ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
นาย ชวน หลีกภัย ในฐานะหัวหน้าทีมฝ่ายกฎหมายคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดหลายครั้งว่าการต่อสู้คดีจะใช้ฝีมือ ไม่ใช้ฝีตีนวิ่งเต้นอย่างเด็ดขาด
มีการระดมมือกฎหมายระดับหัวกะทิมาร่วมวางแผนแน่นปึ้ก เช่น นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ นายสุทัศน์ เงินหมื่น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ฯลฯ
ยังไม่รวมมือดีระดับปฏิบัติการ อย่างนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี และนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง
ทุก ครั้งที่มีการประชุม นายชวนก็จะมานั่งหัวโต๊ะดูประเด็นด้วยตัวเอง และมักจะพูดอยู่บ่อยครั้งว่าที่กกต.มีมติยุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเพราะถูกม็อบเสื้อแดงกดดัน
ขณะเดียวกันก็ตีกันคนอื่นว่าถ้าไม่มีข้อมูล ก็อย่ามาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะจะเป็นการกดดันศาล
กรณี นี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก็เคยออกมาตั้งข้อสังเกตว่าขณะที่ห้ามคนอื่นพูด แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาแถลงรายวัน ในการสร้างความชอบธรรมและ แก้ต่างให้ตัวเอง
โดยเฉพาะการพูดเชื่อมโยงเพื่อทำลายน้ำหนักพยาน
ระหว่างต่อสู้คดีนั้น พรรคประชาธิปัตย์เกิดเรื่องอื้อฉาวมาแล้วครั้งหนึ่ง กรณีนายทศพรแอบไปเจอเจ้าหน้าที่ศาลรับมอบเอกสารบางอย่าง
เมื่อเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากๆ เข้า นายทศพล ก็ถูกเขี่ยออกไป
ล่าสุด มีคลิปอื้อฉาวกรณีนายวิรัช นัดพบพูดคุยกับเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ
เนื้อหาที่หารือพูดคุยกันใครก็มองออกว่าเพื่ออะไร
เมื่อบานปลายเข้าเนื้อตัวเองมากๆ เข้า
บรรดาสารพัดโฆษกก็เรียงหน้าออกมาตอบโต้พัลวัน
อ้างว่านายวิรัชหลงกล ถูกจัดฉาก คลิปมีการตัดต่อ เพื่อทำลายสถาบันองคมนตรี และศาล
พร้อมอ้างว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ใช้เงินลงทุนมหาศาล
อีหรอบเดียวกับวิธีการฝ่ายกฎหมายซักค้านพยานในศาลรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งหักล้างทำลายน้ำหนักพยานเป็นสำคัญ
แทนที่จะต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริง
กรณีนายบัณฑิตซักค้านพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ขณะ เดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตั้งกรรมการสอบนายวิรัช ซึ่งโฆษกส่วนตัวก็ออกมาแถลงทำขึงขังขนาดว่าถ้าผิดถึงขั้นขับจากสมาชิกพรรคก็ ต้องทำ
กรรมการที่ร่วมสอบนายวิรัชนั้น บางคนก็เคยสอบกรณีทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียงมาแล้ว
ผลสรุปออกมาก็ผิดแค่ระดับปลาซิว ปลาสร้อย และเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป
สำหรับคดียุบพรรคนั้น ถ้าดูตามตารางเวลาแล้วราวกลางเดือนพ.ย.น่าจะจบได้
พรรคประชาธิปัตย์สู้ด้วยฝีมือล้วนๆ ใช้ฝีตีนหรือไม่
ข้อเท็จจริงมีให้เห็นแล้ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, October 23, 2010
ไม่ใช้ฝีตีน?
เจาะ'ประเด็น'พิสูจน์คดียุบปชป.
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
คดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีเงิน 29 ล้านบาทใกล้ได้ข้อสรุป ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ต.ค. พร้อมนัดแถลงปิดคดีด้วยวาจาในเช้าวันที่ 29 พ.ย.
