ที่มา มติชน

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์
นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน
แนวร่วมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.
ได้ประกาศภารกิจ 4 ข้อเพื่อส่งข้อมูลไปยังคนเสื้อแดงทั่วประเทศ
ที่อ้างว่ามีอยู่นับล้านคนในประเทศให้เตรียมพร้อมและร่วมกันทำภารกิจทั้ง 4 ข้อให้ลุล่วง
ขณะเดียวกันภารกิจที่ประกาศออกมาเป็นเพียงแนวทางกว้างๆและเป้าหมายเท่านั้น
แต่วิธีดำเนินการให้ไปถึงเป้าหมายเป็นเรื่องที่หลายคนอยากรู้ว่า
กลยุทธ์ วิธีการและรูปแบบปฏิบัติ นำไปสู่ยุทธศาสตร์ที่แม่ทัพหญิงคนใหม่วางไว้เป็นอย่างไรบ้าง
ที่ผ่านมา ภารกิจดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง
แต่วิธีการกลับถูกปิดเป็นความลับ โดยประธานนปช.คนใหม่ระบุว่า
ไม่อยากแง้มให้ฝ่ายตรงข้ามได้รู้ยุทธวิธีเด็ดขาดจะบอกเท่าที่จำเป็น และเชื่อว่า
จะใช้วิธีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายคนเสื้อแดงที่มีอยู่โดยตรงเท่านั้น
@วิธีการสื่อสารกับคนเสื้อแดงจะทำอย่างไร
หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ไปพบกับคนเสื้อแดงที่หัวหินได้ทราบความรู้สึกของชาวบ้านว่า
"เขาไม่รู้จะทำอะไรต่อ" จึงคิดว่าคงต้องอธิบายว่าทำไมต้องตั้งกรรมการชุดนี้
เพราะบางคนอาจจะไม่อยากมา จึงต้องส่งสัญญาณออกไป
ซึ่งไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเห็นด้วย เขาอาจจะอยู่กลุ่มอื่นก็ได้
แต่ทั่วไปส่วนใหญ่คิดว่าเราผ่านการต่อสู้มายาวนาน
กรรมการและคนของ นปช. สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนเสื้อแดงได้อย่างมีพลังที่สุด
และไม่เคยมีขบวนการประชาชนจัดขบวนการต่อสู้มากมายขนาดนี้มาก่อน
ในประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้นภารกิจ 4 ข้อ ที่ได้ประกาศออกไปเป็นเชิงชี้นำ
แต่วิธีการอยู่ที่ใครจะไปทำอะไรเองก็ได้ เขาอาจจะมีกลเม็ดคิดขึ้นเองต่างหาก
ใครอยู่ในพื้นที่ไหนก็ทำในพื้นที่นั้น คิดหาวิธีการเรียกร้องปล่อยตัวแกนนำ
เหมือนกับเป็นภารกิจใหญ่ในเส้นทางใหญ่ให้รู้ว่าเราจะดำเนินการตามนี้
และจะมีการส่งข้อมูลลงไปในพื้นที่ต่างๆเพื่อดำเนินการ
ซึ่งไม่จำเป็นต้องบอกรายละเอียดเพราะเรามีเครือข่ายกันอยู่แล้ว
คนเห็นด้วยก็ทำ หรือถ้าคนไม่เห็นด้วย คิดว่าอย่างน้อยต้องเห็นด้วย
1หรือ 2 ข้อ ยกตัวอย่างถ้าเขาไม่เห็นด้วยให้ปล่อยแกนนำให้อยู่ในคุกต่อไป
เขาก็อาจจะเห็นด้วยในข้อ 3 หรือ 4 ก็ไม่มีปัญหา
อันนี้เป็นการส่งสัญญาณเราจะพูดเรื่องใหญ่ๆ
เพราะเป็นขบวนการเสรีชน ไม่สามารถจะไปบังคับใครได้
เพราะถ้าใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ทำ
แต่ว่ามวลชนคนเสื้อแดงฟังเชื่อมั่นใน นปช.เกือบทั้งหมด
มีบางกลุ่มพยายามที่จะไปมีอิทธิพลเราก็ไม่อยากไปขัดข้อง
เพราะทำงานไม่ทันอยู่แล้ว
แต่อย่าให้กระบวนเสีย เช่นไปป้อนความคิดที่ผิดหรือไปทำอะไรที่หมิ่นเหม่เกิดบ้ากันไปหมด
อาจารย์เลยใช้คำว่าไม่ให้ลื่นไถลไปในทางสุ่มเสี่ยงหรือยอมจำนนแบบไร้หลักการมีทั้งสองด้าน
@ดำเนินการอย่างไร
การต่อสู้ของขบวนการจัดตั้งจะต้องมีกลุ่มมีก้อนมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
ไม่ใช่ว่าคน 5 แสน ต่างคนต่างมาเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในจำนวนคน 5 แสน
ที่มาร่วมชุมนุมอาจจะมีสัก 500 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งอาจจะมี 100-1,000 คน
และเรามีกระบวนการจัดการในทุกระดับตั้งแต่ระดับภาคไปจนถึงระดับตำบล
ส่วนตัวอาจารย์แล้วกว่าจะมาถึงขั้นนี้ไม่ใช่ง่ายๆ
ต้องใช้เวลา 20-30 ปี ไม่เหมือนบางคนที่จู่ๆ กระโดดเข้ามา พวกนี้ คือ
ปัญหาเพราะเขาประสบความสำเร็จเร็วเกินไป
จนไม่รู้ว่าการต่อสู้ของประชาชนต้องอยากลำบากยืดเยื้อยาวนาน
และเขาก็นึกว่าม้วนเดียวจบ เขาไม่รู้ว่าการต่อสู้ของประชาชนต้องสู้ไปเรื่อยๆ
เพราะไม่มีวันที่เราจะได้สังคมในฝันสังคมในอุดมคติ
ไม่ใช่ว่าคุณได้รัฐบาลในฝันมาแล้วเขาจะทำได้ตามที่ประชาชนต้องการ
หรืออาจจะบิดเบี้ยวไปก็มี ดังนั้นการต่อสู้ของประชาชนที่ยิ่งใหญ่ จึงไม่ง่าย
และเรียกร้องคนที่มีอุดมการณ์สูงมาก
และผู้นำการต่อสู้ก็ควรจะเป็นผู้นำโดยที่ไม่ดัดแปลงตัวเองแล้วฉวยโอกาส มันจะเสียหาย
ต้องเข้าใจคนที่มาร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงทั้งหมด
เพราะชีวิตไม่มีความมั่นคง
เขาเป็นคนนอกระบบเป็นชาวนาชาวไร่ที่ไม่มีความมั่นคงในชีวิต
คุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ) ได้ให้ความมั่นคง
ชิ้นที่ 1. ที่สำคัญมาก คือ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
คุณทักษิณ คือ เทพเจ้าของพวกเขาเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่
