WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 10, 2010

ให้แม้วลืมอดีต แล้ว'มาร์ค'ล่ะ'เสธ'?

ที่มา บางกอกทูเดย์

สนัน



ใครคือตัวปัญหา

ในการปรองดอง?
ปรองดอง... ไม่ใช่ถ้อยคำปาฏิหาริย์ ที่จะเนรมิตให้ปัญหายุติลงได้ หากไร้ซึ่งความจริงใจและลงมือกระทำ

ดังนั้นหากวันนี้ใครก็ตามที่พรำพูดแต่คำว่าปรองดอง โดยไม่มีการพยายามที่จะทำอะไรเลย ก็เป็นแค่นักปั้นน้ำเป็นตัวไปวันๆเท่านั้นเอง

ผิดกับคนที่พยายามลงมือทำอย่างเต็มที่ ส่วนว่าจะได้ผลแค่ไหน อย่างน้อยก็มีลุ้นบนความพยายาม

กรณีการ เดินสายของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างความปรองดอง จึงถือเป็นสิ่งที่สังคมไทยในวันนี้ควรสนับสนุน และให้ความสำคัญ

ยิ่งไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศนอร์เวย์ ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่ากระพริบ

เพราะ แม้ เสธ.หนั่นอาจจะออกลีลาโคตรเซียนการเมืองว่า เป็นการพบกันโดยไม่ได้มีการนัดหมายกันล่วงหน้า เป็นการพบกันอย่างบังเอิญในงานทอดกฐิน ซึ่งแม้ว่าจะบังเอิญ แต่เสธ.หนั่นก็ยอมรับว่าได้ใช้เวลาพูดคุยกันนานกว่า 15 นาที

อาจจะเป็น 15 นาทีที่พลิกผันเกมการเมืองของไทย และอาจจะต้องมีการบันทึกไว้ในประวัติผสาสตร์การเมืองของไทยก็ได้

เพราะเสธ.หนั่นระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยืนยันพร้อมสนับสนุนแนวทางปรองดองของเสธ.หนั่น และอยากให้เดินหน้าต่อไป

รวมทั้งอยากจะให้คนไทยหันกลับมารักใคร่กัน

ซึ่งทางเสธ.หนั่นเองก็ได้บอกไปว่าอยากให้พ.ต.ท.ทักษิณลืมอดีต แล้วหันหน้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

“เราได้พูดกันว่า ขอให้ลืมอดีตเสียแล้วหันหน้าเข้ามาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศ”

เพราะ ถ้าไม่ลืมอดีต ความเคียดแค้นก็ยังมีอยู่ ซึ่งการที่บอกให้ลืมอดีต ในอดีตจะเคยเป็นอย่างไรก็ให้ลืมกันไปเสีย ไม่อย่างนั้นก็จะมีแต่ความเคียดแค้น อยากจะแก้แค้นรบราฆ่าฟันกัน

“ แต่อย่าไปตีความหมายให้ออกนอกลู่นอกทาง คือลืมอดีตที่มันผ่านมาแล้ว ใครถูกกระทำอย่างไรก็ให้ลืมเสีย”

ส่วนที่มีการพูดๆกันในขณะนี้ถึงเรื่องนิรโทษกรรม พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ใครคิดเห็นอย่างไรก็เอามารวบรวมเราจะได้ทำเป็นข้อมูลอีกครั้ง

ส่วน ว่าการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการเดินหน้าปรองดองของเสธ.หนั่นหรือไม่ คำตอบก็คือเดิมเข้าใจอย่างนั้น แต่คราวนี้ไปพบกันแล้วก็พูดจากันโดยไม่ได้นัดหมาย ไม่ทราบมาก่อนว่าจะเจอกันที่งานนี้ ดังนั้น ยังมีอีกหลายก้าว

สำหรับ สุขภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูก็ยังสมบูรณ์ ไม่ได้ป่วย ยังหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่เลย ส่วนว่า ตอนนี้ พำนักอยู่ที่ไหน ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้บอก และก็ไม่ได้ถาม เพราะจะเป็นการเสียมารยาท

และที่ว่าจะกลับเมื่อไรนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่ายังสนุกกับการทำธรุกิจอยู่

สำหรับ แนวทางปรองดอง นั้นเป็นรายละเอียด ฉะนั้นขอทำงานต่อไปก่อน ซึ่งการหารือไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร ในการพบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนรับฟังอย่างเดียว จากนั้นก็จะขอรวบรวมรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ยังเหลือพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ กองทัพ และคนเสื้อแดง

คาดว่าจะเสร็จกระบวนการในเดือน ม.ค.นี้

เรียกว่าอย่างน้อยก็มีวี่แววของทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับสังคมได้มากขึ้น

เพราะ สิ่งที่น่าเป็นห่วงของสังคมในขณะนี้ นอกจากเรื่องของความปรองดองซึ่งที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าแล้ว ยังมีเรื่องปัญหาทุจริต ปัญหาภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรี และภาพลักษณ์ของนักการเมืองไทย เป็นตัวที่สร้างปัญหาในการยอมรับจากสังคมด้วย

ถือเป็นปัญหาใหญ่มากใน ขณะนี้ เนื่องจากในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนเป้นที่มาของปัญหาความแตกแยกแบ่งขั้วอย่างหนักในสังคมไทยมาจนทุกวันนี้ ข้ออ้างที่กลุ่มทหาร คมช. ใช้เป็นข้ออ้างก็คือ มีปัญหาทุจริตเกิดขึ้นอย่างมากมาย

แต่กลายเป็นว่าหลังรัฐประหาร ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับระงมเรื่องทุจริตมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยก็ว่าได้ ตัวเลขประเภท 30% บ้าง 35%บ้าง เป็นตัวเลขที่พูดกันหน้าตาเฉย จนแทบจะกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองของการเมืองในรัฐบาลนี้ไปเสียแล้ว

เห็น ได้จากการที่ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อนายกฯ อภิสิทธิ์ ในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,136 คน เมื่อวันที่ 2 - 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สรุปผลได้ดังนี้

ประชาชนถึงร้อยละ 93.1 เห็นว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของสังคมไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาที่รุนแรงถึงรุนแรงมาก

โดย การทุจริตคอร์รัปชันที่ประชาชนคิดว่าเป็นปัญหารุนแรงมากที่สุดในขณะ นี้ได้แก่ การใช้อิทธิพลทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ (ร้อยละ 40.8) รองลงมาคือ การจัดซื้อจัดจ้าง การฮั้วประมูล (ร้อยละ 16.4) และการใช้นโยบาย/ใช้กฎหมาย แบบ 2 มาตรฐาน (ร้อยละ 13.0) ตามลำดับ

เมื่อ สอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อแนวทางการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ นายกฯ อภิสิทธิ์กล่าวผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่นายกฯ ประกาศออกมาทั้ง 4 เรื่องจะทำให้เกิดผลได้จริง

โดยเรื่องการปรับ ปรุงระบบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำให้โปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจทั้งฝ่ายประจำและฝ่ายการเมือง เป็นเรื่องที่ประชาชนเชื่อว่าจะไม่สามารถทำให้สำเร็จผลได้มากที่สุด

รองลงมาคือ การปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

ส่วนเรื่องที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้าน การทุจริต ในวันที่ 10 - 13 พ.ย. นี้ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 75.8 ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อถามว่าหลังการประชุมแล้วปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยจะ เป็นอย่างไร พบว่า

ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.3) เชื่อว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยจะยังคงเหมือนเดิม มีเพียงร้อยละ 15.5 ที่เชื่อว่าจะน้อยลง ขณะที่ร้อยละ 12.2 เชื่อว่าจะมากขึ้น

สำหรับ นักการเมืองไทยในปัจจุบันที่มีภาพลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตมาก ที่สุดได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ร้อยละ 49.8) รองลงมาคือ นายชวน หลีกภัย (ร้อยละ 30.3) และนายกรณ์ จาติกวณิช (ร้อยละ 2.2)

ส่วน นักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตน้อยที่สุดได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ (ร้อยละ 39.2) รองลงมาคือ นายเนวิน ชิดชอบ (ร้อยละ 24.2) และนายโสภณ ซารัม (ร้อยละ 8.3) ตามลำดับ

ภาพลักษณ์ติดลบซะขนาดนี้ หันมาสนับสนุนแนวทางปรองดองของ เสธ.หนั่น

แล้วรีบๆมีเลือกตั้งใหม่ เพื่อล้างไพ่การเมืองขณะนี้... เป็นสิ่งที่น่าจะทำมากที่สุด

เพราะยิ่งอยู่ คนกลับยิ่งไม่ไว้วางใจแบบนี้ อันตรายจริงๆ!!!

ถ้าท่านไม่"บริสุทธิ์ยุติธรรม" แค่ "วีออส" ก็พอ

ที่มา มติชน

http://www.matichon.co.th/online/2010/11/12893576881289357859l.jpg



การ ประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า เมื่อไม่นานมานี้ มีการเปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาล และองค์กรอิสระ ครั้งล่าสุด มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ในกลุ่มศาลด้วยกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้อัตราต่ำสุดที่ 65.1% ศาลยุติธรรมได้ 71.3% รองลงมาคือศาลปกครองได้ 67.3%

ความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญที่ต่ำลง ท่ามกลางกระแสข่าวคลิบฉาวที่ออกมาเป็นระลอก

ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอายุกว่า 64 ปี

ปัญหาคือ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบหรือไม่ยุบ ถามว่า ใครจะเชื่อถือ ?

