ที่มา thaifreenews
ผม ขอย้ำว่าตอนนี้มีกลิ่นเช่นนั้นโชยมาแรงมาก เช่นข่าวอำมาตย์ส่งซิกให้ทหารและรัฐบาลทำเป็นใจดี เตรียมประกาศยกเลิก ศอฉ. และพรก.ฉุกเฉิน
ข่าวล่าสุด นายธาริต เตรียมเปลี่ยนหมายจับแกนนำเสื้อแดงที่เหลือจากหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็นหมายจับตามกฎหมายป.อาญา
แต่ สองข่าวตรงนี้ ยังไม่น่ากลัวหากเมื่อหลายวันก่อนไม่เห็นข่าวว่า ทหารเตรียมใช้หน่วยงาน กอ.รมน. โดยอาศัยกฎหมายความมั่นคงเข้าควบคุมพื้นที่ทั่วประเทศ แทน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า กฎหมายฉบับนี้มีความอันตรายมากกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินเสียอีก เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุมพื้นที่ได้แบบจำกัด แต่พ.ร.บ.ความมั่นคง ปี 2550 ซึ่งพวกอำมาตย์ร่างขึ้นมาเตรียมควบคุมพื้นที่ทุกตารางนิ้วทั่วประเทศหลังการ ยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 โดยเฉพาะ นั้น มีหน่วยงานทั้งที่แจ้งและที่ลับอย่างแน่นหนา สั่งได้ทุกหน่วยงานของรัฐจริงและรัฐผีดิบทั้งหลาย??
วันนี้ พวกอำมาตย์ไม่มีทางเลือกแล้ว จึงต้องเล่นเกมส์แรงเพื่อสยบแรงต่อต้านให้ได้ และเป็นไปได้ว่าโอกาสที่จะใช้ พ.ร.บ.นี้ควบคุมถึงขั้นปิดประเทศเพื่อบล๊อคจุดอ่อนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ ทำท่าจะบานปลายไปทั่วโลกอย่างหนักหน่วง ผมเคยวิพากษ์ว่าพวกอำมาตย์จะใช้โมเดลทางการเมืองแบบพม่าในการบล๊อคตรงนี้ ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ออกมาใหม่ๆ
นั่นคือ ใช้แนวทางนั้น แต่อาจจะมีลูกเล่นที่แพรวพราวกว่าพม่า ต้องไม่ลืมนะครับว่า พวกอำมาตย์ใช้วิคเตอร์บูธเพื่อแลกการคุ้มครองจากอเมริกาด้านนี้โดยเฉพาะ โดยที่อเมริกาก็ต้องเล่นตามบทเพื่ออาศัยฐานประเทศไทยต่อกรกับแนวรุกของจีนใน ย่านภูมิภาคนี้ ถึงแม้อเมริกาจะช้าไปหลายก้าวย่างแต่ก็ต้องทำไม่เช่นนั้น ทั้งภูมิภาคนี้ก็คงเหลือแต่ฟิลิปปินส์กับอินโดฯเท่านั้น ที่จีนยังต้องใช้อิทธิพลให้มากกว่านี้จึงจะเข้าไปมีส่วนแบ่งได้มากขึ้นกว่า ปัจจุบัน ส่วนมาเลย์นั้น อเมริกาไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่หรอกครับ ถึงอย่างไรก็มีภูมิศาสตร์ทางการทหารและยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า ประเทศไทยมากมายมหาศาล ยกเว้น สิงคโปร์นะครับ เพราะนั่นเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกันอยู่แล้วตามผลประโยชน์ทางทะเลสำหรับแนว เดินเรือสินค้าและเรือรบในย่านนี้ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างตะวันตกกับตะวัน ออก ดังนั้นที่พวกอำมาตย์ทำเนียนปล่อยข่าวว่า ใช้แลกทักษิณ ก็เพื่อเบี่ยงประเด็นความสนใจเท่านั้นเอง
ที่ผมต้องย้ำเรื่องอำนาจ อำมาตย์ที่ใช้ผ่านการทหารนั้น ก็เพราะเป็นการใช้อำนาจที่รุนแรงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้า พรหมใดๆทั้งสิ้น ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วทั้งวันที่ 10 เม.ย. 2553 และวันที่ 19 พ.ค. 2553
นอกจากนี้ พวกอำมาตย์ต้องการที่จะได้รับกล่าวกับสังคมโลกว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น พวกเขาจึงต้องใช้วิธีสกปรกเช่นนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่พวกเขาคุมได้ เช่นทุกวันนี้มาใช้งานต่อไป พวกอำมาตย์ไม่สนในวิธีการว่าจะทื่อๆ บื่อๆ บ้องตื้นอย่างไร ขอเพียงได้มาซึ่งอำนาจพวกอำมาตย์ก็พอใจแล้ว และเกมส์นี้อำมาตย์ก็ได้ทดลองใช้ผ่านการเลือกตั้งซ่อมในครั้งที่ผ่านมาค่อน ข้างได้ผลนะ อย่างน้อยก็ทำให้พรรคเพื่อไทยคู่แข่งทางการเมืองอย่างเปิดเผยระส่ำระสายแทบ วางวายกันทีเดียว
เกมส์นี้ อำมาตย์คาดหวังไว้ว่า เมื่อพรรคต่างๆโดยเฉพาะพรรคร่วมฯปัจจุบันกลับมารวมตัวกันหลังเลือกตั้งได้ ตามแผนก็เท่ากับว่า ข้อหาปล้น สส.เพื่อมาตั้งรัฐบาลก็หมดไปโดยปริยาย ด้วยแผนแยกกันตีแบบนี้ ขอเพียงได้เกินครึ่งสภาก็เป็นอันว่าใช้ได้ ซึ่ง ณ วันนี้มองผมว่าเกมส์นี้พวกอำมาตย์มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะประสบความสำเร็จ นอกเสียจากจะเกิดปรากฏการณ์สะท้านทรวงจนฟ้าล่วงลงสู่ดิน จนบังเกิดความปั่นป่วนไปทั่วพารานั่นแหละครับ ?? โอกาสของพรรคเพื่อไทยหรือฝ่ายทักษิณจึงจะมีโอกาสหวนคืนสู่อำนาจอีกครา
ดัง นั้น ต้องจับตาไปที่เนวินอย่างเดียวนะครับ ศึกนี้ พวกอำมาตย์หวังใช้คนโดยไม่สนโลกแห่งความเป็นจริง พวกอำมาตย์เตรียมนายกฯสำรองไว้หลายคนครับ และหนึ่งในนั้นก็คือ เนวิน ผมเชื่อว่า ตอนนี้หากไม่มีภาวะคับขันจริงๆ พวกอำมาตย์ไม่ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งหรอกครับ พวกอำมาตย์จะต้องลากยาวไปจนกว่า กลุ่ม 111 ชุดแรกใกล้ผ่านพ้นโซ่ตรวนทางการเมืองไปก่อน จึงจะยอมให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจในวิธีการ ว่า จะเป็นเช่นไร เช่น อาจจะให้มีการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ไปจนครบเทอมแล้วมี การออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองให้แก่กลุ่ม 111 + กลุ่มอื่นๆ หรือไม่ก็เป็นไปได้ว่า จะมีการสร้างรูปแบบทางการเมืองที่เลวร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งการใช้รัฐบาลชุด ขัดตาทัพสัก 1 ปี ก็เป็นได้นะครับ คล้ายๆ กับรัฐบาลชุดนายอานันท์หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ก็เห็นจะเข้าท่ากว่าวิธีอื่นใด ทั้งนี้ก็เพื่อตอบแทนการทุ่มสุดตัวของเนวินนั่นเอง
หากจะถามว่า ทำไมอำมาตย์ถึงให้ค่าของเนวินถึงเพียงนี้ ผมมองว่า เป็นเพราะมือทำงานทางการเมืองแบบใจถึงพึ่งได้ในภาคใต้มีนายสุเทพฯ แต่ภาคอีสานซึ่งเป็นฐานการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศมาทำงานให้พวกอำมาตย์ ได้ถูกใจอำมาตย์ในชั่วโมงนี้หากเทียบกันกิโลต่อกิโล(ของไทยต้องเป็นกิโลครับ 555)ไม่มีใครมีคุณสมบัติเลวบริสุทธิ์ได้เท่าเนวินอีกแล้ว อีกอย่าง หากอำมาตย์หักหลังเนวินได้ ต่อไปก็ยากที่จะมีใครทุ่มเททำงานชนิดถวายหัวให้แบบนี้ได้ง่ายๆอีกแล้ว ถึงถูกบีบถูกเค้นถูกคลึงมาร่วม ก็ทำงานได้แค่สุวิทย์หรือบรรหารเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ เนวินยังมีกองทัพสนับสนุนผ่านพลเอกประวิทย์ พี่ใหญ่ฝ่ายพยัคฆ์บูรพาที่กำลังเรืองอำนาจอยู่ในขณะนี้ ซึ่งหากมองตรงนี้เป็นไปได้ว่า นายกฯขัดตาทัพอาจจะชื่อ พลเอกประวิทย์ มีโอกาสเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะต้องไม่ลืมนะครับว่า พลเอกประวิทย์ไม่มีตำแหน่งใดๆในพรรคภูมิใจไทยเลย แต่กลับมีตำแหน่งรัฐมนตรีแบบเอียงๆไปทางพรรคภูมิใจไทยซะแบบนั้น
นอก จากนี้ ฝ่ายอำมาตย์ยังวางแผนให้เนวิน เข้ามาเทคบอร์ดการเมืองและทำเวปไซต์การเมืองเล่นงานทักษิณอีกต่างหาก ตรงนี้ ผมคิดว่าค่อนข้างอันตรายสำหรับคนที่เผลอเข้าไปร่วมแจมด่าอำมาตย์ใน เวปหรือบอร์ดนั้นๆนะครับ ด้วยเกรงว่า IP จะโผล่ไปที่แก็งค์เนวินจนทำให้เจ้าของ IP ไม่ต้องเป็นอันกินอันนอนแบบปกติสุขกันล่ะครับ
หากจะถามว่า ทำไมถึงใช้เนวินในประเด็นนี้ ก็ต้องตอบว่า เนวินเคยชูธงทักษิณเพื่อต้านอำมาตย์และกองทัพ ด้วยเวปไซต์ที่ชื่อว่า
www.HiThaksin.net เขียนโดยประดาบ และ www.thai-grassroot.com ซึ่งแปลงกายมาเป็นฟ้าฟื้น ตอนนั้น ทำเอาพวกอำมาตย์ปวดหัวไปพักใหญ่ๆ เพราะเนวินแค้นที่โดนทหารเอาตัวไปแก้ผ้ากักขังเหมือนคนบ้า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทหารแตงโม ที่ผ่องถ่ายข้อมูลต่างๆของคมช.ให้กับเวปเนวิน
ดังนั้น เนวิน จึงมีทีมงานที่ค่อนข้างใช้ได้ในด้านนี้พร้อมอยู่แล้ว และเพื่อเป็นการพิสูจน์ผลงานก็เลยมี www.herethaksin.com ออกมาโชว์พาวให้อำมาตย์เห็น แต่บังเอิญว่า มุขแป๊กครับ แต่ก็ยังคงอยู่คู่กับ เวปหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์www.prachatouch.co.th ในทุกวันนี้ละครับ ท่านผู้ชม
อำมาตย์ ไม่มีทางรักษาอำนาจของตนเองได้ หากไม่มีทหารกุมอำนาจให้ท้าย หากไม่มีทหารบีบนักการเมืองให้ร่วมมือ หากไม่มีทหารควบคุมกิจการพลเรือนตลอดจนมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญเช่นทุก วันนี้ ดังนั้น ต้องคิดการหาทางกำจัดทหารกลุ่มนี้ออกจากวังวนแห่งอำนาจไปให้เร็วที่สุด ก็คงต้องขอความเมตตาจากทหารกล้าที่ฝ่ายประชาธิปไตยให้ฉายาว่า ทหารแตงโม ช่วยสงเคราะห์คนไทยส่วนใหญ่ของแผ่นดินด้วยครับ พวกท่านเชื่อเถอะว่า หากพวกท่านกล้าออกหน้าชาวประชาคนเสื้อแดงก็กล้าลุยเคียงข้างพวกท่านอย่างสุด กำลังแน่นอน
หรือว่าทหารแตงโมจะยอมให้คนอย่างนายเนวินเป็นนายกฯหรือเจ้านายพวกท่านกันล่ะครับ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, December 16, 2010
ฤาทหารแตงโมยอมให้เนวินเป็นนายก
สายลมรักเข้ามานี่ซิ..จากแดนภรต
ที่มา thaifreenews
เดี๋ยวพี่สายลมรักก็บรรลุโสดาบันเองแหละครับ
โกรธก็โกรธได้.....แต่อย่านาน
อารมณ์เสียได้...แต่อย่าเสียนาน
เสียใจได้......แต่อย่านาน
ท้อได้...แต่อย่านาน
[/url]
ดูที่เสื้อซิครับ
ส่งบุญมายังญาติโยมเพื่อนเสื้อแดงทุกๆคนครับ
บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นกุฏิของพระบรมศาสดา ที่ใช้บำเพ็ญเพียรขณะที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่
[/url]
[/url]
โดยทั่วไป คณะอื่นๆใช้ผ้าสีขาว แต่คณะแสวงบุญคณะนี้ใช้ผ้าสีแดง
โดยมีเหตุผลว่า อุทิศบุญกุศลให้กับคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต,บาดเจ็บ
[/url]
ระหว่างนั่งรถตลอด2ข้างทางจะเห็นภาพแบบนี้ทั่วไปเป็นวิถีชีวิต
ของชาวภรต ทั้งหญิงและชาย...บางครั้งนั่งร่วงวงคุยกันซะด้วย
เป็นเรื่องปกติของคนที่นี่..และชานเมืองหาห้องน้ำยากสุดๆ
[/url]
[/url]
ถ้ำอัลเจนต้า
[/url]
ไม่ได้หนีครับพี่ชาวนา แต่ถูกข้อร้องให้ไปเป็นตากล้องจำเป็น
ใครงามกว่าค่ะแม่ปักอก
[/url]
ใบตองแห้งออนไลน์: ก้าวข้ามเลือกตั้ง
ที่มา ประชาไท ใบตองแห้ง
ชำนาญ จันทร์เรือง: นักโทษทางความคิด (Prisoner of Conscience)