2. โอทอป ทำให้คนจำนวนหนึ่งมีรายได้มามากและหลังจากนี้เจ๊ง
3. กองทุนหมู่บ้านเรียกง่ายๆ ว่าไปสู้กับหนึ้นอกระบบได้ คือ แก้ปัญหาเขาอย่างเป็นรูปธรรมได้
และพ.ต.ท.ทักษิณ ยังขายฝันต่อได้ ถ้ามันไม่ดีจริง
ทำไม นายอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) ทำตามหมด
ขณะที่วันก่อนด่าเขา คำถามก็ คือ ทำไมคุณด่าคุณทักษิณ
แต่ไม่ด่าคุณอภิสิทธิ์ เพราะคุณตกเป็นเหยื่อของนายสนธิ ลิ้มทองกุล
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พอมาถึงสมัยนี้ไม่พอใจรัฐบาลอภิสิทธิ์
เพราะไม่ได้ดังใจก็ด่ารัฐบาลอภิสิทธิ์
สมัยรัฐบาลคุณทักษิณนายสนธิต้องการช่อง 11/1-2 ที่ในระบบดิจิตอล
ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นไม่ยอมให้
ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่า ทำไมชนชั้นกลางของไทยและปัญญาชนถึงถูกนายสนธิหลอกได้ง่าย
และแปลกใจหรือไม่ที่ตอนนี้ม็อบนายสนธิเหลือไม่กี่ร้อยคน เมื่อความจริงมันปรากฏ
และอีกอย่างคือม็อบของเขาส่วนใหญ่เป็นประชาธิปัตย์ พอไปด่าประชาธิปัตย์ ก็จบ
และคนเสื้อเหลืองมาเป็นเสื้อแดงเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรก็ตามก่อนจะเชื่ออะไรต้องหาความรู้ก่อน
เราไม่สามารถเขียนหรือทำอะไรเกินความเป็นจริงที่คนเสื้อแดงรับได้
และไม่ก้าวหน้ากว่าเขามาก เขียนและส่งข้อความที่เขาอ่านแล้วตามทัน
และเข้าใจรับได้ ใช่เลย แม้เขาจะไม่ใช่ผู้ริเริ่ม
เราจะไปหวังให้ นปช. ก้าวหน้าในระดับสังคมที่อาจารย์เคยอยู่มาไม่ได้
เราพยายามจะมาทำงานแทน ไม่ได้ปรารถนาจะมาทำ เป็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์
คนที่ไม่พอใจมาก คือ หมอเหวง (นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.ถูกคุมขังในเรือนจำ และสามีของธิดา)
เพราะเขาไม่อยากให้มาทำตรงนี้แม้จะเป็นมติแกนนำ
ยกเว้นหมอเหวง (หัวเราะ) เขาเป็นห่วงมาก ในส่วนรวมก็มีส่วนตัว ไม่ใช่จะให้ส่วนรวม 100 %
เขาไม่ได้มาพูดกับอาจารย์โดยตรง พอหมอเหวงจะอ้าปากพูดก็กลัวกันแล้วว่าจะห้าม
@ความสัมพันธ์ของผู้นำ นปช. คนใหม่มีความใกล้ชิดกับเสื้อแดงมากน้อยแค่ไหน
นับตั้งแต่ปี 2549 รวม 4 ปีแล้วที่อาจารย์ธิดา ในฐานะรักษาการประธาน นปช.
อยู่ร่วมกับคนเสื้อแดงมาตั้งแต่การชุมนุมประท้วงการต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
คนจำนวนหนึ่งที่เป็นมวลชนเขารู้ว่าใครเป็นใคร
เราไม่ใช่หน้าใหม่ มีบทบาทในการวางแนวทาง นโยบาย หรือยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี
เป็นครูโรงเรียนนปช. ซึ่งมีนักเรียนเป็นหมื่นคน
เวลาจัดการศึกษาถ่ายทอดผ่าน "พีเพิล ชาแนล" ดังนั้นบทบาทด้านวิชาการคนรู้อยู่เยอะ
เท่าที่ดูเขาก็แฮปปี้ เพราะเขาเชื่อในหลักประกันว่าอาจารย์เป็นที่รู้จักของคนเสื้อแดงเป็นอย่างดี
@ มองการเคลื่อนไหวของกลุ่มอื่นอย่างไรโดยเฉพาะบ.ก.ลายจุด
บ.ก.ลายจุด (สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง)
ต้องให้เครดิตเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย. มองเห็นข้อดีการต่อสู้
ในฐานะเสรีชน คงความเป็นอิสระ พอใจจะเลิกก็เลิกกันไป
เคยแนะนำให้สมบัติทำคนเสื้อขาวแล้วเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมดึงกลุ่มปัญญาชนมา
เราอยากได้คนแบบนี้เยอะๆ สมบัติมีความถนัดที่จะทำ
แต่เขาก็ไม่เชื่อซึ่งก็ไม่ว่ากัน เพราะงานของเขามันท้าทายอำนาจเก่า
แต่ทำเชิงสัญลักษณ์ จึงไม่อยากวิจารณ์เพราะว่ามีกลุ่มต่างๆจะทำ
เพราะต่างคนต่างเป็นเสรีชน ใครอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ใช่เขาทำแล้วจะพาไปสู่ชัยชนะ
แต่ช่วยทำเสริมกันได้ แต่อย่ามาขัดแย้งหรือถ่วง เช่น
คนที่พูดจาหมิ่นเบื้องสูง ก็ไม่ควรที่จะถูกเรียกเป็น นปช. เพียงเพราะเขาใส่เสื้อแดง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, December 9, 2010
ประธานนปช.คนใหม่ ประกาศจุดยืน "ม้วนเดียว" ไม่จบ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 09/12/53
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ดั่งสงคราม ชิงรัก หักสวาท
ทั้งแสนเลว ทั้งอุบาทว์ อนาถแท้
แย่งประชาชน สนนราคา ว่าดูแล
กลัวตนแพ้ จึงใช้เล่ห์ เพทุบาย....
โคตรประชานิยม ดั่งสมอ้าง
เพื่อโปรยทาง เร่งรุด สู่จุดหมาย
วิชามาร อิงแอบ ที่แยบคาย
แค่อุบาย หาเสียง เพียงพวกตน....
อภิมหาประชานิยม ผสมผสาน
จึงรนราน หว่านบ้าง เพื่อหวังผล
กู้มาโกง แจกดะ สาละวน
นี่แหละคน ยุคสามานย์ สันดานทราม....
เลวเจอเลว จึงเหลวแหลก แจกสะบั้น
เงินพวกมัน หรือใร ใคร่ขอถาม
ใช้กลโกง เชิงนโยบาย ขยายความ
เปอร์เซ็นงาม แบ่งกินกัน พวกมันเอง....
ประชาชน ตาดำดำ ยังย่ำแย่
ไม่เพียงแค่ ถูกเบียดบัง ทั้งข่มเหง
ตัดหัวคิว กินกัน ไม่หวั่นเกรง
กู้มาเอง โกงกินเอง เก่งเหลือเกิน....
blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553
โจทก์หรือจำเลย ? จังหวะก้าว 'ทักษิณ' บนแผนที่โลก พลังขับเคลื่อนล็อบบี้ยิสต์-ทนาย
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
สัญญาณล่าตัว "ทักษิณ" จากเมืองไทยแรง-เร็ว ส่งไปถึงนานาชาติ
ทำให้ปฏิกิริยาบางประเทศเปลี่ยนไป
อย่างน้อย นายฟาเบียง โบส์ซาร์
ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการเมืองและกิจการระหว่างประเทศ ฝรั่งเศส
ก็ยินดีที่จะ "ยกเลิก" กำหนดการบนพื้นที่โลกของ "ทักษิณ" ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา
ขณะที่ฝ่าย "ทักษิณ" ให้ข่าว "อ้างความปลอดภัย" จึงไม่ปรากฏตัวที่เวทีสาธารณะแห่งนี้
เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศ มอนเตเนโกร แผ่นดินแม่-ผืนใหม่ ของ "ทักษิณ"
ที่แสดงท่าที "ปราม" ไม่ให้เขาใช้แผ่นดินแห่งนี้เคลื่อนไหวทางการเมือง
ชื่อ "ทักษิณ" บนแผนที่การเมืองประเทศไทย อาจเงียบหายไปหลายชั่วยาม
และปรากฏตัวอีกหน ในสังคมทวิตเตอร์ ด้วยคีเวิร์ดมีนัย "ขอเจรจา"
และแสดงความ "จงรักภักดี"
แม้ไม่มีเสียง-ภาพปรากฏใน "สื่อไทย"
แต่ยังมีขบวนการสร้างชื่อทักษิณให้อยู่ในพื้นที่ "สื่อต่างประเทศ"
ผ่าน 2 บุคคลเบื้องหลัง ร่วมอำนวยการสร้าง
การส่งลูก-รับลูกจากทนายความ ต่างประเทศ
นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ถูกจับคู่กับทนายคู่ใจในเมืองไทย นายนพดล ปัทมะ
ทั้งความเคลื่อนไหวจากอังกฤษถึงปักกิ่ง
และเข้ากัมพูชา ลัดเลาะไปถึงมาเลเซีย เข้าสิงคโปร์ ออกไปปรากฏตัวที่ฮ่องกง
จากรัสเซีย-พันธมิตรเก่า
เข้า-ออกเมืองดูไบไปตั้งหลัก ใช้พาสปอร์ตประจำตัวอยู่ที่มอนเตเนโกร
ล่าสุด นายนพดล ปัทมะ
ส่งข่าวว่า "ทักษิณ" จะปรากฏตัวที่ประเทศมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา
ตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสหรัฐอเมริกา คือ
คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความ ร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี)
ซึ่งมีสมาชิกประกอบไปด้วยวุฒิสมาชิก จำนวน 9 คน
และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐสภาสหรัฐอเมริกา จำนวน 9 คน จากทุกพรรคการเมือง
ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ และผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐอเมริกา
"วุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาได้ส่งหนังสือเชิญเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
เพื่อเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปให้การและเป็นพยาน
หลักฐานรายละเอียดในการไต่สวน กลางเดือนนี้
ที่กรุงวอชิงตัน เกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
โดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์การปราบปรามและสลายการชุมนุมของประชาชน
ที่ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา
ซึ่งมีพี่น้องเสียชีวิตกว่า 90 คน และบาดเจ็บสองพันกว่าคน" ข่าว-จากนพดลระบุ
ทนายฝ่ายไทยทำนายล่วงหน้าด้วยว่า
คณะกรรมาธิการต้องการติดตามปัญหาและเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้
ปัญหาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพ ของสื่อสารมวลชน
โดยเฉพาะที่เกิด จากการคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.สถานการณ์ ฉุกเฉิน
ทุกความเคลื่อนไหวของ "ทักษิณ" ล้วนถูก "โลก" จับตา
และไม่พ้นไปจากสายตา
"สุณัย ผาสุข" ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยของ Human Right Watch
"สุณัย" อธิบายปรากฏการณ์ "ทักษิณ" บนแผนที่โลก เที่ยวล่าสุดว่า
"การเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่แปลก เพราะเป็นตัวแสดงหลักทางการเมืองไทย
ทั้งในฐานะผู้กระทำ จากสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
มีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายเหตุการณ์ รวมทั้ง
อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง
ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงต้นปี ที่ผ่านมา
และในฐานะผู้ถูกกระทำ จากเหตุการณ์รัฐประหาร 2549
ซึ่งเขา อาจจะได้รับเชิญไปในฐานะโจทก์ หรือจำเลยก็ได้"
ช่องว่างและจุดอ่อนของรัฐบาลไทยในพื้น "ข่าวต่างประเทศ"
ทำให้ "ทักษิณ" แทรกตัวเข้าไปในแผนที่โลก
ในนามประเทศไทย ตามข้อวิเคราะห์ของ "สุณัย"
"การเชิญบุคคลไปให้การแบบนี้
ก็เป็นเพราะรัฐบาลไทยไม่ได้แข็งขันในการชี้แจงให้ชาวโลกรับทราบ
สถานการณ์สิทธิ มนุษยชนในไทย ซึ่งกรณีดังกล่าวต้องติดตามดูว่า
กรรมาธิการชุดนี้ได้เชิญตัวแทนจากรัฐบาลไทยไปชี้แจงด้วยหรือไม่
อาจจะมีการเชิญตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนพิเศษ
หรือกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือเชิญใคร
เพื่อให้มีข้อมูลหลายด้าน ไม่เฉพาะข้อมูลจาก พ.ต.ท.ทักษิณ"
สถานภาพของ "ทักษิณ" จากเคยเป็น ผู้ล่า กลายเป็นผู้ถูกล่า
จึงมีการคาดการณ์ว่า ชื่อของเขาอาจได้รับรองจากประเทศมหาอำนาจ หรือไม่
คำตอบของนักสิทธิมนุษยชน คือ "ยังต้องดูท่าทีของทางการสหรัฐ"
"ต้องดูว่า ฝ่ายบริหารจะให้วีซ่าเข้าประเทศหรือไม่
เพราะกรรมาธิการอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ
ขณะที่การอนุญาตให้เข้าประเทศ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่แน่นอนว่า
ในฝ่ายการเมืองของไทย ก็พยายามจะทำให้เป็นประเด็นการเมืองว่า
สหรัฐอเมริกาเชิญอดีตนายกฯไปชี้แจง"
"หาก พ.ต.ท.ทักษิณได้วีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกาจริง ก็มีประเด็นที่น่าสนใจว่า
เขาจะใช้พาสปอร์ตเล่มไหน จากประเทศใด ในการเข้าสหรัฐ รวมทั้งการขอวีซ่า
จะเป็นการขอวีซ่าจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา ณ ประเทศใด มีที่อยู่ไหนเป็นหลัก"
เนื้อหาที่ "ทักษิณ" จะพูดบนเวทีโลก อยู่ในความใส่ใจของนักการเมือง
ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติในเมืองไทย
"สุณัย" ร่างสคริปต์ล่วงหน้าไว้ว่า
"เท่าที่ทราบจากข่าว การเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปให้การนั้น ไม่ได้มีเฉพาะประเด็น
กรณีเหตุการณ์ความรุนแรง
ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม
แต่มีประเด็นเหตุการณ์ภาคใต้และ
ปัญหาการละเมิด สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
และเสรีภาพของสื่อสารมวลชน"
"รวมทั้งเรื่อง พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน จะยังขาดไปก็คือ
เหตุการณ์ฆ่าตัดตอนในช่วงนโยบายปราบปรามยาเสพติด
ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะเป็นจำเลยใน หลายเหตุการณ์
เพราะสหรัฐก็มีข้อมูลว่า
พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นผลงาน สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณมีอำนาจฝ่าย บริหาร
และออกมาโดยไม่ผ่านสภา
ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ ไม่ต้องรับผิด"
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า "ทักษิณ" จะอยู่ในเวทีประเทศมหาอำนาจในฐานะใด
สุณัย-ตั้งประเด็นว่า
"บางที พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะเป็นจำเลยมากกว่าเป็นโจทก์ อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่า
รัฐบาลไทยจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร เช่น
หากได้รับเชิญเช่นกัน แล้วรัฐบาลจะส่ง ตัวแทนไปหรือไม่"
"เรื่องนี้เป็นที่สนใจของสหรัฐอเมริกา
เพราะไทยเป็นมิตรประเทศของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และสหรัฐก็ให้ความสำคัญกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย ต้องเข้าใจว่า
เรื่องนี้ หากรัฐบาล ไม่แข็งขันในการให้ข้อมูล อย่างน้อย
ก็ควรจะมีข้อมูลความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุความเสียหาย
ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน"
"ควรมีข้อมูลแถลงออกมาเป็นระยะ โดยในซีกรัฐบาล
ควรจะบอกได้ว่า สอบพยานไปแล้วกี่ปาก หรือรูปแบบ อาวุธ วิถีกระสุน
ควรมีการรายงานเป็นระยะ
โดยมีเจ้าภาพในการแถลง อาจจะเป็นดีเอสไอ
หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
หรือ คอป.