กลางกระแส วิกฤตศรัทธาที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีข้อเสนอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไขก๊อก ลาออกไปยกชุด แล้วสรรหาตุลาการชุดใหม่มาตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ยังจะดีเสียกว่า แม้ว่าจะล่าช้าไปบ้าง แต่ว่ายังรักษาศาลรัฐธรรมนูญไว้ได้

นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการยุบศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่า ความเสื่อมเป็นเรื่อง "ตัวบุคคล" มากกว่า

นอกจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาลแล้ว ยังมีผลสำรวจองค์กรอิสระอีกด้วย

ผล สำรวจครั้งนี้ ปรากฏว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีอัตราความเชื่อมั่นลดลงจากเดิมมากที่สุด โดยปัจจุบันความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่ที่ 46.8% ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้รับความเชื่อมั่นอยู่ที่ 41.8% และที่มีความเชื่อมั่นที่น้อยที่สุดคือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯที่ 38.8%

ความ เชื่อมั่นของ สตง.ที่ลดลง เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะนายเก่ากับนายใหม่ เปิดศึกสู้รบ สาวไส้ กันขนาดนั้น ถ้าความเชื่อมั่นยังดีเหมือนเดิมก็แปลก

แต่ ข้อมูลที่ชาวบ้านได้รับรู้จากศาลรัฐธรรมนูญ ถึง สตง. และองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่มีการเปิดโปงกันออกมาก็คือ บรรดาท่านทั้งหลาย มีบริวารมากกว่า ทั้งเลขานุการส่วนตัว ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ คนขับรถประจำตัว

ไม่นับห้องทำงานที่หรูหรา รถยนต์ประจำตำแหน่งที่นิยมใช้ยี่ห้อเบนซ์ คันละ 3 ล้านกว่า

องค์กรอิสระบางแห่ง เช่ารถ BMW ซีรีส์ 7 ให้แก่กรรมการทุกคน เท่าที่ทราบ ค่าเช่าแพงมาก

ยัง ไม่รวมสิทธิพิเศษมากมาย โดยเฉพาะตั๋วเครื่องบินฟรี สิทธิของบางท่านก็เลื้อยไปถึงลูกเมีย นี่ยังไม่นับรวมเงินเดือนและค่าตอบแทนพิเศษที่เฉียดแสนต่อเดือน รวม ๆ แล้วต้นทุนของแต่ละท่านสูงมาก

ส่วน "องคาพยพ" ของท่านหนึ่ง ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 69,910 บาท เลขานุการ 1 คน เงินเดือน 47,100 บาท ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เงินเดือน 30,000 บาท ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน เงินเดือนตามวุฒิการศึกษาตั้งแต่ 16,000-22,000 บาท คนขับรถ 1 คน เงินเดือน 11,300 บาท เป็นต้น

คำนวณ แล้ว จะต้องจ่ายเงินเดือนให้แก่ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ ประจำท่านคนเดียวต่อเดือนกว่า 229,000 บาท

ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายให้แก่ท่านทั้งหลาย...แพงมาก แต่ถามว่าคุ้มค่าไหม ! ยังน่าสงสัย

เพื่อน อาจารย์ท่านหนึ่งที่ติดตามผลงานของท่านทั้งหลายยืนยันว่า รถประจำตำแหน่งของท่าน เมื่อเทียบกับผลงาน แค่โตโยต้า วีออส ก็พอเพียงแล้ว

ผมแย้งว่า ขนาดผู้ว่าราชการจังหวัด ยังโตโยต้า คัมรี่ เลย (ครับ) แค่วีออสอาจเป็นการเปรียบเปรยที่สุดโต่งไป

แต่ ประเด็นของผมคือ ท่านจะใช้คัมรี่หรือเบนซ์ หรือ BMW ซีรีส์ 7 ผมไม่ว่าเลย ขออย่างเดียวให้ท่านตัดสินคดีความ ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม จริง ๆ

อย่างที่ตุลาการผู้ใหญ่รุ่นครูท่านกล่าวว่า "ถ้าตัวตรง ไม่ต้องกลัวเงาคด ถ้าหัวตรง ไม่ต้องกลัวเท้าเอียง"

แต่ถ้าทำไม่ได้ ผมว่าลาออกไปเสียดีกว่า !


ขุนสำราญภักดี

10 พ.ย.2553

ความกล้าหาญของนักนิติศาสตร์ไทยในคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



โดย เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"กฎหมายที่แท้จริง คือเหตุผลที่ถูกต้อง” ซิเซโร


ธรรมดา นั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วย่อมเป็นที่สุด ไม่ว่าผู้แพ้หรือชนะย่อมเคารพในคำตัดสินและหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์ แต่เมื่อศาลแขวงพระโขนงได้ตัดสินยกฟ้องคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา

ผู้เขียนเห็นว่า คำ พิพากษานี้มีปัญหาอย่างยิ่ง สมควรที่จะหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์ให้กระจ่าง โดยเมื่อตั้งสมมติฐานไว้แล้วว่า การตัดสินนั้น ตุลาการได้ดำรงความเที่ยงธรรมเป็นกลาง ปราศจากอคติทั้งปวง สิ่งที่จะหยิบยกมาพิจารณาจึงเหลือแต่วิธีการให้เหตุผลดังนี้


๑.แบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง

เนื่อง จากการเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ นั้น มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙ /๒๕๔๙ ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุว่าผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งนั้น ปฏิบัติหน้าที่ไม่เที่ยงธรรม สิ่งที่จำเลยฉีกไปจึงมิใช่บัตรเลือกตั้ง แต่เป็นเพียงแบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ไม่มีความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งแต่อย่างใด


ถ้า การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วเกิดผลข้างต้นขึ้น การกระทำผิดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็ไม่ควรจะผิดได้เลย เพราะเมื่อไม่ใช่การเลือกตั้งเสียแล้ว การซื้อเสียงครั้งนั้นจึงไม่ใช่การซื้อเสียง เป็นเพียงการแสดงท่าทางการซื้อเสียงเท่านั้น


จน ถึงที่สุด ถ้าใช้ตรรกกะเช่นนี้ พรรคไทยรักไทยก็ไม่ควรถูกยุบ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและสิ้นผลไปแล้ว การจ้างพรรคเล็กลงสมัครจึงไม่เป็นความผิด


๒. สันติวิธีและการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีทางนอกรัฐธรรมนูญ


รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๕ ซึ่งให้สิทธิประชาชนชาวไทยที่จะ “ต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” ได้ถูกนำมาอ้างเป็นฐานในการต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นก็ได้ใช้สิทธิตามมาตราดังกล่าวมายกเว้นความผิดฐานทำให้เสีย ทรัพย์ไป


ในเหตุผลข้อนี้ต้องวิเคราะห์ในสองประเด็น คือ การต่อต้านโดยสันติวิธีและการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

๒.๑ การต่อต้านโดยสันติวิธี


คำถาม คือ สันติวิธีนั้นสามารถผิดกฎหมายได้หรือไม่


แน่ นอนว่า การกระทำผิดกฎหมายที่ก่อความรำคาญหรือเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่นไม่ใช่ สันติวิธี อาทิ การยิงลูกระเบิด การชุมนุมปิดสนามบิน หรือแม้กระทั่งการขับรถแท๊กซี่ชนรถถังของคณะรัฐประหาร


แน่นอนว่า การแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยโดยไม่ผิดกฎหมายและไม่สร้างความเดือดร้อนเสีย หายแก่บุคคลอื่น ย่อมเป็นการกระทำโดยสันติวิธี เช่น การอดข้าวประท้วง การชูป้ายข้อความ


แล้วารกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่สร้างความเสียหายแก่บุคคลใดโดยเฉพาะ นอกจากความสงบเรียบร้อยของรัฐและความมั่นคงในกฎหมาย เป็นการกระทำโดยสันติวิธีหรือไม่


ในความเห็นผู้เขียนแล้ว “สันติวิธี” ของรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นสันติที่คู่ไปกับความชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถตีความแยกออกจากกันได้ มิเช่นนั้นคงเป็นการตีความที่ให้ผลประหลาดและทำลายตัวของมันเอง


รัฐ ธรรมนูญคงมิได้มีเจตนารมณ์ จะให้คนทำผิดกฎหมายกระมัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงถึงหลักนิติธรรมที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมีแล้ว การกระทำไม่ว่าจะของรัฐหรือเอกชน ล้วนแต่ต้องชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

๒.๒ การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ


โชค ดีเป็นอย่างยิ่งที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙/๒๕๔๙ เห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ เห็นว่า การกระทำของพรรคไทยรักไทย เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลสามารถอ้างว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิต่อต้านตามมาตรา ๖๕ ได้อย่างมั่นใจ


แต่กระนั้นก็ดี มีข้อโต้แย้งดังนี้


ประเด็นที่หนึ่ง ถ้าไม่มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน การเลือกตั้งครั้งนี้ย่อมไม่เสียไปตามกฎหมาย ถ้าเป็นเช่นนี้ ศาลจะตัดสินอย่างไร แสดงว่า จำเลยคดีนี้โชคดีใช่หรือไม่ ในขณะที่คนที่ฉีกบัตรในการเลือกตั้งครั้งอื่นไม่โชคดีเท่านี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การฉีกบัตรก็ไม่ต่างจาการพนัน ว่า หลังจากฉีกแล้วจะมีคนนำคดีขึ้นสู่ศาลหรือไม่


ประเด็นที่สอง การได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ที่จริงต้องมีลักษณะเช่นใด


ประเด็น นี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตีความเรื่องนี้เป็นอัตวิสัยสูง การทุจริตเลือกตั้ง ไม่ว่า จะด้วยเหตุเล็กน้อยเพียงใด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๓๗ ล้วนถือเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น


ถ้า ยึดตามการให้เหตุผลเช่นนี้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้ามีคนฉีกบัตรเลือกตั้งเพื่อประท้วงการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า ต้องมีในการเลือกตั้งทุกครั้งไป บุคคลผู้นั้นจะอ้างเหตุผลนี้ได้หรือไม่


นอกจากนี้ ศาลพึงสังวรด้วยว่า ลำพังการทุจริตการเลือกตั้งอาจจะมิใช่วิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว เพราะปัจจุบันได้มีการถกเถียงกันอย่างมากเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๓๗ ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นการบัญญัติที่รุนแรงและไม่เป็นธรรมมากเกินไป


เพราะ ฉะนั้น การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไป ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้อาจควรจำกัดเฉพาะการกระทำที่เห็นได้ ชัดว่าไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญเลย เช่น การรัฐประหาร ซึ่งก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากเกิดขึ้นจริงแล้วก็ไม่มีกฎหมายให้สิทธิประชาชนไปต่อต้านอยู่ดี มากกว่าการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในการเลือกตั้งครั้งไหนบ้างที่คนโกงจะถูกจับได้และจะมีคำพิพากษายุบพรรคการเมืองออกมาอีก


๓. ทรัพย์ที่ฉีกมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น


คำ ถามประการเดียว ณ ที่นี้ คือ ศาลมีอำนาจพิจารณาด้วย หรือว่าถ้าทรัพย์มีราคาเล็กน้อยแล้วยกฟ้องได้ มีกฎหมายให้อำนาจศาลไว้ตรงนี้หรือไม่


