WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 27, 2010

คุณทักษิณเริ่มลุยหาเสียงด้วยนโยบายแล้ว นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



จากข่าวนี้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288165467&grpid=00&catid=

การ ต่อสู้ทางการเมืองนั้น นอกจากเรื่องประชาธิปไตยแล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราละเลยไม่ได้คือ เรื่อง "นโยบายบริหารประเทศ" ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของพรรคไทยรักไทยเดิมในอดีต และเป็นทุนทางสังคมและความเชื่อมั่นให้กลับฝ่ายเสื้อแดงและท่านนายกฯทักษิณ ในขณะนี้

แต่สามสี่ปีที่ผ่านมา เราเน้นเรื่องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรมมาก จนไปกลบจุดเด่นเรื่อง "นโยบายบริหารประเทศ" ไป ซึ่งผมเคยกังวลว่า หากปล่อยไป ไม่ทำให้บลูมอีก เราก็จะขาดพลังในส่วนนี้ไป

ที่ จริงคนรากหญ้าที่สนับสนุนคนเสื้อแดง เพราะเขาหวังว่า เมื่อเขามีประชาธิปไตยแล้ว เขาจะมีรัฐบาลที่มีนโยบายที่ดีเพื่อให้ชีวิตเขาดีขึ้นเหมือนในยุคที่พรรคไทย รักไทยเป็นรัฐบาล

ตอนนี้ท่านนายกฯทักษิณ หันมาเน้นการนำเสนอด้านนโยบายผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะท่านนายยกฯทักษิณ มีเครดิตที่ชาวบ้านเชื่ออยู่แล้วว่าสิ่งที่ท่านพูด นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ นี่เป็นข้อได้เปรียบของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน แม้พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่นๆ จะเกทับ แต่ยุคนี้ "ความน่าเชื่อถือ" สำคัญกว่า "คำพูดคุยโตลอยๆ " ยิ่งนายอภิสิทธิ์ด้วยแล้ว ผมไม่คิดว่าจะมีใครเชื่อเรื่องคำสัญญาด้านนโยบาย

ผมไม่ได้หมายความ ว่า "เราจะต้องหย่อน" การรณรงค์ด้านประชาธิปไตยนะครับ อาจแบ่งหน้าที่กันโดย "คนเสื้อแดง" จะมุ่งเน้นด้านการต่อสู้ทางการเมือง เรื่องประชาธิปไตย ความเป็นธรรม สองมาตรฐานและอื่นๆ

ส่วนพรรคเพื่อไทย ให้มุ่งนำเสนอด้านนโยบาย รายละเอียดวิธีบรรลุผลด้านนโยบายต่างๆ

เป็นสองแนวทางที่ประสานกัน

ผมคิดว่าควรตีปี๊บเรื่องนี้ควบคู่กับเรื่องการเมืองไปได้แล้ว

"ทักษิณ"ส่งจดหมายเปิดผนึก ตีปี๊บ 5นโยบายแก้ปัญหาน้ำท่วม อีก2สัปดาห์เปิดชุดใหม่ หวังจัดตั้งรัฐบาลพท.

ที่มา มติชน

นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยซึ่งหนักหน่วงกว่าทุก ครั้งที่ผ่านมา โดยได้ส่งจดหมายเปิดผนึกซึ่งเขียนด้วยลายมือ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงวันที่ 26 ต.ค. ถึงส.ส.และว่า ที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย เนื้อหาว่า หลังจากฝากนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจไปให้ท่านเผยแพร่กับพี่น้องประชาชนไปแล้ว 3 ข้อ เข้าใจว่า ยังวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร ผมขอยืนยันว่าผมให้ทีมิดและคำนวณดูแล้วทำได้อย่างแน่นอน มีงบประมาณข้อที่ผมยังไม่เปิดเผยเพราะกลัวการลอกเลียนแบบผิดๆ


พ.ต.ท.ทักษิณ ยังระบุว่า "วันนี้ ผมอยู่บนเครื่องบินและทราบข่าวน้ำท่วมบ้านเราเสียหายและเดือดร้อนกันมากมาย รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตด้วย ทำให้ผมต้องใช้เวลาคิดเรื่องนโยบายป้องกันน้ำท่วมขึ้นมาแซงนโยบายเศรษฐกิจ ก่อน"

โดยขอให้เป็นนโยบายพรรคเพื่อไทยดังนี้
1.สร้าง เขื่อนและประตูกันน้ำทะเลหนุนและประตูเพื่อระบายน้ำลงทะเลรอบกรุงเทพฯ สมุทรปราการ พร้อมเพิ่มพื้นที่เขียวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ โดยไม่ต้องกู้เงิน
2.สร้างแก้มลิงตามแนวพระราชดำริตามแนวบริเวณที่ลุ่ม ของแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศรวมทั้งแม่น้ำโขงเพื่อกักน้ำไว้เวลาน้ำมาก เรียกว่าเบรกน้ำและเก็บไว้ใช้ยามน้ำน้อย และไม่ต้องกู้เงิน
3.ขุดเชื่อม แม่น้ำสายหลักที่ไม่ไกลกันมากเห็นๆกันเหมือนที่เคยทำแล้วโดยเชื่อมแม่น้ำยม เข้ากับแม่น้ำน่านทำให้สามารถผันน้ำไปมาตามปริมาณน้ำได้
4.สร้างป่าชุมชนขึ้น /หมู่บ้าน /ป่าชุมชนเพื่อเกิดพื้นที่ชุ่มน้ำมากขึ้น และ
5.พื้นป่าต้นน้ำ ปลูกหญ้าแฝกกันดิน (Soil Erosion)ตามแนวพระราชดำริ


พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุต่อว่า อีก 2 สัปดาห์ผมจะแนะนำนโยบายสำคัญๆมาใหม่ เพื่อที่ท่านจะได้ไปศึกษาเตรียมไว้ ผมมั่นใจว่าประชาชนจะให้ความไว้วางใจท่านเป็นส.ส.พรรคเพื่อไทย จะได้จัดตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเหมือนที่พรรคไทยรักไทยเคย ทุ่มเทให้พี่น้องมาแล้วครับ

รายชื่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบ จากสำนักกฏหมาย Robert Amsterdam

ที่มา thaifreenews

โดย TFN

สํา นักกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟ์ ในนามของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และบุคคลอื่น ได้จัดทำ รายงานเบื้องต้นของการกระทำที่อาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษย ชาติในราชอาณาจักรไทย



ยื่น ต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ บอกเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเม.ย.2552 และพ.ค.2553 ก่อนจะยื่นเอกสารอีกฉบับยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในอีก 8 อาทิตย์ข้างหน้า

http://www.robertamsterdam.com/assets_c/2010/10/fabio_polenghi-thumb-220x147.jpg


ผู้ ร้องได้ยื่นรายงานเบื้องต้นต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และประมาณ 8 อาทิตย์ จะยื่นเอกสารอีกฉบับเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีของศีลธรรมอันดี




รายงาน ระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีมาตรฐานที่ต่ำในการ"ดำเนินการสอบสวนที่เป็นอิสระ" การสอบสวนในอดีตถึงเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถึงการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 500 ราย ที่เกิดจากกองทัพเรือไทยผลักเรือของพวกเขาออกไปยังทะเลหลวง ทำให้เห็นว่าจะสามารถคาดหวังอะไรได้จากการสอบสวนของรัฐบาลถึงความรุนแรงใน เดือนเม.ย. และ พ.ค. 2553

และแม้ว่ารัฐบาลมีโอกาสที่จะกระทำการสอบ สวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นอิสระ แต่เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่ารัฐบาลไม่เต็มใจ หรือสามารถที่จะกระทำดังกล่าว


นอก จากจะล้มเหลวในการเริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างเป็นธรรม และสมบูรณ์ รัฐบาลยังคงปฏิเสธให้แกนนำเสื้อแดงเข้าถึงหลักฐานผลชันสูตร เอกสาร และวิดีโอภาพและเสียงที่ใช้ประกอบการดำเนินคดี

แม้จะไม่มีข้อ กำหนดให้ผู้ร้องต้องระบุรายชื่อของกลุ่มผู้กระทำผิด หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันระบุในคำร้องนี้ในขั้นตอนการ ยื่นเอกสาร แต่ถือเป็นเรื่องอันเหมาะสมที่จะสรุปความรับผิดของกลุ่มผู้นำพลเรือนและนาย ทหารระดับสูงในรัฐบาลไทย

รายงานระบุว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่


นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. และผู้บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.

พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ อดีตรรท.ผบ.ตร. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะที่ปรึกษาทบ.

พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ รองผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ.

เหลิม-หน่อย-สอนมวย “มาร์ค”อ่อนหัด!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตาย 56! เดือดร้อน 2 ล้านคน



ตาย 56! เดือดร้อน 2 ล้านคน
ทันที ที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในฐานะประธานสถาบันสร้างสรรค์ไทย ออกมาระบุว่าการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของรัฐบาลและภาครัฐ ตามที่ทางสถาบันได้ไปลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนแสน สาหัส

พบว่าการช่วยหลือของรัฐบาลและภาครัฐ เป็นไปด้วยความล่าช้าและไม่ได้มีการประสานงานเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ซ้ำ การบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาลกลับทำแค่การบริหารงานในสถานการณ์ปกติ ทำงานแบบรูทีนไปวัน ๆ ทั้งที่ควรใช้การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินพิเศษ ที่ต้องมีการตั้งวอร์รูมระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อมากำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาทั้งเฉพาะหน้า

ซึ่งควร จะต้องให้หน่วยทหาร กระทรวงมหาดไทยไปให้การช่วยหลือในการขนย้ายประชาชนและสิ่งของ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องออกไป ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และโรคติดต่อที่จะเกิดขึ้นตามมา

" วันนี้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนหนักหนามาก นายกรัฐมนตรีสมควรต้องรีบตั้งวอร์รูม แล้วนั่งเป็นประธานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ส่วนราชการต่างคนต่างทำงานกันไปคนละทิศคนละทาง ไม่มีการประสานงานกันอย่างจริงจัง"อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าว

แน่ นอนว่า ในแง่ของรัฐบาล และพรรคการเมืองซีกรัฐบาลทั้งหลาย พากันมองแค่ว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองขั้วตรงกันข้าม ที่ต้องมองรัฐบาลทำงานติดลบไว้ก่อน

แถมยังมีการมองเลยไปในทำนองว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เตรียมกลับคืนหวนสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง ก็ย่อมจำเป็นที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์เช่นนั้น

แต่ จริงๆ แล้วหากมองกันตามเนื้อผ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยอมรับความจริงว่าสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ แต่เป็นภาวะน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติการณ์น้ำท่วมเมือง ไทย

คำเตือนหรือคำตำหนิแม้อาจจะไม่ไพเราะเสนาะหู แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมองข้าม หรือคิดเพียงแค่ว่าเป็นคนละขั้วการเมืองกัน

