WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 25, 2010

ถ้าฉันเป็นนายกฯในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก

ที่มา ประชาไท

ถ้าฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ในประเทศที่กำลังมีภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี

กินพื้นที่กว่า 30 จังหวัดหรือเกือบครึ่งประเทศ

ผู้คนเดือดร้อนหลายล้านคน

เป็นเวลายาวนานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม

…. ฉันจะ

ฉัน จะสั่งทำถุงยังชีพ ให้ข้างถุงเขียนว่า “มาจากภาษีประชาชน” ไม่ต้องให้ใครได้ “เอาหน้า” เพราะประชาชนเป็นคนทำงานเสียภาษีให้รัฐทุกปีอยู่แล้ว

ฉันจะจัดตั้ง “ศูนย์กลางแก้วิกฤติ” อย่างด่วนที่สุด ไม่รอให้เนิ่นช้ากว่า 7 วัน ไม่ปล่อยให้ “รัฐบาล” ซึ่งกินภาษีประชาชน ทำงานเชื่องช้ากว่าประชาชนด้วยกันเอง

ฉันจะเอา “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ศอฉ.” นั่นแหละมาปัดฝุ่นแล้วลุยงานเลย เพราะฉันเชื่อว่า “น้ำท่วม” ก็เป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน” ของชาติเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะภารกิจปราบม็อบเสื้อแดงเท่านั้นที่ฉุกเฉิน

ฉันจะตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าศูนย์ เพราะฉันคือผู้นำประเทศ และนี่คือช่วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำ

ฉัน จะไม่ตั้งที่ปรึกษาฯของฉันซึ่งไม่มีอำนาจอะไรทางกฏหมาย เป็นหัวหน้าศูนย์ โดยเฉพาะหากที่ปรึกษาคนนั้นเคยต้องลาออกจากตำแหน่งการเมืองด้วยเรื่องอื้อ ฉาวในอดีต

ฉันจะเอาข้อมูลทั้งหมดมาประมวลในภาพกว้าง ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่า “น้ำ” ที่ท่วมหนักที่สุดในรอบ 50 ปีนั้นมาจากไหน มาอย่างไร มาเมื่อไหร่ แล้วมันแตกต่างจากน้ำในปีก่อนๆอย่างไร และทำไมถึงต่าง

ฉันจะต้องรู้ด้วยว่าพื้นที่ไหนบ้างที่เดือดร้อนไป แล้ว พื้นที่ไหนกำลังเดือดร้อนในตอนนี้ และ พื้นที่ไหนที่น้ำจะท่วมต่อไปในวันพรุ่งนี้
และที่สำคัญคือ เมื่อไหร่ทุกอย่างจะคลี่คลาย

พื้นที่ ไหนกำลังเดือดร้อน ฉันจะจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ (แดง เหลือง เขียว) ฉันอยากรู้ด้วยว่าในพื้นที่แต่ละแบบนั้นมีประชาชนอยู่กี่คน จุดไหนบ้าง พื้นที่ไหนเป็นสภาพเมือง พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่การเกษตร ฉันจะได้ส่งการช่วยเหลือไปอย่างเหมาะสม

ฉันจะกำหนดให้ศูนย์กลางแก้วิกฤติเป็นมากกว่า “คนประสานงาน” ระหว่างหน่วยงานราชการที่เชื่องช้า
ศูนย์กลางของฉันจะต้องทำหน้าที่ “บริหารทรัพยากร” ที่มีอยู่ให้ใช้ไปอย่างถูกที่ ถูกเวลา ด้วย

เงินทองที่เบิกจ่ายต้องโปร่งใสรวดเร็ว
ประมวลข้อมูลจากภาคสนามอย่างทันท่วงที
และประสานรับ “น้ำใจ” จากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ศูนย์ของฉันจะมีข้อมูลรายละเอียดว่าวันนี้ อำเภอไหนบ้างที่ขาดไฟฉายเข้าขั้นวิกฤต
ตำบลใดรับข้าวสารไปหุงกินเองได้ ตำบลใดต้องการอาหารสำเร็จรูปมากกว่า
เส้นทางไหนต้องใช้เรือ ใช้กี่ลำ มีคนติดอยู่แถวนั้นกี่คน

ฉันจะรู้ด้วยว่าถึงนาทีนี้ข้าวสาร น้ำดื่ม ทั้งที่จัดซื้อมาเอง และประสานกับภาคเอกชนนั้น มีกี่ขวด
แจกจ่ายไปจุดไหนบ้างแล้ว ไปถึงที่หมายช้าเร็วแค่ไหน
มีใครได้เกินความจำเป็นหรือไม่ มีใครที่ขาดแคลนอย่างหนักแต่ยังไม่ได้หรือเปล่า

เงิน บริจาคทุกบาทจะต้องทำบัญชี แสดงที่มาที่ไป หน่วยงานไหนรับบริจาคมาเท่าไหร่ ต้องแสดงให้ชัดเจน เพราะมันจะมีผลต่อการกล่าวอ้างเพื่อยกเว้นภาษี อีกทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อฉลโดยใช้ความเดือดร้อนของคนร่วมชาติเป็น เครื่องมือ

อ้อ .. ฉันจะแจ้งให้กลุ่ม “ชาตินิยม” ทั้งหลายทราบด้วยว่า ตอนนี้แหละคือเรื่องของ “ชาติ” จริงๆ เพราะมันคือเรื่องของคนตัวเป็นๆที่อยู่ในประเทศเดียวกัน ไม่ใช่ที่ดินผืนน้อยที่มีปัญหามาแต่โบราณ ใครอยากกู้ชาติ อยากพลีชีพ เชิญได้เต็มที่ในครั้งนี้ อย่ามัวแต่ไปต่อแถวกินโดนัท

ฉันจะต้องรู้ด้วยว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ในแต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัดนั้นมีที่ไหนบ้าง จุดไหนที่สามารถอพยพผู้คนเข้าไปได้ จุดไหนยังเสี่ยง

ฉัน จะจัดทำแผนอพยพที่ชัดเจน จะไปเส้นทางใด ใช้พาหนะใด ใช้เวลาเดินเท่าไหร่ และที่สำคัญ วันนี้ปลอดภัยแล้วพรุ่งนี้จะปลอดภัยไหม ข้อมูลวิทยาศาสตร์ทำนายว่าอย่างไร

ดังนั้นหากรู้ว่า น้ำกำลังไหลจาก อำเภอ ก. ไป อำเภอ ข. ภายใน 12 ชั่วโมง ฉันจะได้สั่ง “อพยพ” ผู้คนได้ล่วงหน้า ทันเวลา ไม่ใช่เพียงแต่ทำงาน “ตามปัญหา”

ด้วยความ ที่ฉัน (และศูนย์กลางของฉัน) มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน เห็นภาพกว้างที่สุด ฉันจะสามารถ “ประสาน” แนวทางการทำงานของแต่ละกลุ่ม ทั้งส่วนราชการต่างๆ หรือส่วนเอกชนอย่างอาสาสมัครกู้ภัย หรือกระทั่งสื่อมวลชน

