ที่มา ประชาไท
ประวิตร โรจนพฤกษ์

คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
ประวิตร โรจนพฤกษ์

ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 ตุลาคม 2553
จดหมายจากกลุ่ม Progressive Democracy Group ถึง เลขาธิการสหประชาชาติ / 26 ตุลาคม 2553
Letter to Ban Ki-Moon on Human Rights in Thailand
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จดหมายจากกลุ่มคนเสื้อแดงถึง ดร.บันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ / 26 ตุลาคม 2553
Letter to Ban Ki-Moon
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กลุ่ม 24 มิถุนายน / 26 ตุลาคม 2553
บัน คี มุน มาไทยจับมืออภิสิทธิ์ กลุ่ม 24 มิถุนา ยื่นหนังสือแสดงความเสียใจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Conor David Purcell's letter to the United Nation / 26 October 2010
Letter to the Secretary-General United Nation by Conor David Purcell
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จรัล ดิษฐาอภิชัย ส่งจมหมายถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ / 20 มิถุนายน 2553
Jaran Ditapichai's complaint_to_UN_HRC
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จรรยา ยิ้มประเสริฐ รวมรายชื่อกว่า 9,000 ชื่อ / 17 พฤษภาคม 2553
Urgent Call
ลงชื่อเพิ่มเติมที่ http://www.petitiononline.com/10310/petition.html
ที่มา Thai E-News
หน้าตาของประเทศในสายตาโลก?!-ระบอบ ปกครองหุ่นเชิดอำมาตย์รีบไปตั้งรั้วกีดขวาง และนำกำลังตำรวจไปปิดกั้นคนเสื้อแดงตั้งแต่เช้ามืด โดยอ้างว่าเพื่อรักษาหน้าตาของประเทศ ในระหว่างที่ตัวแทนเสื้อแดงจะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนเลขาธิการUNช่วงบ่าย วันนี้ พร้อมกับมีคนเสื้อแดงเตรียมไปเป็นสักขีพยานการยื่นหนังสือร้องทุกข์อย่าง คึกคัก(ภาพจากบอร์ดInternet freedom)

คน เสื้อแดงพร้อมต้อนรับและยื่นหนังสือต่อนายบัน คี มูน เลขาธิการ UN ที่เดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 26 ตุลาคมนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีแกนนำและการจัดตั้งใดๆ โดยมีหลายกลุ่มที่ต่างก็เตรียมหนังสือของตนเองเข้ายื่นร้องทุกข์ บางกลุ่มนัดกันตั้งแต่ 10 โมงเช้า บางกลุ่มนัดตอนเที่ยง ขณะที่นปช.แดงทั้งแผ่นดินนำโดยนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เวลาเข้ายื่นหนังสือในเวลา 13.00-14.00 น. โดยมีการนัดหมายกันแบบปากต่อปากให้มารวมตัวกันต้อนรับเลขา UN ให้มากที่สุด เพราะนี่อาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่เสื้อแดงมีช่วงเวลาที่จะได้ร้องทุกข์ไป สู่สายตาชาวโลก (ดูคลิปมิวสิกวิดิโอยื่นหนังสือต่อเลขาUN)
ส่วน ท่านที่จะเดินทางมาด้วยรถเมล์เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด สายรถเมล์ที่ผ่านหน้าสำนักงาน UN ประจำประเทศไทย ถนนหลานหลวง-ราชดำเนิน ประกอบด้วย สาย 503 รังสิต - สนามหลวง,509 อู่บางแค (วัดม่วง) - หมอชิต 2,สาย 70 หมู่บ้าน ประชานิเวศน์ 3 -สนามหลวง ส่วนการเดินทางทางเรือ นั่งเรือโดยสารคลองแสนแสบมาลงท่าผ่านฟ้า แล้วเดินมาที่หน้าUN