สถานการณ์ ความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว... เพราะพื้นที่น้ำท่วมขยายเป็นกว่า 30 จังหวัด และมียอดผู้เสียชีวิตที่เป็นทางการในขณะนี้พรวดขึ้นไปถึง 56 คนแล้ว

ไม่นับที่บาดเจ็บล้มป่วยอีกนับแสนคน

โดย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สรุปรายชื่อผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์อุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 10-26 ต.ค. ข้อมูล ณ วันที่ 26 ต.ค. เวลา 07.00 น. รวมยอดผู้เสียชีวิตสะสม 56 ราย เป็นเพศชาย 44 ราย เพศหญิง 12 ราย

ซึ่งจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมีจำนวน 17 จังหวัด คือ 1.จังหวัดนครราชสีมา 9 ราย 2.จังหวัดบุรีรัมย์ 6 ราย 3.จังหวัดลพบุรี 10 ราย 4.จังหวัดขอนแก่น 3 ราย 5.จังหวัดเพชรบูรณ์ 3 ราย 6.จังหวัดระยอง 2 ราย 7.จังหวัดชัยภูมิ 2 ราย 8.จังหวัดตราด 1 ราย 9.จังหวัดสระแก้ว 1 ราย 10.จังหวัดสระบุรี 2 ราย 11.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1 ราย 12.จังหวัดนนทบุรี 1 ราย 13.จังหวัดอุทัยธานี 1 ราย 14.จังหวัดชัยนาท 1 ราย 15.จังหวัดกำแพงเพชร 3 ราย 16.จังหวัดนครสวรรค์ 8 ราย 17.จังหวัดสิงห์บุรี 2 ราย

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียชีวิตแยกตามกลุ่มอายุ กลุ่มอายุที่เสียชีวิตมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป เสียชีวิต 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 23.64 รองลงมาคือ กลุ่มอายุระหว่าง 40-44 ปี เสียชีวิต 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.55 และกลุ่มอายุระหว่าง 45-49 ปี เสียชีวิต 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.73 สามารถดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.niems.go.th

นี่คือตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขที่รายงานให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบถึงความรุนแรงของน้ำท่วมในครั้งนี้

เพื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้รู้ว่า กำลังเจอกับศึกหนักแค่ไหน!!!

นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ก็ยอมรับว่า ขณะนี้ มีทางหลวงชนบทเสียหายประมาณ 30 เส้นทาง เส้นทางกรมทางหลวงประมาณ 20 เส้นทาง

นาย สุชาติ บุญบรรเจิดศรี กรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการขนส่งสินค้าของไปรษณีย์ไทย เนื่องจากเส้นทางหลักกว่า 75 สาย ใน 30 จังหวัด ถูกกระแสน้ำตัดขาด จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง ทำให้ต้องใช้เวลาในการขนส่งนานขึ้นจากปกติ 3 ชั่วโมง อาจเป็น 6 ชั่วโมง แต่ก็ยังสามารถขนส่งไปรษณีย์ และพัสดุได้ตามปกติ

ในขณะที่นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวหลังประชุมสรุปข้อมูลสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ว่าได้รับรายงานจากสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย ว่า มีไร่อ้อยถูกน้ำท่วมจนได้รับความเสียหาย 1.6 หมื่นไร่

ส่วนนางจัน ทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ข้อมูลว่า ตัวเลขความเสียหายจากเหตุอุทกภัย 34 จังหวัด ณ วันที่ 26 ต.ค.53 มีรายงานผู้เสียชีวิต 40 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลของการทำประกันชีวิต ส่วนการประกันวินาศภัยมีรายงานรถยนต์ที่ทำประกันภัยประเภท 1 จำนวน 443,182 กรมธรรม์ เป็นเงินเอาประกัน 200.476 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานความเสียหายเบื้องต้น 666 คัน คิดเป็นเงินเอาประกัน 49.56 ล้านบาท 

สำหรับการประกันอัคคีภัยและความเสี่ยงภัยทรัพย์สินมีกรมธรรม์ 684,376 กรมธรรม์ เป็นเงินเอาประกันภัย 1.15 ล้านล้านบาท โดยเบื้องต้นได้รับรายงานความเสียหายของทรัพย์สิน 17 ราย คิดเป็นมูลค่า 29 ล้านบาท แต่จำนวนกรมธรรม์นี้จะต้องตรวจสอบว่าได้มีการซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม สำหรับภัยน้ำท่วมหรือไม่ 

นางจันทรา กล่าวว่า รายละเอียดของความคุ้มครองประกันภัย แบ่งเป็นการประกันภัยรถประเภท 1 ให้ความคุ้มครองตัวรถเอาประกันภัย ที่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมมูลค่า 70% ขึ้นไปของมูลค่ารถ และได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย ส่วนการประกันภัยรถภาคบังคับจะคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และอนามัยของผู้ประสบภัยจากรถทุกคน โดยให้ความคุ้มครองสูงสุดกรณีได้รับบาดเจ็บตามจริงไม่เกิน 50,000 บาท หากเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร หรือสูญเสียอวัยวะรายละ 200,000 บาท นอกจากนั้น กรณีที่ผู้บาดเจ็บรักษาตัวในสถานพยาบาล ยังได้รับค่าชดเชยรายวัน ๆ ละ 200 บาท แต่ไม่เกิน 20 วัน 

ทั้งนี้ผู้เอาประกันภัยรายใดยังไม่ได้แจ้งความเสียหายของชีวิตและ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นขอให้รีบแจ้งบริษัทประกันภัยทราบโดยเร็ว พร้อมแสดงรายละเอียดความสูญเสียและมูลค่าความเสียหายของทรัพย์สิน ส่วนกรณีเสียชีวิตให้ยื่นหลักฐานสำเนาใบมรณบัตร และสำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ และหากมีข้อสงสัยติดต่อสายด่วนประกันภัย 1186

สำหรับ นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึง ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าปัญหาน้ำท่วมจะมีผลต่ออัตราการขยายตัวของ เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ประมาณ 0.1%

หรือ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 9,100-24,000 ล้านบาท

และ ทำให้จีดีพีไทยในปีนี้ลดลงอยู่ที่ 6.9% จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 7% ภายใต้ปัญหาน้ำท่วมไม่ขยายวงกว้างและกระทบต่อจังหวัดที่ได้รับความเสียหาย รวม 27 จังหวัด

แต่หากน้ำท่วม มีความรุนแรงมากขึ้นและขยายวงกว้างจนกระทบต่อ 35 จังหวัดของไทย จะทำให้จีดีพีลดลง 0.2% และมาอยู่ที่ 6.8% ภายในสิ้นปีนี้ 

สำหรับพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายมีจำนวน 2.9 ล้านไร่ และหากขยายวงกว้างจะมีผลกระทบไปถึง 4 ล้านไร่ และผลกระทบจากพื้นที่ทางการเกษตรที่ความเสียหายจำนวนมาก ยังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้ เพิ่มขึ้น 0.1% อยู่ที่ 3.5% จากเดิมคาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 3.4% แต่ทั้งนี้ หากผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรรุนแรงมาก จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั้งปีเพิ่มขึ้น 0.2% และในสิ้นปีนี้เงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 3.6% 

อย่างไรก็ตาม หากแยกเป็น ความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ พบว่า ภาคการเกษตรเสียหายมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 3,000-6,000 ล้านบาท ภาคการท่องเที่ยว เสียหาย 2,000-4,000 ล้านบาท ภาคอุตสาหกรรม การค้า และการขนส่ง เสียหาย 2,200-5,300 ล้านบาท ส่วนภาคเศรษฐกิจอื่นเสียหาย 1,900-8,700 ล้านบาท

อ่วมแน่เศรษฐกิจไทยงวดนี้... การบ้านของรัฐบาลเต็มๆจากความเสียหายระดับนี้

แต่ ดูเหมือนว่ากระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์เอง กลับยังดูเหมือนว่ายังอาจจะประเมินสถานการณ์ไม่ชัด หรือประเมินต่ำเกินไปหรือไม่ จึงทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นผอ.ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบ อุทกภัยด้วยตนเอง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย พูดชัดว่า ขอตำหนิที่นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามช่วยเหลือผู้ประสบ ภัย (คชอ.) ที่มี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผอ.ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ว่า ล่าช้าเกินไป เนื่องจากเกิดน้ำท่วมมาได้กว่า 8 วันแล้ว

ที่สำคัญนายกฯ ที่มีอำนาจเต็มในการบริหาร กลับไม่ยอมเป็นผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าวเอง กลับนำคนไม่มีอำนาจไปสั่งการข้าราชการ

เป็นอีกครั้งที่นายอภิสิทธิ์ ถูกมองว่าขาดประสบการณ์ในการทำงาน

ซึ่งแม้แต่ ส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังงงๆ ไม่น้อย

ซึ่ง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กรุงเทพ ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่าในการประชุม ส.ส.พรรค ซึ่งมีรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเข้าร่วมประชุมด้วย โดยที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงปัญหานํ้าท่วม

ปรากฏว่ามี ส.ส.ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานํ้าท่วม อยากให้รัฐบาลทบทวนการช่วยเหลือกรณีที่ให้เงินช่วยเหลือเพียง 606 บาท เพราะเป็นตัวเลขที่น้อยเกินไป

ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้รัฐบาล เตรียมรับมือปัญหาหลังนํ้าลด โดยรีบจัดหาแหล่งเงินทุนที่ปลอดดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย

ล่าสุด​นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข ระบุว่า ขณะนี้มี 33 จังหวัดประสบภัยน้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคนแล้ว

ความเสียหายและความเดือดร้อนระดับนี้ นายอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำรัฐบาล ต้องทำงานให้เป็นและโชว์ฝีมือมากกว่านี้

ทหารเหวี่ยงแห11เวป มั่วยัดหมิ่นสถาบันต้องทำลาย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบไซต์กองทัพเรือ
27 ตุลาคม 2553

หมายเหตุ:ตาม ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ประกาศว่ารู้ตัวหมดแล้วว่าใครหมิ่นสถาบันกษัตริย์ และจะขจัดทำลายให้หมดสิ้น เอกสารภายในของกองทัพเรือต่อไปนี้ ซึ่งเป็นผลจากการประชุมเมื่อ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา (หลังเหตุการณ์ 19 พ.ค.2553ไม่นาน) ที่ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษให้"ทำลายต้นตอการกระทำผิดที่เข้าข่าย หมิ่นสถาบันฯ"..อาจจะบ่งชี้ได้ดีทีเดียว เพียงแต่มีการเหมารวมว่าเวบไซต์ต่างๆที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล นั้นเป็น"เวบไซต์หมิ่นสถาบัน"ไปอย่างเหมารวม ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุไว้ 11 เวบไซต์ รวมทั้งเวบไทยอีนิวส์ด้วย


เวบไซต์ของกองทัพ เรือ รายงานผลการประชุมจัดตั้งเครือข่ายระดับที่ ๒ ของ พธ.ทร.(กรมพลาธิการทหารเรือ)เพื่อส่งเสริมและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ณ ห้องประชุม พธ.ทร.(๒) เมื่อวันที่ ๑ มิ.ย.๕๓ เวลา ๐๙๓๐ - ๑๑๐๐ ดังนี้