ทุกคนจะได้ทำงานไปใน “ทาง” เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน และได้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซ้ำซ้อน ลักลั่น ไร้ทิศทาง

ฉัน เชื่อว่าในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ การส่งทรัพยากรอันจำกัดไปให้ถูกที่ ถูกเวลา นั้นสำคัญมาก – ใครขาดน้ำดื่มต้องได้น้ำดื่ม ใครขาดอาหารแห้งต้องได้อาหารแห้ง ใครป่วยต้องได้ถูกเคลื่อนย้ายออกมาทันที – เพราะการใช้ทรัพยากรไปหนึ่งครั้ง มันมีค่าเสียโอกาสอยู่ด้วย

เรือที่ออกไปแจกข้าวสาร สามารถใช้ไปรับคนป่วยได้เช่นกัน
เราเพียงต้องรู้ให้ชัดว่าเมื่อไหร่ควรใช้อะไร ทำอะไร เพื่ออะไร
ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ มันต้องมีข้อมูลมุมกว้าง และต้องตัดสินใจอย่างจากภาพรวม

สำหรับ พื้นที่ไหนที่น้ำยังไปไม่ถึง ฉันจะสั่งให้รีบ “เตรียมตัว” รับมือ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเอากระสอบทรายมา “กั้น” น้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึงการเตรียมทางหนี ทีไล่ ระบบแจ้งเตือน จัดพื้นที่ปลอดภัยไว้รอรับปัญหา จัดอาหาร ยารักษาโรค ไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน

พื้นที่ ไหนน้ำเริ่มลดแล้ว ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการ “แจกเงิน” อย่างมักง่ายเพียงอย่างเดียว เพราะฉันรู้ดีว่าเงินมีจำกัด และในสภาวะฉุกเฉินนั้น เงินอาจไม่ต่างจากกระดาษปึกหนึ่ง ที่อาจเอาไปซื้ออาหารมากินได้ไม่กี่มื้อ

ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชน ในช่องทางอื่นด้วย เช่น อาจได้เวลาปล่อยสต๊อกข้าวในยุ้งของรัฐ อาจประสานงานกับภาคเอกชนว่าต้องการ “สินค้าเกษตร” เป็นของบริจาค และ อาจเอางบประมาณฉุกเฉินมา “จ้างงาน” ผู้ประสบภัยให้ “ทำอาหาร” แจกจ่ายคนอื่นๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยประชาชนได้ถึงสองต่อ (มีงานทำ ได้เงิน มีกิน) – ฉันหวังว่าไอเดียแบบเด็ก ป.4 ของฉันจะไม่ไร้เดียงสาเกินไปนัก

ฉันจะทำงานด้วยสำนึกในกะโหลกว่า “ผู้นำ” ประเทศมีหน้าที่รับทราบข้อมูล ประมวลผลในภาพกว้าง กำหนดกลยุทธ์ แนวทาง เป้าหมาย และ “ตัดสินใจ” ในทางเลือกสำคัญๆ

ผู้นำประเทศไม่ได้มีหน้าที่เพียง “รับฟัง” แล้วปล่อยให้ลูกน้องทำงานไปวันๆตามมีตามเกิด

ฉันรู้ดีว่าแนวทางเช่นนี้สำคัญมากในการ “บริหารวิกฤติ” และในฐานะ “นายกฯมือใหม่” ฉันจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด
เพราะจะว่าไป “น้ำท่วม” อาจเป็นภัยพิบัติที่ “เบา” ที่สุดแล้ว หากเทียบกับ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ หรือ ไวรัสระบาด

ฉัน จะไม่ออกเดินทางพร่ำเพรื่อ หรือหากจะออกภาคสนาม ก็จะใช้ทรัพยากร (เช่น เจ้าหน้าที่ หรือ ยานพาหนะ) อย่างน้อยที่สุด เพราะสิ่งเหล่านั้นควรถูกนำไป “แก้ปัญหา” มากกว่ามาดูแลฉัน

ฉันจะพูดให้น้อย ทำงานให้มาก พูดเฉพาะเรื่องสำคัญๆ
เพราะรัฐบาลของฉันมีโฆษกกินเงินเดือนอยู่แล้ว

ฉันไม่อยากไปแย่งงานเขา ….

ที่มา:http://www.roodthanarak.com/

รัฐทหารพ่อUNสั่งห้ามชุมนุมรับบันคีมูน เสื้อแดงคึกโอกาสเดียวเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับ ยันเปล่าก่อม็อบ

ที่มา Thai E-News


คน เสื้อแดงเตรียมตัวต้อนรับและยื่นหนังสือต่อนายบัน คี มูน เลขาธิการUN ที่จะเดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 26 ตุลาคมนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีแกนนำและการจัดตั้งใดๆ โดยมีหลายกลุ่มที่ต่างก็เตรียมหนังสือของตนเองเข้ายื่นร้องทุกข์ บางกลุ่มนัดกันตั้งแต่ 10 โมงเช้า บางกลุ่มนัดตอนเที่ยง ขณะที่นปช.แดงทั้งแผ่นดินนำโดยนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เวลาเข้ายื่นหนังสือในเวลา 14.55น. โดยมีการนัดหมายกันแบบปากต่อปากให้มารวมตัวกันต้อนรับเลขาUNให้มากที่สุด เพราะนี่อาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่เสื้อแดงมีช่วงเวลาที่จะได้ร้องทุกข์ไป สู่สายตาชาวโลก (ดูคลิปมิวสิกวิดิโอยื่นหนังสือต่อเลขาUN)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 ตุลาคม 2553


รัฐทหารห้ามเสื้อแดงชุมนุมต้อนรับบันคีมูน

วันนี้ (25 ต.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ( UN ) ในวันพรุ่งนี้ (26 ต.ค.) ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เตรียมมาตรการในการรักษาความปลอดภัยนายบันคีมูนอย่างเข้มงวด ทั้งตัวบุคคล เส้นทาง และสถานที่ โดยใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก และทหารเป็นกำลังเสริม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงจะยื่นหนังสือให้นายบันคีมูนให้ตรวจสอบการเสียชีวิต 91 ศพ ในช่วงกระชับพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ ระหว่างเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ก็ให้ส่งตัวแทนมาได้ตามสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ แต่ไม่ใช่มาชุมนุมเรียกร้อง และในช่วงที่เลขาธิการสหประชาชาติอยู่ในประเทศไทย ศอฉ.จะไม่ยอมให้มีการชุมนุมของกลุ่มใดๆ อย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม การยื่นหนังสือดังกล่าวต่อเลขาธิการสหประชาชาตินั้นสามารถทำได้ แต่กลุ่มคนที่จะยื่นหนังสิอก็ควรคิดด้วยว่าควรหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวเตือนกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยว่า อย่าดำเนินการใดๆ ที่ละเมิดสถาบัน หากพบใครเกี่ยวข้องและมีหลักฐานจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