หรือโฆษกที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา แต่ขณะนี้ยังหาเจ้าภาพ ไม่เจอ"
ในแผนที่โลก ทั้งฝ่ายทักษิณ ฝ่ายอภิสิทธิ์ ต่างมีเครือข่าย
และอำนาจที่ปรากฏตัว ทั้งเบื้องหน้า-เบื้องหลัง
ปรากฏการณ์การปรากฏตัวของ "ทักษิณ" ครั้งล่าสุด
"จึงเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำมาเป็นประเด็นการเมือง
และอย่าลืมว่า ทุกฝ่ายมีล็อบบี้ยิสต์" สุณัย-สรุป
แทบทุกจังหวะก้าว จังหวะคิดของ "ทักษิณ"
คนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินได้ยิน- รับทราบและติดตาม
กลยุทธ์การเคลื่อนไหว มีทั้งใต้ดิน- บนดิน และกลางอากาศ
ผีเสื้อขยับปีกที่เมืองไทย อาจทำให้เกิดลมพายุที่มอนเตเนโกร
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol01091253§ionid=0202&day=2010-12-09
มารเมือง
ที่มา thaifreenews
โดย vinitaya
มารเมือง
ยุติธรรมเฮงซวยรวยจริต
มันเบือนบิดคิดทำระยำแย่
ทำแถแถกแหกทางที่วางแล
สวนกระแสแปรปิดจนผิดผัน
ทุเรศล้วนชวนด่าเป็นห่าเหี้ย
เป็นศาลเตี้ยต่ำทรามให้หยามหยัน
มีแต่คนเย้ยเยาะหัวเราะกัน
เพราะว่ามันเบือนบิดจนผิดทาง
คนสาปแช่งแข็งขันสนั่นเมือง
คนลือเลื่องเลวร้ายทำลายข้าง
คนรู้ทันกันหมดอัปยศวาง
คนอยากล้างไล่ปลดให้หมดมี
สองมาตรฐานด้านดิ้นแบบสิ้นคิด
สองมาตรฐานเบือนบิดผิดวิถี
สองมาตรฐานด้านทำระยำมี
สองมาตรฐานเกินที่จะทานทน
ไม่มีใครไหนเล่าเขาอยากเชื่อ
จากเป็นเสือกลายเป็นหมานำพาผล
ผิดเป็นถูกผูกสร้างหนทางดล
จนผู้คนเห็นศาล....เป็นมารเมือง
วินิตยา
09/12/53
ฝันร้ายรัฐบาล
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
การเมืองตลอด 4 ปีกว่าที่ผ่านมา
นับตั้งแต่หลังปฏิวัติ 19 กันยาฯ 2549
อย่างหนึ่งที่เห็นคืออดีตนายกฯ ทักษิณ ยังเป็นตัวปัญหาของรัฐบาลไทยมาตลอด
ไม่ว่าจะรัฐบาลขิงแก่ หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์
ที่อุตส่าห์ลากเอานายกษิต ภิรมย์ อดีตแนวร่วมพันธมิตรฯ มาเป็นรมว.การต่างประเทศ
เพื่อจัดการกับทักษิณโดยเฉพาะ
แต่จนแล้วจนรอดผ่านมา 2 ปี นอกจากภารกิจล่าข้ามโลกจะไม่ประสบความสำเร็จ
ยังทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศของไทย
ในสายตามิตรประเทศพลอยเสียหายด้วย
บางครั้งรัฐบาลดูเหมือนจะคิดได้เองว่า
การเอาแต่ไล่ล่าทักษิณนั้น ไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด
จึงมีคนเสนอว่ารัฐบาลควรจะนำพาประเทศ 'ก้าวข้ามทักษิณ' ไปให้ได้
แต่ปรากฏว่าทฤษฎีก้าวข้ามนี้ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ
เนื่องจากทุกครั้งที่มีข่าวความเคลื่อนไหวของทักษิณลอยมาเข้าหู
รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์มักจะออกอาการร้อนรนเหมือนคนสติแตก
ครั้งนี้ก็เช่นกัน นายนพดล ปัทมะ เผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมเดินทางเข้าสหรัฐ
ตามคำเชิญคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป
เพื่อชี้แจงข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยช่วงสลายม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ศพ บาดเจ็บอีก 2,000 คน
เรื่องเทคนิคข้อกฎหมายการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งโยงใยถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ว่า
เมื่อทักษิณเดินทางเข้าไปแล้ว สหรัฐต้องจับส่งตัวให้ไทยหรือไม่ นั่นก็เรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งคือข้อมูลเนื้อหาที่ทักษิณจะนำไปชี้แจงต่อซีเอสซีอี
ตรงนี้เองที่รัฐบาลไทยน่าจะกังวลมากเป็นพิเศษ
เพราะในไทยเองจู่ๆ ดันมีภาพถ่ายเหตุการณ์ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก่อนถูกเผา
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. แพร่ออกมาทางเฟซบุ๊ก
ที่เคยกล่าวหาเสื้อแดงเป็นคนเผา เลยทำท่าว่าจะโอละพ่อ
ล่าสุดโผล่ออกมาคือ
ข้อมูลคำให้การของทหารบนรางรถไฟฟ้า หน้าวัดปทุมวนาราม สถานที่ล้อมยิง 6 ศพ
ซึ่งอยู่ในวันเกิดเหตุ
ยอมรับกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอว่ามีการยิงปืนลงมาจริง
ความจริงเหตุการณ์เดือนพ.ค. เริ่มถูกเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ
ความจริงที่เป็นฝันร้ายของรัฐบาล
นครบาลจัดตร.พันนายคุมเสื้อแดงชุมนุม 10 ธันวาฯ
ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น)
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) เปิดเผยถึง
กรณีการรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะรวมตัวกันในวันที่ 10 ธ.ค.
บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ว่า
ตนได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดเจรจาต่อรอง โดยได้ประสานไปยังแกนนำกลุ่มเสื้อแดง
เพื่อทำการตกลงข้อระเบียบต่างๆ ในการชุมนุม
ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ประสานกลับมาว่า
จะเข้าไปพูดคุยกับทางผู้ช่วยศาสตราจารย์เภสัชกรหญิงธิดา ภรรยาของนพ.เหวง โตจิราการ
ซึ่งรักษาการประธานกลุ่ม นปช.เพื่อที่จะให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ
พล.ต.ต.วิชัย กล่าวต่อไปว่า ส่วนในเรื่องของการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เพื่อดูแลการชุมนุมของทางกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ในช่วงเย็นของวันนี้จะมีการประชุมกันว่า
จะวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้จำนวนเท่าใด
ซึ่งนายจตุพรเองบอกว่า
การชุมนุมคงจะไม่ยืดเยื้อ เหมือนกับการชุมนมที่แยกราชประสงค์ในครั้งที่ผ่านมา
และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่อนุญาตให้มีการตั้งเวที ใช้เครื่องขยายเสียง
หากมีการฝ่าฝืนต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับกำลังตำรวจที่ใช้ดูแลความสงบเบื้องต้นใช้กำลัง 1,000 นาย
และจะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้ามาช่วยงานตำรวจด้วย
คาดว่าการนัดชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
ซึ่งจากการข่าวในขณะนี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดความรุนแรง
แต่อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจไม่ประมาท
ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยไว้รอบพื้นที่การ ชุมนุมทั้งหมด
เพื่อป้องกันกลุ่มมือที่ 3 ที่อาจฉวยโอกาสก่อเหตุ
ส่วนกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงคาดว่าจะเริ่มเวลา 09.00-20.00 น.
