WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 14, 2010

เทปจากงาน ทิศทางประชาธิไตยของไทยในปัจจุบัน ชลบุรี

ที่มา thaifreenews

โดย speedhorse

เทปจากงาน นปช.ชลบุรีขอเชิญพบปะสังสรรค์ และร่วมเสวนาเรื่องทิศทางประชาธิไตยของไทยในปัจจุบัน
โดยมีวิทยากรที่มาร่วมเสวนา คือท่านพันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย และคุณจตุพร พรหมพันธ์ (และคณะ)
ในวันเสาร์ที่ 13 นี้ เวลา 8.00 - 17.00 น. ณ โรงแรมชลอินเตอร์(เมอร์เคียวเดิม) ที่นี่ครับ
http://www.mediafire.com/?8v2ahvebn0t1r
และที่นี่
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/1_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/2_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/3_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/4_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/5_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/6_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/7_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/8_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/9_Chonburi_13-11-2010.wmv
ftp://baygon4.no-ip.org/savefiles/speedhorse/13-11-2010_Chonburi/10_Chonburi_13-11-2010.wmv
รูปภาพที่นี่ครับ รูปยังขึ้นไม่หมดนะครับยังมีอีกนิดหน่อย
http://picasaweb.google.com/speedwnc11/13112010?feat=directlink
http://www.19-may.com/forum/forum.php?mod=viewthread&tid=416&extra=page%3D1
http://thaivoice.org/community/showthread.php?tid=167
http://www.internetfreedom.us/thread-1254.html

‘วรเจตน์’เสนอปฏิรูปตุลาการยึดโยงประชาชน-‘สถิตย์’ชี้ถ้าคลิปจริง โทษ 20 ปี

ที่มา ประชาไท


นิติ ราษฎร์จัดอภิปราย ‘วรเจตน์’ฟันธงตุลาการภิวัตน์ผิดทาง ถึงเวลาปฏิรูปทุกศาลให้ยึดโยงประชาชน สร้างระบบเปิดตรวจสอบได้ ‘พนัส ทัศนียานนท์’ เรียกร้องตุลาการเป็นแนวหน้าปชต.เหมือนอังกฤษ‘สถิตย์ ไพเราะ’ นอนยันไม่มีทางเป็นไปได้ ชี้คลิปฉาวศาลรธน. ถ้าจริงตุลาการผิดกม.อาญาโทษสูง 20 ปี

13 พ.ย.53 ‘คณะนิติราษฎร์’ จัดอภิปรายเรื่อง “ตุลาการ-มโนธรรมสำนึก-ประชาธิปไตย” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. สถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตอาจารย์ผู้บรรยายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมาย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ผู้ร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ ทั้งนี้ คณะนิติราษฎร์เปิดตัวเมื่อ 19 ก.ย.53 ประกอบด้วย 7 อาจารย์จากนิติศาสตร์ มธ. มีสโลแกนว่า “นิติศาสตร์ เพื่อราษฎร”
วรเจตน์ กล่าวว่า การทบทวนระบบตุลาการเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากคำอธิบายเกี่ยวกับสถานะและอุดมการณ์ของตุลาการนั้นละเลยคุณค่าพื้น ฐานของประชาธิปไตย หากไม่กลับไปสู่คุณค่าพื้นฐานก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ข้อแย้งสำคัญของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ตุลาการเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยคือเกรง จะกระทบต่อความเป็นอิสระของตุลาการ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง โครงสร้าง 3 เสามีการเปลี่ยนแปลงยกเว้นอำนาจตุลาการที่รับโครงสร้างจากระบอบเก่ามาสวมทับ กับระบบใหม่ทั้งหมด และเป็นประเด็นที่ไม่เคยอภิปรายกันเลยตลอดมา
เขา กล่าวถึงตัวอย่างของการขาดความเข้าใจในหลักการของระบอบประชาธิปไตยโดยยกกรณี ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแจ้งความกับผู้เผยแพร่คลิปศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเร็วๆ นี้ในความผิดหมิ่นสถาบันตามมาตรา 112 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ตุลาการซึ่งตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยว่า การพิพากษาคดีของศาลต้องดำเนินการตามกฎหมายและ “ในนามพระมหากษัตริย์” คำนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2489 จึงใช้คำว่า “ในพระปรมาภิไธย” ความหมายของคำนี้คือ การที่พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจแทนปวงชนผ่านองค์กรของรัฐ อันหนึ่งคือศาล ที่สุดแล้วเป็นการใช้อำนาจของราษฎรทั้งหลายเพื่อบรรลุวัตุประสงค์ของการอยู่ ร่วมกันเป็นรัฐ
วรเจตน์ กล่าวว่า หลักประชาธิปไตยอันหนึ่งคือ ผู้ปกครองปกครองโดยมีระยะเวลาจำกัด มีแต่ฝ่ายตลาการเท่านั้นที่ไม่มีวาระในการทำงาน แม้เข้าใจได้โดยสภาพของงาน แต่ต้องไม่ละเลยว่าตัวเองเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่ต้องกลัวว่าการยึดโยงนี้จะกระทบต่อความอิสระ เนื่องจากความเป็นอิสระของตุลาการนั้นหมายถึง 1.เป็น อิสระในทางเนื้อหา หมายความว่า พิพากษาคดีไปตามกฎหมาย ความรู้ในวิชาชีพ ไม่รับใบสั่งจากใคร 2. อิสระต่ออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการด้วยกันเอง กรณีหลังหมายความว่าศาลไม่จำเป็นต้องผูกพันกับคำตัดสินของศาลสูงที่เคย ตัดสินแล้ว หากไม่เห็นด้วย มีเหตุผลดีกว่าจะกลับคำพิพากษาก็ได้ 3. ต้องเป็นอิสระต่ออิทธิพลในทางสังคม อย่างไรก็ตาม หลักนี้ใช้เฉพาะการกระทำการในทางตุลาการเท่านั้น ถ้าทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่การตัดสินคดีก็ไม่สามารถอ้างหลักการนี้มาป้องกัน การตรวจสอบได้ และไม่ทำให้ผู้พิพากษาพ้นไปจากกฎหมาย
“ใน ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เห็นด้วยเดินขบวนประท้วงคำพิพากษาก็ได้ เพียงแต่มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้หากศาลตัดสินไปแล้ว แต่เจ้าของอำนาจมีสิทธิที่จะแสดงออกได้ว่าคิดเห็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าถูกกดทับ ปิดปากในนามของการละเมิดอำนาจศาล” วรเจตน์กล่าวและว่าตุลาการจำเป็นต้องอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณะ ตราบเท่าที่ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาทตัวผู้พิพากษา
วรเจตน์ ย้ำว่า การกำหนดการเข้าสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาโดยเชื่อมโยงกับประชาชนไม่ขัดแย้งอะไร กับหลักความเป็นอิสระ เพราะการะบวนการคัดคนไม่ควรเป็นระบบปิด หลายประเทศสร้างระบบเปิดให้กับตุลาการในหลายรูปแบบ เช่น 1. เลือกตั้งโดยตรง ดังเช่นบางมลรัฐในสหรัฐอเมริกา สวิสเซอร์แลนด์ 2. คัดเลือกและเสนอชื่อโดยฝ่ายบริหาร 3.คัดเลือกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ 4.รูปแบบผสมให้ตุลาการและฝ่ายนิตบัญญัติร่วมกันคัดเลือก ขณะที่บางประเทศใช้ระบบลูกขุน ให้คนธรรมดาเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลชั้นต้น เช่น เยอรมัน เพื่อทำให้กระบวนการดำเนินคดีอยู่ในสายตาของสาธารณชนด้วย แต่เมื่อเสนอแนวทางนี้ในสังคมก็มักจบด้วยข้ออ้างว่าการทำเช่นนี้ทำให้คนทั่ว ไปมีอิทธิพลกับตุลาการได้ อันเป็นมุมมองที่เห็นว่าราษฎรไทยยังไม่ฉลาด ไม่มีความสามารถในการจัดการปกครองตนเอง เรื่องนี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมไทย
“บาง คนบอกปัญหาเกิดกับศาลใหม่ๆ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ขอเรียนว่า นี่เป็นเรื่องอำนาจตุลาการทั้งหมด เราควรใช้โอกาสนี้พูดถึงทั้งระบบ ดังจะเห็นได้ว่าหลายปีมานี้คำตัดสินของทุกศาลล้วนถูกตั้งคำถาม”
วรเจตกล่าว ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของตุลาการ คือ การขาดอุดมการณ์ประชาธิปไตย ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้จะแก้อื่นไม่ได้เลย เพราะผู้พิพากษาไม่รู้สึกว่าการตัดสินคดีไม่ใช่ใช้อำนาตตัวเองแต่เป็นอำนาจ ประชาชน จำเป็นต้องปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตย นิติรัฐลงไป และเปลี่ยนโครงสร้างตุลาการให้ทนทานต่อการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม หากดูรัฐธรรมนูญ 50 จะพบแนวโน้มที่กลับกัน โดยสร้างอำนาจให้ศาลมากขึ้น เป็นระบบปิดมากขึ้น และอ้างถึงกระแสตุลาการภิวัตน์ซึ่งเห็นว่าศาลเป็นองค์กรเดียวที่จะแก้ปัญหา การเมืองไทยได้ แต่วันนี้ผ่านมาหลายปีแล้วน่าจะพิสูจน์ได้แล้วว่าผลเป็นอย่างไร เพียงแต่จะกล้ายอมรับไหมว่าแนวทางนี้ผิดและสร้างปัญหา
พนัส กล่าวว่า มโนสำนึกในทางที่จะเป็นประชาธิปไตยถ้าจะทำให้เกิดขึ้นได้คงต้องมีการปฏิรูป ไม่ใช่ที่ระบบ แต่ปฏิรูปที่คน ทำอย่างไรให้ผู้พิพากษาไทยมีความสำนึกในประชาธิปไตยขณะที่จารีตประเพณีที่ ยึดถือกันมานั้นไม่ต่างจากสมัยอยุธยา ในหมู่ตุลาการคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยอาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการยอมรับ ชัดเจนเท่าไรนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีตุลาการผู้พิพากษาที่มีสปิริตนี้เลย แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่กล้าแปลกแยกกับสังคมที่แวดล้อม
พนัส กล่าวต่อว่า ธรรมเนียมตุลาการไทยนั้นรับมาจากอังกฤษ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่ได้เรียนรู้มาด้วย คือประวัติศาสตร์อังกฤษ ถ้าไม่มีตุลาการร่วมต่อสู้ ความเป็นประชาธิปไตยของอังกฤษคงไม่เกิดขึ้น อาจกล่าวได้ว่า ทั้งโลกเป็นหนี้ตุลาการชาวอังกฤษคือ หลอดเอ็ดเวิร์ด คุก เขายอมสละตัวเองต่อสู้กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อหลักการที่ถูกต้อง
สถิตย์ผู้ อภิปรายที่เรียกเสียงหัวเราะผู้ฟังได้เป็นระยะตลอดการอภิปราย กล่าวว่า สำนึกประชาธิปไตยในวงการตุลาการนั้นมีอยู่ในตัวบทกฎหมาย ดังเช่นมาตรา 26 พ.ร.บ.ข้าราชการตุลาการ วรรค3 ระบุว่าคนที่จะสมัครสอบเป็นผู้พิพากษาจะต้องเป็นผู้เลื่อมใสในการปกครอง ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญโดยบริสุทธิ์ใจ แต่กลับปรากฏตามข่าวว่าประธานศาลกับเลขาฯ ไปประชุมล้มรัฐบาล และสังคมก็ไม่เอาเรื่อง ไม่มีใครออกมารับผิดชอบแถลงข้อเท็จจริง
ใน ฐานะที่เป็นผู้พิพากษามายาวนาน เขายังยืนยันด้วยว่า ผู้พิพากษาไม่มีทางที่จะมาเป็นแถวหน้าในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างที่ พนัสคาดหวัง หลายเรื่องที่มีคนคาดหวังก็ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ เช่นกรณีการไม่รับรองความชอบธรรมภายหลังเกิดการรัฐประหาร เพราะกลไกต่างๆ นั้นเคลื่อนไปหมดแล้ว มีรัฐสภา มีกฎหมาย มีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วจำนวนมาก
“ศาล เป็นผู้นำไม่ได้ ต้องเป็นผู้ตาม ที่ท่านอ้างอังกฤษ ผมว่ามันเขียนคนละตัว ในความเห็นผม แมกนาคาตา เกิดขึ้นได้จากใคร ไม่ได้เกิดจากผู้พิพากษา ประเทศไทยไม่เคยมีผู้พิพากษาตายเพื่อรักษาความยุติธรรม ระหว่างจำเลยตายกับผมตาย จำเลยต้องตาย (ผู้ฟังหัวเราะ) มันเป็นอย่างนี้ คนที่ตายเพื่อกฎหมาย ความยุติธรรม เป็นทหาร คือ พันท้ายนรสิงห์ ฉะนั้นท่านไปเรียกร้องไม่มีใครได้ยินหรอก ขอบฟ้าอยู่แสนไกล อันนี้กราบเรียนจากหัวใจในฐานะที่เป็นผู้พิพากษามา 40 ปี ไม่มีทางจริงๆ”
“อย่า หวังผู้พิพากษาเป็นแนวหน้า ไม่มีทาง ประชาชนเท่านั้นจะเป็นแนวหน้า บัดนี้เกิดขึ้นแล้ว รอบตัวท่านนี้แหละ”สถิตย์กล่าว ขณะที่พนัสกล่าวในประเด็นนี้ว่า ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีความหวังแม้จะริบหรี่ดูได้จากกรณีคำวินิจฉัยส่วนตัวของ ผู้พิพากษาชื่อกีรติ กาญจนรินทร์ ซึ่งระบุว่าการทำรัฐประหารนั้นผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของประเทศตุรกีซึ่งต้องการเป็นสมาชิกอียู เพิ่งลงประชามติเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมว่าการรัฐประหารเมื่อ 30 ปีก่อนผิดกฎหมายและการนิรโทษกรรมครั้งนั้นเป็นโมฆะ ส่วนวรเจตน์เห็นว่าการที่ผู้พิพากษาเป็นแนวหน้าไม่ได้นั้นเป็นเรื่องจริง เพราะลักษณะงานตุลาการเป็นงานในเชิงรับมากกว่ารุก แต่ถ้าศาลไม่เป็นกองหน้า ก็เป็นกองหนุนได้ และสามารถแสดงออกถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ผ่านคำพิพากษา องค์กรตุลาการทำให้กฎเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญเป็นจริงทางปฏิบัติได้
สถิตย์ ยังกล่าวถึงกรณีคลิปเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังโด่งดังอยู่ขณะนี้ด้วย ว่า มีนักศึกษาถามว่าเขาเชื่อไหมว่าคลิปนี้เป็นเรื่องจริงซึ่งเขาตอบว่าไม่เชื่อ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระดับหนึ่งทั้งนั้น ไม่มีทางที่จะทำผิดกฎหมายขนาดนั้น เพราะมันผิดทั้ง ม.157 เป็นผู้พิพากษาประชุมปรึกษาช่วยโจทก์จำเลย ผิดฎหมายฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ โทษจำคุก 1-10 ปี หากเป็นตุลาการโทษจะเลื่อนไปใน ม. 201 โทษจำคุก 5-20 ปี อีกทั้งประชุมกันเพื่อทำผิดกฎหมายยังมีความผิดฐานซ่องโจรตาม ม. 210 ท่านตุลาการย่อมต้องรู้ ฉะนั้นท่านย่อมไม่ทำ (ผู้ฟังหัวเราะ)
พงษ์เทพ กล่าว ว่า ความน่าเชื่อถือของศาลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้การตัดสินคดีไม่เหมือนกันในแต่ละชั้นเป็นเรื่องปกติ หรือต่อให้ตัดสินไม่ถูก แต่โจทก์หรือจำเลยต่างก็ยอมรับได้ เพราะไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในองค์กรตุลาการ แต่ถ้ามีความเคลือบแคลงเสียแล้ว ต่อให้ตัดสินถูกต้องที่สุดคนก็ยังไม่เชื่อ สถานการณ์หลังยึดอำนาจ มีพฤติการณ์ คำพิพากษาหลายฉบับที่ก่อความเคลือบแคลงใจต่อสาธารณชน ประกอบกับหลายเหตุการณ์ทำให้ความเคลือบแคลงนั้นกลับเป็นความแน่ใจว่าเกิด อะไรขึ้นในวงการตุลาการ
พงษ์เทพยกตัวอย่างกรณีคำตัดสินของศาลยุติธรรมที่ก่อความแคลงใจ เช่น อดีต กกต. 4 คนถูกฟ้องคดีอาญา ต่อมาพิพากษาว่า กกต.3 คนมีความผิด มีการขอปล่อยชั่วคราวซึ่งตามปกติแล้วต้องให้ แต่ศาลไม่ให้ จน กกต.เหล่านั้นลาออกจึงได้รับการปล่อยชั่วคราว ต่อมามีการปล่อยเทปบันทึกเสียงผู้พิพากษา 2 คน คุยกับข้าราชการระดับสูง เลขาธิการ ปปง. พูดข้อมูลที่เกี่ยวพันกับคดีนี้ คนปล่อยเทปถูกฟ้องด้วยข้อหาดักฟังโทรศัพท์แล้วแอบอัดเสียง แต่สุดท้ายในแวดวงศาลก็ไม่มีการสอบข้อเท็จจริงใดๆ
ส่วน กรณีคลิปศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่งเกิดขึ้น พงษ์เทพเห็นว่าหากมีการตัดต่อจริงถือเป็นการจงใจทำลายใส่ความศาลรัฐธรรมนูญ ที่รุนแรงมากต้องดำเนินคดี แต่หากเป็นเรื่องจริง สื่อมวลชนควรไปสัมภาษณ์ตุลาการที่เหลือว่าเห็นควรทำงานร่วมกับคนเหล่านั้น ต่อไปหรือเปล่า ที่ผ่านมาศาลฎีกาเคยพิพากษาคดีครูเอาข้อสอบไปให้เด็กดู ตัดสินให้เจ้าพนักงานต้องโทษจำคุกคนละ 9 ปี คนสนับสนุนโดนคนละ 6 ปี
พงษ์ เทพ กล่าวถึงสำนึกเรื่องประชาธิปไตยของตุลาการว่าตั้งแต่ในอดีตเราอาจผิดหวังที่ ตุลาการไม่ได้ทำนุบำรุงรักษาระบอบประชาธิปไตยเท่าที่ควร คำพิพพากษาศาลฎีกาปี 2496 ก็รับรองให้ประกาศคณะปฏิวัติเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และปีเดียวกันนั้นเองหนึ่งในผู้พิพากษาคดีนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ยุติธรรม ผ่านมาจนปี 2549 ก็ยังมีผู้พิพากษาที่มีบทบาทก่อนการยึดอำนาจได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สำคัญหลายท่านด้วยกัน
“สรุป แล้ว มโนธรรมสำนึก เท่ากับ โน สำนึก ไม่ต้องพูดเรื่องหลักวิชาชีพทางกฎหมาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใครต้องบรรยายเรื่องจริยธรรมตุลาการคงปวดหัวมาก เพราะไม่สามารถปรับหลักการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เลย” พงษ์เทพกล่าว
มีผู้ถามว่ากรณีคลิปศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตุลาการสามารถแจ้งข้อหากับผู้เผยแพร่ในความผิดมาตรา 112 หมิ่นสถาบันได้หรือไม่ สถิตย์กล่าวว่า มาตรา 112 ไม่ได้กำหนดขอบเขตรวมถึงศาลแต่อย่างใด ส่วนที่กล่าวกันว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะละเมิดอำนาจศาลหมายถึงการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาลเท่านั้น ส่วนการดูหมิ่นศาล ต้องเป็นเรื่องดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี คำว่า “ดูหมิ่น” ก็ต้องตีความอีกว่าเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของคน นอกจากนี้จะเข้าข่ายดูหมิ่นศาลได้ต้องเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ชอบด้วย กฎหมาย การปรึกษาคดีเพื่อรับสินบนเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปชต.แบบพม่าๆปล่อยซูจีหลังมัดมือปล้นหนำใจ ประชาธิปไตยแบบไทยๆเจริญรอยตามทุกกระเบียด