ทั้งสามประเด็นที่หยิบยก ขึ้นมาพิจารณานั้น มิใช่มุ่งหมายร้องให้นำตัวจำเลยกลับมาลงโทษ ซึ่งจำเลยเองก็พร้อมจะยอมรับโทษทัณฑ์อันพึงมีหากศาลตัดสิน และผู้เขียนก็นับถือในความเป็นคนจริงของท่านยิ่งนัก


แต่แท้จริง ทั้งสามประเด็นนี้ล้วนมุ่งไปที่เหตุผลของศาลเองทั้งสิ้น เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลน่าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายคลาดเคลื่อน เหตุผลบางประการไม่สมเหตุสมผล หรือเหตุผลที่ให้นั้นขาดกฎหมายรองรับ


จริงอยู่ที่คำพิพากษานี้ เป็นเพียงคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่คำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานในวงการนิติศาสตร์ไทย

แต่ ไม่ว่าจะศาลชั้นไหนก็ไม่ควรมีข้อผิดพลาดเช่น นี้ เพราะในสังคมไทย ไม่ใช่ทุกคดีจะขึ้นสู่ศาลฎีกา มิเช่นนั้น ความยุติธรรมจะเกิดได้อย่างไร


น่า เสียดายที่ด้วยระยะเวลาอันจำกัด ผู้เขียนจึงไม่อาจค้นหาคำพิพากษาฉบับเต็มได้ และไม่สามารถค้นหาได้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หรือการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีคนฉีกบัตรแล้วโดนลงโทษไปมากน้อยเท่าใด


ในบางครั้งตุลาการอาจ ได้รับคำแนะนำจากสังคมให้คำนึงถึง “ความเหมาะสม” “หลักรัฐศาสตร์” หรือ “ความเป็นธรรมเฉพาะคดี” บ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไร หลักก็คือหลัก หน้าที่คือหน้าที่ โดยเฉพาะในยามนี้ที่บ้านเมืองวุ่นวายมิใช่เพราะทุกคนทิ้งหน้าที่ ทิ้งหลัก ปล่อยให้ตัวเองไปตามกระแสความรู้สึกอันเชี่ยวกรากมิใช่หรือ

เพราะ ฉะนั้น ตุลาการ ผู้ธำรงระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นเสาค้ำจุนรัฐไทยอยู่ จึงยิ่งสมควรมั่นคงในหลักการแห่งวิชาชีพและวิชาการของตนมากยิ่งกว่าช่วงเวลา ไหน ๆ ในประวัติศาสตร์


มิเช่นนั้น อาจจะถึงเวลาที่เราต้องหยุดเรียกร้องหา “ความกล้าหาญ” ของนักนิติศาสตร์ไทยเสีย เพราะเมื่อความกล้าหาญถูกสำแดง มันกลับทำลายความน่าเชื่อถือแห่งวงการนิติศาตร์ไทยเอง

ระวังฟองสบู่

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




สถานการณ์บ้านเรายามนี้ทุกความสนใจมุ่งเป้าไปยังการแก้ปัญหาน้ำท่วม และการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะมาถึง

แต่อีกปัญหาหนึ่งที่กำลังซ่อนอยู่ในเงามืดและกำลังคืบคลานเข้ามาในเมือง ไทยอย่างช้าๆ ในรูปของข่าวดี แต่แฝงกลิ่นอายความอันตรายอยู่ในที เหมือนจะถูกละเลยไป

นั่นคือปัญหาค่าเงินบาทแข็ง และการไหลเข้าของเงินดอลลาร์ที่มามาก และมาเร็วอย่างยิ่ง

นับจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25 พร้อมอัดฉีดเงินเข้าระบบอีก 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

เงินมหาศาลโยกมาลงในตลาดเอเชีย รวมทั้งไทยเราด้วย

เงินบาทน่าจะยิ่งแข็งค่าขึ้น ตอนนี้จะทรงอยู่ราว 29 บาทกลางๆ

ขณะที่ตลาดหุ้นก็พุ่งพรวดๆ ราวกับกระทิงติดปีก

เช่นเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์

แม้ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น-ตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะออกมายืนยันว่าไม่ใช่ภาวะฟองสบู่แต่เพราะตลาดหุ้นไทยเติบโตด้วยผลกำไร

ส่วนตลาดอสังหาฯ ก็ได้อานิสงส์จากมาตรการลดหย่อนต่างๆ ของภาครัฐ ทำให้ที่ผ่านมามีการซื้อขายกันจำนวนมาก และตลาดยังมีความต้องการอยู่

มองมุมหนึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของตลาดทุนและตลาด อสังหาริมทรัพย์ มาในช่วงเดียวกับที่ต่างชาติขนเงินเข้ามาในเมืองไทย

แม้โดยปัจจัยต่างๆ จะไม่เหมือนสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ก็น่าห่วง

เพราะราคาหุ้น และราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมูลค่าขึ้นเร็วเกินไป

ยังไม่นับโครงการคอนโดฯ ใหม่ๆ ที่จ่อคิวเปิดกันอุตลุด จนมองว่าตอนนี้คอนโดฯ ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดน่าจะล้นความต้องการแล้ว

ธนาคารแห่งประเทศ ไทยยังต้องประกาศเตือน และออกมาตรการเบรกความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการเพิ่มเงินดาวน์ หรือเงื่อนไขการกู้เงินที่ยากขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นแม้ผู้เกี่ยวข้องจะอ้างว่าเพราะมูลค่าของหุ้นไทยยังต่ำมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่การเทเงินเข้ามาจำนวนมากของต่างชาติดันให้ราคาและดัชนีหุ้นทะยานอย่างน่า กลัว

เพราะจากกลางปีที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นเริ่มดีดขึ้นจาก 800 กว่าๆ แค่เดือนพ.ย.ก็เกินพันจุดไปแล้ว

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเมื่อเงินมาได้ ก็ไหลออกได้เช่นกัน

ในอดีตวิกฤตการเงินหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัจจัยพื้นฐานเดียวกัน

คือการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติที่เร็วเกินไป และคนไทยก็ระเริงกับมันจนก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่

และเมื่อต่างชาติถอนเงินทุนออกไปในอัตราความเร็วพอๆ กัน

ฟองสบู่ก็แตกดังโพละ

เปิดคลิปไตรภาคโยงคดียุบปชป.-โกงสอบ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ





















คลิ ปวิดีโอที่เกี่ยวพันกับประเด็นคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และการโกงสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เผยแพร่ในเว็บยูทูบ โดยผู้ใช้นามแฝง "ohmygod 3009" วันนี้ มีการเผยแพร่มาแล้วรวม 3 ชุด

ชุดแรก มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว รวม 5 คลิป

ชุดที่สอง เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับการตอบโต้พรรคเพื่อไทย และคนทำคลิป รวม 3 คลิป

ชุดที่สาม ซึ่งเป็นชุดล่าสุด เกี่ยวกับคำสารภาพของผู้สอบ

แต่ละชุดมีรายละเอียด ดังนี้



คลิปชุดที่ 1 จำนวน 5 คลิป

คลิปที่ 1 เป็นภาพนิ่งรูปการพบปะของระดับผู้ใหญ่ของบ้านเมือง

คลิปที่ 2 วิดีโอการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ กับ นายวิรัช ร่มเย็น และนายวรวุฒิ นวโภคิน ที่ร้านอาหาร

เนื้อหาพูดคุยเกี่ยวกับการให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง มาเป็นพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

นายพสิษฐ์ ถามขึ้นว่า จะให้ประธานกกต.คนเดียว หรือกกต.มาหลายคน นายวิรัช กล่าวว่า เป็นอำนาจของนายทะเบียนฯ จะให้ความเห็น นายพสิษฐ์ จึงแย้งอีกว่าประเด็นอยู่ที่ตุลาการอาจให้กกต. มากันหลายคน ถ้ามาทั้ง 5 คน รับได้ไหม นายวิรัช ระบุ กลัวจะมีปัญหา อำนาจก็ต้องอยู่ที่ตัวประธาน

นายพสิษฐ์ ยังถามนายวรวุฒิ ว่า ให้เทียบระหว่างให้นักวิชาการกับกกต. มา 5 คน กับกกต.มาคนเดียวคือตัวประธาน นายวรวุฒิ กล่าวว่า ประธานกกต. มาคนเดียวน่าจะเป็นผลบวกกับทางพรรคมากกว่า เมื่อหันไปถามนายวิรัช ก็ยืนยันแบบเดียวกัน และว่านางสดศรี (สัตยธรรม) แถลงว่าอยากมา แต่นายพสิษฐ์ ระบุว่า ถ้ามาผมว่ายุ่ง จะมาขยายประเด็นเกี่ยวกับรายละเอียด ก่อนที่นายวิรัช จะสรุปว่าเป็นประธาน บวกกกต.อีก 4 เป็น 5 คน

นายพสิษฐ์ เสนอว่า ให้เป็นประธานกกต. แล้วให้นายวิรัช กลับไปเลือกกกต. อีกคนหนึ่งแต่อย่าเป็นนางสดศรี รวมถึงให้นักวิชาการออกมาพูดผ่านสื่อเยอะๆ และว่า มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฝากบอกท่านนายกฯ ชวน ด้วย อย่าให้คนในพรรคพี่เที่ยวออกมาพูดเยอะ แต่นายวิรัช แถลงเองไปเลยไม่เป็นไร และไม่ถือว่าก้าวล่วงศาล แต่นายเทพไท (เสนพงศ์) ช่วงนี้เพลาๆ ตอนนี้มันเดินทางมาใกล้จบคดียุบพรรคแล้ว

คลิปที่ 3 เป็นบรรยากาศในห้องประชุมตุลาการฯ หารือเกี่ยวกับการเชิญประธานกกต. มาเป็นพยาน มีการระบุว่าอาจเรียกมาในฐานะนายทะเบียน หรือประธานฝ่ายกกต. เพราะอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องอำนาจ ข้อกฎหมาย มีเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมและเห็นว่าควรทำเป็นหมายเหตุไว้ก่อน

มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากเชิญมาแล้วไม่มาจะทำอย่างไร พร้อมเสนอให้กำหนดประเด็นที่จะสอบถาม ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะใช้กำหนดข้อ 40 หรือ 41 ถ้า 41 ไม่ต้องรอให้เบิกความ แต่ถ้าเป็นข้อ 40 ต้องเบิกความ แต่ถ้าใช้ข้อ 41 ท่านอาจไม่มา จึงอยากให้ใช้ข้อ 40 ท่านต้องมา จะมาเป็นฤๅษีหลังม่านไม่ได้ต้องออกมาพูดให้ชัดเจน ไม่ควรหลบไปหลบมา คดีนี้สำคัญมาก ตัวนายทะเบียนสำคัญ หัวใจอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มาก็ไม่ได้แสดงว่าขาดความรับผิดชอบ จากนั้นมีการถกเถียงกันเรื่องวันเวลาการตัดสิน มีความเห็นว่าอยากให้คดีการถือหุ้นส.ส. ส.ว. เสร็จสิ้นไปก่อน เพราะกดดันทั้งสองเรื่อง

คลิป 4 บันทึกภาพการประชุมฯ พูดคุยเกี่ยวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ถามไถ่กันเรื่องการเชิญประธานกกต. ว่า หากมีหมายเรียกแล้วไม่มา ออกข่าวไปแล้วมาเป็นพยาน ถ้าไม่มาท่านเสีย ท่านเป็นผู้ใหญ่จะลอยตัวไม่ได้อยู่แล้ว ตอนเสื้อแดงไปกดดันอีกสองวันประชุมเลย บางคนเสนอให้นักข่าวไปถามตรงๆ เลย จากนั้นมีการเสนอว่าให้นางสดศรี มาแทน แต่มีเสียงแย้ง

คลิป 5 บรรยากาศในห้องประชุมตุลาการฯ เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับศาลฯ จนเสียหาย มาประท้วงก็บอกว่าถ้าไม่มีใบสั่ง พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบไปนานแล้ว มีการพูดรายวันแต่ศาลฯ ไม่ทำอะไร ทำให้องค์กรเสียหาย บางคนก็เสนอให้แจ้งความ แต่ก็มีเสียงแย้งว่าไม่อยากให้ไปเข้าทางเขา ไม่อย่างนั้นก็นิดหน่อยแจ้งความ เป็นเรื่องเป็นราว บ้างเสนอว่าเป็นเรื่องของเลขาธิการศาลฯ ตุลาการไม่มีหน้าที่เพราะไม่ได้เป็นการดูหมิ่นส่วนตัว

มีการระบุ การเข้ามานั่งฟังการพิจารณาคดีของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่มีปัญหาอะไร เป็นประชาชนผู้มีสิทธิ์เข้ามารับฟังการพิจารณาได้ แต่การออกข่าวมันเสียหาย อย่างพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ก็แจ้งกองปราบปราม บ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อ ไม่มีแป นึกจะจาบจ้วงตรงไหนก็จาบจ้วง นึกอยากทำอะไรก็ทำ ตั้งแต่เกิดเหตุมาไม่มีใครแจ้งความเขา เขาก็ยิ่งได้ใจ

แต่ถ้าแจ้งไม่ได้แจ้งแบบเอาเรื่องเอาราว เพียงแต่เราเป็นผู้รักษากฎหมายสูงสุด เป็นต้นแบบศาลรัฐธรรมนูญ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในขณะเดียวกันแสดงให้เห็นว่าเรารับรู้สิทธิ และใช้สิทธิ์ ให้เป็นแบบอย่างเป็นบรรทัดฐานว่าประเทศเราอยู่ภายใต้กฎหมายนิติรัฐ จึงควรแจ้งความ โดยเห็นว่าคนที่รับผิดชอบที่แท้จริงที่จะต้องทำคือเลขาฯ หากไม่ทำก็เหมือนเฉยเมย ถึงขั้นมีละเลย แต่ก็แล้วแต่ที่ประชุม

มีเสียงสนับสนุนว่า ผลเป็นอย่างไรไม่มีปัญหา แต่เราได้ตอบสังคมแล้วว่าทำอย่างนี้ ถ้าทำอีก พร้อมพงศ์พูดปุ๊บเราก็ไปแจ้งความ กระบวนการของกฎหมายจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่เราได้ทำหน้าที่ของเรา การเคลื่อนไหวที่กระทบสิทธิ์ของเรา ต่อองค์กรของเรา เราต้องปกป้องแล้ว

เสียงสนับสนุนว่า เราต้องทำเป็นหน้าที่เราต้องปกป้ององค์กรนี้ สถาบันนี้ ถ้าไม่ปกป้องใครจะปกป้อง ตำรวจเขาไม่ทำแน่ มันยังไม่ทำเลย ทำไมมันถึงไม่ทำ เพราะมันมีมูลหรือไง หรือมันกลัวจะเปิดคลิปฉาว เราแจ้งความตามหน้าที่ไม่ได้โกรธ ไม่ได้แค้น ไม่ได้กลัว



ชุด ที่ 2 มี 3 คลิป เป็นการสนทนาระหว่างนายพสิษฐ์ กับชายอีก 2 คน หารือเกี่ยวกับทางออกกรณีทุจริตสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกเปิดโปง

คลิป 1 มีการพูดถึงคลิปทุจริตสอบ นายพสิษฐ์ ซึ่งเรียกตัวเองว่า "ปอย" ชี้แจงคู่สนทนาว่า ในคลิปมีรูปตนและเสียงชัดเจน และสอบถามกันว่าข้อมูลไปอยู่พรรคเพื่อไทยได้อย่างไร และมีคนอื่นมาเอาเทปนี้ได้ไหมเพราะไม่มีคนนอก นายพสิษฐ์ ระบุว่า ตนดูยังช็อกเลยว่าทำไมอัดได้อย่างชัดเจนขนาดนี้ จึงสอบถามกันว่าอัดจากอะไร นายพสิษฐ์ กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นกล้องหนังสือเพราะภาพชัดเหลือเกิน

วง สนทนาถกเถียงกันเรื่องจุดประสงค์ของคนทำ นายพสิษฐ์ กล่าวว่า เขาอาจมีอะไรมากกว่าที่เราคิด แต่ตอนนี้เรายังไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ ถ้าภาพพวกนี้เผยแพร่ออกไปพวกเราพังกันหมดทุกคน จะอ้างว่าตัดต่อหรืออะไรก็ดีไม่ได้หรอก เพราะดูแล้วภาพมันสมูท ซึ่งได้ดูมาแล้วว่าอยู่ในโน้ตบุ๊ก ถ้าทำลายเครื่องก็จบเพราะเป็นกล้องในหนังสือเอ็นไซโคลพีเดีย เวลาถ่ายข้อมูลมาอยู่ในคอมพิวเตอร์มันจะอยู่ในนั้นและถ่ายต่ออีกก็ไม่ได้

คลิป 2 ยังเป็นการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์ กับชาย 2 คนในคลิปที่ 1 เนื้อหาเป็นการแก้เกมเพื่อรับมือการถูกโจมตี

คลิ ป 3 เป็นคลิปต่อเนื่อง เป็นการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์ กับชาย 2 คน เหมือนเดิม นายพสิษฐ์ กล่าวว่า ถ้าสมมติพรรคเพื่อไทยตีเราแรงๆ แบบนี้ ขออนุญาตแถลงเอง แต่มีเสียงแย้งว่าเจตนาคนทำเพื่อต้องการให้เราแถลงว่าเป็นขบวนการ ไปกินข้าวที่ไหน ใครอยู่ในห้องไหน ใครมาพบมันจับภาพหมด นายพสิษฐ์ กล่าวว่า ตึกนี้สร้างสมัยรัฐบาลโน้น กล้องตามคาร์บอนแอเรียเป็นของธนารักษ์ เราเป็นแค่ผู้เช่า

คู่สนทนาระบุให้นำกระบวนการของการทำลายมาสู้ ทำลายน้ำหนัก โดยยกกรณีคดีที่นายกฯ ฟ้องคดีหมิ่นประมาทนายจตุพร ถ้าหนังสือพิมพ์ลงตัดนี้มาใช้เลย อย่างนี้เป็นขบวนการที่ต้องการทำลาย



ชุดที่ 3 เป็นการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์สวมเสื้อโทนสีฟ้า กับชาย 2 คน เกี่ยวกับการทุจริตสอบ การสนทนาส่วนใหญ่ นายพสิษฐ์ ถามนำจนแทบจะเป็นการพูดเพียงฝ่ายเดียว อีกสองคนพยักหน้าตอบรับ และพูดในบางช่วง

นายพสิษฐ์ บอกให้ชาย 2 คน ยอมรับสารภาพเรื่องโกงข้อสอบเข้ามาจริง แล้วตนเองจะไปพูดคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทำนองจะไปเคลียร์ให้ พร้อมระบุสอบก่อนสอบได้กรอบข้อสอบ สอบวันอาทิตย์ได้วันศุกร์ จากนั้นได้ซักถามถึงการนำข้อสอบไปให้ คนหนึ่งยอมรับว่ามีการนำข้อสอบไปให้ถึงที่บ้าน อีกคนรับว่าได้ไปรับข้อสอบภายในสำนักงานศาลฯ

นายพสิษฐ์ ให้ทั้งสองคนยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่เคยรับข้อสอบล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นฉิบหายเลย กะนัดเดียวกว่า 3 ศพ นัดเดียว 3 ศพ ต้องช่วยกันยืนกระต่ายขาเดียว อย่าให้พวกท่านต้องมาเดือดร้อน

การ์ตูน เซีย 10/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_125513


การ์ตูน เซีย 10/11/53

สมชาย ปรีชาศิลปกุล :ความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการ

ที่มา ประชาไท

ระบบ ตุลาการเป็นสถาบันที่มีความสำคัญในสังคมเสรี/ประชาธิปไตย โดยในด้านหนึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงแก่ชีวิตและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลจาก การล่วงละเมิดตามอำเภอใจขององค์กรเจ้าหน้าที่รัฐ และในอีกด้านหนึ่งสถาบันตุลาการที่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวาง จะเป็นกลไกที่ทำให้สังคมสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ลงได้

องค์กรตุลาการจึงมีความหมายสำหรับสังคมการเมืองทั้งในด้านที่ เป็นการปกป้องปัจเจกบุคคลด้วยการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในฝ่ายบริหาร ว่าจะดำเนินการไปภายใต้กรอบของกฎหมายที่มีความเป็นธรรม

ทั้ง องค์กรตุลาการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพก็จะเป็นการสร้าง ความมั่นคงให้กับสังคม ดังเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างฝ่ายต่างๆ ก็จะมีความมั่นใจในการใช้องค์กรตุลาการเป็นกลไกในการยุติข้อพิพาท โดยไม่เลือกใช้วิธีการอื่นซึ่งอาจนำมาซึ่งความรุนแรงและสั่นคลอนความมั่นคง ของสังคมโดยรวม

หลักการพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งอันเป็นที่ยอมรับกัน ในนานาอารยประเทศว่า จะทำให้สถาบันตุลาการสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าวก็คือ การดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม (Impartiality)

เมื่อ กล่าวถึงความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการโดยทั่วไปมีความหมายว่าประชาชนมี สิทธิได้รับการพิจารณาจากคณะผู้พิพากษาที่ไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้ส่วน เสียใดๆ กับคู่ความในคดี ดังเช่นการมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การเป็นหุ้นส่วนด้านธุรกิจการค้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดี เป็นต้น

การ มีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะที่กล่าวมาทำให้เห็นได้ว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ผู้ที่ทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทนั้นอาจเอนเอียงไปยังฝ่ายที่ตนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความเที่ยงธรรมของตุลาการแล้ว ไม่ได้มีความหมายจำกัดเฉพาะเพียงผลประโยชน์ที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเป็น รูปธรรมเท่านั้น หากยังมีความหมายรวมไปถึงการกระทำอื่นที่แสดงให้เห็นได้ว่าบุคคลที่ทำ หน้าที่ในระบบตุลาการไม่อยู่ในฐานะที่มีความเป็นกลาง หากเอนเอียงไปหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดังเช่นการแสดงความคิดเห็นไว้ล่วงหน้าไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งและเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่กำลังได้รับการวินิจฉัย

หลัก การพื้นฐานว่าด้วยความเป็นอิสระของศาล (Basic Principle on the Independence of the Judiciary) ซึ่งรับรองโดยที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติ ต่อผู้กระทำความผิด ครั้งที่ 7 เมื่อ ค.ศ.1985 และได้รับการรับรองโดยที่ประชุมทั่วไป โดยมติที่ 40/32 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.1985 และโดยมติที่ 40/32 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ.1985 ได้บัญญัติรับรองหลักการเรื่องความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการไว้ ดังนี้

"ข้อ 2 ศาลพึงตัดสินคดีด้วยความยุติธรรม บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและเป็นไปตามกฎหมาย โดยปราศจากการตัดทอน การใช้อิทธิพลโดยมิชอบ การชักนำ การกดดัน การข่มขู่หรือแทรกแซง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจากบุคคลใดๆ หรือเพื่อวัตถุประสงค์ใด"

การ วินิจฉัยข้อพิพาทต่างๆ ของศาลจึงต้องวางอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและตัดสินให้เป็นไปตามบท บัญญัติของกฎหมาย ในการที่จะบรรลุถึงความเที่ยงธรรม รัฐ สถาบันและบุคคลจึงมีพันธะในการละเว้นจากการกดดันหรือโน้มน้าวให้ผู้พิพากษา ตัดสินไปในทางใดทางหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ผู้พิพากษาก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงธรรม ของตนเองควบคู่ไปด้วย อันจะทำให้เกิดความมั่นใจว่าการตัดสินในข้อพิพาทนั้นได้กระทำอย่างเป็นธรรม

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสากลแห่งสหประชาชาติมีความเห็นต่อความเที่ยงธรรมของศาลในส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ดังนี้

"การ ทรงความเที่ยงธรรมของศาล มีนัยยะว่าผู้พิพากษาจะต้องไม่มีความคิดล่วงหน้าใดๆ เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังพิจารณา และผู้พิพากษาจะต้องไม่ปฏิบัติไปในทางที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของคู่กรณีฝ่าย หนึ่งฝ่ายใด เมื่อมีการกำหนดลักษณะที่ทำให้ผู้พิพากษาขาดคุณสมบัติในการทำหน้าที่ไว้ใน กฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะพิจารณาคุณสมบัติเหล่านี้ และหาผู้มาแทนที่สมาชิกของศาลคนที่มีพฤติกรรมที่ทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรง ตำแหน่งนี้"

(Communication 387/1989, Arvo O. Karttunen V. Finland จากหลักการสากลว่าด้วยความเป็นอิสระและความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้พิพากษา ทนายความ และอัยการ. จัดพิมพ์โดย International Commission of Jurists)

ความ เที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการจึงสัมพันธ์กับสถานะ ผลประโยชน์และการปฏิบัติตัวของผู้พิพากษาอย่างใกล้ชิด การดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมก่อให้เกิดหน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะต้อง ปฏิบัติตนเพื่อแสดงให้ขึ้นความเที่ยงธรรม มีการสร้างมาตรฐานในระดับระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติอัน เหมาะสมของผู้พิพากษาไว้ อาทิ

หลักการบังกาลอร์ว่าด้วยการปฏิบัติ หน้าที่ทางตุลาการ (The Bangalore Principle of Judicial Conduct) รับรองโดยกลุ่มตุลาการว่าด้วยการเสริมสร้างบูรณภาพทางตุลาการ (Judicial Group on Strengthening Judicial Integrity) ปรับแก้ตามที่ประชุมโต๊ะกลมของประธานศาลสูงสุด ณ Peace Palace กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ 2002 มีบทบัญญัติดังนี้

"คุณค่าที่ 2 การดำรงความเที่ยงธรรม

2.1 ผู้พิพากษาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ทางตุลาการของตนโดยปราศจากความชอบ ความเอนเอียงหรืออคติ

2.2 ผู้พิพากษาจะดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของตนทั้งภายในและภายนอกศาล รักษาและส่งเสริมความเชื่อมั่นของสาธารณะ ผู้ปฏิบัติวิชาชีพทางกฎหมาย และคู่ความในคดี ในเรื่องการดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมของผู้พิพากษา

2.3 ผู้พิพากษาจะปฏิบัติตนเพื่อลดโอกาสในการถูกถอดถอนจากการพิจารณาคดีหรือตัดสินคดีให้น้อยที่สุด

2.4 ในระหว่างพิจารณาคดี หรือระหว่างที่อาจจะได้พิจารณาคดีหนึ่งๆ ผู้พิพากษาจะต้องไม่แสดงความเห็นใดๆ อย่างตั้งใจอันอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการพิจารณาคดี หรือเป็นผลเสียต่อภาพความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาคดี ผู้พิพากษาต้องไม่แสดงความเห็นต่อสาธารณะหรืออื่นๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมของบุคคล"

ในกรณี ที่ผู้พิพากษาไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้อย่างเที่ยงธรรมหรือเมื่อความ เที่ยงธรรมถูกตั้งข้อสงสัย ผู้พิพากษาไม่ควรให้คู่กรณีท้าทายความเที่ยงธรรมของตนเอง หลักการบังกาลอร์ฯ ได้ระบุถึงแนวทางที่ผู้พิพากษาควรปฏิบัติไว้ ดังนี้

2.5 ผู้พิพากษาควรจะต้องถอนตัวออกจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการใดๆ ที่ผู้พิพากษาจะไม่สามารถตัดสินคดีได้อย่างเที่ยงธรรม หรือในกระบวนการที่อาจปรากฏแก่วิญญูชนว่าผู้พิพากษาไม่สามารถตัดสินคดีได้ อย่างเที่ยงธรรม กระบวนการเช่นนั้นรวมถึงกรณีที่

2.5.1 ผู้พิพากษามีอคติที่แท้จริงหรือมีความโน้มเอียงต่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือมีความรู้ส่วนบุคคลในข้อเท็จจริงที่เป็นหลักฐานเกี่ยวกับคดีที่กำลังถูก โต้แย้งอยู่

2.5.2 ฯลฯ

บทความนี้เกิดขึ้น ด้วยความตระหนักว่าปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่สถาบันตุลาการไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศาลรัฐธรรมนูญคือ ประเด็นเรื่องความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการในการปฏิบัติหน้าที่

หลักการเรื่องความเที่ยงธรรมเกิดขึ้นในนานาอารยประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่ง ที่อาจนำมาเป็นหลักในการพิจารณาและรวมถึงการแสวงหาทางออกซึ่งช่วยสร้างความ มั่นใจต่อความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการให้เกิดขึ้นมากกว่าเพียงความ พยายามในการหันเหประเด็นไปสู่การกล่าวอ้างเรื่องการทำลายความน่าเชื่อของ สถาบันตุลาการซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อทั้งสถาบันตุลาการและสังคมไทยในระยะยาว แต่อย่างใด

ความสำคัญของ ๑๐ เมษา

ที่มา Thai E-News


ใน ทัศนะของผู้สื่อข่าว เหตุการณ์นองเลือดในคืนนั้น แสดงถึงการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธหนักที่เขาใช้กันในสงครามระหว่างฝ่ายทหาร ที่ยกกำลังมาปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมือเปล่า กับฝ่ายลึกลับที่เรียกกันในภายหลังว่า “ชายในชุดดำ” ซึ่งก็มีอาวุธในมือ และดูเหมือนจะชำนาญในการใช้อาวุธนั้นในระดับที่ไม่แตกต่างจากฝ่ายทหารนัก


โดย กาหลิบ
ที่มา Democracy 100 percent
10 พฤศจิกายน 2553

ได้ ข่าวว่า บ.ก.ลายจุด หรือ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ และมวลชนประชาธิปไตยจำนวนมากท่านได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ บนถนนราชดำเนิน ณ บริเวณสี่แยกคอกวัวขึ้น

การรำลึกนั้นจะเป็นหกเดือน เจ็ดเดือน หรือหลายสิบปีจากนี้ไป ก็ย่อมมีความสำคัญในการจารึกเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นและจะมีความหมาย มากขึ้นเรื่อยๆ ในภาพใหญ่

เราไม่ควรลืมว่าเหตุการณ์คืนนั้นลึกซึ้งและเป็นบทเรียนขนาดไหนต่อขบวนประชาธิปไตย

ในทัศนะของผู้สื่อข่าว เหตุการณ์นองเลือดในคืนนั้นแสดงถึงการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธหนักที่เขาใช้ กันในสงครามระหว่างฝ่ายทหารที่ยกกำลังมาปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยมือเปล่า กับฝ่ายลึกลับที่เรียกกันในภายหลังว่า “ชายในชุดดำ” ซึ่งก็มีอาวุธในมือ และดูเหมือนจะชำนาญในการใช้อาวุธนั้นในระดับที่ไม่แตกต่างจากฝ่ายทหารนัก

