ที่มา ไทยรัฐ


รัฐบาลงานเข้าทูตญี่ปุ่นกดดันดีเอสไอคลายปมสังหารนักข่าว
ที่ถูกยิงตายกลางม็อบเสื้อแดงเผย
10 เม.ย.ปีหน้า เมียนักข่าวจะมาไทยครบรอบ 1 ปีผัวตาย
ด้านดีเอสไอรับมืดแปดด้านควานหาหลักฐานไม่เจอ
ผอ.สันติวิธีเตือน "ธาริต" อย่าทำชาติพังเพื่อการเมือง...
ด้าน นายโนบุเอกิ อิโตะ อัครราชทูตฝ่ายการเมืองฯ กล่าวว่า
ทางญี่ปุ่นเข้าใจในสถานการณ์ดี
คดีนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ราย
รวมผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นและอิตาลี
การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ย่อมมีความยากลำบาก
แต่ดีเอสไอถือเป็นศูนย์กลางในการสืบสวนสอบสวนคดีนี้
แต่ตนมีคำถามที่อยากถามดีเอสไอว่า ที่ระบุว่า
สิ้นเดือน ส.ค. จะได้คำอธิบายจากดีเอสไอถึงความกระจ่างชัด
ในการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของนายมูราโมโต้
แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือคำอธิบายใหม่ๆ เลย
จึงอยากถามว่าการสอบสวนมีความคืบหน้าบ้างหรือไม่
"เราทราบว่าทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงขณะนั้น
ออกมายืนยันเมื่อปลายเดือน ส.ค.ว่าจะเร่งสอบสวนให้เสร็จภายใน 60 วัน ให้ได้ข้อสรุป
ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ออกมายืนยันว่าจะสอบสวนให้แล้วเสร็จใน 45 วัน
แต่ผมสงสัยว่าจนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าไปเท่าไหร่แล้ว
มีการสรุปผลออกมาเท่าไหร่ เข้าใจว่าการสอบสวนผู้เข้าร่วมประท้วงคงลำบาก
เพราะยังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ แต่คิดว่าการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในเหตุการณ์น่าจะมีความสำคัญ"
นายโนบุเอกิ กล่าวต่อว่า
เราต้องทำหน้าที่แทนภรรยาและลูกอีก 2 คนของนายมูราโมโต้
ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ภรรยาเขาถึงขนาดประกาศว่าจะไม่มาประเทศไทยอีก
แต่เหตุการณ์ผ่านไปครึ่งปีแล้ว จิตใจของเขาสงบลง
และยืนยันว่าจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง
ในวันที่ 10 เม.ย. 2554 ในวันครบรอบ 1 ปีที่สามีเธอเสียชีวิต จึงหวังว่า
เมื่อถึงตอนนั้นทางการไทยจะสามารถจับกุมและลงโทษผู้กระทำผิดได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ พ.ต.ท.ไพศิษฎ์ ชี้แจงถึงตรงนี้
นายโนบุเอกิ อิโตะ ได้แย้งขึ้นมาว่าการนัดพบปะกันระหว่าง
เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นกับอธิบดีดีเอสไอได้ยกเลิกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม
ทั้งประชาชน สื่อมวลชนและทางการญี่ปุ่น ยังคงติดตามความคืบหน้า
และให้ความสนใจในคดีดังกล่าวอยู่
การเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ให้ความสนใจติดตามข่าว
และลงภาพข่าวการวางช่อดอกไม้ ณ จุดที่นายมูราโมโต้ เสียชีวิตทุกสื่อ
ปัจจุบันสื่อมวลชนญี่ปุ่นที่ประจำการอยู่ในประเทศไทยกว่า 30 คน
ยังโทรสอบถามความคืบหน้าทางคดีทุกสัปดาห์
เราเป็นนักการทูตไม่มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการสอบสวนในไทย
แต่เราก็มีข้อมูลตรงกันกับฝ่ายตำรวจและดีเอสไอของไทย
และข้อมูลที่เรามีก็ส่งให้ดีเอสไอหมดแล้ว
พวกเราเข้าใจว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน
ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผอ.สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า
อยากฝากถึงอธิบดีดีเอสไอว่า การเดินทางมาเคารพศพของ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