นักกฎหมายที่ติดตามการไต่สวนคดีนี้มาเป็นลำดับตั้งแต่ต้น ได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถชี้แจงหักล้างได้ พร้อมนำพยานหลักฐานมาแสดงผ่านบทความ ดังต่อไปนี้
สิ่งที่จะ นำเสนอนี้เป็นตัวอย่างพยานหลักฐานสำคัญในคดียุบพรรคประ ชาธิปัตย์ จนเป็นเหตุให้นายทะเบียนพรรค การเมืองต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรม นูญมีคำสั่งยุบพรรค
เพราะมีการใช้เงินกองทุนเพื่อพัฒนา การเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์
ตัวอย่างพยานหลักฐานที่จะแสดง เป็นประเด็นข้อเท็จจริงทางการเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช้โอกาสที่มีในการ ไต่ สวนพยานแต่ละนัดที่ผ่านมาเพื่อหักล้าง
หรือแสดงให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพยานหลักฐานตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง (ผู้ร้อง) ไม่ถูกต้อง 
การละเลยไม่ชี้แจงหักล้างนี้อาจถือได้ว่าจงใจหลีกเลี่ยงไม่ตอบข้อสงสัย ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินกองทุนเพื่อพัฒนาการเมืองที่แท้จริงด้วย
จึงไม่น่าประหลาดใจที่คนในสังคมไทยให้ความสนใจกับคลิปคดียุบพรรคประชา ธิปัตย์ที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และกำลังจับตามองไปที่การแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรที่กำลังจะมาถึงใน เดือนพ.ย.นี้ว่า
พรรคประชาธิปัตย์จะใช้โอกาสที่มีในเฮือกสุดท้าย ชี้แจงหักล้างพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง ในกรณีข้อพิรุธที่จะกล่าวต่อไปนี้อย่างไร?
หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถชี้แจงหักล้างพยานหลักฐานเหล่านี้ได้อย่างตรงไป ตรงมา ปราศจากข้อกังขาแล้ว จะเป็นพรรคการเมืองที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีสิทธิ์โดยชอบที่ดำรงอยู่ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะพรรคการเมืองหนึ่งของ ประชาชนด้วยเหตุผลอันสมควรโดยแท้
มิใช่ชนะด้วยเทคนิคข้อกฎหมายที่ขัดแย้งกับความรู้สึกโดยธรรมของประชาชน 
สำหรับประเด็นที่สืบเนื่องมาจากพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรค การเมืองที่ยังรอการชี้แจงหักล้างจากพรรคประชาธิปัตย์ มีดังนี้
1. กรณีการจ่ายค่าจ้างทำป้ายฟีเจอร์บอร์ด (feature board) ให้บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด จำนวน 23,314,200 บาท พรรคประชาธิปัตย์มีเช็คสั่งจ่ายวันที่ 10 ม.ค.48 แต่มีใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 7 ม.ค.48 (ดูตัวอย่างที่ 1)
2. กรณีการจ่ายหมึกสกรีน น้ำมันพิมพ์ป้าย ให้บริษัท วินสันสกรีน จำกัด 1,013,102.23 บาท พรรคประชาธิปัตย์มีเช็คสั่งจ่ายวันที่ 12 ม.ค.48 แต่มีใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 11 ม.ค.48 และใบส่งของทุกฉบับลงวันที่ตั้งแต่ 2-30 ธ.ค.47 (ดูตัวอย่างที่ 2)
3. กรณีการจ่ายค่าแผ่นป้ายฟีเจอร์บอร์ด ให้บริษัทป๊อปปูล่า อินเตอร์พลาส จำกัด 1,284,160.50 บาท ตามใบสำคัญรับเงินลงวันที่ 10 ม.ค.48 แต่ใบส่งของกลับระบุเป็นวันที่ 28 ธ.ค.47 และในสำเนาบัตรประชาชนของนายธาตรี ลีลุตานนท์ เพื่อรับเช็ค
ระบุว่า "...รับเงินจากคุณแอน" (ดูตัวอย่างที่ 3)
