ที่มา มติชน 5.ให้ มหาวิทยาลัยของรัฐสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและการ พัฒนาอย่างบูรณาการในจังหวัด อย่างน้อย 1 มหาวิทยาลัยต่อ 1 จังหวัด 6.ให้กระทรวงยุติธรรมปฏิรูประบบความยุติธรรม โดยยกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ดำเนินการศูนย์ยุติธรรมชุมชน เสนอปฏิรูปกฎหมายเพื่อคนจน และจัดตั้งกลไกในการวิจัยและพัฒนาระบบความยุติธรรมทั้งหมด 7.ให้กระทรวงการคลังเสนอการปฏิรูประบบภาษีเพื่อความเป็นธรรมและปฏิรูประบบ สวัสดิการสังคม และปฏิรูปการเงินการคลังเพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และ 9.ให้หน่วยงานของรัฐรับข้อเสนอทางนโยบายจากที่ประชุม คสป.ไปปฏิบัติและร่วมมือกับ คสป.ในการติดตามการปฏิบัติ และสร้างกลไกในความร่วมมือทางนโยบายระหว่างประชา-รัฐ ให้เป็นการถาวรต่อไป ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นภารกิจการจัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ก็ได้เดินทางมารับข้อเสนอของ คสป.จาก นพ.ประเวศด้วยตนเอง ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะรับข้อเสนอของ คสป.ไปพิจารณ![]()
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ข้อเสนอประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ตอนหนึ่งว่า ข้อเสนอของ คสป. ที่เสนอให้รัฐบาลดำเนินการสนับสนุนยุทธศาสตร์สังคมซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1.ให้สื่อมวลชนของรัฐทำการสื่อสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย 2.สนับสนุนให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง 3.ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรับทิศทางใหม่ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายใหม่ และดรรชนีพัฒนาใหม่ ที่ถือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นตัวตั้ง 4.ให้ส่วนราชการปรับบทบาทจากการเอากรมเป็นตัวตั้ง เป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง และเมื่อมีความพร้อมให้ออกกฎหมายการบริหารประเทศโดยปลดล็อคอำนาจของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเองให้ได้มากที่สุด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 20, 2010
"หมอประเวศ"ยื่น 9 ข้อเสนอ"มาร์ค"ออก กฏหมายนิรโทษกรรม ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
เจ็ดเดือนราชประสงค์ "โลกรู้ว่าใครสั่งฆ่าคนเสื้อแดง"
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2553
คน เสื้อแดงนับหมื่นคนไม่ลืมความตายที่ราชประสงค์ ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เพียงแต่บอกว่า “ ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง ไอ้เหี้ยสั่งเผา" แต่บอกว่า “โลกรู้ว่าใครสั่งฆ่าคนเสื้อแดง”
เมื่อ รัฐธรรมนูญทหารปี 2550 ที่ปล้นประชาธิปไตยไปเยอะคลอดออกมา คนเสื้อแดงก็ทนกล้ำกลืนฝืนคำ พร่ำบอกว่า “ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่ ค่อยแก้รัฐธรรมนูญ”
พวกเขาประกาศจุดยืนด้วยการเลือกพรรคที่ตัวเองนิยมกันทันที ที่เปิดให้มีการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550
แต่ รัฐบาลของพวกเขาก็ไม่สามารถดำเนินการได้มากกว่าการวิ่งหนีการไล่ล่าของ พันธมิตรที่หนุนหลังโดย "You Know Who?" หรือที่คนเสื้อแดงเรียกว่า "ไอ้ห่า อีเหี้ย"
พรรคประ ชาธิปัตย์ของจอมมาร ได้ปล้นรัฐสภาไปได้เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ได้ดำเนินงานตลอดสองปีที่ผ่านมาโดยไม่สนใจประชาชน เพียงแค่ทำตามโองการจากสวรรค์ และกองทัพเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะรักษาอำนาจไว้ได้แล้ว ไม่ต้องพึ่งประชาชน

เมื่อลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ยุบสภาและจัดการ เลือกตั้งใหม่โดยทันทีเพื่อคืนระบบประชาธิปไตยให้ปวงชน พวกเขาสังเวยด้วยชีวิต เลือด และน้ำตา
รัฐบาลอภิสิทธิ์ยื้ออำนาจตัวเองด้วยการทำลายกระบวนการยุติธรรม และความน่าเชื่อถือของทุกสถาบันในการเมืองไทยลงไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี
ณ ขณะนี้ เขามีเพียงอาวุธปืนเท่านั้นที่จะค้ำอำนาจของเขาไว้ได้ ถ้าไม่ประกาศการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด เพราะการอ้างความสงบเรียบร้อยโดยเอา "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" นำหน้าประชาชนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ต่อคนหมู่มากอีกต่อไป ด้วยการเมืองเอียงกะเท่เร่ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา จนแม้แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชียได้เรียกประเทศไทยว่า “รัฐทหาร” ไปเรียบร้อยแล้ว
ญาติของผู้เสียชีวิต 91 คน
ตัวผู้บาดเจ็บและครอบครัวร่วม 2,000 คน
ตัวผู้ถูกคุมขัง 400 คน และครอบครัวและญาติพี่น้องของเขา
รวมทั้งประชาชนที่ “ตาสว่าง” อีกหลายล้านคน
เขาเหล่านี้จะยอมปรองดองด้วยหรือไม่?
