ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
จดหมาย จากกลุ่มอาจารย์และ ปัญญาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยขอเชิญชวนคนเสื้อแดงไปร่วมต้อนรับท่าน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในหลายที่ตามแต่ท่านจะสะดวกตามนี้
---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
วันที่: 23 ตุลาคม 2553, 21:12
หัวเรื่อง: ระดมเสื้อแดงต้อนรับเลขา UN วันที่ 26 ตุลาคม 53 นี้
เรียนเสื้อแดงทุกท่าน
อย่าพลาดโอกาสเดียวของปีนี้ในการต้อนรับนายบัน คีมูน
เลขายูเอ็นที่จะเดินทางมาพบปะนายอภิสิทธิ์ในวันที่ 26 ตุลาคม 2553
นี้ข้างล่างคือกำหนดการคร่าวๆ ที่ได้มา
> ช่วงเช้า (ก่อน 11.00 น.) จะเข้าพักที่โรงแรทไฮแอท-เอราวัณ ตรงโซโก้ (ใกล้สี่แยกราชประสงค์)
> 11.00 น. ออกจากโรงแรมที่พักเพื่อเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล
> 12.00-14.00 น. พบปะนายอภิสิทธิ์ และให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล
> 14.00-16.00 น. เดินทางไป UN
> หลังจากนั้น เดินทางกลับโรงแรมที่พัก เพื่อ Check out ไปสนามบินสุวรรณภูมิ
>
มี 3 จุดที่เสื้อแดงควรกระจายกันไปต้อนรับพร้อมป้ายเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง
และให้หยุดการละเมิดสิทธิมนุษย่ชนของรัฐบาลปัจจุบัน คือ
1. ช่วงเช้าประมาณ 10-11 โมงเช้า บริเวณหน้าโรงแรมไฮแอท-เอราวัณ
ใกล้ห้างโซโก้ และสี่แยกราชประสงค์
2. ทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ 12.00 น.-14.00 น.
3. หน้า UN เวลาประมาณ 14.00-16.00 น.
ในวันเดียวกันนี้ จะมีตัวแทนจากกลุ่ม PDG ของพวกเรา โดยพี่ชัยวัฒน์
และจากกลุ่มอาจารย์ จะไปยื่นจดหมายเปิดผนึกให้เลขายูเอ็น
ส่วนพวกเรา ขอให้รวมตัวกันอย่บริเวณรอบนอก
และเรียกร้องเชิงสัญลักษณ์ให้ปล่อยนักโทษการเมือง
และการละเมิดสิทธิมนุษย่ชนของรัฐบาลปัจจุบัน ใครอยู่ใกล้ที่ไหน
ขอเรียนเชิญให้รวมตัวกันไปทำกิจกรรมตรงนั้น (จาก 3 จุดข้างต้น)
ควรทำป้ายสีแดงใหญ่ๆ ถือไป สัก 1-2 ป้าย ด้วย เขียนข้อความประมาณว่า
"STOP HUMAN RIGHTS VIOLATION"
"FREE POLITICAL PRISONERS'
"NO DOUBLE STANDARD"
"WE NEED JUSTICE"
ขอแรงเสื้อแดงช่วยกันกระจายข่าวและประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ ด้วย
อย่าปล่อยให้ข่าวน้ำท่วมกลบการมาเยือนของเลขายูเอ็นจนนายอภิสิทธิ์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีกรอบ
ขอบคุณค่ะ
สมาชิกกลุ่ม PGD
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 24, 2010
เชิญคนเสื้อแดงไปร่วมแสดงพลังและเจตนารมณ์ต่อเลขา UN 26 ตค.นี้
ศึกหนักรัฐบาล91ศพ 'เสื้อแดง'ยังไม่ตาย ญี่ปุ่นจี้ฆ่า'นักข่าว' สื่อโลกรุมประณาม
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ แฟ้มคดี
ห้วงเวลานี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมากของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เพราะโดนเรื่องในทางลบรุมเร้าอย่างหนักหน่วง
ไม่ว่าเป็นปัญหาการเมืองทั้งกรณี 'คลิปลับ' คดียุบพรรคประชาธิปัตย์
ปัญหาฮึ่มๆ กับพรรคร่วมรัฐบาล
ล่าสุดเจอปัญหาภัยธรรมชาติน้ำท่วมอย่างรุนแรงซ้ำกระหน่ำ
จนถูกก่นด่าไปทั้งเมืองที่ไม่เตรียมแผนรับมือ
ไม่มีแม้กระทั่งศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือ
นี่ยังไม่นับเรื่องเก่าอย่างเหตุม็อบเสื้อแดง 91 ศพ
ที่แม้จะทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็ถูกทวงถามไม่เว้นวัน
ทั้งจากกลุ่มเสื้อแดง ที่รวมตัวเฉพาะกิจกันทุกสัปดาห์
และดูเหมือนผู้ชุมนุมจะมากขึ้นๆ ทุกๆครั้ง
และที่ส่งผลกระทบอย่างแรงอีกทางคือ
การติดตามทวงถามความคืบหน้าการตายของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น
ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นบินมาคารวะที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง
และยังให้เอกอัครราชทูตทวงถามความคืบหน้าเป็นระยะๆ
และคงจี้ถามต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า
'คนของเขา' รวมไปถึง 'คนของเรา'
สูญเสียเพราะฝีมือของใครกันแน่!??
l 'แกนนอน'เสื้อแดงรวมพล
ถูกมองอย่างหยามหยันมาตั้งแต่แรกกับการรวมตัวของกลุ่ม 'วันอาทิตย์สีแดง'
นำโดย 'บ.ก.ลายจุด'นายสมบัติ บุญงามอนงค์
ซึ่งเคลื่อน ไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตมาโดยสันติวิธี
เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าจะเน้นความรุนแรง
อย่างที่รัฐบาลรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามสร้างภาพ
และออกประกาศ เตือนไม่ให้ประชาชนเข้าร่วม
จากห้วงแรกที่มีเพียงกลุ่มเล็กๆ เดินสายผูกผ้าแดงเป็นสัญลักษณ์ตามจุดต่างๆ
ที่มีผู้เสียชีวิต เริ่มมีกลุ่มอื่นๆ เข้าร่วมสมทบ
ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุดนัดรวมพลกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีคนฝ่าฝนไปร่วมเกือบ 3 หมื่นคน
ท่ามกลางปฏิบัติการของฝ่ายรัฐที่พยายามยับยั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งด่านสกัดจับ
ตรวจค้นแบบละเอียดยิบ หรือปล่อยข่าวจะเกิดเหตุวินาศกรรมระหว่างการชุมนุม ฯลฯ
แต่เหล่านั้นก็ไม่สามารถยับยั้งมวลชนที่ไปรวมตัวกัน
เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบกับทุกชีวิตที่สูญเสีย และบาดเจ็บ
รวมไปถึงการปลดปล่อย 'ผู้ต้องหา' ที่ถูกยัดห้องขังในคดีผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
การจับกุมผู้ชุมนุมในความผิดตามพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง
ที่แสดงให้เห็นถึง 2 มาตรฐาน' ระหว่างคนเสื้อเหลือง และเสื้อแดง
เพราะขณะที่กลุ่มเสื้อแดงถูกจับดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ทั้งยังห้ามประกันตัว ในจำนวนนี้มีทั้งนักเรียน-นักศึกษารวมอยู่ด้วย
แต่เสื้อเหลือง ซึ่งถูกแจ้งข้อหาเดียวกันเมื่อครั้งชุมนุมยึดทำเนียบ และสนามบิน
ไม่มีสักคนเดียวที่ต้องติดคุกในข้อหาดังกล่าว
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้ทุกครั้งที่เสื้อแดงนัดชุมนุม จึงมีคนมาร่วมมากขึ้นๆ
จนนายสมบัติ ซึ่งบอกว่าตัวเองเป็น 'แกนนอน' เพราะไม่อยากเป็นแกนนำ
ประกาศชัดเจนว่า 'เสื้อแดง' ยังไม่ตาย
และคงไม่มีวันตายจนกว่าจะทวงถามความยุติธรรม
ให้กับผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจากคำสั่งของรัฐบาลชุดนี้!!!
l ประกาศท้าทายไปเรื่อยๆ
ในการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ จ.พระนครศรี อยุธยา นายสมบัติ
ประกาศเจตนารมณ์ท้าทายรัฐบาลไปเรื่อยๆ
"รัฐบาลพยายามส่งความกลัวมาให้ประชาชน
รัฐบาลเผด็จการและนิยมใช้วิธีหยิบอำนาจทางกฎหมาย
ตลอดจนอาวุธสงคราม เข้าเข่นฆ่าทำร้ายทำลายจนประชาชนหวาดกลัว
แม้แต่การขายรองเท้าแตะของที่นี่
ยังกลายเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ
ซึ่งเป็นเรื่องแปลกไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นแต่เป็นระดับโลกเลยก็ว่าได้"
'รองเท้าแตะ' ในที่นี้คือรองเท้าแตะ
ที่กลุ่มเสื้อแดงสกรีนรูปหน้านายอภิสิทธิ์ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
อดีตรองนายกฯ และอดีตผอ.ศอฉ. ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดไปทั่ว
ตำรวจเคยจับกุมแม่ค้าที่นำมาวางขายโดยอ้างว่าทำผิดพ.ร.บ.ความมั่นคง
นายสมบัติ ระบุอีกว่า
เรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างการนำอาวุธสงครามไปยิงประชาชน
ปรากฏว่าดีเอสไอ หรือศอฉ.ยังไม่รู้ว่าใครยิง
ถามว่าถ้าอย่างนี้คนพวกนี้เรียกว่าอะไร ประเทศนี้มันตอแหลแรง
เรื่องนี้สะท้อนถึงการปกครองที่ไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย
ส่วนตัวไม่คาดหวังให้รัฐบาลมีจิตใจสำนึก
เพราะเคยขอร้องนายอภิสิทธิ์พูดคำว่าขอโทษกับประชาชน
แค่นี้ยังพูดไม่ได้ อ้างว่ากลัวเสียรูปคดี!??
"ประเด็นก็คือ ต้องการวาทกรรมการก่อการร้ายขึ้นมา
คนที่ตายทั้งหมดคือคนที่ก่อการร้าย โดยรัฐมีความชอบธรรม
แต่ถ้าขอโทษแสดงว่ารัฐบาลเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง
และต้องรับผิดชอบต่อคนตาย ต่อสังคม และสิ่งที่กระทำลงไป"
บ.ก.ลายจุด ยืนยันว่า
ทุกวันอาทิตย์เราจะเพิ่มสีแดงให้มากยิ่งขึ้น ทุกจังหวัดทุกสัปดาห์
โดยใช้วิธี 1 คนชวน 1 คน
ถ้ารัฐบาลมีเวลาทำงาน 70 สัปดาห์
ขณะที่คนเสื้อแดงมี 50,000 คน ภายใน 1 สัปดาห์
จะมีคนเสื้อแดงเพิ่มขึ้นอีก 50,000 คน
ถ้าทำไปเรื่อยๆ จนได้ 10 ล้านคน เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
l ทูตญี่ปุ่นจี้อีก-ฆ่านักข่าว
ไม่เพียงแต่กลุ่มเสื้อแดงที่รวมพล
เพื่อเรียกร้องหาผู้ก่อเหตุฆ่าหมู่คนไทยด้วยกันเท่านั้น
แต่ที่ส่งผลสะเทือนไม่น้อยไปยังรัฐบาลโดยตรง คือ
กรณีผู้สื่อข่าวต่างชาติ 2 รายมาเสียชีวิตระหว่างทำข่าวม็อบเสื้อแดง
คือ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์
ซึ่งถูกยิงตายวัน 'ขอคืนพื้นที่' 10 เมษายน และ
นายฟาบิโอ โพเลนกี นักข่าวอิสระชาวอิตาลี
ในส่วนของนายฮิโรยูกิ
ตำรวจสน.ชนะ สงคราม เจ้าของพื้นที่เคยสอบปากคำพยานหลายปาก
ให้การตรงกันว่า เห็นกระสุนพุ่งมาจาก 'แนว ทหาร'
เพราะนายฮิโรยูกิ ถูกยิงขณะอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม
ที่กำลังประจันหน้ากับฝ่ายทหาร บริเวณใกล้โรงเรียนสตรีวิทยา
ในภายหลังที่คดีนี้โอนไปให้ดีเอสไอ
สำนวนการสอบปากคำพยานชุดนี้เหมือนถูกเก็บใส่ลิ้นชัก!??
และผ่านเวลามาหลายเดือนก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ
หลังเกิดเหตุนายคัตซึยะ โอกาดะ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
เดินทางมาวางดอกไม้และคารวะดวงวิญญาณของเพื่อนร่วมชาติบริเวณจุดเกิดเหตุ
การที่รมว.ต่างประเทศ ซึ่งในรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกถือว่
าเป็นผู้บริหารประเทศลำดับต้นๆ และมีความสำคัญเป็นรองก็แค่ผู้นำเท่านั้น
เพราะ เป็นเสมือนตัวแทนประเทศ มาแสดงออกเช่นนี้ถือว่าไม่ธรรมดา
แต่รัฐบาลไทยดูเหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักในการคลี่คลายคดีนี้
ดีเอสไอได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ
พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่าอยู่ระหว่างการสอบสวน
จึงทำให้ นายโนบุเอกิ อิโต อัครราชทูต
ฝ่ายการเมือง ของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
นายจุน มารุยาม่า เลขานุการเอกและผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ
นายซึคาสะ โอโมริ เลขานุการโท ต้องออกมาจี้เรื่องนี้อีกครั้ง
ระหว่างไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา
นายโนบุเอกิ กล่าวว่า สถานทูตญี่ปุ่น ต้อง การทราบว่า
นายฮิโรยูกิ เสียชีวิตจากสาเหตุใด และใครเป็นคนฆ่า
เพราะนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อดีตรมต. และรมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นคนปัจจุบัน
ให้ความสนใจในคดีนี้มาก
"หลังสิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยบอกว่า
คดีจะสรุปภายใน 60 วัน และ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
บอกจะสรุปภายใน 45 วัน แต่สงสัยว่าจนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าไปเท่าไหร่แล้ว"
l งามหน้าสื่อโลกลดอันดับ
การตายของนักข่าวต่างชาติ รวมไปถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ยังส่งผลกระทบด้านลบให้เมืองไทย
เมื่อองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอส เอฟ)
ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จัดอันดับเสรีภาพสื่อในประเทศไทย
ให้อยู่อันดับ 153 จากทั้งหมด 178 ประเทศ
ประเทศไทยตกมาถึง 23 อันดับเมื่อเทียบปีที่แล้ว
ดีกว่าฟิลิปปินส์ ที่อยู่อันดับ 156 เพียงนิดเดียวเท่านั้น
โดยฟิลิปปินส์
เกิดเหตุสังหารหมู่นักข่าว 30 คนที่ลงพื้นที่หาเสียงพร้อมนักการเมือง
ในจังหวัดมากินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศ
ซึ่งนับเป็นการโจมตีผู้สื่อข่าวที่ร้ายแรงที่สุดในโลก
ทั้งการที่สื่อโลกออกมาลดอันดับ ที่เหมือนกับตบหน้าเมืองไทย
และประจานไปทั่วโลก การออกมาจี้คดีของสถานทูตญี่ปุ่น
รวมไปถึงความเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ
ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
จะทำให้เหตุฆ่าหมู่กลางกรุงเทพฯ ถูกพูดถึงไปเรื่อยๆ
โดยยากที่จะให้คนส่วนใหญ่ลืมเลือนไปได้
และเชื่อว่าทุกอย่างจะไม่ยุติง่ายๆ จนกว่าจะมีผู้รับผิดชอบต่อการตายครั้งนี้
แม้ตอนนี้การหาข้อเท็จจริงจะทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ
เพราะผู้รับผิดชอบ
หรือผู้เกี่ยวข้องกับการตายหมู่ 91 ศพยังมีอำนาจมากมายในมือ
แต่บุคคลเหล่านี้ย่อมไม่สามารถสืบทอดอำนาจไปได้ตลอดกาล!??
ภาพรถคาราวานเสื้อแดงคว่ำยางระเบิดและภาพร่วมพลังฟันฝ่าอุปสรรค
ที่มา thaifreenews
โดย หงส์ศาลาแดง
7 โมงเช้าไปรออยู่ที่แยกบางประอิน
พี่สายลมรักบอกว่าช้าหน่อยนะ เพราะรถสองแถววิ่งไวไม่ได้
เลยแวะไปเติมแก๊สที่วังน้อยก่อน ขบวนมาแล้ว
รีบกระโดดขึ้นรถกันแล้วเหยียบคันเร่งตาม
เกือบถึงหนองแคหน้าปั๊มปตท เอ๊ะข้างหน้ามีควันอะไร
เฮ้ย รถพวกเรา กระโดดลงกันอย่างไว