4. กรณีการจ่ายค่าซื้อแผ่นป้ายฟีเจอร์บอร์ด ให้บริษัท อุตสาหกรรมอีโค่พลาส (ประเทศไทย) จำกัด 4,697,128.80 บาท ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีเช็คสั่งจ่ายวันที่ 10 ม.ค.48 แต่มีใบกำกับภาษี ใบส่งสินค้า และใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 23 ธ.ค.47 (ดูตัวอย่างที่ 4)
5. กรณีการสร้างหลักฐานเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบรายงานการใช้จ่ายเงิน โดยการสั่งจ่ายเช็คและใบสำคัญรับเงินจากบริษัท เกิดเมฆ แอ๊ดเวอร์ ไทซิ่ง แอนด์ กรุ๊ป จำกัด 2,093,713.04 บาท มีจำนวนไม่ถูกต้องตรงกับใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี (ดูตัวอย่างที่ 5)
เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของตัวอย่างในสำนวนการไต่สวนคดียุบพรรคครั้งนี้ ยังมีอีกหลายประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ มิเพียงไม่สามารถหักล้างได้เท่านั้น
แต่ยังไม่กล้าแตะต้องเลยด้วยซ้ำ
สปิริตประธานศาล รธน.หรือแค่"จ่าเฉย"
ที่มา มติชน ถึง เวลานี้ อาจจะยังไม่รู้ว่า ใครเป็นเหยื่อใคร กรณีการเผยแพร่คลิปที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่า เป็นการต่อรองในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินภายในปลาย ปี 2553 หรือแค่เล่นบท"จ่าเฉย"เพื่อเอาตัวรอดไปเรื่อยๆเท่านั้น
ชัช ชลวร 
พสิษฐ์ ศักดาณรงค์(คนขวา)
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กรและผู้บริหารระดับสูงในศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างดี
ความจริงแล้ววิกฤตที่เกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญมิได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงตัดสินคดี"ซุกหุ้น"ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544
พฤติการณ์ของตุลาการบาง(หลาย)คนและกระบวนการในการวินิจฉัยคดีที่"ไร้มาตรฐาน"ทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว
แต่ น่าเสียดาย มิได้ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการบางคนสำนึก ที่ช่วยกันสร้างองค์กรให้มีเข้มแข็งน่าเชื่อถือต่อสาธารณะ
หลังจากการตัดสินคดี"ซุกหุ้น"ผ่านมา 10 ปี คนในศาลรัฐธรรมนูญได้ก่อวิกฤตขึ้นภายในองค์กรอีกครั้งหนึ่ง
การที่นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ สั่งปลดนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ออกจากตำแหน่งเลขานุการฯ หลังจากที่ก่อเหตุการณ์อื้อฉาวแอบอ้างตำแหน่งเลขานุการประธานศาลฯไปเจรจาต่อ รองกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เรื่องคดียุบพรรค เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
แต่ คำถามที่เกิดขึ้นทันทีคือ นายชัชควรแสดงความรับผิดชอบ(มากกว่านี้)อย่างไร เพราะนายพสิษฐ์ เป็นบุคคลที่นายชัชแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแต่งตั้งเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2551 ซึ่งให้"เอกสิทธิ์"นายชัชที่จะแต่งตั้งใครก็ได้ เพราะต้องเป็นบุคคลที่ไว้วางใจ(สามารถปลดออกและพ้นตำแหน่งพร้อมประธานศาลฯ)
เมื่อ อยู่ในตำแหน่งเลขานุการฯ นายชัชได้มอบหมายให้นายพสิษฐ์ เป็นตัวแทนในภารกิจหลายอย่าทั้งภายในและภายนอกซึ่งนายพสิษฐ์เองก็ได้แสดง บทบาทอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้บริหารสำนักงานศาลอย่างเลขาธิการฯเองก็ให้ความเกรงใจ และสามารถใช้อำนาจดึงสาวคนสนิทในสำนักงานมาอยู่หน้าห้องประธานศาลได้ด้วย