ที่มา ประชาไท ชำนาญ จันทร์เรือง ไม่ น่าเชื่อว่ามนุษย์ที่ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐจะเข่นฆ่าทำร้ายและคุมขัง มนุษย์ด้วยกันแต่ว่ามีความคิดเห็นแตกต่างจากตัวเองและไม่มีความเศร้าใจใดๆ ที่จะเทียบเท่ากับการได้เห็นภาพหรือทราบข่าวของการจับกุมคุมขังผู้ที่มีความ คิดเห็นแตกต่างจากผู้ครองอำนาจรัฐไม่ว่าจะเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินใดในโลกนี้ ซึ่งเราเรียกเขาเหล่านี้ว่านักโทษทางความคิดหรือ Prisoner of Conscience คำว่านักโทษทางความคิดนั้นในคู่มือสมาชิกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย(Amnesty International Thailand)ได้ ให้ความหมายไว้ว่า คือ บุคคลที่ถูกคุมขัง หรืออาจกล่าวได้ว่าถูกกักขัง ทางร่างกายเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง เพราะศาสนา หรือความเชื่ออย่างแท้จริงของเขา เพราะเผ่าพันธุ์ เพศ สีผิว ภาษา ถิ่นกำเนิดหรือสังคม สถานภาพทางเศรษฐกิจ การเกิด แนวโน้มทางเพศ หรือสถานภาพอื่นๆ ทั้งนี้ โดยที่เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง หรือความเกลียดชัง ไม่ มีใครรู้ถึงจำนวนที่แน่นอนของนักโทษทางความคิดที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ทั่วโลก พวกเขาถูกจับกุมโดยรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองติดอาวุธ บางคนเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน หลายคนเป็นศิลปิน นักกฎหมาย นักการเมือง หรือนักต่อสู้ของสหภาพแรงงาน โดยเขาเหล่านั้นได้ท้าทายความคิดเห็นของรัฐ อย่างไรก็ตามปรากฏว่านักโทษทางความคิดส่วนใหญ่กลับเป็นชายและหญิงธรรมดาๆ แม้กระทั่งเด็กๆจากผู้คนทุกชนชั้นโดยถูกคุมขังเพียงเพราะสิ่งที่พวกเขา เป็น(เช่น เป็นเหลือง หรือเป็นแดง เป็นต้น) มากกว่ากิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา นัก โทษทางความคิดบางคนได้กระทำการต่อต้านระบบทั้งหมดของรัฐ ในขณะที่บางคนได้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของระบบการเมืองภายในประเทศ แต่พวกเขาก็ยังคงถูกจับกุมอยู่ดี ประชาชนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆอาจกลายเป็นนักโทษทางความคิดได้ เนื่องจากเหตุผลหลายประการที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้ ทั้งๆที่มนุษย์ ทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่อใดควรได้รับสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ เพราะเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 2 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า ”โดยปราศจากความแตกต่างไม่ ว่าในรูปแบบใด เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา การเมืองหรือความคิดเห็นอื่น สัญชาติหรือกำนิดทางสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานภาพอื่น” ตัวอย่างของการกล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุผลที่จะจับกุมคุมขังนักโทษทางความคิดที่พบเห็นอยู่เสมอ เช่น - การ เข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมืองที่ปราศจากความรุนแรง เช่น กิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง หรือการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพันธมิตรฯ เป็นต้น - การเป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้เพื่อการปกครองตนเอง - การยืนยันที่จะปฏิบัติพิธีการทางศาสนาที่รัฐไม่ให้ความเห็นชอบ - การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสหภาพแรงงาน เช่น การนัดหยุดงาน หรือการเดินขบวนประท้วงของคนงาน เป็นต้น - การ ตั้งข้อหาว่าพวกเขาก่ออาชญากรรม ทั้งๆที่เป็นเพียงการวิจารณ์ทางการหรือเป็นการชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น เช่น การตั้งข้อหาก่อการร้าย หรือการป้ายสีว่าอยู่ในขบวนการล้มเจ้าทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ แต่ก็แจ้งความดำเนินคดีไว้ก่อนเพื่อกลั่นแกล้งกัน เป็นต้น - การ เขียนบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ที่กระตุ้นให้ผู้คนตระหนักในเรื่องของการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศของตน ก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวร่วมของผู้ก่อการร้ายแยกดินแดนได้ เป็นต้น - การปฏิเสธการเข้ารับราชการทหาร สืบเนื่องมาจากความคิดเห็นของตนที่เป็นการปฏิเสธอย่างจริงใจ (Conscientious Objection) - การ ต่อต้านการใช้ภาษาราชการของประเทศ เช่น ในประเทศที่มีภาษาหลักอยู่หลากหลาย หรืออาจจะด้วยเพราะเหตุผลทางการเมือง เช่น อินเดีย แคนาดา ฯลฯ จนต้องมีภาษาราชการมากกว่า 1 ภาษา - เนื่อง จากเขาบังเอิญอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มีความคิด เห็นไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น หมู่บ้านในเขตสีแดงหรือสีชมพูในอดีต หรือ หมู่บ้านในในเขตภาคเหนือหรือภาคอีสานในปัจจุบัน เป็นต้น - เนื่องจากคนในครอบครัวเป็นศัตรูของรัฐอย่างเปิดเผยเปรียบดังกรณีหมาป่ากับลูกแกะ เป็นต้น - การอยู่ในสถานที่ที่ถูกจำกัดทางเพศเพราะเหตุเป็นสตรีเพศ เช่น ในอาฟกานิสถานภายใต้ระบอบการปกครองของตาลีบัน - เนื่อง จากอัตตลักษณ์ทางเพศที่แท้จริงหรือที่แสดงออกหรือการข้องแวะในความสัมพันธ์ หรือกิจกรรมของเพศเดียวกัน เช่น กรณีผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซีย เป็นต้น ตัวอย่าง ของนักโทษทางความคิดที่มีชื่อเสียงที่เรารู้จักกันดีก็คือ อองซาน ซู จี ของพม่าที่เพิ่งถูกปล่อยตัวจากการกักขังไว้ในบ้านของตนเอง(House Arrested) หรือกรณีของนาย Idriss Boufayed นัก ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวลิเบียซึ่งถูกจับกุมภายหลังเขากลับจากการลี้ภัย ในสวิตเซอร์แลนด์ไปลิเบียในเดือน ก.ย.2549 ทั้งๆที่เขาได้รับหนังสือเดินทางและคำยืนยันจากสถานทูตลิเบียประจำกรุงเบิร์ นว่าเขาจะไม่ได้รับอันตรายใดๆในการกลับเข้าประเทศ แต่ปรากฏว่าเขากลับถูกจับในวันที่ 5 พ.ย. 2549 และ ถูกขังเดี่ยวจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 29 ธ.ค.2549 แต่ต่อมาเขาก็ยังถูกจับกุมอยู่ดีในเดือน ก.พ.2550 ขณะที่กำลังวางแผนการชุมนุมอย่างสงบในเมืองเดียวกัน จาก ตัวอย่างทั้งหมดที่ได้ที่ได้กล่าวมานี้ ผมเห็นว่านักโทษทางความคิดทุกคนควรได้รับการปล่อยตัวโดยทันทีและโดยปราศจาก เงื่อนไข เพราะภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลต่างๆไม่มีสิทธิที่จะกักขังบุคคลเหล่านั้น พวกเขาถูกปล้นอิสรภาพเพราะความเชื่อของตน หรือเพราะ อัตตลักษณ์ความเป็นตัวตน มิใช่การเป็นผู้ร้ายโดยกมลสันดาน เรามารณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษทางความคิดกันเถอะครับ ---------------------- หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 15 ธันวาคม 2553
ยุทธศาสตร์ “สองมาตรฐาน” และ “ไม่เอานิรโทษกรรม” ของ นปช. : ก้าวสำคัญสู่หน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ ความยุติธรรม และความรับผิดชอบ
ที่มา ประชาไท เดวิด สเตรคฟัสส์ เขียน, 28 July 2010 สหายนิรนาม แปลและเรียบเรียง หมายเหตุผู้แปล บทความนี้แปลจากต้นฉบับชื่อ The United Front for Democracy against Dictatorship’s strategy on ‘double standards’ : a grand gesture to history ,justice and accountability โดยเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Bangkok, May 2010: Perspectives on a Divided Thailand ที่กำลังจัดพิมพ์โดย Institute of Southeast Asian Studies (Singapore), Aekapol Chongvilaivan, Michael J. Montesano, and Pavin Chachavalpongpun เป็นบรรณาธิการ ในการแปลผู้แปลได้ตัดเชิงอรรถและตัดทอนข้อความบางส่วน อีกทั้งเรียบเรียงข้อความในบางช่วงให้เข้าใจง่ายขึ้น หากมีความผิดพลาดย่อมเป็นความรับผิดชอบของผู้แปล อนึ่ง ผู้แปลเห็นว่าบทความนี้เสนอข้อถกเถียงที่น่าสนใจต่อกรณีการตัดสินใจของแกนนำ นปช. เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม โดยเพิ่มเงื่อนไขให้นายสุเทพเข้าสู่ขั้นตอนกฎหมายในการรับทราบข้อกล่าวหา เพื่อแลกเปลี่ยนกับการสลายการชุมนุม ซึ่งได้มีการถกเถียงกันในหมู่คนเสื้อแดงว่าการตัดสินใจของแกนนำในครั้งนั้นสมควรหรือไม่ ผู้แปลเห็นว่าประเด็นนี้ควรจะมีการถกเถียงเพื่อสรุปบทเรียนอย่างจริงจัง และเห็นว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการถกเถียงในประเด็นนี้ต่อไป ###################################################################### วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 อาจเป็นวันที่มีนัยสำคัญมากที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เพราะมันเป็นวันที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) แสดงออกข้อเรียกร้องที่น่าสนใจยิ่งของเขา: ไม่เอานิรโทษกรรม เพราะนิรโทษกรรมจะให้อภัยให้ผู้ใช้ความรุนแรง หนึ่งเดือนก่อนนั้นในวันที่ 10 เม.ย. เมื่อผู้ชุมนุมของ นปช.ที่พวกแกนนำยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ที่มีแต่สองมือเปล่าเสียชีวิตไป 21 คน โดยกองทัพทหาร นปช. ตัดสินใจอย่างชัดเจนในทันทีโดยการ: ยอมที่จะถูกจำคุกในคดีก่อการร้าย แลกกับการที่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องขึ้นศาลในฐานะเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรม เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยปรากฏในประวัติศาสตร์ไทย มีเพียงครั้งหนึ่งที่ ส.ส.หนุ่ม ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแต่ ได้ถูกคว่ำลงด้วยอำนาจของกองทัพ ได้ลุกขึ้นทวงถามความยุติธรรมและความจริง เขาคืออุทัย พิมพ์ใจชน เขาและเพื่อนอีกสองคนถูกตัดสินให้ถูกจำคุก 10 ปี จากถ้อยคำซึ่งถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจผู้ปกครอง และคงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าการลุกขึ้นท้าทายอำนาจของพวกเขา ได้นำมาสู่เหตุการณ์สำคัญภายหลังจากนั้น 15 เดือน นั่นคือการลุกขึ้นสู้ของมวลชนเพื่อขับไล่เผด็จการในเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 10 พฤษภาคม เป็นวันที่ทำให้การต่อสู้เพื่ออดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และการเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่ ได้ยกระดับกลายเป็นการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม ไทย 10 พฤษภาคม คือวันครบรอบ 1 เดือนของเหตุการณ์สังหารโหดโดยรัฐบาล ที่ทำให้ผู้ชุมนุมของ นปช.ที่พวกเขายืนยันว่าคือผู้บริสุทธิ์ที่มีมือเปล่าเสียชีวิตไป 21 คน การตามหาความรับผิดชอบกลายเป็นจุดหมายของการชุมนุม เหตุการณ์ 10 เมษายนได้เปลี่ยนทิศทางใหม่ของการเรียกร้องการเลือกตั้งไปสู่การตามหาความ รับผิดชอบของรัฐบาลต่อการตายที่เกิดขึ้น ค่ำคืนวันที่ 10 พฤษภาคมที่ราชประสงค์ได้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการต่อสู้ หนึ่งในแกนนำ นปช.