"จตุพร"ยันยื่นหนังสือ "บัน คี มุน"เยือนไทย26ต.ค.นี้แน่ บีบปล่อยตัวนักโทษการเมือง ลุ้นขึ้นศาลโลก

นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เปิดเผยถึงการเข้ายื่นหนังสือต่อนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ( UN )ในโอกาสที่เดินทางมมาเยือนประเทศไทยวันอังคารที่ 26 ตุลาคมนี้ ว่า เบื้องต้นทีมวิชาการของนปช. ได้ประสานงานให้คนเสื้อแดงเข้ายื่นหนังสือต่อนายบัน คี มูน ที่สำนักงาน UN ประจำกรุงเทพฯ ในเวลา 14.55 น. ซึ่งขณะนี้กำลังประสานความชัดเจนอีกครั้ง เพื่อต้องการยื่นหนังสือต่อนายบัน คี มุน โดยตรงให้ได้

โดยกลุ่มคน เสื้อแดงจะส่งตัวแทนเข้าไปยื่นหนังสือเพียง 10 คน ประกอบไปด้วยทีมวิชาการ และบรรดาญาติผู้เสียชีวิต และได้บาดเจ็บจากการเหตุการณ์สลายการชุมนุม โดยนอกจากเอกสารแล้ว ยังมีการพิจารณาภาพถ่าย และหลักฐานอื่นๆเพื่อประกอบเอกสารที่จะมีการยื่นให้เลขาฯยูเอ็นด้วย

ส่วน กลุ่มคนเสื้อแดงจะร่วมเดินทางมายื่นหนังสือต่อเลขาธิการ UN มีจำนวนเท่าใดนั้น นายจตุพรกล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่พี่น้องที่ทราบข่าวก็อาจจะไปร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไปอย่างสุภาพชน ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี และอยู่บริเวณนอกเท่านั้นไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับเนื้อหาสาระหลักนั้น เป็นการบอกเล่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม 2553 ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นับแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะ ยื่นให้กับทางเลขาฯ UN ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงหวังผลอย่างไรต่อการยืนหนังสือครั้งนี้ นายจตุพร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สังคมโลกที่จะพิจารณา แต่ถึงอย่างไรคดีนี้ต้องนำไปสู่ศาลโลกอยู่แล้ว และยืนยันว่าเป็นสิทธิที่เราสามารถจะกระทำเยี่ยงโลกศิวิไลกระทำกัน

เข้าชื่อหมื่นชื่อเตรียมยื่นต่อเลขาธิการ UN

ประชาชน ไทยได้ร่วมกันลงนามในหนังสือที่เรียกร้องให้ UN เร่งฟื้นฟูสันติภาพในไทยประมาณ 10,000 รายชื่อ ประกอบด้วยรายชื่อจากกลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย ดำเนินการโดยคุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ มีผู้ลงนามจำนวน 9,416 รายชื่อ

นอกจากนั้นเป็นการรวบรวมรายชื่อผ่านอินเตอร์เน็ตดำเนินการโดยนายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร มีผู้ลงนามราว1,000รายชื่อ (คลิ้กดูข่าว หมื่นรายชื่อพรึ้บรับเลขาUN จี้สอบคดีอำมาตย์สังหารหมู่เร่งฟื้นฟูสันติภาพ-คายประชาธิปไตย )


กลุ่มประชาธิปไตยก้าวหน้านัดหมายพบกันที่UNเที่ยงถึงบ่ายสองที่เดียว

กำหนดการของเลขาธิการ UN ในช่วงเดินทางเยือนไทย มีดังี้

10.35 นาย บัน คี มูน เดินทางมาถึง สนามบิน สุวรรณภูมิ โดย Cathy Pacific CX 713 (นายกษิต ภิรมย์ ไปต้อนรับ)

ก่อน 11.00 น. เข้าพักที่โรงแรทไฮแอท-เอราวัณ (ใกล้สี่แยกราชประสงค์)

11.00 น. ออกจากโรงแรมที่พักเพื่อเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล

12.00-14.00 น. พบปะนายอภิสิทธิ์ และให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล

14.00-16.00 น. เดินทางไปสำนักงาน UN ประจำกรุงเทพฯที่หลานหลวง-ราชดำเนิน
หลังจากนั้น เดินทางกลับโรงแรมที่พัก เพื่อ Check out ไปสนามบินสุวรรณภูมิ

ก่อน หน้านี้กลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่มได้นัดหมายก้นทางอินเตอร์เน็ตว่าจะไปยกป้าย ต้อนรับนายบัน คี มูน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนบางกลุ่มเสนอความเห็นว่าจะไปต้อนรับทั้งที่สนามบิน โรงแรมที่พัก หน้าทำเนียบรัฐบาล และหน้าสำนักงานUNถนนหลานหลวง

ต่อมามีการอภิปราย กันทางอินเตอร์เน็ตและได้ข้อตกลงว่า จะนัดรวมพลกันที่เดียวคือที่บริเวณหน้าสำนักงาน UN โดยกลุ่มประชาธฺปไตยก้าวหน้า(ซึ่งเคยจัดแรลลี่ในกรุงเทพฯเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา)แจ้งนัดหมายว่า

ขอปรับรูปแบบการแสดงพลังเรียกร้อง ให้ปล่อยนักโทษการเมือง และความไม่เป็นธรรม จากเดิม 3 จุด(หน้าโรมแรม,หน้าทำเนียบ,หน้าUN) เป็นจุดเดียวคือหน้าประตู UN เวลา 12.00-14.00 น. เพื่อความเป็นเอกภาพ และเรียบร้อย และเป็นทางการ เนื่องจากเราไม่มีแกนนำ และขอให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำป้ายมาแสดงด้วย ภาษาอังกฤษได้จะดีมาก เช่น

Stop Human Rights Violation
Free Political Prisoners
Lift State Emergency Decree
We Need Justice
No Double Standard
Thailand Need Democracy
We Are People, Not Terrorists


สมัชชาสังคมก้าวหน้าขวนคนเสื้อแดงยื่นจดหมายถึงเลขายูเอ็น

สมัชชา สังคมก้าวหน้า ร่วมกับกลุ่มนักวิชาการประชาธิปไตยก้าวหน้า และญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 จะส่งตัวแทนมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงเลขาฯสหประชาชาติในวันที่ 26 ตุลาคม โดยรวมตัวที่หน้าประตูใหญ่สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 12.00 น

สมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ยื่นขอเรียกร้องให้

1.ให้เปิดเผยรายขื่อผู้ถูกกุมขังที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมด

2.ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด

3.ให้เร่งเปิดเผยผลสอบสวนกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพฤษภาคม เพื่อนำตัวผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมาย


ทั้งนี้ จึงขอให้ “เสื้อแดง” มาร่วมในการยื่นจดหมายเปิดผนึกในครั้งนี้ (รายละเอียดข่าว)