ประชุมจัดตั้งเครือข่ายระดับที่ ๒ พธ.ทร.วาระการประชุม

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
ระเบียบวาระที่ ๒ ฝ่ายเลขา ฯ ชี้แจงความเป็นมา และการดำเนินการของหน่วยควบคุม
ระเบียบวาระที่ ๓ กำหนดแนวทางการจัดตั้งและหน้าที่ความ
รับผิดชอบเครือข่ายระดับที่ ๒ ของ พธ.ทร.
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี)

ระเบียบวาระที่ ๒ ฝ่ายเลขา ฯ ชี้แจงความเป็นมา และการดำเนินการ ของหน่วยควบคุม

ความเป็นมา ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มบุคคลดำเนินการ เผยแพร่ข้อมูล รูปภาพ คลิปวิดีโอ ในทำนองหมิ่นและ มุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านทางเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถาบัน ฯ และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติอย่างร้ายแรง

ดังนั้นจึงถือเป็น ภารกิจหลักของ ทร.ในการหา แนวทางป้องกันและแก้ไขเพื่อพิทักษ์และปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ จากการดำเนินการของกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดี และแสวงประโยชน์จากเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

ในการนี้ ทร. ได้อนุมัติแนวทางการดำเนินการ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์บน เครือข่าย อินเตอร์เน็ตเพื่อสงเสริมและปกป้องสถาบัน ฯ

สาระสำคัญ

- สสท.ทร. เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณา กำ หนดแนวทางการดำ เนินการปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตร่วมกับหน่วยต่าง ๆ
- นขต.ทร. (หน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ)ร่วมเป็นสมาชิกหน่วยละ ๑ เครือข่าย และจัดตั้งสมาชิกเครือข่ายผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของหน่วยเป็น เครือข่ายระดับที่ ๒
- จัดทำฐานข้อมูลข้อเท็จจริงของสถาบัน ฯ เพื่อใช้เป็น ข้อมูลกลางในการให้สมาชิกเครือข่ายใช้เป็นความรู้สำหรับใช้ในการส่งเสริมและ ปกป้องสถาบัน ฯ สสท.ทร. เป็นหน่วย รวบรวมข้อมูล กพร.ทร. เป็นหน่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- ขว.ทร. และ สสท.ทร. ดำเนินการแลกเปลี่ยน ข้อมูลการตรวจพบเว็บไซต์ที่มีข้อความเข้าข่ายความผิด เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบัน ฯ โดยขว.ทร. รายงานให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง สสท.ทร. แจ้งส่วนราชการที่รับผิดชอบ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
- นขต.ทร. และ หน่วยเฉพาะกิจ ทร. ให้ความ ร่วมมือและสนับสนุนการทำลายแหล่งต้นตอของการ กระทำ ผิดที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ฯ ตามที่หน่วยงานของ รัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ร้องขอ

การดำเนินการ แบ่งออกเป็น ๒ แนวทาง

- การเทิดทูนสถาบัน ฯ
- การป้องกันและปราบปรามการหมิ่นสถาบัน ฯบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

การเทิดทูนสถาบัน ฯ
-จัด ทำเว็บไซต์เผยแพร่บทความ/คลิปวิดิทัศน์ ในนาม ทร. โดยให้ สลก.ทร. ร่วมกับ สสท.ทร.(ศทส.ฯ) กำหนดความถูกต้องของเนื้อหา รวมทั้งรูปแบบการ นำเสนอ
-จัด ทำ เว็บไซต์เผยแพร่บทความ/คลิปวิดิทัศน์ ผ่าน ช่องทางอินเตอร์เน็ตภายนอก ทร. (Domain name อื่น) ที่มิใช่ ทร.(โดยให้ กพร.ทร. เสนอขอ งป.ผ่านทาง ทท.หรือให้ สสท.ทร. ขอ งป. จาก ทร.)

การป้องกันและปราบปรามการหมิ่นสถาบัน ฯบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
-สร้างเครือข่ายหน่วยควบคุม (สสท.ทร.) เครือข่ายระดับที่ ๑ (นขต.ทร.) เครือข่ายระดับที่ ๒ (ผู้ปฏิบัติ ฯ ทุก นขต.ทร.)

ช่องการติดต่อสื่อสาร

คำ สั่งกรมพลาธิการทหารเรือ ที่๑ / ๒๕๕๓ เรื่อง การแต่งตั้งสมาชิกเครือข่ายระดับที่๑ เพื่อส่งเสริมและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของ พธ.ทร. เพื่อให้การดำเนินการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์บน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตของ ทร. เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นรูปธรรม จึงให้ปฏิบัติดังนี้

๑.ให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นสมาชิกเครือข่ายระดับที่๑

๑.๑ รอง ผอ.ศบพ.พธ.ทร.(๒) ประธานเครือข่าย
๑.๒ หน.นธน.บก.พธ.ทร. สมาชิก
๑.๓ หน.กรรมวิธีข้อมูล ศบพ.พธ.ทร. สมาชิก และเลขานุการ
๑.๔ หน.สถิติและกรรมวิธีข้อมูล บก.พธ.ทร. สมาชิก
๑.๕ นายทหารปฏิบัติการ แผนกกรรมวิธีข้อมูลศบพ.พธ.ทร. สมาชิก และผช.เลขานุการ

๒. สมาชิกเครือข่ายระดับที่๑ มีหน้าที่
๒.๑ ควบคุมกำกับดูแล ดำเนินการคัดสรร และจัดตั้งสมาชิกเครือข่ายผู้ใช้ อินเตอร์เน็ตของหน่วย เป็นเครือข่ายระดับที่ ๒ โดย พิจารณาจากสมาชิกที่ มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ เพื่อทำหน้าที่ในการนำหัวข้อ/ข้อความไปปฏิบัติการหรือแสดงความ คิดเห็นในเชิงส่งเสริมและปกป้องสถาบัน ฯ รวมทั้งเฝ้าตรวจสอบ แจ้งเตือน ตอบโต้กลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีในเว็บไวต์ เว็บบอร์ด หรือ อื่น ๆ ที่มีเนื้อหาทำนองหมิ่นและต่อต้านสถาบัน ฯ ให้เครือข่ายระดับที่๑ ทราบ

๒.๒ ประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยควบคุม (สสท.ทร.) และ เครือข่ายระดับที่๒ โดยใช้ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทร. ใน การติดต่อสื่อสาร

๒.๓ ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำลายแหล่งต้นตอของ การกระทำผิด ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ฯ ตามที่หน่วยงานของรัฐที่มี
หน้าที่รับผิดชอบตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.๒๕๕๐ ร้องขอ

๒.๔ จัดให้มีการประชุมเครือข่ายระดับที่ ๒ เพื่อกำหนดกรอบ แนวทางการดำเนินการรวมทั้งรายงานผลการดำเนินการของ เครือข่ายระดับที่ ๒ ในความรับผิดชอบให้หน่วยควบคุม (สสท.ทร.) ทราบตามวงรอบทุก ๑ เดือน

๓. นขต.พธ.ทร. ให้การสนับสนุนตามที่สมาชิกเครือข่ายระดับที่๑ ร้องขอ

การตรวจสอบเว็บไซต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และผลการติดตาม

http://board.sae-dang.com ติดตามต่อไป
http://www.redthai.org/ ถูกลบแล้ว
http://www.sameskcybooks.org/ ถูกลบแล้ว
http://www.prachatai.com ถูกลบแล้ว
http://www.thaienews.blogspot.com ถูกลบแล้ว
http://www.cmadang.com ถูกลบแล้ว
http://www.CmadOnlineg.com ไม่พบเซิรฟเวอร์
http://bbs.pramool.com ติดตามต่อไป
http://www.clubthaksin.com/ ติดตามต่อไป
๑๐ http://norporchorusa.com ถูกลบแล้ว
๑๑ http://norporchorusa2.com ถูกลบแล้ว

ข้อความมาตรฐานสำหรับใช้ในการตอบโต้/ต่อต้านการ ดำเนินการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

๑ ทรงพระเจริญ
๒ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
๓ LONG LIVE THE KING
๔ ขอให้พระองค์อยู่คู่กับปวงชนชาวไทยตลอดไป
๕ ขอให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
๖ ทรงพระเจริญ ขอพระองค์ทรงมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์
๗ เรารักในหลวง
๘ เรารักพระเจ้าอยู่หัว
๙ ขอพระองค์ทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้คนไทยตลอดไป ทรง พระเจริญยิ่งยืนนาน
๑๐ คิดดีทำดีเพื่อในหลวง
๑๑ จงมีความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
๑๒ ร่วมใจภักดิ์รักในหลวง
๑๓ ทำดีเพื่อพ่อ
๑๔ รักพ่อหลวงของแผ่นดิน
๑๕ ร้อยรักร้อยล้านดวงใจ เพื่อเทิดไท้องค์ราชัน ที่พระองค์ทรงฝ่าฟัน ให้ไทยนั้นได้ร่มเย็น
๑๖ พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ
๑๗ เราจะร่วมกันทำความดีเพื่อถวายในหลวง
๑๘ ถ้าเราไม่เคารพรักในสถาบันชาติแล้ว ความปั่นป่วน ระส่ำระสายก็จะเกิดตามมา
๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำและมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพสกนิกรชาวไทย

ระเบียบวาระที่ ๓ กำหนดแนวทางการจัดตั้งและหน้าที่ความ รับผิดชอบเครือข่ายระดับที่ ๒ ของ พธ.ทร.
แนวทางการดำเนินการเครือข่ายระดับที่ ๒

- ได้รับการคัดสรรจากเครือข่ายระดับที่ ๑
- ตรวจสอบ เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแสการกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ฯ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต รวมทั้งแสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่บทความในเชิงส่งเสริมและปกป้องสถาบัน ฯ โดยใช้ข้อความ รูปภาพ คลิปวิดิทัศน์มาตรฐาน ตามที่หน่วยควบคุมกำหนด

แนวทางการดำเนินการเครือข่ายระดับที่ ๒

- นำกรอบแนวทางปฏิบัติที่ได้รับมอบผ่านทางเครือข่าย ระดับที่ ๑ ไปขยายผล และรายงานการปฏิบัติให้เครือข่ายระดับที่ ๑ ทราบ
- เครือข่ายระดับที่ ๒ แจ้งเหตุ/รายงานผลการปฏิบัติให้เครือข่ายระดับที่ ๑ ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ทร.ผ่านช่องทางสื่อสาร (iwoc_28@navy.mi.th) เพื่อส่งเสริมและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของ พธ.ทร.

คุณสมบัติ

๑. เป็นข้าราชการ ลูกจ้าง สังกัดกรมพลาธิการทหารเรือ
๒. เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ วิจารณญาณ และประสบการณ์เพียงพอในการแสดงความคิดเห็นเชิงส่งเสริมและปกป้องสถาบัน ฯ
๓. มีประสบการณ์ในการใช้ Internet และมี E-mail address ของ ทร.(กรณีไม่มี ขอให้สมัครได้ที่ สสท.ทร.)

การสมัครเป็นสมาชิก

ขอให้ส่ง ยศ ชื่อ-นามสกุล สังกัด หมายเลขโทรศัพท์ มาที่ iwoc_28@navy.mi.th (ตอบรับภายใน ๒ – ๓ วันทำการ)

การรายงาน

๑. รายงานการตรวจพบการกระทำที่หมิ่นต่อสถาบัน ฯ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่กระทำที่หมิ่นต่อสถาบัน ฯ (URL)ว่าพบในวันเดือนปี เวลาใด
๒. กิจกรรมส่งเสริมและเทิดทูนสถาบัน ฯ

การรายงานทั้ง ๒ กรณีส่งมาที่ iwoc_28@navy.mi.th เช่นเดียวกัน

มี ปัญหา/ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่แผนกกรรมวิธีข้อมูล ศบพ.พธ.ทร. น.อ.จารุวัฒน์ กะราลัย (เลขานุการเครือข่ายระดับที่ ๑ พธ.ทร.) หรือ น.ท.หญิงแก้วกฤตยา พิชิตชโลธร (ผช. เลขานุการเครือข่ายระดับที่ ๑ พธ.ทร.)(02) 418-2468, (02) 475-5676, (02) 475-5730

คำชี้แจงจากไทยอีนิวส์

ตาม ที่เอกสารของกองทัพระบุว่าไทยอีนิวส์ เป็นเวบไซต์ 1 ใน 11 รายที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และอาจเข้าข่ายหมิ่น และ มุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น กองทัพต้องทำความเข้าใจข้อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งแก้ไขโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่กำหนดไว้ว่า

ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี


ตลอดการนำเสนอข้อมูลข่าวสารความคิดเห็นตลอดมาของไทยอีนิวส์นั้น ไม่เคย หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ แต่ อย่างใดทั้งสิ้น เราทำหน้าที่เพียงการเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์กิจการบ้านเมืองโดยสุจริต ตามสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ.2550 และในเมื่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ล้วนแต่ทรงคุณอันประเสริฐ อยู่เหนือการเมือง ไม่เคยทรงลงมายุ่งเกี่ยวการเมืองตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยืนยันหนักแน่น ดังที่ทราบกันแล้วนั้น ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ไทยอีนิวส์จะไปวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ อย่าว่าแต่หมิ่นฯเลย

อนึ่งไทยอีนิวส์ได้ถูกคำสั่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการศอฉ.ปิดกั้นตามคำสั่งลงวันที่ 10 เมษายน 2553ก็ได้ระบุเพียงว่า"มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน"(รายละเอียด)เท่านั้น แต่กองทัพกลับยัดเยียดความเท็จให้ว่า เราเป็นเวบไซต์ที่กระทำผิดความมั่นคง หมิ่นสถาบันฯ

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-ไทยอีนิวส์ชี้แจง 2 ประเด็นกรณีไทยรัฐนำเสนอข่าว:เราไม่ใช่เวบของทักษิณ และเรายังโดนศอฉ.สั่งปิดอยู่

-ฝ่าด่านเผด็จการปิดกั้นสัจจะ ยอดผู้อ่านไทยอีนิวส์ผ่าน 20 ล้านคลิ้ก เฉพาะ19พฤษภาวันเดียวยอดอ่าน 3 แสน

-ประขาไทสัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:สื่อกระแสทวนในยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง

-บท ความแรกที่เผยแพร่ในไทยอีนิวส์เมื่อตอนก่อตั้งเมื่อ 5 พ.ย.49:แถลงการณ์ขบวนทัพประชาชน 'ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน '

น้ำท่วม-ตอผุด

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



หาย นภัยน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายมโหฬาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงว่ามีพื้นที่การเกษตรเสียหายไปแล้ว 4 ล้านไร่ ยังมีพื้นที่เขตเมืองที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักอีกหลายแห่ง ที่กล่าวขวัญกันมากคือโคราชจมน้ำไปทั้งเมือง (และจะตามมาด้วยเมืองอื่นตามลำน้ำมูล กว่าที่น้ำจะไหลลงแม่น้ำโขงได้) เมืองใหญ่ในลุ่มเจ้าพระยาได้สร้างพนังกั้นน้ำไว้แล้ว จึงอาจไม่จมทั้งเมืองอย่างโคราช แต่ชนบทที่รายรอบเมือง รวมทั้งเมืองเล็กที่ไม่มีพนังกั้นน้ำ ก็จะเผชิญกับการเอ่อล้นของแม่น้ำเจ้าพระยาในอนาคตอันใกล้นี้

คำ อธิบายภัยธรรมชาติครั้งนี้คือ ปรากฏการณ์ลานิญามาเร็วกว่าที่เคย ทำให้ปลายฤดูฝนกลับมีฝนตกชุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมา ผลก็คือน้ำบนภูเขาทะลักลงมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะรับมือทัน

คำ อธิบายนี้คงไม่ผิดในตัวเอง แต่ไม่ได้ตอบปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะฝนมากและถี่อย่างเดียวไม่เพียงพอจะอธิบายได้ ส่วนใหญ่ของความเสียหายเกิดจากการจัดการ ไม่ใช่เกิดจากน้ำ ความล้มเหลวในการจัดการนั้นไม่เฉพาะแต่การจัดการน้ำเท่านั้น แต่รวมถึงการจัดการอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำอีกมากมายหลายอย่าง

ที่ พูดกันมากก็คือ น้ำท่วมเกิดจากความสูญเสียพื้นที่ป่า ซึ่งจะสามารถซับน้ำให้ไหลลงจากภูเขาช้าลง (ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของป่าในแง่นี้ยังถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ เพราะมีบางทรรศนะที่เห็นว่าป่าไม่สามารถทำหน้าที่ซับน้ำในลักษณะนี้ได้เลย) แต่การสูญเสียพื้นที่ป่า ไม่ได้เกิดจากผู้คน (ทั้งนายทุนและชาวบ้าน) เข้าไปบุกรุกป่าเท่านั้น แท้จริงแล้วดูจะเป็นนโยบายของรัฐที่จะส่งเสริมโดยทางอ้อมให้เกิดขึ้นด้วย

พืชเศรษฐกิจซึ่งทำเงินหล่อเลี้ยงการพัฒนาในระยะต้นนั้น จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ป่าและจำนวนมากเป็นพื้นที่ "ชายขอบ" ของการเกษตร เพราะกำไรจากการปลูกพืชเศรษฐกิจมีน้อยมาก จนเกินกว่าใครอยากจะลงทุนกับปัจจัยการผลิตคือที่ดินมากนัก ฉะนั้นผู้คนจึงบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ "ป่า" โดยจับจองหรือซื้อต่อจากรายอื่นในราคาไม่แพงนัก ในที่สุดก็สูญเสียที่ดินนั้นไปให้แก่ผู้อื่น เพราะความผันผวนของราคาพืชผล และการถูกเอาเปรียบในทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถตั้งตัวกับพืชเศรษฐกิจได้ บ้างก็รุกป่าต่อไป บ้างก็หันเข้าเมืองเพื่อหาอาชีพรับจ้าง

นโยบายของรัฐในระยะหลังคือ การปลูกพืชเศรษฐกิจที่คาดว่าสามารถทำกำไรได้ดี โดยเฉพาะยางพารา ผลคือพื้นที่ไร่ซึ่งโค่นถางป่าจนเรียบราบไปแล้ว ถูกเปลี่ยนมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันมากขึ้น แม้เป็นไม้ใหญ่ แต่พืชเชิงเดี่ยวที่หยั่งรากลงดินในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดดานที่ราบเรียบเสมอกันใต้พื้นดิน เมื่อโดนฝนกระหน่ำลงเป็นเวลานาน ดินผิวหน้าก็เลื่อนไหลลงจากดานกลายเป็นดินถล่ม สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เบื้องล่าง ซึ่งมักเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างหนัก

ในขณะเดียวกัน รัฐก็ปล่อยให้การถือครองที่ดินเป็นการเก็งกำไรทางเศรษฐกิจที่มั่นคงปลอดภัย และคุ้มทุนที่สุด ทำให้คนมีทรัพย์นิยมที่จะลงทุนถือครองที่ดิน อาจใช้ประโยชน์ในธุรกิจท่องเที่ยว หรือถึงไม่ทำอะไรเลย ก็คาดหวังได้ว่าจะทำกำไรในตอนขายได้มาก

ตราบเท่าที่นโยบาย การเกษตรและการจัดการที่ดินยังเหมือนเดิม ป่าก็ต้องสูญเสียพื้นที่ต่อไป ไม่ว่าจะกวดขันให้เจ้าหน้าที่ที่ดินและป่าไม้เข้มงวดสักเพียงไร และปรากฏการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคกลางและภาคอีสานก็จะเกิดขึ้นเป็นประจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขื่อน และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อตอนจะสร้างก็มักให้เหตุผลไว้ข้อหนึ่งว่า ป้องกันน้ำท่วม แต่น้ำท่วมทุกครั้งรวมทั้งครั้งนี้ พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ในครั้งนี้ เขื่อนหลายต่อหลายแห่งต้องรีบปล่อยน้ำลงมาซ้ำเติม เพราะเสี่ยงที่จะเกิดเขื่อนแตก (และเขื่อนเอกชนของสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งก็แตกจริงๆ ด้วย ก่อความเสียหายแก่ชาวบ้านอย่างหนัก แต่จนบัดนี้ยังไม่สามารถเอาเจ้าของเขื่อนมารับผิดชอบได้) บางท่านอาจจะกล่าวว่า เพราะเขื่อนไม่รีบพร่องน้ำไว้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำฝนหนักในปลายฤดูได้ แต่กระบวนการตัดสินใจพร่องน้ำ พร่องมากน้อยเพียงไร พร่องช่วงไหน ฯลฯ นั้น เป็นอย่างไร มีข้อมูลหรือประสิทธิภาพเพียงใด ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่นอนก็คือขาดการประสานความรู้ของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง

อันที่จริง เขื่อนจำนวนมาก ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อจัดการน้ำ แต่สร้างขึ้นเพื่อกำเนิดพลังงาน ส่วนใหญ่ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานเท่ากับที่อ้างไว้ในแผน เขื่อนเหล่านี้นอกจากสร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศอย่างหนัก จนทำให้ไม่คุ้มทุนในการก่อสร้าง ยังเป็นตัวระบายน้ำลงมาซ้ำเติมในขณะที่เกิดฝนชุกอีกด้วย บางครั้งก็เพิ่มพลังการผลิตโดยไม่แจ้งล่วงหน้าแก่ประชาชนท้ายเขื่อน

แต่ เขื่อน - ไม่ว่าจะสร้างเพื่อจัดการน้ำ หรือกำเนิดพลังงาน - เป็นโครงการที่ทุจริตได้ง่ายที่สุด ฉะนั้นจึงมีเสน่ห์ดึงดูดให้นักการเมืองและข้าราชการร่วมมือกันผลักดันการ สร้างเขื่อนอยู่ตลอดมา หมดพื้นที่ในประเทศไทยที่จะสร้าง ก็ย้ายไปสร้างในประเทศเพื่อนบ้านคือลำน้ำสาละวินและโขง

นโยบายจัดการน้ำและพลังงานที่มุ่งจะป้อนน้ำและพลังงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรมต่างหาก ที่ทำให้น้ำท่วมหนัก

อีก ด้านหนึ่งของความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งสื่อบางชนิดเฝ้าติดตามมาอย่างต่อเนื่อง คือระบบเตือนภัย แม้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้เกิดภัยพิบัติอย่างหนักถึงขั้น "ตายหมู่" แต่ระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพก็สามารถบรรเทาความเสียหายที่เกิดแก่ชาว บ้านได้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความทุลักทุเลของหน่วยงานบางแห่ง เช่น โรงพยาบาล เป็นต้น

หลายชุมชนทั้งในเมืองและนอกเมืองประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ อย่างแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว บางชุมชนถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงเพราะอพยพหลบภัยไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมักจะมองความไร้ประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยที่ เทคโนโลยี สิ่งนั้นขาด สิ่งนี้ขาด หากมีเครื่องมือพร้อม ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี

แต่ความบกพร่องของระบบเตือนภัยไม่ได้ อยู่ที่เทคโนโลยียังไม่พร้อม ที่สำคัญกว่านั้นคือการจัดการต่างหาก เช่นเดียวกับการจัดการทุกอย่างในประเทศไทย ระบบเตือนภัยธรรมชาติของเรามีลักษณะรวมศูนย์เช่นเดียวกัน แม้มีการตั้งมิสเตอร์เตือนภัยขึ้นในบางชุมชนที่ถือว่าเป็นชุมชนเสี่ยง แต่การประสานงานภายในชุมชนเองกลับไม่ช่วยให้มิสเตอร์ทำงานอย่างได้ผล เพราะชุมชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการจัดระบบเตือนภัยของตนเอง เป็นความคิดและจัดการของราชการฝ่ายเดียว

ยิ่งกว่านี้ หากพิจารณากรณีน้ำท่วม ย่อมเห็นได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่ระบบเตือนภัยควรมีเครือข่าย กล่าวคือแจ้งเตือนกล่วงหน้าแก่ชุมชนอื่นๆ ได้ตลอดเส้นทางน้ำ เครือข่ายเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการจัดการของชาวบ้านเอง ไม่ใช่คำสั่งของราชการ

ระบบบริหารรัฐกิจของไทย ไม่เฉพาะแต่เรื่องของภัยธรรมชาติ แต่ทุกเรื่อง มีลักษณะรวมศูนย์อย่างแทบจะหาประเทศใดมาเทียบได้ยาก ระบบเช่นนี้เป็นระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการทุจริตฉ้อฉลในทุกรูปแบบ น้ำจะท่วมเมืองไทยไม่เลิก ตราบเท่าที่เรายังรวมศูนย์การบริหารเช่นนี้

มองให้เลยไกลไป จากน้ำ ก็จะเห็นความบกพร่องของระบบที่แฝงอยู่เบื้องหลัง ภัยธรรมชาติทำความเสียหายให้แก่ผู้คนได้ระดับหนึ่ง แต่ภัยสังคมต่างหากที่ทำให้ความเสียหายนั้นขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัด และบั่นทอนพลังของสังคมที่จะฟื้นตัวได้ในเวลาอันสมควร

จำเป็น ต้องกล่าวด้วยว่า สื่อมีส่วนอย่างมากในการทำให้สังคมไทยไม่มองน้ำท่วมมากไปกว่าน้ำ, ลานิญา และพายุฝน ดังนั้น เมื่อน้ำลด "ตอ" ซึ่งคือตัวความบกพร่องของระบบก็กลับจะจมหายลึกลงไปในความไม่ใส่ใจของสังคม รอน้ำระลอกใหม่ที่จะไหลลงมาท่วมท้น จนทำให้สื่อไม่ต้องสนใจ "ตอ" อีกตามเดิม

ไม่ มีสังคมใดในโลกที่ไม่เคยผิดพลาด แต่ทุกสังคมควรมีสมรรถภาพที่จะแก้ไขตัวเองได้ ส่วนหนึ่งที่สังคมไทยไร้สมรรถภาพในแง่นี้ ก็เพราะเรามีสื่ออย่างที่เรามีอยู่ในขณะนี้

"โสรัจจะ"ทายเสียว!ปี54"หายนะ"กว่าปีนี้ ไทยมีสิทธิ"สิ้นแผ่นดิน?" โลกวิปริตอาเพศใหญ่หลวง ตายเป็นเบือ

ที่มา มติชน


โสรัจจะ นวลอยู่





กลายเป็นที่ฮือฮาทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อ คำพยากรณ์ที่บ่งบอกความ "หายนะ" หลากหลายด้านในประเทศไทย ของ "โสรัจจะ นวลอยู่" อีกหนึ่งสุดยอดโหราจารย์ชื่อก้อง ที่เปรียบดั่ง "นอสตราดามุสเมืองไทย"

ในหนังสือดัง "ศาสตร์แห่งโหร 2553" ได้เกิดเหตุการณ์วิกฤต และความวิปโยคอย่างค่อนข้างแม่นยำและใกล้เคียง จนน่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าจะเป็น เหตุวุ่นวายทางด้านการเมืองที่ถึงขั้นนองเลือด สูญเสียชีวิตประชาชนไปเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤาภาคมที่ผ่านมา ที่ "คนไทยแตกความสามัคคี" ถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง การตายหมู่จากเครื่องบิน รถยนต์ ฯลฯ และที่กำลังเกิดขึ้นอยู่สดๆ ร้อนๆ คือ มหันตภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ กลาง อีสาน และกำลังใกล้เข้าสู่กรุงเทพฯ ขึ้นทุกที สร้างความเดือดร้อน และยัดเยียดความทุกข์ยากให้กับราษฎรไปทุกหย่อมหญ้า

พยากรณ์ดวงเมือง ประจำปีเถาะ พ.ศ. 2554 ในหนังสือ ศาสตร์แห่งโหร ฉบับพิเศษ รู้ทันดวงกับโหรดัง 2554 คราวนี้ โสรัจจะ ก็ได้เขียนคำทำนายชะตากรรม ของโลก มวลมนุษยชาติ และชาติไทย ที่ต้องเผชิญวิปริตอาเพศซึ่งมีมากกว่าปีที่ผ่านมาว่า อย่างใหญ่หลวง ดั่งไฟนรกโลกันต์ลามเลียให้วอดวาย ฉิบหายกันถ้วนหน้าไม่แพ้ ปีเสือบ้าเลือดเช่นกัน

บางส่วนจาก หนังสือ ศาสตร์แห่งโหร 2554 โสรัจจะ ระบุคำพพยากรณ์ดวงเมือง(ไทย)ไว้ว่า ดาวสีเลือดได้รับแสงจากดวงมฤตยูในช่วงเดือนมีนาคม 2554 เป็นดาวปฏิวัตินองเลือดในมุมร่วมธาตุ ย่อมเกิดสภาพการเดิอดพลุ่งพล่านไม่สงบ เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เกิดศึกสงครามทั้งภายในและภายนอก เกิดความยุ่งยากทางการเมืองขนาดหนัก แต่ยังน้อยกว่า มหันตภัยที่สุดมหาหฤโหดไปทั่วโลก ซึ่งจะทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วทุกสิ่งอย่างไม่เหมือนเดิม...


"น้ำ ในแม่น้ำและคลองทั้งปวงจะแดงเป็น โลหิต เมฆและท้องฟ้าจะแดงเป็นแสงไฟ แผ่นดินไหวสั่นสะเทือน ฤดูหนาวจะเป็นฤดูร้อน ที่ลุ่มจะกลับดอน ที่ดอนจะกลับลุ่ม โรคภัยจะเบียดเบียนสัตว์และมนุษย์ทั้งปวง มนุษย์หนึ่งในสี่ของโลกจะพลันตายลง จะเกิดข้าวยากหมากแพง ฝูงมนุษย์จะอดอยาก เสื้อเมืองทรงทรงเมืองจะหลีกเลี่ยง"


ใน อนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ และทั่วทุกภาคทุกจังหวัดจะถูกน้ำท่วมไปหมด ที่เกิดจากน้ำทะเลไหลทะลักเข้ามา และเกิดจากอุทกภัยอีกหลายครั้งจนต้องอพยพผู้คนหนีน้ำขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เกือบสุดเขตแดนไทย เมื่อนั้นคนไทยก็คงไร้สิ้นแผ่นดินได้?


จะเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี "ไข้หวัดนก" หรือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาตนเองแพร่จากสัตว์มาสู่คนและคนนำพาให้คน เสียชีวิตจำนวนมาก เชื้อโรคจะแพร่ขยายทางอากาศไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเชื้อนรกนี้ได้


ปลายเดือนธันวาคม พระเสาร์ย้ายเข้าเล็งดวงเมืองทำให้บางประเทศหนาวเย็นจนอยู่ไม่ได้ ผู้คนล้มตายมาก เมืองไทยจะเกิดอากาศร้อนจัดและหนาวจัดในเดือนเดียวกัน วิกฤตสุดรอบ 1,000ปี กรุงเทพฯจะมีหิมะตก...

ปี เถาะ 2554 เป็นปีที่ต้องต่อสู้กันทรหด ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤตการณ์รุนแรงที่สุด ฝ่ายค้านจะแย่งอำนาจ คนในเครื่องแบบจะรอให้ทั้งสองฝ่ายเพลี่ยงพล้ำลง ส่วนประชาชนตาดำๆ และยากจนก็จะหวาดผวา ปัญหาคอร์รัปชั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี ถึงขนาดรัฐบาลต้องมีอันเป็นไป


...เหตุการณ์ ของประเทศจะพลิกผันอย่างที่ไม่เคยเห็น และจะเกิดความว่างเปล่า ไม่มีนักการเมืองพรรคใดหลงเหลืออยู่ ระบบพรรคการเมืองจะสูญสิ้นไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ผู้เป็นใหญ่และผู้คนสำคัญจะร่วงหล่นกันมาก อำนาจเก่าๆ ของคนเก่าๆ เสื่อมถอย จะมีเหตุการณ์นองเลือดรุนแรงเกิดขึ้น ประมาทมิได้ กลุ่มชน ฝูงชน อาจจะเคลื่อนไหวด้วยการสนับสนุนของผู้มีอำนาจเก่าอย่างเร้นลับ


"นักการ เมืองชั่วพึงระวังเอาไว้ ถึงเวลานั้นประชาชนอาจลุกฮือขึ้นมาฆ่าเองโดยไม่แคร์ขื่อแปบ้านเมือง ดวงของบ้านเมืองใกล้ถึงจุดนี้แล้ว ..."


ดาวอังคารสีเลือดย้ายเข้าสู่ราศีมีน เล็งดาวพระเสาร์ เดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ปี 55 จะมีลางร้ายบอกเหตุล่วงหน้า การเมืองรุนแรงเหมือนพายเรือในอ่าง วนเวียนซ้ำไปมาเหมือนปีก่อนๆ ประชาชนชุมนุมเป็นเรือนแสนตามท้องถนน เกิดขึ้นจากความโกรธแค้นและรู้ทันความเคลือบแคลงของรัฐบาล ซ้ำยังเกิดจลาจลเผาเมือง สถานที่สำคัญต่างๆ ของรัฐบาล รถถัง รถปราบจลาจล ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ถูกเผายับเยิน ผู้คนล้มตายมหาศาล ผ่านไปหลายเดือนกว่าจะสงบ คนในเครื่องแบบแตกแยก เกิดเป็นสงครามกลางเมือง เลือดไทยต้องไหลรินนองแผ่นดิน เป็นหนทางสู่ "ปฏิวัติรัฐประหาร"ใหญ่อีกครั้งเรียกว่า เหตุร้ายหนักกว่า ในเดือนพ.ค. 53


เดือน ก.ค. ความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ภาววะยุ่งเหยิง ขอให้ทุกฝ่ายสมานสามัคคี อย่าแตกแยกไม่งั้นศัตรู ซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ จะหาโอกาสจ้องทำลาย แต่ถ้ามีเหตุรุนแรงไทยจะไม่เสียเอกราชแน่ แต่จะเสียเลือดเนื้อไปมาก


ด้านเศรษฐกิจ เรียกว่าเป็นปีหายนะทางด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ยังไม่สามารถแก้ไขให้ดีขึ้น ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ธนาคารแต่ละแห่งแตกแยกหนัก ทั้งเล็กใหญ่ปิดตัว หุ้นร่วงตลอดปี


ปัญหา ภาคใต้ยังยิง-ลอบวางระเบิดไม่หยุด สหประชาชาติสะเทือน ผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธมีอานุภาพสูงจากภายนอกเข้ามาประกาศแบ่งแยกดินแดน ดวงผู้นำประเทศอ่อนแรง เป็นช่องให้ถูกทำร้าย.......

ขณะที่ กรหริศ บัวสรวง ผู้อำนวยการสถาบันพยากรณ์องค์รวม ซึ่งเคยพยากรณ์ นักการเมืองถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ บุคคลสำคัญทางการเมืองถูกลอบทำร้าย สภาผู้แทนกลายเป็นเวทีแห่งความขัดแย้ง วงการบันเทิงดารา นักร้อง นักแสดงชื่อดังจะเสียชื่อเสียง ไปเมื่อ ปี 53 ที่ผ่านมา จนเป็นที่กล่าวขานไปเช่นกัน ก็ทำนายสถานการณ์ต่างๆ ในปี 2554 เช่นกันว่า ปีนี้ เปรียบเหมือนเป็น กระต่ายที่ตื่นเต้นลุกลี้ลุกลน เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของดวงเมืองซึ่งแย่งชิงอำนาจกันไม่ลดละ ถือเป็นอันตรายในระบอบประชาธิปไตย ดวงเมืองจะสงบสุขร่มเย็นแค่ 5 เดือนเท่านั้น พร้อมกับเตือนรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ถ้าไม่สามารถเข้าถึงคนไทยส่วนใหญ่ได้ โอกาสการก้าวสู่สิ่งที่ดีในอนาคตอาจหลุดลอยไป

ขณะที่นักการเมืองที่สร้างความอัปยศ สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองจะพลาดโอกาสได้รับการเลือกตั้ง แต่คนที่มีคุณธรรม จริญธรรมมีโอกาสก้าวเข้ามาเป็นผู้นำคนใหม่ได้สูง ส่วนเหตุการณ์ไม่ปกติ วุ่นวาย จะอยู่ในระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม เกษตรกร หรือผู้ใช้แรงงานอาจมาชุมนุมประท้วง วงการทหาร ตำรวจเกิดความขัดแย้ง


กรหริศ ทำนายภาพรวมเศรษฐกิจใน ปี 54 ว่า การลงทุนดีเกือบตลอดทั้งปี แต่ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับภาระ ปชช.เดือดร้อน แต่ธุรกิจประเภทการสื่อสารทุกประเภท ทั้งโทรศัพท์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม สังคมออนไลน์ จะมีการแข่งจขันสูง การท่องเที่ยวโกยผลกำไร อหังสาริมทรัพย์ขยายตัว คนกทม.เล็งหาที่อยู่ใหม่หลีกปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่จะหันมาทำความดี คนในสังคมร่วมกิจกรรมจิตอาสามากขึ้น แต่ในปลายปีอาจมีความเศร้าโศก สะเทือนใจจากการจากไปของบุคคลสำคัญ...


นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ "ศาสตร์แห่งโหร 2554" ที่รวบรวมคำทำนาย ของ โสรัจจะ และ กรหริศ ในการลำเลียงคำพยากรณ์มาให้ผู้อ่านรับรู้ความเป็นไปเรื่องราวที่น่าสนใจ อย่างรอบด้าน ในการไขความลับแห่งโชคชะตา โดยสุดยอดโหราจารย์ที่มีเชื่อเสียงที่ได้รับความเชื่อถือมาตลอด 30 ปี นอกจากนี้ ยังมีคำพยากรณ์ของ ทั้ง หมอทรัพย์ สวนพลู อ.จุฑามาศ ณ สงขลา และปรมาจารย์แห่งโหรชื่อดังอีกหลายท่าน รวบรวมอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวด้วย เพื่อให้รู้ทันดวงชะตาของ ทั้งโลก เมือง และของตัวเอง ตลอดปี 2554 นี้ ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่

หลาย อาจไม่เชื่อเรื่องคำทำนาย ทายทัก แต่ถ้าเราได้รับรู้เพื่อเตรียมตัว ในการรับมือ และป้องกันสิ่งต่างๆ ได้ ก็จะทำให้ไม่ประมาทในการดำรงชีวิตที่อาจทำให้เราหมดหวัง หดหู่ แต่สุดท้ายแล้ว ทุกคนต้อง "ก้าวไปข้างหน้า"อย่างมี "ความหวัง"กันต่อไป

ฆ่ากันเอง!?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




การ ที่คนเสื้อแดงเข้ายื่นหนังสือถึง นายบัน คีมุน เลขาฯยูเอ็นที่เดินทางมาเยือนเมืองไทย เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบการเสียชีวิต 91 ศพจากการสลายม็อบแดงเมื่อเดือนเม.ย.และพ.ค.ที่ผ่านมา

โดนขัดขวางมาตลอดจากรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าเป็นเกมดิสเครดิตรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

ศอฉ.ประกาศกร้าว ห้ามไม่ให้คนเสื้อแดงมีการชุมนุมในช่วงที่เลขาฯยูเอ็นมาเมืองไทยเด็ดขาด

โดยเฉพาะผบ.ทบ.ถึงกับบอกว่า ปล่อยให้เสื้อแดงรวมตัวชุมนุมไม่ได้ เพราะอายแขกบ้านแขกเมือง อยากให้เห็นแก่หน้าตาของบ้านเมืองบ้าง

ว่ากันจริงๆ การยื่นหนังสือร้องเรียนถึง นายบัน คีมุน ของญาติพี่น้อง 91 ศพเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ เป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน

ในเมื่อคนเสื้อแดงเห็นว่าการทวงความยุติธรรม 91 ศพไม่มีความคืบหน้าเลยในกระบวนการสอบสวนของไทย

ไม่คืบหน้าเลยเมื่อคดีอยู่ในมือของดีเอสไอ

ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งกระบวนการในระดับนานาชาติ

ฉะนั้นไม่อยากให้มองว่าเป็นการประจานประเทศไทย

ไม่ควรไปอับอายขายหน้ากับการทวงความยุติธรรม

เพราะจริงๆ แล้ว การสลายม็อบ การสังหารหมู่เกือบร้อยศพ

เป็นเรื่องที่น่าอับอายมากกว่าเยอะ !?

วันก่อน นายชวน หลีกภัย ขึ้นปราศรัยช่วย "เทพเทือก" หาเสียงที่สุราษฎร์ธานี

นายชวนกล่าวตอนหนึ่งพาดพิงถึงเหตุการณ์สลายม็อบแดงจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ

"บ้านเมืองจำเป็นต้องมีรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่คนกลุ่มหนึ่งมีเป้าหมายเผาบ้านเผาเมืองทำลายบ้านเอง ตั้งแต่นายกฯอภิสิทธิ์เข้ามารับตำแหน่งก็มีการพูดว่ารัฐบาลอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน 5 เดือน เพื่อทำลาย หวังให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้จนกระทั่งมีปัญหา จึงบอกนายอภิสิทธิ์ อย่าลาออกเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้จะหมดกำลังใจไม่ได้ ที่มีคนตายเพราะพวกเขาฆ่ากันเอง"

ความจริงแนวคิดแบบนี้ได้ยินบ่อยๆ จากปากเทพไท หรือพวกทีมโฆษกประชาธิปัตย์

ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากอดีตนายกฯชวน ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่คร่ำหวอด

เมื่อพูดออกมาแบบนี้ก็ยิ่งตอกย้ำแนวคิดของประชาธิปัตย์ และรัฐบาลที่ต้องการปัดความรับผิดชอบ

กลุ่มคนเสื้อแดงก็เดือดปุดๆ ออกมาเรียงหน้าฉะนายหัวชวน

เรียกร้องให้นำหลักฐานออกมายืนยันว่าเสื้อแดงฆ่ากันเอง

โดยเฉพาะญาติ "น้องเกด" อาสาพยาบาล 1 ใน 6 ศพถูกสังหารหมู่ในวัดปทุมวนาราม ถึงกลับออกมาประณามว่าเป็นการป้ายสีคนตาย

จี้ให้นายกฯมาร์คยุบคณะกรรมการปรองดองไปเลย

ตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว

รัฐบาลประกาศปาวๆ ว่าอยากจะปรองดอง อยากให้บ้านเมืองกลับมาสงบ

แต่ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาจุดประเด็นว่าเสื้อแดงฆ่ากันเอง

แบบนี้เห็นทีจะปรองดองกันยาก!!

การ์ตูนเซีย 27/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_121927

การ์ตูนเซีย 27/10/53

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมปาก

ที่มา Thai E-News


Blowin' In The Wind-..Yes, 'n' how many ears must one man have(คนๆหนึ่งต้องมีหูสักกี่อัน) Before he can hear people cry? (ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของผู้คน?) Yes, 'n' how many deaths will it take till he knows(แล้วกี่ชีวิตจะต้องสูญเสียก่อนที่เขาจะรู้) That too many people have died?(ว่ามีคนตายมากเกินพอแล้ว?)