ที่มา Thai E-News





นาง อองซาน ซูจี วัย 65 ปี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยพม่า ถูกปลดปล่อยตัวในวันเสาร์ 13พ.ย. ท่ามกลางสื่อมวลชนและบรรดาผู้สนับสนุนต้อนรับอย่างเนืองแน่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ AP
13 พฤศจิกายน 2553

ซู จีและชาวพม่าถูกปล้นชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โดยระบอบปกครองทหารพม่ารวบอำนาจกลับไปไว้ในมือของตน และหาเรื่องกักขังเธอไว้อย่างต่อเนื่อง และหาเรื่องตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งยุบพรรคการเมืองของเธอ จากนั้นก็จัดการเลือกตั้งลวงโลกขึ้นเมื่อ 7 พ.ย.และพรรคการเมืองนอมินีของเผด็จการทหารประกาศชัยชนะ

ภายหลังการ มัดมือชกและสร้าง"ประชาธิปไตยแบบพม่าๆ"เรียบร้อย 1 สัปดาห์ต่อมาจึงมีการปล่อยตัวซูจี ซึ่งเธอกล่าวปราศรัยว่ายังจะเดินหน้าเรียกร้อง"ประชาธิปไตยที่แท้จริง"ต่อไป (รายละเอียด การปราศัย "หากเราทำงานอย่างมีเอกภาพ เราจะบรรลุเป้าหมาย พวกเรามีหลายอย่างที่ต้องทำ")

ระหว่าง ประชาธิปไตยแบบพม่าๆ กับประชาธิปไตยแบบไทยๆของประเทศเพื่อนบ้านนั้น ไม่รู้ใครลอกเลียนใคร แต่ดูเหมือนระบอบปกครองของทั้ง 2 ประเทศ และผู้กุมอำนาจตัวจริงมักอ้างว่า ต้องการให้ประเทศดำเนินไปตามวิถีของตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตยแบบประเทศตะวันตก ไม่จำเป็นต้องให้ประชาธิปไตยต่อประชาชน เพราะประชาชนยังโง่ ไม่มีการศึกษา ตัดสินใจเลือกตั้งโดยพึ่งอามิสสินจ้าง และประเทศจำเป็นต้องมี"คุณพ่อรู้ดี"ผู้หวังดีคอยอภิบาลกันต่อไป

วิถีแบบพม่าๆ และแบบไทยๆเป็นโฉมหน้าที่แท้จริง ซึ่งอยู่ใต้หน้ากากอันลวงโลกว่า นี่คือประชาธิปไตย

ดู เหมือนนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศผู้นำประชาธิปไตยตะวันตกจะเข้าใจดีว่าชาวพม่าต้องตกอยู่ใต้ แอกเผด็จการ และลวงโลกว่าเป็นประชาธิปไตย พร้อมกับเรียกร้องให้แก่ซูจีและผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตย แต่พากันทำท่าเหมือนไม่เข้าใจว่าประชาชนชาวไทยก็กำลังเผชิญชะตากรรมที่ไม่ ต่างกัน

BBC-การปล่อยตัวของ ออง ซาน ซู จี เนิ่นนานเกินไป

สำนักข่าวบีบีซีของ อังกฤษ อดีตเจ้าอาณานิคมพม่า รายงานข่าวคราว ยินดีรับข่าวของ ออง ซาน ซู จี ในประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งซูจีเคยไปพำนัก และมีสามีเป็นชาวอังกฤษ

การ ปล่อยตัวของผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยพม่า ออง ซาน ซู จี เนิ่นนานเกินไป และการกักกันตัวเธอเป็นเรื่องน่า “ล้อเลียน” – นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน กล่าว

เขายังเรียกเธอว่า “แรงบันดาลใจสำหรับพวกเราทุกคนที่เชื่อในเรื่อง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน”

อดีตนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ กล่าวว่า เธอเป็น “นักโทษที่มีชื่อเสียงและความกล้าหาญแห่งมโนธรรมมากที่สุดของโลก”

หน่วยรณรงค์ของอังกฤษในพม่า (Burma Campaign UK) กระตุ้นให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง 2,202 คน ทันที

ผู้ชนะรางวัลโนเบลสันติภาพ นาง ซู จี ถูกคุมขังมา 15 ปี จากเวลา 21 ปีที่ผ่านมา

นาย คาเมรอนกล่าวว่า “นี่เป็นเวลาที่เนิ่นนานเกินไป ออง ซาน ซู จี เป็นแรงบันดาลใจของพวกเราที่เชื่อในเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน”

“การคุมขังเธอเป็นเรื่องที่น่าล้อ เลียน เป็นการเจาะจงกระทำเพื่อเงียบเสียงของประชาชนชาวพม่า อิสรภาพเป็นสิทธิของ ออง ซาน ซู จี รัฐบาลพม่าต้องรักษาสิ่งนี้ไว้”

นายบราวน์กล่าวว่าการปล่อยตัวนางซูจีจะนำ “ความเบิกบานทั่วโลก”

แต่ เขากล่าวว่าอิสรภาพของเธอเป็นเพียง “ชัยชนะบางส่วน” เพราะการปลดปล่อยเธอและซึ่งเป็นของประชาชนชาวพม่าจะไม่สมบูรณ์จนกว่าเธอจะ สามารถเข้าถึงตำแหน่งของเธอ คือผู้นำโดยชอบธรรมของประเทศ

นางซูจี อายุ 65 ปี เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอน และอ๊อกฟอร์ด ในขณะที่เธอเลี้ยงดูบุตรชาย 2 คน ร่วมกับสามี นักวิชาการชาวอังกฤษ ไมเคิล อาริส

เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในปี 2542 อายุ 53 ปี


ลูกชายคนเล็กของเธอ คิม (อายุ 33 ปี) อาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษและไม่ได้เจอแม่ของเขาเป็นเวลา 10 ปี ขณะนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ
ประเทศ ไทย ได้แค่เพียงโทรศัพท์ไปหาแม่เขาในพม่าหลังเธอได้รับการปล่อยตัว ทั้งที่ได้ไปขอวีซ่าเข้าพม่าที่สถานทูตประจำกรุงเทพฯในวันที่ 8 ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม

ลูกชายคนโตเข้าใจว่าอยู่ที่สหรัฐฯ

นักโทษทางการเมือง

เลขาธิการต่างประเทศ วิลเลียม เฮ้ก กล่าวว่า การคุมขัง นางออง ซาน ซู จี เป็นสิ่งที่ “ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง”
ความ จริงคือหน่วยงานของรัฐไม่ควรจับกุมเธอและนักโทษคนอื่น ๆ ในพม่าด้วยมโนธรรมสำนึกตั้งแต่แรก เพื่อที่จะไม่ให้พวกเขาพ้นจากกระบวนการทางการเมือง

เขากล่าวว่า “ความอดทนของเธอในการทำหน้าที่ในการทำลาย (เผด็จการ) นั้นเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ผมยินดีรับข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการปล่อยตัวของเธอ เธอจะต้องได้รับอนุญาตให้กลับเข้าสู่บทบาทที่เธอเลือกในชีวิตทางการเมืองใน ประเทศของเธอ โดยไม่มีอุปสรรคและข้อจำกัดอีกต่อไป”

“สัปดาห์ที่แล้ว การเสแสร้งเลือกตั้งนั้น จะไม่นำไปสู่สันติภาพและความรุ่งเรืองให้กับพม่า รัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองคนอื่นอีก 2,100 คน และเริ่มไดอะล็อคที่บริสุทธิ์กับ ออง ซาน ซู จี และผู้คัดค้านและกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลาย”

“นี่คือก้าวย่างสำคัญในการแก้ปัญหาของพม่าอีกหลายปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชน”

หน่วย รณรงค์ของอังกฤษในพม่า (Burma Campaign UK) เตือนว่าการปล่อยตัวของเธอต้องไม่ถูกแปลความว่าเป็นสัญญาณของการปฏิรูป ประชาธิปไตยในพม่า

โซยา พาน ผู้ประสานงานระหว่างประเทศที่หน่วยรณรงค์อังกฤษในพม่า กล่าวว่า “การปล่อยตัวของ ออง ซาน ซู จี เป็นการประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่การปฏิรูปทางประชาธิปไตย”

“ผมตื่นเต้นที่เห็นผู้นำประชาธิปไตย ได้รับอิสรภาพในที่สุด แต่การปล่อยตัวไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมืองใดๆ แต่เป็นการออกแบบเพื่อประชาสัมพันธ์อำนาจเผด็จการในเชิงบวก หลังจากมีการแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน”

“เราต้องไม่ลืมนักโทษทางการเมืองกว่าพันคนที่ยังทุกข์ทรมานอยู่ในเรือนจำของพม่า”

เลขาธิการ ซาลิล เชทที กล่าวว่า “ในขณะที่การปล่อยตัว ออง ซาน ซู จี ได้รับการยอมรับแน่ ๆ นั่นเป็นเพียงการยุติการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมว่าจะไม่ยืดยาวออกไปเท่านั้น และไม่ใช้เป็นวิธีการของการทำงานของหน่วยงานของรัฐ”

“ความจริงคือ หน่วยงานรัฐไม่ควรที่จะจับกุมตัวเธอและนักโทษคนอื่น ๆ ด้วยมโนธรรมสำนึก ตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นการล็อคตัวพวกเขาออกจากกระบวนการทางการเมือง”

“กูจะไปหา ‘ความเป็นธรรม’ จากแผ่นดินอื่น (โว้ย)!!!” วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ที่มา thaifreenews

โดย Yang Wenli

“กูจะไปหา ‘ความเป็นธรรม’ จากแผ่นดินอื่น (โว้ย)!!!” 
                                    วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ท่านผู้อ่านที่ติดตามข้อเขียน ของ “วาทตะวัน” ตลอดมา คงจะทราบดีว่า ผมได้กล่าวโทษเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ของอดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ผมต้องตั้งฉายาให้อย่างน่าเกรงขาม เพราะหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 นั้น “ไอ้บัง กบฏ” มันตั้งให้ “เลดีดั๊ก” คนนี้มีอำนาจบาตรใหญ่คับฟ้า จนดูเหมือน “ยักษ์” กระบองโต ดังปรากฏในข้อเขียนของผม ที่เปิดโปงหลักฐานทุจริตแน่นหนา ที่พัวพันไปถึงผู้หญิงคนนี้ ในข้อเขียน ชื่อ
  จารุวรรณ “เป็ด หัวยักษ์” โป๊ะเชะ!!!
    http://www.vattavan.co/content_page_detail.php?cont_id=145
จากนั้นก็กระแทกซ้ำเข้าไปอีกดอก ด้วยบทความชื่อเข้มข้น
จารุวรรณ เมณฑกา ใสซื่อหรือ...โสโครก!?”
    http://www.vattavan.com/content_page_detail.php?cont_id=149
นี่เอง ที่ทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องเริ่มกระบวนตามหน้าที่ แม้การสืบสวนของหน่วยงานนี้จะดำเนินไปอย่างล่าช้า เหมือนการคืบคลานของตัวดักแด้ก็ตาม แต่ก็มาถึงจุดที่ “เลดี้ดั๊ก” คนดัง ต้องพังครืนลงมา เพราะในที่สุดก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางคดี เรื่องคอรัปชั่นจนได้
ทั้งนี้เพราะ...
เมื่อ 5 พ.ย. 2010 นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวน ออกมาให้ข่าว ว่า
กำลังจะแจ้งข้อหา จารุวรรณ เมณฑกา ฐานขอตั๋วบินฟรีการบินไทยให้ลูก และเบิกงบกฐินหลวง
อีกไม่นานนัก คนอย่าง ยัย “เป็ด หัวยักษ์” ที่เป็นหัวเรือใหญ่ ในการกล่าวหา “ทักษิณ” ว่า ทุจริตนั้น จะต้องเผชิญกรรม ในข้อหาดียวกัน อย่างไรบ้าง?

เช่นเดียวกันกับขบวนการพันธมาร ที่ผมเขียนบทความเอาไว้เมื่อ 20 สิงหาคม 2553 ชื่อเรื่องว่า
คดีก่อการร้ายในประเทศไทย ถึงทางแยกแล้ว!!! (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=245)
ผมยืนยันชัดเจนในข้อเขียนว่า อย่างไรเสียตำรวจก็ต้อง
“สั่งฟ้อง” คน กลุ่มนี้ในข้อหาหนักเบาต่างๆ ซึ่งจะทำให้นักเคลื่อนไหวเหล่านี้ ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ต่อจากนี้ไปอีกหลายปี
ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น นับจากนี้ไป ก็จะไม่มีความเป็นปกติ แม้จะทำปากแข็งขนาดไหน แต่คนที่ต้องไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในคอกจำเลยหลายๆคดีเข้า
จะไปหาความสุขกะเขา ที่ไหนได้?
จึงนับได้ว่า กลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์กับทักษิณอีกชุดหนึ่ง กำลังจะชดใช้กรรม ที่ได้กระทำต่อ “ทักษิณ” และทำลายชาติบ้านเมือง แม้การพิจารณาอาจไม่รวดเร็ว เหมือนกับเรื่องของยัย “เป็ด หัวยักษ์” ซึ่งจะขึ้นเพียงศาลเดียวเท่านั้น คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สำหรับการดำเนินคดีกับทักษิณ โดยใช้กฏหมายพิเศษ คือการตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่า “ค.ต.ส.” ซึ่งมีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธานกรรมการ ที่ทำท่าเป็นพระเอกเหลือเกินในตอนแรกๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่า
จน กระทั่งหมดเวลา ที่ ไอ้ “บัง กบฎ” มันตั้งเวลาให้ทำการสอบสวน นายนามกับพวก ก็ยังไม่สามารถดำเนินคดี จนถึงขั้นฟ้องร้องนายกทักษิณ ว่า
โกงหรือคอรัปชั่นได้ แม้แต่คดีเดียว!
ตลกตายห่า!!

คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงโทษนายกฯทักษิณ ก็เป็นเพียงความผิดตามกฏหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 ไม่ใช่ข้อหาทุจริต แต่ศาลท่านก็ลงโทษจำคุกเต็มที่ โดยไม่รอการลงโทษแต่อย่างใด
แต่เราต้องระลึกว่า
คดีนี้ การสอบสวนอันเป็นเหตุทำให้คุณทักษิณต้องขึ้นศาลนั้น กระทำโดย คณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร เป็นการตั้งขึ้นมา เพื่อสอบสวนคนๆเดียว คือนายกฯทักษิณ ที่ฝ่าย “ไอ้บัง กบฎ” กับพวกเห็นว่าเป็น
ศัตรูของพวกมัน!
ท่านสาธุชนคนดีทั้งหลาย ที่รักประชาธิปไตย ลองไตรตรองดูว่า การกระทำอย่างนี้ เป็นธรรมหรือไม่?
บอกให้ก็ได้ว่า
เราๆ ท่านๆ ไม่ต้องออกความเห็น แต่มีผู้พิพากษาศาลฎีกาคือ ท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ได้มีความเห็นในคำพิพากษาด้วยความกล้าหาญอย่างยิ่ง ว่า
การรัฐประหารนั้น ไม่ชอบด้วยกฏหมาย!

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลไทยเราดันไปยอมรับว่า การรัฐประหารนั้น หากกระทำสำเร็จ ถือว่าผู้กระทำได้อำนาจสูงสุดในการบริหารบ้านเมือง ซึ่งเป็นอำนาจของประชาชน ไปเป็นของตัว
มันจะจับกุมคุมขัง ยึดทรัพย์ผู้คน ออกคำสั่งให้ใครไปติดตะราง ย่อมกระทำได้ทั้งสิ้น อีกทั้งยังออกกฏหมายกดหมาได้ตามอำเภอใจ!
ผู้ ที่เห็นด้วกับการรัฐประหารก็มี โดยคนพวกนี้ก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ให้เป็นสภาสากกระเบือของคณะรัฐประหาร ฟาดเงินภาษีประชาชนในรูปเงินเดือน ค่าตอบแทนกันเปรมไป และยังหน้าด้านร่าง “รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ” เอื้อให้กับพรรคพวกของตน ด้วยการเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภาได้ โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง อย่างนี้เป็นต้น
ที่ น่าทุเรศอย่างยิ่งคือ มันรวมหัวกันเขียน “รัดทำมะนวย”อัปรีย์จนไอ้คนที่เคยทำโทรทัศน์จนเจ๊งคามือ ก็ได้โทรทัศน์ใหม่ 1 สถานี มาบริหารเล่น พร้อมกับงบประมาณปีละ 1,500 ล้าน ในขณะที่กรมประชาสัมพันธ์ มีทั้งสถานีโทรทัศน์ทุกภูมิภาค สถานีวิทยุอีกนับสิบๆ ข้าราชการทำงานในองค์กรมากมาย แต่กลับได้งบประมาณ น้อยกว่าไอ้สถานีเวรตะไลนั่นสียอีก
ดูมันทำ!

การเลือก ตั้งหลังรัฐประหาร 2549 แม้พรรคทักษิณได้รับชัยชนะ แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมกับพันธมิตร เคลื่อนไหวทางการเมืองหนักหน่วง โดย ส.ส. ของพรรคเก่ากะลาได้เป็นแกนนำเสียเอง จนสามารถวิ่งราวอำนาจในการบริหารบ้านเมืองไปได้
หลัง เหตุการณ์รุนแรง เมื่อเดือน เม.ย.และ พ.ค.2553 การสอบสวนคดีที่มีผู้เสียชีวิต จำนวนนับร้อยศพ อันเนื่องมาจากเหตุชุมนุม ดำเนินไปอย่างล่าช้า โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในสอบสวน DSI เป็นผู้ดำเนินการสอบสวน โดยถือว่าเป็นคดีพิเศษ ไม่ให้ตำรวจสอบสวน
มาถึงวันนี้ DSI ดูจะกลายสภาพเป็นหน่วยงานทางการเมืองแบบ Gestapo ไปสมบูรณ์แบบแล้ว โดยสื่อไม่สามารถติดตามการสอบสวนได้ ทุกอย่างมืดตึ๊ดตื๋อ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
เหตุที่รัฐบาลไม่กล้าใช้หน่วยงาน ที่มีหน้าที่ในการสอบสวนคดีตามปกติ คือเจ้าพนักงานตำรวจ ก็เพราะรัฐบาลโลซกมันเกรงว่า หากให้ตำรวจสอบสวนแล้ว จะควบคุมไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า
การ สอบสวนของตำรวจนั้น มีกฏระเบียบที่เคร่งครัด ยิ่งคดีใหญ่ๆ การสอบสวนเป็นคณะ มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย นายตำรวจส่วนใหญ่ จะไม่มีวันยอมบิดเบี้ยว หรือเสี่ยงในคดีที่ตั้งเป็นรูปคณะกรรมการ เพื่อช่วยพรรคการเมืองที่ครองอำนาจ เพราะจะกลายเป็นฝ่าย...
ติดตะรางเสียเอง!