อีกกลุ่มนัดพบกัน10โมงเช้าสนามมวยราชดำเนิน

ส่วน กลุ่มที่นัดหมายกันทางเฟสบุ๊ค กลุ่ม"ลุงยิ้ม ตาสว่าง"ได้นัดหมายพบกันในเวลา 10.00 น. โดยแจ้งว่าเตรียมป้ายต้อนรับนายบัน คี มูน ไว้มากกว่า 200 ป้ายทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาเกาหลี และขอให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมซ้อมเพลงมาร์ชเสื้อแดงไว้ร้องร่วมกันเพื่อแสดงพลังด้วย

กลุ่มเสื้อแดงเวบบอร์ดก็เตรียมจดหมายเปิดผนึกไว้อีกฉบับ

กลุ่มเวบบอร์ด อินเตอร์เน็ตฟรีด้อม(IF)ได้เตรียมจดหมายเปิดผนึกถึงบัน คี มูนไว้ฉบับหนึ่ง (ดู ) ขณะที่มีการนัดหมายกันทำกิจกรรมว่า

- เห็นด้วยว่าควรไปที่ UN ที่เดียว อย่าให้กระจัดกระจายหลายที่ โรงแรมที่พักไม่ควรไป เพราะเป็นเวลาส่วนตัว ให้ท่านได้พักผ่อน
- ควรไปกันให้มากที่สุด เอาแบบวันครบรอบ 10 เมษา ได้ยิ่งดี ให้แดงพรึ่บพร้อมกัน จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกครั้ง
- ข้อความที่เขียนอย่าให้หลากหลายเกินไป ประเด็นหลักคือ ขอความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และปล่อยนักโทษการเมือง

อีก คนเสนอความเห็นว่า ตามกำหนดการ เลขาธิการสหประชาชาติ จะมา บ่าย 2 - 4 โมงเย็น พวกเราก็สามารถมารอได้ตั้งแต่เช้าเลยครับ สื่อเขาจะได้รู้แต่เนิ่นๆ และอีกอย่างนะครับ ตัวเลขาธิการสหประชาชาติเองก็จะได้รู้ว่ามีประชาชนชาวไทยมาต้อนรับเขา มาร้องขอความช่วยเหลือจากเขาในนามตัวแทนนานาชาติ ว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้เงียบหายไปใช่ไหม และจะได้รู้ด้วยว่าแท้จริงแล้วสหประชาชาติเขามีท่าทีอย่างไรต่อปัญหาการ เมืองในประเทศไทย

หากว่าเขาหลีกเลี่ยงที่จะพบกับประชาชนชาวไทยที่รวม ตัวกันมาขอความเป็นธรรม เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองในไทย แต่เขาเมินเฉยต่อปัญหา ต่อไปคนไทยก็ไม่ต้องร้องขออะไรจาก ยูเอ็นอีกต่อไป ในเมื่อเขาคิดจะโดดเดี่ยวประชาชนชาตินี้ เราก็ไม่จำเป็นอีกแล้วต่อการที่จะช่วยเหลือสหประชาชาติในโอกาสต่อไปที่อำนาจ อยู่ในมือเรา

และขอบอกพี่น้องเสื้อแดงนะครับว่า งานอย่างนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โลกเลย ที่จะมีประชาชนในประเทศไหนๆ ในพื้นพิภพมารวมตัวกันต้อนรับเลขาธิการสหประชาชาติ และมาเรียกร้องความยุติธรรมโดยตรงต่อสหประชาชาติ นี่เป็นครั้งแรก และอาจจะเป็นปฐมบทของสหประชาชาติที่เพิ่งจะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในโลก ผมยืนยันครับ งานนี้เป็นครั้งแรกในโลกแล้ว ที่คนเสื้อแดงจะร่วมกันทำ และจะได้เห็นว่านานาประเทศเขามองบ้านเมืองเราอย่างไร ไม่ต้องสนใจข่าวให้ร้ายจากฝากฝั่งรัฐบาลที่มันจะต้องมาร้องแรกแหกกระเชอว่า อย่าชุมนุม จะเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศไทย ในสายตาชาวโลก มันจะโฆษณาผ่านสื่อเหี้ยๆว่าเราเลว อย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ เราเดินหน้าเต็มตัว ลุยให้เต็มที่ พิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าสหประชาชาติกับอเมริกามันเนื้อเดียวกันอีกไหม ที่จะกดข่มประชาชนตาดำๆของประเทศนี้ให้คนส่วนน้อยที่คิดชั่วปกครอง ช่วยกันครับ เผยแผ่ข้อความชักชวนกันให้เต็มที่

**********

เปิดจม.ร้องทุกข์ "จรัลดิษฐาอภิชัย" ถึงมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ

ก่อน หน้านี้ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ก็ได้ส่งจดหมายร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณี10เมษา-19พฤษภาฯต่อคณะ มนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา และทางUNมีจดหมายยืนยันว่าได้รับคำร้องเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อฝ่ายรับเรื่องร้องเรียน ตอบรับแล้ว น่าจะส่งไปยังคณะทำงานที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีฯ ต่อไป จะต้องการยื่นหลักฐานรูปธรรม เช่น ชื่อผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ผู้ถูกจับกุม และเหตุการณ์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยทั่วไป การทำงานของระบบสหประชาชาติจะใช้เวลายาวนาน มักไม่มีผลในทางปฏิบัติเฉพาะหน้า นอกจากผลทางการเมือง (ดูหนังสือที่อาจารย์จรัลส่งถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน UN)

ศอฉ.ให้คำนึงถึงหน้าตาของประเทศ

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้บช.น.เป็นเจ้าภาพดูแลภาพรวมระหว่างที่นายบัน คีมูน โดยขอให้เชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพดูแลสอดส่อง ส่วนกลุ่มต่าง ๆ ที่ต้องการยื่นหนังสือร้องเรียนสามารถทำได้แต่ต้องอยู่ในกรอบกติกา ทั้งนี้ การดำเนินการใด ๆ ขอให้คำนึงถึงชื่อเสียงและหน้าตาของประเทศ

กุญแจไขความลับทั้งมวล

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : ลุงอัสดร

หลายคนเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องคลิปลับ
แล้วหันมาสนใจเรื่องน้ำท่วมกัน
แต่สำหรับผมยังโฟกัสไปที่คลิปอย่างสนใจ
ผมถือว่าเรื่องน้ำท่วมนั้นมันท่วมได้ก็ต้องลดได้
เพราะพอน้ำลดตอก็จะผุดขึ้นมาเอง
แต่เรื่องคลิปนั้นแม้ฝนไม่ตกน้ำไม่ท่วมตอมันก็ผุดให้เห็นแล้ว

รัฐบาลมีหน้าที่จะต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว เอกชนมีหน้าที่สนับสนุนครับ