นี่คือความเป็นมาที่ว่ามันไม่ “ลืม” กันได้ง่ายๆ อีกต่อไป
นี่ยังไม่รวมประชาคมโลกที่รับไม่ได้กับการเมืองระบอบเผด็จการทหาร

เปิดตายอมรับความจริงเสียทีว่า “คนเสื้อเหลือง” ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป และความจริงที่ว่าทำไมคนเสื้อเหลืองถึงระดมมาได้แค่ไม่ถึง 500 คน แม้ว่าจะได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่เช่นนั้น ในขณะที่คนเสื้อแดงเจอทั้งสไนเปอร์ M 79 ความตาย คุก และหมายจับ ก็ยังมากันเต็มท้องถนนได้ทุกครั้งที่มีการระดมพล
นี่ไม่ใช่เรื่องการจัดตั้งโดยพรรคการเมือง หรือโดยส่วนกลางเพียงกลุ่มเดียว
นี่คือเจตนารมย์ร่วมของทุกการต่อสู้ เพื่อปลดแอกสังคมออกจากเหลือบที่เกาะกิน
พวกเขามาพร้อมกับคำประกาศที่ทะลุทะลวงกำแพงแห่งความกลัว และก้องกังวาลถึงสวรรค์ชั้นฟ้าว่า "ฟ้ากับดินนั้นเท่ากัน"

คนเสื้อแดงจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารประชาชนทุกอาทิตย์ ทุกเดือน และในทุกพื้นที่สีแดง
พวก เขาเริ่มด้วยการตั้งคำถามว่า “ใครสั่งฆ่า” “อภิสิทธิ์คือฆาตรกร” “ต้องหาคนผิดมารับโทษ” ขณะเดียวกันก็เปิดโปงหลักฐานมาตอบโต้รัฐบาลที่พยายามป้ายสีว่า “คนเสื้อแดงฆ่ากันเอง” และว่าเป็นฝีมือ “ไอ้โม่งดำ” คนเสื้อแดงก็สามารถหักล้างได้หมดทุกข้อ พร้อมทั้งหาตัวฆาตกรฆ่า 6 ศพที่วัดปทุมฯ จนได้ชื่อออกมาครบทุกคน เหลือแต่รัฐบาลเท่านั้นแหล่ะที่จะต้องหยุดเล่มเกมอำนาจที่นับวันจะพาทั้ง ประเทศเข้าใกล้หายนะไปมากขึ้นเรื่อยๆ

ต้นเดือนธันวาคม ภาพข่าวเหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิร์ล ออกมาสู่สายตาสาธารณะชน ที่ไม่ใช่สื่อปิดบล๊อคเท่านั้นที่นำเสนอ แม้แต่เครือมติชนก็เงียบเฉยไม่ได้อีกต่อไป นำเสนอชุดภาพเหตุการณ์ต่อสาธารณชน
นี่คือภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่รายงานการรวมตัวของคนเสื้อแดงวันนี้ วันที่ 19 ธันวาคม

คน เสื้อแดงเขียนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อบอกกับชาวโลกว่า “"The world know who command to kill Red Shirt people" แปลเป็นภาษาไทยว่า "โลกรู้ว่าใครสั่งฆ่าคนเสื้อแดง"
ภาพเพิ่มเติมจากสื่อพลเมืองและสื่อต่างประเทศ
เจ็ดเดือนราชประสงค์ คลิ้กดู 98 รูป

Sunday, December 19, 2010
มอง "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ผ่าน "แบบว่า...บังเอิญรวย"
ที่มา มติชน
โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com
![]() |
ย้อนหลังไปเพียงไม่กี่ปี ถ้าเอ่ยชื่อ "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" หลายคนคงขมวดคิ้วส่ายหน้าไม่รู้จัก แต่นาทีนี้ ถ้าพูดถึงชื่อนี้ หลายคนคงหวนนึกไปถึงเฟซบุ๊ก เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ต้องเข้าไป "อัพเดต" ในทุกเช้า อีกบางคนคิดถึงภาพยนตร์อย่าง "โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก" ที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากแวดวงภาพยนตร์ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ
มีอีกหลายคนที่คิดถึง "แบบว่า...บังเอิญรวย" หนังสือของสำนักพิมพ์มติชน ที่ให้ ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ ถ่ายทอดงานเขียนชื่อ "The Accidental Billionares" ของ เบ็น เมซริช นักเขียนที่กำลังสร้างชื่อชาวอเมริกันออกมาเป็นภาษาไทยให้อ่านกัน
สุด ท้าย เมื่อ ริชาร์ด สเตนเกล บรรณาธิการอำนวยการของนิตยสารไทม์ ประกาศการชี้ขาดให้เด็กหนุ่มคนนี้เป็น "บุคคลแห่งปี" ก็ทำให้ 2010 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก โดยแท้จริง
มาร์ค ใช้เวลาเพียง 4-5 ปี เปลี่ยนชะตากรรมของตัวเองจาก "โนบอดี้" ให้กลายเป็น "ซัมบอดี้" และใช้เวลาอีกแค่ไม่ถึงปี เปลี่ยนสถานะจากคนที่ถูกพูดถึง กลายเป็น "ผู้ให้" ในระนาบเดียวกันกับ บิล เกตส์, คาร์ล ไอคาห์น, แบร์รี่ ดิลเลอร์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ อัครมหาเศรษฐีอเมริกันที่คุ้นเคยกันทั่วโลก
นั่น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมา เขาทำสถิติเป็นเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลกซึ่งมีเงินพันล้านอยู่ในครอบ ครอง ตอนนั้นเขาอายุแค่ 25 ปี
ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นเพราะ "เฟซบุ๊ก" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
วิถี ของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เป็นการก้าวซ้ำรอยของใครต่อใครอีกหลายคน ที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งก็คือ บิล เกตส์ รุ่นพี่ที่เคยเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยอย่าง ฮาร์วาร์ด แล้วก็กลับออกมามือเปล่าๆ ไม่มีปริญญาบัตรติดมือมาเหมือนๆ กัน แต่ก็ร่ำรวยมากมายเช่นเดียวกันจากผลงานที่คิดค้นขึ้นระหว่างที่เรียนอยู่ที่ นั่น
ในคำนำของผู้แปล ใน "แบบว่า...บังเอิญรวย" มีคำถามท้าทายชวนให้ใคร่ครวญต่อเนื่องที่น่าสนใจอยู่หลายคำถาม หนึ่งในจำนวนนั้นที่ตรงใจและผมพยายามหาคำตอบอยู่ก็คือ ฮาร์วาร์ด เป็นมหาวิทยาลัยเยี่ยงไร ถึงสามารถผลิตคนอย่าง บิล อย่าง มาร์ค ออกมาได้?