ดังนั้น การถูกฆ่าตายของคนไทย เป็นร้อยศพกลางเมืองนั้น อาจไม่มีความหมาย เพราะรัฐบาลโลซกชุดนี้ มันไม่สนใจที่จะสอบสวนอย่างจริงจัง แต่บังเอิญมีชาวต่างประเทศ ที่มาตายในเหตุการณ์นี้ด้วย โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลของเขา ไม่ยอมให้เรื่องนี้หายไป จึงติดตามตลอด เช่นเดียวกับทางรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ที่ไม่ยอมให้คนชาติเขาต้องตายเปล่า



เมื่อ เห็นว่า รัฐบาลโลซกของไทย ไม่สามารถให้ความกระจ่างในคดีได้ ญี่ปุ่นจึงแสดงออกทางสัญลักษณ์ ถึงความไม่พอใจ ด้วยการให้ นายคัตสึยะ โอกาดะ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น เดินทางมาเมืองไทย เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2553 และไปวางดอกไม้พร้อมยืนไว้อาลัยให้ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ นักข่าวญี่ปุ่น สังกัดสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่ถูกสังหารระหว่างเหตุการณ์ที่กำลังทหารไทย พร้อมยานเกราะเต็มอัตราศึก ปฏิบัติการรุก “เข้าตี” ผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว
เมื่อญี่ปุ่นเขาเห็นว่า รัฐบาลอัปลักษณ์ของนายมาร์ค มุกควาย ยังทำหนังหนาหน้าทน ไม่เร่งรัดการดำเนินคดีอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ แม้เขาสอบถามไปทาง DSI แล้ว ก็ออกอาการเหมือน ‘ใบ้แดก’ เพราะเงียบสนิท ไม่มีความก้าวหน้าทางคดี หรือความกระจ่างใดๆเลย นั่นเป็นเรื่องที
ญี่ปุ่นยอมไม่ได้!
ดังนั้น เมื่อ 19 ต.ค. 2553 สถานทูตญี่ปุ่นจึงถือโอกาสที่นักข่าวเขาตายครบ 6 เดือน ส่งนายโนบุเอกิ อิโต อัครราชทูตฝ่ายการเมืองของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทยนายจุน มารุยาม่า เลขานุการเอกและผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ร่วมกันดำเนินการเชิงรุกเต็มรูป เข้ากดดันผ่านทางรัฐสภาของไทย
ทาง สมาชิกวุฒิสภา ก็พลอยผสมโรง รุมอัด DSI อย่างหนักหน่วง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนพิเศษ ก็ได้แต่แก้ตัวตะกุกตะกัก ทั้งๆที่การสอบสวนในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย ที่สำคัญคือ สมาชิกวุฒิสภาต่างพากันสันนิษฐานว่า
ทาง DSI ปกปิดข้อมูลให้ ศอฉ.!

นี่ผมเอาข่าวมาเขียน แบบเนื้อๆ โดยไม่ได้ตัดเติมเสริมต่อแต่อย่างใด และในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นพนักงานสอบสวน หัวหน้าพนักงานสอบสวน และอาจารย์สอนการสอบสวนคดีอาญามาก่อน รวมทั้งเคยศึกษา ในสถาบันกระบวนการยุติธรรม ระดับสูงของญี่ปุ่น ได้รู้ถึงประสิทธิภาพ ในการทำงานของชาวอาทิตย์อุทัยพอสมควร จึงความเชื่อเป็นส่วนตัวว่า
บัดนี้ ทางญี่ปุ่นต้องรู้แล้วว่า นักข่าวของเขา ตายเพราะฝีมือใคร!!?
อยากจะบอก กับผู้กุมอำนาจขณะนี้ว่า
อย่า ได้ทำเล่นกับเรื่องญี่ปุ่น เพราะเรื่องของชาติบ้านเมืองนั้น เป็นเรื่องใหญ่นัก สำหรับคนสายเลือดบูชิโด หากเขา “ไม่เอา” กับประเทศไทย เราจะเดือดร้อนมาก เพราะญีปุ่นเป็นชาติที่ลงทุนสูงสุดในประเทศไทย
อยากจะยกตัวอย่าง ให้เห็นกันสักเรื่อง
เมื่อ ราวเกือบสี่สิบปีก่อน เห็นจะได้ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถูกแทงตายในถนนพัฒน์พงษ์ สถานทูตญี่ปุ่นแนะนำไม่ให้คนของเขา เข้ามาในถนนสายนี้
จาก นั้นมา เราไม่เคยเห็นคนญี่ปุ่นในถนนพัฒน์พงษ์อีกเลย นอกจากคนญี่ปุ่น ที่พลัดหลงเข้าไปโดยบังเอิญ และนักธุรกิจญี่ปุ่นร่วมกับคนไทย ไปเปิดธุรกิจคู่ขนานกับถนนพัฒน์พงษ์ บนถนนเส้นใหม่ ชื่อ
“ธนิยะ”
เรื่องนี้ลองถามคนที่คุ้นกับถนนพัฒน์พงศ์ อย่างอดีต บก.สยามรัฐและชาวกรุงอย่าง คุณ “นพพร บุณยะฤทธิ์” ดู ท่านจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง อย่างที่ผมเล่านี่แหละ
ลองคิดกันดูก็แล้วกัน ถ้าญี่ปุ่น “บอยคอต” เมืองไทย เหมือนที่ทำกับถนนพัฒน์พงษ์ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น!?
ยังไม่อยากจะคิด!!

หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เมืองไทยของเราก็เสื่อมทรามลงในทุกๆด้าน จนปรากฏต่อสายตาของชาวโลก ที่ตกใจเพราะเคยมองไทยป็นชาติที่สงบ ผู้คนยิ้มแย้มมีอัธยาศัย บ้านเมืองหรือก็มีภูมิประเทศสวยงาม อุดมไปแหล่งท่องเที่ยวที่ยากจะหาชาติไหนเทียบเทียมได้ เปี่ยมล้นไปด้วยความมีเสรี แต่พลันกลายกลับเป็นแดนมิคสัญญี ไม่น่าสัมผัสอีกต่อไปอีกแล้ว
เริ่มมาจากความระยำของ “ไอ้บัง กบฏ” กับพวกแท้ๆ!
ทั้งนี้ สื่อใหญ่ต่างประเทศ ได้ตอกย้ำความเป็นบ้านเมืองที่ “น่ากลัว” ของไทยเอาไว้ชัดเจน กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน สำนักข่าวใหญ่อย่าง “รอยเตอร์” เผยแพร่รายงานประเมินความเสี่ยงภัย ของแต่ละประเทศ โดยได้ระบุว่า
ไทยยังคงมีความแตกแยกในสังคม อย่าง “ลึกซึ้ง” โดย ที่ยังไม่มีวี่แววว่า ฝักฝ่ายต่างๆทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงในเมืองและชนบทกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มชนชั้นนำ ข้าราชการและกองทัพจะสามารถหาข้อยุติของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ในทางตรงกันข้าม ความแตกแยกดังกล่าวกลับมีมากขึ้น และสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก
ใช่แต่แค่นั้นนะครับ

สื่อยักษ์ที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ อย่างนิวยอร์กไทม์ รายงานเรื่อง Freedom Index หรือ ดัชนีเสรีภาพของสื่อ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ซึ่งจัดอันดับโดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ไทยเราตกลงไปที่อันดับ 153 จาก 178 ประเทศ เป็นการตกลงไปแบบทะรูดทะราด เพราะปี 2002 ไทยเราเคยอยู่ในลำดับอยู่ที่ 65 พอถึงปี 2009 ตกไปอยู่ที่ 130
ปีนี้รูดลงไปอีก 23 อันดับ เป็น 153!



ดูดัชนีแล้ว...หดหู่หัวใจนัก!!
New York Times ไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่สื่อยักษ์ยังหยิบเอาความเห็นของ ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์เก่าแก่ของคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ มาตอกย้ำเข้าไปด้วย
“ดัชนีมันร่วงเอาร่วงเอา และเราไม่รู้ว่ามันจะตกลงไปถึงเมื่อไหร่"
เธอจาระไนต่อไปอีกว่า
“เมื่อ แรกมอง ใครๆก็เห็นว่ามันยังมีเสรีภาพสื่อ แต่ถ้าดู เข้าไปใกล้ๆ เราต้องสรุปแล้วว่าปัญหามันรุนแรงมาก เพราะความคิดเห็นของฝ่ายตรงกันข้าม ถูกปัดกวาดออกไปหมด และ... ต้องมุดลงดิน"
อุบลรัตน์ หรือ “อาจารย์ย่า” กล่าวอย่างท้อแท้!!!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพรัก
ระหว่าง ที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ ผมได้ยินผู้อ่านข่าวโทรทัศน์บ้านเราได้รายงานข่าว สหรัฐอเมริกาและอังกฤษวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งในพม่าว่า
…การเลือกตั้งครั้งนี้ ขาดแค่ “เสรีภาพและความยุติธรรม” เท่านั้น...
ถากถางนิ่มๆ แต่...เลือดซิบๆเลย!
หากท่านได้อ่านบทความของผม มาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นติดตามการที่คนของเขาที่ถูกฆ่า ก็เพราะกระบวนการของบ้านเรานั้น
ให้ความเป็นธรรมกับเขาไม่ได้!
สื่อยักษ์ที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ อย่าง “นิวยอร์กไทม์” และสำนักข่าวใหญ่อย่าง “รอยเตอร์” ก็แสดงความเห็นได้ชัดเจนว่า
สถานการณ์ในเมืองไทย ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากพม่าเพื่อนบ้านนัก คือเขามองว่า
ประเทศไทยของเรานั้น กำลังถดถอยไป กลายเป็นบ้านเมืองที่แตกแยกลึกซึ้ง เพราะขาดทั้ง
“เสรีภาพ และความยุติธรรม”

ด้วยเหตุ ฉะนี้ ผมจึงไม่แปลกใจเลย ที่สื่อลงข่าวเรื่องมีผู้พยายามจะลากเอาเรื่องเลวร้าย ของรัฐบาลโลซก แห่งประเทศไทย ไปสู่ศาลนานาชาติ หรือประจานบนเวทีต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องปัจจัยพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นั่นคือ
เรื่องของ “เสรีภาพ และความยุติธรรม” และที่ทำอย่างนั้น ก็เพราะคนเหล่านั้นต่างเห็นว่า
พวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ในบ้านเมืองของตัวนั่นเอง!

คนไทยเรานั้น รักอิสระภาพและความเป็น “ไท” กับตัวเอง เกลียดการข่มเหงเข้ากระดูกดำ ความยุติธรรมเป็นเรื่องที่พวกเราแสวงหามา ตั้งแต่เคลื่อนย้ายจากเทือกเขาอัลไต จนยาตราเข้ามาลงหลักปักถ่อ ณ ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้

เมื่อคนบ้านเราซึ่งเป็นชนชาติเดียวในโลกนี้เท่านั้น ที่เรียกตัวเอง ว่าเป็นพวก Free หรือ “ไท” อย่างนี้แล้ว...
ดัง นั้น หากวันใดที่พวกเขารู้สึกว่า บ้านนี้เมืองนี้ ได้ขาดแล้วซึ่ง“เสรีภาพและความยุติธรรม” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็น“ไท” ผมจึงไม่แปลกใจเลย ถ้าผู้ที่มีคำว่า Free อยู่ในหัวใจเหล่านั้น จะพากันออกมาร้องตะโกนให้ดังกู่ก้อง จนได้ยินไปทัวกันว่า

“กูจะไปหา ‘ความเป็นธรรม’ จากแผ่นดินอื่น (โว้ย)!!!”

ธีระ สุธีวรางกูร : เมื่อแมลงวันไม่ยอมตอมแมลงวัน

ที่มา ประชาไท

เผยแพร่ครั้งแรกที่ เว็บไซต์นิติราษฎร์

ศาล รัฐธรรมนูญยังคงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เมื่อคลิปสองชุดแรกซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่ง ไม่ทันจางหายจากความสนใจของสาธารณชน คลิปชุดที่สามที่มีชื่อว่า “คำสารภาพคนโกงข้อสอบ” ก็ถูกนำมาเผยแพร่เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเวปไซต์ยูทิวบ์เป็นอีกตอนหนึ่ง

ทบทวน ความทรงจำเบื้องต้นว่าบรรดาคลิปฉาวทั้งหมดที่ถูกเผยแพร่ออกไปนั้นมี เนื้อหาในสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนพิจารณาคดีของศาล เรื่องที่สองเป็นกรณีที่เกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่ง

หากสามัญสำนึกความเป็นวิญญูชนไม่บกพร่องเกินไป โดยเนื้อหาของคลิปที่ปรากฏ คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญ....