Prayuth warned the Redshirt not to gather infront of the Un building during the stay of Secretary Bun Ki Moon in Bangkok,the Government also warned them not to do anything that will make the country "Lose Face"..or "Pra-jarn" thailand to the world...ha-ha-ha , Does this government still think that Thailand has a "Face" to save? They must have an illusion that the whole world is blind to what is going on in this country. This government has shown thier ugly 'Face" to the world already.so, what kind of face they want to save.The "Land of Smile" is now "The Land of Tears"Poor, poor Thailand...how much longer Thai people have to suffer under this govenrment from hell.? Red Grandma.(การที่ประยุทธ์ห้ามคนเสื้อแดงมาต้อนรับบัน คี มูน อ้างว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียหน้า หรือประจานประเทศนั้น ยายหละขำจริ๊ง ประเทศไทยยังเหลือหน้าตาให้ต้องรักษาอีกรึ? ตอนนี้ก็มีแต่ภาพมายาเท่านั้นเอง เพราะระบอบปกครองรัฐบาลนี้ก็โชว์หน้าตาสุดแสนอัปลักษณ์ต่อชาวโลกไปมากแล้ว จะบอกว่าเป็น"สยามเมืองยิ้ม"ก็คงไม่ไหวแล้วหละมัง น่าจะเป็น"สยามแดนน้ำตาและทุกข์ยาก" จะต้องอีกนานแค่ไหนน้อ ที่คนไทยต้องทุกข์ทนกับระบอบปกครองจากขุมนรกนี้หนอ/คุณยายเสื้อแดง)
Stop Human Rights Violation
Free Political Prisoners
Lift State Emergency Decree
We Need Justice
No Double Standard
Thailand Need Democracy
We Are People, Not Terrorists
1.ให้เปิดเผยรายขื่อผู้ถูกกุมขังที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมด
2.ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด
3.ให้เร่งเปิดเผยผลสอบสวนกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพฤษภาคม เพื่อนำตัวผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมาย
และขอบอกพี่น้องเสื้อแดงนะครับว่า งานอย่างนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โลกเลย ที่จะมีประชาชนในประเทศไหนๆ ในพื้นพิภพมารวมตัวกันต้อนรับเลขาธิการสหประชาชาติ และมาเรียกร้องความยุติธรรมโดยตรงต่อสหประชาชาติ นี่เป็นครั้งแรก และอาจจะเป็นปฐมบทของสหประชาชาติที่เพิ่งจะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในโลก ผมยืนยันครับ งานนี้เป็นครั้งแรกในโลกแล้ว ที่คนเสื้อแดงจะร่วมกันทำ และจะได้เห็นว่านานาประเทศเขามองบ้านเมืองเราอย่างไร ไม่ต้องสนใจข่าวให้ร้ายจากฝากฝั่งรัฐบาลที่มันจะต้องมาร้องแรกแหกกระเชอว่า อย่าชุมนุม จะเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศไทย ในสายตาชาวโลก มันจะโฆษณาผ่านสื่อเหี้ยๆว่าเราเลว อย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ เราเดินหน้าเต็มตัว ลุยให้เต็มที่ พิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าสหประชาชาติกับอเมริกามันเนื้อเดียวกันอีกไหม ที่จะกดข่มประชาชนตาดำๆของประเทศนี้ให้คนส่วนน้อยที่คิดชั่วปกครอง ช่วยกันครับ เผยแผ่ข้อความชักชวนกันให้เต็มที่
ที่มา Thai E-News

แก้ภาพ-หลัง จากถูกวิจารณ์มานานว่าทำตัวเป็นคุณหนูตรวจน้ำท่วม ตีนไม่ยอมเปียกน้ำ แถมใส่ชูชีพซะเว่อร์ ล่าสุดมาร์คเริ่มลุยน้ำระดับครึ่งแข้ง โยนชูชีพทิ้งหันมาใช้ผ้าขะม้าคาดพุงแทน ที่เมืองนนท์ แล้วก็ขนหน้าม้ามากรี๊ด(ภาพข่าว:REUTERS)


ทัพเรือแจวเสื้อแดง! น้ำใจ จากคนจนไปช่วยเหลือคนจน ไม่ต้องสวมเสื้อชูชีพ ไม่ต้องออกทีวี ก็ไปช่วยได้ ณ เมืองอโยธยา (พระนครศรีอยุธยา) (ขอบคุณภาพจากคุณหงส์ศาลาแดง เว็ป IE)