ชมภาพที่เหลือ
http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=12781&pid=119680#pid119680
และที่ picasa นะครับ
เพลียจริงๆขออำภัย
http://picasaweb.google.co.th/lek2508/NzEuwE?authkey=Gv1sRgCKOX8fiD782LnAE#
ภูมิปัญญาของเทวดาผู้ทรงคุณธรรมคืออุปสรรคของประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
อาจารย์ ท่านหนึ่งที่ไปสอนในหลักสูตรนานาชาติเล่าว่า เด็กอเมริกันที่มาเรียนในเมืองไทย มีเรื่องที่ต้องให้คิดถึงบ้านอยู่เรื่องหนึ่ง คือคิดถึงบรรยากาศของ “การสนทนาเชิงลึก” ซึ่งเขาบอกว่าในเมืองไทยเขาไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศที่ว่านี้เลย
จากชื่อบทความเดิม:เทวดาผู้ทรงคุณธรรมและภูมิปัญญาคืออุปสรรคของประชาธิปไตย
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:โอกาสเดียวที่เสื้อแดงนับแสนนับล้านจะได้ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับเลขาUN
ที่มา Thai E-News
ออกมานับหมื่นนับแสนนับล้านร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับเลขาธิการUN-โอกาส เดียวและอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับ นายบัน คีมูน เลขาธิการ UN ที่มีกำหนดการเดินทางเยือนไทยในวันที่ 26 ตุลาคมนี้
กำหนดการของเลขาธิการUNในช่วงเดินทางเยือนไทย
10.35 นาย บัน คี มูน เดินทางมาถึง สนามบิน สุวรรณภูมิ โดย Cathy Pacific CX 713 (นายกษิต ภิรมย์ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดสนามบินฯไปต้อนรับ)
(ก่อน 11.00 น.) เข้าพักที่โรงแรทไฮแอท-เอราวัณ ตรงโซโก้ (ใกล้สี่แยกราชประสงค์)
> 11.00 น. ออกจากโรงแรมที่พักเพื่อเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล
> 12.00-14.00 น. พบปะนายอภิสิทธิ์ และให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล
> 14.00-16.00 น. เดินทางไปสำนักงาน UN ประจำกรุงเทพฯที่หลานหลวง-ราชดำเนิน
> หลังจากนั้น เดินทางกลับโรงแรมที่พัก เพื่อ Check out ไปสนามบินสุวรรณภูมิ
แม้ ไทยยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมอยู่ แต่นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรัย เลขาUN จึงขอเชิญประชาชนชาวไทยจัดกิจกรรมเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับนายบัน คี มูน เลขาธิการ UN หน้าสำนักงานUNประจำกรุงเทพฯที่ถนนหลานหลวง-ราชดำเนิน วันอังคาร 26 ตุลาคม โดยสงบและทรงพลัง
ชาว เกาหลีใต้เคยถูกเผด็จการสังหารหมู่ในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 2523 ที่เมืองกวางจู ผู้ชุมนุมถูกสังหาร ที่เหลือยัดคุกข้อหากบฎผู้ก่อการร้าย สื่อกระแสหลักบิดเบือนข่าวอย่างไร้ยางอาย หลายสิบปีต่อมามีการรื้อฟื้นคดีและลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเผด็จการชุนดูวาน สร้างอนุสาวรีย์คืนเกียรติยศแก่วีรชน (อ่านเพิ่ม Wiki - Gwangju massacre)...สำหรับ เหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ในไทย เราชาวไทยอยากวิงวอนให้เลขาธิการUNชาวเกาหลีได้ตระหนักว่า เราถูกกระทำกดขี่ไม่ต่างจากกรณี 18 พฤษภาที่กวางจู ต่างกันเพียงแต่ ...เรายังไม่ได้รับความยุติธรรมแบบเดียวกันนั้น...(ข่าวเกี่ยวเนื่อง:หมื่นรายชื่อพรึบรับเลขาUN จี้สอบคดีอำมาตย์สังหารหมู่เร่งฟื้นฟูสันติภาพ-คายประชาธิปไตย )
โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
24-25 ตุลาคม 2553

ขบวนการสมคบคิด?-เอาแล้วไงล่ะ สืบไปสืบมา โยงกันเป็นก้อนเดียวกันจริงๆ (ดูรายละเอียดที่เวบบ้านราชดำเนิน)

***ผู้ประสบภัยการเมืองช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม-คน เสื้อแดง ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยทางการเมือง ทั้งโดนไล่ล่า กดขี่ แต่ยังมีกำลังที่จะช่วยเหลือ พี่น้องคนไทยผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยเริ่มปักหลักจัดเต๊นท์รับบริจาคของช่วยน้ำท่วมเป็นการด่วนมาตั้งแต่ 19 ตุลาคมเป็นต้นมา วันนี้(24ต.ค.)ยังปักหลักรับบริจาคต่อไป หลังจากเห็นอาการนายกฯหุ่นเชิดไปตรวจน้ำท่วมแล้ว ชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมลำบากแน่
เต๊นท์รับบริจาคคนเสื้อ แดงอนุสาวรีย์ชัยฯฝั่งโรบินสัน เปิดรับบริจาคถึงสี่ทุ่มทุกวัน เสร็จแล้วก็พากันแพ็คของออกเดินทางตอนตีสาม ตอนเช้าสิ่งของถึงมือพี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วมพอดี การบริจาคยังมีต่อไป ขอเน้นๆ กระดาษชำระ-ผ้าอนามัย-น้ำดื่ม -บะหมี่สำเร็จรูป-อาหารแห้ง-นมผงเด็ก-ผ้าอ้อม-ยากันยุง-ถุงก๊อปแก๊ป-ถุงดำ-ยารักษาโรค (ติดตามถ่ายทอดสดเสื้อแดงช่วยน้ำท่วม)

