ที่มา Thai E-News
โดย ประชาไพร่
22 ธันวาคม 2553
พวก หมาลอบกัด ยิงน้อย บรรจง หรือ “แดง คชสาร” แกนนำรุ่นกลางของคนเสื้อแดง กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ถึง 18 รู ยัดยาบ้าใส่มือ ทิ้งศพไว้กลางป่า ราวกับหมาข้างถนน จนมีผู้ไปพบศพเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2553 วันที่คนกว่าหมื่นคนทวงความยุติธรรมให้กับ 91 ชีวิตที่ราชประสงค์
คิด หรือว่าการป้ายความผิดด้วยยาบ้า กับคนที่มีไม่มีประวัติด่างพร้อย และเป็นนักสู้เช่นลุงน้อย มันจะทำให้คนเสื้อแดงเชื่อและนิ่งเฉยกับความตายของเพื่อนร่วมต่อสู้ครั้ง นี้?
การป้ายยาบ้านอกจากมันไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังเป็นเครื่องบ่งชี้ในระดับหนึ่งได้ด้วยว่า “ใครคือตัวการ” นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักสู้ประชาธิปไตย คนรากหญ้า คนขับรถตุุ๊กๆ หาเลี้ยงชีวิตตัวเองและครอบครัว ที่มีใจรักประชาธิปไตย และร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดงเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน
ยุทธวิธีการลอบ สังหารแกนนำชาวบ้านในต่างจังหวัด ที่พวกหมาลอบกัดชอบใช้ในช่วงสงครามเย็น การลอบสังหารผู้นำชาวนา ผู้นำกรรมกรจนกระทั่งก่อนการสังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อาจจะดูประสบความสำเร็จในยุคนั้น แต่ขอบอกไว้เลยนะ ยิ่งใช้ยุทธวิธีป่าเถื่อนมากเท่าไร ไม่ใช่กูจะกลัวมึง แต่กลับจะยิ่งทำให้พวกกูฮึกเหิมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
“คนเสื้อแดง เลยขีดความกลัวมาแล้ว”
“ยิ่งฆ่า คนเสื้อแดงจะยิ่งแค้น”
“ยิ่งฆ่า การปรองดองก็จะยิ่งไม่เกิด”
ยิ่งทำร้ายคนเสื้อแดงมากเท่าไร ไม่ใช่คนเสื้อแดงจะไม่มีแผ่นดินอยู่ แต่พวกมึงทั้งหลายนั่นแหล่ะ จะไม่มีแผ่นดินอยู่
อย่าลืมว่า คนที่มึงยิงทิ้งยังกะหมานั้น เป็นตัวแทนคนเสื้อแดง คนจน คนรากหญ้าหลายสิบล้านคนในประเทศไทย
ตลอด สองปีที่ผ่านมา คนเสื้อแดงก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วมิใช่หรือว่า “ตายสิบ เกิดแสน” แม้แต่สไนเปอร์ M 79 ก็หยุดคนเสื้อแดงไม่ได้ พวกเขายังออกมาส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เต็มท้องถนน
จะต้องไม่มีใครตายฟรีอีกต่อไปแล้ว!
จะต้องไม่มีไพร่สังเวยการคงอยู่แห่งอำนาจชนชั้นสูงอีกต่อไป
เพื่อ กู้เกียรติและศักดิ์ศรีของคนขับรถตุ๊กๆ หาเช้ากินค่ำ ตัวแทนคนรากหญ้า ที่จะต้องไม่ตายฟรี ไพร่คนนี้ที่ตายในพื้นที่เชียงใหม่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าเชียงใหม่จะต้องรับผิดชอบ หาคนสังหารลุงน้อย บรรจง มาให้ได้ภายในเจ็ดวัน มิฉะนั้นท่านจะต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
ดวงวิญญาณลุง น้อยอย่าเพิ่งไปสวรรค์ ตามไปหลอกหลอนคนที่สังหารลุงน้อย และพวกอยู่เบื้องหลังท้งหมด ให้พวกมันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และต้องลุกออกมาสารภาพยอมรับความผิดด้วยเถิด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, December 22, 2010
ยิ่งฆ่า - ยิ่งแค้น . . คารวะดวงวิญญาณ “แดง คชสาร” กลุ่มเสื้อแดง รักเชียงใหม่ 51
ชนชั้นกลวง'หล่อเซอร์เหี้ย'แต่งเพลงยิงหัวแกนนำเสื้อแดง เหยียดเชื้อชาติลาวจนถูกเฉดพ้นบทพระเอก
ที่มา Thai E-News

ที่มา มติชนออนไลน์ และบอร์ดIF
กระดานสนทนาชุมชนคนเสื้อแดงได้ พากันประกาศแบน เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ ที่ออกมาแต่งเพลง"กระสุนปืน"ด้วยความสะใจให้ยิงหัวแกนนำเสื้อแดง หลังจากก่อนหน้านี้เคยแสดงความสถุลดูถูกผู้หญิงลาว จนโดนถอดออกจากบทพระเอกหนังสบายดีหลวงพระบาง ภาค 2 มาทีแล้ว
ทั้งนี้มติชนออนไลน์ รายงานข่าวเรื่อง "เป้ อารักษ์"เปิดใจแต่งเพลง"กระสุนปืน"จากเหตุการณ์จริง ตอนนั้นโกรธมีแต่"แพะ"ถูกยิง ว่า เห็นเป็นหนุ่มเนื้อหอมคิวทองแห่งปี ล่าสุดรับบทเป็นพระเอกภาพยนตร์น่ารักอย่าง "สุดเขต สเลดเป็ด" หนุ่มเป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ หนุ่มมาดเซอร์ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีเวลามาผลิตผลงานอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก ที่ใช้ชื่อว่า "ออโต้อีโรติก" ซึ่งมีเพลงวิจารณ์สิ่งรอบตัว รวมถึงสถานการณ์การเมืองอย่างถึงพริกถึงขิง
หนุ่มเป้ เปิดเผยว่า ในอัลบั้มนี้มีเพลงทั้งหมด 15 เพลง บางเพลงถูกเขียนขึ้นมาระหว่างเกิดเหตุการณ์การปะทะระหว่าง 2 กลุ่มการเมือง ชื่อว่า "กระสุนปืน" ซึ่งเพลงนี้มีความเป็นจริง ภายหลังขับรถไปรับเพื่อนในซอยงามดูพลี ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางการปะทะ เพื่อนโทรมาบอกให้ไปรับหน่อย เพราะออกมาไม่ได้ ไม่มีอาหารทานแล้ว ตนก็ขับรถปิดไฟไปรับเองเลย พอไปถึงกลางซอยก็ได้ยินเสียงปืนดัง จึงเกิดเพลงนี้ขึ้นมา เหมือนเป็นการระบายความรู้สึกของเรา
อย่างไรก็ตาม นักร้องมาดเซอร์ กล่าวว่า ปกติแล้วไม่ใช่เป็นคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง แต่ในขณะนั้นเป็นช่วงประกาศการห้ามออกจากเคหสถาน(เคอร์ฟิว) จึงมีแต่ข่าวในโทรทัศน์ที่ดูได้
"ผมไม่ได้เป็นสีเหลือง หรือสีแดง ไม่ได้เป็นฝ่ายไหนทั้งนั้น แต่เพลงนี้ผมแต่งด้วยความ real (ความจริง) มันเกิดจากความรู้สึกว่า กระสุนปืนถูกยิงไปถูกคนปลายแถว มีแต่แพะ มีแต่เหยื่อที่ไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยแต่งเพลงระบายว่าทำไมไม่ใช้กระสุนปืนยิงพวกหัวแถวไปเลย ถ้ายิงแล้วมันจะได้จบ ด้วยอารมณ์โกรธในตอนนั้น" เป้ อารักษ์ กล่าว
เป้ กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ากระสุนปืนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เหมือนที่ "มหาตมา คานธี" ถูกลอบสังหาร ปัญหาความขัดแย้งก็ไม่ได้สิ้นสุดลง
เผยเพิ่งปากหมาว่าผู้หญิงลาวจนสบายดีหลวงพระบาง2ถอดจากพระเอก
นอก จากมีทัศนคตินิยมความรุนแรงแล้ว เป้-อารักษ์ยังมีชื่อเสียงการดูถูกเหยียดเชื้อชาติอีกด้วย โดยเขาเคยถูกถอดจากบทพระเอก ภาพยนตร์เรื่อง"สะบายดีหลวงพระบาง ภาค2" เนื่องจากไปพูดดูถูกผู้หญิงลาวว่า สวยสู้ผู้หญิงไทยไม่ได้ ทั้งที่นางเอกในเรื่องเป็นผู้หญิงลาว ทำให้รัฐบาลลาวไม่พอใจ จนต้องเปลี่ยนตัวพระเอก และกระทบต่อหนังเรื่องนี้ให้ล่าช้าออกไปเป็นปี
แต่เป้ก็ยังหลุดปากเน่าๆออกมาว่า "คือในส่วนของคนลาวเอง ผมก็ไม่รู้ว่าเขาคิดมากรึเปล่า.."(รายละเอียด)
Tuesday, December 21, 2010
บทสัมภาษณ์ ดร.จารุพรรณ:ทำไม?ฟ้องศาลโลก “รัฐบาลเทพประทาน”เป็น“อาชญากรฆ่าประชาชน"
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
‘รัฐบาลอภิสิทธิ์’ผู้ก่อการร้ายตัวจริง
คอลัมน์ ฟังจากปาก
โดย วัฒนา อ่อนกำปัง
ผศ.ดร.จารุ พรรณ กุลดิลก อดีตอาจารย์พิเศษ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ยูเอ็นเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การ เผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดง และเห็นว่าผู้ก่อการร้ายตัวจริงก็คือรัฐบาล ไม่ใช่คนเสื้อแดงอย่างที่คิดกัน ที่คิดอย่างนี้เพราะเหตุผลดังนี้
@ ทำไมต้องยื่นฟ้องศาลโลกอาญาระหว่างประเทศ
สืบ เนื่องจากการที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อควบคุมและปราบปรามการชุมนุมของประชาชนที่มาเรียกร้องให้มีการยุบสภาตาม กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีการใช้กองกำลังทหารเข้าปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็นการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งเป็นธรรมนูญที่กำเนิดศาลอาญาระหว่างประเทศ
ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ลงนามแต่ไม่ได้ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมก็ตาม แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์การใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชนในประเทศซูดานและ คองโก ซึ่งไม่เคยลงนามในธรรมนูญ แต่ปัจจุบันประธานาธิบดีของทั้ง 2 ประเทศก็เป็นจำเลยในศาลโลกแล้วเช่นกันในฐานะอาชญากรต่อมนุษยชาติ
@ ใครเป็นผู้ยื่นฟ้อง
ผู้ ยื่นฟ้องก็คือเจ้าทุกข์ทุกคน นั่นคือญาติของผู้ที่เสียชีวิตจากการเข้ากระชับพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ใช้อาวุธสงครามเต็มพิกัดเข้ามาสลายการชุมนุมจำนวน 91 คน จากทั้ง 2 ช่วงเวลา และพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เข้าร่วมชุมนุมตามสิทธิที่มีอยู่แต่กลับเป็นผู้ ถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมโดยทหารมากกว่า 2,002 คน ทั้งบาดเจ็บเล็กน้อยจนถึงพิการและทุพลภาพ เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้
@ มีหลักฐานแค่ไหน
การ รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล เพราะการดำเนินการของ ศอฉ. ในการกระชับพื้นที่นั้นมีบรรดาสื่อสารมวลชนทั้งไทยและต่างชาติมากกว่า 200 คน ที่เข้ามาบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น หลักฐานมีมากมาย เนื่องจากนักข่าวต่างชาติอยู่ในเหตุการณ์กว่า 200 ชีวิต มีการบันทึกเหตุการณ์ว่าการสลายการชุมนุมมีการใช้อาวุธสงครามกับประชาชนมือ เปล่า และภาพเหล่านั้นได้เผยแพร่อย่าง real time ไปทั่วโลก ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกถ่ายทอดไปสู่สายตาของคนต่างชาติทั้งโลก
@ ยื่นฟ้องในข้อหาใด
การ ดำเนินคดีของประชาชนที่กล่าวหารัฐบาลนายอภิสิทธิ์และคณะ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและพลเรือนที่อยู่ใน ศอฉ. ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยคณะตุลาการนูเร็มเบิร์ก ได้มีการยอมรับว่าการฆาตกรรมเป็นรูปแบบหนึ่งของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งทำให้บุคคลต้องมีความรับผิดชอบในอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกฎบัตรของคณะตุลาการทหารระหว่างประเทศ (The Charter of the International Military Tribunal) บัญญัติว่า อาชญากรรมต่อมนุษยชาติคือ การฆาตกรรม การทำให้สิ้นชีวิต การทำให้เป็นทาส การเนรเทศ และการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอื่นๆที่กระทำต่อประชากรพลเรือน
@ ฟ้องใครบ้าง
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสาทิตย์ วงหนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดใน ศอฉ.
@ ศาลจะใช้เวลาพิจารณาคดีนานไหม
ตรง นี้ไม่ทราบว่าจะใช้เวลาในการพิจารณานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกระบวนการในการพิจารณา ซึ่งเชื่อว่าคงใช้เวลาพอสมควร แต่กระบวนการต่างๆจะเป็นไปอย่างเปิดเผยและยุติธรรมอย่างแน่นอน
@ “ประชาธิปไตย” คืออะไร
ประชาธิปไตย คือการเคารพว่า 1 คน มี 1 สิทธิ 1 เสียงอย่างเท่าเทียมกัน และประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงของคนส่วนใหญ่ ในการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายในระดับประเทศ เสียงของประชาชนจะสะท้อนว่าประเทศเป็นอย่างไร ปัญหาของประเทศที่แท้จริงคืออะไร เสียงที่ซ้ำๆกันของประชาชนจะบ่งบอกปัญหาใหญ่ในด้านต่างๆ และรัฐจะต้องให้ความสำคัญในการจัดการปัญหานั้นเป็นอันดับต้นๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ความยากจน การศึกษา น้ำท่วม เป็นต้น ไม่ใช่เอาใจใส่โครงการที่ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน เช่น รถเมล์ จนในที่สุดปัญหาหลักก็ไม่ได้แก้ไข เช่น กรณีน้ำท่วม จนมีผู้เสียชีวิตอย่างไม่ควรจำนวน 200 กว่าคน
@ คนเสื้อแดงคือผู้ก่อการร้ายจริงหรือ
ตรง นี้ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมรัฐบาลถึงจงเกลียดจงชังพี่น้องคนเสื้อแดงที่เป็นคน ไทยเช่นกัน เขามาทำหน้าที่และทำตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่รัฐบาลกลับบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ขนาดที่ภาคใต้มีระเบิดทุกวัน เจ้าหน้าที่ตายทุกวัน คนที่ก่อการเหล่านั้นยังไม่โดนข้อหานี้เลย ดังนั้น คำว่าผู้ก่อการร้ายเป็นข้อกล่าวหาของรัฐบาลซึ่งปราศจากหลักฐาน มีผู้ร่วมชุมนุมเรือนแสนเกือบทุกวัน รวมทั้งนักข่าวทั้งในและต่างประเทศเฝ้าสังเกตการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง อาจมีตำรวจ ทหารนอกเครื่องแบบปะปนอยู่ด้วยซ้ำ แต่ไม่ปรากฏว่าพบอาวุธหรือสิ่งผิดปรกติใดๆมาเป็นแรมเดือน
ซึ่งใน ทางกลับกันมีคนจำนวนมากทั่วโลกเห็นว่ารัฐบาลมีพฤติกรรมที่เปรียบเสมือนผู้ ก่อการร้ายมากกว่า โดยมีการนำทหารกว่า 80,000 นาย พร้อมอาวุธสงครามมาใช้กับพลเรือนมือเปล่า จำนวนมากกว่าไปรบกับต่างชาติเสียอีก ทั้งรถถัง เฮลิคอปเตอร์ซึ่งโรยแก๊สน้ำตาใส่บริเวณที่มีชาวบ้าน ทั้งคนแก่ เด็กเล็กนั่งอยู่จำนวนมาก มีการใช้ปืนสงครามนานาชนิดที่ใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ประชาชนมือเปล่าในระยะ ประชิด มีการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ และปิดกั้นไม่ให้กาชาดสากลเข้ามาดูแลพลเรือนตามสนธิสัญญาเจนีวา จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พฤติกรรมเหล่านี้ของรัฐบาลและ ศอฉ. เข้าข่ายเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายมากกว่า ซึ่งขัดกับหลักมนุษยธรรม และเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยแท้จริง
@ คนเสื้อแดงไม่จงรักภักดีจริงหรือ
นั่น เป็นข้อกล่าวหาเพื่อทำลายความชอบธรรมของกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของคน เสื้อแดง และที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ข้อหานี้ได้ทำลายพลังของประชาชนและทำลายคน บริสุทธิ์มามาก แต่บัดนี้การยัดเยียดข้อหานี้กับคนเสื้อแดงดูเหมือนจะไม่สำเร็จแล้วในโลก ปัจจุบันที่ความจริงปรากฏได้ง่ายขึ้น เพราะความจริงปรากฏว่าคนที่ทำให้สถาบันเบื้องสูงเสื่อมเสียคือกลุ่มที่อ้าง อิงสถาบันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ และกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ ในทางหลักสากลถือว่าการอ้างอิงสิ่งใดย่อมเป็นการทำลายสิ่งนั้น
ต่าง ชาติเขียนข่าวถึงพฤติกรรมของการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ กลุ่มเหล่านี้จะใช้ข้ออ้างในการรักษาอำนาจ โดยการกล่าวหาและผลักไสให้ประชาชนบริสุทธิ์เรือนล้านไปอยู่ฝ่ายไม่จงรัก ภักดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เป็นวิธีคิดที่ไม่สร้างสรรค์และบ่อนทำลายระบบ คนที่อ้างอิงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองนั้นเป็นพฤติกรรม ที่ทำลายชาติอย่างแท้จริง
@ อนาคตคนเสื้อแดง
ประชาชน ที่ตื่นตัวเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารการบ้านการเมืองทุกวัน เขาเหล่านั้นจะสามารถวิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์ สังเคราะห์รูปแบบและทิศทางของประเทศได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้ประชาชนที่มีคุณภาพจำนวนมาก และวันหนึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้นำทางความคิดและชี้นำสังคมและประเทศให้เป็น ไปในทิศทางที่เคารพประชาธิปไตย เคารพประชาชน และยกย่องให้เกียรติคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ประเทศไทยจะมีการปฏิรูประบบกฎหมายขนานใหญ่โดยเน้นไปที่หลักศักดิ์ศรีของความ เป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน
@ ความยุติธรรมมีจริงหรือไม่
ที่ บ้านเมืองไม่สงบสุขทุกวันนี้ก็เพราะไม่มีความเป็นธรรมในบ้านเมือง หลักกฎหมายง่ายๆประเทศไทยยังไม่สามารถทำให้ตรงไปตรงมา จนเสมือนดูถูกสติปัญญาคนทั้งประเทศ อย่างไรก็ไม่มีวันที่จะเกิดสันติภาพได้ง่ายๆ
@ เรื่อง 2 มาตรฐานเป็นอย่างไร
เรื่อง 2 มาตรฐานกลายเป็นคีย์เวิร์ดประจำของรัฐบาลนี้ไปแล้ว เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง 2 มาตรฐานปรากฏขึ้นในข่าวต่างประเทศเป็นประจำ ซึ่งทุกคนสามารถค้นจากอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง และจะได้ทราบว่าต่างชาติมองประเทศไทยภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์และคณะ รัฐมนตรี รวมทั้งคนที่เกี่ยวข้องอย่างไร เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่าในเวลานี้ทั่วโลกกำลังให้ไทยเป็นตัวอย่างของคำ ว่า 2 มาตรฐานไปแล้ว เพราะเขาบอกว่าหากอยากรู้ว่า 2 มาตรฐานเป็นอย่างไรให้ศึกษาที่ประเทศไทย จะพบความจริงว่า 2 มาตรฐานคืออะไร
@ ภาพรวมของประเทศไทย
ใน ขณะที่ประเทศไทยมาถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดในแง่วิธีคิดในเรื่องโครงสร้างการ ปกครอง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech) และกองทัพ แต่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้คนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายรวมไปถึงประชาชนคนไทยทุกคนได้เรียนรู้และตระหนักถึงปัญหา คนไทยเจ็บปวดมามากกับปัญหาความขัดแย้งที่ไม่มีทางออก ต่อไปคนจะยอมทดสอบทฤษฎีแห่งหลักการของการเคารพซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ คนในประเทศจะพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และให้คุณค่านี้อยู่เหนือหลักอื่นๆในรัฐธรรมนูญ
@ กองทัพในสายตานักวิชาการ
กอง ทัพไม่ควรยุ่งกับการเมือง ไม่ควรนำวิธีคิดเรื่องการปกครองแบบทหารมาใช้กับการเมือง ส่วนตัวในฐานะที่ทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เห็นว่าการนำเอาโครงสร้างการ ปกครองแบบทหารมาใช้กับการปกครองประเทศเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของคน ทำให้คนไม่พัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง ไม่น่าแปลกที่ประเทศไทยไม่เคยมีคนเก่งในระดับโลก ไม่มีคนไทยเคยได้โนเบลหรืออื่นๆ เพราะที่ผ่านมาช่วงที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นโครงสร้างแบบเปิดกว้างสั้น เหลือเกิน
@ อนาคตของประเทศไทย
ประเทศ ไทยกำลังมาถึงทางตันมากขึ้นเรื่อยๆในด้านโครงสร้างแบบเผด็จการ การทำให้ประเทศชาติสงบสุขอย่างแท้จริงไม่ใช่การใช้กำลังกดขี่ปราบปราม หรือการปิดกั้นการเรียนรู้ของคน แต่ประเทศจะสงบสุขอย่างยั่งยืนได้เพราะปัญญา คนในสังคมต้องเรียนรู้ร่วมกันในโครงสร้างเปิดแบบประชาธิปไตย คนจะตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่ส่งผลต่อระบบ และจะร่วมมือกันดูแลพื้นที่ของตนเอง ประเทศชาติจะเข้าสู่ความสมดุลตามธรรมชาติและเกิดความสงบสุขที่แท้จริง
@ อยากบอกอะไรกับนายกฯ
อยาก ให้ศึกษาประวัติศาสตร์โลกให้มาก พฤติกรรมที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ของรัฐบาลคล้ายคลึงกับรัฐบาลนาซีมาก จัดตั้งรัฐบาลมาด้วยเสียงข้างน้อย เมื่อขึ้นสู่อำนาจก็เน้นไล่ล่าศัตรูทางการเมือง มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อมหาศาลและปลุกกระแสชาตินิยม สุดท้ายทะเลาะกับเพื่อนบ้านไปทั่วและก่อชนวนของสงคราม วันนี้หากนายอภิสิทธิ์ยังมีสติดีอยู่ขอให้กลับสู่หนทางแห่งประชาธิปไตยและ เคารพหลักสิทธิมนุษยชน เพราะประวัติศาสตร์ไทยก็ถูกบันทึกทุกวันเช่นกัน
@ การเมืองไทยในสายตานักวิชาการ
เวลา ของการเมืองไทยภายใต้ความคิดแบบเผด็จการยาวนานเกินไปแล้ว ประเทศไทยเคยอยู่ภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตย และมีความหวังกับการพัฒนาการเมืองมาก มีคนอาสาสมัครมาทำงานการเมืองมาก แต่วันนี้มีแต่คนรังเกียจ บ้านเมืองก็จะสิ้นหวัง หากอดทนให้ประชาธิปไตยได้เจริญเติบโตได้มากกว่านี้จะดีต่อประเทศไทย
ประชาธิปไตย ของประเทศอื่นยาวนานเป็น 100 ปี ได้ลองผิดลองถูก และได้แก้ปัญหาเป็นลำดับๆไป แต่ประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างมาก 5-6 ปีก็มีการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไม่มีโอกาสเจริญเติบโต ลองผิดลองถูก สร้างองค์ความรู้และยืนหยัดได้ด้วยตนเอง เมื่อรากฐานไม่แข็งแรง คนไม่เคารพขั้นตอนในการพัฒนาประเทศ ด้านอื่นๆก็จะไม่เจริญด้วย ทั้งการศึกษา วิทยาการด้านอื่นๆ และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
สุดท้ายวันนี้ประเทศไทยต้อง มาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ คือต้องเคารพ 1 คน มี 1 สิทธิ 1 เสียง และตระหนักว่าแต่ละคนเป็นสมาชิกของระบบ มีความสำคัญในการพัฒนาระบบ เขาจึงจะลุกขึ้นมาร่วมมือกันและพาประเทศพ้นวิกฤตในด้านต่างๆอย่างทันท่วงที
@ มุมมองปัญหาการเมือง
มอง ว่าการใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ขาคือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ไม่มีความสมดุลกัน เพราะตอนนี้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจมากถึงขนาดทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีบทบาทในการบริหารประเทศ เพราะการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจนอกระบบเข้ามามีบทบาทต่อฝ่าย ตุลาการและกองทัพ ทำให้ดุลอำนาจไม่สมดุล ประเทศบริหารงานไม่ได้ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติถูกลดทอนบทบาทลงไป สุดท้ายความลำบากจะอยู่ที่ประชาชน เพราะปัญหาต่างๆไม่ได้แก้ไข รวมทั้งปัญหาเดิมคือเรื่องความยากจนก็ยังคงทวีคูณมากยิ่งขึ้น
@ คำว่า “ปฏิวัติ” คืออะไร
การ ปฏิวัติเป็นข้ออ้างที่จะมาแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่มีการคอร์รัปชัน เราพิสูจน์แล้วว่าปัญหาคอร์รัปชันแก้ไม่ได้ มันคือการใช้กำลัง ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะเกิดจากความเป็นธรรม แล้วก็จะสงบสุขไปเอง
@ ถ้ามีการปฏิวัติจะทำอะไร
ถ้า เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงคงต้องออกไปสู้อย่างแน่นอน จะสู้จนตัวตาย เพราะทนไม่ได้แล้ว ถ้ามีแนวคิดโครงสร้างกดทับไปเรื่อยๆแบบนี้ประชาชนก็จะไม่ได้ลืมตาอ้าปาก มันไม่จริงที่จะอยู่ดีกินดี ไม่มีทางที่จะแก้ไขความทุกข์ในชีวิตได้ทันเวลา
(ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ฉบับ วันที่ 11 – 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553)
มายาคติเรื่องทฤษฎีชนชั้นกลาง
ที่มา มติชน
โดย น.ส.ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
![]() |
"นโยบาย พัฒนาที่ธนาคารโลกนำมาสู่ประเทศไทย ภายใต้เผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และทายาท ได้สร้างคนชั้นกลางรุ่นใหม่ขึ้นในสังคมไทย คนเหล่านี้ไม่อาจทนอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารที่กีดกันพวกตนออกไปจากการมี ส่วนร่วมทางการเมืองได้ จึงร่วมมือกับชนชั้นนำตามจารีต, ทุน และกลุ่มทหารที่ไม่พอใจการเมืองภายในกองทัพขับไล่ผู้นำเผด็จการทหารออกไปใน การปฏิวัติ 14 ตุลา"
เนื้อหาในบทความเป็นการวิเคราะห์การต่อสู้ ทางการเมือง และพื้นที่ทางการเมืองของชนชั้นกลางตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 โดยเนื้อหาของบทความเป็นการวิเคราะห์ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงด้านสังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยี ทำให้ชนชั้นกลางใหม่ในปัจจุบันนั้น ไม่อาจจะถูกปิดพื้นที่ทางการเมืองเช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้ และสิ่งนี้จะนำมาซึ่งความตึงเครียดทางการเมืองในที่สุด
ผู้เขียนเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ในบทความนี้ แต่ผู้เขียนสงสัยในความเข้าใจเบื้องต้นของบทความนี้ว่า ได้ให้ความหมายและคุณค่ากับ "ชนชั้นกลาง" มากเกินไปหรือไม่ มิพักกับการสงสัยว่า "ชนชั้นกลาง" นี้มีจริงหรือเปล่า
นอกจากนี้ การอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาทิ เหตุการณ์ปฏิวัติ 14 ตุลา ด้วยบทบาทของชนชั้นกลางนี้มีจุดที่ชวนสงสัยอยู่มาก
ข้อ สรุปของบทความนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ด้วยเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบทางการเมืองที่เกิดจากชนชั้นกลาง ซึ่ง ศ.ดร.นิธิได้เขียนงานเกี่ยวกับ "ชนชั้นกลาง" ขึ้นมาหลายชิ้น หนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของท่านในทศวรรษที่แล้วคือ ปากไก่และใบเรือ ก็เขียนถึงชนชั้นกลางในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
แม้ว่าท่านจะเขียนบทความเกี่ยวกับชนชั้นกลางไว้หลายชิ้น แต่ ศ.ดร.นิธิก็ไม่ได้ระบุว่าใครกันแน่ที่เป็น "ชนชั้นกลาง" โดยท่านเองได้กล่าวโดยนัยว่า ตำแหน่งแห่งที่ของความเป็น "ชนชั้นกลาง" นั้น "เลื่อนไหล" เพราะวันหนึ่งคนคนหนึ่งที่เคยเป็นชนชั้นกลาง อาจจะเป็นคนชั้นล่าง และคนที่เคยเป็นชนชั้นล่าง อาจจะถีบตัวมาเป็นชนชั้นกลาง ตัวแปรสำคัญหนึ่งที่ชี้วัดความเป็นชนชั้นกลางคือ "รายได้"
โดยบทความฉบับนั้นกล่าวว่า "นี่คือคนชั้นกลางรุ่นใหม่ (กว่า) ซึ่งพื้นที่ทางการเมืองภายใต้กำกับยังไม่ได้ผนวกเข้าไป จากการสำรวจของอาจารย์อภิชาต สถิตนิรามัย พบว่าคนเสื้อแดงแถบนครปฐมมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวถึงกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ห่างไกลสุดกู่จากเส้นความยากจนของสภาพัฒน์"
แสดงว่า ศ.ดร.นิธิวัดความเป็นชนชั้นกลางจากระดับรายได้ด้วยส่วนหนึ่ง
กลับมาที่บทบาทของชนชั้นกลางกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกที
นอกจากจะไม่สามารถกำหนดได้อย่าง "ตายตัว" ใครเป็นชนชั้นกลางแล้ว ยังมีความน่าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องบทบาทของชนชั้นกลางกับการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองอีก จึงได้เกิดคำถามสำหรับข้อสมมติฐานดังกล่าวว่า
"ชนชั้นกลางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจริงหรือไม่"
เพราะเมื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดในการปฏิวัติ 14 ตุลา จากงานศึกษา "และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ" ของ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ แล้ว กลับพบว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติ 14 ตุลา เพื่อสลัดต่อการครอบงำของเผด็จการอำนาจนิยมคือ ความร่วมมือระหว่าง "ชนชั้นนำตามจารีต" และ "นักศึกษา" ซึ่งเป็นอนุรักษนิยมสุดขั้วกับเสรีนิยมสุดเดช ซึ่งส่วนผสมของอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม จะกลายเป็นชนชั้นกลางได้อย่างไร
คำอธิบายที่มักกล่าวถึง "ชนชั้นกลางกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเหตุการณ์ปฏิวัติ 14 ตุลา" อยู่ในทำนองที่ว่า เพราะในสมัยจอมพลสฤษดิ์นั้นมีการพัฒนาเศรษฐกิจ เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความต้องการแรงงานมีฝีมือ จึงได้เกิดมหาวิทยาลัยขึ้น และมหาวิทยาลัยเป็นตัวผลิตนักศึกษา
ดังนั้น นักศึกษา (ซึ่งจะกลายเป็นชนชั้นกลางต่อไป) จึงเกิดความไม่พอใจกับระบอบเผด็จการทหาร ฯลฯ
คำอธิบายดังกล่าวเป็นคำอธิบายที่โยงไปโยงมาชนิดที่พอจะทำให้ "การพัฒนาเศรษฐกิจ" กับ "การปฏิวัติ 14 ตุลา" มาเกี่ยวข้องกันได้ แต่หากจะพยายามหาชนชั้นกลางที่เกิดจากระบอบสฤษดิ์นั้น ไม่น่าจะใช่นักศึกษา แต่น่าจะเป็นพ่อค้าระดับเอสเอ็มอี และข้าราชการระดับกลางเช่นเหล่า "อาจารย์มหาวิทยาลัย" เพราะเนื่องจากในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยหัวเมืองขึ้นมากมาย (เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น)
อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นชนชั้น ใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจริงๆ มีรายได้ มีรสนิยม มีความเป็นตัวของตัวเอง (ซึ่งน่าจะเข้าคอนเซ็ปท์ความเป็น "ชนชั้นกลาง" ของ ศ.ดร.นิธิมากกว่านักศึกษา)
แต่ เมื่อมาโยงถึงบทบาทในการปฏิวัติ 14 ตุลา นั้นพบว่า บทบาทหลักในเหตุการณ์ปฏิวัติ 14 ตุลา นั้น เป็นบทบาทที่มาจากความคิดอันเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองของนักศึกษาในการ ขับไล่เผด็จการอำนาจนิยม
มาถึงจุดนี้จึงน่าคิดว่า ได้มีการนำทฤษฎีชนชั้นกลางมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย แบบน่าสงสัย มายาคติเรื่องนี้ได้ถูกส่งต่อมาที่การชุมนุมในช่วงพฤษภาทมิฬ อันมีสถิติที่อ้างต่อกันมาจากแหล่งเดียวกันว่าผู้ชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี ในครั้งนั้นมีโทรศัพท์มือถือใช้ มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีระดับรายได้ค่อนข้างมาก
แต่ในช่วงปี พ.ศ.2535 นั้น โทรศัพท์มือถือยังไม่ได้มีใช้กันแพร่หลาย ผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือใช้ น่าจะเป็นชนชั้นนำหรือกลุ่มคนประเภทนายทุน-เจ้าสัว มากกว่าชนชั้นกลาง ใช่หรือไม่
ชนชั้นกลางนั้นจริงๆ แล้วมีบทบาทในการปฏิวัติ 14 ตุลา หรือไม่เป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ชนชั้นกลางเป็นชนชั้นที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด พวกเขาเป็นชนชั้นที่ต้องการสถานภาพเดิม (Status quo) เหนือกว่าใคร เพราะชนชั้นกลางไม่เหมือนชนชั้นล่างที่ "ไม่มีอะไรจะเสีย" และไม่เหมือนชนชั้นนำที่ "ต้องการจะเสี่ยงเพื่อการเปลี่ยนแปลง" ชนชั้นกลางเป็นผู้ต้องการเสถียรภาพให้กับระบอบ มากกว่าจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงระบอบ
การอยู่รอดของชนชั้นกลางอยู่ที่การ "อยู่ได้นานก็สนุกได้นาน" พวกเขาต้องการให้คงสภาพสังคมเช่นเดิม ที่มีคนอยู่ข้างใต้จำนวนหนึ่ง เพียงพอที่จะให้พวกเขาเก็บเกี่ยวส่วนเกินต่อไปวันๆ โดยนัยยะนี้ ชนชั้นกลางจึงเป็นพวกอนุรักษนิยมที่สุด และไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ ระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เน้นที่การสร้างชนชั้นกลาง เพราะชนชั้นกลางไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติ (ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันไม่ใช่การปฏิรูป) ครั้งใดๆ ในโลกก็ไม่ได้เกิดเพราะชนชั้นกลางแต่เกิดเพราะชนชั้นนำ หรือการร่วมมือระหว่างชนชั้นนำกับชนชั้นล่าง หากมีการเปลี่ยนแปลง ชนชั้นกลางต้องการให้ค่อยๆ เกิดขึ้น เพราะเขาต้องการเวลาปรับตัว
มายาคติเรื่อง "ชนชั้นกลางกับระบอบประชาธิปไตย" จึงเป็นเรื่องที่น่าทบทวน เพราะจากประวัติศาสตร์และลักษณะของชนชั้นกลางแล้วเป็นไปได้ยากที่ชนชั้นกลาง จะมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ในลักษณะการปฏิรูป
ชนชั้นกลางไม่ได้รักระบอบใดระบอบหนึ่ง (รวมทั้งระบอบประชาธิปไตยด้วย) แต่พวกเขาต้องการสร้างเสถียรภาพให้กับระบอบเพื่อให้ตนเองคงสถานภาพ "กลางๆ" เช่นนั้นต่อไป
ไม่ว่าระบอบนั้นจะเป็นประชาธิปไตยหรือ "ไม่" ก็ตาม
การชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐ(Protest)กับการชุมนุมเพื่อก่อการจลาจลต่อรัฐ(Riot)
ที่มา มติชน
โดย ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
บท ความนี้ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะก่อให้เกิดผลกระทบกับผู้ใด แต่เมื่อเกิดข้อเท็จจริงในบ้านเมือง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญ ผู้เขียนมีเจตนาที่จะเสนอข้อคิดเห็นทางวิชาการต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ใน ทางวิชาการ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 บัญญัติว่า “ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ
แห่ง กฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพื่อคุมครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่ สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก ”
ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะเห็นได้ว่า การชุมนุมสาธารณะหรือการชุมนุมในที่สาธารณะจะกระทำไม่ได้เลย แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธก็ตาม เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะไว้ แต่อย่างใด ดังนั้นการชุมนุมในที่ซึ่งไม่ใช่เป็นที่สาธารณะหรือเป็นที่สาธารณะที่ไม่มี ประชาชนใช้ที่สาธารณะนั้น การชุมนุมย่อมกระทำได้โดยสงบและปราศจากซึ่งอาวุธ การกำจัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธในที่ซึ่งมิใช่เป็นที่ สาธารณะหรือในที่สาธารณะที่ไม่มีประชาชนใช้นั้น จึงไม่อาจกระทำได้ไม่ว่าในกรณีใด
เสรีภาพในการชุมนุม สาธารณะหรือการชุมนุมในที่สาธารณะ ไม่อาจกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 วรรคสอง เพราะขณะนี้ยังไม่มีกฎหมาย (ที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ)ออกใช้บังคับในกรณีการชุมนุมสาธารณะ เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะไว้แต่อย่างใด เมื่อยังไม่มีกฎหมายออกมาคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะใน กรณีที่มีการชุมนุมสาธารณะแล้ว บุคคลผู้ชุมนุมจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองได้เท่าที่ไม่ละเมิดต่อสิทธิและ เสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 28 วรรคแรก เท่านั้น
เสรีภาพในการชุมนุมของ ผู้ชุมนุมกับเสรีภาพของบุคคลอื่นที่จะต้องมีความ สะดวกในการใช้ที่สาธารณะ และสิทธิเสรีภาพอื่นๆของบุคคลที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเสรีภาพที่ เท่าเทียมกันซึ่งจะกระทำละเมิดต่อกันไม่ได้ การชุมนุมในที่สาธารณะจึงกระทำไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ดังกล่าว และเมื่อมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใช้บังคับโดยฝ่ายบริหารแล้ว การชุมนุมสาธารณะหรือการชุมนุมในที่สาธารณะจึงไม่อาจกระทำได้โดยเด็ดขาดใน เขตที่ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน
การชุมนุมสาธารณะ (ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่ได้ออกกฎหมายให้มีการชุมนุมสาธารณะใช้บังคับ นั้น ) การชุมนุมสาธารณะจะกระทำได้ จะต้องเป็นการใช้สิทธิตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ หรือมีหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้มีหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญเท่า นั้น เช่นรัฐธรรมนูญ มาตรา 69 ซึ่งบัญญัติให้บุคคลมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีจากการกระทำใดๆเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญ
หรือในกรณีที่เกิดความล้มเหลวในการบริหารราชการ แผ่นดินของรัฐ (ซึ่งก็คือรัฐบาล) ที่ไม่เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในหมวด 5 ส่วนที่ 1 - ส่วนที่ 10 ซึ่งประชาชนมีหน้าที่ตามบริบทที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่าง เป็นรูปธรรม และมีหน้าที่ตามที่ได้บัญญัติไว้ในหมวด 4 ในเรื่อง “ หน้าที่ของชนชาวไทย” ตามมาตรา 70 -74 การชุมนุมสาธารณะจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นการชุมนุม เพราะผู้ชุมนุมมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น และต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การชุมนุมสาธารณะแม้กระทำโดยสงบและปราศจากอาวุธก็มีความผิด
หาก ไม่มีข้ออ้างซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุแห่งการ ชุมนุม เพราะการชุมนุมดังกล่าวไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีในความเป็น มนุษย์ของบุคคลอื่น ซึ่งรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลไว้ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ( มาตรา 26 -มาตรา 69 ) และได้บัญญัติจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมไว้ตามมาตรา 28 วรรคแรก
แม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามมาตรา 63 วรรคแรกก็ตาม แต่ก็ไม่มีสิทธิและเสรีภาพที่จะไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคแรก
หากปรากฏว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐล้มเหลว ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ เช่นไม่อาจรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของรัฐ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ) หรือไม่อาจควบคุมให้มีการรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ให้มีเสถียรภาพและความ มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ [ รัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (3) ] หรือไม่มีประสิทธิภาพในการจัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็น ระบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ [ รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 (4) ] และ ฯลฯ ความล้มเหลวที่ไม่สามารถดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งในหมวด 5 จึงเป็นกรณีที่รัฐ( ซึ่งหมายถึงรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ) ไม่ทำหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
และการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ บุคคลหรือประชาชนย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่สามารถแสดงบทบาท และเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็น รูปธรรม โดยมีการชุมนุมสาธารณะแสดงความคิดเห็นต่อต้าน ( Protest ) เพื่อบังคับ กดดันให้รัฐกระทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้ การใช้สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการชุมนุมสาธารณะดังกล่าวเป็นสิทธิและ หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ในบริบทและตามรัฐธรรมนูญในหมวดหน้าที่ของชนชาวไทย
แต่ จะต้องมีเหตุเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการที่รัฐ ( รัฐบาลและหน่วยงานที่มีหน้าที่ ) ไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนว ตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นแล้ว การกระทำดังกล่าวของประชาชนจึงไม่ก่อให้เกิดการกระทำความผิดใดๆ ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของบุคคลอื่น( ที่ไม่ได้มาร่วมชุมนุม) ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลไว้ ในหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และการชุมนุมดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานกีดขวางทางจราจร ไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
การชุมนุมต่อต้านเพื่อบังคับกดดันเรียกร้องให้รัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญนั้น เป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของบุคคลอื่นซึ่งเป็น ประชาชนและไม่มาร่วมชุมนุมด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจถือได้ว่าผู้ชุมนุมได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณ ชน ( Public Interest ) นั้นด้วย การกระทำโดยมีสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และมีเหตุเนื่องมาจากการที่รัฐไม่ปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญหรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ การชุมนุมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่เป็นความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาใดๆ เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
อย่างไรจึงถือว่ารัฐ (รัฐบาล หรือ องค์กรของรัฐ) ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญในการบริหารราชการแผ่น ดิน เพราะแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ หรือด้านอื่นใด ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 75 - 87 นั้น เป็นกรอบที่รัฐต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามโอกาสและตามจังหวะที่ต้อง ปฏิบัติในการบริหารงานของประเทศเท่านั้น
การจะถือว่ารัฐไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าว จึงขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของรัฐในสถานการณ์หนึ่งๆนั้นว่า รัฐได้กระทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในเรื่องนั้นๆ ด้วยความจริงใจ โดยสุจริตให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ( Good Faith ) หรือไม่ และการกระทำการต่างๆดังกล่าวของรัฐนั้นได้สร้างความน่าเชื่อถือและความไว้ วางใจ ( Credit ) ให้กับประชาชนได้หรือไม่ เพียงใด
ถ้า การกระทำของรัฐดังกล่าวได้ดำเนินการในลักษณะที่ไม่สุจริต จริงใจ หรือมีพฤติการณ์ของการกระทำอันเป็นที่ไม่น่าเชื่อถือศรัทธาและไม่เป็นที่น่า ไว้วางใจของประชาชนปรากฏให้เห็นโดยชัดเจนแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะชุมนุมเพื่อต่อต้านการกระทำของรัฐที่ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญได้ เพราะรัฐไม่มีสิทธิที่จะบริหารราชการแผ่นดินโดยขัดต่อแนวนโยบายพื้นฐานแห่ง รัฐตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินโดยขัดต่อนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อ รัฐสภานั่นเอง
กรณีดังกล่าวย่อมแตกต่างกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยไม่ชอบอันจะเป็นความผิดอาญาด้วยตนเองหรือไม่นั้น เป็นคนละกรณีกัน เพราะมีอำนาจในการบริหารงานแผ่นดินทับซ้อนกันอยู่ โดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล
กรณี จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นได้รู้หรือ ไม่ว่า รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับหน่วยงานนั้น โดยขัดต่อแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 75 - 87 หรือไม่ ( ซึ่งไม่ใช่เฉพาะมาตราที่มีชื่อเกี่ยวกับงานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ทุกองคาพยบของหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ให้เป็นไปตามแนว นโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 75 – 87 ทั้งสิ้น )
และหากปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐนั้นได้รู้แล้วว่า รัฐบาลไม่ได้บริหารงานราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตาม รัฐธรรมนูญแล้วแต่ยังขืนกระทำไป หน่วยงานของรัฐนั้นก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าวด้วย การชุมนุมของประชาชนเพื่อต่อต้านการกระทำของรัฐรวมทั้งองค์กรของรัฐ แม้เป็นการชุมนุมในที่สาธารณะ ( แต่ต้องโดยสงบและปราศจากอาวุธ ) ก็กระทำได้ทั้งสิ้นโดยไม่มีความผิด เพราะเป็นการใช้สิทธิและมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ อันมีผลจากการกระทำของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทำหน้าที่ของตนตามรัฐธรรมนูญ
การชุมนุมสาธารณะของประชาชนโดยไม่มีข้ออ้างถึงการกระทำใดๆที่รัฐได้กระทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือไม่มีข้ออ้างที่รัฐมิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69 และรัฐธรรมนูญมาตรา 75 – 87 แต่มีการชุมนุมโดยอ้างว่าชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำของรัฐบาลที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลัก ประชาธิปไตยอย่างไร การชุมนุมดังกล่าวย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ถ้าการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเพราะรัฐบาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญ โดยเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังโดยไม่เป็นธรรม รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือดำเนินการด้วยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารดำเนินการประกัน ตัวผู้ต้องขัง ด้วยการใช้เงินหลวงประกันตัวผู้ต้องขังเฉพาะผู้ต้องขังบางคน บางกลุ่ม โดยไม่ได้ช่วยเหลือผู้ต้องขังทั่วประเทศ หรือไม่ได้วางมาตรฐานการช่วยเหลือผู้ต้องขังไว้ให้มีมาตรฐานการช่วยเหลือ อย่างเดียวกันไว้เช่นนี้แล้ว ประชาชนย่อมชุมนุมเรียกร้องให้รัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเสมอภาคได้ เพราะการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังดังกล่าว เป็นการกระทำของรัฐที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือมีการ ชุมนุมโดยอ้างว่าเพื่อรำลึกวันครบรอบวันตายของบุคคลคนหนึ่ง หรือมีการชุมนุมเพื่อรำลึกวันสำคัญครบรอบการชุมนุมรอบ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ฯลฯ
การ ชุมนุมดังกล่าวมิใช่เป็นการชุมนุมต่อ ต้าน การทำหน้าที่โดยไม่ชอบหรือละเว้นการทำหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใดไม่ แต่การชุมนุมดังกล่าวเป็นการแสดงออกของการใช้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีลักษณะเป็นการก่อความไม่สงบ ก่อความอลหม่านอันเป็นการจลาจล ( Riot ) โดยฝูงชน ( mob ) เท่านั้น
การก่อความไม่สงบโดยฝูงชนหรือการเรียกฝูงชนมาชุมนุมเพื่อให้มีประชาชนมารวม ตัวกันจำนวนมากเพื่อให้เป็นม็อบเพื่อก่อความอลหม่าน วุ่นวายของประชาชนโดยทั่วไป ทำให้ประชาชนต้องงดเดินทางหรือต้องหาทางสัญจรใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุม ที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว ต้องปิดร้านค้างดการทำมาหาได้เพื่อการยังชีพของประชาชน งดไปโรงเรียนเพื่อความปลอดภัยของลูกหลาน รัฐต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เพราะไม่อาจคาดคิดได้ว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ชุมนุมเองหรือกับความปลอดภัยของประชาชน และสถานที่ในบริเวณนั้นหรือไม่ ความอลหม่านวุ่นวายได้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนดังกล่าว
แม้ ผู้ชุมนุมจะชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธก็ไม่อาจกระทำ ได้ เพราะเป็นการชุมนุมสาธารณะหรือกระทำในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันเกิดจากการ บริหารราชการแผ่นดินของรัฐที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เป็นการชุมนุมที่ปราศจากซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติ ให้มีสิทธิหรือมีหน้าที่ไว้ การชุมนุมในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตยขัดต่อรัฐ ธรรมนูญและขัดต่อกฎหมาย และเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 28 วรรคแรก
เรื่องโดย ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
"เสกสรรค์ ประเสริฐกุล"ปาฐกถาพิเศษ"เปลี่ยนประเทศไทย ด้วยพลังพลเมือง"
ที่มา มติชน เมื่อ วันที่ 18 ธ.ค. นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน "เปลี่ยนประเทศไทย ด้วยพลังพลเมือง" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมบ้านเมืองของเรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังการขับเคลื่อนของพลเมือง นับเป็นปัญหาสำคัญ เพราะไปสวนทางกับโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในระดับการประสานงาน ที่ผ่านมาส่วนมากเป็นการสั่งจากบนลงล่าง ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมอย่างน้อยนิด หลายๆกรณีนับว่าไม่มีบทบาทในการตัดสินใจเลย
"ถ้าเราอยากเห็น พลเมืองไทยแสดงบทบาททางสังคม เราต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ ก็เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีบทบาทกำหนดชะตากรรมของประเทศมากขึ้น เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปในระดับโครงสร้าง เพื่อปรับเปลี่ยนอำนาจจากข้างบนลงมา เป็นจากด้านล่างขึ้นไป ตัดสินใจร่วมกัน"
"อำนาจไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ไม่ใช่อะไรที่ผู้คนจะสามารถแย่งยื้อมาถือครอง หรือเก็บไว้ในห้องหับที่ลับตา โดยแก่นแท้แล้วอำนาจคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยปัจจัยต่างๆ มีกฎเกณฑ์ในการก่อเกิด ดำเนินไป และสิ้นสลายได้ เหมือนคาวมสัมพันธ์อื่นๆ ในโลก"
อ.เสกสรรค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อำนาจรัฐอาจไม่ได้ควบคุมอำนาจได้ทั้งหมด และกำหนดให้ความสัมพันธ์ทั้งปวงมาขึ้น ลักษณะนี้เป็นอำนาจรัฐโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ
ขย่มถูกจุด
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
"ขนาด แค่ลูกเดินหายไปพ้นจากสายตาไม่กี่ก้าว นายอภิสิทธิ์ยังตกใจ แต่ดิฉันต้องสูญเสียลูกสาวไปไม่มีวันได้คืน มันต่างกันหรือไม่ จึงอยากฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์ ให้คิดถึงหัวอกคนเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไป คิดถึงญาติพี่น้องของ 91 ศพที่ตายไป เขาจะรู้สึกอย่างไร คิดบ้างไหม"
อ่าน คำให้สัมภาษณ์ของนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน้องเกด เหยื่อ 6 ศพวัดปทุมฯ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา แล้วเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่มากขึ้น
เปรียบเปรยได้เห็นภาพชัดเจนจริงๆ !!
เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ของน้องเกดยังไม่หยุดเคลื่อนไหวทวงความยุติธรรม
ทำไมยังไม่เลิกเรียกร้องให้เอาผิดกับคนออกคำสั่งจนตายไป 91 ศพ
เพราะแม่น้องเกดเห็นว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นต้องมีคนรับผิดชอบ
และยังเห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้!
ความจริงแม่น้องเกดและคนเสื้อแดงแทบหมดหวังกับการทวงความยุติธรรม 91 ศพไปแล้ว
การเรียกร้องเรื่องคดีความที่ผ่านมาไม่มีผลต่อต่อมความรับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์เลย
การจัดรำลึกครบรอบการสลายม็อบ 1 เดือน 2 เดือน แม้กระทั่ง 8 เดือนก็ไม่ได้เปลี่ยนใจนายอภิสิทธิ์ให้มาสนใจถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น
กระทั่งคนเสื้อแดงปรับแผน หันไปพึ่งเวทีโลก
การเคลื่อนไหวที่ผ่านมานับว่าได้ผลดีทีเดียว
องค์กรนานาชาติหันมาให้ความสนใจคดีความของคนเสื้อแดง
องค์กรสิทธิมนุษยชนโลกก็ประณามการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนในเมืองไทยเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา
คนเสื้อแดงเดินมาถูกจุดแล้ว
ยุทธการ "โลกล้อมอภิสิทธิ์" ได้ผลทันตาเห็นจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมหลักฐานเตรียมยื่นฟ้องศาลอาญาโลกคดีรัฐบาลใช้กำลังสลายม็อบ
การที่แกนนำนปช.เข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนเลขาฯยูเอ็นเมื่อครั้งมาเยือนเมืองไทย
การที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกมาบอกว่าเตรียมจะไปให้ข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคณะกรรมการสภาของสหรัฐ
การที่นำคดี 91 ศพไปเดินสายร้องตามสถานทูตหลายแห่งในไทย
หรือการที่นำสำนวนคดีสังหารช่างภาพชาวญี่ปุ่นไปมอบให้สถานทูตญี่ปุ่น
ทั้งหมดนี้ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์สั่นไหวพอสมควร
และจะยิ่งสั่นคลอนมากขึ้น
หากศาลโลกรับไต่สวนคดี 91 ศพสลายม็อบแดงขึ้นมาจริงๆ
แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐ ซัด“มาร์ค”ทำรัฐบาลหน้าซวย!อุ้ม“แก๊ส&ดีเซล”อีก5ด. “คลัง”ถังแตก
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
ก็ทำซะเอง
คำพูดเมื่อพูดออกไปแล้ว คำพูดก็เป็นนายเรา
คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีถ้าพูดไปแล้ว ไม่รักษาคำพูดก็เสียคน
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของ "แม่ลูกจันทร์" เอาลิ้นพันคอตัวเองสลัดไม่หลุดอยู่ 2 ประเด็น
1, อภิสิทธิ์ ประกาศว่าจะไม่ยอมให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเกินลิตรละ 30 บาทตลอดไป
2, อภิสิทธิ์ ประกาศนโยบายประชานิยมตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน
เพราะรัฐบาลต้องการกดราคาพลังงานให้ต่ำไว้ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง
วันนี้ทั้ง 2 ประเด็นที่ท่านนายกฯรูปหล่อ เอาลิ้นพันคอตัวเองไว้ กำลังกลายเป็นห่วงผูกคอรัฐบาล
ยิ่งรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซล และตรึงราคาก๊าซแอลพีจียาวนานเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งแห่มาใช้ "ของถูก" เพิ่มขึ้นๆทุกที
เมื่อปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มและน้ำมัน ดีเซลเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร รัฐบาลก็ต้องอัดฉีดเงินจ่ายชดเชยส่วนต่างมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
รัฐบาลต้องอุ้มทั้งก๊าซหุงต้ม และต้องอุ้ม ทั้งน้ำมันดีเซล แบบทูอินวัน
กลายเป็นลิงตัวเดียวต้องอุ้มแตงใบโตๆพร้อมกัน 2 ใบ
โอ๊ย...เหนื่อยตายชักละท่านผู้ชม
"แม่ ลูกจันทร์" กราบเรียนว่า ราคาก๊าซ หุงต้มที่รัฐบาลตรึงราคาไว้ 13 บาทต่อกิโล หรือ 330 เหรียญต่อตัน แต่วันนี้ราคาก๊าซหุงต้มที่นำเข้าจากต่างประเทศบานทะโรคไปถึง 900 เหรียญ ต่อตัน
หรือประมาณ 35 บาทต่อกิโล สูงกว่าราคาที่รัฐบาลตรึงไว้เกือบ 3 เท่าตัว!!
ล่า สุด ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซหุงต้มเดือนละ 170,000 ตัน รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยส่วนต่างราคาก๊าซแอลพีจีปีละ 23,000 ล้านบาทฟรีๆ
ปัญหาอยู่ที่ก๊าซหุงต้มที่รัฐบาลอุ้มกระเตงไว้ไม่ได้ใช้หุงต้มอย่างเดียว
แต่ใช้ภาคขนส่งกับภาคอุตสาหกรรมถึง 60 เปอร์เซ็นต์
ถ้ารัฐบาลดันทุรังตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ อย่างนี้ ก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊งแน่นอน!!
กลับมาปัญหาราคาน้ำมันดีเซล วันนี้ราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเกินห้ามใจ
แต่ รัฐบาลปล่อยราคาน้ำมันดีเซลตามต้นทุนจริงไม่ได้ เพราะ "นายกฯอภิสิทธิ์" เอา ลิ้นพันคอตัวเองไว้ว่า น้ำมันดีเซลต้องไม่เกินลิตรละ 30 บาทตลอดกาล
ด้วยเหตุฉะนี้ รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจใช้ เงินกองทุนน้ำมันอีกห้าพันล้านบาท เอาไปอัดฉีดตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล
คาดว่าอย่างเก่งจะตรึงราคาไว้ได้ไม่เกินอีก 5 เดือน
เข้าตำรา แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปชั่วคราว
ประเด็นที่ "แม่ลูกจันทร์" อยากให้ชาวบ้านได้ทราบความจริงคือ ปัจจุบันราคาน้ำมัน ดีเซลหน้าโรงกลั่นลิตรละ 20 บาทเศษๆ เท่า
นั้นเอง
แต่เหตุที่น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มทะลุเกิน 30 บาท เพราะโดนกะซวกภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่นอีกลิตรละ 7 บาท
หักภาษีมูลค่าเพิ่มอีกลิตรละ 2 บาทบวกค่าการตลาดอีกลิตรละ 1 บาท ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกแพงขึ้นลิตรละ 10 บาททันที
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าเมื่อรัฐบาลต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลตลอดไป รัฐบาลก็ควรลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงมา
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าไม่แฟร์ที่รัฐบาลเก็บเงินจากคนใช้น้ำมันเบนซินไปประเคนตรึงราคาน้ำมันดีเซล
นอกจากไม่เป็นธรรมต่อคนใช้น้ำมัน เบนซิน รัฐบาลยังเจตนาบิดเบือนราคาพลังงานเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
แถมบิดเบือนต่ำกว่าราคาจริง 3 เท่าตัว!!
"อภิสิทธิ์" ตอนเป็นฝ่ายค้านเคยโจมตีรัฐบาลเก่าว่าบิดเบือนราคาพลังงาน
วันนี้ "อภิสิทธิ์" เป็นรัฐบาล สิ่งที่เคยด่าคนอื่นไว้ "อภิสิทธิ์" ก็ทำซะเอง
ธาตุแท้นักการเมืองจึงต้องพิสูจน์ ตอนเป็นรัฐบาล.
"แม่ลูกจันทร์"
(ไทยรัฐ , 18 ธ.ค. 2553)


