เพราะ นั่นคือปัญหาซึ่งเกิดขึ้นกับองค์กรตุลาการของประเทศที่ชื่อว่า ”ศาลรัฐธรรมนูญ” ก็เมื่อองค์กรตุลาการดังกล่าวนี้ มีหน้าที่หลักคือการรักษาความถูกต้องตามกฎหมายสูงสุดให้กับสังคม บนพื้นฐานจริยธรรมตามสถานะของบุคคลผู้ซึ่งเป็นตุลาการวินิจฉัยคดี หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปกระทำในเรื่องที่มิชอบด้วยกฎหมายและจริยธรรมเสีย เองแล้ว สาธารณชนจะวางใจได้อย่างไรว่าการวินิจฉัยคดีของตุลาการฯ แต่ละเรื่องจะเป็นไปโดยชอบ ปราศจากอคติลำเอียง

น่าสนใจว่าขณะที่สถาบันศาลรัฐธรรมนูญกำลังประสบปัญหา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้หาทางออกเพื่อแก้ไขความยุ่งยากดังกล่าวนี้อย่างไร

หาก ติดตามคำแถลงต่อสื่อมวลชนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านและเลขาธิการ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในช่วงต่างเวลากัน จะพบว่าวิธีการแก้ปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมุ่งไปที่การร้องทุกข์กล่าวโทษ ละการเผยแพร่คลิปที่เกี่ยวข้องะการเผยแพร่คลิปที่เกี่ยวข้องกับตุลาการศาล รัฐธรรมนูญฐานหมิ่นประมาทและความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพ์ฯเพื่อดำเนินคดี อาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำและเผยแพร่คลิปที่มีเนื้อหาพาดพิงไปถึง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคน

การแก้ไขความยุ่งยากของศาลรัฐธรรมนูญ โดยวิธีการนี้ แน่นอนว่าย่อมถือเป็นสิทธิโดยชอบที่ศาลสามารถกระทำ อย่างไรก็ดี ขณะที่วิธีการแก้ปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญดังนี้ จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์ซึ่งอาจไม่ทันการณ์ต่อการแก้ไขวิกฤติ ศรัทธาที่สาธารณชนกำลังมีต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่ง เหตุดังนี้ ทำไมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกพาดพิงว่าได้กระทำการบางอย่างโดยมิชอบ จึงไม่ออกมาชี้แจงกับสาธารณชนเป็นเบื้องต้นว่าตนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือ ไม่คู่ขนานกันไปกับการร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้จัดทำและเผยแพร่คลิป

มี คำอธิบายในทำนองว่า เหตุที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถูกพาดพิงว่าได้กระทำการบางอย่างโดยมิชอบ ไม่ยอมออกมาชี้แจงกับสาธารณชนก็เพราะว่า โดยสถานะตุลาการแล้วย่อมไม่อาจจะกระทำเช่นนั้นได้ นอกจากนี้ การชี้แจงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถูกพาดพิงอาจทำให้เกิดการโต้เถียงไปมา ไม่มีข้อยุติ ทั้งยังไม่มีวิธีการพิสูจน์ความผิดที่แน่นอน

ต่อคำ อธิบายเช่นนี้ แท้จริงแล้วคงต้องพิจารณาจากลักษณะของเรื่องเป็นสำคัญ ถ้าเป็นคำชี้แจงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ศาลกำลังพิจารณาอยู่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่อาจมาแถลงต่อสาธารณชนได้ ความเห็นของตุลาการฯในทางคดีจะเป็นอย่างไร จำเป็นต้องไปดูจากคำพิพากษาของศาลเมื่อได้วินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ดี กรณีที่เป็นปัญหาอยู่หาได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคดีไม่ หากทว่าเป็นความสงสัยที่สาธารณชนมีอยู่กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่ง ถึงความเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบเข้ารับราชการในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น โดยลักษณะของเรื่อง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกพาดพิงจึงย่อมสามารถที่จะชี้แจงต่อสาธารณชนได้ ว่าตนเกี่ยวข้องกับการนี้ด้วยหรือไม่ อย่างไร

และหากตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญได้ออกมาชี้แจงอย่างองอาจกล้าหาญเหมือนดังที่ ตนได้ออกนั่งบัลลังค์พิจารณาพิพากษาคดีในเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ของบุคคลอื่น สาธารณชนก็คงจะเกิดความไว้วางใจว่าเบื้องต้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้ กระทำแล้วในสิ่งที่ควรกระทำ

มีข้อควรพิจารณาต่อไปว่า แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกพาดพิงว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการ สอบเข้ารับราชการในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ออกมาชี้แจง คำถามยังคงมีอีกว่า เพราะเหตุใดสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึง เรื่องดังกล่าวให้กระจ่าง

ด้านหนึ่ง คำอธิบายจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งในคราวที่ได้แถลงต่อสื่อมวลชนมี อยู่ว่า เหตุที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงตาม เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในคลิป ก็เนื่องจากว่าคณะกรรมการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกทำลายความน่าเชื่อ ถือไปหมดแล้ว

การให้เหตุผลเช่นนี้ แท้ที่จริงยังไม่มีข้อเท็จจริงใดที่มีนัยสำคัญแสดงถึงความไม่เชื่อมั่นต่อ การสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหากจะมีการจัดตั้ง ขึ้น อย่างไรก็ดี หากความไม่เชื่อมั่นจากสาธารณชนจะมีอยู่บ้าง ทว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาปฏิเสธการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการสอบข้อเท็จ จริง เพราะไม่ว่าสังคมจะมีความเชื่อมั่นหรือไม่อย่างไร และไม่ว่าจะมีองค์กรอื่นมาทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ กล่าวอย่างถึงที่สุดในทางบริหารแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะต้องกระทำเพื่อให้ข้อเท็จจริง ของเรื่องนี้ปรากฏ ลองเทียบเคียงว่าหากปรากฏหลักฐานอันควรสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้หนึ่ง ได้กระทำอนาจารต่อผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้หญิง กรณีที่มีการร้องเรียนขึ้นมา หากผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้นั้นไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยให้ เหตุผลว่าสังคมไม่ให้ความเชื่อถือต่อคณะกรรมการที่ตนจะตั้งขึ้นแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร วิธีการและมาตรการทางบริหารจะมีอยู่เพื่ออะไร

อีก ด้านหนึ่ง คำอธิบายจากเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อคราวได้แถลงต่อสื่อมวลชนก็ มีอยู่ว่า เหตุที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงตาม เนื้อหาที่ปรากฏในคลิป ก็เนื่องจากว่าที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ให้ความเห็นอะไรใน เรื่องนี้ ซึ่งเข้าใจว่าคณะตุลาการฯคงมองว่าการเผยแพร่คลิปเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ ต้องรีบเร่งดำเนินการมากกว่า นอกจากนั้น กรณีอาจมีการพาดพิงเกี่ยวโยงไปถึงระดับอื่นที่สูงกว่า ฉะนั้น ขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร

ต่อคำอธิบายข้าง ต้น น่าเสียดายที่ที่ประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นถึงความจำเป็นรีบ ด่วนของการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่กลับมองเพียงว่านี่เป็นกระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องรีบดำเนินการทางกฎหมายทั้งต่อผู้จัดทำและเผยแพร่คลิปเสียก่อน ความจริงแล้ว การสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นกับสถาบันตนย่อมเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าการร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลอื่น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีสถานะเป็นองค์กรตุลาการ หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านใดถูกตั้งข้อสงสัยด้วยเหตุอันสมควรว่าได้กระทำ การบางอย่างโดยมิชอบเสียแล้ว ความไว้วางใจของสาธารณชนต่อการวินิจฉัยคดีทั้งหลายทั้งปวงของศาลรัฐธรรมนูญ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือสำนักงานศาล รัฐธรรมนูญไม่เห็นความสำคัญ ของการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบข้อเท็จจริงถึงกรณีที่เป็นปัญหาภายในศาล สาธารณชนก็ย่อมมีเหตุอันควรสงสัยได้ว่าผู้ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบกับการ นี้กำลังจะใช้วิธี “แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน” และด้วยการกระทำดังนี้ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ก็จำเป็นต้องกล่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลัง “ทำโอกาสให้กลายเป็นวิกฤติ” ยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังยืนยันว่าวิธีการแก้ไขความยุ่งยากภายในศาล อย่างที่ได้กระทำมานั้นถือว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว ก็ขอให้ประสบความสำเร็จในการเรียกความน่าเชื่อถือของสถาบันศาลรัฐธรรมนูญต่อ สาธารณชนกลับคืนมา

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:รัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง-ชิมิ?

ที่มา Thai E-News


แรงกว่าใคร!!! โน๊ส อุดม @ติ๊ก ชีโร่ คอนเสิร์ต เล่นแบบนี้ไม่กลัวเลยเนอะ (คลิ้กชมutube)

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
13-14 พฤศจิกายน 2553

***สังคม ข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 เป็นห้วงเวลาครบรอบ 7 เดือนเหตุการณ์สังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตย 10 เมษาฯ ใกล้ห้วงเวลาครบรอบ 6 เดือนเหตุการณ์19 พฤษภาอำมหิต โดยที่ความอยุติธรรมยังดำรงอยู่ คนเจ็บยังถูกใส่ร้าย คนตายยังถูกกล่าวหา คนบริสุทธิ์ยังถูกคุมขัง เสรีภาพถูกข่มขืน คุกแน่นไปด้วยผู้ต้องหาทางความคิด..รัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่ตะแบงเรียกหาการปรองดอง และขืนใจให้คนเสื้อแดง"ลืมๆอดีตที่เกิดขึ้น กลับมารักกูเหมือนเดิม"...ถุย!***


หวัง ใจเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีโอกาสไปร่วมคารวะท่านเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็จนใจที่ไร้อิสรภาพ จึงขอฝากบทกวีนี้ ด้วยความศรัทธาและกราบขอบพระคุณความเมตตาที่ท่านมอบให้ไม่เสื่อมคลาย

"สมัคร สุนทรเวช
หนึ่งประเทศมีหนึ่งคน
สลักนามประกาศตน
ประจักษ์ชัดในแนวทาง

หนึ่งตำนานแห่งรัฐชาติ
ประวัติศาสตร์จะจัดวาง
น้อมส่งถึงปลายทาง
สัมปรายภพสงบนิรันดร์"


ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในโอกาสงานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯสมัคร สุนทรเวช 14 พ.ย.นี้ เวลา 16.00 ณ วัดเทพศิรินทราวาส


***ด่วน ครับพี่-น้อง วันนี้13/11/53 ทีมสองขาประชาธิปไตยเส้นทางสีแดน 1700 กม.จากราชประสงค์สู่อีสาน จะออกจากจังหวัดขอนแก่นไปจังหวัดกาฬสินธุ์ ใครที่อยู่ในเส้นทางที่พวกเราจะผ่านช่วยกันออกมาร้วมและส่งต่อตามจุดต่างๆ ด้วยครับ

เพราะ ได้ข่าวมาว่าเส้นทางที่ทีมสองขาประชาธิปไตยจะผ่านนี้เป็นถิ่นอิทธิพลของพรรค การเม​ื่องพรรคหนึ่งครับ คาดว่ามันจะส่งฅนมาคอยส่องพวกเราเหมือนที่ทุ่งสาหร่าย ปากช่องอีกครับ พี่-น้องช่วยกันหน่อยน่ะครับ -ทีมงานแจ้งข่าวมา***

***เดี่ยว ไม่ต้องมีไมโครโฟน รำลึกวีรชน10เมษาฯที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

***เมื่อ วันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ครบรอบ 7 เดือนเหตุการณ์สี่แยกคอกวัว ราชดำเนิน พี่น้องเสื้อแดงไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัดหัวลำโพง และจุดเทียนแดงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อน้อมรำลึกในจิตใจกล้าต่อสู่กล้าเสียสละของวีรชน และสานต่อปณิธานให้บรรลุผลต่อไป (ชมภาพชุดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และชมวิดิโอ"เดี่ยวไม่มีไมโครโฟน"งานรำลึก 7 เดือน 10 เมษาฯ คลิกที่ภาพด้านบน) ***


*** งานวันที่19 พ.ย. แกนนำนปช.นอกคุก จตุพร พรหมพันธุ์ หารือกับบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ว่าจะจัดงานรำลึกภายใต้ชื่อ “6 เดือน 6 โมงเย็นราชประสงค์” โดยจะมีกิจกรรมตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น.