ซึ่งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ หากเกิดเหตุรุนแรง
โดยในเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงและการตั้งเวทีปราศรัยไม่สามารถกระทำได้
เนื่องจากอยู่ในประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากฝ่าฝืนจะมีการดำเนินการตามกฎหมายทันที
อาจารย์นิติฯมธ.วิพากษ์พ.ร.บ.คอมฯลิดรอนเสรีภาพ จับตาความผิดฐานหมิ่นฯเว็บไซต์ถูก..
ที่มา มติชน
อาจารย์นิติฯมธ.วิพากษ์พ.ร.บ.คอมฯลิดรอนเสรีภาพ
จับตาความผิดฐานหมิ่นฯเว็บไซต์ ถูกสั่งปิดพุ่ง74,686URL 

วันที่ 8 ธันวาคม ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ท่าพระจันทร์
อาจารย์สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กล่าวอภิปรายถึง ผลกระทบจากการใช้บังคับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
เมื่อพิจารณาจาก สถิติการจับกุมพลเมืองเน็ตและการปิดกั้นสื่อออนไลน์ พบว่า
จากการรวบข้อมูลตั้งแต่เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2550 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553
มีคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ทั้งสิ้น 185 คดี
แยกเป็นรายปีดังนี้
ในปี พ.ศ. 2550 มีคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำนวน 9 คดี,
ในปี พ.ศ. 2551 มีคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำนวน 28 คดี,
ในปี พ.ศ. 2552 มีคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯจำนวน 72 คดี และ
ในปี พ.ศ. 2553 มีคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำนวน 76 คดี
ความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯนั้น สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบดั้งเดิม
ซึ่งเป็นการกระทำความผิดต่อตัวข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง เช่น
การเจาะระบบ การดักข้อมูล หรือการก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ 45 คดี และ
2.ความผิดที่ว่าด้วยตัวเนื้อหาของข้อมูลที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น
การเผยแพร่ภาพลามก การเผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อความมั่นคง
หรือการหมิ่นประมาทบุคคลอื่น และหมิ่นสถาบัน จำนวน 128 คดี
"ความผิดว่าด้วยตัวเนื้อหาของข้อมูลนี้คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก
จึงตั้งข้อสังเกตว่าพ.ร.บ.นี้ไม่ใช่คดีความดั้งเดิม แต่เน้นเนื้อหามากกว่า
เป็นการกระทบโดยตรงกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า"อาจารย์สาวตรี กล่าว
และว่า นอกจากนี้ยังกลายเป็นว่าศาลทำคดีค่อนข้างรวดเร็วอย่างยิ่ง
อาจเป็นไปได้ในแง่ที่ว่าคดีไม่มีความสลับซับซ้อนมาก
อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้วิจัยพบว่า
เคยมีคำสั่งศาลให้ระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งหมด 117 ฉบับ
โดยในปี พ.ศ. 2550 ศาลออก 1 คำสั่งศาลให้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ 2 ชื่อเว็บไซต์(ยูอาร์แอล),
ปี พ.ศ. 2551 ศาลออก 13 คำสั่งศาลให้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ 2,071 ยูอาร์แอล,
ในปี พ.ศ. 2552 ศาลออก 64 คำสั่งศาลให้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ 28,705 ยูอาร์แอล และ
ปีพ.ศ. 2553 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤศจิกายน
ศาลได้ออก 39 คำสั่งศาลให้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ 43,908 ยูอาร์แอล
รวมเว็บไซต์ที่ถูกปิดทั้งสิ้น 74,686 ยูอาร์แอล
"ศาลมักใช้เวลาออกคำสั่งปิดกั้นโดยรวดเร็ว หรือวันต่อวันเพื่อพิจารณายูอาร์แอลต่างๆ
เพราะจากคำสั่ง 117 ฉบับ มีถึง 104 ฉบับที่ศาลมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ขอยื่น
แต่มีบางกรณีศาลใช้เวลานานขึ้นแต่มักไม่เกิน 2 วัน และ
มีบางกรณีเท่านั้นที่ศาลใช้เวลานานเกิน 1 สัปดาห์ มีผลปิดกั้นเว็บไซต์ทั้งหมด 74,686 ยูอาร์แอล
ซึ่งเฉลี่ยแล้วคือสั่งปิดวันละ 690 ยูอาร์แอล" อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. กล่าว
"ธาริต" เมินทหารเคือง ข้อมูลรั่วถึงมือ "จตุพร" ยอมรับเรื่องที่เผยเป็นบางส่วนในสำนวน
ที่มา มติชน
เมื่อ วันที่ 8 ธันวาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำหลักฐานการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงจากเหตุการณ์ชุมนุมที่เจ้าหน้าที่ ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องว่า ข้อมูลที่นายจตุพรออกมาเปิดเผย เป็นส่วนหนึ่งในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริง โดยดีเอสไอได้ส่งข้อมูลทุกอย่างโดยละเอียดไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยนำข้อมูลออกมาเปิดเผย แต่หลังจากนี้คงต้องเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจที่ต้องเก็บความลับ ในสำนวนคดีดีเอสไอคงไม่สามารถก้าวก่ายอะไรมาก
"ผมไม่ได้การันตี ข้อมูลที่นายจตุพรระบุว่าเป็นความจริงทุกอย่าง แต่สิ่งที่ออกมาระบุเป็นเพียงบางส่วนในสำนวน ที่ผ่านมาดีเอสไอทำงานตรงไปตรงมา เพียงแต่ไม่ได้ออกมาแถลงรายละเอียดในสำนวนเท่านั้น หากหน่วยงานทางทหารจะโกรธเคือง ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะหลักฐานภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และพยานบุคคล ที่ดีเอสไอได้รับก็ปรากฏชัดเจนว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ทุกอย่างว่าไปตามหลักฐาน หากผมไปบิดเบือน ผมจะตอบลูกน้องได้อย่างไร แต่ผมก็สบายใจในระดับหนึ่งเพราะว่าข้อมูลไม่ได้หลุดไปจากขั้นตอนการทำงานของ ดีเอสไอ" นายธาริตกล่าว