ที่มา:ภาพข่าวAP:สตรี เสื้อแดงตะโกนร้องทุกข์ต่อเลขาฯUNระหว่างเดินทางมาเยือนไทยวานนี้ โดยบัน คี มุน บอกว่าปล่อยให้เป็นเรื่องกิจการภายในของไทย และเขาพุ่งความสนใจไปที่เรียกร้องพม่าปล่อยนักโทษการเมือง


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
27-31 ตุลาคม 2553

***ควัน หลงบันคี มุน เลขาธิการ UN เยือนไทย แต่ดันไปพูดเรื่องประชาธิปไตยในพม่า ส่วนการเข่นฆ่าปราบปรามคนไทยให้ถือเป็นเรื่อง"กิจการภายใน" วันนี้( 27 ตุลาคม) เวลา 13.00 น. เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย และขบวนการปรองดองเรนเจอร์พิทักษ์จักรวาล จะจัดกิจกรรม อ่านแถลงการณ์ และละครล้อเลียนต่อกรณีการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ
นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสหประชาชาติ ประเทศไทย***

***คุณยายศรีลัดดา คุณ ยายเสื้อแดงวัย 86 ปี ไทยแท้ที่ไปปักหลักอยู่ในอเมริกามานานกว่า 30 ปี แสดงความเห็นว่า ยายว่าUNนี่USELESS(ไร้ประโยชน์)อย่างเขาว่าจริงๆแหละที่พูดว่าจะไม่เข้ามา แทรกแซงกิจการในไทย ดังนั้นคนไทยก็ต้องคิดอ่านพึ่งพาตัวเองในการสู้กัยเผด็จการกันเองเป็นหลัก ท่าจะดีกว่า และยายขอกราบคารวะนักสู้เสื้อแดงที่ออกมาประท้วงในคราวนี้ โดยเฉพาะคุณแม่เสื้อแดงที่อุ้มลูกน้อยมาร่วมประท้วงแล้วถูกตำรวจทุบตีทำ ร้ายอย่างป่าเถื่อน

'I am so proud of the Redshirts who dared Prayuth authority and his threats. .but Ihad said that their petition to the UN is useless. Bun Kimoon delared that Un could not intervene with "internal affair" of a soverign country. Thai people should accept that we have to help ourselves get rid of this dictatorship, the government that used war weapons to kill unarmed civilians. Let them know that we thai people will not accept their rules any longer..Aphisit will never let we have another election,he just want to be Pm as long as he could. The picture of a lady defied policeman who tried to take away her backpack, shows that intimidation from police or soldiers do not work any more. Chai-YO.!!!This little old lady salute her and all the Redshirts.'***


***ศูนย์ข่าวประชาชน(People Channel)จัดเสวนา ณ ห้องเสวนา ศูนย์ข่าวประชาชน People Channel ชั้น 5 บิ๊กซี ลาดพร้าว

พุธที่ 27 ตุลาคม 2553

เวลา 13.00 น. ขอบคุณ “คลิปฉาว” ที่เสนอความจริง โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร
เวลา 14.00 น. “การเมืองเรื่องน้ำท่วม” โดย พลท เฉลิมแสน, วงศ์ รามอินทรา, หนุ่ม อุดร

พฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 53

เวลา 13.00 – 16.00 น.เสวนา “ความหมายแห่งเสรีชน”
โดย อรรถชัย อนันตเมฆ
อุ๋ย ไทยเดลฟรี
ศักดิ์ดา บูรพงศ์
อารี แท่นคำ
ซาร่า ดำเนินรายการ

เสาร์ที่ 30 ตุลาคม 53
เวลา 13.00 น. ปิดท้ายเดือนตุลาด้วยภาพยนตร์ “14 ตุลา สงครามมหาประชาชน”

อาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 53

เวลา 13.00-17.00 เม้าท์กันสนั่นเมือง พบกับ :ป้อม กรองทอง,เต้ มดชมพู,อ้น ชัยนรินทร์***


***ภาพเก็บตกเวทีเขาแก่นจันท์ ราชบุรี แรลลี่เมื่อ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา มีบทกวีเพราะๆที่ทรงความหมายของจิตร ภูมิศักดิ์ บนเวที กิจกรรมผ่านไปด้วยความราบรื่นทุกประการ***

***คน ไทยเราไม่ทอดทิ้งกัน...แห่ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว อย่าลืมเหลียวแลผู้ประสบภัยการเมืองด้วยจ้า ล่าสุดมีรายงานสดจากผู้ไปเยี่ยมบ้านคุณ เสกสิทธิ์ ช้างทองผู้ประสบภัยการเมือง 19 พฤษภาฯ และเขียนบันทึกนี้ขึ้นเพื่อวิงวอนไม่ให้ลืมเลือนพวกเขาไป โดยที่ยังไม่มีการเยียวยา ( อ่านบันทึกที่นี่ )***

***หนัก สุดก็คือผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ปาก)พูดไม่ออกบอกไม่ได้ เพราะถูกขังสิ้นอิสรภาพมาตั้งแต่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลองอ่านรายงานเรื่อง หยดน้ำตาหน้าคุก 22 เสื้อแดงอุดร กับ ข้อหาเผาศาลากลาง ฯ
ผู้ ต้องขังทั้งหมดขึ้นไปอยู่บนรถเรือนจำ หญิงสาวที่ร้องไห้ตลอดเวลายังคงไม่หยุดร้องไห้ เธอเดินตามมาข้างรถ เขย่งปลายเท้า เพื่อที่จะได้จับมือชายหนุ่มของเธอซึ่งอยู่หลังลูกกรงบนรถคันสูง เธอยืนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกไป ถัดไปด้านหลัง หญิงชราอีกคนผู้ซึ่งเดินทางจากต่างอำเภอเพื่อมาฟังข่าวที่ว่า ลูกชายของเธออาจจะได้รับโทษร้ายแรงเช่นกัน ยืนมองรถเรือนจำเคลื่อนตัวออกไปด้วยสายตาแห้งผาก ไม่มีน้ำตา แต่ไม่มีใครรู้ว่าในใจของเธอกำลังคิดอะไรอยู่***


*** เมาท์กันสนั่นเมือง-เตรียมตัวพบกับขาเมาท์ประจำเมือง อ้น ชัยนรินทร์,เต้ มดแดง,ป้อม กรองทอง
พร้อมแขกรับเชิญ มาร่วมกัน "เมาท์กระจาย" วันเมาท์ อาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 เวลาเมาท์ 12.00-17.00 น. สถานที่เมาท์ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว รับประกันความสนุก โหด มันส์ ฮา***

***อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง แห่ง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนแจ้งข่าวมาว่า ตามที่อาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโมผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เสียชีวิตไปเมื่อสามเดือนก่อน ทำให้การรับบทความได้หยุดชะงักลงชั่วคราว ตอนนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เริ่มเปิดรับบทความใหม่แล้วทางอีเมล์แอดเดรสใหม่ คือ midnightuniversity@gmail.com โดยจะสามารถเผยแพร่บทความในหน้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ในราวสัปดาห์หน้า จึงขอแจ้งข่าว ปชส.มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน***

*** งานรวมพลังคนเสื้อแดงยุโรปเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ สถานที่ชุมนุม RÅDHUSPLADSEN โคเปนเฮเกน วันที่ 30ตุลาคม เริ่มงานเวลา 13.00น ร้องเพลงแดงทั่วแผ่นดินร่วมกัน แนะนำตัวแทนของกลุ่มจากประเทศต่างๆทั่วยุโรป มีการแสดงต่างๆร่วมกัน ร่วมรับฟังโฟนอินจาก นายกฯในดวงใจ ทักษิณ ชินวัตร ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก ร่วมกันทำความสะอาดสถานที่จัดงาน จบงานด้วยเพลง ตะโกนบอกฟ้า และนักสู้ธุลีดิน ประมาณ16.00 น.จบงาน เวลา18.00น รับประทานอาหารร่วมกัน

พบกันวันที่ 31 ตุลาคม สถานที่วัดไทยเดนมาร์ก STENLØSE 8.00 น. รับประทานอาหารเช้า 10.00 น.ทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีอุทิศให้แด่วีรชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย***

***ชาวชุมชนบ่อนไก่จัดกิจกรรมรำลึกไว้อาลัยวีรชน 31 ตุลาคมนี้ที่ชุมชนบ่อนไก่ หน้าธ.กรุงเทพฯ สาขาลุมพินี กำหนดการ

15.30 น.พบกันที่บริเวณจัดงาน
16.00 น.ผู้เห็นเหตุการณ์พาไปชี้จุดคนตาย พาผู้สื่อข่าวดูรอยกระสุน เพื่อให้เห็นว่าวิถีกระสุนมาจากฝั่งทหาร
17.10 น.ร่วมกันยืนสงบไว้อาลัยวีรชนผู้เสียชีวิต
17.15 น.ร่วมกันปล่อยลูกโป่ง และผูกผ้าแดงไว้อาลัย สานต่อเจตนารมณ์วีรชน
17.30 น.ร่วมกันจุดเทียนเพื่อให้บ้านเมืองสว่างจากการมืดมิดมานาน ประชาชนจะได้ตาสว่างมากๆขึ้น เสร็จภารกิจแยกย้ายกันกลับบ้าน***

***คุณคอนเนอร์ เพอร์เซล ชาว ออสเตรเลียที่ติดคุกในไทยเพราะขึ้นปราศรัยเวทีเสื้อแดงที่ผ่านมา และได้ออกจากคุกแล้ว จัดงานพร้อมกันกับที่ขบวนแรลรี่ปั่นจักรยานโครงการเส้นทางสีแดง(ดูรายละเอียดท้ายสังคมข่าว)ที่จะออกมาเรียกร้องให้ปลอ่ยตัวแกนนำและคนเสื้อแดงที่ติดอยู่ในคุก


โดย คุณคอนเนอร์จะรวบรวมพี่น้องเสื้อแดงที่ซิดนีย์ ไปประท้วงหน้าสถานทูตไทยประจำออสเตรเลียในวันที่ 31 ต.ค.วันเดียวกับที่โครงการเส้นทางสีแดง เริ่มเคลื่อนขบวนเส้นทางสีแดงจากราชประสงค์ไปอีสานนาน1เดือน ระยะทาง 900 กิโลฯเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำ

ทั้งนี้คุณคอนเนอร์และเสื้อแดงออสเตรเลีย รวมทั้งผู้ดำเนินโครงการ แจ้งมาว่า อยากให้คนไทยทั่วโลกร่วมทำกิจกรรมนี้พร้อมๆกันทั่วโลก จึง ขอประชาสัมพันธ์ไปยังเสื้อแดงทั่วโลกร่วมกันคิกออฟกิจกรรมเส้นทางสีแดงไป พร้อมๆกัน หากสามารถมาร่วมชุมนุมกันได้ที่สถานทูตก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะกดดันรัฐ บานให้ปล่อยตัวแกนนำหรือคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุก***


*** ขอเชิญร่วมกิจกรรมงานวันนิคม จันทรวิทุร ประจำ ปี 2553 มีสัมมนาเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทยกับคุณภาพชีวิตแรงงาน” วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ชั้น 7 และ ห้องประชุมประภาศ อวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดยมูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