ดัง นั้น การที่นายพสิษฐ์อ้างตำแหน่งเลขานุการฯพูดคุยเรื่องคดียุบพรรคกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ตามเสียงในคลิป)ย่อมทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่า นายพสิษฐ์มาในฐานะตัวแทนประธานศาลฯได้
แต่น่าแปลกคือ ไม่ค่อยมีใครทราบประวัติความเป็นมาของนายพสิษฐ์มากนัก(ยกเว้นตามคำบอกเล่าของตัวเองซึ่งแสดงถึงความเก่งกาจ) เช่น เปลี่ยนชื่อกลับไปกลับมาถึง 6 ครั้งอย่างพิสดารจาก "กมษศักดิ์ชนะ" เป็น "ชนะ-เกษมศักดิ์ชนะ-พสิษฐ์-กันตินันทน์-พสิษฐ์ "
ที่ รู้กันทั่วไปคือ นายชัชหอบหิ้วมาทำงานที่ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อได้รับตำแหน่งประธาน ทั้งที่นายพสิษฐ์จบมาทางด้านกายวิภาคศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรังสิต มิใช่ด้านกฎหมายที่น่าจะช่วยงานด้านวิชาการได้มากกว่า
เมื่อนายพสิษฐ์เป็นคนสนิท"ส่วนตัว" ก่อเรื่องขึ้น แทนที่นายชัชจะออกมาแถลงชี้แจงด้วยตนเอง กลับให้ตุลการ 5 คนซึ่งมิได้เกี่ยวข้องด้วย(ยกเว้นกรณีมีการแอบถ่ายคลิปในห้องประชุม)มาแถลง ปลดนายพสิษฐ์ออกจากตำแหน่งทั้งที่อำนาจการปลดนายพสิษฐ์เป็นของนายชัชเพียงคน เดียว(ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ตุลาการ5คนออกมารับหน้าแทนทำไม?)
หรือ นายชัช ไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะสู้หน้าสาธารณชน คิดว่า การหลบหน้าหลบตาจะทำให้เรื่องเงียบไปกับสายลม แล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
ที่สำคัญการดำเนินการกับนายพสิษฐ์เป็นไปอย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะมีข่าวว่า นาย พสิษฐ์เดินทางไปต่างประเทศด้วยหนังสือเดินทางของราชการ เมื่อถูกปลดจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหารุนแรง ทำไมสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไม่ทำเรื่องถึงกระทรวงการต่างประเทศให้เพิกถอน หนังสือเดินทางราชการของนายพสิษฐ์
ขณะที่นายชัชเองก็ถูกสาธารณชนตั้งคำถามถึง"ความเที่ยงธรรม"ในการตัดสินคดีจากการกระทำของนายพสิษฐ์
ดังนั้นการปลดนายพสิษฐ์ จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเชื่อถือต่อตัวนายชัชได้ ตัวอย่างเช่น ถ้านายชัชตัดสินให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะถูกกล่าวหาว่าต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงตัว
ถ้าตัดสินว่าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะถูกกล่าวหาว่า ต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ถามว่า ความรับผิดชอบของนายชัชควรอยู่ในระดับใด
ถ้าเอาระดับสูงสุด ควรลาออกจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ระดับรองลงมา ควรลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังเป็นตุลการอยู่
ระดับต่ำสุด ควรถอนตัวจากองค์คณะคดียุบพรรค
การตัดสินใจของนายชัชจะแสดงถึงสปิริตของคนที่เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญและนักกฎหมายดีเด่นรางวัลศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์
พท.เสนอรัฐออกเช็คเยียวยาน้ำท่วม ครอบครัวละ 5,000 บาท
ที่มา ข่าวสด