ที่มา Thai E-News
คน เสื้อแดงเตรียมตัวต้อนรับและยื่นหนังสือต่อนายบัน คี มูน เลขาธิการ UN ที่จะเดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 26 ตุลาคมนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีแกนนำและการจัดตั้งใดๆ โดยมีหลายกลุ่มที่ต่างก็เตรียมหนังสือของตนเองเข้ายื่นร้องทุกข์ บางกลุ่มนัดกันตั้งแต่ 10 โมงเช้า บางกลุ่มนัดตอนเที่ยง ขณะที่นปช.แดงทั้งแผ่นดินนำโดยนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เวลาเข้ายื่นหนังสือในเวลา 13.00-14.00 น. โดยมีการนัดหมายกันแบบปากต่อปากให้มารวมตัวกันต้อนรับเลขา UN ให้มากที่สุด เพราะนี่อาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่เสื้อแดงมีช่วงเวลาที่จะได้ร้องทุกข์ไป สู่สายตาชาวโลก (ดูคลิปมิวสิกวิดิโอยื่นหนังสือต่อเลขาUN)
Stop Human Rights Violation
Free Political Prisoners
Lift State Emergency Decree
We Need Justice
No Double Standard
Thailand Need Democracy
We Are People, Not Terrorists
1.ให้เปิดเผยรายขื่อผู้ถูกกุมขังที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมด
2.ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด
3.ให้เร่งเปิดเผยผลสอบสวนกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพฤษภาคม เพื่อนำตัวผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมาย
และขอบอกพี่น้องเสื้อแดงนะครับว่า งานอย่างนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โลกเลย ที่จะมีประชาชนในประเทศไหนๆ ในพื้นพิภพมารวมตัวกันต้อนรับเลขาธิการสหประชาชาติ และมาเรียกร้องความยุติธรรมโดยตรงต่อสหประชาชาติ นี่เป็นครั้งแรก และอาจจะเป็นปฐมบทของสหประชาชาติที่เพิ่งจะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในโลก ผมยืนยันครับ งานนี้เป็นครั้งแรกในโลกแล้ว ที่คนเสื้อแดงจะร่วมกันทำ และจะได้เห็นว่านานาประเทศเขามองบ้านเมืองเราอย่างไร ไม่ต้องสนใจข่าวให้ร้ายจากฝากฝั่งรัฐบาลที่มันจะต้องมาร้องแรกแหกกระเชอว่า อย่าชุมนุม จะเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศไทย ในสายตาชาวโลก มันจะโฆษณาผ่านสื่อเหี้ยๆว่าเราเลว อย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ เราเดินหน้าเต็มตัว ลุยให้เต็มที่ พิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าสหประชาชาติกับอเมริกามันเนื้อเดียวกันอีกไหม ที่จะกดข่มประชาชนตาดำๆของประเทศนี้ให้คนส่วนน้อยที่คิดชั่วปกครอง ช่วยกันครับ เผยแผ่ข้อความชักชวนกันให้เต็มที่
ที่มา ประชาไท
ถ้าฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ในประเทศที่กำลังมีภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี
กินพื้นที่กว่า 30 จังหวัดหรือเกือบครึ่งประเทศ
ผู้คนเดือดร้อนหลายล้านคน
เป็นเวลายาวนานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม
…. ฉันจะ
ฉัน จะสั่งทำถุงยังชีพ ให้ข้างถุงเขียนว่า “มาจากภาษีประชาชน” ไม่ต้องให้ใครได้ “เอาหน้า” เพราะประชาชนเป็นคนทำงานเสียภาษีให้รัฐทุกปีอยู่แล้ว
ฉันจะจัดตั้ง “ศูนย์กลางแก้วิกฤติ” อย่างด่วนที่สุด ไม่รอให้เนิ่นช้ากว่า 7 วัน ไม่ปล่อยให้ “รัฐบาล” ซึ่งกินภาษีประชาชน ทำงานเชื่องช้ากว่าประชาชนด้วยกันเอง
