแข็งขึ้น กับ ผู้ส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว
สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะเลือกดูแลด้านไหนมากกว่ากัน
http://www.bangkok-today.com/node/7540
ตำรวจ ชร.ปล่อยตัว 3 คนขายรองเท้าแตะ เบื้องต้นตักเตือนและยึดรองเท้าไว้ตรวจสอบ
ที่มา ประชาไท
คน ขายรองเท้าแตะลายหน้าคล้าย “อภิสิทธิ์” 3 คน ซึ่งมีนักเรียน ม.5 รวมอยู่ด้วย ถูกปล่อยตัวแล้ว โดยตำรวจยึดรองเท้า 24 คู่ ไว้ตรวจสอบ ลงบันทึกประจำวันระบุเบื้องต้นแค่ตักเตือน หากพบเป็นการกระทำผิดจะมีการดำเนินการทางกฎหมาย