***คน ไทยเราไม่ทอดทิ้งกัน...แห่ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว อย่าลืมเหลียวแลผู้ประสบภัยการเมืองด้วยจ้า ล่าสุดมีรายงานสดจากผู้ไปเยี่ยมบ้านคุณ เสกสิทธิ์ ช้างทองผู้ประสบภัยการเมือง 19 พฤษภาฯ และเขียนบันทึกนี้ขึ้นเพื่อวิงวอนไม่ให้ลืมเลือนพวกเขาไป โดยที่ยังไม่มีการเยียวยา ( อ่านบันทึกที่นี่ )***

***หนัก สุดก็คือผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ปาก)พูดไม่ออกบอกไม่ได้ เพราะถูกขังสิ้นอิสรภาพมาตั้งแต่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลองอ่านรายงานเรื่อง หยดน้ำตาหน้าคุก 22 เสื้อแดงอุดร กับ ข้อหาเผาศาลากลาง ฯ
ผู้ ต้องขังทั้งหมดขึ้นไปอยู่บนรถเรือนจำ หญิงสาวที่ร้องไห้ตลอดเวลายังคงไม่หยุดร้องไห้ เธอเดินตามมาข้างรถ เขย่งปลายเท้า เพื่อที่จะได้จับมือชายหนุ่มของเธอซึ่งอยู่หลังลูกกรงบนรถคันสูง เธอยืนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกไป ถัดไปด้านหลัง หญิงชราอีกคนผู้ซึ่งเดินทางจากต่างอำเภอเพื่อมาฟังข่าวที่ว่า ลูกชายของเธออาจจะได้รับโทษร้ายแรงเช่นกัน ยืนมองรถเรือนจำเคลื่อนตัวออกไปด้วยสายตาแห้งผาก ไม่มีน้ำตา แต่ไม่มีใครรู้ว่าในใจของเธอกำลังคิดอะไรอยู่***

***เชิญชมคอนเสิร์ตเพื่อนถึงเพื่อนเราไม่ทอดทิ้งกัน กลุ่ม คนเสื้อแดงได้จัดคอนเสิร์ตการกุศลช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ห้างสรรพสินค้า อิมพีเรียล ลาดพร้าว ส่วนวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม เชิญร่วมงานคอนเสิร์ต"จากเพื่อนถึงเพื่อนเราไม่ทอดทิ้งกัน /จากเสธ.ดำ ถึง เสธ.แดง" เริ่มเวลา 15.00 -21.00 น. ที่บริเวณวัดสำโรงใต้ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยทีมงานเสธ.ดำ ติดต่อ 0875941323***
***ส่วนวันอาทิตย์สีแดง โดยบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดงมีกิจกรรมปั่นจักรยานที่จังหวัดร้อยเอ็ด ไม่แน่ว่าหากร้อยเอ็ตเจอน้ำท่วมก็อาจจะได้พายเรือเรียกร้องประชาธิปไตยเชิง สัญลักษณ์ ***
จากเสธ.แดงถึงเสธ.ดำ ที่สนามโรงเรียนวัดสำโรงใต้ สมุทรปราการ วันอารทิตย์ที่ 24 ตุลาคมนี้ รายละเอียดตามโปสเตอร์ข้างบนจ้า งานนี้คึกคักแน่***
***หยุดยาว 3 วัน เชิญเจอกันงานนี้เสื้อแดงราชบุรีจัดงานใหญ่จันทร์ 25 ตุลาคมนี้ ทั้งที่เดิมตั้งใจจัดงานเล็กๆน่ารักๆคนซัก300-400คน จัดในโรงแรมมิดชิดเป็นสัดเป็นส่วน คนมาพูดก็ไม่น่าจะระดับแม่เหล็กนัก แต่ทางระบอบอำมาตย์ไปกดดันจนโรงแรมไม่กล้าให้เช่าห้องประชุม ดังนั้นกำหนดการใหม่ก็เลยต้องเป็นไปตามสภาพ เพราะไหนๆก็จัดกลางแจ้งที่สวนสาธารณะเขาแก่นจันทร์ เลยต้องเปลี่ยนเป็นเวทีใหญ่ไซส์มหึมา คนพูดก็มากขึ้นและมีระดับแม่เหล็กอย่างส.ส.จตุพรมาเติมความเข้มข้นด้วย แถมมีแรลลี่ และขบวนรถแห่รอบเมืองซะเลย...ข้าพเจ้าไม่กลัวเอ็ง!***

***กลุ่ม "คนเสื้อแดงราชบุรี" ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านร่วมงานเสวนา "ขบวนการประชาธิปไตย" ศึกษาอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน มุ่งมั่นสู่อนาคต วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม ตั้งแต่ 16.00น.ที่สวนสาธารณะ เชิงเขาแก่นจันท์ อ.เมือง จ.ราชบุรี วิทยากร
ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช
ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช
สุณีย์ เหลืองวิจิตร
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
สุญญตา เมี้ยนละม้าย สนนท.
และ จตุพร พรหมพันธ์
และพร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน ร่วมขบวนแรลลี่เสื้อแดง "กรุงเทพ-ราชบุรี" โดยคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข นัดหมายพร้อมกัน เช้าวันจันทร์ 25 ที่หน้าห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว
8.00น. เคลื่อนขบวนไปยัง ตลาดน้ำดำเนินสะดวก สมทบกับ ขบวนรถเสื้อแดงจังหวัดต่างๆ ตามรายทาง
10.00น. ถึงตลาดน้ำดำเนิน เริ่มปฎิบัติการ "แดงลงเรือ แดงเต็มคลอง"
12.30 น. ออกเดินทางจากตลาดน้ำดำเนิน ไปยังอ.เมืองราชบุรี ระหว่างทาง แวะสถานที่ท่องเทียว
15.00น. ขบวนพาเหรด ผูกผ้าแดงรอบเมืองราชบุรี
16.00น. ถึงสวนสาธารณะเขาแก่นจันท์
จัดโดย กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี สอบถามเพิ่มเติมที่ 084-342-3386 และ 089-789-2870***
*** เมาท์กันสนั่นเมือง-เตรียมตัวพบกับขาเมาท์ประจำเมือง อ้น ชัยนรินทร์,เต้ มดแดง,ป้อม กรองทอง
พร้อมแขกรับเชิญ มาร่วมกัน "เมาท์กระจาย" วันเมาท์ อาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 เวลาเมาท์ 12.00-17.00 น. สถานที่เมาท์ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว รับประกันความสนุก โหด มันส์ ฮา***
***อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง แห่ง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนแจ้งข่าวมาว่า ตามที่อาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโมผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เสียชีวิตไปเมื่อสามเดือนก่อน ทำให้การรับบทความได้หยุดชะงักลงชั่วคราว ตอนนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เริ่มเปิดรับบทความใหม่แล้วทางอีเมล์แอดเดรสใหม่ คือ midnightuniversity@gmail.com โดยจะสามารถเผยแพร่บทความในหน้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ในราวสัปดาห์หน้า จึงขอแจ้งข่าว ปชส.มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน***
***วันอังคารที่ 26 ต.ค.นี้ นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ คนเสื้อแดง ทั้งกลุ่มนักวิชาการ ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายม็อบ จะนัดหมายเพื่อยื่นหนังสืออธิบายเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ เหตุการณ์ 10 เม.ย. มาถึง 19 พ.ค.ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บ 2,000 กว่าคนให้นายบัน คี มูน ได้รับทราบ เพราะถือว่าเป็นแขกของประเทศไทย ไม่ใช่แขกของรัฐบาล จึงขอประกาศให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทราบไว้และอย่าได้ขัดขวาง เพราะเรื่องนี้เราจะใช้เวลายื่นเรื่องเป็นจดหมายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่เกิน 5 นาที โดยจะมีตัวแทนไม่เกิน 10 คน และจะดำเนินการอย่างสุภาพชนทั่วไป***
***ในโอกาสนี้ประชาชนไทยจะเข้า ยื่นหนังสือร้องทุกข์ให้UNเร่งสอบสวนกรณีสังหารหมู่เสื้อแดง และนำประชาธิปไตยที่แท้จริงคืนสู่ประชาชน จึงขอเชิญเข้าชื่อร่วมลงนาม โดยส่งชื่อ สกุล หน่วยงาน(ถ้ามี)กลับไปยังอีเมล์ arinwan@gmail.com เพื่อรวบรวมรายชื่อส่งต่อUN ล่าสุดยอดผู้ลงชื่อข่าวว่าใกล้หลักหมื่น แต่ยังต้องการเพิ่มเติมได้จ้า ***
*** งานรวมพลังคนเสื้อแดงยุโรปเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ สถานที่ชุมนุม RÅDHUSPLADSEN โคเปนเฮเกน วันที่ 30ตุลาคม เริ่มงานเวลา 13.00น ร้องเพลงแดงทั่วแผ่นดินร่วมกัน แนะนำตัวแทนของกลุ่มจากประเทศต่างๆทั่วยุโรป มีการแสดงต่างๆร่วมกัน ร่วมรับฟังโฟนอินจาก นายกฯในดวงใจ ทักษิณ ชินวัตร ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก ร่วมกันทำความสะอาดสถานที่จัดงาน จบงานด้วยเพลง ตะโกนบอกฟ้า และนักสู้ธุลีดิน ประมาณ16.00 น.จบงาน เวลา18.00น รับประทานอาหารร่วมกัน
พบกันวันที่ 31 ตุลาคม สถานที่วัดไทยเดนมาร์ก STENLØSE 8.00 น. รับประทานอาหารเช้า 10.00 น.ทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีอุทิศให้แด่วีรชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย***
***ชาวชุมชนบ่อนไก่จัดกิจกรรมรำลึกไว้อาลัยวีรชน 31 ตุลาคมนี้ที่ชุมชนบ่อนไก่ หน้าธ.กรุงเทพฯ สาขาลุมพินี กำหนดการ

15.30 น.พบกันที่บริเวณจัดงาน
16.00 น.ผู้เห็นเหตุการณ์พาไปชี้จุดคนตาย พาผู้สื่อข่าวดูรอยกระสุน เพื่อให้เห็นว่าวิถีกระสุนมาจากฝั่งทหาร
17.10 น.ร่วมกันยืนสงบไว้อาลัยวีรชนผู้เสียชีวิต
17.15 น.ร่วมกันปล่อยลูกโป่ง และผูกผ้าแดงไว้อาลัย สานต่อเจตนารมณ์วีรชน
17.30 น.ร่วมกันจุดเทียนเพื่อให้บ้านเมืองสว่างจากการมืดมิดมานาน ประชาชนจะได้ตาสว่างมากๆขึ้น เสร็จภารกิจแยกย้ายกันกลับบ้าน***
***คุณคอนเนอร์ เพอร์เซล ชาว ออสเตรเลียที่ติดคุกในไทยเพราะขึ้นปราศรัยเวทีเสื้อแดงที่ผ่านมา และได้ออกจากคุกแล้ว จัดงานพร้อมกันกับที่ขบวนแรลรี่ปั่นจักรยานโครงการเส้นทางสีแดง(ดูรายละเอียดท้ายสังคมข่าว)ที่จะออกมาเรียกร้องให้ปลอ่ยตัวแกนนำและคนเสื้อแดงที่ติดอยู่ในคุก