การนำคลิปมาเปิดเผยครั้งนี้มันทำให้หลายคนตาสว่างกันมากขึ้น
โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่ใช่แดงที่ไม่เคยเชื่อว่า
ความคิดของฝ่ายเสื้อแดงที่ผ่านมานั้นไม่เป็นความจริง
ก็จะรู้ว่าความจริงนั้นคืออะไร และถูกต้องหรือไม่
แต่สำหรับคนเสื้อแดงนั้นกลับกลายเป็นไม่ใช่ของใหม่
ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นแต่อย่างใด
เพราะเขารู้กันมานานแล้วว่าสิ่งที่เป็นความลับนั้นไม่ใช่ความลับ
เพียงแต่ขาดหลักฐานเพื่อยืนยันให้ชาวโลก ได้รู้ ได้เห็น ให้ได้ยิน เท่านั้นเอง
คลิปนั้นแม้จะเป็นเพียงภาพและข้อความสั้นๆ
ตัวละครมีเพียงไม่กี่คน
แต่สามารถบอกอะไรได้หลายอย่างเกินความคาดหมาย
ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต
และทั้งเรื่องภายในและภายนอกของคลิปหลายอย่างหลายประการ
ว่าคลิปบอกอะไรเราบ้าง

-ทำให้มองเห็นว่าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งไม่เคยยอมรับผิดชอบใด ๆ
แม้มีหลักฐานชัดเจนก็ยังใช้วิธีเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น
อย่างคงเส้นคงวาตามสมญานามที่เรียกขานไม่เปลี่ยนแปลง
ขนาดมีหลักฐานชัดเจนยังเบี่ยงประเด็นได้ขนาดนี้
ถ้าไม่มีหลักฐานจะขนาดไหน
โดยเฉพาะเรื่องโกงกินที่ขาดหลักฐานแทบทุกโครงการเราจะหาตัวคนผิดได้อย่างไร

-ทำให้มองเห็นจุดประสงค์ของการมีตุลาการภิวัฒน์
ซึ่งมาจากยุค คมช.เพื่อประสงค์อะไร
และพรรคการเมืองไหนที่ขี่คอทหารวิ่งลัดสนามเข้าเส้นชัย
ต่างคนต่างเอื้อประโยชน์กันไปกันมาจนแยกกันไม่ออก
และเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ขาดทหารแล้วจะล้มครืนลงทันที
สามสถาบันที่กล่าวข้างต้นจึงสเหมือนเป็นสถาบันเดียวกัน
ช่วยกันทำลายฝ่ายตรงข้ามและช่วยกันปกป้องแก้ต่างช่วยเหลือกันเองยามมีภัย

-ทำให้ผู้คนเริ่มมองเห็นว่า
ทำไมคดีความทางการเมืองแทบทุกคดีจึงเป็นที่กังขาและค้านสายตาของคนทั่วไป
และทำไมมันจึงเป็นที่ครหาเฉพาะคดีทางการเมืองเท่านั้น
ที่ผู้คนเขาประณามว่า"สองมาตรฐาน"หรือบางคนเรียกว่า"ไม่มีมาตรฐาน"
ซึ่งโดยปกติผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ
จะต้องเป็นคนที่อุดมไปด้วยคุณธรรมพรมวิหารสี่
คือต้องมีความ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นที่ตั้ง
ไม่มุ่งจะลงโทษจำเลย
หากไม่ผิดในข้อกฎหมายใดก็ปล่อยให้เป็นประโยชน์ต่อจำเลยไป
แต่ทำไมเราจึงเห็นบางคนบางคณะใช้พจนานุกรมแทนกฏหมาย
ทำไมพรรคการเมืองอื่นจึงถูกยุบพรรคอย่างง่ายดาย
แต่บางพรรคยุบยากเย็นเหลือประมาณ

-ทำให้มองเห็นว่าไม่ว่าสถาบันใดๆ
ไม่มีใครจากภายนอกสามารถเข้าไปทำลายสถาบันนั้นได้
นอกจากบุคลากรในสถาบันนั้นเป็นผู้ทำลายกันเอง
เพราะฉะนั้นการที่จะโทษคนภายนอกเป็นคนทำลายนั้นย่อมไม่ถูกต้อง
แต่ยังมีคนมองว่าการนำคลิปมาเปิดเผยเป็นการดิสเครดิตและทำลายสถาบัน

-ทำให้มองเห็นว่าผู้คนที่เกี่ยวข้อง หวงแหนอำนาจมากน้อยเพียงใด
แม้จะมีความผิดชัดแจ้งหลักฐานมัดแน่นเพียงใดก็พยายามดิ้นเอาตัวรอด
และไร้สปิริตไม่ยอมลาออกเหมือนๆกันหมดทุกคน
กลับโยนความผิดไปให้ลูกน้อง เป็นเครื่องชี้ว่า
ตำแหน่งที่ได้มานั้นไม่ถูกต้อง
ไม่ใช่ได้มาด้วยความสามารถ ความชอบธรรม
หรือผลงานแต่อย่างใดจึงต้องหวงแหนเป็นพิเศษ
คงจะมองเห็นแล้วกระมังว่า
เพื่อพ้นอำนาจไปแล้วชาตินี้คงไม่มีวาสนาจะเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ได้อีก

-ทำให้คิดไปว่าถ้ามุ่งแต่จะหาตัวคนถ่ายคลิปมาลงโทษ
จะด้วยเพื่อกลบกระแสความผิดของตนเองก็ตาม
ทั้งๆที่คลิปนั้นเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์
ที่สามารถจะนำบุคคลในคลิปมาลงโทษตามกฏหมายได้
กลับช่วยกันปกปิดความผิดของพวกพ้องอย่างน่าละอาย
ถ้าบ้านเมืองยังเป็นเช่นนี้ต่อไปร้านขายทองคงไม่มีใครกล้าติด CCTV เป็นแน่

-ทำให้มองเห็นอานาคตของประเทศไทยว่าจะแตกแยกมากขึ้นเพียงใด
ภาพสงครามกลางเมือง
ภาพการแยกประเทศไปปกครองกันเอง
ซึ่งทุกคนไม่อยากเห็นก็จะได้เห็นในไม่ช้านี้