ฉันจะเอา “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ศอฉ.” นั่นแหละมาปัดฝุ่นแล้วลุยงานเลย เพราะฉันเชื่อว่า “น้ำท่วม” ก็เป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน” ของชาติเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะภารกิจปราบม็อบเสื้อแดงเท่านั้นที่ฉุกเฉิน
ฉันจะตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าศูนย์ เพราะฉันคือผู้นำประเทศ และนี่คือช่วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำ
ฉัน จะไม่ตั้งที่ปรึกษาฯของฉันซึ่งไม่มีอำนาจอะไรทางกฏหมาย เป็นหัวหน้าศูนย์ โดยเฉพาะหากที่ปรึกษาคนนั้นเคยต้องลาออกจากตำแหน่งการเมืองด้วยเรื่องอื้อ ฉาวในอดีต
ฉันจะเอาข้อมูลทั้งหมดมาประมวลในภาพกว้าง ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่า “น้ำ” ที่ท่วมหนักที่สุดในรอบ 50 ปีนั้นมาจากไหน มาอย่างไร มาเมื่อไหร่ แล้วมันแตกต่างจากน้ำในปีก่อนๆอย่างไร และทำไมถึงต่าง
ฉันจะต้องรู้ด้วยว่าพื้นที่ไหนบ้างที่เดือดร้อนไป แล้ว พื้นที่ไหนกำลังเดือดร้อนในตอนนี้ และ พื้นที่ไหนที่น้ำจะท่วมต่อไปในวันพรุ่งนี้
และที่สำคัญคือ เมื่อไหร่ทุกอย่างจะคลี่คลาย
พื้นที่ ไหนกำลังเดือดร้อน ฉันจะจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ (แดง เหลือง เขียว) ฉันอยากรู้ด้วยว่าในพื้นที่แต่ละแบบนั้นมีประชาชนอยู่กี่คน จุดไหนบ้าง พื้นที่ไหนเป็นสภาพเมือง พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่การเกษตร ฉันจะได้ส่งการช่วยเหลือไปอย่างเหมาะสม
ฉันจะกำหนดให้ศูนย์กลางแก้วิกฤติเป็นมากกว่า “คนประสานงาน” ระหว่างหน่วยงานราชการที่เชื่องช้า
ศูนย์กลางของฉันจะต้องทำหน้าที่ “บริหารทรัพยากร” ที่มีอยู่ให้ใช้ไปอย่างถูกที่ ถูกเวลา ด้วย
เงินทองที่เบิกจ่ายต้องโปร่งใสรวดเร็ว
ประมวลข้อมูลจากภาคสนามอย่างทันท่วงที
และประสานรับ “น้ำใจ” จากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น ศูนย์ของฉันจะมีข้อมูลรายละเอียดว่าวันนี้ อำเภอไหนบ้างที่ขาดไฟฉายเข้าขั้นวิกฤต
ตำบลใดรับข้าวสารไปหุงกินเองได้ ตำบลใดต้องการอาหารสำเร็จรูปมากกว่า
เส้นทางไหนต้องใช้เรือ ใช้กี่ลำ มีคนติดอยู่แถวนั้นกี่คน
ฉันจะรู้ด้วยว่าถึงนาทีนี้ข้าวสาร น้ำดื่ม ทั้งที่จัดซื้อมาเอง และประสานกับภาคเอกชนนั้น มีกี่ขวด
แจกจ่ายไปจุดไหนบ้างแล้ว ไปถึงที่หมายช้าเร็วแค่ไหน
มีใครได้เกินความจำเป็นหรือไม่ มีใครที่ขาดแคลนอย่างหนักแต่ยังไม่ได้หรือเปล่า
เงิน บริจาคทุกบาทจะต้องทำบัญชี แสดงที่มาที่ไป หน่วยงานไหนรับบริจาคมาเท่าไหร่ ต้องแสดงให้ชัดเจน เพราะมันจะมีผลต่อการกล่าวอ้างเพื่อยกเว้นภาษี อีกทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อฉลโดยใช้ความเดือดร้อนของคนร่วมชาติเป็น เครื่องมือ
อ้อ .. ฉันจะแจ้งให้กลุ่ม “ชาตินิยม” ทั้งหลายทราบด้วยว่า ตอนนี้แหละคือเรื่องของ “ชาติ” จริงๆ เพราะมันคือเรื่องของคนตัวเป็นๆที่อยู่ในประเทศเดียวกัน ไม่ใช่ที่ดินผืนน้อยที่มีปัญหามาแต่โบราณ ใครอยากกู้ชาติ อยากพลีชีพ เชิญได้เต็มที่ในครั้งนี้ อย่ามัวแต่ไปต่อแถวกินโดนัท
ฉันจะต้องรู้ด้วยว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ในแต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัดนั้นมีที่ไหนบ้าง จุดไหนที่สามารถอพยพผู้คนเข้าไปได้ จุดไหนยังเสี่ยง
ฉัน จะจัดทำแผนอพยพที่ชัดเจน จะไปเส้นทางใด ใช้พาหนะใด ใช้เวลาเดินเท่าไหร่ และที่สำคัญ วันนี้ปลอดภัยแล้วพรุ่งนี้จะปลอดภัยไหม ข้อมูลวิทยาศาสตร์ทำนายว่าอย่างไร