โดย คุณคอนเนอร์จะรวบรวมพี่น้องเสื้อแดงที่ซิดนีย์ ไปประท้วงหน้าสถานทูตไทยประจำออสเตรเลียในวันที่ 31 ต.ค.วันเดียวกับที่โครงการเส้นทางสีแดง เริ่มเคลื่อนขบวนเส้นทางสีแดงจากราชประสงค์ไปอีสานนาน1เดือน ระยะทาง 900 กิโลฯเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำ
ทั้งนี้คุณคอนเนอร์และเสื้อแดงออสเตรเลีย รวมทั้งผู้ดำเนินโครงการ แจ้งมาว่า อยากให้คนไทยทั่วโลกร่วมทำกิจกรรมนี้พร้อมๆกันทั่วโลก จึง ขอประชาสัมพันธ์ไปยังเสื้อแดงทั่วโลกร่วมกันคิกออฟกิจกรรมเส้นทางสีแดงไป พร้อมๆกัน หากสามารถมาร่วมชุมนุมกันได้ที่สถานทูตก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะกดดันรัฐ บานให้ปล่อยตัวแกนนำหรือคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุก***
*** ขอเชิญร่วมกิจกรรมงานวันนิคม จันทรวิทุร ประจำ ปี 2553 มีสัมมนาเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทยกับคุณภาพชีวิตแรงงาน” วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ชั้น 7 และ ห้องประชุมประภาศ อวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดยมูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

8:00 - 8:30 น. พิธีเปิดห้องประชุมศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ชั้น 7 ตึกอเนกประสงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
กล่าวรายงานโดย รศ. ดร. ไว จามรมาน ผู้อำนวยการ สถาบันทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การกล่าวสุนทรพจน์และเปิดห้องประชุมฯ โดยอธิการบดี และ ผู้แทนครอบครัว
จันทรวิทุร
8:30 - 8:45 น. ผู้เข้าสัมมนาลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนา ณ ห้องประชุมประภาศ อวยชัย ชั้น 4
ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
8:45 - 9:00 น. กล่าวต้อนรับ โดย
ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
9:00 – 9:15 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดย อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายปนิธิ ศิริเขต ผู้อำนวยการสถาบันแรงงานศึกษา
9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ. 2553 หัวข้อ
“การปฏิรูปประเทศไทยกับคุณภาพชีวิตแรงงาน” โดย
• รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกษียณอายุ) และกรรมการมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง
10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทยกับการปฏิรูปแรงงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดย
• คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี*
• ดร.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร*
• รศ. ดร. ไว จามรมาน ผู้อำนวยการ สถาบันทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*
• ดร. สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
• นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)
11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา
12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
หมายเหตุ
1. *วิทยากร อยู่ระหว่างการทาบทาม
2. พิธีกรดำเนินรายการ : อาจารย์วิภา ดาวมณี และ ผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์***
***คนเสื้อแดงจัดงาน"คาราวานสินค้าราคาถูกยุคค่าเงืนบาทแข็ง"ที่โครงการเอื้ออาทร บึงกุ่ม จองที่ขายฟรี ติดต่อคุณปุ้ย 082-6301700***

***เวบไซต์www.serichon.com จั ดกิจกรรมโยนโบว์ลิ่ง หา ทุนสนับสนุนวิทยุออนไลน์เสรีชน ที่เมเจอร์โบว์ล ชั้น6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว เสาร์ที่ 6 พฤศจิกายนนี้ 09.00-13.00 ค่าสมัครทีมละแค่1500(3ท่านต่อทีม)ชิงถ้วยนายกฯทักษิณ หากหาทีมไม่ได้ เจ้าภาพจัดหาให้ที่หน้างาน (มาท่านเดียวแค่500)ฝีมือไม่เกี่ยว ไม่ต้องพกมา พกมาแค่ความฮากับพกเพื่อนรู้ใจ สมัครหรือขอรายละเอียดที่serichonteam@yahoo.com โทร087-0570640***
***6พ.ย.นี้ชมคอนเสิร์ต"ใจประสานใจ"โดยบ้านเลขที่111ที่สมุทรสาคร บัตรราคา 120 บาท ติดต่อร่วมงาน 082-2423794***
***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แนวร่วมพลเมืองไทย กลุ่มแดงเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงาน"ลอยกระทงรักไทขับไล่อภิสิทธิ์"ขึ้นที่เวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศร่วมงานในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00-23.30น.
โดยจุดหมุ่งหมายของงานให้สะท้อนผลงานอันอัปยศของนายอภิสิท ธิ์เวชชาชีวะ ซึ่งในงานจะมีกิจกรรมแห่กระทงการเมืองเผาอภิสิทธิ์เผา เทียนเล่นไป ปล่อยโคมลอย รำวงย้อนยุค และมีการประกวดนางนพมาศ โดยคนเสื้อแดงจะ ส่งนางนพมาศทุกอำเภอมาประกวดในงาน และจะมีการปราศรัยจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และปราศรัยจากกลุ่มเชียงใหม่แดง***
***ท่านที่ชอบบทความวิพากษ์การเมืองให้ถึงราก ตอนนี้เชิญ www.timeupthailand.netเปิดเป็นทางการแล้ว นำทีมโดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ เจ้าของบทความร้อน"ทำไมจึงไม่รัก..." ทยอยนำเสนอเรื่องราวและบทความที่พูดเรื่องรากฐานบ้านเมืองกับประชาธิปไตย ***
***ลาว คำหอม นักเขียนอาวุโส สีเดียวกันกับเพ็ญ ภัคตะ-ดร.เพ็ญ ภัคตะ เล่าทางเฟซบุ๊คว่า

เมื่อวานได้คุยกับ "ลาว คำหอม" หรือคุณลุงคำสิงห์ ศรีนอก ทางโทรศัพท์ ชวนไปเที่ยวบ้านที่ปากช่อง คุณลุงบอกว่าดีใจจังที่ตอนนี้ เพ็ญ ภัคตะ ออกมาเป็นพวกเดียวกันแล้ว ทั้งในฐานะข้าราษฎรเต็มขั้น ไม่ต้องมีสีกากีเป็นเงา อีกทั้งในฐานะนักคิดนักเขียนคนวรรณกรรมเต็มตัว ข้อสำคัญ ในฐานะสหายร่วมอุดมการณ์สีเดียวกัน ซึ่งคุณลุงคำสิงห์บอกว่ายืนรอเพ็ญ ภัคตะ ให้ตัดสินใจก้าวเดินมาทางสายนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กย.๒๕๔๙ แล้ว แต่ไม่รู้จะทำยังไง เห็นเงียบหายไป ไม่แสดงทัศนคติทางการเมืองบ้างเลย โชคดีที่ยังตาสว่างเมื่อวันที่ ๑๐ เมษา ๕๓ ***
*** "นิราศรัฐ ก.ไก่: 2542 - 2552"

หนังสือผลงานของ กานต์ ณ กานท์: เขียน
ไชยันต์ รัชชกูล: คำนำเสนอ
จำหน่าย ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 21-31 ตุลาคม 2553 ที่บูธสนพ.อ่าน & สนพ.ฟ้าเดียวกัน บูธ N44 โซน ซี1 และบูธสนพ.ไซเบอร์ฟิชมีเดีย W19 โซนเอเที่ยม อย่าลืมอุดหนุนกวีที่มีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นคนนี้***
***คุณเคยอ่านหรือยัง วารสาร"อ่าน"ซึ่ง"สิงห์ สนามหลวง"หนอนหนังสือระดับกูรูวงการหนังสือเมืองไทย ยกย่องให้เป็นหนังสือที่เข้มข้นแห่งวงการนักเขียนนักอ่านยิ่งกว่านิตยสาร"โลกหนังสือ"เคยสร้างชื่อไว้ในยุคหลัง 6 ตุลาคม 2519

เอา ฉบับล่าสุดการ์ตูนม็อบอำมาตย์นี่ก็เล่นเอา"จุก"ไปเลยหละ...ข้าวปลาอาหาร กินไปไม่นานเป็นขี้ ซื้อเหอะหนังสือดีดี พรุ่งนี้ได้อ่านนานนาน
พบ กับวารสารอ่านและหนังสือเล่มของสำนักพิมพ์อ่านในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 21-31 ตุลานี้ ที่บูธสนพ.อ่าน & สนพ.ฟ้าเดียวกัน บูธ N 44 โซน ซี 1 หรือที่ร้านก็องดิด (ถ.ตะนาว), ร้านศึกษิตสยาม (วัดราชบพิธ), ร้านริมขอบฟ้า (อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย), ร้านโอเดียน สยาม(ใกล้โรงหนังสกาลา), ร้านตะวัน (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ), ร้านเล่า เชียงใหม่ (ถ.นิมมานฯ), ร้านสามัญชน เชียงใหม่ (คาร์ฟู หางดง) ***
*******
เชิญร่วมหลั่งน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ปาก)อย่าปล่อยให้พวกเขาถูกขังลืม


โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project)ขอเชิญร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 31ต.ค.-30 พย.นี้ แวะเยี่ยมผู้ต้องขัง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.ฯลฯ และรณรงค์สู่ระดับนาชาติ
โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project) เป็นโครงการด้านมนุษยธรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสังหารหมู่ใน วันที่ 10 เมย.และ 13-19 พค.ที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชนชาวไทยที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โครงการนี้ดำเนินการโดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ
โดยโครงการ นี้มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังในคดี ชุมนุม เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปฏิบัติ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย และเรียกร้องให้นานาชาติได้หันมาตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กย. 2549
โครงการนี้มี คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ (แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) และอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นที่ปรึกษาโครงการในประเทศไทย และมีคุณพอร์แชล คอนเนอร์ (อดีตนายทหารบกออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังและถูกซ้อมอย่างทารุณในเรือนจำ คลองเปรม) เป็นสมาชิกกลุ่มและที่ปรึกษาโครงการในต่างประเทศ
โครงการ เส้นทางสีแดงประกอบด้วยคนเสื้อแดงที่รักความเป็นธรรมและมีความมุ่งมั่นที่จะ นำน้ำใจและความช่วยเหลือมอบให้แก่พี่น้องเสื้อแดงที่อีสานซึ่งได้รับผลกระทบ จากการสังหารหมู่ มากที่สุด คนเสื้อแดงในภาคอีสานจำนวนมากถูกสังหาร บาดเจ็บ พิการ และสูญหายอีกจำนวนมาก สมาชิกโครงการจะร่วมกันเดินเท้าและปั่นจักรยานเพื่อไปเยี่ยมเยียน เยียวยา และให้กำลังใจบุคคลที่น่าเห็นใจเหล่านี้ได้มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป และไม่ย่อท้อที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงที่พวกเขาโหยหามาชั่ว ชีวิต
ขบวนเดินทางจะเริ่มออกเดินทางในวัน อาทิตย์ที่ 31 ตค. เวลา 13.00 น.ที่ราชประสงค์โดยจะปั่นจักรยานและเดินเท้าไปเรือนจำคลองเปรมเพื่อทำการ วางดอกไม้แดงและปล่อยนกพิราบเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ โครงการนี้จะเดินทางด้วยระยะทางกว่า 900 กม. ผ่าน 12 จังหวัดในภาคอีสาน ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 31 วันโดยประมาณ
พบกันอาทิตย์ 31 ตค.ที่ราชประสงค์ครับ !
จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อ :
1. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังคดีชุมนุมทั่วประเทศ
2. ต่อต้านระบบ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย
3. เรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49
โครงการ นี้มีภารกิจที่จะรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง และครอบครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ส่งมอบให้กับคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เมือสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเยี่ยวยาบุคลลเหล่านี้ และเพื่อให้ต่างชาติได้ตระหนักถึงภัยของการรัฐประหาร และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ระยะเวลา : 31ตุลาคม-30 พย. 2553
เส้นทาง : กรุงเทพฯ (เริ่มจากเรือนจำคลองเปรม) ไปปทุมธานี อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น(บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย (สิ้นสุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)
รวมระยะทาง : 900 กม.
โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง ( Red Path Group : RPG )