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9843204/P9843204.html

ฟ้องสังคมให้รับทราบ ถูกคุกคามวิทยุ fm 102.75

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : ttt1234

เมื่อวัน ๑๙ ต.ค. ๕๓ ที่ฝ่านมา สถานีวิทยุชุมคนfm 102.75 MHz.
เขาประกาศหยุดการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง
แล้วหันมาเสนอข่าวเกี่ยวกับการรายงานนำ้ท่วม
และได้มีการประกาศระดม ขอรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค
เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก
ภาวะน้ำท่วม ที่จังหวัด ลพบุรี อ.บ้านหมี่ อ.โคกสำโรง จำนวน ๘ หมู่บ้าน
โดยได้นำสิ่งของที่รับบริจาคมาจากผู้ฟังรายการ
ไปมอบให้ผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม
โดยออกเดินทางโดยขบวนรถออฟโรด จำนวนกว่า ๕๐ คัน
เมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น. วันนี้ ถูกหน่วยงานอำนาจมืด
ปล่อยสัญญานรบกวนจนทำให้ไม่สามารถ ฟังสถานีวิทยุได้ ตามปกติ
จึงอยากจะฟ้องต่อสังคมว่า
หน่วยงานของรัฐ ทำใมต้อง ปล่อยสัญญานรบกวน
จนไม่สามารถฟังได้แบบนี้
ทั้งที่สถานีของเขาก็เป็นสถานีเล็ก ๆ
และยังมีมนุษยธรรม มีน้ำใจในการช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกัน
ที่ได้รับความลำบากจากการกระทำของรัฐบาล
ที่ไม่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชน จากภาวะน้ำท่วมดังกล่าว
ได้ทราบข่าวจากผู้ที่มีความรู้ทางด้านเทคนิค
ว่าเป็นการปล่อยสัญญานมาจาก บริเวณไกล้สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย (NBT.)
ขอเรียกร้องไปยัง หน่วยงานของ ศอฉ.
อย่าได้คุมคาม สื่อภาคประชาชนเลย หากกลัวว่า
ประชาชนจะรู้ความดีน้อยที่ ตนได้กระทำไป
ก็ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นของเขา
ไม่ควรใช้อำนาจพิเศษมาบังคับเขานะครับ คุณแม่ขอร้อง


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9843258/P9843258.html

ความปราถนาดีต้องเป็นหมัน

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : rio410

ทีมงานเสื้อแดงขนของไปช่วยพี่น้องที่น้ำท่วมที่ลพบุรี
จู่ ๆ ผู้ว่าก็สั่งถอนทหารกลับ
ทหารก็กลับกันหมด
จนพวกเราไม่มียานพาหะนะเข้าพื้นที่ประสพภัย เพราะ
น้ำท่วมสูงมาก รถเข้าไม่ได้ ต้องอาศัยเรือของทหาร
แต่ ทหารไทยใจกล้าหาญกลับกันหมด
พวกเราต้องขนของที่ควรถึงมือผู้ที่เดือดร้อน จำนวนมาก
กลับกรุงเทพด้วยความเศร้าสลดใจ


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9843294/P9843294.html

ด้อยประสิทธิภาพ กระจอกงอกง่อยและห่วยแตกที่สุด นิติภูมิ เนาวรัตน์

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : เกาะคา

ผลจากสึนามิเมื่อปลาย พ.ศ.2547
ทำให้มีคนไทยตกงานฉับพลันทันทีถึงแสนคน
ผลกระทบในด้านแรงงานมีมากกว่า 1.5 พันล้านบาท
ธุรกิจสาขาประมงประเภทเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
เรือประมงพาณิชย์ เสียหายประมาณ 2.4 พันล้านบาท
ความเสียหายที่มีต่ออาคารและสิ่งปลูกสร้าง
ทั้งโรงแรม รีสอร์ต ที่พักริมชายทะเล เสียหายไป 1 หมื่นล้าน
นักท่องเที่ยวงดการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมเสียหายไปมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ฯลฯ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความสูญเสีย
เชิงเศรษฐกิจของไทยในเบื้องต้นไว้ที่ 6-7 หมื่นล้านบาท
กระทบต่อจีดีพีประมาณร้อยละ 0.5

แม้ว่าจะเสียหายร้ายแรง
ทว่ารัฐบาลไทยในสมัยนั้นของ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร
ก็มีความสามารถขนาดอภิพญามหาโคตรฝีมือ
ความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยไปสู่มือปากผู้เดือดร้อน
ทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก
ประเทศไทยของเราจึงรื้อฟื้นคืนกลับมาสู่สถานะปกติได้ในเวลาอันสั้น
และไม่บอบช้ำมากนัก


เย็นของอังคารวันที่ 19 ตุลาคม 2553 ผมดูข่าวน้ำท่วม
ซึ่งขณะนี้มีผลเสียหายไปสู่พื้นที่มากมายหลายจังหวัดของประเทศไทย
ทว่า การกระดิกพลิกตัวของรัฐบาลไทยในสมัยนี้
เป็นไปอย่างด้อยประสิทธิภาพ กระจอกงอกง่อยและห่วยแตกที่สุด
ความเสียหายแผ่ไปในบริเวณกว้างขวางอย่างนี้
ปากของผู้บริหารประเทศทุกคนจะต้องไม่พูดถึงเรื่องอื่นใด
นอกจากจะแหกปากสั่งการแก้ไขปัญหา
และสร้างความเชื่อมั่นในการช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้พ้นภัยวิบัติให้ได้
รวมทั้งต้องมีการประกาศกรณีอุทกภัยขนาดใหญ่
ขนาดนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ท่านกลับทำตรงกันข้าม


นักวิชาการของปลอมบ้าง จริงบ้าง
ซึ่งความรู้ไม่ค่อยมี ดีแต่คอยจ้องมองสถานการณ์ด้านต่างๆ
เพื่อใช้พาหน้าตัวเองมาแหกปากพูดหน้าจอโทรทัศน์
โดยเฉพาะสถานีหอยม่วง ในสถานการณ์น้ำท่วมหนัก
และมากอย่างที่กำลัง เป็นอยู่ พวกเอ็งควรต้อง present face
หรือเสนอหน้ามาสนทนาทางหน้าจอทีวี
ในเรื่องภัยของการทำไม้ซุง เรื่องเขื่อน เรื่องการขยายพื้นที่เมือง
ช่วยรณรงค์ในระดับประเทศและระดับโลก
รวมทั้งชุมนุมสุมปาก
เพื่อเสนอแนะรัฐบาลให้ทำงานแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ไม่มีไอ้พวก "เคยจ้อ" เหล่านี้ เสนอหน้าออกมาเลยสักคน

น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้
ผมมองเห็นความสามารถอันกระจอกงอกง่อยน้อยนิดของผู้คนในรัฐบาลนี้
ได้อย่างแจ่มชัดถนัดนัก
คนละเรื่องกับความสามารถของรัฐบาลไทยสมัยที่แก้ไขสึนามิ
หรือแม้แต่ในสมัยที่พายุเกย์ถล่มภาคใต้เมื่อ พ.ศ.2532
การแก้ไขภัยพิบัติของรัฐบาลไทยในตอนโน้น ก็ยังเก่งกว่ารัฐบาลในยุคนี้มากนัก
http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/120285



ปภ.สรุปอุทกภัยรายวันท่วมแล้ว 31 จว.ราษฎรเดือดร้อนกว่า 8 แสนครัวเรือน

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000149918



ผู้ประสบน้ำท่วมส่วนใหญ่หวังให้นายกฯ มีบทบาทช่วยเหลือมากที่สุด

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000149963


สังเวยพิษน้ำท่วมแล้ว 38 ศพ

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000149745



http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9842170/P9842170.html

สุดยอดผู้นำ?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนักเกือบครึ่งค่อนประเทศ

ตัวเลขปลายสัปดาห์เดือดร้อนแล้วกว่า 450,000 ครัวเรือน เกือบ 1,300,000 คน เสียชีวิต 17 ราย

ไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สินบ้านเรือน พืชผลการเกษตร การปศุสัตว์ว่าพินาศย่อยยับขนาดไหน

หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนระดมสรรพกำลังช่วยซับน้ำตากันเต็มที่

ข้าว ของเครื่องใช้ เสื้อผ้านุ่งห่ม หยูกยา อาหารแห้ง น้ำดื่ม ฯลฯ ที่ได้จากการบริจาค ถูกนำมาจัดสรรกระจายไปยังพื้นที่ 29 จังหวัดประสบภัย

เห็นแล้วน่าปลื้มใจคนไทยไม่ทิ้งกัน

ขณะเดียวกันในมุมของนักการเมืองไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

เป็นจังหวะดีที่จะได้ตอบแทนบุญคุณชาวบ้านที่อุตส่าห์เลือกบรรดาทั่นๆ เข้าไปนั่งเป็นผู้แทน

ใครฉวยโอกาสหาเสียงกันตอนนี้คงไม่มีใครใจร้ายต่อว่าต่อขาน แต่ก็อย่าสร้างภาพ'ดราม่า'เกิน

เดี๋ยวจะดู'เฟก'


อย่างกองเชียร์บางพรรคที่พยายามป่าวประกาศว่า

การที่นายกฯอภิสิทธิ์ เดินสายลงตรวจพื้นที่น้ำท่วม เยี่ยมเยียนชาวบ้านที่ประสบความเดือดร้อนติดต่อกันหลายวันในช่วงนี้

แสดงถึงความเป็น'สุดยอดผู้นำ'

พร้อมจะยื่นมือช่วยเหลือชาวบ้านทุกภาคทุกจังหวัดโดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นพื้นที่สีแดงหรือสีไหน

ชาวบ้านประชาชนเองก็ต้อนรับอย่างดี

ได้เห็นนายกฯ (มาดคุณหนู) นั่งเรือท้องแบน(ลุยน้ำสูงแค่หัวเข่า) น้ำตาก็ไหลพรากๆๆ

ทั้งที่ความจริงไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลกพิสดารตรงไหน

เพราะการดูแลช่วยเหลือชาวบ้านผู้ตกทุกข์ได้ยาก มันก็เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาลอยู่แล้ว

ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ ทักษิณ สมัคร สมชาย หรือต่อให้สารวัตรเหลิม ก็ต้องทำอย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ทำอยู่ตอนนี้ทั้งนั้น

ถ้าไม่ทำสิถึงแปลก แถมยังจะโดนด่าว่าเป็นนายกฯภาษาอะไร(ฟะ)

ส่วนที่บอกว่านายกฯอภิสิทธิ์ กล้าลงไปพื้นที่จังหวัดภาคอีสานนั้น

ก็น้ำมันท่วมหนักที่ภาคอีสาน ถ้าไม่ไปภาคอีสานแล้วจะให้ไปภาคใต้หรืออย่างไร

แล้วที่บอกว่าไม่มีชาวบ้านมาคอยถือตีนตบขับไล่นายกฯ พร้อมกับทึกทักเอาว่าข้อขัดแย้งทางการเมืองได้สูญสลายหายไปกับสายน้ำแล้วนั้น

ถ้ามั่นใจอย่างนั้น น้ำลดเมื่อไหร่ ชาวบ้านกลับมาทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พิสูจน์ให้เห็นกันจะจะไปเลย

กล้ารึเปล่า?

"วิสุทธิ์"แถลงเปิดใจ! เหตุถูกเด้งพ้นภาค9 ทั้งที่เดินหน้าลุยบ่อน-พนันบอล

ที่มา มติชน

รายงาน ข่าวแจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่นายอภิสิทธิ์ นั่งเป็นประธานพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการ (รองผบช.) ผู้บังคับการ (ผบก.) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม โดยลงมติให้ย้าย พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รอง ผบช.ภ.9) มานั่งตำแหน่ง รองผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงตำรวจว่าถูกย้ายเก็บกรุ ทั้งที่ ระหว่างพล.ต.ต.วิสุทธิ์ ดำรงตำแหน่งรอง ผบช.ภ.9 กวดขันจับกุม บ่อนการพนัน โต๊ะพนันบอล ที่มีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ภาค 9 อย่างเข้มงวด จนเป็นที่พอใจของชาวบ้าน กลับถูกย้ายพ้นหน้าที่

รายงานข่าวแจ้ง ว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์จะนัดแถลงข่าว เพื่อเปิดใจถึงสาเหตุที่ถูกย้ายเก็บกรุ ในวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ

ลาภมิควรได้ หรือ ลาภลอย กรณีคืนเงิน 823 ล้านคดีที่ดินรัชดา

ที่มา มติชน



โดย สุษม ศุภนิตย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่กองทุนฟื้นฟูฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจด ทะเบียนนิติกรรมการโอนที่ดิน ถนนรัชดาภิเษกให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะนิติกรรมเป็นโมฆะ


ปรากฏ ว่า มีความเห็นที่แตกต่างหลายแนวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 7.5% รวมเป็นเงินจำนวน 823 ล้านบาทเศษเพราะเป็นลาภมิควรได้


นักกฎหมายบางท่านเห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องนิติกรรมเป็นโมฆะเพราะผิดกฎหมายตาม มาตรา 411ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลทำให้ไม่สามารถเรียกคืนเงินที่ชำระโดยผิดกฎหมายได้อันเป็นข้อยกเว้นหลัก ลาภมิควรได้


นักกฎหมายอาญาเห็นว่า กรณีเป็นความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญาเงินที่จ่ายเป็นค่าที่ดินเป็น ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ต้องถูกยึดเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

แต่เหตุผลในคำพิพากษาของศาลแพ่งมิได้อาศัยหลักกฎหมายดังกล่าว

น่า สังเกตว่า หลักกฎหมายลาภมิควรได้ที่ปรับใช้ในคดีนี้มิได้สอดรับกับผลของคดีหลักตามคำ พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันเป็นต้นเหตุของการฟ้องคดีเพิกถอนนิติกรรมในคดีนี้


แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเห็นว่า คุณหญิงพจมานมิได้มีความผิดและในคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างสุจริต


แต่ปัญหาน่าคิดอยู่ที่ว่า ถ้านิติกรรมซื้อขายที่ดินต้องห้ามตามกฎหมายที่ประสงค์จะควบคุมผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง(พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต พ.ศ.2542) จนเป็นเหตุให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องโทษจำคุก 2ปี การปรับหลักกฎหมายในคดีของศาลแพ่งควรถือเอาข้อเท็จจริงในคดีแรกเป็นสำคัญ ซึ่งผลควรเป็นว่า


1.นิติกรรม การซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะไม่มีผล ผูกพันในทางกฎมายถือว่า มิได้เกิดขึ้น มิใช่ถือว่า ให้กลับคืนสู่ที่เดิม เพราะในทางกฎหมายไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นในระหว่างโจทก์และจำเลย