ดังนั้นหากรู้ว่า น้ำกำลังไหลจาก อำเภอ ก. ไป อำเภอ ข. ภายใน 12 ชั่วโมง ฉันจะได้สั่ง “อพยพ” ผู้คนได้ล่วงหน้า ทันเวลา ไม่ใช่เพียงแต่ทำงาน “ตามปัญหา”
ด้วยความ ที่ฉัน (และศูนย์กลางของฉัน) มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน เห็นภาพกว้างที่สุด ฉันจะสามารถ “ประสาน” แนวทางการทำงานของแต่ละกลุ่ม ทั้งส่วนราชการต่างๆ หรือส่วนเอกชนอย่างอาสาสมัครกู้ภัย หรือกระทั่งสื่อมวลชน
ทุกคนจะได้ทำงานไปใน “ทาง” เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน และได้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซ้ำซ้อน ลักลั่น ไร้ทิศทาง
ฉัน เชื่อว่าในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ การส่งทรัพยากรอันจำกัดไปให้ถูกที่ ถูกเวลา นั้นสำคัญมาก – ใครขาดน้ำดื่มต้องได้น้ำดื่ม ใครขาดอาหารแห้งต้องได้อาหารแห้ง ใครป่วยต้องได้ถูกเคลื่อนย้ายออกมาทันที – เพราะการใช้ทรัพยากรไปหนึ่งครั้ง มันมีค่าเสียโอกาสอยู่ด้วย
เรือที่ออกไปแจกข้าวสาร สามารถใช้ไปรับคนป่วยได้เช่นกัน
เราเพียงต้องรู้ให้ชัดว่าเมื่อไหร่ควรใช้อะไร ทำอะไร เพื่ออะไร
ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ มันต้องมีข้อมูลมุมกว้าง และต้องตัดสินใจอย่างจากภาพรวม
สำหรับ พื้นที่ไหนที่น้ำยังไปไม่ถึง ฉันจะสั่งให้รีบ “เตรียมตัว” รับมือ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเอากระสอบทรายมา “กั้น” น้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึงการเตรียมทางหนี ทีไล่ ระบบแจ้งเตือน จัดพื้นที่ปลอดภัยไว้รอรับปัญหา จัดอาหาร ยารักษาโรค ไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน
พื้นที่ ไหนน้ำเริ่มลดแล้ว ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการ “แจกเงิน” อย่างมักง่ายเพียงอย่างเดียว เพราะฉันรู้ดีว่าเงินมีจำกัด และในสภาวะฉุกเฉินนั้น เงินอาจไม่ต่างจากกระดาษปึกหนึ่ง ที่อาจเอาไปซื้ออาหารมากินได้ไม่กี่มื้อ
ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชน ในช่องทางอื่นด้วย เช่น อาจได้เวลาปล่อยสต๊อกข้าวในยุ้งของรัฐ อาจประสานงานกับภาคเอกชนว่าต้องการ “สินค้าเกษตร” เป็นของบริจาค และ อาจเอางบประมาณฉุกเฉินมา “จ้างงาน” ผู้ประสบภัยให้ “ทำอาหาร” แจกจ่ายคนอื่นๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยประชาชนได้ถึงสองต่อ (มีงานทำ ได้เงิน มีกิน) – ฉันหวังว่าไอเดียแบบเด็ก ป.4 ของฉันจะไม่ไร้เดียงสาเกินไปนัก
ฉันจะทำงานด้วยสำนึกในกะโหลกว่า “ผู้นำ” ประเทศมีหน้าที่รับทราบข้อมูล ประมวลผลในภาพกว้าง กำหนดกลยุทธ์ แนวทาง เป้าหมาย และ “ตัดสินใจ” ในทางเลือกสำคัญๆ
ผู้นำประเทศไม่ได้มีหน้าที่เพียง “รับฟัง” แล้วปล่อยให้ลูกน้องทำงานไปวันๆตามมีตามเกิด
ฉันรู้ดีว่าแนวทางเช่นนี้สำคัญมากในการ “บริหารวิกฤติ” และในฐานะ “นายกฯมือใหม่” ฉันจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด
เพราะจะว่าไป “น้ำท่วม” อาจเป็นภัยพิบัติที่ “เบา” ที่สุดแล้ว หากเทียบกับ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ หรือ ไวรัสระบาด
ฉัน จะไม่ออกเดินทางพร่ำเพรื่อ หรือหากจะออกภาคสนาม ก็จะใช้ทรัพยากร (เช่น เจ้าหน้าที่ หรือ ยานพาหนะ) อย่างน้อยที่สุด เพราะสิ่งเหล่านั้นควรถูกนำไป “แก้ปัญหา” มากกว่ามาดูแลฉัน
ฉันจะพูดให้น้อย ทำงานให้มาก พูดเฉพาะเรื่องสำคัญๆ
เพราะรัฐบาลของฉันมีโฆษกกินเงินเดือนอยู่แล้ว
ฉันไม่อยากไปแย่งงานเขา ….
ที่มา:http://www.roodthanarak.com/
ที่มา Thai E-News
คน เสื้อแดงเตรียมตัวต้อนรับและยื่นหนังสือต่อนายบัน คี มูน เลขาธิการUN ที่จะเดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 26 ตุลาคมนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีแกนนำและการจัดตั้งใดๆ โดยมีหลายกลุ่มที่ต่างก็เตรียมหนังสือของตนเองเข้ายื่นร้องทุกข์ บางกลุ่มนัดกันตั้งแต่ 10 โมงเช้า บางกลุ่มนัดตอนเที่ยง ขณะที่นปช.แดงทั้งแผ่นดินนำโดยนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เวลาเข้ายื่นหนังสือในเวลา 14.55น. โดยมีการนัดหมายกันแบบปากต่อปากให้มารวมตัวกันต้อนรับเลขาUNให้มากที่สุด เพราะนี่อาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่เสื้อแดงมีช่วงเวลาที่จะได้ร้องทุกข์ไป สู่สายตาชาวโลก (ดูคลิปมิวสิกวิดิโอยื่นหนังสือต่อเลขาUN)
Stop Human Rights Violation
Free Political Prisoners
Lift State Emergency Decree
We Need Justice
No Double Standard
Thailand Need Democracy
We Are People, Not Terrorists
1.ให้เปิดเผยรายขื่อผู้ถูกกุมขังที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมด
2.ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด
3.ให้เร่งเปิดเผยผลสอบสวนกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพฤษภาคม เพื่อนำตัวผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมาย
และขอบอกพี่น้องเสื้อแดงนะครับว่า งานอย่างนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โลกเลย ที่จะมีประชาชนในประเทศไหนๆ ในพื้นพิภพมารวมตัวกันต้อนรับเลขาธิการสหประชาชาติ และมาเรียกร้องความยุติธรรมโดยตรงต่อสหประชาชาติ นี่เป็นครั้งแรก และอาจจะเป็นปฐมบทของสหประชาชาติที่เพิ่งจะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในโลก ผมยืนยันครับ งานนี้เป็นครั้งแรกในโลกแล้ว ที่คนเสื้อแดงจะร่วมกันทำ และจะได้เห็นว่านานาประเทศเขามองบ้านเมืองเราอย่างไร ไม่ต้องสนใจข่าวให้ร้ายจากฝากฝั่งรัฐบาลที่มันจะต้องมาร้องแรกแหกกระเชอว่า อย่าชุมนุม จะเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศไทย ในสายตาชาวโลก มันจะโฆษณาผ่านสื่อเหี้ยๆว่าเราเลว อย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ เราเดินหน้าเต็มตัว ลุยให้เต็มที่ พิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าสหประชาชาติกับอเมริกามันเนื้อเดียวกันอีกไหม ที่จะกดข่มประชาชนตาดำๆของประเทศนี้ให้คนส่วนน้อยที่คิดชั่วปกครอง ช่วยกันครับ เผยแผ่ข้อความชักชวนกันให้เต็มที่
ที่มา thaifreenews
โดย Porsche
ที่มา thaifreenews
โดย Porsche
ที่มา thaifreenews
โดย Porsche
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51