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่แท้เป็นคนอย่างไร? เขา "ขโมย" ความคิดคนอื่นหรือไม่? เรื่องราวของเขาให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง?
ทำไมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วต้องคิดมากอย่างนี้ก็ไม่รู้!
โดยความรู้สึกส่วนตัว วิถีของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก สำหรับผมแล้วสะท้อนความเป็น "ทุนนิยม" ออกมาอย่างเต็มที่ในหลายรูปแบบ หลายแง่มุม "เบน เมซริช"ใช้ เนื้อที่มากมายในหนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงสภาพความเป็นไปในมหาวิทยาลัยชื่อ ดังอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง ฮาร์วาร์ด ได้อย่างลึกซึ้ง และน่าพิจารณาอย่างยิ่งยวด
เขาบอกไว้ในตอนหนึ่งของกิตติกรรมประกาศว่า เพื่อการนี้เขาจำเป็นถึงกับต้องทำ "วิจัย" สภาพสังคมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทั้งๆ ที่เขาคือหนึ่งในบรรดา "ศิษย์เก่า" เรือนหมื่นของฮาร์วาร์ด
จาก "แบบว่า...บังเอิญรวย" ผมพบว่า ฮาร์วาร์ด เป็นสังคมอนุรักษ์อย่างยิ่ง เต็มไปด้วยชนชั้น เป็นสังคมปิดมากกว่าที่คิดไว้มาก
ปิดในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการปิดอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการปิดเพื่อปกป้อง "สถานะ" ทางชนชั้น ของมหาวิทยาลัยที่ผลิตคนระดับผู้นำประเทศ ผู้นำของโลกออกมาชนิดดกดื่น มี "เอ็กซ์คลูซีฟ คลับ" ของตัวเอง มีแวดวงของตัวเอง
นั่นหมายความว่า เพียงแค่ได้สิทธิเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่ได้หมายความคุณจะสามารถเป็น "พวกเรา" หรือ "เพื่อนเรา" ได้แน่นอน เด็ดขาด
สภาวะ แวดล้อมที่บอกเล่าไว้ในหนังสือ แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและเป็นไปในทุกอณูของสถานศึกษาแห่งนั้น ทุกคนต้องแข่งขัน ต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ได้รับการ "ยอมรับ" เพื่อให้ได้รับความสนใจ หรือในอีกแง่หนึ่งคือการได้เป็น "พวกเรา"
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กับ เอดูอาร์โด เซเวอริน สองนักศึกษาใหม่ คือตัวแทนของ 2 วิถีทางในการแข่งขันเพื่อไต่ลำดับชั้นทางสังคมที่ฮาร์วาร์ด ทางหนึ่งที่ เอดูอาร์โด เลือก คือการน้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อหลอมเป็น "ขนบ" ของพวก ของกลุ่ม ทำแม้แต่ต้องพกพา "ไก่เป็นๆ" ติดตัวไปด้วยทุกหนแห่งทั่วมหาวิทยาลัย แต่ มาร์ค ไม่ใช่
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แหกคอก เป็นกบฏในทุกๆ ทาง ละเมิดในทุกๆ อย่างที่มหาวิทยาลัยกำหนดเอาไว้
แต่เขารู้ตัวดีว่า การปฏิเสธเช่นนี้ หากยังหวังให้ได้รับการยอมรับ เขาจำเป็นต้องประสบความสำเร็จ ต้องสร้างความ "เหนือกว่า" หรือ "เจ๋งกว่า" ให้เป็นที่ประจักษ์
ต้อง เหนือกว่า ดีกว่า ในลักษณะที่สามารถไม่แยแสชั้นเรียน ไม่แยแสปริญญาบัตรใดๆ อีกต่อไป เพราะมั่นใจว่าเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้ฮาร์วาร์ดไม่เพียงยอมรับ แต่ยังยกย่อง ให้เกียรติและต้อนรับเขาทุกเมื่อ
เหมือนอย่างที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ให้เกียรติกับ "บิล เกตส์" คนที่ไม่เคยกลับไปเรียนต่ออีกเลยจนกระทั่งถึงบัดนี้
นอกบริบท ของสังคมในฮาร์วาร์ด เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางสังคมที่ครอบงำ อเมริกันทุกคนอยู่ในเวลานี้ เป็นสังคมที่พร้อมที่จะฟาดฟันกันได้ทุกเมื่อเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทั้ง เบื้องหน้าในระยะใกล้ และในอนาคตอีกห่างไกล