ดัง นั้นเมื่อไม่มีนิติกรรมก็มิใช่กรณีผิดนัด ผิดสัญญาจึงมิใช่การคืนหนี้เงินที่มีดอกเบี้ย7.5% เพราะผิดนัดตามมาตรา 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด


2. เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะเพราะผิดกฎหมายเข้าลักษณะลาภมิควรได้อันเป็นกฎหมายที่ ใช้ในกรณีที่มีการได้และเสียทรัพย์ไปโดยมิได้รู้ว่าการได้และเสียนั้นไม่อาจ อ้างเอาไว้ได้ตามกฎหมาย


กฎหมายให้ความเป็นธรรมด้วยการคืนสิ่ง ที่ได้มาแก่กันเฉพาะกรณีที่ มิใช่การทำผิดข้อห้ามตามกฎหมายและ พิจารณาความสุจริตของคู่กรณีเป็นสำคัญ หากต่างก็สุจริตให้คืนทรัพย์เท่าที่ยังคงเหลือ ส่วนดอกผลของทรัพย์ที่ได้มาต้องคืนให้เจ้าของทรัพย์เมื่อถูกเรียกคืน


ใน คดีนี้หากโจทก์(กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินผู้ ขายที่ดิน)ไม่อ้างมาตรา 411 ในคำฟ้องและต่างสืบได้ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสุจริต(อันเป็นประเด็นที่น่าคิดอย่างยิ่ง) กรณีก็ไม่ใช่หนี้เงินตามมาตรา224 แต่อย่างใด


ศาลแพ่งเห็นว่า เป็นเรื่องคืนเงินตามมาตรา412 แต่ มิได้ปรับบทมาตรา 415 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องการคืนดอกผล ในกรณีนี้ดอกผลของเงินคือดอกเบี้ยที่มิใช่ดอกเบี้ย7.5%เพราะผิดนัดแต่อย่าง ใดเพราะมิใช่เรียกให้ใช้ค่าเสียหายเพราะผิดสัญญา


ดัง นั้นที่ถูกก็กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯน่าจะคืนดอกเบี้ยเงินค่าที่ดิน ที่รับไว้ตามอัตราตลาดในขณะที่ถูกเรียกคืนคงมิใช่คิดง่ายๆ คือ7.5%


3. เหตุผลของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯในการยอมคืนเงินแก่คุณหญิงพจมานโดยไม่ อุทธรณ์ตามที่ออกประกาศแถลงให้ทราบ หากพิจารณาด้วยหลักกฎหมายดูเหมือนจะมิได้ใช้กฎหมายเล่มเดียวกันกับที่สอนใน โรงเรียนกฎหมายในเมืองไทย แม้จะมีการอ้างความเห็นของอัยการฝ่ายคดีแพ่งก็ตาม คงไม่มีข้อสันนิษฐานเป็นประการอื่น


นอกจากจะต้องสรุป ว่า อาจถึงเวลาต้องปิดโรงเรียน หรือคณะนิติศาสตร์หรือมิฉะนั้นก็ฉีกตำรากฎหมายทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะเราไม่ใช้กฎหมายเป็นหลักในการแก้ปัญหา กลายเป็นว่า หรือนักกฎหมายกลับเป็นปัญหาเสียเอง
--------------------------------------------------
หมายเหตุ

มาตรา 411 บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือ ศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่

มาตรา 412 ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่งท่านว่า ต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน

มาตรา 415 บุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ย่อมจะได้ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่
ถ้าผู้ที่ได้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อใด ให้ถือว่าผู้นั้นตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่เรียกคืนนั้น

ผงะ"ชวน"บอก"มาร์ค" เหตุคนตาย "เพราะฆ่ากันเอง"

ที่มา ข่าวสด





เผยพอใจสู้คดียุบปชป.

เมื่อเวลา 20.10 น.วันที่ 24 ตุลาคม ที่ สนามหน้าศาลากลาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำ ส.ส.ของพรรคประมาณ 20 คน ไปปราศรัยหาเสียงช่วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีประชาชนรับฟังประมาณ 2,000 คนท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

นายชวน กล่าวว่า แม้ระยะเวลาอายุรัฐบาลไม่แน่นอน สิ่งสำคัญจะต้องทำกฎหมายฉบับออมแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้เสร็จ เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญได้มีหลักประกันในชีวิต ซึ่งรัฐบาลผสมไม่ราบรื่น ต้องช่วยกันทำงานไม่ใช่ช่วยกันโกง ใครผิดต้องรับโทษในมาตรฐานเดียวกัน

นายชวน กล่าวด้วยว่า บ้านเมืองจำเป็นต้องมีรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่คนกลุ่มมีเป้าหมายเผาบ้านเผาเมืองทำลายบ้านเอง จึงบอกนายอภิสิทธิ์ อย่าลาออกเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ จะหมดกำลังใจไม่ได้ ที่มีคนตายเพราะพวกเขาฆ่ากันเอง

นายชวนกล่าวอีกว่า ถูกประชาชนถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบหรือไม่ ได้นายบัญญัติเป็นหลักแก้ข้อกล่าวหา บัดนี้คดีใกล้จบแล้ว ศาลได้นัดให้แถลงด้วยวาจาในวันที่ 29 พ.ย.นี้จะนัดฟังคำตัดสินเลยหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่ทางพรรคได้ร่างคำแถลงการณ์เสร็จแล้ว มีจำนวน 108 หน้า วันที่ 26 ต.ค.เวลา 14.00 น.ทีมกฎหมายของพรรคจะประชุมพิจารณาในคำร่างดังกล่าวถ้าตกลง วันที่ 27 ต.ค.จะพิมพ์เสร็จวันรุ่งขึ้นจะไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

“เราพอใจในการทำคดี ไม่อยากพูดว่าชนะ แต่เราไม่ประมาท เพราะมีการบิดเบือนให้ร้ายคุณวิรัช ร่มเย็น ซึ่งไปแจ้งความแล้วมาพบตน จึงดูแล้วว่าไม่จบง่าย เนื่องจากลามไปถึงคนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแปลกที่มีการบันทึกภาพในการประชุมตุลาการได้ ทั้งหมดเราพูดได้เต็มปากว่าไม่ได้ทำอะไรผิดและเราจะไม่ยอมทำผิดต่อกระบวนการ พิจารณา ”นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวอีกว่า คดีนี้บอกได้ว่าพอใจการไต่สวนพยาน ถือว่าช่วงจากนี้จะไม่พูดจนกว่าจะตัดสินคดี ถ้าโชคร้ายพรรคถูกยุบก็ให้เลขาธิการพรรคว่ากันต่อไป แต่เชื่อกฎแห่งกรรมที่ใครทำอะไรไม่ดีไว้

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวว่าการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เป็นทำเทียบของพรรคที่มีการตั้ง เวทีปราศรัยในทุกอำเภอก่อนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายแต่ถึงแม้ปิด เวทีก็จะเดินพบปะประชาชนเพื่อขอคะแนนต่อไป