ภาพ : สุชาติ ธาดาธำรงเวช
วันที่ 22 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย
นำโดยนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรมว.คลัง
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมช.คลังและ
นายคณวัฒน์ วศินสังวร
ร่วมแถลงข่าวโดยนายสุชาติ กล่าวว่า
พรรคเพื่อไทยขอเสนอมาตรการเพิ่มเติมต่อรัฐบาล 3 ประการ คือ
1.เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยเป็นการเร่งด่วนหลังน้ำลด
รัฐบาลควรออก “เช็คเงินสดฉุกเฉินช่วยผู้ประสบอุทกภัย 53”
ผ่านธนาคารของรัฐ เช่น
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
ธนาคารออมสิน
ให้ครอบครัวละอย่างน้อย 5,000 บาทเพื่อเป็นค่าจับจ่ายใช้สอย
หากประเมินจากตัวเลขผู้ประสบภัยประมาณ 400,000 ครอบครัว
จะเป็นเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาท
โดยให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นลง เช่น
ป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ
และปรับโครงสร้างงบประมาณรัฐบาล
และรัฐวิสาหกิจในงบการก่อสร้างที่อาจไม่ได้ทำแล้ว
เนื่องจากพื้นที่หลายแห่งได้ถูกน้ำท่วม นอกจากนี้มาตรการความช่วยเหลือต่างๆ
ของหน่วยงานรัฐ เช่น การลดดอกเบี้ย พักชำระหนี้
ความช่วยเหลือเหล่านี้ต้องไม่น้อยกว่าเดิมจากที่รัฐบาลในอดีตกำหนดไว้
2. ให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ปัญหาน้ำท่วม
ที่ร่วมกำหนดแนวทางการทำงาน ลดความซ้ำซ้อน และบูรณาการร่วมกันและ
3.รัฐบาลต้องดูแลราคาสินค้าไม่ให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงในช่วงหลังน้ำลด
โดยให้กระทรวงพาณิชย์เตรียมการจัดหาสินค้าที่จำเป็นให้มีความเพียงพอ
และจัดหายารักษาโรคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ
เพื่อเตรียมป้องกันโรคระบาดที่จะตามมา
ภาพสายลมรัก,ลุงจุกฯลฯไปแจกของที่ลพบุรี
ที่มา thaifreenews
โดย หงส์ศาลาแดง
มาช้าไปหน่อยครับ
ต้องไปช่วยพี่สาวขนของหนีน้ำ
ตอนนี้เกือบถึงเอวแล้ว
ไปแจกของงวดนี้ ดีมากครับ
พี่น้องที่มารับของแจก
ส่วนมากๆดีใจที่รู้ว่าเป็นเสื้อแดงมาแจก
เราแจกทุกสีไม่มีแบ่งแยก
เริ่มขบวนแต่เช้า ผมรอที่แยกอ่างทอง
มีพี่เจี็ยบคนสวยอาจารน์แดงพี่กระเพราน้องมดดำและอีกท่านจำชื่อไม่ได้(ขออำภัย)
ไปกันที่ลพบุรี จุดแรกเป็นหมู่บ้านใหญ่จมหมดเกลี้ยง
บ่นชลประทานและเทศบาลไม่เตือนล่วงหน้าให้มีเวลาขนของหนีน้ำ
เสียหายกันเยอะ
จุดที่ 2 ไปที่ป่าหวาย มีบางส่วนที่ยังเข้าไปช่วยไม่ได้
เพราะกระแสน้ำแรง หวังว่าคงจะฮอ.ไปแจกของบ้าง
ไม่ไช่เอามาบินวนดูเสื้อแดงอย่างเดียว
เข้าไปถึงในหมู่บ้านได้ต้องขอบคุณ
เทศบาลลพบุรีและพนักงานดับเพลิง
ที่เอื้อเฟื้อเรือท้องแบน และบริการลากเข้าไปด้วย
ส่วนผมต้องไปช่วยพี่สาวย้ายของก่อนครับ
4 - 5 ภาพสุดท้ายคือที่อ่างทอง
ข้างบ้านพี่สาวตอนนี้พังแล้วครับ


พี่สายลมรัก บอกว่าไม่หลอไม่เท่ ห้ามลง




เตรียมแจกข้าวกล่อง


ขนของลงเรือ มีมดดำตามไปแจก


ย้ายมาป่าหวาย
่
เป็นธรรมมดาครับคนหนุ่ม(น้อย)ค่อยๆย่อง 


ขอบคุณ พตอ.ชูเกียรติ ด้วงชนะแกนนำลพบุรีคอยช่วยประสาน(ใส่หมวก)
เสื้อแดงสวยๆทั้งนั้น













ผมสังเกตท่ายืนพี่สายลมรัก
ประมาณว่า ไทเกอร์ วู๊ดส์กำลังเล็งกรีน 


ชนของลงเรือ ขอบคุณดับเพลิงเทศบาลลพบุรีครับ