ณ จุดที่นายมูราโมโต้เสียชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
และการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานทูตฯ มาร่วมประชุมกับวุฒิสภา
ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นโดยพิธีทางการทูต จะไม่ทำกัน
เรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงของชาติจะใช้อคติทำงานไม่ได้
สิ่งที่น่าตกใจคือการเคลื่อนย้ายศพ ซึ่งวิถีกระสุนยิงตามที่ดีเอสไอระบุมา
จะต้องเป็นการยิงที่มีคนควบคุมสั่งการ เพราะยิงเป็นชุดเข้าจุด ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
จึงมีข้อสงสัยว่ามีการเตรียมการให้ยิงหรือไม่
ดีเอสไอจะมัวไปหาภาพจากกล้องซีซีทีวีคงไม่มีทางเจอ
และจะให้พยานเดินเข้ามาให้ข้อมูลคงไม่มีทาง
เพราะก็บอกเองว่าไม่สามารถให้การรับรองได้ว่าจะกันไว้เป็นพยานได้หรือไม่.
ภูมิใจไทย-โดนเข้าจนได้!!
สถานการณ์ การเมืองในขณะนี้ ใครไม่แน่จริง ประสาทไม่แข็งพอ มีหวังประสาทกินเป้นรายๆไปอย่างแน่นอน... โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลานี้
กว่าจะได้ มาเป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องฝ่าฟันมากมาย โดยเฉพาะข้อวิพากษ์ที่ว่า ขึ้นมาดำรงตำแหน่งโดยขาดความสง่างาม เพราะเป็นการแย่งซีน แย่งมือผู้สนับสนุนโดยอาศัยขั้วอำนาจและขั้วทหารเป็นผู้กำกับบท
แต่ เพราะความอึด เพราะความเชื่อมั่น ทำให้ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ ก็กัดฟันเป็นนายกฯจนขีดความเชื่อมั่นพุ่งสูงขึ้นชนิดที่ พร้อมจะเป็นนายกฯต่อสมัยที่ 2 อีกสมัยด้วยซ้ำ
แต่อย่าคิดว่านาย อภิสิทธิ์ ไม่มีแรงกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ดูเหมือนสารพัดเรื่องราวเกิดขึ้นราวกับเห็ดหน้าฝน ถาโถมเข้ามาทั้งศึกนอกศึกใน รวมแม้กระทั่งภัยธรรมชาติ
น้ำท่วมหนักสาหัสขนาดนี้ แต่เพราะการเมืองมะรุมมะตุ้ม นายอภิสิทธิ์จึงยังไม่ปลอดโปร่งพอที่จะไปให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม...
เพราะ ลำพัง 2 เรื่องใหญ่ คือเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลที่ชื่อ พรรคภูมิใจไทย กับเรื่องปัญหาภายในคือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เวลานี้ก็แทบจะไม่มีเวลาปลอดโปร่งแล้ว
เพราะกรณีพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นซีอีโอใหญ่ นั้นเป็นที่จับตามองของสังคมมาโดยตลอด และพลอยทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามตามมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วย
เป็น พรรคที่มีโครงการเยอะ และแทบทุกโครงการมีเรื่องฉาวโฉ่บ้าง อื้ออึงบ้างมาโดยตลอด แม้แต่กระทั่งการจะตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็ยังกลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีก เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ชี้มูลว่ากรณีเช่าระบบคอมพิวเตอร์กระทรวง มหาดไทยวงเงิน 3.49 พันล้านบาทส่อทุจริต
และระบุว่านายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง
จึงได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ดำเนินการต่อ
กระเทือนพรรคภูมิใจไทยที่ส่งนายมงคลเข้าประกวดโดยตรง
แม้ ว่าสุดท้ายแล้วนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะสั่งการให้กระทรวงมีการเจรจายกเลิกสัญญากับบริษัทคู่สัญญาให้เช่าระบบ คอมพิวเตอร์จัดทำบัตรประจำตัวประชาชน โดยได้แจ้งให้บริษัทได้รับทราบแล้ว และจะเชิญบริษัทมาปรึกษาในวันนี้ ( 18 ตุลาคม) เวลา 14.00 น.