โครงการ นี้มีบก.ลายจุด-คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ และอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นที่ปรึกษา และมีคุณ David Conor Purcell เสื้อแดงชาวออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังนาน3 เดือน และได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เป็นสมาชิกของทีม และเป็นที่ปรึกษา
ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์โครงการต่อพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ
ท่านจะเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร?-โครงการ นี้ต้องการคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมเดินทางนำน้ำใจและความช่วยเหลือไปสู่พี่ น้องเสื้อแดงอีสานตามรายละเอียดข้างต้น โดยขอความกรุณากระจายข่าวนี้ออกไปด้วย
ผู้ที่สนใจขอให้ติดต่อคุณฟอร์ด ได้ทางอีเมล์ red_truth_only@hotmail.co.th หรือที่ 081-5836964 หรือ Face Book ของ 'เรด ทรู้ธ'
คนไทยเสื้อแดงในต่างประเทศสามารถ เข้าร่วมทำกิจกรรมนี้พร้อมๆกันทั่วโลก ร่วมกันคิกออฟกิจกรรมเส้นทางสีแดงไปพร้อมๆกัน หากสามารถมาร่วมชุมนุมกันได้ที่สถานทูต หรือสถานกงสุลของไทยในต่างประเทฒก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะกดดันรัฐบานให้ ปล่อยตัวแกนนำหรือคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุก
*************
Saturday, October 23, 2010
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: พูนศุข พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์กรณีสวรรคต พฤษภาคม 2500
ที่มา ประชาไท
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คำชี้แจง: ข้อเขียนนี้ ผมเขียนในลักษณะที่ทำให้สามารถอ่านโดดๆ มีความสมบูรณ์ในตัวเองได้ แต่ถ้าต้องการทราบความเป็นมา กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อน
ชื่อบทความเดิม:
ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์ The Observer พฤษภาคม 2500 : "หากต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตควรไปถามพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลปัจจุบัน" - ความพยายามรื้อฟื้นคดีสวรรคตของปรีดี-จอมพล ป ที่ล้มเหลว
เดือน พฤษภาคม 2500 ทูตอังกฤษประจำสิงคโปร์ ได้รายงานไปยังลอนดอนว่า ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าว นสพ The Observer ของอังกฤษที่นั่นว่า "หากนักข่าวต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตควรไปถามพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลปัจจุบัน"
(อ้าง ใน ณัฐพล ใจจริง, "การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)", วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553, หน้า 218 ผมเข้าใจว่า อันที่จริง ท่านผู้หญิงพูนศุขน่าจะให้สัมภาษณ์ The Observer ไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมหรือเมษายน เพราะในต้นเดือนเมษายนนั้น เธอได้เดินทางมาถึงไทย การสัมภาษณ์น่าจะทำในช่วงที่เดินทางผ่านสิงคโปร์ คุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ได้บอกผมว่า เธอได้ค้นคว้าตรวจสอบ The Observer ในช่วงนั้น แต่ไม่พบรายงานการสัมภาษณ์นี้ เธอจึงเดาว่า ทางการอังกฤษอาจจะขอร้องให้ The Observer ยับยั้งการตีพิมพ์รายงานการสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ทัน อย่างไรก็ตาม ดร.ณัฐพล ใจจริง บอกผมว่า รายงานของทูตอังกฤษ อ้างถึงคำสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ไปใน The Observer แล้ว)
ท่านผู้หญิงพูนศุข หมายความว่าอย่างไร?
ผม ขออนุญาตไม่ตีความหรืออธิบายประโยคดังกล่าวของท่านผู้หญิงพูนศุขโดยตรง แต่จะขออธิบายว่า คำสัมภาษณ์ประโยคเดียวนี้ เกิดขึ้นภายใต้บริบทอะไร ที่สำคัญคือ จะชี้ให้เห็นว่า คำสัมภาษณ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนถึงบางเรื่องอย่างไร
เช้า มืดยังไม่ทันรุ่งสางของวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 จำเลย 3 คนในคดีสวรรคต ได้ถูกนำตัวไปประหารชีวิต มีข่าวร่ำลือออกมาว่า ในนาทีสุดท้ายก่อนจะถูกนำตัวเข้าหลักประหารนั้น ชิต สิงหเสนี ซึ่งเป็นมหาดเล็กที่อยู่หน้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์ และเป็นคนแรกที่ถูกตัดสินประหารชีวิตตั้งแต่ในศาลชั้นต้น (ซึ่งปล่อยอีก 2 จำเลย) ได้พูดคุยแบบสองต่อสอง กับเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีตำรวจ มือขวาของจอมพล ป ที่ไปสังเกตการณ์การประหารชีวิต โดยที่ ชิต ได้ถือโอกาสที่ตัวเองกำลังจะถูกประหาร เล่า "ความลับ" ของ "กรณีสวรรคต" ให้เผ่าฟัง ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ในเช้าวันนั้น มีเสียงลือว่า เผ่าได้ทำบันทึกเรื่องที่ชิตเล่าไว้ด้วย (ดูบทความของผมเรื่อง "50 ปี การประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498", ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2548, หน้า 78 หรือดาวน์โหลดบทความในรูป pdf จากเว็บ นิติราษฎร์ ที่นี่)
ขณะ นั้น การเมืองไทยกำลัง "ระอุ" ด้วยความขัดแย้งระหว่างผู้เป็นใหญ่ทางการเมืองแบบ "สามเส้า" (triumvirate) คือ ระหว่างจอมพล ป พิบูลสงคราม, เผ่า ศรียานนท์ และ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ อันที่จริง ถ้าพูดอย่างเข้มงวดแล้ว จอมพล ป แม้จะไม่ถึงกับไว้วางใจ เผ่า แบบสนิทเต็มร้อย (พุฒิ บูรณะสมภพ มือขวาคนหนึ่งของเผ่า เล่าให้ผมฟังว่า เผ่า เคยเสนอจอมพล ป จะ "เก็บ" สฤษดิ์ ให้ แต่จอมพล ไม่ยอม เพราะในที่สุด ก็ต้องการสฤษดิ์ ไว้คานอำนาจเผ่าเช่นกัน) แต่โดยรวมแล้ว จอมพล ป กับ เผ่า มีลักษณะเป็นพันธมิตรใกล้ชิด เรียกได้ว่า เป็นขั้วหรือกลุ่มเดียวกัน ที่บางครั้งเรียกกันว่า กลุ่ม "พิบูล-เผ่า" ในขณะที่ สฤษดิ์ แยกออกมาเป็นอีกขั้วหนึ่ง
สฤษดิ์ ในขณะนั้น เล่นการเมืองในลักษณะ "ตีสองหน้า" คือ หน้าหนึ่ง ก็ทำตัว "ก้าวหน้า" คบหาสมาคมและสนับสนุนฝ่ายซ้าย (ที่อยู่ใต้การนำของ พคท.) ในขณะนั้น นักเขียนฝ่ายซ้ายชื่อดังอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ และอีกหลายคน เรียกได้ว่า เป็น "ลูกจ้าง" ให้สฤษดิ์ โดยปริยาย เพราะเป็นนักเขียนประจำของ "สารเสรี" หนังสือพิมพ์ที่สฤษดิ์ออกทุนทำ
พร้อมกันนั้น สฤษดิ์ ก็สร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองที่เรียกกันในสมัยนั้นว่าพวก "ศักดินา" โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ของควง อภัยวงศ์ และพี่น้องปราโมช (เสนีย์, คึกฤทธิ์) เป็นตัวแทน "ออกหน้า" ที่สำคัญ แต่ยังมีราชวงศ์ชั้นสูง (พวกเจ้าและขุนนางเก่าจากสมัยก่อน 2475) อีกหลายคน ที่สำคัญที่สุดคือ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ที่เป็นประธานองคมนตรี เคลื่อนไหวแบบหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ด้วย
ถึงปี 2499 จอมพล ป และเผ่า เริ่มตระหนักว่า ไม่สามารถรับมือกับพันธมิตรสฤษดิ์-ศักดินา โดยเฉพาะการเข้มแข็งทางการเมืองที่มากขึ้นของกลุ่มศักดินา อันมีปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ เป็นครั้งแรกในระยะประมาณ 20 ปีหลังการปฏิวัติ 2475 และการสละราชย์ของรัชกาลที่ 7 ที่ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ประทับในประเทศอย่างถาวร (ในหลวงองค์ปัจจุบันทรงเสด็จกลับประเทศไทยอย่างถาวรในช่วงสิ้นปี 2494) และบทบาทที่ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นของสถาบันกษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์ เอง เช่น ในวันกองทัพบก 25 มกราคม 2499 ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสวิพากษ์การที่ทหาร - คือกลุ่มของจอมพล ป - เข้ามามีบทบาททางการเมือง ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่ฉีกประเพณีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญที่สร้างขึ้นจากการ ปฏิวัติ 2475 ที่พระมหากษัตริย์ต้องไม่ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมืองในที่สาธารณะ (ดร.หยุด แสงอุทัย นักกฎหมายมือหนึ่งของรัฐบาลในขณะนั้น ได้ออกปาฐกถาเชิงวิพากษ์วิจารณ์พระราชดำรัสนี้ จนถูกกล่าวหาว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ")
ในปีนั้น จอมพล ป และ เผ่า จึงตัดสินใจหาทางติดต่อกับปรีดีที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศจีน เพื่อชักชวนให้ปรีดีกลับประเทศ เพื่อร่วมมือกันต่อสู้กับกลุ่มศักดินา โดย "อาวุธ" สำคัญที่จะร่วมกันใช้ในการต่อสู้นี้ คือ การรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ (ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า การบอกเล่าก่อนถูกประหารของชิต ต่อเผ่า คงจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการรื้อฟื้นนี้)