กล่าวว่า “ความยุติธรรมสำหรับผู้ตาย 20 กว่าคน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ” ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ประกาศ “ในขณะนี้การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ถือเป็นเรื่องเล็กมาก” เมื่อมีคำถามต่อแกนนำอีกคนหนึ่งคือ จตุพร พรหมพันธุ์ ว่าการชุมนุมของ นปช. ควรจะหยุดลงแล้วใช่หรือไม่ เขาตอบว่า “ไม่มีทาง ถ้ารัฐบาลไม่รับผิดชอบต่อการตายครั้งนี้ สำหรับหรับผมขอตายดีกว่า” ในคืนนั้น ภายหลังจากที่ นปช. ได้รับข้อเสนออย่างไม่มีเงื่อนไขต่อการปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีข้อสรุปมาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า เงื่อนไขใหม่จาก นปช. กลับถูกประกาศขึ้น ประการแรก การปรองดองต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการยุติการปิดกั้นสัญญาณ PTV (หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องปิดสัญญาณของ ASTV ด้วย) พวกเขาเสนอว่า สื่อทุกชนิดต้องถูกควบคุมด้วย มาตรฐานเดียวกัน เงื่อนไขที่สองซึ่งนับว่ามีนัยสำคัญสูงทางประวัติศาสตร์การต่อสู้คือ การเสนอว่าจะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือพวกเขาเอง รูปธรรมของเงื่อนไขนี้เห็นได้ชัดเจนจากการเรียกร้องต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบต่อการใช้กำลังเมื่อวันที่ 10 เมษายน ให้นายสุเทพแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ ตามข้อเรียกร้องจำนวนมากของญาติผู้สูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ นายสุเทพต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในข้อหาผู้สั่งการฆ่าและทำให้มีผู้ บาดเจ็บ แกนนำ นปช. เสนอว่า นายสุเทพ ต้องถูกปฏิบัติเหมือนผู้ต้องหาคนอื่นๆ คือการไปรับฟังข้อกล่าวหากับตำรวจในฐานะผู้ต้องหา และการเข้าสู่ขั้นตอนการประกันตัวเพื่อสู้คดี แม้จะทราบว่าภาพที่ พวกเขาอยากจะเห็นเป็นไปได้ยากยิ่ง สำหรับผู้มีอำนาจในสังคมไทย และยากยิ่งสำหรับนายสุเทพผู้มีท่าที่แข็งกร้าวมาโดยตลอด แต่นั้นก็เป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม คำถามก็คือ ทำไม นปช. จึงยอมแลกการต่อสู้ที่ทำมา 2 เดือน กับการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายตามปกติอย่างไม่มีข้อยกเว้น ? นี่คือผลของความขัดแย้งหรือความสับสนในหมู่แกนนำเองใช่หรือไม่? หรือว่านี่คือจุดสูงสุดของการต่อสู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้ผู้มีอำนาจสูงสุดก็ไม่ควรจะได้รับการละเว้นภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน ?ข้อเสนอของผู้เขียนก็คือ เหตุการณ์วันที่ 10 พฤษภาคม คือการยกระดับการต่อสู้ครั้งสำคัญของ นปช. และขณะเดียวกันก็คือการจัดวางรัฐบาลที่มีที่มาไม่ชอบธรรม ให้อยู่ในตำแหน่งผู้สิ้นอำนาจปกครองและจะต้องถูกไต่สวนอย่างถึงที่สุด การยกระดับสู่ยุทธศาสตร์ “สองมาตรฐาน” ภายหลังเหตุการณ์ 10 เมษายน การต่อสู้ของ นปช.ได้ค่อยๆยกระดับสู่การต่อสู้เรื่องสองมาตรฐาน ที่แสดงออกใน 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือการกระทำเลียนแบบเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ( พธม.) ด้านหนึ่ง คือ การจุดประเด็นเรื่องนิรโทษกรรม กลางเดือนเมษายน แม้เป้าหมายการเรียกร้องให้ยุบสภายังคงอยู่ แต่ประเด็นสองมาตรฐานมีความสำคัญมากขึ้น แกนนำ นปช. มีความชัดเจนว่าปัญหาสองมาตรฐานแสดงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ในการนี้แกนนำได้ จงใจกระทำการเลียนแบบ พธม.ที่ได้กระทำไว้ในปี 2551 แต่พวกเขาได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติเมื่อเปรียบ เทียบกับ พธม. ดังที่แกนนำได้แสดงความเห็นหลายต่อหลายครั้งในช่วงนั้น การชุมนุมของ นปช. กระทบเศรษฐกิจและละเมิดสิทธิผู้อื่น...??? ถูกต้อง...!!! พวกเขาไม่ปฏิเสธในข้อนี้ แต่ได้ชี้ให้เห็นว่า การกระทำของพวกเขาเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ พธม. เคยทำไว้ ดังที่สำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประมาณการว่า การชุมนุมของ นปช. หากเป็นไปจนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม (แม้ต่อมาจะรวมกรณีความสูญเสียจากเพลิงไหม้ในวันสลายการชุมนุมแล้วก็ตาม) น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของความเสียหายจำนวน 2.9 แสนล้านบาท ที่ พธม.ก่อขึ้นในปี 2551 สิ่งที่แตกต่างกันคือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ในปี 2551 แทบจะไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายจากการก่อกรรมของ พธม. แต่ในช่วงที่การชุมนุมของ นปช.ยังไม่จบลงนั้นรัฐบาลได้มีทั้งการลดหย่อนภาษีและการให้เงินกู้แก่ธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม และหลังจากเหตุการณ์ชุมนุมผ่านไปรัฐบาลก็ยิ่งกระตือรือร้นช่วยเหลือภาค ธุรกิจผู้ได้รับผลกระทบอย่างออกหน้าออกตา ใช่...!!! นปช.ยอมรับว่าการชุมนุมที่ราชประสงค์ผิดกฎหมาย แต่พวกเขายืนยันว่ามีสิทธิจะทำผิดกฎหมายเท่าๆกับที่ พธม. มีในปี 2551 โดยในครั้งนั้นศาลแพ่งได้มีคำสั่งในสองประเด็น หนึ่งมีคำสั่งศาลให้ผู้ชุมนุมออกจากหน้าทำเนียบรัฐบาลในกรณีการชุมนุมเมื่อ เดือนสิงหาคม สองให้ผู้ชุมนุมออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเหตุการณ์ยึดสนามบินเมื่อเดือน ธันวาคม ทั้งสองกรณี พธม.ดื้อแพ่ง ในขณะที่ฝ่ายตุลาการในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไม่มีความจริงจังที่จะเอาผิดย้อน หลัง สำหรับ นปช. พวกเขาร้องเรียนศาลปกครองให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศโดยรัฐบาลนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 หลังจากนั้น ในช่วงหนึ่ง นปช. ได้เรียกร้อง ต่อศาลเพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราวต่อการชุมนุมที่ราชประสงค์ เพื่อคัดค้านความพยายามใช้กำลังสลายการชุมนุมของรัฐบาล แต่ความพยายามทั้งหมดของ นปช. ต่างจาก พธม. คือล้มเหลว แกนนำ นปช. เป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายและละเมิดกฎหมายอาญาขั้นร้ายแรง...??? จริง...!!! แต่ก็ไม่ต่างกับแกนนำ พธม. ที่ต้องคดีอาญากรณีขัดขวางการบินและเป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบิน สุวรรณภูมิ ในกรณีของ พธม. พวกเขาได้อุทธรณ์ทุกข้อกล่าวหาเพื่อปฏิเสธอำนาจรัฐบาล ในกรณีการยึดทำเนียบรัฐบาล เบื้องแรกแกนนำถูกแจ้งข้อกล่าวหา “ก่อการกบฏ” แต่ต่อมาในเดือนตุลาคม 2551 ศาลได้เพิกถอนคดีก่อการกบฏ เดือนพฤศจิกายน 2551 ข้อหาของ9แกนนำเปลี่ยนเป็น “การชุมนุมผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบ” หลังจากนั้นกรมอัยการยังอ้างว่ายังไม่แน่ใจว่าสามารถแจ้งข้อกล่าวหาต่อ 9 แกนนำได้หรือไม่ ในขณะที่ทนายความของ พธม. ก็ขอเลื่อนการรับฟังข้อกล่าวหาได้ โดยอ้างว่าลูกความมีภารกิจที่ต่างจังหวัด และขอให้หาหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการฟ้องของตำรวจ ความเป็นสองมาตรฐานได้แสดงออกอย่างชัดแจ้งต่อมาอีก เมื่อ พธม. ขอผลัดการรับฟังข้อกล่าวหาได้ต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง จาก 23 เมษายน จนถึง 16 มิถุนายน ไม่น่าประหลาดใจที่จะพบว่าพรรคเพื่อไทยได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการตรวจสอบ การทุจริตแห่งชาติ ให้แสดงท่าต่อกรณีที่ตำรวจผัดผ่อนที่จะเรียกจำเลยเข้ารับฟังข้อกล่าวหา และแม้ว่าหลังจากนั้นจะมีการแจ้งข้อหาต่อแกนนำ126 คน แต่ก็พบว่าทั้งหมดได้รับการประกันตัว มีสองคนถูกคุมตัวในเวลาสั้นๆและถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ นปช. มวลชนของ นปช. ที่ตกเป็นผู้ต้องหาถูกปฏิเสธการประกันตัว คำฟ้อง และคำตัดสินสำหรับพวกเขาเป็นไปอย่างเคร่งครัด ในช่วงก่อนที่เหตุการณ์จะถึงจุดเดือด ประมาณปลายเดือนเมษายน มวลชน นปช. 11 คน ถูกพิพากษาจำคุก 15 วัน ด้วยข้อหากีดขวางการจราจร ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม อีกสำหรับ 27 คนถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน ในข้อหามีส่วนร่วม ในการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ในวันที่ 18 เมษายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำเสนอประเด็น “การสืบสวนกระบวนการก่อการร้ายของคนเสื้อแดง” ซึ่งนำไปสู่การอนุมัติงบประมาณก้อนโตของ ครม. ในวันที่ 2 พฤษภาคมเพื่อภารกิจของ DSI นปช. แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของพวกเขาชัดเจน เพื่อเน้นให้เห็นการถูกเลือกปฏิบัติ นปช. ทำหลายๆอย่างที่พันธมิตรเคยทำมาก่อนในปี 2551 ต่างกันแต่ว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายเท่ากับที่ พธม. ได้ทำไว้ แกนนำ นปช. ตระหนักว่าเมื่อการชุมนุมยุติลงพวกเขาก็จะต้องเดินหน้าเข้าคุก พวกเขาอาจเลือกหนทางนิรโทษกรรมให้ตัวเอง แต่พวกเขากลับเลือกจะใช้ยุทธศาสตร์ 2 มาตรฐานเป็นแนวทางการต่อสู้ จตุพรได้กล่าวไว้ดังที่สื่อมวลชนรายงานว่าเขา “อยากถามสังคมว่าหากอยากเห็นคดีของ นปช. ถูกปฏิบัติอย่างเร่งรัดเป็นคดีพิเศษ ถ้าเช่นนั้น หมายความว่ากรณีของ พธม. ก็ต้องถูกดำเนินการในทำนองเดียวกันใช่หรือไม่” การนิรโทษกรรม หนทางเดียวที่แกนนำ นปช. จะบรรลุเป้าหมายการต่อสู้ในประเด็นสองมาตรฐานก็คือ พวกเขาต้องปฏิเสธการนิรโทษกรรม ซึ่งพวกเขาก็ได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นก้าวย่างที่สำคัญในประวัติศาสตร์การ ต่อสู้ของขบวนการประชาชนไทย ในขณะที่ขบวนการเคลื่อนไหวชเลียทหาร สนับสนุนรัฐประหาร ของกลุ่มปฏิกิริยาอย่าง พธม. ไม่มีความชอบธรรมพอที่อ้างความสืบเนื่องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอดีต อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และ พฤษภาคม 2535 แต่สำหรับ นปช. เหตุการณ์เหล่านั้นกับเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 เป็นเรื่องเดียวกัน การปฏิเสธการนิรโทษกรรมของ นปช. มีเหตุผลที่ชัดเจน การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือล้างความผิดของคณะรัฐประหารที่เป็นมรดกสืบทอดมา ตั้งแต่ทศวรรษ 2490 ในกรณีการรัฐประหารที่ไม่มีการหลั่งเลือด การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือชำระมลทินเพื่อสร้างความบริสุทธิ์แก่ผู้ยึดอำนาจ แต่ในกรณีที่มีการสูญเสียเลือดเนื้ออย่างในปี 2519 และปี 2535 การนิรโทษกรรมเป็นมากกว่าการให้อภัยกัน แต่เป็นการเว้นโทษแก่กันอย่างเป็นทางการโดยมีกฎหมายรองรับ ในแง่นี้การนิรโทษกรรมจึงมีความหมายวิปริตที่หมายถึง การให้อภัยโดยผู้ตกเป็นเหยื่อ และกลายเป็นการหลงลืมความจริงและความยุติธรรม การนิรโทษกรรมเป็นกฎหมาย แต่ก็ไม่มีนักกฎหมายคนใดในประวัติศาสตร์ไทยคิดล้มล้างมัน ผลก็คือนักรัฐประหารคนใดๆก็ไม่ต้องกลัวที่จะก่อการหรือทำให้เกิดการนองเลือด กล่าวในอีกนัยหนึ่ง การนิรโทษกรรมก็คือการทำให้สังคมไม่มีความทรงจำใดๆหรือเป็นโรคความจำเสื่อมต่อการละเมิดประชาธิปไตย หลังเหตุการณ์ 10 เมษายน นปช. แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการให้เหตุการณ์นี้ถูกลืมไปอย่างไม่มีความหมาย และกลายเป็นว่าผู้มีอำนาจสามารถหยิบยื่นความตายให้แก่พลเมืองอย่างไม่ต้อง รับผิดชอบ นปช. ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับการนิรโทษกรรมใดๆ ดังที่ณัฐวุฒิ กล่าวในวันที่ 21 เมษายน ปฏิเสธการหยั่งเสียงว่าจะให้มีการนิรโทษกรรมของวุฒิสมาชิกบางคน เขากล่าวว่า “การนิรโทษกรรมจะมีเพื่อสิ่งใด ในเมื่อเพื่อนผม 20 กว่าคนสูญเสียไปในการต่อสู้กับรัฐบาล” ในช่วงต้นของเดือนพฤษภาคม นายอภิสิทธิ์มีท่าทีราวกับจะบอกว่า นปช. ต้องการให้มีการนิรโทษกรรม แต่บางขณะนายกรัฐมนตรีก็ให้ข่าวปฏิเสธข่าวลือที่ว่าจะมีการนิรโทษกรรม ขณะที่หนังสือพิมพ์รายงานว่าการเจรจาตามแผนปรองดองระหว่างรัฐบาลกับ นปช. มีข้อติดขัดอยู่ที่เรื่องการนิรโทษกรรมที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริง อย่างน้อยก็ต่อการแสดงความเห็นต่อสาธารณะ แกนนำ นปช.ปฏิเสธเรื่องนิรโทษกรรมอยางแข็งขัน 4 พฤษภาคม วีระ มุสิกะพงษ์ กล่าวว่าแกนนำ นปช. ต้องการสู้คดีก่อการร้ายและล้มล้างสถาบัน 10 พฤษภาคม หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์รายงานข่าว “แกนนำ นปช. ไม่ต้องการนิรโทษกรรม” แต่ยืนยันที่จะให้ “กฎหมายถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน” จวบจน 15 มิถุนายน แม้นายกฯอภิสิทธิ์จะได้เปรยเรื่องการนิรโทษกรรมขึ้นมาอีก ในครั้งนั้นจตุพรก็ออกมาแถลงว่า “การนิรโทษกรรมเหมือนกับเอากุ้งฝอยมาแลกปลาใหญ่ กุ้งฝอยคือผู้กระทำผิดอย่างพวกเรา แต่ปลาใหญ่คือรัฐบาล ผู้เกี่ยวข้องกับการบงการฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดง” ผู้เขียนได้เคยนำเสนอมาก่อนว่า ระบบศาลไทยได้ให้มรดกในการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารของกองทัพ การตัดสินเพื่อเข้าข้างผู้ยึดอำนาจมักจะอ้างถึง “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ “มีสภาวะยกเว้น” ที่รัฐอาจใช้อำนาจอย่างเป็นกรณีพิเศษได้ราวกับเป็นเรื่องปกติ ที่ผ่านมาระบบยุติธรรมของไทยไม่เคยมีบทบาทมากนักในการถ่วงดุลอำนาจฝ่าย บริหาร ตรงกันข้ามภายหลังรัฐประหารแต่ละครั้ง ศาลกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร ประจักษ์พยานที่ชัดเจนของข้อกล่าวหานี้อาจเห็นได้จากกรณีคดียึดทรัพย์อดีต นายกฯทักษิณ ชินวัตร ภายหลังจากมีคำตัดสินของศาล นายสิทธิศักดิ์ วนาชกิจ โฆษกสำนักงานผู้พิพากษา แถลงว่าศาลไม่ได้มีอคติ และคำพิพากษาไม่ได้มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า ดังที่มีข้อวิจารณ์กัน และเขาได้สารภาพถึงธรรมชาติของระบบกฎหมายไทย ซึ่งน่าประหลาดใจยิ่งว่า ......พวกเขากล่าวว่า ศาลมักจะยอมรับ (กฎหมายที่สร้างโดยคณะรัฐประหาร) (ทั้งที่ตามหลักการที่ถูกต้อง) ศาลควรจะใช้กฎหมายที่ผ่านสภาเท่านั้น ในข้อนี้ผมอยากจะชี้ว่านับตั้งแต่ปี 2516 ถึงปัจจุบัน การรัฐประหารแต่ละครั้งได้รับการอุ้มชูมาโดยตลอด หลังจากยึดอำนาจ ผู้ก่อการรัฐประหารจะตรากฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพวกตน ในรูปของประกาศคณะปฏิวัติ ซึ่งก็ยังปรากฏสืบเนื่องมาในกฎหมายอาญาและกฎหมายต่างๆ ในการทำงานศาลปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ หากกฎหมายที่มีอยู่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์ ศาลก็ทำหน้าที่ตีความและบังคับใช้อย่างเท่าเทียมแก่ทุกบุคคล ไม่เช่นนั้นก็จะถูกกล่าวหากระทำการสองมาตรฐาน การรัฐประหารไม่เพียงบ่อนทำลายระบบกฎหมาย แต่มันก็มักจะทำให้ทัศนะต่อการรัฐประหารผิดเพี้ยนไปด้วย ทว่าอุทัย พิมพ์ใจชน ในปี 2515 ได้ลุกขึ้นมาปฏิเสธความไม่แจ่มชัดอันนี้ ขณะที่คณะผู้ยึดอำนาจไม่เรียกสิ่งที่ตนเองทำว่าคือการรัฐประหาร แต่อุทัยยืนยันว่านั่นคือการรัฐประหารอย่างแท้จริง สำหรับนายอภิสิทธิ์ที่ได้แสดงท่าทีดูดีว่าจะรักษา “การปกครองโดยกฎหมาย” แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ต้องการจะรับผิดชอบ “ข้อหาก่อการร้าย” สำหรับคนเสื้อแดงกลับเป็นการยัดเยียดที่แทบไม่มีหลักฐานใดๆยืนยัน แต่สำหรับความล่าช้าของคดีความของ พธม. กลับบอกว่าเขาไม่มีอำนาจก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม นายอภิสิทธิ์ไม่มีทางที่จะแก้ตัวต่อการทำตัวเป็นเครื่องมือของ พธม. ตามคำเรียกร้องของโฆษก พธม. ซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อมเฉพาะบางกรณี ได้เสนอให้รัฐบาลใช้กำลังขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมของพวกผู้ก่อการร้าย โดยไม่ลืมกล่าวอ้างถึงวีรกรรมของพวกเขาที่ยึดสนามบินเมื่อปี 2551 ว่า “พธม. จะปกป้องบ้านเมืองจนถึงที่สุด พวกเราชุมนุมโดยสงบโดยไม่ได้ทำลายหรือสร้างความวุ่นวายให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น” จุดจบของ “สองมาตรฐาน” ? ข้อเปรียบเทียบการชุมนุมระหว่าง พธม. กับ นปช. เป็นตัวอย่างสมบูรณ์แบบที่แสดงให้เห็น การเมืองแบบไทยๆที่เต็มไปด้วยการเลือกปฏิบัติและความลำเอียง ซึ่งหมายถึงการที่ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อทำเรื่องเดียวกันกลับกลายเป็นอาชญากรรม พธม.ต้องการให้ นปช. ถูกปราบปราม แต่สำหรับการกระทำแบบเดียวกันพวกเขากลับยืนยันว่าทำไปด้วยเจตนาดีอัน บริสุทธิ์ กลุ่มก่อการรัฐประหาร 2549 ต้องการฟื้นฟูนิติรัฐ แต่พวกเขาปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาล้ม ล้างรัฐบาล นี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมการยืนยันไม่รับการนิรโทษกรรมของ นปช. จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองไทย แกนนำ นปช. ยินดีรับผิดชอบต่อการชุมนุมที่ผ่านมาโดยพร้อมที่จะเอาตัวเข้าแลกในการเดิน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การตายในเดือนเมษายนและพฤษภาคมไม่กลายเป็นเรื่องโมฆะ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า 10 พฤษภาคม 2553 คือการท้าทายครั้งสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล ถูกผลักมาอยู่ในจุดที่พวกเขาจะต้องพิสูจน์ตัวเอง การดำเนินคดีของ นปช. เมื่อเปรียบเทียบกับคดีของ พธม. , อภิสิทธิ์ และสุเทพ จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้สังคมไทยและชาวโลกรู้ว่า ภายใต้กระบวนการยุติธรรมของไทย ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หรือจะได้รับการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน การปฏิเสธการนิรโทษกรรมของแกนนำ นปช. แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาเลือกคือ หนทางสู่ความจริง ความยุติธรรม และการรับผิดชอบ ดังนั้นไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับการตัดสินใจของแกนนำหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะยอมรับว่าพวกเขาได้เสนอสาระสำคัญของการต่อสู้ที่ สมควรจะได้รับความชื่นชม และสิ่งนี้คือสิ่งคือสิ่งที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล เพื่อสืบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ควรจะสำเหนียกไว้ในใจ แทนที่จะประกาศว่าการสืบสวนหาข้อเท็จจริง มีเป้าหมายเพื่อการให้อภัย มากกว่าการหาคนผิดและการรับผิดชอบ เพราะเมื่อไม่มีความยุติธรรมก็ไม่มีทางที่ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ผู้เขียนได้เริ่มต้นบทความนี้ด้วยการอ้างว่า 10 พฤษภาคม คือหลักหมายใหม่บนเส้นทางของกฎหมายไทย ดังที่อุทัย พิมพ์ใจชน ถูกจำคุกในยุคของเขา ณัฐวุฒิ จตุพร และแกนนำคนอื่นๆคงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน 10 พฤษภาคม (และการตายของวีรชน 10 เมษายน) จะเป็นหลักหมายสำคัญหากสังคมไทยจะตระหนักถึงคุณค่าของมัน บางที่ความผิดพลาดที่สำคัญของแกนนำ นปช. คือการประเมินผิดไปว่า คงไม่มีสังคมใดที่ทนได้กับการที่กองทัพได้ออกมาเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าของตน เองตายกว่า 20 ศพ แน่นอนใครๆก็ควรจะคิดว่ารัฐบาลใดๆในโลกก็ตามจะสูญเสียความชอบธรรมในการครอง อำนาจต่อการตายในค่ำคืนด้วยน้ำมือของรัฐ แต่กลับตาลปัตร เช้าวันรุ่งขึ้นกรุงเทพกลับให้ความสนใจต่อ “ชายชุดดำ” จากนั้นความตายของ นปช. ก็ดูเหมือนไม่ได้ขึ้นจริง และการฆาตกรรมที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นระหว่าง 14 ถึง 19 พฤษภาคม ดูเหมือนจะไม่ใช่การสูญเสียชีวิตเพื่อนมนุษย์อีกต่อไป และแน่นอนนายสุเทพ แสดงความเห็นในทำนองว่าการตายเกิดขึ้นจากความต้องการของคนบางกลุ่ม และเขาก็ชี้ว่ามันมีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของทักษิณที่อยู่หลังฉาก “สองมาตรฐาน” ตามที่กล่าวมานี้ ในอีกด้านหนึ่งก็คือการละเว้นโทษในหลายๆกรณีที่ผ่านมา ด้วยจุดยืนของการคัดค้านสองมาตรฐานและการละเว้นโทษ สังคมไทยยังมีโอกาสแม้ว่าจะน้อยนิด ที่จะสร้างความยุติธรรมและธรรมเนียมของการรับผิดชอบให้เกิดขึ้น และหากการต่อสู้ที่แกนนำ นปช.ได้เริ่มขึ้นยังคงเป็นสิ่งสำคัญ สังคมไทยอาจจะได้มีการชำระประวัติศาสตร์กันใหม่ นับตั้งแต่เหตุการณ์ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 , การรัฐประหาร 2549 ไม่เว้นแม้แต่เหตุการณ์ตากใบและสงครามกับยาเสพติดในสมัยรัฐบาลทักษิณ แกนนำ นปช. ได้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่จะเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเพื่อหยุดยั้งกฎหมาย สองมาตรฐานที่ครอบงำสังคมไทยนับเนื่องมาจากรัฐประหาร 2549 ต่อจากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับสังคมไทยว่าจะตอบสนองการสูญเสียชีวิตของวีรชนด้วย การต่อสู้ให้ความยุติธรรมได้เกิดขึ้น หรือจะยอมให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นถูกกลบเกลื่อนและสุมเอาไว้ด้วยความคับ แค้นของผู้สูญเสีย และเป็นอีกครั้งที่ฉุดสังคมไทยให้จมอยู่กับบาดแผลในประวัติศาสตร์แห่งความ หลงลืม.
ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ละเมิดกฎหมาย..???
รายงานเสวนา: “สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย” ตอนที่ 3
ที่มา ประชาไท สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: “มีแต่การอภิปรายปัญหาเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น เราถึงจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ในที่สุดแล้วจะลงเอยด้วยความรุนแรง ด้วยการนองเลือด เราต้องพูดกันตรงๆ ว่า สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในอำนาจและสถานะแบบปัจจุบันนี้ไม่ได้...ต้องเปลี่ยน” กลุ่มนิติราษฏร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฏร) จัดอภิปรายเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ –รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย” ในวันศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ –๑๖.๐๐ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ห้อง แอลที ๑ วิทยากร ผู้เข้าร่วมอภิปรายประกอบด้วย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ณัฐพล ใจจริง และวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ดำเนินการอภิปรายโดย ธีระ สุธีวรางกูร ผู้อ่านสามารถติดตามการรายงานโดยละเอียด ซึ่งประชาไทจะทยอยนำเสนออย่างต่อเนื่อง ก่อน เริ่มงาน ผมส่งข้อความไปบอกเพื่อนสองสามคนว่า ผมตื่นเต้นมาก จริงๆ แล้ว วันนี้ที่ผมจะพูดไม่มีอะไรใหม่นะครับ ในแง่ที่ว่า ถ้าใครอ่านงานที่ผมเขียนมาตลอดจะรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ผมเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีก ศอฉ. ถ้าคิดจะหาข้อมูลใหม่มาฟ้องผมก็ไม่ต้องนะครับ ของเก่ามีอยู่เยอะ เดิม ผมไม่คิดจะเริ่มต้นอย่างนี้ แต่พอดีคิดอะไรขึ้นมาได้ คือประมาณช่วงกลางๆ เดือนมีนาคม หลังจากเริ่มมีการชุมนุมเดือนมีนาคมสักประมาณ 1 สัปดาห์ ตอนนั้นผมยุ่งมากเพราะมีญาติป่วย วันแรกที่ผมได้ไปเดินในม็อบประมาณช่วงหกโมงถึงราวๆ หนึ่งทุ่ม เดินจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถึงผ่านฝ้า เดินสำรวจรอบๆ อยู่ๆ ผมก็คิดขึ้นมาในใจขึ้นมาทันทีเลยว่า นี่เป็นความผิดพลาดของสถาบันกษัตริย์ไทย ผมคิดจริงๆ เลยนะครับไม่ได้อำ คือ ถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์มากๆ อย่างผมสอนหนังสือประวัติศาสตร์ เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า สถาบันกษัตริย์ไทยมีความสามารถ หรืออย่างน้อยแสดงออกถึงความสามารถว่า มีความเซนซิทีฟหรือมีความไวต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของกระแสการเมือง อันนี้เราต้องยอมรับ อย่างถนอม-ประภาส ในช่วงสุดท้าย เมื่อเห็นว่าไปไม่รอด สถาบันกษัตริย์ก็ปรับตัวทันที ทั้งที่แต่ก่อนสถาบันกษัตริย์มีความสัมพันธ์แน่นสนิทกับระบอบถนอม-ประภาสมาก แต่เมื่อเห็นว่าไปไม่รอด ในยุค 14 ตุลา ก็หันมายืนอยู่ข้างนักศึกษา บรรยากาศตอนนี้เป็นบรรยากาศที่เหมือน 6 ตุลา ใครไปอ่านบันทึกของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่บันทึกว่า มองไปทางไหนก็มืดมนไปหมด จะไปทางไหนใครจะบอกได้ คือคุณต้องเข้าใจว่า พื้นฐานอาจารย์ป๋วยมีความเป็นเสรีนิยม และเคารพรักต่อสถาบันกษัตริย์มากๆ หลัง 6 ตุลา ความรู้สึกที่คนแปลกแยกต่อสถาบันมันแพร่หลายมาก และไม่เท่ากับปัจจุบันด้วยซ้ำ ตอนนั้นสถาบันกษัตริย์ก็ปรับตัว ผมกับสุธรรม (แสงประทุม) และเพื่อน ถูกจับแล้วเอาขึ้นศาลทหาร เราก็คิดว่า เราต้องอยู่ยาวเป็น 10 ปี รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นมาก็บอกว่า มันร้ายแรงมาก ความผิดถึงขั้นประหาร จากนั้นคุณเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็พยายามบอกกับทางราชสำนักว่า ปล่อยพวกนี้จะดีสำหรับสถาบันฯมากกว่า จริงๆ แล้วก็ยืดเยื้อมาหลายเดือน และก็มีการกระซิบๆ ว่า เมื่อออกไปแล้ว ก็ให้สัมภาษณ์หน่อยว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ นี่เป็นเบื้องหลัง ซึ่งถ้าใครไปดูหนังสือพิมพ์ช่วงนั้น ก็ลงว่า สุธรรมบอกว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ นี่ เป็นตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ปรับเปลี่ยนตัวเอง เมื่อเห็นว่าคนจำนวนมากเริ่มแปลกแยก เริ่มไม่พอใจ ก็สามารถปรับเปลี่ยนตัว อย่างกรณีสุจินดา คราประยูร ก็สามารถปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสุจินดากับทหาร เมื่อถึงช่วง 17 พฤษภาคม ก็มีการปรับเปลี่ยนตัว นี่เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า สถาบันกษัตริย์ไทยแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนต่อความเปลี่ยนแปลง แต่ ตอนที่ผมเดินอยู่ในม็อบเดือนมีนาคม ตอนนั้นยังไม่เกิดการปะทะอะไรเลยนะครับ ผมรู้สึกเลยว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ที่ผมนึกไม่ถึงก็คือ อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา การตัดสินใจที่ผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ครั้งนั้นยิ่งรุนแรงลงไปอีก เกิดการปะทะวันที่ 10เมษา และการปะทะเดือนพฤษภา คือถ้ามีใครบอกผมว่า วันดีคืนดีจะมีคนหมื่นๆ ไปตะโกนที่ราชประสงค์อย่างที่ไปตะโกนกันเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว ผมก็จะคิดว่าคนพวกนี้มันเพ้อฝัน มันคงเกิดได้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ สิ่ง ที่ผมอยากจะสื่อสารไปยังคนที่จงรักภักดี สื่อสารไปถึงบุคลากรทุกคนในสถาบันมหากษัตริย์ว่า อย่าประเมินความรู้สึกแปลกแยกของคนต่ำเกินไป อย่าประเมินความไม่พอใจของคนต่ำเกินไป พูดตรงๆ วันนี้ (วันจัดเสวนา-10 ธันวาคม 2553) ผมเซอร์ไพรส์นะที่คนมามากขนาดนี้ ผมนึกว่าจะมีแต่นักศึกษา ผมยังคิดว่ามาจัดตรงนี้ น่าเสียดายน่าจะไปจัดที่ใกล้ๆ ม็อบ เผื่อคนจะได้เยอะขึ้น นี่ขนาดผมยังประเมินต่ำเลยนะครับ แล้วอย่างที่ผมบอก ผมเองผ่าน 6 ตุลา เห็นความไม่พอใจมาแล้วก็นึกว่ามันสุดแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่า ในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ระดับความไม่พอใจสูงมาก เป็นคลื่นใต้น้ำที่แรงมาก สิ่ง ที่ผมพยายามจะบอกก็คือ พวกคุณ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าประเมินความไม่พอใจของคนต่ำเกินไป และอย่าประเมินความสามารถของตัวเองในการจัดการเรื่องนี้สูงเกินไป คือคุณอย่าคิดว่าคุณปราบ จับฆ่าคน เอาคนเข้าคุก ขู่เอาไว้ มึงหมิ่นเจ้า ล้มสถาบันจะเอาเข้าคุก มันไม่เวิร์กหรอก หรือ กรณีสองมาตรฐานซ้ำแล้ว สองมาตรฐานซ้อนสองมาตรฐานซ้อนมาตรฐาน ตอนที่เขาตัดสินคดีพรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดจริงๆ นะครับว่า เขาจะตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะตอนนั้นศาลรัฐธรรมนูญเสียเครดิตเยอะมาก แล้วถ้าเป็นผม ถ้าผมอยู่ฝ่ายเขา ผมจะยอมเสียประชาธิปัตย์ชั่วคราว เอาศาลรัฐธรรมนูญไว้เป็นเครื่องมือ ผม ไม่อยากจะบอกว่าหน้าด้าน แต่มันชัดมาก จนกระทั่ง...และที่สำคัญคือ มันไม่ฉลาด นึกออกไหมครับ คือการรักษาอำนาจที่ฉลาดไม่ใช่ว่ารักษาลูกเดียว ใช้วิธีการเดียวอย่างชนิดที่หวังว่าจะใช้วิธีการนี้ตลอดเวลาแล้วคิดว่าคนเขา จะทนอยู่แบบนี้ตลอดเวลา แล้วเมื่อวานก็มาตัดสินแบบนี้ซ้ำอีก เรื่อง นี้มันเกี่ยวพันกับความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ ผมถึงบอกว่าอย่าประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินไปในการจัดการกับปัญหาพวกนี้ ด้วยความรุนแรง ด้วยการจับติดคุก ด้วยกฎหมาย ด้วยวิธีการสองมาตรฐานซ้ำแล้วซ้ำอีก มันไม่เวิร์กในระยะยาว และมันจะกลับไปหาพวกคุณเองอย่างรุนแรงมาก และ สุดท้าย นี่เกริ่นนะครับยังไม่เข้าเรื่อง สุดท้าย วีธีการจัดงาน วิธีการเชียร์กันอย่างนี้ก็ไม่เวิร์กเหมือนกันเชื่อผมเถอะ ปีที่แล้วฉายหนังเข้าไปที่พระที่นั่งอนันตฯ ปีนี้ฉายหนังไปที่จอน้ำ ปีหน้าต่อให้ฉายไปที่จักรวาลหรือแกแลกซี่ก็ไม่เวิร์ก อันนี้พูดอย่างซีเรียสนะครับ คือหลังจากผ่านการเมืองแบบนี้ ผมนึกไม่ถึงว่า คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะตัดสินใจอะไรที่ฉลาดน้อยแบบนี้ สิ่ง ที่ผมพยายามจะทำ ก็คือการเปลี่ยนความรุนแรงซึ่งรัฐบาลก็เห็น เราจะเปลี่ยนจากการตะโกน การแลกคลิปกันได้ก็ด้วยการเปิดให้เป็นการอภิปรายเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะว่ามีแต่การอภิปรายปัญหาเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น เราถึงจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ในที่สุดแล้ว จะลงเอยด้วยความรุนแรง ด้วยการนองเลือด เราต้องพูดกันตรงๆ ว่า สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในอำนาจและสถานะแบบปัจจุบันนี้ไม่ได้...ต้องเปลี่ยน ข้อเสนอพื้นฐานของผมคือ ผมเสนอสั้นๆ ว่า แทบทุกอย่างที่เกี่ยวกับสถานะและอำนาจเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้น ‘ผิด’ หนึ่งคือ ผิดหลักการประชาธิปไตย คือ หลักการเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค เรื่องอำนาจสาธารณะต่างๆ ต้องสามารถควบคุมและเอาผิดได้โดยสาธารณะ ผิดหลักการใช้เหตุใช้ผล ผิดหลักการพื้นฐานของความเป็นคน ข้อ เสนอของผมที่ต้องทำความเข้าใจว่า การเสนอยกเลิกสถานะนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย คือไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอนี้ไม่ได้บอกให้เลิกสถาบันกษัตริย์เลย แต่ให้เลิกสถานะและอำนาจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ผิด ม.112 ด้วย ทุกคนต้องทำความเข้าใจให้ดีๆ ว่า ม. 112 คือการออกกฎหมายป้องกันการหมิ่นประมาทตัวบุคคล 4 กรณี คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์เรื่ององค์กรหรือโครงสร้าง ข้อเสนอผมทั้งหมด ในที่สุดแล้วก็โยงกลับมาที่ประเด็นการแก้ไขโครงสร้างอำนาจเสมอ ผมว่าเป็นเรื่องต้องทำ เพราะคุณคิดว่าจะอยู่ได้แค่ไหนแบบนี้ เหมือนเป็นเฮาส์ออฟคาร์ด คือการตั้งปีระมิดไพ่ แล้วมันก็พังลงมา ที นี้ ตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไป ที่ผมต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่ง เรื่องที่คนมักพูดกันโดยเฉพาะคนชั้นกลาง คนมีการศึกษา ที่มักจะพูดกันถึงว่า นักการเมืองเลวอะไรทั้งหลายแหล่ ความเห็นผมจริงๆ เลยนะครับ ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย อะไรทั้งหลายแหล่ เรื่องสองมาตรฐาน กับเรื่องนักการเมืองไม่มีคุณภาพ ต้องแก้ที่ปัญหาของสถาบันกษัตริย์ เพราะอะไร เพราะตราบเท่าที่คุณสองมาตรฐานเรื่องสถาบันกษัตริย์ คุณจะพูดสองมาตรฐานในเรื่องอื่นไม่ได้ มีแต่คุณทำให้เรื่องสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับคนทุกคนใน ประเทศไทยเท่านั้น คุณถึงจะใช้มาตรฐานเดียวกับคนทุกคนได้ หัวใจของข้อเสนอของผมง่ายมาก คือประยุกต์หลักการที่ใช้กับคนทุกคนเข้ากับสถาบันกษัตริย์อย่างเท่าเทียมกัน แค่นั้นเอง ง่ายๆ แล้ว ปัญหาเรื่องนักการเมืองเลว ลองคิดดีๆ นะครับ พอรัฐประหารคนไปเชียร์ เพราะอะไร เพราะคุณไปสร้างภาพเพอร์เฟ็กต์ที่มันไม่เป็นจริง คุณไปสร้างภาพเพอร์เฟ็คต์ว่า คุณสามารถมีสถาบันกษัตริย์ที่วิเศษทุกประการ ไม่มีข้อติเลย คุณก็จะเกิดข้อเปรียบเทียบเสมอว่า นักการเมืองมันอย่างโน้นอย่างนี้ คุณทำไมไม่ตั้งคำถามว่า ภาพที่คุณสร้างไว้มันผิดหรือเปล่า ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องภาพที่สร้างอย่างนี้ไว้แต่ต้นก็ไม่มีปัญหาเรื่องนักการ เมืองอะไร คนทุกประเทศเขาไม่พอใจนักการเมือง เขาหมั่นไส้ เขาก็จัดการอย่างประสามนุษย์มนาเพราะประเทศเขาไม่ต้องมีการสร้างภาพเทวดาไว้ เปรียบเทียบกับคน ข้อเสนอของผมเสนอไปแล้ว 8 ข้อ แต่เคยมีนักวิชาการเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 ก็พอ บางคนบอกไม่ยกเลิกด้วยซ้ำ บางคนบอก ผมเสนอเยอะเกินไป นี่ผมเสนอแบบขั้นต่ำแล้วนะครับ พูดซีเรียสนะครับ ในบริบทประเทศไทย ยกเลิกเฉพาะมาตรา 112 แล้วไม่ยกเลิกมาตรา 8 ไม่ยกเลิกการประชาสัมพันธ์ด้านเดียว เช้าจดเย็นๆ พูดเรื่องนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะยกเลิก 112 คุณต้องยกเลิกพร้อมกันทั้งชุด ข้อเสนอ 8 ข้อของผม ไปอ่านรายละเอียดได้ที่ผู้จัดการฉบับวันที่ 21 ก.พ. 2553 คอลัมน์คุณคำนูณ สิทธิสมาน คือมันไม่ใช่ข้อเสนอที่ผิดกกฎหมาย ถ้าผิดกฎหมายคุณคำนูณเขาไม่เสนอไปแล้วละครับ วันนี้ผมดีใจอย่างหนึ่ง ผมดีใจที่คนส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงมา แต่ใจผม คราวหน้าผมอยากให้คนอย่างคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) หรือบรรดาพันธมิตรฯ หรือบรรดาคนที่ใช้นามสกุลรักในหลวงตามเว็บไซต์ ผมยินดีนั่งคนเดียวให้ซักเลย ใน ที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ร่วมประเทศกันทั้งนั้น กับคนเหล่านี้ ผมยินดีที่จะดีเบตเลยนะครับ ประเด็นที่คุณชูเรื่องสถาบันตลอดเวลา เรื่องรักในหลวงเพราะทรงงานหนัก ผมเคยเขียนในเว็บไซต์มาสักระยะแล้วว่า ในหลวงทรงเหน็ดเหนื่อย ทรงทำดี ประเด็นที่ผมถามไปยังคุณสนธิ และคนที่จงรักภักดีคือ เรารู้ได้อย่างไร เราพิสูจน์ได้อย่างไร ถาม จริงๆ นะครับ ผมไม่ได้บอกว่าในหลวงไม่ได้ทรงงานหนักนะครับ เพราะผมไม่รู้ แต่หัวใจที่ผมพยายามเสนอให้ปฏิรูป สมมติว่า นักการเมืองคนหนึ่งทำงานหนัก โดยความเข้าใจของคนทั่วไป เราต้องถามว่าเขาสร้างภาพหรือเปล่า เราต้องตรวจสอบว่าจริงไหม จนกระทั่งผ่านกระบวนการเหล่านี้แล้ว จึงจะพิสูจน์ได้ว่า อ๋อ! คนนี้ทำงานหนัก แต่ ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงเชื่อ เพราะว่ามันไม่เคยถูกพิสูจน์จริงๆ การพูดอย่างนี้มันไม่เคยผ่านการพิสูจน์จริงๆ แล้วผมให้ดูตัวอย่าง อันนี้เป็นเว็บบอร์ดเสรีไทย เขาเอา 8 ข้อเสนอของผมไป แล้วไปเขียนด่าผม ผมยกเป็นตัวอย่างให้ดูหลายคนคงเคยอ่าน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ความจริงพวกนี้ไม่รู้เรื่อง บอกว่า “นายสมศักดิ์มีสิทธิอะไรไปยุ่งทรัพย์สินส่วนตัวพระองค์ท่าน” ทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ ผมเคยตั้งข้อสมมติในเว็บบอร์ดว่า ถ้าสมมติมีวันดีคืนดี เราออก พ.ร.บ.อันหนึ่งบอกว่า อำนาจในการจำหน่ายจับจ่ายทรัพย์สินของรัฐ ให้อยู่ในดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีล้วนๆ โดยคนอื่นไม่สามารถแตะต้องได้ในอำนาจนั้น มีใครยอมบ้างไหม ถามจริงๆ แล้วก็มีคนพวกเสื้อเหลืองเขามาอ่านเข้า ก็เถียงไม่ได้เหมือนกัน เขาบอก เออ มันจริง คือเราคิดกันง่ายๆ นะ ต่อให้นักการเมืองในประวัติศาสตร์ที่คนยกย่องกัน 2 คนอย่างอาจารย์ปรีดี อาจารย์ป๋วยบอกว่า ซื่อสัตย์มาก เป็นนายก ผมก็เชื่อว่าไม่มีใครยอมรับให้ออก พ.ร.บ.นี้แน่ เอาทรัพย์สินของรัฐ 7 หมื่น 8 หมื่นล้านให้อยู่ในดุลยพินิจของอาจารย์ปรีดี อาจารย์ป๋วย ซึ่งเป็นนายกฯ เพราะมันผิดหลักการใช่ไหม แต่ปัญหาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 7 หมื่น 8 หมื่นล้านอยู่ภายใต้อำนาจโดยสิ้นเชิงของพระมหากษัตริย์ อันนี้มันสมเหตุผล (make sense) ตรงไหน ผมถามจริงๆ มันเป็นเหตุเป็นผลตรงไหน เอาแค่นี้นะ ดู ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องในหลวงทำงานหนัก “นายสมศักดิ์ให้ยกเลิกพระราชอำนาจในโครงการหลวงทั้งหมด เหลือเชื่อในความคิดอันอัปยศและคับแคบนี้ พระองค์ท่านเสด็จไปทั่วทุกแคว้นแดนถิ่นเพื่ออะไร เพื่อพบประชาชนแล้วนำปัญหามาขบคิดเพื่อหาทางช่วยเหลือ ภาคกลางน้ำท่วมอะไรก็ว่าไปจนเกิดโครงการแก้มลิง” เราจะเจอประจำเวลาผมไปเขียน คำถามผมก็เหมือนเดิม คือ คุณรู้และพิสูจน์ได้ยังไง เกิด มีนักการเมืองคนหนึ่งเดินทางไปจังหวัดต่างๆ แล้วก็ทำงานหนัก คุณจะเชื่อไหม ถามจริงๆ นี่เป็นหลักเหตุผลธรรมดาง่ายๆ มากเลย จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของผมพบว่า นักการเมือง ไม่ต้องคุณทักษิณ คุณอภิสิทธิ์ก็ได้เอ้า เดินทางไปต่างจังหวัดเหนื่อยยาก ลงทุนลงแรงมากกว่าราชวงศ์ทุกคนเคยทำในเวลาเท่าๆ กันอีก คุณจะเชื่อผมไหมล่ะ ปัญหาคือ คุณจะพิสูจน์ยังไง ถ้าคุณไม่เปิดเสรีภาพให้วิพากษ์วิจารณ์จริงๆ ไม่เปิดเสรีภาพให้ประเมินกันจริงๆ ว่า สิ่งที่ทำของราชวงศ์มันจริงไหม แต่เป็นเรื่องที่แปลกมากๆ เลย พอเราดูการประชาสัมพันธ์ ดูอะไรทั้งหมด เออ! จริงนะ ในหลวงทำงานหนัก ผมถามจริงๆ ถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เรารู้ได้ยังไง ในที่สุดแล้ว มันรู้ไม่ได้หรอก เพราะตราบใดไม่มีเสรีภาพให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ แล้ว ต่อให้สมมติสมาชิกในราชวงศ์ตั้งแต่ในหลวงจนกระทั่งสมาชิกราชวงศ์ทุกพระองค์ ทำงานต่างๆ ได้ผล ก็คือมีผลงาน สมมติมีโครงการต่างๆ ได้ผล foot note ไว้ นิดหนึ่ง วันก่อนหนัง 7 เรื่องที่ผู้กำกับดังๆ เขาทำกัน อันนี้เป็นตัวอย่างของความไม่มีเหตุผล ผู้กำกับคนหนึ่งบอกว่า โครงการหลวงทั้งหมดนี้ท่านออกเงินส่วนพระองค์ ไปดูคำสัมภาษณ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ผมอ่านแล้วแล้วผมส่ายหัวเลย แค่เบสิคง่ายๆ คือ เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ปัจจุบันเปลี่ยนคนไทยให้กลายเป็นอะไร ก็ไม่ทราบ คือกลายเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลจนกระทั่งเหลือเชื่อ ประเด็นคืออย่างนี้ สมมติต่อให้ราชวงศ์ทำงานบางโครงการแล้วได้ผลจริง โดย common sense เรา ก็ต้องตรวจสอบเช่น ลงทุนเท่าไหร่ ได้ผลเท่าไหร่ สมมติคุณจ้างงานผม ทุกวันนี้ผมได้เงินเดือนสองหมื่นกว่า สมมติตีว่า บังเอิญได้เงินเดือนสองล้าน แล้วผมไปทำโปรเจ็คท์อะไรสักโปรเจ็คท์หนึ่งได้ผลสำเร็จ โปรเจ็คนั้นสำเร็จ มีผลกระทบตีมาเป็นเงินได้ประมาณเดือนละหมื่น แสนสองแสน แล้วผมได้เงินเดือนสองล้าน ต่อให้ผมทำจริงๆ แล้วผมไม่ทุจริตไม่อะไร อย่างนี้คุณเชื่อว่า ยังควรยกย่องผมอยู่ไหม ในทางปฏิบัติในระบบราชการ ถ้าผมทำอย่างนี้ผมถูกลงโทษนะครับ ผมถูกตักเตือนเพราะเป็นการใช้จ่ายเงินที่ไม่สอดคล้องความเป็นจริง เท่าที่ผมพูดนี้ไม่มีอะไรผิดปรกติเลย ถ้าเรา apply (ปรับใช้) กับราชการ apply กับคนธรรมดา apply กับนักการเมืองทั้งหมด แต่ทำไมเราไม่ apply หลักการอันนี้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมถามหน่อย พอพูดถึงเรื่องนี้ ผมนึกถึงประเด็นหนึ่ง ในหลายปีนี้มันมีคำพูดเยอะมากเลย โดยเฉพาะในคนที่เรียกว่าจงรักภักดี จะบอกว่า ปัญหาคือนักการเมืองนี่แย่ ไม่มีคุณภาพ แล้วที่ตามคือว่า เพราะคนชนบท คนต่างจังหวัดเลือกนักการเมืองที่แย่ขึ้นมา อันนี้เลยนำไปสู่ไอเดียของพันธมิตรฯ เรื่อง 30:70 คนชนบทโง่ อะไรก็ว่าไป เวลานึกถึงเรื่องนี้ผมนึกยังไงรู้ไหม คนต่างจังหวัดเวลาเขาเลือก นักวิชาการบอกว่า เลือกเพราะผลประโยชน์ เพราะประชานิยม บอกมันเป็นความไม่ฉลาด เป็นความโง่อะไรก็ว่าไป แต่คนในเมืองซึ่งหลายปีนี้เชื่อเรื่องแบบนี้ เชื่อเรื่องว่า ในหลวงทรงงานหนักโดยที่ไม่สามารถพิสูจน์และไม่สามารถรู้ได้จริงๆ ไม่ แต่เท่านั้น ที่วันก่อนคุณพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ไปพูดอย่างภูมิอกภูมิใจมากเลยว่านี่เป็นบ้านพ่อ แล้วใครไม่อยากอยู่ก็ให้ออกไป แล้วในที่ประชุมนั้น ซึ่งประกอบด้วยระดับไฮโซ ดารา ทั้งรายได้ทั้งการศึกษา ต้องถือว่าไฮโซมากๆ ดีกว่าพวกเราที่นั่งอยู่ส่วนใหญ่ ก็ตบมือกันเกรียวกราวเลย ก็ไปต่อกันทางอินเตอร์เน็ต น้ำหูน้ำตาไหลกันใหญ่เลย คือประการแรกคุณพงษ์พัฒน์อาจจะไม่รู้ว่า กฎอัยการที่นา ที่กำหนดสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ที่บอกให้ที่ดินเป็นของกษัตริย์ เขาเลิกไปหลายร้อยปีแล้ว เขาอนุญาตให้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเอกชนกันหมดแล้ว ที่ดินทั้งหมดไม่ใช่ของกษัตริย์อีกต่อไปเป็นร้อยกว่าปีสองร้อยปีแล้ว หรือจะพูดในความหมายเรื่องประเทศทั้งหมด เขาก็ไม่ถือว่าประเทศเป็นของกษัตริย์อีกต่อไปเป็นศตวรรษแล้ว คุณ ลองนึกภาพคนที่มีการศึกษา คนที่ไฮโซสามารถพูดจนน้ำหูน้ำตาไหลกับคำพูดซึ่งมันไร้เหตุผลขนาดนี้ แล้วคนก็เชียร์กันใหญ่ เปรียบเทียบหาว่าคนชนบทโง่ ผมถามหน่อยเถอะ ใครโง่กว่าใครเนี่ย คือภาวะความเป็นจริงของสถานะอำนาจสถาบันกษัตริย์กลับทุกอย่างที่สมเหตุสมผล ให้กลับตาลปัตรไปหมด ความไม่มีเหตุผล ความเชื่อโดยพิสูจน์ไม่ได้ ความเชื่อโดยไม่อยู่บนบรรทัดฐานของการพิสูจน์ กลับกลายเป็นอะไรบางอย่างที่น้ำหูน้ำตาไหล แล้วก็เชื่ออย่างผิดๆ ด้วย อย่างกรณีเรื่อง ‘บ้านพ่อ’ ‘ประเทศของพ่อ’ เรื่องพื้นๆ ธรรมดา การที่เขาเลือกนักการเมือง เพราะเห็นว่านักการเมืองทำประโยชน์ให้เขาได้ กลับกลายเป็นเรื่องโง่ไปเนี่ย มันมีเหตุผลตรงไหน บอกผมหน่อย ประเทศมันกลับตาลปัตรขนาดนี้ แล้วมันไม่เปลี่ยนยังไง ผมถามหน่อย เพราะฉะนั้น ประเด็นที่เสนอ 8 ข้อ ก็ง่ายๆ คือ apply หลัก การทุกอย่างที่ใช้กับทุกคนเข้ากับสถาบันกษัตริย์เท่านั้นเอง ทีนี้มันมีประเด็นเฉพาะรูปธรรมอยู่ การพูดอย่างนี้ ข้อเสนอเมื่อ 5 ปีที่แล้วก็เสนออย่างนี้ได้ 10 ปีที่แล้วก็เสนออย่างนี้ได้ เพราะประเด็นมันเป็นมานาน แต่เฉพาะหน้า อันนี้ต้องสารภาพนิดหนึ่ง ผมคิดเป็นอาทิตย์เลยนะว่า จะพูดส่วนนี้ดีหรือเปล่า ถามเพื่อนหลายคนว่า จะพูดดีไหม หรือจบแค่นี้เอง ไหนๆ พูดก็พูดนะครับ ในหลายปีที่ผ่านมามันมีความจริงอย่างนี้ นี่เป็น speech ของคุณเปรม (ติณสูลานนท์) ที่ผมยกมา 3-4 อัน หลายคนคงรู้ speech อันแรกคือ speech เรื่อง จ๊อกกี้เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2549 นี่คือคุณเปรมไปแคมเปญให้ล้มรัฐบาล ถ้าพูดกันตรงๆ คุณเปรมเเคมเปญให้ล้มรัฐบาล อันที่สองคือ ตอนคุณอภิสิทธิ์ขึ้นมา คุณเปรมเชียร์คุณอภิสิทธิ์ต่อหน้าสาธารณชน 3 หน หนแรก “บ้านเมืองเราโชคดีที่ได้ท่านอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ” นี่คือ 28 ธันวา 2551 ครั้งที่สองบอกว่า “รัฐบาลนี้ดี ผมเคยพูดว่ารัฐบาลนี้ดี” แล้วก็ลงท้ายสั้นๆ ว่า “ผมเชียร์” 25 มีนา 2552 อีกครั้งหนึ่ง 25 สิงหา “นายกฯคนนี้ยังอยู่ เชื่อว่าแก้ปัญหาประเทศชาติได้” ที นี้ 3 อันนี้มันผิดยังไง ไม่ต้องไปถึงเรื่องจ๊อกกี้ก็ได้ เอา 3 อันที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร คุณเปรมรู้นะครับว่าการพูดอย่างนี้มันผิดรัฐธรรมนูญ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญบอกว่า องคมนตรีจะแสดงความฝักใฝ่ในพรรคการเมืองไม่ได้ ดู speech คุณ เปรมเองวันที่ 3 พฤศจิกา 2550 ไปเชียร์คุณสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นเชอร์ชิลด์ ผมเป็นองคมนตรี คุณสุรยุทธ์เป็นองคมนตรี รัฐมนตรีได้บัญญัติองคมนตรีห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เมื่อไปพูดอะไรก็ถูกตำหนิว่า องคมนตรีไปพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามไว้ ก็บอกเขาว่า ที่พูดไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ลอง ดู 3 อันที่เชียร์อภิสิทธิ์ เชียร์หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นเรื่องชาติบ้านเมือง อันนี้ใช้บรรทัดฐานอะไรไม่ทราบ เห็นชัดๆ ว่า นี่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญเลยนะ แล้วเจ้าตัวก็รู้ ก็พูดด้วย ทีนี้ถ้าเป็นกรณีคนอื่นๆ เป็นนักการเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ คนนี้ต้องโดนปลดแล้วปลดอีก ปลดซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่ครั้งแล้ว และเป็นรัฐธรรมนูญที่ตัวเองมีส่วนในการเขียนด้วยนะ รัฐธรรมนูญ 50 แต่ทำไม่ได้เพราะอะไร เพราะโดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจในการปลดทุกอย่างอยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งหมด ประเด็นนี้สำคัญนะ โดยองคมนตรีจริงๆ แล้วโดยรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดพระมหากษัตริย์ องคมนตรีโดยในทางองค์กรหรือทางโครงสร้าง ถือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหรือโครงสร้างพระมหากษัตริย์หรือสถาบันกษัตริย์ เพราะฉะนั้นการที่องคมนตรีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากขนาดนี้ นี่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจและสถานะของสถาบันกษัตริย์แล้ว ไม่ใช่ปัญหาเรื่ององคมนตรี ผม อยากจะสื่อสารไปถึงคนอีกกลุ่มหนึ่ง สื่อสารไปถึงอาจารย์ธิดา (ถาวรเศรษฐ์) สื่อสารถึงคุณทักษิณด้วยก็ดี สื่อสารถึงแกนนำ นปช.ทั้งหลาย นี่พูดอย่างซีเรียสนะ ผมพยายามพูดมาหลายเดือนแล้ว คือผมเข้าใจอยู่ อาจารย์ ธิดาพยายามพูดว่า นปช.ต้องการระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แล้วก็พยายามย้ำว่า เราไม่ล้มเจ้า ไม่อะไรก็แล้วแต่ คือสมัยนี้พูดอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ผมก็ไม่ได้เสนอให้ล้มเจ้านะ เห็นไหม ผมเสนอให้มีสถาบันกษัตริย์อยู่แท้ๆ เลย แต่ประเด็นคือ ถ้าโจมตีองคมนตรีซ้ำแล้วซ้ำอีก แทนที่จะโจมตีคุณเปรมเรื่องประตูหน้าประตูหลัง อย่าไปโจมตี ไม่มีประโยชน์ สู้เสนอให้ปรับแก้อำนาจของสถาบันกษัตริย์ในเรื่ององคมนตรีนี้ดีกว่า ผมถึงบอกว่า ไปพูดย้ำอย่างนั้นจริงๆ มันไม่เวิร์ค มันเวิร์คเหรอ คุณทักษิณโดนโจมตีน้อยเหรอ ก็เห็นโดนโจมตีอย่างนี้ โดนโจมตีว่าอยากเป็นประธานาธิบดี มันไม่เวิร์คนะครับ เพราะฉะนั้น ผมว่าแทนที่จะพูดอย่างนั้น แกนนำ นปช.น่าจะเริ่ม raiseปัญหาในลักษณะนี้ได้แล้ว ปัญหา คือ ถ้ามีเฉพาะกรณีองคมนตรีมันไม่เท่าไหร่ จริงๆ มีองคมนตรีคนอื่นๆ ที่พูดอีก แต่ผมไม่ได้ยกมา ที่ผมพยายามจะบอกว่า อันนี้เป็นปัญหาเรื่องสถานะและอำนาจสถาบันกษัตริย์ แต่มันก็ไม่จบเท่านี้ถ้าหลายปีผ่านมามีแค่คุณเปรม นี่ คือพระราชดำรัสในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา พระราชดำรัสอันแรก คือพระราชดำรัสต่อศาลรัฐธรรมนูญ 25 เมษาที่เรียกกันว่า เป็นพระราชดำรัสตุลาการภิวัฒน์ ในหลวงทรงแสดงความเห็นว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เลือกพรรคเดียวคนเดียว การยุบสภาแล้วเลือกตั้งภายใน 30 วัน ท่านก็ตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัยว่า ถูกต้องหรือไม่ ไม่พูดถึงไม่พูดถึงเลย ถ้าไม่ถูกก็จะต้องแก้ไข อาจจะให้การเลือกตั้งนี้เป็นโมฆะหรืออย่างไร นี่เป็นข้อเสนอ ถามว่าข้อเสนอนี้เป็นการเมืองหรือเปล่า ข้อ สอง นี่คือพระราชดำรัสวันที่ 4 ธันวา 2549 ไม่กี่เดือนหลังรัฐประหาร ตอนนั้นเริ่มมีคนต่อต้านการรัฐประหารแล้ว ต่อต้านการตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์ ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า ตอนที่ตั้งรัฐบาลก็ตั้งมาด้วยดี คนแก่ที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่ แก่แล้วก็ขอให้ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชมเชย แต่คนที่ว่า หมายถึงคนที่วิจารณ์ตอนนั้น แต่คนที่ว่า อาจจะเป็นมาจากความอิจฉาก็ได้ อิจฉาก็ช่างเขา นี่คือการวิจารณ์โดยตรงต่อคนที่กำลังประท้วงรัฐบาล ประท้วงการรัฐประหาร Speech ที่ 3 วันที่ 4 ธันวา 2550 ตอนนั้นมีปัญหาว่า หลังจากรัฐประหาร กองทัพพยายามกดดันให้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้น ในหลวงก็ทรงพูดอันนี้ กองทัพชวนซื้อเครื่องบิน ทำนองนี้ ไหนๆ เรารวยแล้ว เดี๋ยวนี้เรารวย เงินบาทมีค่าสูง สูงเกินไปก็ใช้สิ เงินบาทสูงเกินไป รัฐบาลหรือเมืองไทย ประชาชน มีเงินเยอะ มีเงินเกิน ก็ใช้สิ ถ้ามีเงินก็ต้องใช้ไม่ต้องขี้เหนียว ถ้ามีเงินก็ไม่ต้องขี้เหนียว ซื้อไปเถอะ อะไรก็ตาม เครื่องบิน เรือรบ รถถัง เรามีเงินเยอะใช่ไหม ก็คือทรงสนับสนุนทหารที่กำลังต้องการจะเอางบประมาณเพิ่มขึ้นหลังรัฐประหาร อัน สุดท้ายที่ผมยกมา อันนี้สำคัญ เพราะถ้าใครจำได้ พันธมิตรฯ อ้างอันนี้ไปเป็นนกหวีดเข้ายึดทำเนียบ ผมไม่ได้บอกว่า การยึดทำเนียบเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์โดยตรงนะ แต่เกี่ยวใน sense ที่ ว่า อำนาจของพระมหากษัตริย์ที่สามารถทรงพูดสดๆ ซึ่งไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกเขาอนุญาตกัน มันกลายเป็นปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ คือตอนนั้นทวนความจำนิดหนึ่ง เพื่อนผม หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีคลัง แล้วต้องการจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นี่คือรัฐบาลของคุณสมัคร คุณธาริษา (วัฒนเกษ) ผู้ว่าแบ๊งค์ชาติก็ไม่เห็นด้วย ก็มีการขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีคลังกับผู้ว่าแบ๊งค์ชาติ เป็นข่าวในหน้าธุรกิจอย่างรุนแรง ในหลวงก็ให้ผู้ว่าแบ๊งค์ชาตินำคณะเข้าเฝ้า ความจริงแล้ว ถ้าในประเทศตะวันตกหรือประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ในขณะที่กำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก เจ้าหน้าที่รัฐสองคน คนหนึ่งผู้ว่าแบ๊งค์ชาติ คนหนึ่งรัฐมนตรีคลังขัดแย้งเรื่องการใช้จ่ายเงิน พระมหากษัตริย์กลับให้ผู้ว่าแบ๊งค์ชาติเข้าเฝ้า ทรงมีพระราชดำรัสอันนี้ “ขอบใจที่เหน็ดเหนื่อยเรื่องการเงินซึ่งเป็นงานหนัก และสามารถปฏิบัติงานหน้าที่การเงินเป็นที่เรียบร้อยไม่ให้บ้านเมืองล่มจม แม้ตอนนี้ใกล้ล่มจมแล้วซึ่งอาจใช้เงินไม่ระวัง เพราะใช้เงินไปไม่ระวัง” นี่คือการวิจารณ์โดยตรงต่อการใช้เงินของรัฐบาลสมัครขณะนั้น ผม มีเกร็ดนิดหนึ่ง ญาติๆ ผมที่อยู่ต่างจังหวัดแถวชลบุรี แถวๆ นั้น ผมโทรศัพท์ไปช่วงนั้นพอดี เขาบอกว่า โอ้โห ต้องล้มรัฐบาลสมัคร ดูสิทำบ้านเมืองล่มจมแล้ว ในหลวงยังมีพระราชดำรัสดังนั้นเลย ประเด็นของผมคือว่า นี่เป็นตัวอย่าง speech 4 อันนี้เป็น speech ที่เกี่ยวกับการเมืองไหม อัน ต่อไป วันที่ 15 กันยายน 2549 คุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) กับพันธมิตรฯ สวมผ้าพันคอสีฟ้า มีพระปรมาภิไธยย่อของพระราชินี มิหนำซ้ำ คุณสนธิกับคุณคำนูญ ยังพูดถึงเรื่องเงินของสตรีสูงศักดิ์ แต่อันนี้เราไม่พูดถึง เราไม่ทราบว่าเขาหมายถึงใคร แต่ผ้าพันคอสีฟ้า อันนี้เขายืนยันว่า เป็นผ้าพันคอพระราชทานจากสมเด็จฯ แล้วอันนี้ไม่เคยมีข้อปฏิเสธเลยจากราชสำนักแม้สักครั้งเดียว วัน ที่ 17 กรกฎาคม 2547 ช่วงวันอาสาฬหบูชา เข้าพรรษา คุณสนธินำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จไปเปิดในที่ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่กำลังล้อมทำเนียบรัฐบาลอยู่ ตอนนั้นคนก็ไม่รู้ว่ามาได้ยังไง เป็นพระราชเสาวนีย์ส่วนพระองค์ เรื่องนี้ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ ที่คนรู้จักดีคือกรณีนี้ ซึ่งเป็นกรณีที่แปลกมาก จริงๆ เป็นกรณีที่สำคัญ แบ่งยุคแบ่งสมัยการเมืองไทยเลยนะ ใครที่มาหาว่าเสื้อแดงล้มเจ้า ลองย้อนกลับไปก่อนช่วงเหตุการณ์ 13 ตุลา 2551 จริงๆ เสื้อแดงตอนนั้นใส่เสื้อเหลืองทั้งนั้นแหละ ผมร่วมชุมนุมตั้งหลายปีก่อน คำว่า ‘ตาสว่าง’ มันเกิดมาจากอะไร ก็เกิดจากความรู้สึกว่า เหตุการณ์อันนี้ แล้วไม่เพียงแต่ทรงเสด็จ ทรงมีพระราชดำรัสอันนี้ “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณอังคณา (ระดับปัญญาวุฒิ) ในหลวงทรงรับทราบเรื่องราวมาโดยตลอด รวมทั้งพระราชทานเงินส่วนพระองค์ช่วยเหลือมาด้วย” คม ชัด