ใบตองแห้งออนไลน์: เหยี่ยว-พิราบ-สันติ-ฮาร์ดคอร์
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
พลัน ที่ (ยืมสำนวนพี่เถียน) อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ขึ้นมารักษาการตำแหน่งประธาน นปช. เธอก็ได้รับของขวัญเป็นหม้อก้นดำเต็มหน้าจากบรรดาสื่อเครือข่ายพันธมิตรและ ปชป. ว่า นี่คือฮาร์ดคอร์ตัวจริง ผู้อยู่หลังฉาก อดีตสหายซ้ายจัด “ล้มเจ้า” ฯลฯ
มิพักที่เธอจะประกาศจุดยืนในการเคลื่อนไหวว่า ไม่แตะต้องสถาบัน ไม่ชุมนุมยืดเยื้อสร้างเงื่อนไข และมีเป้าหมายเฉพาะกิจเพื่อให้แกนนำและมวลชนเสื้อแดงได้รับการประกันตัวเท่า นั้น
ผมไม่เคยเจออาจารย์ธิดามาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่สมัยยังเป็น “สหายปูน” (อยู่เขตผมเธอใช้ชื่อ “หมอป่าน”) ฉะนั้นก็รับประกันไม่ได้หรอกว่าเธอคิดอย่างไร แต่อ่านบทสัมภาษณ์หลายๆ ชิ้น ก็ไม่เห็นว่าเธอจะเป็น “ฮาร์ดคอร์”
แน่นอน ความคิดลึกๆ เป้าหมายจริงๆ เป็นอย่างไร ไม่มีใครพูดเปิดเผยหรอก แต่อย่างน้อย อาจารย์ธิดาก็ผ่านประสบการณ์ต่อสู้ทั้งในเมือง ทั้งในป่า ผ่านมาวันนี้จนอายุ 60
ต่อให้เป็นคนใจร้อนเพียงไร หรือต่อให้ยังคิดว่าจะต้องเอาชนะด้วยความรุนแรง ก็ไม่ใช่พวกมุทะลุหรือหมูไม่กลัวน้ำร้อน คิดแต่จะลุกฮือพาคนไปตายเพื่อ “ปฏิวัติประชาชน” ให้สำเร็จในวันสองวันนี้
นี่ไม่ใช่เข้าข้างกัน เพราะผมมองอย่างนี้กับแกนนำพันธมิตรด้วย พันธมิตรถึงจะบุกทำเนียบยึดสนามบิน เขาก็รู้จัก step ไม่เหมือนพวกมือใหม่หัดขับ ขับได้ซักพักมักคึกคะนอง อย่างพี่กี้ร์ แรมโบ้ หรือพาย่อยยับ ซึ่งไม่เคยขับเคลื่อนม็อบมาก่อน
ถ้าจะห่วงเรื่อง “ฮาร์ดคอร์” ประเด็นสำคัญกว่าตัวผู้นำ คือความคิดและอารมณ์ของมวลชนเสื้อแดง ตลอดจนแกนนำระดับกลางต่างหาก ซึ่งวันนี้คนเหล่านี้กลายเป็น “แกนนอน” ไปแล้ว คืออยู่ในสภาพที่ไม่มีการจัดตั้ง ไม่ขึ้นต่อแกนนำมา 6 เดือน ติดต่อกันเองในแนวนอน “หนูหริ่ง” หรือใครก็ได้ นัดชุมนุมเคลื่อนไหว “เชิงสัญลักษณ์” ที่ไหน คนเหล่านี้ก็ไป ถือป้าย ตะโกน ขีดเขียนถ้อยคำที่ทำให้ต้องมีคำสั่ง ศอฉ. กระนั้น ครั้งล่าสุดที่ราชประสงค์ก็ยังมีคนไปชุมนุมร่วมหมื่นกว่า
มวลชนเสื้อ แดงพิสูจน์แล้วว่าเป็นพลังที่ไม่ตายง่ายๆ ยิ่งถูกปราบยิ่งเคียดแค้นยิ่งแสดงพลังตอบโต้ ขณะเดียวกัน มวลชนเสื้อแดงยังก้าวข้ามทักษิณ ก้าวข้ามพรรคเพื่อไทย หลายคนเล่าว่าทักษิณโฟนอินที่อุดรให้ “ปรองดอง” ลืมความเจ็บปวด โดนมวลชนด่าพึมอยู่ด้านล่างเวที เพราะพวกเขา “ไม่ปรองดอง” กับคนที่สั่งฆ่าประชาชน
แต่พูดเช่นนี้ใช่จะมีแต่ด้านดี เพราะขณะที่ก้าวข้ามทักษิณ ก้าวข้าม ส.ส.น้ำเน่าพรรคเพื่อไทย ก็ต้องพูดกันตรงๆว่า กลุ่มคนที่มีอิทธิพลความคิดและอุดมการณ์ต่อมวลชนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยในช่วง ที่ไร้แกนนำ ในช่วงถูกปราบปราม กวาดจับ คับแค้นตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา กลับกลายเป็นข้อมูลข่าวสาร บทความ ซีดี ที่เผยแพร่ให้ดาวน์โหลดอัพโหลดกันกว้างขวางอยู่ “ใต้ดิน”
โทษที ที่ต้องบอกตรงๆ ว่า ชาวบ้านเสื้อแดงในภาคเหนือภาคอีสานน่ะ เขาไม่อ่านประชาไทหรือฟ้าเดียวกันหรอกครับ ไหนๆ เว็บก็ถูกบล็อกเหมือนกัน ข้ามไปอ่านข้อเขียนมันส์สะใจที่ส่งตรงมาจาก USA ดีกว่า ไอ้ฝั่งนี้จะบอกให้สันติๆ ยังไง เขาก็ไม่ได้ยินหรอก อารมณ์ความรู้สึกเขาคล้อยตามทางโน้นมากกว่า
พูดง่ายๆ ว่า ในฝ่ายผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยวันนี้ ซึ่งผมนับรวมทั้งฝ่ายสองไม่เอาและเสื้อแดง มีการต่อสู้ 2 แนวทาง ระหว่างแนวทางสันติ ที่ตั้งความหวังว่า สังคมไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ใน “มิติใหม่” โดยไม่นองเลือด โดยบ้านเมืองไม่ฉิบหายวายป่วง กับแนวทาง “ฮาร์ดคอร์” ซึ่ง... ก็ไม่ถึงขนาดนั้นซะทั้งหมดทีเดียว เพราะมีหลายเฉด หลายระดับ แต่น่าวิตกว่าพร้อมจะบานปลายได้
โดยสภาพการณ์ขณะนี้ แนวทางสันติไม่สามารถเข้าถึงมวลชนได้เท่าแนวทางหลัง
เขียน มาถึงตรงนี้ก็ขอบอกว่า ผมตั้งใจอยากสื่อถึงผู้มีอำนาจ ไม่ว่าอำมาตย์ ทหาร ตุลาการ โดยเฉพาะผู้จงรักภักดีตัวจริง (ไม่ใช่พูดแต่ปาก) ที่มีสติ มีปัญญา
วัน ก่อนผมคุยกับเพื่อนที่ใกล้ชิดและเข้าใจทหาร เขาบอกว่า ทหารจำนวนไม่น้อยก็เข้าใจสถานการณ์ ไม่ใช่พวกบ้าคลั่งขวาจัด คิดแต่จะไล่จับปราบฆ่าเสื้อแดง เพราะรู้ดีว่ายิ่งทำก็เหมือนยิ่งยุ
ยก ตัวอย่าง มวลชนเสื้อแดงมีเป็นร้อยๆ ที่ขีดเขียน ชูป้าย ข้อความ “หมิ่นเหม่” แต่เขาจับแค่ 1-2 ราย เพราะต้องการ “ปราม” ให้เพลาๆ พฤติกรรมลงบ้าง และถ้าไม่จับก็ไม่มีคำตอบให้อีกข้างที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว เขายังตั้งคำถามด้วยว่าแล้วจะให้ทหารวางตัวอย่างไรในสภาพเช่นนี้ ช่วยแนะนำหน่อยสิ
เขายังบอกว่า ทหารจำนวนไม่น้อย หรือแม้แต่อำมาตย์บางราย ก็เข้าใจเช่นกันว่า สังคมไทยจะต้องพัฒนาไปสู่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่มีสมดุลแห่งอำนาจ เปิดกว้างมีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมมากขึ้น แต่ในสภาพปัจจุบันคนเหล่านี้ก็ไม่สามารถจะขยับอะไรได้มากนัก
จนกว่า... จนกว่า... จนกว่าอะไรล่ะ ผมเลยบอกว่า ถ้ารอจนถึงตอนนั้นมันก็นองเลือดพินาศย่อยยับสิครับ
ผม อนุมานว่า นี่คือทหารสายพิราบ ฝ่ายความมั่นคงที่มีสติปัญญา แม้ความคิดจะยังติดกรอบเป็นขวา แต่พวกนี้ก็ไม่ได้โง่ รู้ดีว่าถ้าแข็งขืนครอบอำนาจก็จะมีพลังต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกนี้ก็ไม่กล้าปริปากและยังหาทางลงไม่เจอ ได้แต่พยายามประคองสถานการณ์อยู่
สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ถ้า “สายพิราบ” ในฝ่ายผู้มีอำนาจ ไม่สามารถส่งสัญญาณหรือแสดงท่าทีให้เห็นว่าพร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ “สมดุลแห่งอำนาจ” ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก็คือ “สายฮาร์ดคอร์” ในเสื้อแดง ก็จะยิ่งมีอิทธิพลทางความคิดและอุดมการณ์ โดยที่ “สายสันติ” พูดไปก็เท่านั้น
ทำอย่างไรที่คุณจะเปิดพื้นที่ให้สายสันติวิธีได้พูด อย่างเต็มปากบ้าง โธ่ ขนาดผมเขียนอยู่นี่ยังต้องระมัดระวังใช้สัญลักษณ์ ขณะที่พวกฮาร์ดคอร์เขาใส่กันเต็มที่ ล่อกันเต็มเหนี่ยว ไฟล์ภาพไฟล์เสียงสะใจ เพราะยังไงๆ ก็เผยแพร่ใต้ดินอยู่แล้ว
ยิ่งกว่า นั้น การใช้อำนาจ ไม่ว่าอำนาจ ศอฉ. อำนาจตุลาการ หรือการเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่ทำให้มวลชนโกรธแค้น ผมขึ้นแท็กซี่ ผมขึ้นมอไซค์รับจ้าง หยั่งเสียงดู ไม่มีชิ้นดี อีหรอบนี้จะไปพูดสันติวิธีให้เขาเชื่อได้ไง
สัจธรรมคือ เมื่อเหยี่ยวผงาด ฮาร์ดคอร์ก็ตีปีก สันติวิธีกับนกพิราบลงหม้อตุ๋น อิหร่านก่อนหน้านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงจนพวกมุสลิมสายกลางมีอำนาจ แต่พออเมริกาบุกอิรัก อามาห์ดิเนจาดก็ชนะเลือกตั้งท่วมท้น
ฉันใดฉัน นั้นละครับ หลังพฤษภาอำมหิต ฮาร์ดคอร์ก็มีอิทธิพลทางความคิดต่อเสื้อแดง จะปราบ จับ คุมขัง ยิ่งมีแต่แพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง คุณไม่มีทางกวาดจับหรือเข่นฆ่าคนที่ “หมิ่นเหม่” ต่อคำสั่ง ศอฉ.ได้หมดประเทศไทย มีแต่ใช้สติปัญญาคิดว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ภายใต้ความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยรักษาสิ่งสำคัญของคุณไว้ได้
คุณจะ เป็นฝ่ายเริ่มการเปลี่ยนแปลง กำหนดกรอบการเปลี่ยนแปลง หรือปล่อยให้มันเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ รุนแรง แต่ถึงวันนี้ ที่คิดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่คิดว่าจะให้คนกลับมาศิโรราบสวามิภักดิ์นั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว มีแต่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไรโดยไม่ต้องให้ศิโรราบสวามิภักดิ์ แค่ยอมรับการแบ่งแยกกำหนดบทบาทกันก็พอ
บางคนอาจจะคิดเหมือน 6 ตุลา ปราบ ฆ่า ไล่เข้าป่า ให้มันเลือกวิธีรุนแรง ต่อสู้ด้วยอาวุธ ด้วยการจลาจล แล้วสุดท้ายไปไม่รอด ก็ต้องยอมจำนน แล้วค่อยแปลงร่างเป็นพิราบ เล่นบทโปรดสัตว์ แต่โทษที สถานการณ์ไม่เหมือนกันนะครับ พลังต่อต้านมันกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 6 ตุลาเป็นร้อยเท่าพันเท่า ผมไม่ได้บอกว่าคุณจะแพ้ แต่ใครชนะก็ฉิบหายวายป่วง
สถานการณ์จากนี้ไป ยังพอมีเวลาอีกช่วงหนึ่ง ที่จะต้องมีการต่อสู้ทางความคิดกันระหว่างเหยี่ยวกับพิราบ ระหว่างฮาร์ดคอร์กับสันติวิธี ซึ่งในทั้งสองขั้วต่างก็มีปฏิกิริยาส่งผลต่อกัน โดยเราต้องเรียกร้องขั้วที่มีอำนาจเป็นด้านหลัก ถ้าสายพิราบมีพลัง ก็สามารถเปิดพื้นที่ให้สายสันติ แต่ถ้าเป็นตรงข้าม จะเอาใครมานำ นปช.ก็ไม่ต่างกัน จับเข้าคุกรุ่น 2 รุ่น 3 รุ่นไหนก็ไม่จบ
ในฝ่าย นปช.เอง ก็ต้องต่อสู้ทางความคิด หวังว่าอาจารย์ธิดาจะมุ่งไปที่การต่อสู้ทางความคิด ผมเห็นภาพชมรมเรารักเบอเกอร์คิงแล้วอดหัวเราะไม่ได้ น่ารักดี มวลชนก็เป็นอย่างนี้ พวกจารีตนิยมอย่าถือสาหาความนัก คนเราเวลาเริ่มมองโลกในแง่มุมใหม่ก็จะร้อนแรง หลังจากนั้นก็จะเย็นลงและมองกว้างขึ้น แต่ต้องมีคำตอบที่เหมาะสมให้เขา ขณะที่ในฝ่าย นปช.เอง ที่มักพูดว่า “มวลชนไปไกลแล้ว” จริงๆ แล้วก็ไปไกลแค่เรื่องนี้ ส่วนที่ว่าเราจะพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร ประเทศไทยควรจะเดินต่อไปอย่างไร นอกจากความสะใจแล้วก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
ขอเรียนย้ำอีกครั้งสำหรับข้อเขียนวันนี้ ว่าผมไม่ได้ห่วง “ใคร” แต่ผมกลัวว่ามันจะไปสู่ทางตันที่มีแต่ความพินาศ
กระนั้น ขณะที่เขียนนี้ ผมก็ยังเชื่อว่า มันจะไปสู่ทางตันที่มีแต่ความพินาศ เพียงแต่อยากทักท้วงอีกซักครั้ง
และ ขอออกตัวด้วยว่า ผมไม่ได้เป็นสายสันติวิธีเคร่งครัด บางทีก็มีลูกบ้ามีอารมณ์ตามประสามนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่เวลามีสติยับยั้งตัวเองได้ก็พยายามจะสันติ ส่วนวันหน้าอะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด
ใบตองแห้ง
8 ธ.ค.53
ภัควดี ไม่มีนามสกุล: บก.นิตยสารซาอุฯ ถูกจับเพราะตั้งคำถามถึงการสืบทอดราชบัลลังก์
ที่มา ประชาไท
ภัค วดี ไม่มีนามสกุล แปลจาก Salah Nasrawi, “Saudi police arrest reformist writer,” Associated Press, Cairo | Tue, 12/07/2010 8:17 PM | http://www.thejakartapost.com/news/2010/12/07/saudi-police-arrest-reformist-writer.html
นิตยสาร ฉบับหนึ่งในซาอุดิอาระเบียรายงานว่า ตำรวจเข้าจับกุมบรรณาธิการนิตยสาร เพียงไม่กี่วันหลังจากบรรณาธิการผู้นี้เขียนถึงโอกาสที่จะเกิดการต่อสู้แย่ง ชิงอำนาจภายในราชวงศ์ เนื่องจากสุขภาพที่อ่อนแอของกษัตริย์และมกุฎราชกุมาร
การจับ กุมครั้งนี้สะท้อนถึงความหวั่นไหวอย่างลึกซึ้งของราชวงศ์ซาอุที่มี ต่อการคาดเดาของสาธารณชนเกี่ยวกับการสืบราชบัลลังก์ ความแตกแยกหรือความคลอนแคลนในตำแหน่งประมุขของประเทศ
กษัตริย์อับดุล เลาะห์ วัย 86 ปี ขณะนี้พักฟื้นอยู่ในนิวยอร์กหลังจากเข้ารับการผ่าตัดหลังถึงสองครั้ง ส่วนผู้ที่จะสืบราชบัลลังก์องค์ต่อไปก็คือ มกุฎราชกุมารสุลต่าน น้องชายต่างมารดาวัย 85 ปี ซึ่งป่วยกระเสาะกระแสะเช่นกัน ถึงแม้สุลต่านจะเป็นผู้สำเร็จราชการซาอุดิอาระเบีย แต่ก็ดำรงตำแหน่งเพียงในนามเท่านั้น หลังจากใช้เวลากว่าปีในการพักฟื้นจากการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของตน ซึ่งมีรายงานว่าเป็นโรคมะเร็ง