ในช่วงปี 2525 ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณชิต เวชประสิทธิ์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกศิษย์ปรีดี" คนหนึ่ง และเป็นอดีตหนึ่งในคณะทนายจำเลยคดีสวรรคต คุณชิตเล่าว่า จอมพล ป ได้ฝากข้อเสนอเรื่องร่วมมือกันสู้ศักดินา (ด้วยคดีสวรรคต) ให้เขาและ "ลูกศิษย์อาจารย์" อีกคนหนึ่งคือ ลิ่วละล่อง บุนนาค นำไปปรึกษาปรีดีที่จีน ตอนที่คุณชิตเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง ข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่แทบไม่มีคนรู้ ต่อมาในช่วงประมาณปี 2543 จึงมีผู้เผยแพร่จดหมายที่ปรีดีเขียนตอบสังข์ พัธโนทัย คนสนิทของจอมพล ป. ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2499 (เข้าใจว่า จอมพล ป คงใช้ให้สังข์เขียนเป็นจดหมายถึงปรีดี ฝากชิตและลิ่วละล่องไปด้วย ปรีดีจึงเขียนเป็นจดหมายตอบมายังสังข์) ในจดหมาย ปรีดีกล่าวตอนหนึ่งว่า "ผม เห็นว่าคุณได้บำเพ็ญบุญกุศลอย่างแรงในการที่คุณได้แจ้งให้ผมทราบถึงบันทึก ของคุณเผ่า [ที่]ได้สอบถามปากคำคุณเฉลียว ชิต บุศย์ ก่อนถูกยิงเป้า ที่ยืนยันว่า ผู้บริสุทธิ์ทั้งสามรวมทั้่งผมไม่ได้มีส่วนพัวพันในกรณีย์สวรรคต" (ดูบทความ "50 ปี การประหารชีวิต" ของผมที่อ้างข้างต้น และ "ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป, กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500" ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง หน้า 30-35 ซึ่งผมได้เล่าเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในปี 2539)
ช่วง สิ้นปี 2499 ถึงกลางปี 2500 มีข่าวลือแพร่สะพัดในพระนครเรื่องรัฐบาลจอมพล ป จะอนุญาตให้ปรีดีเดินทางกลับไทยเพื่อมาสู้คดีสวรรคต สถานทูตอเมริกันในไทยได้รายงานเรื่องนี้ไปยังวอชิงตันหลายครั้ง วอชิงตันแสดงความไม่พอใจและเตือนจอมพล ป ว่า สหรัฐไม่เห็นด้วยกับการให้ปรีดีกลับไทยเพื่อรื้อฟื้นคดีสวรรคตซึ่งจะกระทบ กระเทือนต่อสถาบันกษัตริย์และเสถียรภาพทางการเมืองของไทย อย่างเป็นทางการจอมพลบอกวอชิงตันว่ารัฐบาลของเขาไม่ได้มีแผนการดังกล่าว แต่ข่าวลือก็ยังคงมีอยู่ และเข้มข้นสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2500 ทูตอเมริกันรายงานด้วยว่า แผนการจับมือกับปรีดีของจอมพลและเผ่า สร้างความไม่พอใจให้กับพระมหากษัตริย์ไทยอย่างมาก (ดูวิทยานิพนธ์ของณัฐพล ใจจริง บทที่ 8 หน้า 197-221)
เรื่องนี้มาประจวบกับความตึงเครียด ระหว่างรัฐบาลจอมพล ป กับสถาบันกษัตริย์ที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดือนพฤษภาคม เมื่อในหลวงภูมิพลที่เดิมทรงมีกำหนดการจะเสด็จไปในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษที่รัฐบาลจัดขึ้นอย่างมโหฬารในเดือนนั้น ทรงงดการเสด็จอย่างกระทันหัน โดยทรงแจ้งกับรัฐบาลว่ามีพระอาการประชวร แต่ขณะเดียวกัน ทรงบอกทูตอังกฤษเป็นการส่วนพระองค์ว่า พระองค์มิได้ประชวรจนเสด็จไม่ได้ แต่ที่ไม่เสด็จเพราะไม่พอพระทัยที่รูปแบบการจัดงานของรัฐบาลออกมาในลักษณะ ที่ทำให้รัฐบาลมีความสำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่าพระองค์ ทรงเห็นว่า รูปแบบการจัดงานควรออกมาในลักษณะที่ให้พระองค์เป็นศูนย์กลาง (ตัวบทรายงานพระราชดำรัสที่ทรงเล่าแก่ทูตอังกฤษในประเด็นนี้คือ The King … clearly resented the fact that it has been drawn up with a view to making the Government as important if not more so than the King himself around whom of course the celebration should have been centred. ดูคำแปลรายงานฉบับเต็มของทูตอังกฤษนี้ของผม พร้อมเอกสารแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลกับราชสำนักในเรื่องในหลวงทรงประชวรจริงหรือไม่ ได้ที่นี่)
ใน เดือนมิถุนายน (ซึ่งเป็นทั้งช่วงครบรอบการสวรรคตของในหลวงอานันท์และการปฏิวัติ 2475) ท่ามกลางข่าวลือเรื่องปรีดีจะกลับและจะมีการรื้อฟื้นคดีสวรรคตนี้ ก็เกิดกรณที่นายสง่า เนื่องนิยม เจ้าของฉายา “ช้างงาแดง” ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกพรรค “ศรีอาริยเมตไตรย์” ของ เฉียบ ชัยสงค์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ลูกศิษย์ปรีดี” คนหนึ่ง และเพิ่งเดินทางกลับจากการลี้ภัยในจีนร่วมกับปรีดีในปี 2499 (หมายถึงเฉียบ ไม่ใช่สง่า ตัวสง่าเองนั้น ผมไม่แน่ใจว่า เป็นพวกปรีดีแค่ไหน) ขึ้นปราศรัย หรือ “ไฮด์ปาร์ค” ที่สนามหลวง พาดพิงถึงกรณีสวรรคตอย่างล่อแหลมมากๆ ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ยกคำปราศรัยของสง่ามาโจมตีว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทางกฎหมายกับสง่า แต่รัฐบาลจอมพล ป และเผ่า กลับไม่ทำอะไร นอกจากปรับเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
ในวันที่ 24 มิถุนายน เมื่อ ปาล พนมยงค์ ลูกชายปรีดี เข้าพบจอมพล ป ที่วัดมหาธาตุเพื่อลาบวช จอมพลได้กล่าวกับปาลว่า “บอกคุณพ่อของหลานด้วยนะว่า ลุงอยากให้กลับมาช่วยลุงทำงานให้ชาติ ลุงคนเดียวสู้ศักดินาไม่ไหวแล้ว” ในเวลาไล่เรี่ยกัน ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้บอกกับเสนีย์ ปราโมชว่า “จอมพล ป จะหาเรื่องในหลวง” (ย่อหน้านี้และย่อหน้าติดกันข้างบน เอาข้อมูลมาจาก ณัฐพล ใจจริง, หน้า 219-220 กรณีนายสง่านั้น ต่อมา เมื่อสฤษดิ์ร่วมกับกลุ่มศักดินาทำรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 จึงเริ่มมีการดำเนินคดีฟ้องร้อง ดูคำพิพากษาหลังรัฐประหารลงโทษสง่าในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งให้รายละเอียดว่า นายสง่าพูดหรือทำอะไรบ้างบนเวที “ไฮด์ปาร์ค” ครั้งนั้น ใน สุพจน์ ด่านตระกูล, ข้อเท็จจริงกรณีสวรรคต, ฉบับพิมพ์ปี 2517, หน้า 265-267)
คำ สัมภาษณ์ของท่านผู้หญิงพูนศุข ที่ยกมาในตอนต้นบทความ เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เอง ในช่วงใกล้ๆ กัน ปรีดีเองก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในจีน แล้วหนังสือพิมพ์ในฮ่องกงนำมารายงานว่า เขาได้ติดต่อกับบุคคลสำคัญในไทยเพื่อการเดินทางกลับมาต่อสู้คดีสวรรคต (อ้างใน ณัฐพล ใจจริง, หน้า 220)
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า คำสัมภาษณ์ประโยคเดียวของท่านผู้หญิงพูนศุขมีความสำคัญในแง่ที่นอกจากจะเป็น การยืนยันสนับสนุนหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ถึงความพยายามร่วมมือระหว่างปรีดีกับจอมพลและเผ่าที่จะรื้อฟื้นคดีสวรรคต ยังเป็นการยืนยันเด็ดขาดอย่างที่ไม่ต้องมีข้อสงสัยอีกแล้ว ถึงประเด็นหนึ่งที่เคยเป็นปัญหาว่า ปรีดีเองมีข้อสรุปเกี่ยวกับกรณีสวรรคตหรือไม่อย่างไร ดัง ที่ผมได้อธิบายไว้ในบทความหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นเวลาหลายสิบปี ที่ผู้สนใจกรณีสวรรคตมักจะตั้งคำถามว่า ปรีดีเองมีความเห็นอย่างไรแน่ ในสมัยที่เขาเป็นรัฐบาล – รวมถึงรัฐบาลหลวงธำรงที่เป็น “นอมินี” ของเขา – ท่าทีอย่างเป็นทางการของเขาคือ ในหลวงอานันท์ทรงยิงพระองค์เองโดยอุบัติเหตุ ในบทความดังกล่าว ผมได้ยกหลักฐานที่เพิ่งพบใหม่ คือบันทึกการเล่ากรณีสวรรคตของหลวงธำรงต่อทูตอเมริกัน มาแสดงว่า หลวงธำรงและปรีดี (ตามที่หลวงธำรงเล่า) มีข้อสรุปกรณีสวรรคตจริงๆ ที่เก็บเงียบไว้แตกต่างจากท่าทีที่พวกเขาแสดงออกอย่างเป็นทางการ (ดู “ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต: หลวงธำรงระบุชัด ผลการสอบสวนใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริง”, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2552, หน้า 60-73 หรือดาวน์โหลดบทความในรูป pdf จากเว็บ นิติราษฎร์ ที่นี่) อันที่จริง หลักฐานที่ผมยกมาก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่หากใครจะยังมีข้อสงสัยว่า นั่นเป็นเพียงการเล่าหรืออ้างของหลวงธำรงว่า ปรีดีคิดอย่างไร คำสัมภาษณ์ของท่านผู้หญิงพูนศุขต่อ The Observer เป็นการยืนยันว่า ปรีดีมีข้อสรุปกรณีสวรรคตแบบเดียวกับที่หลวงธำรงบอกทูตอเมริกันจริงๆ
ความพยายามที่ล้มเหลว - ไม่ทันกาล
ใน ช่วง 2 เดือนเศษ จากเดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 16 กันยายน 2500 เมื่อสฤษดิ์และกลุ่มศักดินาร่วมกันทำรัฐประหารโค่นจอมพล ป และเผ่าลง ข่าวลือเรื่องปรีดีจะกลับ และจะมีการรื้อฟื้นคดีสวรรคตดูจะเบาบางลง เราไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ได้มีการดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ แต่ในช่วงไม่กี่วันก่อนรัฐประหาร ทั้งจอมพลและเผ่าได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ได้ติดต่อและพบปะกับหลวงธำรงและดิเรก ชัยนาม คนสนิทของปรีดีในไทย เผ่ายังบอกนักการทูตอเมริกันว่า ธำรงและดิเรกติดต่อกับปรีดีอยู่เสมอ เขาบอกด้วยว่า ปรีดีต้องการให้มีการพิจารณาคดีสวรรคตใหม่โดยเสนอให้รัฐบาลออกเป็นพระราช บัญญัติเพื่อให้สามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ได้ (ณัฐพล ใจจริง, หน้า 229-230)