ลึก พาดหัว ทรงเผยในหลวงพระราชทานค่ารักษาผู้บาดเจ็บมาด้วย แล้วก็บอกว่าคุณอังคณาเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะคุณอังคณาทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระองค์ ก็คือสมเด็จพระนางเจ้า เป็นห่วงพันธมิตรฯ จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตรฯ ที นี้แปลกไหมที่เหตุการณ์สำคัญมากๆ อย่างนี้ ผมไม่เคยเห็นการอภิปรายเรื่องนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์เลยนะ ไม่มีการอภิปรายทางทีวี นักวิชาการทั้งหลายแหล่ มีใครอภิปรายบ้าง มีนายสมศักดิ์มา raise ประเด็นอภิปราย เรื่องนี้ควรอภิปรายตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ทั้ง หมดจากเรื่ององคมนตรีมากระทั่งถึงพระราชดำรัสต่างๆ จนถึงกรณีนี้ เพื่อจะบอกว่าอะไร ผมว่าข้อสรุปของคนที่มีเหตุมีผลทุกคน มีตัวอย่างอันอื่น ช่วงที่พันธมิตรฯ ชุมนุม นี่คืองานศพของสารวัตรจ๊าบ วันถัดมา ก่อนหน้านั้น พระเทพฯทรงบอกว่า ห่วงใยการชุมนุมของพันธมิตรฯ ให้คนไปช่วยเหลือ ตำรวจนครบาลก็บอกว่า จะไม่ใช้ความรุนแรงตามที่พระเทพฯทรงเป็นห่วง ความจริงมีกรณีอื่นอีก แต่โดยรวม ทั้งหมดนี้มันสะท้อนอะไร ข้อเสนอของผมคิดว่า สะท้อนสองประเด็นนี้อย่างชัดเจน หรือนี่ผมเป็นคนไม่มีเหตุผล เป็นคนเสียสติ นี่เป็นคอมมอนเซ้นส์มากๆ ว่า ข้อสรุปต้องเป็นแบบนี้ ในหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา โดยที่ประเด็นที่สอง การเข้ามาเกี่ยวข้องนี้มีลักษณะสนับสนุนหรือเอื้อให้อีกฝ่ายหนึ่ง และให้ผลเสียกับอีกฝ่ายหนึ่ง คนที่ไม่ต้องมีการศึกษาเลยก็ได้ มาดูทั้งหมดที่ประมวลมานี้และที่ยังไม่ได้พูดมาอีก ผมอยากท้าทายคนที่จงรักภักดี ลองเถียงซิว่าข้อสรุปสองข้อนี้มันหลีกเลี่ยงได้ยังไง ใครมองก็ต้องสรุปอย่างสองข้อนี้ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่ตลกคือ มันกลายเป็นเรื่องที่อภิปรายไม่ได้ ผม ถามหน่อยว่า ถ้าข้อสรุปเป็นอย่างนี้จริง แล้วฝ่ายซึ่งเขาไม่ได้รับการเอื้อประโยชน์ ฝ่ายที่เขาเหมือนกับไม่แฟร์ในการปฏิบัติเรื่องนี้จากสถาบัน มันไม่ใช่คนสองคน 10 คน 20คน มันเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน จนกระทั่งเป็นล้าน คุณจะให้เขาทำยังไง จะให้เขาทำเป็นวัวเป็นควายยอมรับอย่างเดียวเหรอ เขาก็มีปฏิกิริยาแสดงออกต่างๆ มันไม่ใช่ปฏิกิริยาจากข้อเท็จจริงสองประเด็นนี้หรือ แล้วคุณทำยังไง ก็ใช้ข้ออ้างเรื่องล้มเจ้ามาขู่เขา มาโยนใส่เขา มันมีที่ไหนในโลกเป็นแบบนี้บ้าง ถ้าข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ มีที่ไหนที่ข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้แต่พวกเอ็งห้าม ห้าม รับลูกเดียว มันไม่ make sense แล้วคุณก็ใช้ข้ออ้างแบบนี้ แทน ที่คุณจะใช้ข้ออ้างแบบนี้ แล้วก็ใช้เรื่องกฎหมาย ใช้เรื่องคุกมาขู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำไมไม่ปล่อยให้อภิปรายกันอย่างแฟร์ๆ ว่า บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในความขัดแย้งที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แล้วมันถูกต้องตามหลักการเหตุผลหรือเปล่า ถ้า ในกรณีที่คนไม่เชื่อ หรือเป็นกรณีเฉพาะเหตุการณ์ไม่กี่ปีที่ผ่านมานะ ผมสอนหนังสือประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ แล้วพูดตรงๆ บางครั้งผมตลกนะ เวลาสอนในห้องเรียนอย่างหนึ่ง เวลาออกมาดูโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ดูงานช่วง 5 ธันวา แล้วผมอยากถามจริงๆ แม้กระทั่งคนที่จงรักภักดีมากๆ คุณห้อย ใครต่อใครที่น้ำหูน้ำตาไหล อย่างผมสอนหนังสือเรื่องนี้แล้วผมสอนเด็กปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก คุณอยากให้ผมสอนอย่างที่พวกคุณพูดๆ กันว่า สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งเลยเหรอ จะสอนให้ลูกหลานของพวกคุณโตขึ้นมาเป็นซื่อบื้อไปตลอดอย่างนี้เหรอ หรือว่าจะไม่ให้พูดความจริงอย่างที่พูดมาเมื่อกี้ แล้วถ้าคิดว่าเรื่องนี้มันไม่พอ เราดูประวัติศาสตร์ไทยในอดีต ยก ตัวอย่างกรณีง่ายๆ นี่คือประกาศที่ผมขุดขึ้นมาในไม่กี่ปีก่อน นี่คือที่ในหลวงแต่งตั้งสฤษดิ์ (ธนะรัชต์)คือสฤษดิ์ทำรัฐประหารจอมพล ป.เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 ในหลวงทรงมีพระราชโองการให้สฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร โดยขอให้ประชาชนทั้งหลายอยู่ในความสงบ และให้ฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ทีนี้ประกาศนี้สำคัญตรงไหน มันไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ขณะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับ 2495 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ อันนี้สำคัญ ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับบอกว่า พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ จะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เวลาผมดูอันนี้ทีไร ผมนึกถึงตอนที่ท่านพูดเรื่องตุลาการภิวัฒน์ ท่านพูดอยู่อันหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญหลายฉบับก็ทำมาหลายสิบปี ก็ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ถ้าทำอะไรตามใจชอบแล้วก็เข้าใจว่าบ้านเมืองต้องล่มจมไปนานแล้ว กรณี 6 ตุลา ภาพซ้ายมือ คือภาพที่สมเด็จพระบรมฯ เข้าไปให้กำลังใจกับพวกลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งกำลังชุมนุมกันเพื่อไล่รัฐบาล ให้กำลังใจและทรงไปแสดงความห่วงใยลูกเสือชาวบ้านที่กำลังชุมนุมไล่รัฐบาลของ หม่อมเสนีย์ (ปราโมช) ส่วนภาพขวาเป็นภาพสมเด็จเจ้าฟ้าสองพระองค์เสด็จไปงานศพของลูกเสือชาวบ้านที่ บุกเข้าไปในธรรมศาสตร์ และทรงกล่าวสดุดีว่า ลูกเสือชาวบ้านที่บุกเข้ามาเป็นแบบอย่าง หรือกรณีคุณเปรมเมื่อประมาณปี 2527 กำลังทะเลาะกับ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอกอย่างหนัก คุณเปรมก็ใช้วิธีบินไปภูพานราชนิเวศน์ แล้วในหลวงก็ทรงให้คุณเปรมพักอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ตอนกลับ เมื่อลงมาถึงดอนเมือง พระบรมฯ ก็ทรงขับรถด้วยพระองค์เองจากดอนเมืองไปส่งที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ นี่คือภาพที่คุณเปรมก้มลงกราบพระบรม ประเด็น ทั้งหมด ผมไปเร็วๆ เพื่อจะบอกว่า เราจะทำตัวเป็นเด็กหรือทำตัวเป็นคนที่ผมบอกว่า ผิดหลักการความเป็นคนง่ายๆ ก็คือว่าในยุคปัจจุบัน ความเป็นคน ถ้าเราเห็นอะไรเกิดขึ้น เราก็พูดออกไปไม่ใช่หรือ ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องสาธารณะ แล้วเรื่องบทบาทสถาบันกษัตริย์ต่อการเมืองในอดีตที่ผมยกมา ต่อการเมืองเรื่องปัจจุบัน ความขัดแย้ง 4-5 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องสาธารณะมากๆ เลย แต่คุณบอกว่าห้ามพูด มัน make sense ตรงไหน คุณต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศของเด็กอมมือไปตลอดหรือยังไง ถ้าไม่อย่างนั้นผมว่า นี่คือข้อเสนอ จบ ทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่ง มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมอยากจะฝาก ผมอยากจะขอฝากเรื่องนี้ไปถึงบรรดานักวิชาการ พวกอาจารย์ หรือว่าอาจารย์ที่ออกมารณรงค์ทั้งหลายแหล่เรื่องประชาธิปไตย ที่เคยลงชื่อไล่นายกฯคนนั้นคนนี้ นี่ผมพูดจริงๆ นะ คนเขาหมั่นไส้ผมมาก เพราะผมด่า แต่ผมไม่ด่าเขา ผมขอร้องแบบเพื่อนฝูงพี่น้องกันธรรมดาเลยนะ คือที่ผมขอร้องให้คุณ raise ประเด็น สถาบันพระมหากษัตริย์ เอาง่ายๆ เลย มันขัดต่อความเป็นตัวตนของคุณของเรา เราเป็นปัญญาชนเป็นนักวิชาการ พอเราเห็นอะไรที่ไม่ถูก ก็พูดออกมาไม่ใช่เหรอ เวลาคุณเห็นนักการเมืองหรือใครทำไม่ถูกก็พูดออกมา แล้วพวกคุณรู้แน่ๆ ว่าสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันไม่ถูกแน่ๆ รู้ว่างานที่ประโคมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมันไม่ถูกแน่ๆ แต่พวกคุณเงียบอยู่ ด้วยเหตุผลอะไร คนเราเกิดมาหนเดียวตายหนเดียว แล้วทุกคนก็ไม่อยากลำบาก ผมก็ไม่อยากลำบาก ปีหน้า ศอฉ.อาจจะเอาแผนผังล้มเจ้ามาเล่นงานผม คือมันเดือดร้อนน่ะ ใช่ ผมเห็นด้วย แต่ว่าคนที่ตาย คนที่เขาอะไร เขาก็เดือดร้อนทั้งนั้น ผม อยากจะเล่าเกร็ดอีกนิดหนึ่ง ผมไม่อยากจะยกราชประสงค์ ยก 6 ตุลาขึ้นมาแล้ว ผมเล่านิดหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมเขียนบทความอันหนึ่ง เป็นช่วงครบรอบ 50 ปีของกรณีที่คุณชิต (สิงหเสนี) คุณบุศย์ (ปัทมศริน) ถูกประหารชีวิต คือปี 2498 ตอนผมเขียนบทความ ผมโกรธมาก โกรธจนตัวสั่น ใครอ่านบทความนั้นจะมองไม่ออกเลย บทความนั้นเต็มไปด้วยข้อมูล อ่านแล้วน่าเบื่อ ง่วงนอนด้วยซ้ำ แต่ผมสารภาพ ตอนเขียนผมโกรธจริงๆ เลยนะ พิมพ์ไปตัวสั่นมาก ผมโกรธ เพราะอะไรรู้ไหม คุณยกเรื่อง 6 ตุลา เรื่องราชประสงค์ อาจจะมีปัญหาว่า พวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์ มีปัญหาต่อเสถียรภาพความมั่นคงของสถาบัน อะไรก็ว่าไป แต่คุณชิต คุณบุศย์ ผมลอง imagine ถ้า เขามีชีวิตอยู่มาถึงปัจจุบัน ผมว่าเขาต้องเป็นเสื้อเหลืองแน่ๆ เลย นี่ไม่ใช่เล่นๆ นะ ลูกหลานคุณชิตคนหนึ่งที่เป็นนักเขียน เป็นพวกพันธมิตรฯ ด่าทักษิณ ที่ผมตามเรื่องคุณชิต คุณบุศย์ มาหลายปี เพราะอะไรรู้ไหม ผมสะเทือนใจเรื่องนี้ คือคนซึ่ง โอ้โห จงรักภักดีสุดๆ เลยนะ ถ้าเป็นทางการเมืองก็คงถือว่า คงออกมาช่วยด่านักการเมือง ถือว่าจงรักภักดีมากๆ แล้วตายไปโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลย คุณบุศย์ซึ่งเป็นคนที่สมองช้า ต้องยิงถึง 2 ชุดถึงจะตาย กระสุน 20 กว่านัด ตอนประหารชุดแรก ยิงแล้วไม่ตาย ต้องยิงชุดที่สอง จนกระทั่งมือแทบจะขาด ห้อยร่องแร่งเลย ผมอ่านพวกนี้ ผมโกรธมากเลยนะ สองคนนี้มันอะไร มันรอยัลลิสต์แท้ๆ เลย แล้วไม่รู้อิโหน่อิเหน่แท้ๆ เลย คือใครก็ตาม ทำให้ในหลวงอานันท์สวรรคต แล้วไม่มีความกล้าที่จะรับผิดชอบ เรื่องมันง่ายๆ แค่นี้ ที่ ผมอยากบอกไปถึงนักวิชาการว่า ถ้าเวลาคุณเห็นเรื่องแบบนี้ แล้วคุณไม่รู้สึกว่าคุณต้องพูด คุณเห็นอะไรที่มันไม่ถูก แล้วไม่พูด ผมก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไง นี่พูดจริงๆ นะครับ ไม่รู้จะเป็นไปทำไมนักวิชาการ เป็นไปทำไมปัญญาชน ตำแหน่งศาสตราจารย์ ตำแหน่งดอกเตอร์ ไม่รู้มีไปทำไม ถ้าไม่ใช้