รวม ทั้งนายมงคล ก็ออกมาประกาศแล้วว่าไม่มีความทะเยอทะยาน จุดสูงสุดของชีวิตแค่ได้เป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ก็มากพอแล้ว และไม่ได้ยึดติดตำแหน่ง
ดังนั้นแม้มีมติครม.แต่งตั้งตนเป็นปลัด กระทรวงไปแล้ว แต่ก็ได้ทำหนังสือแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการรับทราบ ว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย
เท่ากับรัฐบาลนี้กำลังสร้าง รูปแบบในการที่ข้าราชการสามารถขอไม่รับ ตำแหน่งที่ ครม. มีการแต่งตั้งได้ เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ... ต่อไปหากมีครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 ก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ระบบราชการไทยก็คงเละ หากผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถที่จะขอปฏิเสธไม่รับตำแหน่งได้แบบนี้
และ แม้ว่านายมงคลจะพยายามถอดสลักด้วยการไม่รับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ดูเหมือนแรงเหวี่ยงยังคงพุ่งใส่นายชวรัตน์ ว่าสมควรแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น
น.พ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน ถึงกับออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการปรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยออกจากตำแหน่งทันที
โดยให้เหตุผลว่า มาจาก 2 เหตุการณ์ที่ชัดเจน ซึ่งท้าทายกฎเหล็ก 9ข้อของนายกรัฐมนตรี คือ 1.กรณีที่ป.ป.ช.สรุปแจ้งข้อกล่าวหาทุจริตสอบนายอำเภอ และ2 กรณีดีเอสไอส่งเรื่องทุจริตเช่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งอย่างน้อยได้แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับ ดูแลกระทรวงนี้ ไร้ซึ่งประสิทธิภาพปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในกระทรวง มิหนำซ้ำคำให้การของข้าราชการยังพาดพิงไปถึงผู้มีอำนาจในกระทรวงว่าเป็นผู้ สั่งการ จึงเป็นใบเสร็จที่ชัดเจนแล้วนี่คือใบเสร็จไม่ต้องรอให้ศาลตัดสิน
น.พ.ภูมินทร์ ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในกระทรวงมหาดไทย เป็นใบเสร็จที่ยืนยันการตัดสินใจของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ยกมือไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย
งานนี้พรรคภูมิใจไทยอ่วม จนทำให้เกิดอาการกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพิเศษ ว่าดูเหมือนจะเล่นบทพระเอกแล้วโยนบทผู้ร้ายให้แต่พรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว
ทำไมไม่ตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์กันบ้าง???
แถมเปรยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า แบบนี้จะอยู่กันยืดได้อย่างไร
ใคร จะเชื่อว่างานนี้เจอ นายอภิสิทธิ์ สวนเปรี้ยงตรงๆว่า ทุกคนมีหน้าที่ตรวจสอบ และทุกพรรคการเมืองมีหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่ตรวจสอบทุกพรรครวมทั้งพรรคตัวเองด้วย ฉะนั้นจึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
“ถ้าเข้ามาเป็นพรรคร่วมแล้วอึดอัดอย่าง นั้นอย่างนี้ ผมก็ฝากไปบอกด้วยว่า ถ้าอึดอัด ให้บอกมาเป็นทางการ จะปรับออกให้ อึดอัดไม่ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าจะอยู่ด้วยกันต้องทำตามกติการ่วมกันตามกฎเหล็ก 9 ข้อ ชอบมีอยู่เรื่อยๆว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปกลั่นแกล้ง ไม่มี ถ้าคิดว่ามีขอให้บอกมา จะได้ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นาย อภิสิทธิ์ย้ำซ้ำถึง 2 ครั้งว่า จริงแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แต่ขอบอกว่า ถ้าคนที่ชอบเป็นแหล่งข่าวบอกว่า อึดอัด ก็ให้บอกมาเป็นทางการ จะได้แก้ปัญหา ไม่ต้องอึดอัดกันต่อไป ก็แค่นั้น
“ถ้าคนไม่อยากอยู่ก็ไม่บังคับให้อยู่ ไม่มีปัญหา”
เล่น กันตรงๆแรงๆแบบนี้ จึงไม่แปลกที่พรรคภูมิใจไทยจะหารือกันเครียด และออกมาทำนองว่านายเนวินให้อดทน ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เล่นบทพระเอกไป
ชะ รอยนายเนวินอ่านจะอ่านขาดว่า ช่วงนี้นายอภิสิทธิ์ คงมีแรงกดดันหนักเรื่องคดียุบพรรค เพราะคดีงวดเข้ามาทุกที แถมยังปรากฏคลิปออกมาให้สังคมตั้งประเด็นสงสัยกันอย่างหนักว่า ถ้าจะว่ามีการจัดฉาก แล้วคนของประชาธิปัตย์เข้าไปทำไม
เพราะตาม มารยาทของนักกฎหมายย่อมรู้ดีว่า การพบปะระหว่างคณะผู้พิจารณาคดี กับจำเลยในคดีนั้น ถือเป็นเรื่องที่ล่อแหลมอย่างมาก เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ ยิ่งเป็นการพบปะในลักษณะที่เป็นการเฉพาะเช่นนี้
ภาษา พระก็ต้องบอกว่า การพบปะกับบุคลลที่ไม่พึงพบปะ 2 ต่อ 2 ในที่ลับหูลับตา ถือเป็น “โลกะวัชชะ” เป็นสิ่งที่พึงติเตียน ถือว่าต้องอาบัติ
ฉะนั้น แน่นอนว่า เจอคลิปแบบนี้ออกมาในช่วงเวลาสำคัญ แม้จะออกมาแถลงว่าถูกหลอก แต่ประชาชนก็คิดกันได้สารพัดมุม ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็เหนื่อย
ก็ขนาดนางสด ศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ซึ่งไปมีชื่ออยู่ในคลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์ ยังพลอยเหนื่อยไปด้วย โดยยืนยันว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ กกต. ก็ได้ให้สัมภาษณ์มาโดยตลอด ว่าเริ่มต้นเป็นมาอย่างไร
ดังนั้นหากศาล จะออกหมายเรียก ก็คงจะต้องไปเบิกความต่อศาล เกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนนเสียงยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยเรื่องดังกล่าวมีหลักฐานข้อเท็จจริงอยู่แล้ว และถือว่าไม่ได้ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของ กกต. แต่อย่างใด
ซึ่งทั้งหมดได้ทำรายงานการประชุมไว้อย่างชัดเจน
ส่วน กรณีที่จะมีการเชิญ กกต.ทั้ง 5 คนมา ให้การต่อศาลหรือไม่นั้น นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่ที่ศาลว่าจะเรียกทั้งหมดไปให้การหรือไม่ แต่หากศาลออกหมายเรียก คงต้องทำไปตามกระบวนการ หากไม่ไปคงจะเป็นการขัดต่อศาล
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า กกต.มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอยู่แล้ว
นอก จากนี้ กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ยังกล่าวถึงคลิปดังกล่าวจะมีผลต่อคดียุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ว่า การพิจารณาวินิจฉัยของศาล และ กกต. นั้นจะต้องให้คำตอบกับประชาชนได้
ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร ศาลก็คงต้องชี้แจงถึงเหตุผลได้เช่นกัน
งานนี้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เหนื่อยได้อย่างไร
ฉะนั้นหากช่วงนี้นายอภิสิทธิ์ และคนในพรรคจะเครียดเป็นพิเศษ พรรคภูมิใจไทย นายเนวิน และนายชวรัตน์ ก็ควรจะต้องเข้าใจ
และควรจะต้องทำใจ!!