ขณะ เดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างจอมพล ป และเผ่า กับสถาบันกษัตริย์ยังดำเนินต่อไป ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน คือประชาธิปัตย์และสหภูมิ (พรรคของสฤษดิ์) ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม ส.ส.ฝ่ายค้านคนหนึ่งอ้างว่า ได้ทราบจากแหล่งข่าวว่า ระหว่างการประชุมของฝ่ายรัฐบาลเมื่อต้นเดือนมีนาคมปีนั้น เพื่อพิจารณาประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยมีนายทหารระดับสูงเข้าประชุมด้วย ที่ประชุมมีการเสนอให้จับพระมหากษัตริย์ ส.ส.ผู้นี้ยังอ้างว่า แหล่งข่าวของเขาในพรรครัฐบาล (เสรีมนังคศิลา) รายงานว่า ในการประชุมพรรคเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2498 เผ่าได้พูดต่อหน้าจอมพลว่า ในหลวงทรงช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ (รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, วันที่ 29 สิงหาคม 2500, หน้า 1031-1033) ในวันเดียวกับที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นเอง สฤษดิ์ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเสรีมนังคศิลา โดยกล่าวว่า เขา “ไม่อดทนกับแผนการต่อต้านกษัตริย์” ของจอมพลและเผ่า (ณัฐพล ใจจริง, หน้า 230)
ดัง ที่ทราบกันทั่วไป ในที่สุด สฤษดิ์ได้ทำการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 ในวันยึดอำนาจ ในหลวงภูมิพลทรงมีพระบรมราชโองการในพระปรมาภิไธยของพระองค์เองโดยไม่มีผู้ รับสนองพระบรมราชโองการ (รัฐธรรมนูญปี 2495 ที่ให้พระบรมราชโองการต้องมีผู้รับสนอง ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่) แต่งตั้งให้สฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร และทรง “ขอให้ประชาชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบ และให้ข้าราชทุกฝ่าย ฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” (ดู ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 74 ตอนที่ 76 วันที่ 16 กันยายน 2500, ฉบับพิเศษ หน้า 1 หรือดาวน์โหลดได้ที่นี่) นอกจากพระบรมราชโองการนี้แล้ว การสนับสนุนของสถาบันกษัตริย์ต่อรัฐประหารของสฤษดิ์ ยังได้รับการยืนยันจากหลักฐานร่วมสมัยทั้งของไทย, อเมริกันและอังกฤษ (ผู้สนใจรายละเอียดโปรดดู ณัฐพล ใจจริง, หน้า 223-247) สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการสนับสนุนนี้คือ เพื่อยับยั้งการร่วมมือระหว่างจอมพล ป-เผ่า กับปรีดีในการรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ (รายงานซีไอเอในขณะนั้นสรุปว่า “เนื่องจากพระองค์ทรงกลัวแผนการของจอมพล ป ที่จะนำปรีดีกลับมาจากจีน”)
หมื่นรายชื่อพรึบรับเลขาUN จี้สอบคดีอำมาตย์สังหารหมู่เร่งฟื้นฟูสันติภาพ-คายประชาธิปไตย
ที่มา Thai E-News
ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับเลขาธิการUN-ขอ เชิญประชาชนชาวไทยจัดกิจกรรมเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับนายบัน คี มูน เลขาธิการUNในโอกาสเดินทางเยือนไทย หน้าสำนักงานUNประจำกรุงเทพฯที่ถนนหลานหลวง-ราชดำเนิน วันอังคาร 26 ตุลาคม เวลา10.00โดยสงบและทรงพลัง เบื้องต้นนี้ขอเชิญร่วมกันต้อนรับระดับหมื่นคนก็พอเพราะสถานที่จำกัด หากมาเป็นแสนอาจทำให้อำมาตย์ตกใจ
ชาวเกาหลีใต้เคยถูกเผด็จการสังหาร หมู่ในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 2523 ที่เมืองกวางจู ผู้ชุมนุมถูกสังหาร ที่เหลือยัดคุกข้อหากบฎผู้ก่อการร้าย สื่อกระแสหลักบิดเบือนข่าวอย่างไร้ยางอาย หลายสิบปีต่อมามีการรื้อฟื้นคดีและลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเผด็จการชุนดูวาน สร้างอนุสาวรีย์คืนเกียรติยศแก่วีรชน (อ่านเพิ่ม Wiki - Gwangju massacre)...สำหรับ เหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ในไทย เราชาวไทยอยากวิงวอนให้เลขาธิการUNชาวเกาหลีได้ตระหนักว่า เราถูกกระทำกดขี่ไม่ต่างจากกรณี 18 พฤษภาที่กวางจู ต่างกันเพียงแต่ ...เรายังไม่ได้รับความยุติธรรมแบบเดียวกันนั้น...
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ตุลาคม 2553
ใน โอกาสที่นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN)จะเดินทางเยือนไทยในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ประชาชนไทยที่รณรงค์ด้านประชาธิปไตยได้ติดต่อเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือเรียก ร้องให้ UN เข้ามาสอบสวนกรณีสังหารหมู่เหตุการณ์ 19 พฤษภาคม และเร่งเข้ามาฟื้นฟูสันติภาพ จัดการเลือกตั้งใหม่ในไทย เนื่องจากประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับต่อระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ที่มีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหุ่นเชิดอีกต่อไป
เข้าชื่อหมื่นชื่อเตรียมยื่นต่อเลขาธิการ UN
ประชาชนไทยได้ร่วมกันลงนามในหนังสือที่เรียกร้องให้ UN เร่งฟื้นฟูสันติภาพในไทยประมาณ 10,000 รายชื่อ ประกอบด้วยรายชื่อจากกลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย มีผู้ลงนามจำนวน 9,416 รายชื่อ
นอกจากนั้นเป็นการรวบรวมรายชื่อผ่านอินเตอร์เน็ตดำเนินการโดยนายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร มีผู้ลงนามราว1,000รายชื่อ คลิ้กดูเพิ่มเติมที่นี่
นัดหมายบัน คี มูนได้แล้ว ประสานแรงกดดันเสื้อแดงต่างประเทศพร้อมกัน
นาย จตุพร พรมพันธ์ แกนนำนปช.แดงเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเหลือรอดไม่ถูกจับกุมได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อการนี้ขึ้น โดยมีการจัดทำร่างหนังสือเรียกร้องให้ สำนักสิทธิมนุษยชนของ UN เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างประชาชนไทยกับรัฐบาล ซึ่งเป็นงานด้านสันติภาพของ UN โดยตรง นำหลักการ ICCPR ที่เป็นปฏิญญาสากล ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเป็นมนุษย์เข้ามาเป็นธรรมนูญสำคัญของการปกครองประเทศ ให้เหนือกว่ากฎอื่น ประชาชนจะได้เป็นเจ้าของประเทศเสียที
ทางด้านคน ไทยในต่างประเทศก็เตรียมจะกดดันต่อสำนักสิทธิมนุษยชน UN โดยเฉพาะในยุโรป เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างงานยุติธรรมทั้งระบบ "เรามุ่งหวังจะเห็นภาพระบบความยุติธรรม ที่เน้นเรื่องความเป็นมนุษย์ ให้เหนือกว่าเผด็จการ เพื่อนำไปสู่การเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนานใหญ่ "คณะทำงานกล่าว
สำหรับการเข้าพบนายบันคีมูนนั้น คาดว่าจะส่งตัวแทนเข้าไปได้เพียง 10 คน ประชาชนที่เหลือต้องรอข้างนอก โดยอาจเป็นการจัดกิจจกรรมชุมนุมโดยสงบ หรือการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ระหว่างรอ
โดยมีการนัดหมายเข้าพบ และชุมนุมสนับสนุนอยู่ด้านหน้าสำนักงานสหประชาชาติ ประจำกรุงเทพฯ ถนนราชดำเนิน ในเวลา 10.00 น. วันอังคารที่ 26 ตุลาคมนี้
นักวิชาการ-นักรณรงค์หลายกลุ่มเตรียมยื่นให้UNเป็นที่พึ่ง
กลุ่ม ประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเคยจัดแรลลี่ในกรุงเทพฯตอนจัดกิจกรรม10-10-10 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เปิดเผยว่าได้เตรียมจัดทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้สหประชาชาติรับรู้และ ช่วยเหลือเกี่ยวกับความไม่เป็นประชาธิปไตย การละเมิดสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้ และเท่าที่ทราบ จะมีกลุ่มอื่นๆ และนักวิชาการไปยื่นจดหมายเปิดผนึกของกลุ่มตนให้กับเลขาธิการUN ด้วยเช่นกัน
เตรียมป้ายต้อนรับคึกทั้งภาษาเกาหลี ไทย ฝรั่ง
ผู้ ใช้ชื่อ"ลุงยิ้ม ตาสว่าง"ที่รณรงค์เคลื่อนไหวประชาธิปไตย แจ้งทางเฟซบุ๊คว่า จะนัดหมายต้อนรับเลขาธิการ UN โดยจะประกาศสถานที่ เวลาในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ เวลา 12.00 น. โปรดเตรียมตัวโดยพร้อมเพรียงกัน จะมีขบวนรถ ออกมาด้วย ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนจะได้ตื่นเต้น จะมาพร้อม สติ๊กเกอร์ "ม้าร์คยองฮา" ป้ายจัดเตรียมไว้ ประมาณ 200 ป้ายเป็นภาษาอังกฤษ และเกาหลี ไปแน่นอนครับ มีสองสนามบิน ที่เครื่องลงได้ คืิดอนเมือง และสุวรรณภูมิครับ
ถ้ามีคนเป็นหมื่น ๆ ขึ้นไปร่วมกันยื่นหนังสือเลขา UN พวกอำมาตย์เฮี่ยหนาวแน่
คนเสื้อแดงในโลกอินเตอร์เน็ตให้ความสนใจในกรณีนี้มากพอสมควร คุณ Bugbunny เขียนกระทู้หัวข้อ ถ้ามีคนเป็นหมื่น ๆ ขึ้นไปร่วมกันยื่นหนังสือเลขา UN พวกอำมาตย์เฮี่ยหนาวแน่ ดังนี้
มัน คงจารึกเป็นประวัติศาสตร์ของ UN เลยละ ว่าประชาชนจำนวนมากมายของประเทศหนึ่ง ร่วมใจกันแสดงให้โลกเห็นว่าเขาไม่มีที่พึ่งอีกแล้วกับทุกระบบ ระบอบ สถาบัน ฯลฯ ในประเทศของเขา ก็เลยต้องขอให้องค์กรโลกอย่าง UN ช่วย แม้จะรู้ว่าคงเป็นได้เพียงสัญลักษณ์เท่านั้นก็ตาม แต่มันก็ประจานความเป็น Fail State ของอำนาจรัฐและองค์กรรัฐในประเทศนั้นในสายตาสื่อมวลชนชาวโลกแบบล่อนจ้อนแน่ นอน แสดงด้วยว่าการกดขี่สังหารโหดประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกลางมหานครนั้น ไม่อาจสยบพลังแห่งเสรีภาพของผู้รักประชาธิปไตยลงได้เลย
แม้แต่อำนาจ รัฐอำมาตย์เองก็ได้ประโยชน์ เอาการยอมให้ไปยื่นหนังสือเป็นหมื่น ๆ คน ไว้อ้างกับสื่อมวลชนโลกได้ว่าประเทศนี้มีเสรีภาพ จะทำอะไรก็ได้ แล้วค่อยหาทางเล่นงานทีหลังตอนเขาไปแล้ว ด้วยการกระแซะพื้นที่บ้าง ข่มขู่ว่าจะเอาเข้าคุก ไล่ยิงบ้าง กันต่อไป เพราะจะทำอะไรพวกเขาตอนเลขา UN มาก็ลำบาก แต่กูจะทำมันยังไงดีวะ มากันเยอะขนาดนี้ ทหารลูกน้องกูที่สั่งได้ก็ไม่มากขนาดนั้น