การสืบราชบัลลังก์ในประเทศผู้ผลิต น้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกประเทศนี้ เป็นการสืบบัลลังก์จากพี่ชายไปสู่น้องชาย เนื่องจากราชวงศ์รุ่นนี้อยู่ในวัย 80 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในอนาคตของพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ อเมริกา
นิตยสาร Omma Conference กล่าวไว้ในแถลงการณ์ที่ขึ้นไว้บนเว็บไซท์ของนิตยสารว่า ตำรวจจับกุมนายโมฮัมเมด อัล-อับดุล คาริม บรรณาธิการของนิตยสาร ที่บ้านของเขาและพาตัวไปคุมขังที่คุกฮาเยอร์นอกเมืองหลวงริยาด แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหา
ในบทความชิ้นหนึ่งที่เขียนเมื่อสัปดาห์ก่อน นายอัล-อับดุล คาริม คาดการณ์ว่า การสวรรคตของกษัตริย์อับดุลเลาะห์อาจเป็นสาเหตุให้ราชอาณาจักรที่มั่งคั่ง ด้วยน้ำมันนี้ถึงกาลแตกสลาย
“จะเกิดอะไรขึ้นหากราชวงศ์ล่มสลายลง เพราะความขัดแย้งภายใน การต่อสู้ชิงอำนาจกันเอง หรือจากปัจจัยภายนอกประเทศ? ความเป็นปึกแผ่น (ของราชอาณาจักร) และชะตากรรมของประชาชนจะยังคงผูกพันอยู่กับการดำรงอยู่หรือล่มสลายของ ราชวงศ์หรือไม่?” เขาเขียนไว้เช่นนี้ในบทความชื่อ “การค้นหาชะตากรรมของประชาชนซาอุดิอาระเบีย”
“รัฐบุรุษบางคนต้องการ ระบอบการปกครองอะไรก็ได้ที่รักษาผลประโยชน์ของตน เอาไว้ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ได้มาจากการปกครองแบบเผด็จการ ครอบงำ ละโมบ ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลและติดสินบน” นี่คือข้อเขียนของเขา
สื่อมวลชนยังไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของทางการซาอุดิอาระเบียเพื่อขอความคิดเห็น
กษัตริย์ ผู้ป่วยกระเสาะกระแสะเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังเป็นครั้งที่ สองเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พระองค์งดกิจกรรมต่าง ๆ มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน และไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในระยะหลัง
ตอนนี้ความสนใจจึง พุ่งไปที่ผู้มีสิทธิ์สืบสันตติวงศ์อันดับที่สอง นั่นคือ เจ้าชายนาเยฟ บิน อับดุล-อาซิส รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอำนาจ เจ้าชายนาเยฟในวัย 76 ปี ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาของกษัตริย์เช่นกัน นั่งเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีแทนกษัตริย์ตลอดเดือนที่แล้ว และทำหน้าที่เป็นตัวแทนราชอาณาจักรในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf Summit) ที่จัดในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่เจ้าชายเองก็ต้องรับการรักษาทางการแพทย์ด้วยโรคที่ไม่ระบุชัด
ชาว ซาอุดิอาระเบียจำนวนมากแสดงความกังวลถึงโอกาสที่อาจเกิดการต่อสู้แย่ง ชิงอำนาจกันอย่างรุนแรง เมื่อเจ้าชายในรุ่นปัจจุบันชราภาพลง เจ้าชายเหล่านี้เป็นโอรสของกษัตริย์อับดุล-อาซิส อัล ซาอุด ผู้ก่อตั้งประเทศซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน
นักการทูตผู้เชี่ยวชาญ ด้านตะวันออกกลางกล่าวว่า ราชวงศ์ซาอุแตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า ต่างแก่งแย่งแข่งขันช่วงชิงอำนาจ คาดว่าการแก่งแย่งกันนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อสุขภาพของกษัตริย์และมกุฎราช กุมารย่ำแย่ลง
ความขัดแย้งนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ สำหรับประเทศ พันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับ พร้อม ๆ กับที่ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญการท้าทายจากอิหร่าน ทั้งในด้านโครงการนิวเคลียร์และการสั่งสมอิทธิพลต่อภูมิภาค
กษัตริย์อับดุลเลาะห์ขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 2005 หลังจากกษัตริย์ฟาฮัดสวรรคต แต่พระองค์เป็นประมุขประเทศโดยพฤตินัยมาถึงครึ่งทศวรรษ
เพื่อ ให้ระบบการสืบสันตติวงศ์เป็นไปโดยเรียบร้อย ใน ค.ศ. 2006 กษัตริย์อับดุลเลาะห์จึงแต่งตั้ง “สภาสามิภักดิ์” (Allegiance Council) ขึ้น สภานี้ประกอบด้วยลูกหลานของกษัตริย์อับดุล-อาซิส สภาจะเป็นผู้ลงคะแนนเสียงลับเพื่อเลือกกษัตริย์และมกุฎราชกุมารในอนาคต
อำนาจ ของสภานี้ยังไม่มีจนกว่าจะสิ้นสมัยของกษัตริย์อับดุลเลาะห์และ สุลต่าน นั่นหมายความว่า สภาจะมีอำนาจชี้ขาดว่าเจ้าชายนาเยฟจะได้ครองราชย์เป็นองค์ต่อไปหรือไม่
คำ ถามที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสิ้นเจ้าชายรุ่นลูกของกษัตริย์อับดุล-อาซิส เจ้าชายที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาเจ็ดแปดคนที่พอจะมีความสามารถและประสบการณ์ ในการปกครอง ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในวัย 60 กลาง ๆ ซึ่งชี้ว่าเจ้าชายรุ่นนี้ยังมีเวลาเหลือที่จะครองอำนาจอยู่บ้าง
แต่ ไม่ช้าก็เร็ว ราชบัลลังก์ก็ต้องตกเป็นของรุ่นต่อไป อันเป็นชนวนของปัญหาที่อาจทำให้เกิดการแตกแยกอย่างลึกซึ้งได้ กล่าวคือ โอรสของกษัตริย์อับดุล-อาซิสองค์ไหนที่จะได้สิทธิ์สืบทอดอำนาจแก่ลูกชายของ ตน การที่กษัตริย์อับดุลเลาะห์ก่อตั้งสภาขึ้นมา ก็มีเป้าหมายส่วนหนึ่งที่ต้องการวางระบบสืบทอดอำนาจให้มีความราบรื่น
เจ้า ชายแต่ละองค์จึงพยายามแต่งตั้งลูกชายของตัวให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจ เพื่อสร้างหลักประกันให้สายเลือดของตน ยกตัวอย่างเช่น เจ้าชายโมฮัมเมด บุตรของเจ้าชายนาเยฟ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจและเป็นผู้นำในการต่อสู้กับองค์การอัลกออิฎะห์
ก่อน เดินทางออกจากราชอาณาจักรไปรักษาตัว กษัตริย์อับดุลเลาะห์ได้มอบหมายให้เจ้าชายมิเตบ บิน อับดุลเลาะห์ โอรสองค์หนึ่งของพระองค์ เป็นผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ชาติ ซึ่งมีกองทหารระดับแถวหน้าถึงราวสองแสนห้าหมื่นนาย