“เรา จะใช้เวลาเพียงสั้นๆแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแล้วจะยุติการชุมนุม ผมจะถือโอกาสนี้ไปไหว้ศาลท้าวมหาพรหม เพื่อดลบันดาลให้บรรดาแกนนำที่โดนควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำได้รับการปล่อยตัว” นายจตุพรกล่าว***

***เวบไซต์นิติราษฏร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฏร) จัดอภิปรายเรื่อง “ตุลาการ – มโนธรรมสำนึก – ประชาธิปไตย”วันเสาร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ห้อง แอลที ๑

วิทยากรผู้เข้าร่วมอภิปราย

๑. พนัส ทัศนียานนท์ (อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.)
๒. สถิตย์ ไพเราะ (ผู้พิพากษาอาวุโส)
๓. พงศ์เทพ เทพกาญจนา (อดีตอาจารย์ผู้บรรยายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมาย)
๔. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (ผู้ร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์)


จึงขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่าน ร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนทัศนะในวันและเวลาดังกล่าว***

***กลุ่ม Red Cyber "คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน" จัดงานกอล์ฟการกุศล "คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน" วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ที่สนามกอล์ฟเมืองเอกรังสิต ชิง ถ้วย ท่าน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านอื่น ๆ อีกมากมาย ราคาก๊วนละ 10,000 บาท ถือว่าถูกมากหากเทียบกับราคาก๊วนกอล์ฟการกุศลทั่วๆไปที่จัดกัน25,000-50,000 บาท สำหรับท่านที่ไม่ตีกอล์ฟ ก็ไปงานเลี้ยงตอนเย็น ราคาท่านละ 300 บาท สนใจติดต่อปุ้ยได้เลยค่ะ..โทร 082-6301700 ***

รายชื่อหลุม.. 18 หลุม...

หลุม 1. "กูไม่กลัวมึง"

หลุม 2. "เขตปลอดกระสุนยาง"

หลุม 3. "ฉันเห็นคนตาย"

หลุม 4. "ฆ่าไม่เว้นแม้ในวัด"

หลุม 5. "สางเขียวซุ่มยิง"

หลุม 6. "ผ้าแดงแสลงใจป๋า"

หลุม 7. "แค่หายใจ...กูยังผิด"

หลุม 8. "อัพคลิปขมิบศาล"

หลุม 9. "ตะกร้อครอบปากเทพไท"

หลุม 10. "ตอแหลโพเดียม"

หลุม 11. "ยายเที่ยงเพลี่ยงพล้ำ"

หลุม 12. "พระวิหารระทม"

หลุม 13. "กลัวน้ำอยากได้หน้า"

หลุม 14. "GT ผีถ้วยแก้ว"

หลุม 15. "เรือเหาะ" ไม่เคยบินได้

หลุม 16. "สันดานแมงสาบ"

หลุม 17. "รัฐบาลเคอิโงะ"

หลุม 18. ฝังมึง…"ไอ้เกย์หงอก"

ใครสนใจหลุมไหน.......เชิญเจ้าค่ะ ยกเว้นหลุม19อันนั้นตามสะดวก ไปหาเอาเองเน้อ***

***เรียกร้องปล่อยตัวนักศึกษา เพื่อออกมารับพระราชทานปริญญาบัตร-กิจกรรม ประชาคมเสรี ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 14 พ.ย.นี้

09.00 นิสิตพร้อมกันหน้าตึกD
10.00-12.00 กิจกรรมเรียกร้องปล่อยตัวนักศึกษาที่โดนจับ เพื่ออกมารับหระราชทานปริญญาบัตร
12.00-14.00 ร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน
14.00-15.00 เคลื่อนขบวนด้วยรถจักรยานยนต์ไปหอนาฬิกาจังหวัดมหาสารคาม
15.00-17.00 แสดงละครการจับตัวนักศึกษา ร่วมกับ สนนท. (สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย) สนนอ.(สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอิสาน***

***รับบริจาคเครื่องกันหนาวสู่เมืองเหนือ “คนเสื้อแดงร่วมใจต้านภัยหนาว” 8-13พ.ย. กิจกรรมคนเสื้อแดง 4 กลุ่มนำโดยนพ.พงษ์ศักดิ์ กลุ่มราชบุรี-คุณพรทิพย์ กลุ่มเพชรบุรี-คุณเกรียง กลุ่มหัวหินและคุณบริบูรณ์ กลุ่มบ้านโป่ง ผู้สนใจร่วมไปกับคณะติดต่อได้ก่อนวันเดินทางโดยเก็บค่ารถตามที่เป็นจริง

กำหนดการ รับบริจาค 8-13 พ.ย.(โดยแต่ละกลุ่มได้ตั้งเต็นฑ์รับบริจาคอยู่ในพื้นที่),เดินทาง 22.00น.วันที่13พ.ย.,ถึงเมืองแพร่เช้าวันที่ 14 เวลา 7.00น. ประสานท่าน สส.วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล/นพ.ทศพร เสรีรักษ์ นำเครื่องกันหนาวขึ้นดอยแจกชาวบ้าน

10.00น./14พ.ย. นมัสการพระธาตุช่อแฮ/แวะเที่ยวแพะเมืองผี
13.00น. ร่วมขบวนแห่ล้อการเมือง “ทวงคืนความยุติธรรม” กลางตลาดอุตรดิตถ์
15.00น. กิจกรรมผูกผ้าแดงนำโดยคุณสมยศ
16.00น. เสวนาประชาธิปไตยกับ ดร.สุธาชัย / คุณสมยศ
18.00น. คอนเสิร์ต แป๊ะ คนบางสนาน
20.00น. เดินทางกลับ***


***กำหนดการเวทีสัมมนา Marxism 2010*วัน เสาร์-อาทิตย์ ที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องประชุม 14 ตุลา อาคารสำนักงานมูลนิธิ 14 ตุลา (อาคารด้านหลัง) ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ จัดโดย กลุ่มประกายไฟ


วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน

12.30 น. - 13.00 น. ลงทะเบียน
13.00 น. - 15.00 น. สัมมนาหัวข้อ “ว่าด้วยลักษณะสังคมไทย: ทุนนิยมหรือศักดินา”
นำเสนอโดย โชติศักดิ์ อ่อนสูง, ปราการ กลิ่นฟุ้ง, พิชิต พิทักษ์
ดำเนินรายการโดย ปาลิดา ประการะโพธิ์
15.00 น. - 15.15 น. พัก
15.15 น. - 17.15 น. สัมมนาหัวข้อ “องค์กรแนวตั้งหรือองค์กรแนวนอน?”
นำเสนอโดย อุบลพรรณ กระจ่างโพธิ์, ศรีไพร นนทรีย์, สมบัติ บุญงามอนงค์
ดำเนินรายการโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์
17.15 น. - 18.00 น. พัก
18.00 น. - 20.00 น. สัมมนาหัวข้อ “ใครคือชนชั้นปฏิวัติในปัจจุบัน?”
นำเสนอโดย รัชพงศ์ โอชาพงศ์, คมลักษณ์ ไชยยะ, เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
ดำเนินรายการโดย สลิลทิพย์ ณ พัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน

12.30 น. - 13.00 น. ลงทะเบียน
13.00 น. - 15.00 น. สัมมนาหัวข้อ “รัฐในมุมมองมาร์กซิสม์”
นำเสนอโดย วีรนันท์ ฮวดศรี, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, กิติภูมิ จุฑาสมิต
ดำเนินรายการโดย เทวฤทธิ์ มณีฉาย
15.00 น. - 15.15 น. พัก
15.15 น. - 17.15 น. สัมมนาหัวข้อ “ข้อถกเถียงสำคัญของนักมาร์กซิสม์ในระดับสากลในปัจจุบัน”
นำเสนอโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, วิภา ดาวมณี
ดำเนินรายการโดย พรทิพย์ มั่นคง
17.15 น. - 18.00 น. พัก
18.00 น. - 20.00 น. สัมมนาหัวข้อ “สังคมหลังการปฏิวัติ”
นำเสนอโดย สุลักษณ์ หลำอุบล, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, อติเทพ ไชยสิทธิ์
ดำเนินรายการโดย ปัณมาสน์ อร่ามเมือง

หมายเหตุ:งดถ่ายทอดสดและบันทึกเสียงตลอดการสัมมนา ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมการสัมมนา (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน)
วันเดียว 50 บาท, 2 วัน 80 บาท (จ่ายในวันงาน)สอบถามรายละเอียดได้ที่ โชติศักดิ์ 086-618-1200, เทวฤทธิ์ 089-258-3641***

***งาน"ปล่อยโคมไพร่...ให้ถึงปลายฟ้า" ณ สนามกีฬากลางเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์


หมายเหตุ: เนื่อง จากมีผู้ส่งประชาสัมพันธ์มาให้ไทยอีนิวส์ 2 ชุด ชุดแรกบอกมีงาน14พ.ย. อีกชุดบอกเป็น27พ.ย. ขอให้ทางเจ้าภาพแจ้งมาด้วยว่า เป็นวันใดที่แน่ชัด โดยแจ้งมาที่ thaienews009@gmail.com

13.00 น. >> ขบวนแห่ล้อการเมือง "ทวงคืนความยุติธรรม" รอบอำเภอเมืองอุตคดิตถ์
15.00 น. >> กิจกรรมผูกผ้าแดง ตอกย้ำ "ราชประสงค์ที่นั่นมีคนตาย"
16.00 น. >> เสวนาประชาธิปไตย กับนักวิชาการเคียงข้างประชาชน
- ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ จุฬาฯ
- สมยศ พฤษาเกษมสุข บก.เรดพาวเวอร์

18.00 น. >> กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยภาคประชาชน
- สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

19.00 น. >> กิจกรรม "ปล่อยโคมไพร่ให้ถึงปลายฟ้า"

19.30 น. >> ปราศรัยภาคประชาชน จากประสบการณ์ 68 วัน "ผ่านฟ้าถึงราชประสงค์"
-โดย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

0.30 น. >> ปราศรัยภาคการเมือง
โดย ตัวแทนพรรคเพื่อไทย "ปฏิวัติ - ยึดอำนาจ ประชาชนสูญเสียอะไร"

เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ที่อุตรดิตถ์ แดงทั้งแผ่นดิน****

***กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน-Chula Community for the People (CCP) ขอเชิญทุกท่านร่วมงานเสวนา หัวข้อ"ขอคืนพื้นที่จุฬาฯ : กรณีแผงลอยรอบสยามสแควร์" ในวันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน เวลา 16.30 - 19.00 น. ณ ห้อง 207 ตึก 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชายชุดชมพูเป็นใคร อะไร ยังไง ทำไมฟุตบาทรอบสยามสแควร์จึงถูกกระชับพื้นที่ ร่วมกันหาคำตอบในประเด็นร้อน ในงานเสวนา ที่นี่ ที่เดียว!

พบกับวิทยากรตัวแทนจาก

- สำนักงานทรัพย์สิืนจุฬาฯ*
- ผู้ค้าแผงลอย
- ผู้เช่าที่ภายในสยามสแควร์
- เจ้าหน้าที่จากกรุงเทพมหานคร*
-และตัวแทนนิสิตผู้ใช้พื้นที่บริเวณสยามสแควร์
(*อยู่ในระหว่างการติดต่อ)

ผู้สนใจสามารถมาลงทะเบียนหน้างานได้เลย และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น***


***เสื้อแดงนิวยอร์ค สหรัฐ อเมริกา ซึ่งเคยต้อนรับทองม้าร์คตอนไปประชุมUNอย่างถึงอกถึงใจเมื่อเดือนกันยายนที่ ผ่านมา จัดกิจกรรมแดงช่วยแดง วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 5.30-11.30pm ที่new broadway seafood restaurant พบปะสังสรรค์ร่วมรับประทานอาหาร และร่วมใจกันบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บจากเหตุการณ์ทรราชสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ภายในงานพบการโฟนอินจาก...(อุ๊บ!) และกิจกรรมRED POSTCARD เขียนข้อความให้กำลังใจคนเสื้อแดงทางเมืองไทย เพื่อให้รับรู้ว่ามีคนไทยในต่างแดนรักประชาธิปไตยร่วมต่อสู้ ช่วยเหลือเป็นกำลังใจให้พี่น้องเราตลอดไป รายละเอียดคลิกดูตามโปสเตอร์ข้างบน***

***แป๊ะ บางสนาน ปั่นไปเยี่ยมเสื้อแดงญี่ปุ่น


เมื่อไวๆนี้ แป๊ะ บางสนาน ศิลปิน เสื้อแดง และเจ้าของโครงการปั่นจักรยานสองขาเพื่อประชาธิปไตย ปั่นไปเยี่ยมถึงใจพี่น้องดอกไม้เมืองซากุระ ประเทศญี่ปุ่น มาเยี่ยมเยียนพี่น้องคนเสื้อแดงหลังจากหลั่งน้ำตาให้กับเหตุการณ์วัน ที่19พ.ค.เพื่อเป็นกำลังใจกันตามประสาคนรักประชาธิปไตย

โดยTHAI RED JAPAN เป็นผู้นำสัญจรเจอพี่น้องคนเสื้อแดงโยโกฮะมะ ได้ ประทับใจแบบไม่ต้องมีคำอธิบายว่า เสื้อแดง เรารักประชาธิปไตย เสื้อแดง เราก็รักประเทศไทย นั่นคือคำอธิบายง่ายๆ ของพี่น้องคนไทยในเมืองพระอาทิตย์อุทัย ที่พร้อมจะปั่นใจไปกับพี่น้องในประเทศไทยทุกเมื่อ และนี่ก็คือพี่น้องกลุ่มโยโกฮะมะ ที่ไม่ได้ทอดทิ้งพี่น้องเสื้อแดงในประเทศไทย และฝากใจถึงพี่น้องที่และแกนนำที่อยู่โดนกักขัง รวมถึงพี่น้องที่ไปอยู่แดนไกลทุกๆคน มวลชนคนเสื้อแดงญี่ปุ่นนั้นผุดขึ้นดั่งน้ำพุร้อน ที่มีเกือบทุกหนแห่งในประเทศญี่ปุ่น ถึงจะกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แต่มันก็คือพลัง ของเราคนเสื้อแดง***

***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แนวร่วมพลเมืองไทย กลุ่มแดงเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงาน"ลอยกระทงรักไทขับไล่อภิสิทธิ์"ขึ้นที่เวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศร่วมงานในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00-23.30น.