เป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่ทุกอย่างแปรเปลี่ยนเป็นสินค้าได้ และ หยิบฉวยมา "ขายได้" แม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ที่เราเรียกกันว่า "เพื่อน"
มา ร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก คิดเรื่อง "เฟซบุ๊ก" ออกมาได้อย่างไร ผมไม่รู้ แต่ "เฟซบุ๊ก" ของเขา นำเอา "ความเป็นเพื่อน" มาทำประโยชน์ในทางพาณิชย์อย่างเด่นชัด มาร์ค รู้ว่า ถ้าเขาสามารถใช้เว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือให้คนสองคน และอีกหลายๆ คน เป็นเพื่อนกันได้ และเปลี่ยนซึ่งกันและกันได้ในทุกๆ ข้อมูล ทุกๆ เวลาที่ต้องการ ทุกคนจะให้ความสนใจ ทุกคนจะให้ความสำคัญกับเว็บไซต์นั้น
เพราะเขารู้ว่าทุกคนให้ความสำคัญกับ "ความเป็นเพื่อน" และ "มิตรภาพ" ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเฟซบุ๊กตั้งแต่ต้นมาจนถึงทุกวันนี้
มาร์ค เชื่อว่านั่นเป็นความคิดของเขา เพราะไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครคิดว่า "ความเป็นเพื่อน" จะ "ขายได้" มาก่อน ไม่แม้แต่กระทั่งคนอย่างคู่แฝด ไทเลอร์ และ คาเมรอน วิงเคิลวอสส์
แต่ในขณะที่มาร์คหยิบเอา "ความเป็นเพื่อน" มาขาย มาสร้างความนิยมให้กับ เฟซบุ๊ก จนประสบความสำเร็จอย่างที่หาเว็บไซต์น้อยรายมากนักที่จะประสบความสำเร็จมาก เท่า เขากลับปล่อยให้โครงสร้างของสังคมทุนนิยมค่อยๆ ดึงเขาออกห่างจากความเป็นเพื่อนมากขึ้นทุกที
เมื่อเฟซบุ๊กเริ่มตั้ง ไข่ เริ่มออกเดินเตาะแตะ มาร์ค พบว่าเขาต้องต่อสู้หนักหนาสาหัสอย่างยิ่งกับบรรดาเสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งหลายให้แวดวง "เวนเจอร์ แคปปิตอล" บริษัทเงินทุนเพื่อการก่อตั้งกิจการ ที่พร้อมจะเขมือบ กลืนกินพวกเขาได้สบายๆ หากไม่ระแวดระวังเพียงพอ
เพื่อ รักษาเฟซบุ๊กที่เขาสร้างมากับมือ เพื่อพัฒนาเฟซบุ๊กที่เขาให้กำเนิดให้เติบใหญ่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก จำเป็นต้องสลัดเพื่อนทิ้งไปตามรายทาง
หลงเหลือเพียง "ผู้ร่วมงาน" หรือ "ลูกจ้าง" ตามโครงสร้างการผลิตแบบทุนนิยมเท่านั้นเอง
มี บางคนตั้งข้อสังเกตเอาว่า ผมมอง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ในแง่ร้ายมากเกินไป จงใจละเลย "นัยสำคัญ" ของ เฟซบุ๊ก และความสำเร็จมากมายที่เขาได้รับ
ผม ตอบข้อสังเกตที่ว่านี้ด้วยการตั้งึคำถามตอบไปว่า ถ้าหากวัดด้วยความสำเร็จเป็นตัวตั้ง ผู้คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายควรเป็นคนที่ผละออกจากสถานศึกษากลางคัน อย่างนั้นหรือ? เมืองไทยเราควรจำลองสังคมที่แข่งขันสูงอย่าง ฮาร์วาร์ด มาสู่มหาวิทยาลัยทั้งหลายหรือไม่? สังคมไทยควรเป็นทุนนิยมสุดโต่ง ที่ยอมละเลยแม้แต่มิตรภาพเพื่อแลกกับความจำเป็นในการพัฒนากิจการเลยเชียวหรือ?
แน่นอน ทุกอย่างย่อมมีบริบทที่แตกต่างและจำเป็นต้องแยกแยะจำแนกให้ชัดเจน การ เลียนเยี่ยง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ในแง่มุมใดถึงจะเป็นผลดีต่อเด็กไทย คนไทย ความสำเร็จของ เฟซบุ๊กและมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ย่อมยากที่จะปฏิเสธว่าเป็นที่หมายปองของทุกคน
กระนั้นบนก้าวย่างสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ในทำนองเดียวกัน ย่อมมีหลากหลายเส้นทาง และหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร
แต่ที่แน่นอนก็คือ ไม่เริ่มต้นความพยายาม ไม่มีความสำเร็จมาให้ชื่นชมแน่นอน!