ผล คือ ความเสียหายต่อฝ่ายทหารถึงขนาดสูญเสียคนระดับนายพันเอก นายพลได้รับบาดเจ็บสาหัส และทหารยศชั้นอื่นๆ ก็ล้มตายอีกมาก ฝ่ายประชาชนก็สูญเสียชีวิตไปมากมายหลายสิบคนจนเลือดนองราชดำเนินอย่างไม่ควร ที่

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายทหารต้องล่าถอย ใน การสัปประยุทธ์กับฝ่ายประชาชน ซึ่งทุกครั้งในประวัติศาสตร์เป็นเป้านิ่งให้เขาเข่นฆ่าได้ตามใจ

คำว่า “ทหารแตงโม” หรือทหารชุดเขียวที่มีหัวใจสีแดง จึงดูเป็นรูปธรรมขึ้นมามากนับแต่คืนนั้นเป็นต้นมา มากขนาดทำให้แกนนำบนเวทีราชประสงค์ส่วนหนึ่งเกิดความคาดหวังว่า ตนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเดียวกันในวันพุธที่ ๑๙ พฤษภาคมเมื่อเขาล้อมปราบเข้ามาถึงตัว

แต่เรื่องนั้นขอเอาไว้วิสัชนากันในคราวอื่น

กลับ มาที่ประเด็น “ทหารแตงโม” หรือใครก็ตามที่ปรากฎกายขึ้นในฐานะ “ชายในชุดดำ” ในคืนวันนั้น พูดในเชิงยุทธวิธีแล้ว นั่นคือการลุกฮือของมวลชนติดอาวุธเป็นครั้งแรกในเมืองไทย นับแต่การวางอาวุธของขบวนการคอมมิวนิสต์เป็นต้นมาทีเดียว

ถ้าเรา เป็นฝ่ายเจ้าของประเทศ เหตุการณ์นี้เริ่มบอกกับเขาแล้วว่า การต่อต้านอำนาจเผด็จการและการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งนี้ไม่ธรรมดา เขาก็ย่อมเพิ่มระดับความรุนแรงของอำนาจในมือ การ “กระชับพื้นที่ “ ซึ่งเป็นภาษาไพเราะของการล้อมฆ่าประชาชนจึงเกิดขึ้นในเวลาต่อมา เป็นเหตุและผลของกันและกัน สามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาธรรมดา

คำถามคือทำไมจึงเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วหาย?

คำ ตอบที่อาจจะยังไม่สมบูรณ์ ย้อนกลับไปหาเรื่องแนวทางและยุทธศาสตร์ใหญ่ของฝ่ายที่ต่อสู้ต้านทานระบอบ เผด็จการโบราณว่า เจตนาสุดท้ายคือการมุ่งแก้ปัญหาการเมืองของประเทศในระดับโครงสร้างจริงหรือ ไม่ หรือต้องการเพียงอำนาจรัฐบางส่วนเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมืองของตน เองและคณะเท่านั้น

หากไม่มุ่งหมายขนาดนั้น การลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธในคืนวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ก็เป็นเพียงหลอกล่อ (bluff) เขาเล่น เหมือนกับเกมการเมืองอื่นๆ ที่ดำเนินมาตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

เป็นการ กระทำที่เพียงหวังให้เขาตกใจและเปลี่ยนใจ ปล่อยมือจากปุ่มควบคุมชั่วคราว เพื่อตัวจะได้คืบคลานกลับสู่สถานะอันเคยมีเคยเป็นผ่านรอยปริแยกในผนังด้าน ข้างของระบอบเผด็จการโบราณเท่านั้น ไม่ได้คิดการใหญ่ไปกว่านั้นเลย

เมื่อ ปรากฎว่าเขาไม่ตกใจและไม่ยอมเปลี่ยนใจ มิหนำซ้ำยังทารุณโหดร้ายกระหายเลือดกว่าเก่า ตัวกลับกระโดดหนีอย่างขลาดกลัว ละทิ้งมวลชนผู้มีน้ำใจกล้าหาญ แต่ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นในเบื้องหลังไว้เพียงลำพัง

หาก การณ์เป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าปัญหาวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ไม่ใช่การประสานงานที่บกพร่องแต่อย่างใด แต่มาจากการนำทัพที่ขาดอุดมการณ์ และเจตนาอันมั่นคงหวังพิชิตชัยชนะอย่างที่มวลชนทั่วประเทศเขาคาดหวังกันอยู่ ในเวลานั้นนั่นเอง

วันที่ ๑๐ เมษาสอนเราว่าจะคิดใช้เหตุผลกับสัตว์ในระบอบเผด็จการโบราณคงจะไม่ได้หรอก เขาล่าถอยไปในคืนนั้นไม่ใช่เพราะเห็นแก่ค่าความเป็นมนุษย์ แต่เพราะมันก็กลัวตายและรู้ว่าอีกฝ่ายเขาสู้ตายเหมือนกันต่างหากเล่า

ถ้าไม่มีมุมนี้ เราก็จะเจอเหตุการณ์อย่าง ๑๙ พฤษภาคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สรุป แล้วอุดมการณ์นำไปสู่ใจ ใจนำไปสู่กองกำลัง และกองกำลังนั้นต้องเดินด้วยอุดมการณ์อีกต่อหนึ่ง ชาติจึงจะไปรอดและประชาธิปไตยจะไม่สูญเสียมากนัก

*******
รายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง:


กาลครั้งหนึ่ง 10 เมษายน 2553:แค่7เดือนผ่านไป'ลืมๆอดีตไปซะ'...อย่างนั้นหรือที่คุณบอกกับเรา?!
-อย่าลืมเรา...ความจริง10เมษาฯ@สมรภูมิแยกคอกวัว

-กาลครั้งหนึ่ง 10 เมษาฯ..อย่าลืมเรา

-สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:7เดือน10เมษา-6เดือน19พฤษภา เขาว่า ให้พวกเอ็งลืมๆอดีตซะเถอะ

Thursday, November 4, 2010

‘วิสุทธิ์’ประจัญบาน ทวงยุติธรรม-ศักดิ์ศรีตร.

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘วิสุทธิ์’ประจัญบาน ทวงยุติธรรม-ศักดิ์ศรีตร.



ผ่าเกมดับเครื่องชนนักการเมือง
ชื่อชั้นของ “ผู้การวิสุทธิ์”หงอใครเสียที่ไหน

เมื่อจู่ๆถูกเด้งภาค9เข้ากรุแบบไม่สมเหตุสมผล จึงออกมาดับเครื่องชนนักการเมืองชุดใหญ่ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการเด้งครั้งนี้

ซึ่ง สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังยุครัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่องของ 2 มาตรฐาน เรื่องของการเล่นพรรคเล่นพวก เรื่องของผลประโยชน์การเมือง และเรื่องของการล้วงลูกโผต่างๆ โดยเฉพาะโผตำรวจ

ถือเป็นเรื่องธรรมดา… ในยุคกระเบื้องเฟื่องฟูลอยเช่นนี้

มือ ยาวสาวได้สาว... ด้านได้อายอด... กลายเป็นมอตโต้ของกระสือการเมืองกลุ่มใหญ่ที่อาศัยใบบุญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกปฏิบัติการล่าเหยื่อกันสลอน

นายอภิสิทธิ์ พยายามที่จะสร้างภาพเป็น “มิสเตอร์คลีน” เลยกลายเป็นน้ำยาฟอกขาวให้กับบรรดาคนใกล้ตัว คนร่วมพรรค คนชอบเสนอหน้าทั้งหลาย ใช้เป็นโล่บังให้หากินได้สะดวกโยธินมากขึ้น

แต่ ครั้งนี้การล้วงลูกโผตำรวจ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รองผบช.ภ.9) เปิดแถลงข่าวเอิกเกริก “ฉะ โผตำรวจ นักการเมืองล้วงลูก”

เปิดโปงการ แต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) ถึงผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2553 ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพิ่งพิจารณาแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการโยกย้าย พล.ต.ต.วิสุทธิ์จากรอง ผบช.ภ.9 เป็นรอง ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.)

เป็นการออกมาต่อสู้ให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ

“สาเหตุ ที่ย้ายครั้งนี้ก็คือ ผมไปอยู่ที่ บช.ภ.9 ดูแล จ.สงขลา ตรัง สตูล พัทลุง มีบ่อนการพนัน อบายมุขทุกอย่าง ยาเสพติด โปปั่น โต๊ะพนันบอล หวย หุ้น น้ำมันเถื่อน ของหนีภาษี ยาเสพติด โดยเฉพาะยาแก้ไอสี่คูณร้อย ที่เอาไปผสมกระท่อมทำยาเสพติด ผมจับไปแล้วเกือบแสน ผมไปอยู่พอจับกุมก็มีนักการเมืองมาเคลียร์แต่เคลียร์ผมไม่ได้ และส่วนมากคนที่ทำคือนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น ลิ่วล้อ หัวคะแนน ทำอย่างนี้ทั้งหมด เดือนหนึ่งหลายร้อยล้าน น้ำมันเถื่อนได้ส่วนต่างลิตรละ 8-10 บาท” พล.ต.ต.วิสุทธิ์ระบุ

และ ยังได้มีการย้ายตำรวจที่ละเลยจับกุมของผิดกฎหมายไปแล้ว 8 คน จาก 4 โรงพัก ที่ผ่านมาไม่เคยจับ พอไปจับสะเทือนทั้งวงการ เมื่อไปจับเรียกว่าทุบหม้อข้าวไม่พอ ไปทุบโรงสีอีก รื้อโรงสี นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ถูกย้าย เพราะเป็นจระเข้ขวางคลอง ไม่ยอมนักการเมือง ลิ่วล้อนักการเมืองทำผลประโยชน์โดยมิชอบ ทุจริตกันทุกอย่างไม่ว่าเรื่องงบประมาณหรือเรื่องอะไรก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่สุด เพราะไปทุบหม้อข้าวเลยเอาออก เพราะไปทำรายได้ของเถื่อนกว่า 100 ล้านต่อเดือน เหลือแค่ 20% รายได้หาย

ซึ่ง พล.ต.ต.วิสุทธิ์ บอกว่า เมื่อรู้ว่าจะต้องถูกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. มีการประสาน พล.ต.ท.วีรยุทธ์ สิทธิมาลิก ผบช.ภ.9 ให้ปล่อยตัวมาลอยๆ เสร็จแล้วก็ปล่อยข่าวว่าเอามาอยู่ บช.ก. เพื่อให้ดูดี โยนหินดูท่าที แต่ผู้ใหญ่หลายคนติดต่อมาบอกว่าโดนแน่ เพราะ ผบ.ตร.ให้ ผบช.กมค.(พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์) ทำหนังสือขอตัวมา