โดยจุดหมุ่งหมายของงานให้สะท้อนผลงานอันอัปยศของนายอภิสิท ธิ์เวชชาชีวะ ซึ่งในงานจะมีกิจกรรมแห่กระทงการเมืองเผาอภิสิทธิ์เผา เทียนเล่นไป ปล่อยโคมลอย รำวงย้อนยุค และมีการประกวดนางนพมาศ โดยคนเสื้อแดงจะ ส่งนางนพมาศทุกอำเภอมาประกวดในงาน และจะมีการปราศรัยจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และปราศรัยจากกลุ่มเชียงใหม่แดง***

***ส่วนเสื้อแดงกรุงเทพฯและปริมณฑล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ [นปช. FACEBOOK แดงทั้งแผ่นดิน] เชิญร่วมลอยกระทงชาวเสื้อแดงที่ ท่าน้ำสะพานพระราม 7 ฝั่งโรงไฟฟ้าบางกรวย (สุดสายรถเมล์ สาย 50) 21 พฤศจิกายน 6 โมงเย็นเป็นต้นไป

โดย ปกติสถานที่ดังกล่าวจะมีการจัดงานด้วยอยู่แล้ว (งานคล้ายงานวัด) เพียงแต่ครั้งนี้ เราก็ไปร่วมกันลอยกระทงที่ท่าน้ำนั้น และเดินเที่ยวงาน ถ้าเราไปกันเยอะๆ ก็เหมือนงานเสื้อแดงที่เคยจัดที่ห้างอิมพีเรียล หรือครั้งที่เราไปร่วมงานที่สวนรถไฟ ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง งานนี้กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงร่วมด้วย***

***เชิญ ร่วมงานงาน ศิลปะ บทกวี และดนตรีแห่งการต่อสู้ บ่ายสาม ถึงสองทุ่ม พุธที่ 24 พฤศจิกายน 2553อิมพีเรียล ลาดพร้าว รายละเอียดคลิกที่โปสเตอร์ด้านบน***

***เแดงเถิดเทิง เริงลมหนาว ตาสว่าง


พบ กับบรรยากาศงานวัดย้อนยุค รำวงลีลาศ, แข่งยิงหนังสติ๊ก, ปาเป้า, แข่งขันร้องเพลงคาราโอเกะ (เพลงเสื้อแดง), สินค้า OTOP, เสวนาการเมือง นำทีมโดย อ.สุรชัย แซ่ด่าน, คุณโด่ง อรรถชัย พร้อมทีมเสรีชน, ศิลปิน แป๊ะ บางสนาน, ชายอิสระชน, อเล็กซ์ คนใต้, หมอลำส้มโป๊ะ, วง The Red

วันที่ 26-28 พ.ย 2553 ตั้งแต่เวลา 10.00 -23.00 น. ณ ตลาดไทยสุขดี คลองสี่ ลำลูกกา จ.ปทุมธานี รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย นำไปช่วยเหลือพี่น้องในเรือนจำ, สนับสนุนวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง, ช่วยแดงสู้ลมหนาว บัตรผ่านประตูเพียงท่านละ 10 บาท

โดยทีมงาน Red Cam frog, Red Cyber, สถานีวิทยุชุมคนไทยหัวใจเดียวกัน FM 102.75 MHz ติดต่อ Mivakoe Jang FB, 089-823 7143 Fullmoonnight***


*** เชิญเสื้อแดงในประเทศอังกฤษทุกท่านร่วมงานที่ลอนดอน.....“Lunch Talk”7 เดือนหลังราชประสงค์อนาคตของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 11.00-15.00น. ร้าน Thai Room รายละเอียดและซื้อตั๋วค่าอาหารล่วงหน้าได้ที่ ji.ungpakorn@gmail.com***

***แดงจันทบูร ขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดง ร่วมงาน “ร้อยดาว รวมแดง เป็นหนึ่งเดียว” วัน อาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 53 พบทีมปราศรัย “แดงสยาม” เต็มรูปแบบ นำทีมโดย...อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน),อ้น-ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ,พลท เฉลิมแสน,เต้ มดแดง,ป้อม กรองทอง,วงศ์ รามอินทรา,ฟุ้ง เมืองนนท์,ทิดหงอก ดูไบ ฯลฯ ณ สามเหลี่ยมทุ่งนาเชย จ.จันทบุรี ตั้งแต่เวลา17.00 – 24.00 น.


ส่วน เสื้อแดงกรุงเทพฯที่สนใจไปเยี่ยมพี่น้องจันท์ และถือโอกาสรับบรรยากาศปลายฝนต้นหนาว ขอเชิญร่วมกิจกรรมแรลลี่กรุงเทพฯ-จันท์ กำหนดการ

8.00 น. รวมทัพขบวนแรลลี่ออกจาก อิมพีเรียล ลาดพร้าว มุ่งหน้าสู่จันทบุรีนำทีมโดยคุณพลทและคุณเก๋
13.00 น. รวมพลที่เมืองจันท์บริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ร่วมกันสักการะบูชา
14.00 น. แห่ขบวนเสื้อแดงรอบเมือง
ท่านใดสนใจเข้าร่วมขบวนแรลลี่จากกรุงเทพ -จันทบุรีติดต่อ คุณเก๋ 080-7804994 ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด***

*********
พื้นที่โคดสะนา..ชิมิคิ

COMING SOON :Talk Show วอน นอน คุก In Bangkok ที่นี่เร็วๆนี้ โดย ดารา(เนื้อย่าง)เกาหลี'วอน นอน คุก'และมิตรสหายหน้าตาน่ารักขาวตี๋ วัยรุ่นกรี๊ดครบเซ็ต

*************

คุณทักษิณกรุณาอ่านตรงนี้...

***ช่วย น้ำท่วมแล้ว หันมาดูผู้ประสบภัยน้ำท่วมปาก ก็ได้แต่น่าสรรเสริญน้ำใจพี่น้องร่วมชาติที่ยังไม่ลืมคนที่ประสบภัยร้าย เผด็จการ อย่างกรณีนี้คือคุณนิคม เบอร์ขุนทด ที่โดนพวก"สลิ่ม"รุมทำร้ายสาหัส คุณพี่สุภาพสตรีผู้มากน้ำใจท่านหนึ่งแจ้งข่าวมาดังนี้


"โดย ปกติแล้ว คุณนิคมเป็นคนที่มาทำงานที่กทม.คนเดียว เพื่อส่งเงินกลับไปให้ที่บ้าน(ซึ่งมีอยู่กัน 3 คน พ่อ แม่ และลูกสาว) ให้ใช้จ่ายเพื่อประทังชีวิต แต่ตอนนี้คุณนิคมไม่สามารถทำอะไรได้ ครอบครัวนี้จึงไม่มีรายได้ใดๆเลย น้องปานฯ ลูกสาวตอนนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก


ครอบ ครัวของคุณนิคม คือคุณแม่ค้าว (แม่ของนิคม) จึงอยากได้รับความช่วยเหลือ หากท่านใดพอจะช่วยเหลือได้บ้าง ก็ขอได้โปรดช่วยเหลือด่วนด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง เพราะขณะนี้คุณนิคมอยู่ที่บ้าน ได้เกิดแผลกดทับที่ร่างกาย ต้องได้รับการรักษาด่วนที่สุด และเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว

ป้าค้าว คุณแม่ของคุณนิคมซึ่งมีอายุราว 65 ปี กล่าวพร้อมน้ำตาว่า "ได้แค่ใหนก็แค่นั้น ไหนๆมันก็จะตายอยู่แล้ว คงไม่ใช้อะไรเยอะหรอก"

กอง ทุนแดงเพื่อแดง (Reds For Reds Funds : RFRF)ได้ช่วยเยียวยาให้เบื้องต้นแล้ว และกำลังติดต่อคนเสื้อแดงอีกท่านหนึ่งที่เชียงใหม่ ที่มีโครงการช่วยเหลือให้ลูกสาวของนิคมคือน้องปานฯในเรื่องทุนการศึกษา

กรณีของคุณนิคมและครอบครัวกำลังเดือดร้อนจริงๆ จึงขอเรียนเชิญพี่น้องคนเสื้อแดง โปรดร่วมด้วยช่วยกัน โปรดบริจาคเพิ่มเติมได้ที่
บัญชี นางค้าว เบอร์ขุนทด บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเคหะร่มเกล้า เลขที่บัญชี 184-220530-9

ขณะนี้ครอบครัวนี้ได้รับความเดือนร้อนมาก ส่วนดิฉันก็จะพยายามช่วยเหลือได้บ้าง เพราะไม่ได้ทำงานแล้ว โดยจะโอนเงินไปช่วยวันพรุ่งนี้"(อ่านรายละเอียดกรณีของคุณนิคม)

Friday, November 12, 2010

อดีตคณบดีนิเทศฯระบุ"ตุลาการ"ฟ้องสื่อ"ปรากฏการณ์ใหม่"ศาลถูกตรวจสอบมากขึ้น จี้ให้ขยายผลคลิป

ที่มา มติชน

อดีต คณบดีนิเทศฯ ระบุ "ตุลาการ" ฟ้องสื่อ "ปรากฏการณ์ใหม่" น่าสนใจ ศาลถูกตรวจสอบมากขึ้น ระบอบ ประชาธิปไตยทุกองค์กรย่อมถูกตรวจสอบได้ ย้อนถามไทยเสรีจริงหรือไม่ จี้สอบเนื้อหาคลิปด้วย


นาง สุกัญญา สุดบรรทัด ส.ว.สรรหา อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ถึงกรณีตุลาการรัฐธรรมนูญฟ้อง “มติชน” ข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทและทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากกรณีเผยแพร่คลิปลับ ว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อน และเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่ศาลจะฟ้องสื่อ ซึ่งศาลอาจมีความรู้สึกว่าตกเป็นเป้าและได้รับผลกระทบโดยตรงจากกรณีคลิปลับ ทั้งนี้ แต่การที่สังคมอาจจะไม่แตะศาล แต่วันนี้มีความน่าสนใจว่า ทำไมช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ศาลถูกตรวจสอบมากขึ้น


"ในระบอบประชาธิปไตย ทุกองค์กรย่อมต้องถูกตรวจสอบได้ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นบางส่วน แต่ส่วนที่ไม่เป็นนี้แหละ อาจเกิดปัญหา โดยบางองค์กรเราไม่สามารถตรวจสอบได้ และเขาก็หาเหตุผลมารองรับว่า ทำไมถึงตรวจสอบไม่ได้ แน่นอนว่า บางโอกาสเราเคารพตรงนั้น แต่อย่างนักการเมือง ถ้ามีคลิปสื่อก็ตรวจสอบ แต่คนบางกลุ่มเราไม่สามารถไปกระทำเช่นนั้นได้ ผลคือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้มันจึงชี้ว่า ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยตามหลักการ ทั้งนี้ ในอดีตคนค่อนข้างเชื่อความยุติธรรมของศาล แต่ทำไมวันนี้ศาลถูกกระทบกระทั่ง จึงเป็นประเด็นที่น่าคิดด้วย" นางสุกัญญา กล่าว


เมื่อถามว่า ตุลาการเลือกที่จะฟ้องคนเผยแพร่คลิปรวมไปถึงสื่อแทนที่จะก้าวออกมาพร้อมรับ การถูกตรวจสอบในเนื้อหาที่ปรากฏ นางสุกัญญา กล่าวว่า เนื้อหาในคลิปต้องถูกตรวจสอบด้วยว่าเป็นความจริงหรือไม่ ไม่ใช่ถูกละเลยไป ตอนนี้ความจริงครึ่งหนึ่งถูกนำไปขยายผล ซึ่งก็คือการฟ้องคนที่เผยแพร่ แต่ความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่เป็นเนื้อหาในคลิป วันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่าเป็นอย่างไรแน่ ซึ่งหากมีการหาความจริงเพียงครึ่งเดียวแบบนี้ ไม่เป็นผลดีต่อตัวองค์กรนั้นๆ เอง


เมื่อถามว่า เส้นแบ่งเรื่องการตรวจสอบศาลอยู่ตรงไหนหากเทียบกับกรณีในต่างประเทศเพราะศาล ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน นางสุกัญญา กล่าวว่า ขึ้นกับประเทศนั้นๆ ให้ความสนใจกับสิทธิเสรีภาพของสื่อแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าความจริงนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งปัญหาของสื่อไทยในช่วงนี้คือการถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ซึ่งองค์กรนานาชาติก็ลดเกรดความมีสิทธิเสรีภาพของสื่อไทยมาก อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งที่มาคู่กันด้วยคือ สื่อต้องมีความรับผิดชอบ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาสื่อก็ถูกวิจารณ์เหมือนกันในเรื่องนี้ ซึ่งทำให้โดนหาเหตุในการฟ้องร้อง แต่ช่วงที่ผ่านมา องค์กรสื่อก็ได้หารือเรื่องจริยธรรมจรรยาบรรณของสื่ออยู่ตลอด ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ดีในการป้องกันการถูกหาเหตุให้ฟ้องร้อง

ริบหรี่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน


















เห็นประโคมข่าวล่วงหน้าน่าสนใจ พอถึงเวลาพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แถลงออกมา

เหมือนกับว่า...ไม่มีอะไรในกอไผ่

ภาพที่ผู้คนวาดไว้ ก็คือการบินจากคนละทิศมาเจอกัน ระหว่างเสธ.หนั่น กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จากนั้น ปิดห้องคุยกันยาวสัก 2-3 ชั่วโมง

จนได้ข้อสรุป หรือข้อเสนอกลับมาเมืองไทยอย่างเป็นรูปธรรม

เอาเข้าจริง เจอกันในงานบุญ แล้วก็คุยกันแค่ 10-15 นาทีเท่านั้นเอง

ได้มาแต่ถ้อยคำของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฟังเหมือนเป็นปริศนาธรรม "ให้ลืมอดีต"

แค่คำนี้คำเดียว ก็ตีความกันไปได้สารพัดความหมาย แล้วแต่มุมมองและฝักฝ่าย

เชื่อว่าแค่ลำพังการตีความ คนไทยก็พร้อมหันมาตีกันเองต่อไป เพราะหาข้อสรุปของคำว่า "ให้ลืมอดีต" ไม่ได้

ขนาดนักข่าวได้ยินคำนี้ ก็ถามสวนเสธ.หนั่นทันที

"ให้ลืมคดีความของพ.ต.ท.ทักษิณใช่หรือไม่?"

แต่คำตอบของเสธ.หนั่น ก็เลื่อนลอยราวนามธรรม

"คนละเรื่องกัน ผมบอกให้ลืมอดีต อดีตจะเป็นอย่างไรก็ลืมเสีย ไม่เช่นนั้นจะมีความเคียดแค้น ใครถูกกระทำอย่างไร ก็ให้ลืมไปเสีย"

เสร็จการแถลงข่าวสั้นๆ ความหวังในการเห็นคนไทยกลับมาปรองดอง ต้องบอกว่ายังริบหรี่มืดมนต่อไป

ก็เหมือนที่มีคาดการณ์กันไว้ล่วงหน้า นับแต่เห็นเสธ.หนั่นเดินสายร้องหาความปรองดองจากแต่ละฝ่าย

ถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม หรือจุดไคลแมกซ์ บารมีจะมีพอหรือไม่?

เห็นได้จากคำแถลง หลังจากการไปพบกันที่นอร์เวย์

เสธ.หนั่นยังต้องทำงานหนักต่อไป

ทั้งนี้ แนวทางปรองดองสมานฉันท์ที่เสธ.หนั่นชูขึ้นมา ต้องถือเป็นเรื่องน่ายกย่อง น่าสนับสนุน

เพราะคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ อยากเห็นประเทศไทยมีบรรยากาศพี่ๆ น้องๆ คืนมาดังเดิม

แต่เมื่อเหตุการณ์ความขัดแย้ง มันบานปลายไปไกลมากขนาดนี้

มีเรื่องราวความแค้นฝังลึก ในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง

การจะบอกใคร "ให้ลืมอดีต" เป็นเรื่องยากยิ่ง

ตอนนี้เหมือนว่าฝ่ายเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำให้ฝ่ายตรงข้าม เพราะแกนนำแทบทั้งหมดติดคุก

การเลือกตั้งที่เป็นช่องทางให้ได้อำนาจรัฐอันชอบธรรม ก็ยังอีกนานกว่าจะมาถึง

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกับทหาร ที่ร้องหาการปรองดองเช่นกันนั้น

ใจจริงก็อาจพร้อมจะ "เล่นแรง" ตลอดเวลา หากเห็นว่ามีการล้ำเส้นพวกตนอีก

แต่ละฝ่าย ยังไม่สามารถตัดใจ "ลืมอดีต" ได้

การ์ตูน เซีย 12/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_126100

การ์ตูน เซีย 12/11/53

น้ำท่วมประชาชน แต่เงินท่วมรัฐบาล

ที่มา บางกอกทูเดย ์



แสนล้านหวานคอแร้ง(อีกแล้ว)
หาเงินไม่เป็นแต่โคตรใช้เงินเก่ง!!
ต้องยอมรับว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีขั้วอำนาจหนุนหลังให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ในที่สุดก็ตาม

แต่ ก็เป็นรัฐบาลที่มีปัญหาได้ในทุกๆเรื่อง เพราะจะปรองดอง ก็มีปัญหา เนื่องจากสไตล์เอาดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น และต้องการเป็นพระเอกแบบมีแต่ได้กับได้ เลยทำให้ทุกอย่างไม่เพียงยากลำบากในการที่จะคืบหน้า

แต่ยังหาทางออกสำหรับประเทศไทยเจอเลยก็ว่าได้

ขณะ เดียวกันแค่จะแก้รัฐธรรมนูญก็มีปัญหา ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ก็เกิดปัญหาออกมาทวงมติพรรคกันให้วุ่น

สุดท้ายก็เลยได้ข้อครหาว่า เป็นการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบตี 2 หน้า

และ แม้แต่กระทั่งเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ปรากฏว่าเสียงครหาโผล่ขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของการฉกฉวยผลประโยชน์จากการช่วยเหลือน้ำท่วมใน สารพัดรูปแบบ

มีทั้งเรื่อง 2 มาตรฐานในการช่วยเหลือ และเรื่องของการงาบงบ การงาบหัวคิว ฯลฯ

ทั้ง หมดจริงๆแล้วล้วนวนเวียนอยู่กับเรื่องของการทำงานไม่เป็น กับเรื่องของการเป็นรัฐบาลภายใต้ไม้ค้ำยัน การจะทำอะไรแต่ละอย่างจึงมีเรื่องผลประโยชน์ เรื่องของการแลกเปลี่ยนเข้ามาต่อรองตลอด

แบบนี้จึงไม่แปลกที่พรรคประ ชาธิปัตย์ ซึ่งขั้วอำนาจเห็นว่าเป็นตัวจักรที่เหมาะสมที่สุด ที่จะต้องเอาไว้ใช้เป็นเครื่องมือ และนายอภิสิทธิ์ ถือเป็นเด็กดีที่ยังเหมาะสมกับเก้าอี้นายกฯนั้น จะสำรวจกี่ครั้งกี่หน ทำโพลกี่รอบ ก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ได้เลยสักครั้งว่าจะชนะการเลือกตั้ง

ก็ ขนาดแค่เรื่องการดำเนินการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งไม่น่ามีอะไร ยังระงมเสียงโวยได้ขนาดนี้ แล้วจะให้ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกรอบได้อย่างไร

ดังนั้นแม้ ตามสไตล์พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องปากแข็ง จะต้องสวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ คุยข่มเอาไว้ก่อน แต่ของจริงจะเป็นอย่างไรก็คงต้องดูกัน

อย่างเช่น ในฐานเสียงภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมทั่วประเทศว่า การจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือน้ำท่วมให้กับสวนยางพาราในภาคใต้นั้น มีการกระทำ 2 มาตรฐาน ได้มากกว่าผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอื่นๆหรือไม่

เล่นเอาวิ่งปฏิเสธกันจ้าละหวั่น

แต่ ขณะเดียวกันจุดที่ต้องตั้งเป็นข้อสังเกตุให้สังคมจับตามองกันก็คือ ทำไมกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเรื่องมีประชาชนบุกรุกเทือกเขาสันกาลาคีรี แต่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับเชื่อว่าหากรัฐบาล ชุดนี้อยู่ต่อจะสามารถแก้ไขปัญหาได้แน่

ฉวยโอกาสฟุ้งเพื่อขอตีตั๋วต่ออายุรัฐบาลเอาไว้ล่วงหน้าเฉยเลย

ทั้งๆ ที่หากมีการบุกรุกเทือกเขาสันกาลาคีรี มีคนบุกรุกเอาไปทำสวนยางจริงๆ เรื่องนี้ทั้งนายถาวร และพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นพื้นที่ฐานเสียงควรจะต้องทำความกระจ่างให้กับสังคมด้วย

เพราะ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ก็ยังยอมรับว่าที่เขาสันกาลาคีรีมีการบุกรุกป่าจริง แถมมีชื่อหมดแล้วว่าใครบุกรุกบ้าง แบบนี้แปลว่าอะไร

หรืออย่างกรณี ของจังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นอีกจังหวัดที่สะท้อนภาพทุจริตอยู่เป็นประจำ ที่ผ่านมาก็ฉาวโฉ่ในเรื่องของการแจกปลากระป๋องเน่าเสีย แจกสิ่งของและยาหมดอายุ รวมทั้งข้าวสารเน่า จนฉาวโฉ่ทั่วประเทศและรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ต้องลาออกมาแล้ว

น้ำ ท่วมครั้งนี้ก็โดนชาวบ้านร้องเรียนนักการเมืองนำข้าวสารของรัฐไปแจก จ่ายเพื่อหวังผลทางการเมืองจนฉาวโฉ่อีกครั้ง เพราะเล่นเอาข้าวสารของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง โดยมีการพิมพ์ชื่อตัวเองลงในถุงเข้าสารของ กระทรวงพาณิชย์แล้วนำไปแจกจ่ายชาวบ้าน

เล่นกันง่ายๆ จนฉาวไปทั่ว

พอๆ กับที่ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ทนดูไม่ไหว ต้องออกมาระบุว่ามีการหักหัวคิวช่วยเหลือผู้ประสบอุทักภัย เล่นเอาการเมืองร้อนฉ่า

มีนักการเมืองกินหัวคิว 30เปอร์เซ็นต์ ในโครงการของรัฐบาล จริงๆหรือ

หรือ แม้แต่การตั้งข้อสังเกตุรื่องที่มีการแจกของช่วยเหลือและแจกเงิน เฉพาะพื้นที่เลือกตั้งซ่อมเขต 6 และเกิดขึ้นในช่วงนี้ แถมยังมีรัฐมนตรีลงพื้นที่ช่วงเวลาเสาร์-อาทิตย์ มีพฤติกรรมขึ้นเวทีคล้ายกับการปราศรัยหาเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทย

เลย เจอคำถามว่าทำไมต้องเจาะจงช่วยเหลือเฉพาะพื้นที่ที่จะมีการเลือกตั้ง ซ่อม และที่สำคัญทำไมต้องทำนอกเวลาราชการ แล้วคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

เพราะ ฉาวกันขนาดนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เลยเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจพื้นที่ เพื่อตรวจสอบเรื่องการทุจริตหักเงินชดเชยค่าเสียหายบ้านเรือนประชาชนผู้ที่ ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งรัฐบาลมีมติจ่ายค่าชดเชยให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท แต่มีการร้องเรียนว่าประชาชนผู้ประสบอุทกภัยได้รับเงินค่าชดเชยไม่เต็มจำนวน

ดังนั้นป.ป.ท.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงใน บางพื้นที่ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด หากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงก็เป็นเรื่องที่น่าละอายเพราะถือเป็นการ กระทำที่ซ้ำเติมผู้เดือดร้อน

แต่ที่ยิ่งต้องระวังก็คือ ในเมื่อมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 9 พฤศจิกายน มีมติให้หน่วยราชการ ปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณเหลือจ่ายหรืองบเหลื่อมปี 2552-2553 จำนวน 53,000 ล้านบาท มาใช้ฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเร่งด่วน

ซึ่งเท่ากับว่าหากมีงบเหลือมปี 53,000 ล้านบาท และมีงบเหลือจ่ายในส่วนของโครงการไทยเข้มแข็ง บวกกับงบกลางปีอีกประมาณ 48,000 ล้านบาท

งานนี้เท่ากับว่า มีงบมากถึง 101,000 ล้านบาทใช้ล่อเสือล่อตะเข้ ภายใต้คำว่าเยียวยาน้ำท่วม

กระสือการเมืองจ้องตาเป็นมัน เลียปากแผล็บๆกันเลยทีเดียว