ที่มา : นสพ.มติชนรายวันฉบับวันที่ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 11970
"จตุพร"ซัดรัฐบาลขยายผล"ธิดา-วีระ"พบ"มาร์ค" หวังเสี้ยม"แดง"แตกแยก"เป็นไปไม่ได้"
ที่มา มติชน นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง แถลงที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หารือกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช.ว่า รัฐบาลนำกรณีการพบกันระหว่างนางธิดาและนายอภิสิทธิ์ไปขยายผลสร้างความเข้าใจ ผิดให้เกิดขึ้นในหมู่คนเสื้อแดง ตามข้อเท็จจริงนางธิดาไม่เคยขอพบ แต่นายอภิสิทธิ์ขอพบเอง ด้วยการส่งนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาถามขณะที่นางธิดากับนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช.นั่งดื่มกาแฟกัน และการพูดคุยไม่ได้เจรจาอย่างเป็นทางการ เพราะนางธิดาเป็นผู้ใหญ่ มีมารยาท เมื่อขอพูดคุยจึงอนุญาต แต่มีการให้สัมภาษณ์ทำลายนางธิดาและนายวีระ โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวของนายวีระจะถูกใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และตนหรือไม่ “เจตนารมณ์ของนายอภิสิทธิ์ที่ขอ คุยนั้นจะมีวัตถุประสงค์อย่างไรไม่ทราบ แต่การมาของนายอภิสิทธิ์ได้สร้างความซวยในหมู่คนเสื้อแดงทั่วหน้า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์หยุดการแบ่งแยกและทำลายคนเสื้อแดง ยิ่งนายสุเทพ (เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี) ไปพูดถึงนายวีระใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากด้วยแล้ว ทำให้คนเสื้อแดงเข้าใจผิด เป็นการพูดเห็นแก่ได้ เสี้ยมคนเสื้อแดงให้แตกกัน เสี้ยมให้ผมแตกกับคุณธิดา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะผมเป็นเสนอให้ให้คุณธิดาเป็นรักษาการประธาน นปช.เอง”
"เส้นใหญ่"...เล็กไป
ที่มา มติชน
โดย สรกล อดุลยานนท์
แม้จะเป็นน้องใหม่ของวงการ "ก๊อบปี้ ไรเตอร์" ทางการเมือง แต่สมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็สามารถสร้างเสียงฮือฮาขึ้นมาได้
กับฉายาของรัฐบาล "เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว"
ลำพังชื่อนั้นไม่เท่าไร แต่คำอธิบายความสิครับ
...สุดยอด
เขา อธิบายว่า "เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว" นั้นประกอบไปด้วย "เส้นใหญ่" คือ ได้รับการสนับสนุนจากกระบอกปืนและรถถัง รวมถึงบารมีทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ
ส่วน ที่เป็น "ผัดซีอี๊ว" เนื่องจากมีสีดำ เหมือนข่าวคาวความฉ้อฉลของรัฐบาลชุดนี้ ที่แม้นายอภิสิทธิ์พยายามแสดงตนเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต หากแต่อยู่ร่วมในรัฐบาลเดียวกัน
"เส้นใหญ่" จึงเป็น "สีดำ"
อีกทั้ง "ผัดซีอิ๊ว" ยังประกอบด้วย "คะน้า" และ "ไข่ไก่"
"คะน้า" มีสีเขียวคล้ายกองทัพ ส่วน "สีเหลือง" คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
คลุกเคล้ารวมกันจึงกลายเป็น "เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว"
อธิบายได้เหนือชั้นจริงๆ
เพราะแค่อาหารจานเดียวแต่แสดงถึงองค์ประกอบของรัฐบาลได้ครบถ้วน
ไม่แปลกที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ผู้จัดการรัฐบาลจะไม่ชอบฉายานี้
แต่แปลกใจกับเหตุผลของ "สุเทพ"
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ความชอบธรรม" ด้วยเหตุผลว่า "อภิสิทธิ์" ได้รับเสียงยกมือจาก ส.ส.ในสภา
หรือยืนยันว่ารัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพราะการประสานงานของ "สุเทพ" เอง
นักข่าวถามว่ายืนยันใช่ไหมว่าได้อำนาจรัฐมาเพราะพรรคประชาธิปัตย์เอง โดยไม่มีพี่เลี้ยงพิเศษจัดให้
"ใช่ ไม่มีใครมาจัดให้"
น่าแปลกนะครับว่าในวันนี้ยังมีคนเชื่อว่ามนุษย์สามารถ "ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ" ได้
จำได้ว่าจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ นักข่าวก็ตั้งฉายาในช่วงปีใหม่ทันที
"รัฐบาลเทพประทาน"
"นัก ข่าวการเมือง" นั้นรู้เรื่อง "อำนาจนอกระบบ" เป็นอย่างดี เพราะนักการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนเล่าให้ฟังเป็นฉากๆเลยว่านั่งรถไป ที่ปั๊มน้ำมันหน้าค่ายก่อนจะเปลี่ยนรถเข้าค่ายอย่างไร
นายทหารคนไหนพูดอะไร
รู้หมด
ฉายา "รัฐบาลเทพประทาน" จึงเกิดขึ้นจาก "นักข่าว" ที่อยู่ในแวดวงข่าวสาร
แต่ "รัฐบาลเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว" นั้นเกิดจาก "คนนอก"
เห็นอย่างไรก็ตั้งฉายาอย่างนั้น
ซึ่งวันนี้อาจจะเชยไปบ้าง เพราะหลังผ่านคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว
แค่ "เส้นใหญ่" คงจะน้อยไป
ยิ่งตอนหลัง "อภิสิทธิ์" เริ่มไม่สนใจกองทัพและกลุ่มพันธมิตร เพราะเชื่อมั่นใน "บารมี" ของตนเอง
"คะน้า" กับ "ไข่ไก่" จึงไม่จำเป็น
ฉายาที่เหมาะสมกับรัฐบาลชุดนี้มากที่สุด คือ รัฐบาลก๋วยเตี๋ยวหลอด
ยังคลุก "สีดำ" เหมือน "ผัดซีอิ๊ว"
แต่ "แป้ง" ที่ห่อไส้นั้นใหญ่กว่า "เส้นใหญ่"
เพราะรัฐบาล "อภิสิทธิ์" วันนี้
ถ้าใช้สำนวนคอนเสิร์ต "บิ๊ก เมาท์เทน" ที่เขาใหญ่
ต้องบอกว่า...