“คนรักผมมีเยอะ ตำรวจดีดีรักผมเยอะ ตำรวจชั่วๆ เกลียดผม ก็ไม่เป็นไร ตำรวจหลายคนส่งข่าวให้ไปวิ่งเต้น ผมบอกเลยไม่วิ่งเพราะไม่อยากเป็นขี้ข้า ไม่อยากมีบุญคุณ เพราะเมื่อมีแล้วต้องไปทดแทน จะเป็นอย่างไรช่างมัน แน่จริงก็แต่งตั้งมั่วๆ มา รัฐบาลสะเทือน”

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุด้วยว่า ตอนแรกคิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน ก.ตร.เอง เป็นคนตรง เป็นจอมหลักการ คงไม่ถูกย้าย รวมทั้งผบ.ตร.ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยออกรายการโทรทัศน์ปกป้อง แต่คิดผิด

ก่อนหน้า นี้เคยบอก ผบ.ตร.ว่า ที่นักการเมืองแต่งตั้งให้เป็น ผบ.ตร.นั้น ถือเป็นหน้าที่ของนักการเมือง ไม่ต้องไปตอบแทน เพราะเป็น ผบ.ตร.ได้รับโปรดเกล้าฯจากพระเจ้าอยู่หัว ให้ตอบแทนประชาชน แผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดิน เตือนแบบนี้ไปแล้ว

“ตอนนี้นักการเมืองล้วงลูกทุกอย่างขนาดผู้อำนวยการโรงเรียนยังล้วงลูก”

ใน ครั้งนี้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่กำหนดตามกฎก.ตร.นั้น 33% ต้องให้คนอาวุโสเลื่อนขึ้น ให้ไปไล่ดูเลยกลุ่ม 33% ที่ไม่มีเส้นไปอยู่ในกรุ ยกตัวอย่าง พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รอง ผบก.ปราบปรามการค้ามนุษย์ เคยอยู่ทำงานใน บช.ก. จบนักเรียนนายร้อยตำรวจ จบปริญญาตรีและโท ด้านนิติศาสตร์ จบเนติบัณฑิต ได้แต่งตั้งขึ้นเอาไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เหมือนเข้ากรุ

“อย่างนี้เห็นว่าไม่ได้เอาคนที่ดี มีความรู้มาทำงานที่เหมาะสม เท่านั้นไม่พอบางคนคิดว่า ลูกพี่นายกฯเป็นคนดีธรรมะธัมโม ภาพเดินไปสวัสดี ไม่ใช่เลย อาศรมของท่านตั้งอยู่ใน บช.ภ.9 ซึ่งผู้บังคับการที่ไปเฝ้าบ้าน ไปเฝ้าอาศรมลูกพี่นายกฯคนนี้ เพิ่งครบ (หลักเกณฑ์แต่งตั้งเลื่อนขึ้น) 3 ปี ได้เป็นรอง ผบช.ภ.9 เท่านั้นไม่พอ ยังไปเอารอง ผบก.คนหนึ่งขึ้นมาสืบทอด ดูแลอาศรมต่อ มาเป็น ผบก.จว.นั้น แล้วอย่างนี้เรียกว่าล้วงลูกหรือไม่”

และ อีกรายหนึ่ง ผบก.ภ.จว.สตูล (พล.ต.ต.ธเนศ วารายานนท์) อายุ 59 ปีแล้ว มีผลงานมากที่สุด จับยาเสพติดมาตลอด แต่ว่าถูกลูกพี่นายกฯเอามาเป็น ผบก.ศูนย์ฝึกอบรม บช.ภ.1 เก็บกรุ

คำถามที่ว่าเพราะอะไรหรือ??? ก็เพราะนายกฯคาดการณ์ผิดมาหลายเรื่อง การคาดการณ์ของนายกฯที่เป็นผู้บริหารประเทศ มีวิชั่นวิสัยทัศน์แค่นี้หรือ การย้ายพล.ต.ต.วิสุทธิ์เข้ากรุ นายกฯคาดการณ์ผิดจริงๆ เพราะตนคือคนของประชาชนและแผ่นดินเป็นของจริง

การคาดการณ์ผิดต่อเนื่องเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีวิสัยทัศน์

กรณี ผกก.สมเพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา) ที่มาร้องขอชีวิตต่อนายกฯ ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ปล่อยให้ไปทำงาน

“ผม ว่าวิญญาณของ พล.ต.อ.สมเพียร ยังวนเวียน เพราะรอนายกฯตามไปขอโทษ ถามจริงๆ ใครก็ทราบว่าท่านนายกฯทำได้ทั้งนั้น ตอนที่มาร้องขอถ้านายกฯสนใจสั่ง ผบ.ตร.ออกคำสั่งมาช่วยราชการที่ไหน ไกลพื้นที่ก็ได้”

ดังนั้นจึงขอ ถามว่านายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งคณะน้อมนำกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติหรือ ไม่ พระองค์ท่านมีกระแสรับสั่งว่าให้สนับสนุนคนดีมีอำนาจมาปกครองบ้านเมือง สกัดกั้นคนไม่ดีอย่าให้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง แต่นี่มาสกัดผมไม่ให้มีอำนาจไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน อยากถามนายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งหมดว่าจะไปตอบพระองค์ท่านว่าเช่นไร

พล.ต.ต. วิสุทธิ์กล่าวว่า กล้าเดิมพันให้ไปทำโพลในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ดูแล เอาเฉพาะ จ.สงขลา ไปถามเลยว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์เป็นตำรวจดีสมควรอยู่หรือไม่ หรือว่าเป็นคนไม่ดี ไม่สมควรอยู่ ถ้า 70% บอกว่าเป็นตำรวจดี สมควรอยู่จะว่าอย่างไร แต่ถ้าต่ำกว่านั้น จะลาออกจะไปกระโดดน้ำที่สะพานพระนั่งเกล้า แต่ถ้าคนสงขลาชอบตนสมควรอยู่ในพื้นที่เกิน 70% ทั้งนายกฯ และ ผบ.ตร.จะต้องมากราบตักตนงามๆ มาขอโทษแล้วบอกว่าย้ายผิดไป

ร้อนฉ่าถึงขนาดกล้าประกาศว่า

“ต่อ ไปนี้ผมจะมาแนวใหม่เมื่ออยู่ในกรุ จะดูแลงบฯลับของ ตร. การสั่งซื้อสั่งจ้างของตร. ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา และที่พูดวันนี้ใครอย่ามาสวน หากจะตอบโต้ต้องดูตัวเองก่อนว่าขาวบริสุทธิ์หรือไม่ และจะเอาลูกน้องไปถ่ายภาพหน้าบ้านว่ารับอะไรใครเท่าไหร่ เกิน 3,000 บาทหรือไม่ นี่คือ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ที่ต่อไปจะตรวจสอบการทำงานของ ตร.และรัฐบาล มั่วๆ แล้วตายแน่ ต่อไปข้าราชการไทยคนใดมีข้อมูลอะไรส่งมาให้ผม ติดต่อที่โทร.08-1834-6699 จะสืบต่อและจะจัดการฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.)”

จริงๆแล้วพล.ต.ต.วิสุทธิ์ อยากให้ข้อมูลกระจ่างกว่านี้ แต่ขี้เกียจไปประกันตัว ฉะนั้นอย่ามาฟ้องหมิ่นประมาท และอย่ามาตั้งกรรมการฯ จะทำตนให้ดูตัวเองก่อน ไม่เช่นนั้นจะรื้อประวัติตั้งแต่เกิดตั้งแต่รับราชการมาเลย หลังจากนี้จะไม่ฟ้องร้องต่อศาลแต่ถือว่าได้ฟ้องร้องประชาชนแล้ว โดยไม่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้งครั้งนี้

“บอร์ดกลั่น กรองทำอะไรไม่ได้เลย ทุกรายชื่อ ตร.ส่งมาหมดแล้ว มีบัญชีมาแล้ว ออกความเห็นไม่ได้เป็นแค่พิธีการเท่านั้น ถ้าคิดอะไรมากหัวหน้าหน่วยไปด้วย แต่งตั้งระดับ พ.ต.ต.-พ.ต.อ.ที่ผ่านมา ก็มีแต่ตั๋วส่งมาจน ผบช.ภ.9 บอกว่า ไม่อยากกลั่นกรองเลยตั๋วทั้งนั้น”

ส่วน เรื่องที่ว่าเป็นเพราะเสียผลประโยชน์หรือไม่จึงโวยวาย ยืนยันได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร แค่อยากบอกว่านักการเมืองรังแกข้าราชการ ต่อไปคนดีหมดขวัญกำลังใจทำงาน ผลตกกับประชาชน

ต่อไปนักการเมืองยึด ผู้ว่าราชการจังหวัด ยึด ผบก. ยึด ผกก.ได้ การเลือกตั้งก็สบายได้เปรียบคู่แข่งการเลือกตั้ง ซื้อเสียงก็ไม่มีใครจับ จับแต่ฝ่ายตรงข้าม

งามไส้ไปตามๆกัน

แน่นอนอาจจะมีการแก้เกี้ยวทำนองว่า นี่คือลีลาของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ที่มักจะใช้สไตล์ดุเด็ดเผ็ดมันมาตลอด

แต่ หากมองให้ลึกในคราวนี้ นี่คือการออกมาชนกับนักการเมือง นี่คือการออกมาชนกับผู้มีตำแหน่งหน้าที่หัวโขนทางการเมืองตรงๆ ซึ่งถามว่า เสี่ยงแค่ไหนกับอนาคตการงานในการรับราชการ หากนักการเมืองเหล่านี้ยังสามารถที่จะอยู่ได้ เพราะลูกพี่ได้รับ “ตั๋วพิเศษ”ให้อยู่ต่อไปอีกระยะ

บรรดาคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำ หูร้อนฉ่า คงไม่มีทางที่จะให้อภัยกับถ้อยคำกร้าวๆ แฉแหลกของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์แน่

ดัง นั้นมองกันให้ลึกๆ คนที่ยังมีอายุราชการ แต่กล้าออกมาแฉเหมือนคนที่ใกล้เกษียณเร็วๆนี้ จึงไม่ต้องเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกต่อไปแล้ว

น่าจะสะท้อนชัดเจนว่าข้อมูลที่ว่ามีนักการเมืองมาล้วงโผ มีธุรกิจมืดของนักการเมืองในพื้นที่ จะต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน

และ ถ้าข้อมูลไม่สร้างผลกระทบ ไม่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับธุรกิจการเมืองจริงๆ คงไม่เกิดภาพจับมือกันออกมากระหน่ำใส่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เช่นนี้ โดยเฉพาะการที่ใช้คารมเสียดสีไปถึงเรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องซึ่งไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมใดๆเลยนั้น

สะท้อนภาพชัดว่าสไตล์เช่นนี้ของนักการเมือง สังคมไทยควรที่จะยอมรับหรือไม่???