8:00 - 8:30 น. พิธีเปิดห้องประชุมศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ชั้น 7 ตึกอเนกประสงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
กล่าวรายงานโดย รศ. ดร. ไว จามรมาน ผู้อำนวยการ สถาบันทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การกล่าวสุนทรพจน์และเปิดห้องประชุมฯ โดยอธิการบดี และ ผู้แทนครอบครัว
จันทรวิทุร
8:30 - 8:45 น. ผู้เข้าสัมมนาลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนา ณ ห้องประชุมประภาศ อวยชัย ชั้น 4
ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
8:45 - 9:00 น. กล่าวต้อนรับ โดย
ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
9:00 – 9:15 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดย อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายปนิธิ ศิริเขต ผู้อำนวยการสถาบันแรงงานศึกษา
9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ. 2553 หัวข้อ
“การปฏิรูปประเทศไทยกับคุณภาพชีวิตแรงงาน” โดย
• รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกษียณอายุ) และกรรมการมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง
10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทยกับการปฏิรูปแรงงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดย
• คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี*
• ดร.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร*
• รศ. ดร. ไว จามรมาน ผู้อำนวยการ สถาบันทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*
• ดร. สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
• นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)
11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา
12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
หมายเหตุ
1. *วิทยากร อยู่ระหว่างการทาบทาม
2. พิธีกรดำเนินรายการ : อาจารย์วิภา ดาวมณี และ ผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์***


***คนเสื้อแดงจัดงาน"คาราวานสินค้าราคาถูกยุคค่าเงืนบาทแข็ง"ที่โครงการเอื้ออาทร บึงกุ่ม จองที่ขายฟรี ติดต่อคุณปุ้ย 082-6301700***


***เวบไซต์www.serichon.com จัดกิจกรรมโยนโบว์ลิ่ง หา ทุนสนับสนุนวิทยุออนไลน์เสรีชน ที่เมเจอร์โบว์ล ชั้น6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว เสาร์ที่ 6 พฤศจิกายนนี้ 09.00-13.00 ค่าสมัครทีมละแค่1500(3ท่านต่อทีม)ชิงถ้วยนายกฯทักษิณ หากหาทีมไม่ได้ เจ้าภาพจัดหาให้ที่หน้างาน (มาท่านเดียวแค่500)ฝีมือไม่เกี่ยว ไม่ต้องพกมา พกมาแค่ความฮากับพกเพื่อนรู้ใจ สมัครหรือขอรายละเอียดที่serichonteam@yahoo.com โทร087-0570640***

***6 พ.ย.นี้ชมคอนเสิร์ต"ใจประสานใจ"โดยบ้านเลขที่111ที่สมุทรสาคร บัตรราคา 120 บาท ติดต่อร่วมงาน 082-2423794***

***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แนวร่วมพลเมืองไทย กลุ่มแดงเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงาน"ลอยกระทงรักไทขับไล่อภิสิทธิ์"ขึ้นที่เวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศร่วมงานในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00-23.30น.

โดยจุดหมุ่งหมายของงานให้สะท้อนผลงานอันอัปยศของนายอภิสิท ธิ์เวชชาชีวะ ซึ่งในงานจะมีกิจกรรมแห่กระทงการเมืองเผาอภิสิทธิ์เผา เทียนเล่นไป ปล่อยโคมลอย รำวงย้อนยุค และมีการประกวดนางนพมาศ โดยคนเสื้อแดงจะ ส่งนางนพมาศทุกอำเภอมาประกวดในงาน และจะมีการปราศรัยจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และปราศรัยจากกลุ่มเชียงใหม่แดง***

***ท่านที่ชอบบทความวิพากษ์การเมืองให้ถึงราก ตอนนี้เชิญ www.timeupthailand.netเปิดเป็นทางการแล้ว นำทีมโดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ เจ้าของบทความร้อน"ทำไมจึงไม่รัก..." ทยอยนำเสนอเรื่องราวและบทความที่พูดเรื่องรากฐานบ้านเมืองกับประชาธิปไตย ***


*** "นิราศรัฐ ก.ไก่: 2542 - 2552"

หนังสือผลงานของ กานต์ ณ กานท์: เขียน
ไชยันต์ รัชชกูล: คำนำเสนอ

จำหน่าย ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 21-31 ตุลาคม 2553 ที่บูธสนพ.อ่าน & สนพ.ฟ้าเดียวกัน บูธ N44 โซน ซี1 และบูธสนพ.ไซเบอร์ฟิชมีเดีย W19 โซนเอเที่ยม อย่าลืมอุดหนุนกวีที่มีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นคนนี้***

***คุณเคยอ่านหรือยัง วารสาร"อ่าน"ซึ่ง"สิงห์ สนามหลวง"หนอนหนังสือระดับกูรูวงการหนังสือเมืองไทย ยกย่องให้เป็นหนังสือที่เข้มข้นแห่งวงการนักเขียนนักอ่านยิ่งกว่านิตยสาร"โลกหนังสือ"เคยสร้างชื่อไว้ในยุคหลัง 6 ตุลาคม 2519


เอา ฉบับล่าสุดการ์ตูนม็อบอำมาตย์นี่ก็เล่นเอา"จุก"ไปเลยหละ...ข้าวปลาอาหาร กินไปไม่นานเป็นขี้ ซื้อเหอะหนังสือดีดี พรุ่งนี้ได้อ่านนานนาน

พบ กับวารสารอ่านและหนังสือเล่มของสำนักพิมพ์อ่านในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 21-31 ตุลานี้ ที่บูธสนพ.อ่าน & สนพ.ฟ้าเดียวกัน บูธ N 44 โซน ซี 1 หรือที่ร้านก็องดิด (ถ.ตะนาว), ร้านศึกษิตสยาม (วัดราชบพิธ), ร้านริมขอบฟ้า (อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย), ร้านโอเดียน สยาม(ใกล้โรงหนังสกาลา), ร้านตะวัน (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ), ร้านเล่า เชียงใหม่ (ถ.นิมมานฯ), ร้านสามัญชน เชียงใหม่ (คาร์ฟู หางดง) ***

*******
เชิญร่วมหลั่งน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ปาก)อย่าปล่อยให้พวกเขาถูกขังลืม ในโครงการเส้นทางสีแดง
เชิญร่วมโครงการเส้นทางสีแดงจากคลองเปรมสู่11จังหวัดอีสาน860กม. เยียวยา+ตามหายุติธรรม


โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project)ขอเชิญร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 31ต.ค.-30 พย.นี้ แวะเยี่ยมผู้ต้องขัง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.ฯลฯ และรณรงค์สู่ระดับนาชาติ


โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project) เป็นโครงการด้านมนุษยธรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสังหารหมู่ใน วันที่ 10 เมย.และ 13-19 พค.ที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชนชาวไทยที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โครงการนี้ดำเนินการโดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ

โดยโครงการ นี้มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังในคดี ชุมนุม เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปฏิบัติ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย และเรียกร้องให้นานาชาติได้หันมาตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กย. 2549

โครงการนี้มี คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ (แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) และอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นที่ปรึกษาโครงการในประเทศไทย และมีคุณพอร์แชล คอนเนอร์ (อดีตนายทหารบกออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังและถูกซ้อมอย่างทารุณในเรือนจำ คลองเปรม) เป็นสมาชิกกลุ่มและที่ปรึกษาโครงการในต่างประเทศ

โครงการ เส้นทางสีแดงประกอบด้วยคนเสื้อแดงที่รักความเป็นธรรมและมีความมุ่งมั่นที่จะ นำน้ำใจและความช่วยเหลือมอบให้แก่พี่น้องเสื้อแดงที่อีสานซึ่งได้รับผลกระทบ จากการสังหารหมู่ มากที่สุด คนเสื้อแดงในภาคอีสานจำนวนมากถูกสังหาร บาดเจ็บ พิการ และสูญหายอีกจำนวนมาก สมาชิกโครงการจะร่วมกันเดินเท้าและปั่นจักรยานเพื่อไปเยี่ยมเยียน เยียวยา และให้กำลังใจบุคคลที่น่าเห็นใจเหล่านี้ได้มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป และไม่ย่อท้อที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงที่พวกเขาโหยหามาชั่ว ชีวิต

ขบวนเดินทางจะเริ่มออกเดินทางในวัน อาทิตย์ที่ 31 ตค. เวลา 13.00 น.ที่ราชประสงค์โดยจะปั่นจักรยานและเดินเท้าไปเรือนจำคลองเปรมเพื่อทำการ วางดอกไม้แดงและปล่อยนกพิราบเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ โครงการนี้จะเดินทางด้วยระยะทางกว่า 900 กม. ผ่าน 12 จังหวัดในภาคอีสาน ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 31 วันโดยประมาณ

พบกันอาทิตย์ 31 ตค.ที่ราชประสงค์ครับ !

จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อ :

1. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังคดีชุมนุมทั่วประเทศ
2. ต่อต้านระบบ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย
3. เรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49


โครงการ นี้มีภารกิจที่จะรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง และครอบครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ส่งมอบให้กับคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เมือสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเยี่ยวยาบุคลลเหล่านี้ และเพื่อให้ต่างชาติได้ตระหนักถึงภัยของการรัฐประหาร และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ระยะเวลา : 31ตุลาคม-30 พย. 2553

เส้นทาง : กรุงเทพฯ (เริ่มจากเรือนจำคลองเปรม) ไปปทุมธานี อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น(บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย (สิ้นสุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)

รวมระยะทาง : 900 กม.

โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง ( Red Path Group : RPG )


โครงการ นี้มีบก.ลายจุด-คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ และอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นที่ปรึกษา และมีคุณ David Conor Purcell เสื้อแดงชาวออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังนาน3 เดือน และได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เป็นสมาชิกของทีม และเป็นที่ปรึกษา

ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์โครงการต่อพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ

ท่านจะเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร?-โครงการ นี้ต้องการคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมเดินทางนำน้ำใจและความช่วยเหลือไปสู่พี่ น้องเสื้อแดงอีสานตามรายละเอียดข้างต้น โดยขอความกรุณากระจายข่าวนี้ออกไปด้วย

ผู้ที่สนใจขอให้ติดต่อคุณฟอร์ด ได้ทางอีเมล์ red_truth_only@hotmail.co.th หรือที่ 081-5836964 หรือ Face Book ของ 'เรด ทรู้ธ'

คนไทยเสื้อแดงในต่างประเทศสามารถ เข้าร่วมทำกิจกรรมนี้พร้อมๆกันทั่วโลก ร่วมกันคิกออฟกิจกรรมเส้นทางสีแดงไปพร้อมๆกัน หากสามารถมาร่วมชุมนุมกันได้ที่สถานทูต หรือสถานกงสุลของไทยในต่างประเทฒก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะกดดันรัฐบานให้ ปล่อยตัวแกนนำหรือคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุก

*************