...มันใหญ่มาก
กรณี..วีระ มุสิกพงษ์ สุชัย แซ่ด่าน เสวนาตาสว่างกว่าเดิม 18/12/10
ที่มา thaifreenews
โดย Nitikon_P
ที่นี่ครับ
http://programe-dee.blogspot.com/
วันอาทิตย์สีแดง....ราชประสงค์
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
สีแดงแสงแจ่มจ้า.....ยืนยง
เติมแต่งฝันมั่นคง...โอบล้อม
ด้วยจิตแน่วทรนง....คงอยู่
เดินหน้าด้วยใจพร้อม....ต่อสู้เพื่อประชา
ลูกหลานภายภาคหน้า....รอคอย
รินหล่นน้ำตาปรอย......เหนื่อยท้อ
มีใครเล่าสำออย......ถอยห่าง สีแดง
เจ็บช้ำคำลิ่วล้อ.....ต่อสู้เถิดเอย
ราชประสงค์แต่งแต้ม.....งามตา
สาดส่องทั่วพารา........กึกก้อง
ด้วยแรงแห่งศรัทธา......เดินสู่ สิ่งดี
หมื่นแสนเตรียมกู่ร้อง......ว่าเหิ้ยสั่งยิง
สีแดงเจิดจรัสจ้า......สง่างาม
ยึดมั่นแน่วแน่ตาม....ก่อไว้
เตรียมใจสู้ทุกยาม....แม้นเหนื่อย เหลือเกิน
ทวงคืนยุติธรรมไซร้.....กอบกู้คืนมา
ขออภัย โคลงสี่สุภาพ ที่มีบางคำไม่สุภาพ
๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดงที่ ๑๙ ธ.ค.๕๓
ประเทศไทยมีแต่เรื่องขำขันไม่รู้จบ ..บทความจากคุณ ทวดเอง..พันทิป..
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
ประเทศไทยมีแต่เรื่องขำขันไม่รู้จบ
เดี๊ยนไม่ใช่คนยึดติดกับตำแหน่ง
แต่ถ้าจะให้ออกจากตำแหน่ง ต้องรอให้ศาลไล่ก่อน....ฮา
ทหารถูกทำร้าย เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช.
แต่ประชาชนถูกทำร้าย เราไม่สามารถให้ข้อมูลได้....ฮา
พรก.ฉุกเฉิน ไม่มีผลต่อคนที่ไม่ทำผิดกฎหมาย
แต่ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนที่ทำผิดกฎหมาย....ฮา
ตอนแถลงคำวินิจฉัยกลาง เป็นเพราะยื่นเรื่องเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด
แต่คำวินิจฉัยส่วนบุคคลกลับเป็นเพราะการข้ามขั้นตอนของนายทะเบียนพรรคการเมือง....ฮา
เมื่อวินิจฉัยยกคำร้องเพราะเลยเวลากำหนด ดังนั้นข้ออื่นจึงไม่ต้องวินิจฉัย
แต่คำวินิจฉัยส่วนบุคคลกลับมีการวินิจฉัยในเรื่องมูลความผิด.....ฮา
ในคลิปมีการกระทำความผิดจริง
แต่คนถูกฟ้องกลับเป็นคนเผยแพร่.....ฮา
เป็นผู้ว่า ลาออกเพื่อแสดงสปิริต
แต่สมัคร ส.ส. กลับไม่คำนึงถึงความสง่างาม.....ฮา
พรรคอื่นทำเพื่อประชาชน เป็นประชานิยม
แต่พรรคตัวทำบ้าง กลับเป็น ประชาวิวัฒน์.....ฮา
พรรคอื่นให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เพื่อไปซื้อมอเตอร์ไซด์
แต่พรรคตัวให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เพื่อไปใช้หนี้.....ฮา
พรรคอื่นได้รับการไว้วางใจจากประชาชน เพราะการซื้อเสียง
แต่พรรคตัวได้รับการเลือกจากประชาชน เพราะชอบในนโยบาย.....ฮา
พรรคอื่น ส.ส. เข้าสมัคร เป็นการใช้เงินซื้อ
แต่พรรคตัว มี ส.ส.เข้าสมัคร เป็นเพราะมีอุดมการณ์เดียวกัน.....ฮา
ลาออกจาก ส.ส. เป็นรองนายกฯ เพื่อทำงานได้เต็มที่
ลาออกจากรองนายกฯ เพื่อสมัคร ส.ส. เพื่อเป็นบรรทัดฐาน....ฮา
ปิดสนามบิน การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
ปิดราชประสงค์ การเมืองต้องแก้ด้วยกำลัง.....ฮา
แก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องฟังเสียงประชาชนก่อน
แต่การขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง เพราะเงินเดือน ส.ส. ไม่พอใช้.....ฮา
1 ชีวิตที่เสียไปเพราะการเรียกร้อง รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
แต่ 91 ชีวิตที่เสียไปเพราะการเรียกร้อง นั่นเขาฆ่ากันเอง.....ฮา
5 ปีก่อน พรก.ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายของเผด็จการติดหนวด
5 ปีผ่านไป พรก.ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายเพื่อความมั่นคงของประเทศ.....ฮา
อดีต ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง
ปัจจุบัน เราได้เสียงส่วนใหญ่ในสภา ตามระบอบประชาธิปไตย.....ฮา
อดีต ประชานิยมทำให้วินัยการคลังเสียไป
ปัจจุบัน ประชาวิวัฒน์เป็นการลดการเหลื่อมล้ำทางสังคม.....ฮา
อดีต ประชานิยมเป็นการทำให้ประชาชนไม่รู้จักทำงานหารายได้
ปัจจุบัน ประชาวิวัฒน์เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ.....ฮา
และอดีต ทุกคนต้องรอการตัดสินใจของนายกฯคนเดียว
ปัจจุบัน นายกฯคนเดียวต้องรอการตัดสินใจของคนรอบข้าง.....55555
จากคุณ : ทวดเอง
ม.อ.ปัตตานีทุ่มกำลังภายใน ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ดึงโลกมุสลิมร่วมประชุม
ที่มา ประชาไท
ม.อ.จัดสัมมนาอิสลามศึกษานานาชาติที่ปัตตานี วอศ. ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนดึงนักวิชาการ/อธิการบดีทั่วโลกร่วมงาน 20 ประเทศ 34 มหาวิทยาลัย 38 ผลงานวิชาการ ปัดรัฐยืมมือมหาวิทยาลัยเชื่อมโลกมุสลิม เหตุแคร์ซาอุฯ

มี รายงานว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เตรียมจัดประชุมวิชาการอิสลามนานาชาติ ในหัวข้อ“Role of Islamic Studies in Post Globalized Society” ในวันที่ 21-23 ธันวาคม 2553 โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีสถาบันการศึกษาด้านอิสลามศึกษาทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างคณาจารย์และนักวิชาการต่างๆ ในเรื่องหลักสูตรที่จะรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม
โดน รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า แม้จะมีระยะเวลาการเตรียมการจำกัด แต่วิทยาลัยอิสลามศึกษาได้ใช้จุดแข็งของหน่วยงาน ที่มีบุคลากรเป็นบัณฑิตที่จบจากหลายสถาบันและหลายประเทศในโลก เป็นผู้ร่วมประสานงาน
รศ.ดร.บุญสม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักวิชาการจากสถาบันที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ตอบรับเข้าร่วมสัมมนา ประมาณ 200 คน เช่น จาก Al-Azhar University ประเทศ อียิปต์ Al-albayt University Mutah University และ Yarmouk University จากจอร์แดน Al-Neelain University ประเทศซูดาน มหาวิทยาลัย Madinah ในซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งสถาบันที่มีการเรียนการสอนทางด้านอิสลามศึกษา ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย และนักวิชาการในประเทศไทย อีกประมาณ 150 คน
นอก จากนั้นยังมีผู้บริหารในระดับรัฐมนตรีจากหลายประเทศได้แสดงความจำนงขอ ร่วมการสัมมนา เช่น รัฐมนตรีกิจการศาสนาของซาอุดีอาระเบีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมของอินโดนีเซีย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของประเทศกัมพูชา
การสัมมนา ประกอบด้วยการนำเสนอเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยทางด้านอิสลามศึกษา และการประชุมโต๊ะกลมระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อกำหนดทิศทางและความร่วมมือกันในการพัฒนาวิทยาลัยอิสลามศึกษา ของวิทยาเขตปัตตานี เพื่อขับเคลื่อนอิสลามศึกษาของไทย ในการบูรณาการศาสตร์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่
นอก จากนั้นยังได้ประสานกับสำนักจุฬาราชมนตรี เพื่อเชิญมุฟตีย์ หรือผู้นำศาสนาในประเทศอาเซียนเข้าร่วมด้วย โดยจะมีการประชุมนอกรอบเพื่อกำหนดกิจกรรมหรือการประชุมใหญ่ ระหว่างจุฬาราชมนตรี หรือมุฟตีย์ของอาเซียน
“คาดว่า หลังการสัมมนาครั้งนี้ จะได้แนวคิดโครงการและแนวคิดการจัดกิจกรรมที่เป็นระดับนานาชาติอีกมากกว่า 10 โครงการ” รศ.ดร.บุญสม กล่าว
นายยูโซะ ตาเละ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา (วอศ.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่า วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ. เป็นผู้ริเริ่ม โดยต้องการที่จะพัฒนาอิสลามศึกษาของ ม.อ.ให้มีมาตรฐานระดับโลก ส่วนรัฐบาลไทยเองก็มีนโยบายที่จะร่วมมือกับประเทศในทวีปแอฟริกาทุกเรื่อง รวมถึงด้านศึกษาด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อิสลามศึกษา วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.จึงใช้โอกาสนี้ ในการดึงจุดร่วมระหว่างนโยบายของรัฐบาลกับความต้องการของวิทยาลัยมาเป็นจุด เริ่มต้นในการพัฒนาอิสลามศึกษา
นายยูโซะ กล่าวว่า การเตรียมการจัดสัมมนาครั้งนี้ถือว่าน้อยมาก คือใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น เนื่องจากปกติการจัดสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติแบบนี้ต้องใช้เวลาเตรียม การเป็นปี โดยเฉพาะในเรื่องการการเตรียมนำเสนอผลงานทางวิชาการ จนเป็นที่ตั้งของสังเกตของหลายฝ่ายถึงความรีบเร่งในเตรียมการจัดงานครั้งนี้
นายยูโซะ อธิบายเรื่องนี้ว่า เดิมวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.กำหนดจะจัดงานนี้ในเดือนเมษายน 2554 แต่หลังจากประสานไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศในทวีปแอฟริกา ปรากฏว่าเป็นช่วงสอบของหลายมหาวิทยาลัย พร้อมกับได้รับคำแนะนำว่า ควรจัดงานในช่วงเดือนพฤษภาคม พฤศจิกายนหรือธันวาคมจะดีที่สุด
“ทางวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ. จึงคิดจะเลื่อนไปเป็นเดือนพฤษภาคม 2554 แต่เนื่องจากหลังจากสัมมนาครั้งนี้ มี 14 โครงการที่รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันสนับสนุนตามมา ภายใต้งบประมาณ 400 ล้านบาท ในการพัฒนาอิสลามศึกษา ในระยะ 10 ปี และที่ผ่านมาก็มีโครงการที่รัฐบาลได้สนับสนุนมาแล้ว เช่น โครงการส่งนักศึกษาเรียนต่อปริญญาเอกในต่างประเทศทุนละ 15 ล้านบาท”
“ดัง นั้น เราจึงเกรงว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันอาจจะอายุสั้น จึงไม่แน่ใจว่าจะได้รับงบประมาณสนับสนุนหรือไม่ จึงจำเป็นต้องจัดในวันที่ 21- 23 ธันวาคม 2553 นี้”
นายยูโซะ กล่าวว่า ดังนั้น ก่อนการจัดสัมมนาครั้งนี้ วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ. ซึ่งมีเครือข่ายซึ่งเป็นศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศมุสลิมจำนวนมากพอสมควร จึงใช้ความสัมพันธ์ในฐานะศิษย์เก่าตรงนี้ เป็นผู้เชื้อเชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาร่วมงานนี้อย่างเต็มกำลัง เป็นการสานสัมพันธ์โดยส่วนตัว ขณะเดียวกันอาจารย์ที่เคยสอนบางท่านก็อยากมาติดตามดูลูกศิษย์ว่าเป็นอย่างไร บ้าง ส่วนตนเองก็รู้จักกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยปละบุคคลสำคัญของประเทศเหล่านั้น อย่างดีหลายคน ถือว่าเป็นการติดต่อโดยตรงของวิทยาลัยไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล
นายยูโซะ เปิดเผยว่า ล่าสุดวันที่ 18 ธันวาคม 2553 ได้รับการยืนยันว่าจะมาร่วมงานแล้ว 20 ประเทศ จำนวน 34 มหาวิทยาลัย ส่วนผลงานทางวิชาการที่จะมีการนำเสนอในงานนี้มี 32 ชิ้น ซึ่งเป็นงานทางวิชาการที่แต่ละมหาวิทยาลัยมีอยู่แล้ว
“การ สัมมนาครั้งนี้ เราไม่เน้นเปเปอร์(ผลงานทางวิชาการ) แต่ตั้งใจจะให้เป็นการประชุมโต๊ะกลมของอธิการบดีหรือผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทั่วโลก เพื่อกำหนดเป็นปฏิญญาปัตตานี ในเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาอิสลามศึกษา กำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาด้านวิชาการอิสลามศึกษาร่วมกัน เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในระดับนานาชาติ เป็นการเปิดโอกาสนักศึกษาจากต่างประเทศมีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และมีการแลก เปลี่ยนทางอิสลามศึกษา” นายยูโซะ กล่าว
นายยูโซะ กล่าวอีกว่า งานนี้รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณมา 15 ล้านบาทง แต่ไม่ใช่งานของรัฐบาล ส่วนที่นายกรัฐมนตรีมากล่าวเปิดสัมมนาด้วย ก็เพราะต้องการดึงความสนใจของสื่อ และมีอีก 14 โครงการที่รัฐบาลสนับสนุน จะต้องดำเนินการต่อในอนาคต หลังการสัมมนา
นายยูโซะ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า งานนี้จริงๆ อาจเป็นของรัฐบาล แต่เหตุใดจึงให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพ อาจเป็นเพราะการหวังผลทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศในโลกมุสลิม เนื่องจากเนื่องจากตัวแทนที่เข้ามาร่วมสัมมนาของแต่ละประเทศ ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ในจำนวนยังเป็นรัฐมนตรีของบางประเทศด้วย ขอตอบว่า งานนี้เป็นงานวิชาการไม่ใช่เวทีทางการเมือง ก่อนหน้านี้รัฐบาลเองก็ไม่มั่นใจว่า ทางวิทยาลัยจะเตรียมจัดงานได้ในเวลาอันสั้น แต่ตอนนี้รัฐบาลมั่นใจแล้ว
นายยูโซะ เปิดเผยด้วยว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังติดใจกับคำว่า Post globalized ซึ่ง มีอยู่ในชื่อการสัมมนาครั้งนี้ด้วย จนทำให้นักวิชาการมาตีความว่าหมายถึงอะไร ซึ่งคำนี้ วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.เป็นผู้ตังชื่อเอง โดยได้รับคำแนะนำจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย Al-Azhar ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นคำศัพท์ใหม่ในทางวิชาการ โดยต้องการสื่อไปถึงอนาคต เพราะคำว่า Post globalized แปลว่า หลังยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งยุคโลกาภิวัตน์เริ่มต้นเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว แต่ปัจจุบันสังคมโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างรวดเร็ว ซึ่งคิดว่าอนาคต ยุคสมัยต่างๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วขึ้น จะทำอย่างไรที่จะให้อิสลามศึกษาอยู่ได้ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป
นาย ยูโซะ เปิดเผยด้วยว่า สำหรับผลงานทางวิชาการของวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ. ที่จะเสนอ เรื่อง อิสลามศึกษาอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต โดยวิทยาลัยมีเป้าหมายเน้นผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ความสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน โดยจะเน้นการศึกษาอิสลามอย่างลึกซึ้ง และมีความรู้ในสาขาอื่นๆ ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า รัฐบาลไทยใส่ใจกับความรู้สึกของประเทศซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีบทบาทอยู่ในองค์กรที่ประชุมประเทศมุสลิม หรือ โอไอซี มาก จึงไม่อยากเป็นเจ้าภาพเอง เพราะอาจไม่ได้รับการตอบรับจากประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่เมื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นจะภาพ ภาพที่ออกมาจะเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย จึงทำให้มีตัวแทนจากซาอุดิอาระเบียตอบรับที่จะมาร่วมงานครั้งนี้ด้วย
ประเด็นต่อมา เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำรัฐบาลปัจจุบันได้กำหนดยุทศาสตร์ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 เรื่อง ตามคำประกาศปัตตานี ในการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2548 คือ การจัดตั้งองค์กรหลักในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันพระราชบัญญัติอำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ พ.ร.บ.ศอ.บต. ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เรื่องที่สอง คือ สถาปนา ศูนย์ กลางอิสลามศึกษานานาชาติ ทั้งที่ ม.อ.ปัตตานี และที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ซึ่งที่ผ่านมาผลงานยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม จึงต้องเร่งให้มีงานนี้ขึ้นมา เพราะเชื่อรัฐบาลชุดนี้อาจอยู่ไม่นาน
กลไกสิทธิ เป็นลูกแกะมากกว่าราชสีห์
ที่มา ประชาไท