ส่วนคนเสื้อแดงนั้นผมว่า กล้าพอที่จะไปยื่นกันเป็นหมื่นคนขึ้นอยู่แล้ว แถมอยากให้แก๊งค์อำมาตย์เผด็จการโบราณและพวกทะเฮี่ยไร้ศักดิ์ศรีที่หน้าด้าน อ้างว่ามีเกียรติปราบพวกเขาวันนั้นเลยต่อหน้าต่อตาเลขา UN กันให้เห็นจะจะไปเลย รวมกับที่เห็นยิงกันพรุนเลือดสาดสมองไหลในยูทูปมาแล้ว จะได้รู้ว่าเฮี่ยนั้นโหดขนาดไหน
สรุปว่าได้ประโยชน์ทั้งสองข้างกับ การที่มีคนไปยื่นกับเลขา UN เรื่องที่เกิดในเมืองไทยสองสามปีมานี้ เพียงแต่การยื่นฟ้องนั้นไม่พอ ต้องแนะทางออกให้เขาด้วย โดยการเขียนป้ายภาษาต่างประเทศเรียกร้องให้เขาดำเนินการ ใครเรียนภาษาเกาหลี จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ไว้ก็น่าจะทำป้ายไปโชว์ชาวโลกวันนั้นด้วย
สำหรับส่วนตัวขอฝากสักป้ายสองป้ายนะครับ
Re-Election in Thailand……
Under UN Supervision Now!!!
Head Junta Here……
Is Not the Military!!!
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:MAY18 กวางจู เกาหลี ถึงMAY19ราชประสงค์ เมื่อเสธ.แดง-พยาบาลน้องเกด-พระและวีรชนราชประสงค์โลดแล่นอยู่ในหนังเกาหลี...
ไม่ใช้ฝีตีน?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
นาย ชวน หลีกภัย ในฐานะหัวหน้าทีมฝ่ายกฎหมายคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดหลายครั้งว่าการต่อสู้คดีจะใช้ฝีมือ ไม่ใช้ฝีตีนวิ่งเต้นอย่างเด็ดขาด
มีการระดมมือกฎหมายระดับหัวกะทิมาร่วมวางแผนแน่นปึ้ก เช่น นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ นายสุทัศน์ เงินหมื่น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ฯลฯ
ยังไม่รวมมือดีระดับปฏิบัติการ อย่างนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี และนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง
ทุก ครั้งที่มีการประชุม นายชวนก็จะมานั่งหัวโต๊ะดูประเด็นด้วยตัวเอง และมักจะพูดอยู่บ่อยครั้งว่าที่กกต.มีมติยุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเพราะถูกม็อบเสื้อแดงกดดัน
ขณะเดียวกันก็ตีกันคนอื่นว่าถ้าไม่มีข้อมูล ก็อย่ามาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะจะเป็นการกดดันศาล
กรณี นี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก็เคยออกมาตั้งข้อสังเกตว่าขณะที่ห้ามคนอื่นพูด แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาแถลงรายวัน ในการสร้างความชอบธรรมและ แก้ต่างให้ตัวเอง
โดยเฉพาะการพูดเชื่อมโยงเพื่อทำลายน้ำหนักพยาน
ระหว่างต่อสู้คดีนั้น พรรคประชาธิปัตย์เกิดเรื่องอื้อฉาวมาแล้วครั้งหนึ่ง กรณีนายทศพรแอบไปเจอเจ้าหน้าที่ศาลรับมอบเอกสารบางอย่าง
เมื่อเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากๆ เข้า นายทศพล ก็ถูกเขี่ยออกไป
ล่าสุด มีคลิปอื้อฉาวกรณีนายวิรัช นัดพบพูดคุยกับเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ
เนื้อหาที่หารือพูดคุยกันใครก็มองออกว่าเพื่ออะไร
เมื่อบานปลายเข้าเนื้อตัวเองมากๆ เข้า
บรรดาสารพัดโฆษกก็เรียงหน้าออกมาตอบโต้พัลวัน
อ้างว่านายวิรัชหลงกล ถูกจัดฉาก คลิปมีการตัดต่อ เพื่อทำลายสถาบันองคมนตรี และศาล
พร้อมอ้างว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ใช้เงินลงทุนมหาศาล
อีหรอบเดียวกับวิธีการฝ่ายกฎหมายซักค้านพยานในศาลรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งหักล้างทำลายน้ำหนักพยานเป็นสำคัญ
แทนที่จะต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริง
กรณีนายบัณฑิตซักค้านพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ขณะ เดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตั้งกรรมการสอบนายวิรัช ซึ่งโฆษกส่วนตัวก็ออกมาแถลงทำขึงขังขนาดว่าถ้าผิดถึงขั้นขับจากสมาชิกพรรคก็ ต้องทำ
กรรมการที่ร่วมสอบนายวิรัชนั้น บางคนก็เคยสอบกรณีทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียงมาแล้ว
ผลสรุปออกมาก็ผิดแค่ระดับปลาซิว ปลาสร้อย และเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป
สำหรับคดียุบพรรคนั้น ถ้าดูตามตารางเวลาแล้วราวกลางเดือนพ.ย.น่าจะจบได้
พรรคประชาธิปัตย์สู้ด้วยฝีมือล้วนๆ ใช้ฝีตีนหรือไม่
ข้อเท็จจริงมีให้เห็นแล้ว
เจาะ'ประเด็น'พิสูจน์คดียุบปชป.
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
คดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีเงิน 29 ล้านบาทใกล้ได้ข้อสรุป ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ต.ค. พร้อมนัดแถลงปิดคดีด้วยวาจาในเช้าวันที่ 29 พ.ย.
นักกฎหมายที่ติดตามการไต่สวนคดีนี้มาเป็นลำดับตั้งแต่ต้น ได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถชี้แจงหักล้างได้ พร้อมนำพยานหลักฐานมาแสดงผ่านบทความ ดังต่อไปนี้
สิ่งที่จะ นำเสนอนี้เป็นตัวอย่างพยานหลักฐานสำคัญในคดียุบพรรคประ ชาธิปัตย์ จนเป็นเหตุให้นายทะเบียนพรรค การเมืองต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรม นูญมีคำสั่งยุบพรรค
เพราะมีการใช้เงินกองทุนเพื่อพัฒนา การเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์
ตัวอย่างพยานหลักฐานที่จะแสดง เป็นประเด็นข้อเท็จจริงทางการเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช้โอกาสที่มีในการ ไต่ สวนพยานแต่ละนัดที่ผ่านมาเพื่อหักล้าง
หรือแสดงให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพยานหลักฐานตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง (ผู้ร้อง) ไม่ถูกต้อง 
การละเลยไม่ชี้แจงหักล้างนี้อาจถือได้ว่าจงใจหลีกเลี่ยงไม่ตอบข้อสงสัย ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินกองทุนเพื่อพัฒนาการเมืองที่แท้จริงด้วย
จึงไม่น่าประหลาดใจที่คนในสังคมไทยให้ความสนใจกับคลิปคดียุบพรรคประชา ธิปัตย์ที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และกำลังจับตามองไปที่การแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรที่กำลังจะมาถึงใน เดือนพ.ย.นี้ว่า
พรรคประชาธิปัตย์จะใช้โอกาสที่มีในเฮือกสุดท้าย ชี้แจงหักล้างพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง ในกรณีข้อพิรุธที่จะกล่าวต่อไปนี้อย่างไร?
หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถชี้แจงหักล้างพยานหลักฐานเหล่านี้ได้อย่างตรงไป ตรงมา ปราศจากข้อกังขาแล้ว จะเป็นพรรคการเมืองที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีสิทธิ์โดยชอบที่ดำรงอยู่ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะพรรคการเมืองหนึ่งของ ประชาชนด้วยเหตุผลอันสมควรโดยแท้
มิใช่ชนะด้วยเทคนิคข้อกฎหมายที่ขัดแย้งกับความรู้สึกโดยธรรมของประชาชน 
สำหรับประเด็นที่สืบเนื่องมาจากพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรค การเมืองที่ยังรอการชี้แจงหักล้างจากพรรคประชาธิปัตย์ มีดังนี้
1. กรณีการจ่ายค่าจ้างทำป้ายฟีเจอร์บอร์ด (feature board) ให้บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด จำนวน 23,314,200 บาท พรรคประชาธิปัตย์มีเช็คสั่งจ่ายวันที่ 10 ม.ค.48 แต่มีใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 7 ม.ค.48 (ดูตัวอย่างที่ 1)
2. กรณีการจ่ายหมึกสกรีน น้ำมันพิมพ์ป้าย ให้บริษัท วินสันสกรีน จำกัด 1,013,102.23 บาท พรรคประชาธิปัตย์มีเช็คสั่งจ่ายวันที่ 12 ม.ค.48 แต่มีใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 11 ม.ค.48 และใบส่งของทุกฉบับลงวันที่ตั้งแต่ 2-30 ธ.ค.47 (ดูตัวอย่างที่ 2)
3. กรณีการจ่ายค่าแผ่นป้ายฟีเจอร์บอร์ด ให้บริษัทป๊อปปูล่า อินเตอร์พลาส จำกัด 1,284,160.50 บาท ตามใบสำคัญรับเงินลงวันที่ 10 ม.ค.48 แต่ใบส่งของกลับระบุเป็นวันที่ 28 ธ.ค.47 และในสำเนาบัตรประชาชนของนายธาตรี ลีลุตานนท์ เพื่อรับเช็ค
ระบุว่า "...รับเงินจากคุณแอน" (ดูตัวอย่างที่ 3)
4. กรณีการจ่ายค่าซื้อแผ่นป้ายฟีเจอร์บอร์ด ให้บริษัท อุตสาหกรรมอีโค่พลาส (ประเทศไทย) จำกัด 4,697,128.80 บาท ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีเช็คสั่งจ่ายวันที่ 10 ม.ค.48 แต่มีใบกำกับภาษี ใบส่งสินค้า และใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 23 ธ.ค.47 (ดูตัวอย่างที่ 4)
5. กรณีการสร้างหลักฐานเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบรายงานการใช้จ่ายเงิน โดยการสั่งจ่ายเช็คและใบสำคัญรับเงินจากบริษัท เกิดเมฆ แอ๊ดเวอร์ ไทซิ่ง แอนด์ กรุ๊ป จำกัด 2,093,713.04 บาท มีจำนวนไม่ถูกต้องตรงกับใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี (ดูตัวอย่างที่ 5)
เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของตัวอย่างในสำนวนการไต่สวนคดียุบพรรคครั้งนี้ ยังมีอีกหลายประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ มิเพียงไม่สามารถหักล้างได้เท่านั้น
แต่ยังไม่กล้าแตะต้องเลยด้วยซ้ำ