ถ้ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมคงไม่มีใครว่า

ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นน่าคิดว่า จริงๆแล้ว ฝ่ายใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์

ยิ่งหากดูความวุ่นวายเกี่ยวกับโผตำรวจในยุคนี้ จะเห็นว่ามีมาตลอด และมีตัวละครทางการเมืองที่เกี่ยวข้องซ้ำๆอยู่ตลอดเช่นกัน

ตอน ที่เกิดเหตุกรณีพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา หรือ “จ่าเพียรขาเหล็ก” คิดว่านักการเมืองที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายของโผตำรวจ จะรู้สึกละอายต่อบาปกรรมบ้าง จะเพลาๆมือลงบ้าง กลับกลายเป็นไม่ใช่เลย

เรื่องของพล.ต.อ.สมเพียรยังไม่จางไปจากความทรงจำของสังคม ก็มามีเรื่องของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ขึ้นมาอีกแล้ว

แถม ตัวการล้วงโผ และสั่งโยก พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ก็ดูจะเป็นคนๆ เดียวกันกับที่เคยใช้บารมีกีดกัน พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นั่นเอง... อะไรจะอย่างหนาปานนี้

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาแก้เกี้ยวในเรื่องนี้ว่า “ไม่ทราบ การเมืองที่ไหน”

ถ้า พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุว่าเป็นนักการเมืองภาคใต้ ก็ขอให้เอาข้อเท็จจริงมา... โดยลืมไปว่า จนป่านนี้กรณีย้ายสลับ พล.ต.อ.สมเพียร ซึ่งอุตส่าห์มาขอชีวิตกับนายอภิสิทธิ์โดยตรงนั้น ยังไม่มีความกระจ่างออกมาให้สังคมได้รับรู้ความจริงเลยว่า เป้นฝีมือใคร

แล้วแบบนี้ใครยังจะเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ได้อยู่อีก

เพราะ ต้องไม่ลืมว่า ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในรัฐบาลปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเสียงครหาในเรื่อง 2 มาตรฐานจนอื้ออึงไปหมดนั้น แทนที่รัฐบาลจะพยายามทำให้เห็นว่าระบบยุติธรรมยังสามารถพึ่งพาได้ ยังสามารถเชื่อมั่นได้

กลับปล่อยให้เกิดเหตุทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในฝ่ายตุลาการ ในฝ่ายอัยการ และในฝ่ายตำรวจ

ใน สายธารระบบยุติธรรมนั้น ตำรวจถือเป็นต้นธารของระบบยุติธรรม ในฐานะของพนักงานสอบสวน จากนั้นจึงไปสู่ระบบอัยการซึ่งเป้นระบบยุติธรรมในส่วนกลาง สุดท้ายปลายทางกระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นชั้นศาล

แต่เมื่อระบบตำรวจ เจอความอยุติธรรมเสียเอง เจอการล้วงลูกจัดโผโดยนักการเมือง แล้วแบบนี้ประชาชนจะหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร???

ลำพังแค่ในสังคม หากชุมชนใด ตำรวจรู้เห็นเป็นใจกับนักเลง กับผู้มีอิทธิพล ชาวบ้านก็ซวยสาหัสแล้ว

แต่ถ้าประเทศใด ตำรวจกลายเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ประเทศนั้นก็พัง

ดัง นั้นบางกอก ทูเดย์ มองว่าการต่อสู้ของ พล.ต.ต.วิสิทธิ์ วานิชบุตร ในครั้งนี้ ไม่ควรจะมองว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตนเอง แต่สังคมจะต้องมองว่านี่คือการต่อสู้เพื่อสังคม เป็นการทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศจะได้ต้นธารแห่งระบบยุติธรรม ที่มีความยุติธรรมจริงๆ ไม่ถูกกดปุ่มโดยนักการเมือง

ขณะเดียวกันแม้ แต่ตำรวจทั้งประเทศ ที่เอือมระอากับพฤติกรรมนักการเมืองบางคนบางกลุ่มที่ล้วงลูกโผตำรวจจนล่ำซำ ก็ควรที่จะช่วยกันทวงคืนศักดิ์ศรีของตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นเดียวกับที่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ทำ หรืออย่างน้อยก็ควรจะสนับสนุนข้อมูลของ พล.ต.ต.ตรีวิสุทธิ์

อยากรู้เหมือนกันว่า ที่นายอภิสิทธิ์ บอกว่าหากมีข้อมูลว่านักการเมืองทำไม่ดีก็เอามา โดยเฉพาะนักการเมืองภาคใต้นั้น หากตำรวจทั้งประเทศช่วยกันขุดคุ้ยข้อมูลออกมาตีแผ่ ดูซิว่านายอภิสิทธิ์จะทำหน้าอย่างไร

จะกล้าฟันนักการเมืองเหล่านั้นจริงๆหรือไม่?

และพรรคประชาธิปัตย์จะสะดุ้งโหยงกันสักขนาดไหน!!!

เปิดหลักเกณฑ์"สอบบรรจุ" เจ้าหน้าที่ศาล รธน.ฉบับ"คลิปฉาว"

ที่มา มติชน



พลันที่เกิดเรื่องโฉ่ "คลิปฉาว ภาค 2" ทิ้งบอมบ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 รายที่เข้าไปพัวพันกับการหารือร่วมกับ "นาย พ."

เพื่อ แก้เกมที่ตุลาการอาจมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการนำข้อสอบการเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญระดับ 3 มาป้อนให้บุคคลใกล้ชิดที่อาจเป็นลูกหลานของตุลาการได้ดูก่อนสอบ ทำเอา "ศาลรัฐธรรมนูญ" สั่นคลอนไม่น้อย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการประกาศรับสมัครเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ระดับ 3 ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมในขณะนี้

พบว่า มีการเปิดรับสมัครสอบขึ้นในช่วงต้นปี 2552 ตามประกาศสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันบุคคลทั่วไป เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2552 ลงนามโดย นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญขณะนั้น

ประกาศดังกล่าว องค์กรกลางบริหารงานบุคคลในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (อ.ศร.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญรับสมัครขึ้น

มีตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร คือ

1.ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3

2.ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3

สำหรับ หน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น งานธุรการ งานบุคคล งานจัดระบบงาน งานงบประมาณ งานการเงินและบัญชี งานพัสดุ งานสถานที่และยานพาหนะ งานจัดพิมพ์และแจกจ่ายเอกสาร งานระเบียบแบบแผน งานรวบรวมข้อมูลสถิติ งานสัญญา งานนโยบายและแผน ร่างโต้ตอบหนังสือ จดบันทึกและเรียบเรียงรายงานการประชุมทางวิชาการ เป็นต้น

ขณะที่ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 ปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น ช่วยทำหน้าที่ในการค้นหารวบรวมข้อมูลกฎหมายและวิชาการและจัดเก็บประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจรับคำร้องเรื่องที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้บริการข้อมูลต่างๆ และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3" ต้องได้รับปริญญาตรีทุกสาขาวิชาหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ โดยเป็นวุฒิที่ ก.พ.หรือ อ.ศร.รับรองแล้ว

ส่วนตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3" ได้รับปริญญาตรีหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางกฎหมายหรือทางรัฐศาสตร์หรือทาง อื่นที่ อ.ศร.กำหนดให้ใช้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้ได้

ค่าธรรมเนียมการสอบ ผู้สมัครสอบต้องชำระค่าธรรมเนียมสอบคนละ 300 บาท

ส่วนหลักสูตรและวิธีการสอบ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการสอบแข่งขันผู้ที่ผ่านคุณสมบัติแล้วโดยการทดสอบ 3 ส่วนดังนี้

1.ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป 100 คะแนนเต็ม ทดสอบความสามารถในการคิดและหาเหตุผล โดยใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง

2.ภาคความรู้ความสามารถทั่วไปในตำแหน่ง 100 คะแนนเต็มในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 และเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3

และ 3.ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง 100 คะแนนเต็ม

ทั้ง นี้ การประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่จากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่นของผู้เข้าสอบ และจากการสัมภาษณ์ โดยพิจารณาจากส่วนต่างๆ เช่น ความสามารถ ประสบการณ์ อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ จรรยาบรรณของข้าราชการ เป็นต้น

ขณะที่ "เกณฑ์การตัดสิน" นั้น ผู้ที่ผ่านการสอบแข่งขันได้จะต้องเป็นผู้ที่สอบได้คะแนนในแต่ละภาคตามหลัก สูตรต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยรวมผลคะแนนจากภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ภาคความรู้ ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งแล้วจัดเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย

สำหรับ "การบรรจุแต่งตั้ง" นั้น ผู้สอบแข่งขันได้จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงาน ทั่วไป 3 และเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 ตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่กำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไม่ประสงค์จะรับโอนผู้สอบเข้าแข่งขันได้ที่เป็นข้า ราชการหรือพนักงานของหน่วยงานอื่นของรัฐ

ต่อมามีการออกประกาศราย ชื่อ ผู้มีสิทธิสอบเข้าภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในตำแหน่ง ดังกล่าว ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ลงนามโดยนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญขณะนั้นว่า ทางสำนักงานได้ดำเนินการตรวจสอบข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งหรือสอบสัมภาษณ์ (ผู้ที่สอบได้ คะแนนในภาคความรู้ความสามารถทั่วไปและภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะ ตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของทั้ง 2 ภาค) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 และตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 ในจำนวน 100 คน

ก่อนที่จะมาสอบสัมภาษณ์ เพื่อคัดกรองอีกรอบให้เหลือประมาณครึ่งหนึ่ง ก่อนบรรจุเข้าทำงานในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญพบว่าผู้สอบผ่าน มีชื่อลูกคนดังสอบติดในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 หลายคน

หนึ่งในนั้นมีชื่อนายชัยธร หัตถกรรม บุตรชายนายจรัญ หัตถกรรม อดีตตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลปกครองสูงสุด