WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 23, 2010

ด่ากันพึม! สอนคนหากิน-ดีกว่าไล่แจกเงิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ด่ากันพึม! สอนคนหากิน-ดีกว่าไล่แจกเงิน



ประชาภิวัฒน์ แสนล้านบาท!
ในแวดวงการเมืองทั่วโลก นโยบายประชานิยม ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย

แต่ สำหรับประเทศไทย การทำลายล้างทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 49 ได้มีความพยายามสร้างภาพให้ นโยบายประชานิยม เป็นสิ่งเลวร้าย

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะน้นเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้มีการโจมตีนโยบายประชานิยมอย่างหนัก และต่อต้านอย่างเต็มที่

แต่ มาวันนี้พรรคประชาธิปัตย์เองกลับเดินหน้าเต็มลูกสูบในการทำนโยบาย ประชานิยม เพียงแต่ตามสไตล์พรรคเก่าแก่ ที่เก่งกาจในเรื่องการใช้คารมและการพลิกประเด็น ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น นโยบายประชาวิวัฒน์แทน

แต่ทั่วทั้งสังคมไทย ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประชาวิวัฒน์ ก็คือ โคลนนิ่งนโยบายประชานิยม นั่นเอง

ซึ่ง ด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของประชาธิปัตย์ยุคนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เวลาที่ยากจะโต้ตอบหรือชี้แจง ก็จะใช้วิธีการทำไม่รู้ไม่ชี้ ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ไม่สน

นายอภิสิทธิ์ จึงออกมาพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า นโยบายประชาวิวัฒน์ เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่จะช่วยในการปฏิรูปประเทศไทยได้???

ใครจะไม่เห็นด้วย หรือใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่สน เพราะตัดสินใจเดินหน้าแล้ว

ก็ เหมือนกับโครงการไทยเข้มแข็งนั่นแหละ ต่อให้ระงมเสียงสะท้อนเรื่องทุจริตมากมายเพียงใด อย่างเก่งก็แค่ย้ายคนคุมโครงการ แล้วก็ปล่อยทุกอย่างทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถจับทุจริตใดๆได้เลย

ดังนั้นรอบนี้เชื่อว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ ยืนยันเป้นมั่นเป็นเหมาะว่าจะใช้นโยบายประชาวิวัฒน์แน่นอน ก็อย่าหวังเลยว่า ใครจะห้ามได้

สิ่ง ที่ทำได้ก็คือ หยิบมุมมองของความห่วงใยของบุคคลที่เป็นกลางทางการเมือง ของคนที่เตี่ยวกรำอยู่ในแวดวงเศรษฐกิจ และระบบการเงินการคลังของประเทศ มาเตือนสติกัน

ว่าความห่วงใยในนโยบายประชาวิวัฒน์ของประชาธิปัตย์นั้น เริ่มพุ่งสูงเป็นปรอทร้อนแล้ว

อย่าง เช่น นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มองการต่ออายุมาตรการค่าครองชีพ ซึ่งก็คือ ผลงานประชานิยมเดิมของพรรคพลังประชาชน แล้วประชาธิปัตย์ก็รับสืบทอดเอามาเป็นผลงานของตัวเองในเวลานี้

โดยผู้ว่าแบงก์ชาติ มองตรงประเด็นว่าจากการศึกษาของธปท.พบว่า แม้มาตรการนี้จะช่วยลดการขยายตัวของเงินเฟ้อได้ประมาณ 0.5%

แต่หากจะปรับใช้เป็นมาตรการระยะยาว ก็ต้องคำนึงถึงภาระต่องบประมาณด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน???

แถมยังเตือนด้วยว่าหลังหมดมาตรการค่าครองชีพ เงินเฟ้อก็อาจเร่งตัวขึ้นอีกได้ ดังนั้นหากจะใช้ต่อเป็นระยะยาวก็ต้องดูให้รอบคอบ

“แม้ จะเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ท้ายที่สุด เราก็อยากให้แต่ละคนใช้ชีวิตโดยไม่หวังว่าจะให้คนนั้น คนนี้มาช่วยตลอดไป” นายประสารกล่าว

ส่วนเรื่องโครงการประชาวิวัฒน์นั้น นายประสารบอกว่า ต้องลงไปดูรายละเอียดว่ากระทบต่อฐานะการคลังมากน้อยแค่ไหน เพราะบางเรื่องก็ไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ เช่น เรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งอยู่เหนือการควบคุม

นายพิชัย อุตมาภินันท์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานคณะกรรมธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม ก็มองว่า โครงการประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลนั้น ควรจะต้องสอนประชาชนในการทำมาหากิน

ที่ สำคัญยอมรับว่ามีความเป็นห่วงเรื่องฐานะการคลัง เพราะรายจ่ายขณะนี้เท่ากับรายรับของประเทศ และความสามารถในการหารายได้ก็ยังไม่ชัดเจน!!!

ในขณะที่นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ที่มักจะพูดอะไรตรงๆเสมอ ก็สรุปแบบไม่อ้อมค้อมเลยว่า โครงการประชาวิวัฒน์ถือเป็นการตลาดทางการเมือง

และเป็นโครงการที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องมี แค่เปลี่ยนชื่อไม่ให้ซ้ำกันเท่านั้น

ซึ่งหลายประเทศก็มีการใช้โครงการประชานิยม แล้วแต่จะใช้มากหรือน้อย

โดยสังคมต้องประเมินในเรื่องวินัยการเงินและการคลังตลอดเวลา และมีความยุติธรรม เพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่ม

รวมทั้งต้องติดตามว่าการใช้เงินในโครงการดังกล่าวใช้ไปกับอะไร

มีการรั่วไหลหรือไม่

และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่

ส่วน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงแผนปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ ว่า แนวคิดนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ กำลังซ้ำรอยแผนประชานิยมของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

และเชื่อว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่หวังผลระยะสั้น

ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนเสพติดการรับเงินแทนเป้าหมายที่ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ฐานราก

และเห็นว่าเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ

ก็ คงต้องดูว่า สุดท้ายแล้วแนวทางประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนนั้น เอาเข้าจริงๆแล้วจะเป็นแค่กล่องของขวัญที่ห่อกระดาษสดใสผูกโบว์สีสวย

แต่สุดท้ายในกล่องนอกจากไม่มีอะไรแล้ว ยังสร้างหนี้สร้างภาระให้กับประเทศเป็นจำนวนมหาศาลก็ได้

เพราะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)ก็ประเมินแล้วว่า งานนี้จะต้องใช้เงินกว่าแสนล้านบาท

ประชาภิวัฒน์ที่ใช้เงินมหาศาลแบบนี้ ประชาชนได้หรือเสียกันแน่!!!

บรรดาลูกเลี้ยง ห้อยมาแรงที่สุด…เรื่องนิยายโรงงานปลากระป๋อง

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

บรรดาลูกเลี้ยง ห้อยมาแรงที่สุด…เรื่องนิยายโรงงานปลากระป๋อง

เขาว่าเริ่มมีการมอบไลเซ้นส์ มีการผ่องถ่าย แถมยังการันตีคล้ายๆเอาแบงค์มาค้ำประกันความเหนียวแน่น
จากการประชุมที่ร้านลาบ 11 ขวัญใจพวกซีดปาก ไม่ว่าที่จะเป็นโชเฟอร์แท็กซี่และหญิงสาวตามโรงงานนั้น

ได้บทสรุปออกมาแล้ว สามารถทำให้เจ้าของโรงงานเห็นดี เห็นงามด้วย ในการต้องดัน ต้องยกยอ ต้องเกื้อ
หนุนจุนเจือและต้องผลักให้คุณห้อย กระโดดข้ามรั้วขึ้นมาเป็นน้องๆเจ้าของโรงงานปลากระป๋อง เยอเนอเรชั่น
ต่างๆที่จะก้าวขึ้นมาสืบทอดอำนาจการบริหารงาน ต้องหยุดพักไว้ก่อน ยังไม่มีผู้ใดเข้าตากรรมการเลยสักคน
ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารโรงงานตามโลกาวิบัติ เอาคนที่มีสายตากว้างไกล ประจบสอพลอ
เก่งๆและชอบหักหลังแต่ไม่ชอบดัดตน เข้ามาร่วมงาน

มองดูแล้ว ต่อไป บรรดาลูกจ้างทั้งหลายคงต้องรับเคราะห์กรรม กับการเปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลัน เรียกว่า
เป็นการเปิดหน้าแลกหมัดของเจ้าของโรงงาน คงมีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของ
โลกยุคปัจจุบัน พวกที่จะถูกผลกระทบก็คงไม่หนีไปจากพวกลูกจ้าง ต้องเหน็ดเหนื่อยกับงานที่เพิ่มขึ้น เพราะ
คุณห้อยเขาจะเอายอดการผลิตมากเพิ่มขึ้นเพื่อแข่งขันกับโรงงานอื่นๆ และเป็นการปลดโซ่ตรวนของเรื่อง
ข่าวลือไม่เว้นแต่ละวันในเรื่องต่างๆ เลยเป็นที่ซุบซิบนินทาของลูกจ้าง…. คนที่ถูกนินทาคงหนีไม่พ้นคุณห้อย……

ไปอ่านรายละเอียดของนิยาย Hi’s ได้จาก-

ที่มา http://weareallhuman2.info/index.phpshowtopic=37667&st=31775&s
=a220c37707a2ce904aaeef4287bbe82e

จากใจแป๊ะ บางสนาน

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

สองขาเพื่อประชาธิปไตย
ภารกิจเยียวยาและให้กำลังใจพี่น้องเสื้อแด­ง
และผู้ได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 23/12/53

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



จะชื่อเก่า ชื่อใหม่ ไม่แตกต่าง
ก้มหน้าฟัด จนพุงกาง อย่างด้านหนา
เงินภาษี สามัญชน คนธรรมดา
แล้วตั้งงบ จัดหา อย่างน่าอาย....

คงคิดว่า ประชาชน พวกคนโง่
เลิก ศอฉ. คุยโอ่ โก้ชิบหาย
แล้วเอา ศตส. มาล่อควาย
พูดมักง่าย แบบกำกวม ความมั่นคง....

เอานักล่า หน้าเก่า มาเล่าใหม่
จัดงบให้ อย่างงาม ตามประสงค์
แบ่งกินกัน ทั่วหน้า ขออย่างง
อาจจบลง ด้วยการฆ่า ประชาชน....

คนชักใย ก็คนเดิม เพิ่มความเท่ห์
ตั้งชื่อเก๋ ศตส. ไว้ฉ้อฉล
ที่แท้เรื่อง สามานย์ สันดานคน
จึงวกวน ผลประโยชน์ ลิงโลดใจ....

เพราะผู้นำ ประเทศนี้ อัปรีย์นัก
จึงยึกยัก ร้อยเล่ห์ ทำเฉไฉ
กู้เงินมา จ่ายแจก หาแดกไป
สุดจัญไร ความคิด จิตโสมม....

*ศตส.(ศูนย์ติดตามสถานการณ์)


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฮาๆๆ กันตอนเช้าก่อน..

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut



ยังไม่พอ





บันทึกการเข้า

สงครามมหาประชาชน

ที่มา thaifreenews

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว

มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว หลายท่านคงหงุดหงิด
และมีคำถามในใจหลายเรื่องในหลายตอน ทำไม ทำไม และทำไม
ดังนั้นในตอนสุดท้ายนี้ ผมจึงพยายามเล่าเรื่องให้น้อยลงนิดหน่อย
แต่จะไปหนักในเชิงวิเคราะห์มากกว่า
ทั้งนี้ไอ้สิ่งที่คาใจทั้งหลายจะได้ ไม่อึกอัด
คำว่า “ทำไม ทำไม ทำไม”มันเฉลยออกมาแล้วในตอนสุดท้ายนี้ครับ

ผมเข้าใจครับและไม่อยาก “ย้ำคิดย้ำจำ”ให้กับพวกเรา
ที่มีหัวใจสีแดงต้องหดหู่ลงไปอีก
ผมจึงจะพยายาม กล่าวถึงสิ่งที่พวกเรายังไม่รู้กันมากนัก
ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในค่ำคืนอันหฤโหดเพราะอะไร
ใครเป็นผู้คุมเกมทั้งหมด กันแน่
แล้วทำไมเราถึงต้องยอมเลิกการชุมนุม
นำมาบอกเล่าให้พวกเราได้รับรู้เรื่องจริง
ส่วนรายละเอียดของพวกเรากันเองที่ไม่จำเป็น
ผมก็จะไม่เอานำมาเขียนตรงนี้ครับ นำแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาบอกกล่าว แค่นั้น

วันที่26มีนาคม 2552 วันเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่จะต้องถูกจารึกเอาไว้
เราและพวก เราเท่านั้น ที่จะทำให้ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในตอนนี้
เขียนได้ถูกต้องที่สุด เก็บข้อเขียนนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้อ่าน อย่าทิ้งขว้างไปโดยไม่เสียดาย


ย้อนกลับไปเล่าให้ฟังถึงวันที่พวกเราจะต้องจำไว้ในหัวใจไม่มีวันลืม
วันที่26มีค.2552 ผู้คนนับแสน มาพร้อมกันที่ท้องสนามหลวง
และเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พวกเราก็เริ่มเดินทางไปที่ทำเนียบเป็นขบวนยาวเหยียด
ผ่านถนนราชดำเนิน ไปกันอย่างสนุกสนานแม้แดดจะร้อน บนเวทีก็ไม่เครียด
ว่ากันไปตามอัธยาศัย ถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น
เพราะเหล่าแกนนำมองแผนการของรัฐบาลทะลุหมดแล้ว
ก็แค่ ใช้รถยกเอาตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุทรายไว้ออกแค่นั้น
พวกเราก็เข้าไป จัดการตั้งเวที ตั้งเต้นทำอาหาร ทำสะพาน
ทำห้องอาบน้ำ เชื่อมต่อสัญญานทีวี และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างก็จบ
ทุกอย่างมีแบบแปลนไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

การชุมนุมโดยสันติ ปราศจากอา วุธ และแค่ปราศรัย
การที่จะให้รัฐบาลยอมลาออกหรือยุบสภาฯ
มันคงเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่พวกเราคนเสื้อแดงก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้น
เพราะที่ผ่านมามันมีบทเรียนมากมายกับกลุ่มพวกทาสอำมาตย์ที่ทำผิดกฎหมายทุกชนิด
สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล และไม่เคยผิด
เราจึงไม่เลียนแบบพวกเขาเป็นอันขาด แยกให้ชัด “ใครเลว ใครดี”
แต่ไม่น่าเชื่อว่าขนาดพวกเรากระทำเยี่ยงนี้ สื่อเสรีก็ไม่เคยพูดถึงพวกเราในแง่ดีเลย

เรามีแต่ “ดีเสตชั่น” และสื่อทาง “อินเตอร์เน็ต”เท่านั้น
ที่ออกข่าวให้พวกเรา ช่วงที่เราเริ่มประท้วง

“นายกฯอภิสิทธิ์”เดินทางไปต่างประเทศ
เพื่อจะไปขอเข้าร่วมประชุม กับประเทศมหาอำนาจกับเขาด้วยแค่นั้น
แต่ไม่ได้รับการสนใจจากสื่อต่างประเทศมากเท่าไร
แค่ได้ถ่ายรูปร่วมกับผู้นำในต่างประเทศก็เดินทางกลับมาแล้ว
นัยว่าเป็นการเดินทางกลับก่อนกำหนดด้วยซ้ำไป
และก็ไม่วายถูกคนไทยในต่างประเทศประท้วงอีกเช่นเคย

รัฐบาลยังไม่สามารถเข้าทำงานในทำเนียบฯได้
ยังเรียบๆเคียงๆวนไปวนมาหาเปิดงานที่โน่นที่นี่ทำไปชั่วคราว
แต่ไปไหนก็ต้องเก็บเป็นความลับไว้ด้วย เพราะถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงรู้
ก็จะไม่พ้นตีนตบที่จะตามไปรังควานอย่างแน่นอน

ช่วงจังหวะนั้น มีงานกาชาดที่สวนอัมพรพอดี
จึงทำให้การระดมพลของฝ่ายเสื้อแดงเพิ่มไม่เหมาะ
เพราะติดขัดหลายอย่างและไม่อยากให้งานที่จัดอยู่มีปัญหา
และเราทุกคนก็อยากมีส่วนร่วมในงานนั้นด้วย
เมื่อมีคนเริ่มน้อยลง รัฐบาลโดยรองนายกฯ
คิดวางแผนออกแบบ ที่จะสลายการชุมนุมของพวกเรา
ในเช้าวันหนึ่ง และวันนั้นเอง “รองเทพเทือก”จึงได้เข้าถึงความจริงโดยแท้
ปรากฏการใ หม่เกิดขึ้น ในเวลาอันรวดเร็วแค่ไม่ถึงหนึ่งชม.
ปริมาณคนมาจากไหนไม่ทราบหลั่งไหลกันเข้ามาจนเต็มหน้าทำเนียบในวันนั้น
ประมาณการ ว่าเกินห้าหมื่นคนขึ้นไป
“แท็กซี่”เป็นพระเอก ออกมาปิดกั้นถนนในทันที
เหตุการณ์ที่จะสลายการชุมนุมจึงไม่ได้เกิดขึ้น ณ.วันนั้น
“รองสุเทพเทือก”ถึงกับ ณ.จังงัง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
คนมาจากไห นทำไมรวดเ ร็วปานนั้น เป็นไปได้อย่างไร
วันนั้นเป็นวันธรรมดาแท้ๆไม่ได้วันหยุดราชการด้วย
ทำไม ทำไม และทำไม คนถึงสนับสนุนคนเสื้อแดงถึงปานนั้น
ความคิดที่จะสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดย“เทพเทือก”
ด้วยอำนาจรัฐ จึงหยุดไว้แค่นั้นเอง

เรื่องนี้ยังไม่เป็นข้อยุติ กับ “เทพเทือก” แต่อย่างใด
ความอาฆาต แค้นนี้ผูกติดกับตัวไปตลอด แผนสกปรกแ นวคิดก็เกิดขึ้น
และ พร้อมที่จะนำเอาไปใช้ในทันที
ในเวลาต่อมาก็ถูกเปิดเผย โดย “คุณสุริยะใส”
เมื่อออกมาให้สำภาษและกล่าวในทำนองว่า
คนเสื้อเหลืองจะจัดม็อบออกไปต้านคนเสื้อแดง
แต่การกล่าวในครั้งนั้น ก็ถูกสวนกลับในทันทีอีกเหมือนกัน
โดยเจ้าของม็อบคนเสื้อเหลือง ว่า ตนเองไม่ยอมตกเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน
ส่วน “คุณสุริยะใส” กล่าวอย่างไร ตนเองไม่ยุ่งด้วย
และยังเล่าถึงแผนการของฝ่ายอำมาตยาฟากขุนศึกให้ฟัง ไว้ดังนี้

“เมื่อพวกเสื้อเหลืองออกไปปะทะกับคนเสื้อแดง
ฝ่ายขุนศึกก็จะออกมาเล่นลูก ฟาดฟันคนทั้งสองฝั่งจนเป็นที่พอใจ
ปราบสลายแ ละสยบได้ทั้งคู่แล้วก็จะมีประชาชนส่วนหนึ่งที่จัดตั้งไว้โ
ดยตัวขุนศึกเอง ออกมาชื่นชม มอบดอกไม้ให้”
เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
กำจัดทั้งพันธมิตรและคนเสื้อแดงอย่างเบ็ดเสร็จ

ตัวขุนศึกเอง จะฉวยโอกา สนี้รับประโยชน์เต็มที่
เพื่อครองอำนาจรัฐไว้ในมือเองโดยไม่ต้องมีก้างชิ้นใ​หญ่ขวางคออีก
ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง อาจจะด้วยการยึดอำนาจหรือใช้วิธีการในรัฐธรรมนูญก็ได้
โดยการบังคับให้รัฐบาลออกกฎหมายงดใช้ รัฐธรรมนูญบางมาตรา
เพื่อหาคนกลางเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และคนนั้น ก็ไม่พ้นที่จะเป็นคนของเหล่า คมช. ที่ตกค้างอยู่
และยังเสวยสุขของรายได้อย่างไม่จุใจ จะเข้ามาร่วมกิจกรรมเสวยสุขต่อ

เมื่อสิ้นเยื่อใยจากคนเสื้อเหลือง “เทพเทือก” ถึงกับสะอึก
อ้อนวอน “คุณอภิสิทธิ์” ให้ช่วยพูดกับคนเสื้อเหลืองด้วย
“คุณอภิสิทธิ์” ก็ไม่กล้า เพราะรู้อยู่แล้วว่า
ถ้าขอไปสิ่งที่เจ้าของเสื้อเหลืองขอกลับมานั้นมันยากเย็นแสนเข็นที่จะให้ ได้
ด้วยความด้อยวุฒิภาวะของผู้นำอันดับสองของประเทศ “เทพเทือก”
จึงหันไปที่พึ่งสุดท้าย นั่นก็คือเขาละชื่อพม่า หน้าเขมร นามว่า“เนวิน”แห่งบุรีรัมย์

ศึกสามเส้าสี่ก้วนของเหล่าลูกอำมาตย์จึงเกิดขึ้น
และดูผลงานต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ของกลยุทธ์ซ่อนเงื่อนในครั้งนี้

กลับมาที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงบ้าง ข้อมูลใหม่ที่เก่าแล้ว
แต่ได้รับการออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจน จาก “ท่านทักษิณ”
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในวันที่29กย.2549 ตัวจริงคือใคร
และมีใครบ้าง ในที่เกิดเหตุมีพยานยืนยันด้วย
แค่นั้นเอง แนวทางการ ต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็ยกระดับขึ้นทันที
จากการที่ขับไล่รัฐบาล กลายมาเป็นเล่นเรื่องใหญ่ขับไล่หัวหน้าอำมาตย์ เข้าไปด้วย
หลังจากการดูฤกษ์แล้ว จึงกำหนดวันรวมพลในทันทีหลังวันสิ้นสุดงานกาชาด 1 วัน
คือในวันที่ 8เมย.2552 “3แสนคนเพื่อไล่อำมาตยา”

“เล่นของหนักซะแล้วคนเสื้อแดง”
อะไรจะเกิดต่อจากนี้ไปหลังประกาศ ผมจะลำดับให้ดูเคร่าๆ ครับ

“ป๋าเปรม” ที่ปรากฏชื่อว่าเป็นมหาอำมาตย์ใหญ่ ไปโคราชที่บ้าน “ไร้กังวน” พำนักอยู่ที่นั่น

“คนรักป๋า”เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ “ป๋าเปรม”
สงวนที่จะเป็นข่าว แค่ให้ “คุณอภิสิทธิ์”แก้ตัวว่า
“ท่านไม่สามารถมาตอบโต้ได้ เนื่องจากท่านเป็นองคมนตรี”
และขอร้องให้ “ท่านทักษิณ” และแกนนำ “คนเสื้อแดง”
หยุดการพาดพิงไปถึงท่าน
พร้อมยืนยันด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในครั​้งนั้น

กำเนิด “ลูกป๋าคนใหม่ ปากห้อย” มาแถลงออก ทีวี ด้
วยน้ำหูน้ำตา ขอความเห็นใจจาก “ท่านทักษิณ” มิให้เอ่ยถึง “ป๋า” อีก
ทั้งมีการทวงบุญคุณกันนิดหน่อยและเหน็บแนมเหมือนหญิงสาว
ตัดพ้อชายคนรักที่ครั้งหน​ึ่งเคยดูดดื่มกันมา
ครั้งนี้เขาจะขอแยกทางเพื่อไปพบกิ๊กใหม่
ขอให้ “ท่านทักษิณ” อย่าตามล่าตามล้างตัวเขาเลย
ยังมีลิ่วล้อที่เป็นถึงเสนาบดีใหญ่ นั่งบีบน้ำตาอยู่เคียงข้างออกทีวีด้วย
คนดูทางบ้านบางคนถึงกับหลั่งน้ำตาให้ถึงการแสดงในชุดนี้
แต่คนเสื้อแดงกลับตรงข้าม “อ้วกแตก อ้วกแตน”ไปตามๆกัน
เพราะ รู้ซึ้งถึงคนๆนี้ดี ที่ครั้งหนึ่ง “แกนนำคนเสื้อแดง”
ยกย่องคนผู้นี้และเรียกว่า “พี่”ทุกคำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจับมือปืนที่จะทำการลอบสังหารองค์มนตรีท่านหนึ่งได้
และ ท่านองคมนตรีท่านนี้บังเอิญไปเกี่ยวโยงกับรายชื่อที่ท่านทักษิณ
ได้กล่าวไว้ว่ามีส่วน​ร่วมในการทำรัฐประหารด้วย
มือปืนที่รับจ้างมาก็สารภาพที่มาของการจ้างและดันไปโยงใยถึง “ป๋า”

แกนนำคนเสื้อแดงสามคน “คุณวีระ” “คุณนัฐวุฒิ” “คุณ จตุพร” ถูกคุกคาม
ไปที่บ้านต่างจังหวัด ข่มขู่บิดามารดาของพวกเขา

คนใกล้ชิด “ป๋า” ยืนยัน วันที่8เมย.2552 ป๋าอยู่ที่บ้านพักสี่เสาแน่นอน ไม่ไปไหน

รัฐบาลขอคำสั่งศาลให้ยุติการชุมนุม และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่และรัฐบาลเข้าไปทำงานได้

คนเสื้อน้ำเงินที่จัดตั้งโดย “คุณเนวิน” ปรากฏตัวขึ้น
โดยเปิดเผยที่สนามบินสุวรรณภูมิ
จากภาพถ่ายจับได้ว่าล้วนเป็นตำรวจที่มาจากภาคอีสานทั้งสิ้น

เป้าหมายคนเสื้อแดงประกาศชัดเจน ปิดล้อมบ้าน “ป๋า”
บีบให้ “ป๋า”ลาออก เรื่องอื่นเรื่องเล็ก เพราะถ้าไม่มี “ป๋า” ทุกอย่างที่เรียกร้องก็จบหมด

เมื่อวันที่8 มาถึง จำนวนคนจะ มากจะน้อยเท่าไรไม่ทราบ
แต่ “คุณอภิสิทธิ์”เองยอมรับในวันรุ่งขึ้นว่า มีคนประมาณ1แสนคนขึ้นไป
ภายในที่ชุมนุมกันเองประเมินว่า เกินกว่า4แสนคน
ส่วนตัวผมคิดว่าคนจะมีเท่าไรก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
เอาเป็นว่าในค่ำคืนนั้น “ป๋า” เอง เผ่นออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าแล้ว
พร้อมถอนกองกำลังเสื้อสีน้ำเงินที่เฝ้าบ้านออกไปด้วย
ทุกอย่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคยกล่าว
“ไม่ทำผิดกฎหมาย สู้อย่างอหิงสา”
แต่ ถ้าเจอกับคนหน้าด้านก็ยากที่จะสำเร็จโดยไวได้ง่ายๆ
วันนั้นจึงเงียบสนิท ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่สิ่งที่เกิด กลายเป็นที่พัทธยาแทน
“คุณ อภิสิทธิ์”ถูกกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าทำร้ายคนขับรถ
ตัวรถถูกทุบจนกระจกแตกขณะรถติดไฟแดง
เรื่องนี้มีเงื่อนงำมากมายหลายคนวิเคราะห์ไปต่างๆนานาว่า
เหตุมาจากอะไร แต่ผม อยากจะให้อ่านการวิเคราะห์ของฝ่ายเสื้อเหลือง
ที่กล่าวไว้ในวันที่ 10 เมย. 2552
ในรายการ “เวทีชาวบ้าน” ทาง “เอเอสทีวี”
โดย คุณ “วีระ สมความคิด” ได้ให้ข้อคิดและวิเคราะห์ ให้ฟังไว้ดังนี้ครับ
“การกระทำและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เป็นฝีมือของ เทพเทือก ทั้งสิ้น” พร้อมอธิบายเหตุผลไว้
เมื่อครั้งที่ “คุณอภิสิทธิ์” เดินทางไปต่างประเทศ
ได้มีนักข่าวสอบถาม เรื่องความปลอดภัยในประเทศไทย ยกตัวอย่าง
ขนาดนักการเมืองระดับสูงที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่
ยังไม่เคยได้รับความปลอดภัย แล้วประชาชนโดยทั่วไปหรือนักท่องเที่ยว
จะได้รับการคุ้มครองหรือ เป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่
“คุณอภิสิทธิ์” ได้ตอบคำถามนี้กับนักข่าวว่า
“เหตุเพราะ ผู้ดูแลความมั่นคงไม่มีประสิทธิภาพ”
เรื่องนี้ได้รู้ถึง “เทพเทือก”ในเวลาต่อมา
จึงทำให้เกิดความเครียดแค้นเป็นยิ่งนัก และคิดจะสั่งสอน “คุณอภิสิทธิ์” เองด้วย

เรื่องดังกล่าวจึงเกิดขึ้น เป็นการวางแผนเป็นขั้นตอน
ตั้งแต่เปลี่ยนรถยนต์นั่ง ไฟแดงสกัดรถ “คุณอภิสิทธิ์”เอาไว้
โดยวางแผน ให้ รถ รปภ.ผ่านไปก่อน แล้วส่งสัญญาณให้รถมอเตอร์ไซด์ให้ขวางถนน
เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้มีอำนาจจริงๆไม่มีทางทำงานได้
เพราะแท้จริงในวันนั้น ม็อบที่มาต่อต้านคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่รู้เรื่อง
แต่เป็นการส่งสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ต่างห​าก ถึงทำงานได้ผล

และยังเสนอแนะ “คุณอภิสิทธิ์” อีกว่า
ให้ปลด “เทพเทือก” ปลด ผบ.ทบ. ปลด ผบ.ตร. ให้หมด

สิ่งที่ “คุณ วีระ สมความคิด” กล่าว
มันคล้ายจะเป็นจริงมากขึ้น
เมื่อการประชุมผู้นำอาเซี่ยนบวกสาม บวกหก เกิดขึ้น
“คุณอริสมัน พงษ์เรืองรอง” เป็นแกนนำไปประท้วง
ที่โรงแรมสถานที่จัดงานประชุมผู้นำอาเชี่ยน
มีการตั้งด่านทั้งตำรวจและทหารอย่างมากมาย
มากกว่า จำนวนกลุ่มคนเสื้อแดงหลายเท่าตัวนัก
อีกทั้งผู้ประท้วงเองก็ไม่ได้พกพาอาวุธไปแต่อย่างไร
กลายเป็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดง สามารถเข้าไปในโรงแรมได้
และยังได้เข้าไปยื่นหนังสือให้กับ ตัวแทนของเลขาอาเซี่ยน
พร้อมกับประกาศ แถลงข่าวอย่างอหังกา
ประสพความ สำเร็จและจุดมุ่งหมาย ทุกประการ

การเดินทางกลับเมื่อประสบความสำเร็จแล้วของคนเสื้อแดงในครั้งนี้
กับ เจอม็อบจัดตั้งโดย “คุณเนวิน”และ“เทพเทือก”เอง
เข้าทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงทำให้บาดเจ็บจนถึงขั้นเจ็บหนักไปหลายคน
ข่าวทางช่อง3 มีภาพออกมาให้เห็นชัดว่า สองคน
เป็นผู้อยู่เบื้องหลังม็อบในครั้งนี้เอง
เรื่องจึงไม่จบ กลายเป็นว่า “คุณอริสมัน”
ต้องมีงานทำเพิ่ม ไปทวงถาม “คุณอภิสิทธิ์”
ว่าเหตุใดทำไมจึงทำกับประชาชนเช่นนี้

สัญญาณจาก กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ชุมนุมกันอยู่หน้าทำเนียบ
เริ่มมีปฏิกิริยา ประกาศหาอ าสาสมัครเพื่อไปสมทบคุณ “อริสมัน” เพิ่ม
ระหว่างการเดินทางของคนเสื้อแดงเพื่อไปสนับสนุน
“คุณอริสมัน” ก็มีคนของ ฝ่าย “เนวิน”
เข้าสกัดกั้นทุกวิถีทางที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นตะปูเรือใบ
ใช้ลูกแก้ว ใช้หนังสติ๊ก ใช้ก้อนหิน เข้าทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง
บนถนนหลวง แท้ๆกลุ่มโจรที่มีเส้นก็ยังสามารถทำอย่างได้ผล
ทั้งนี้จุดประสงค์ก็เพื่อบรรจุความคั่งแค้นให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง
สุมไฟเอาไว้ จะได้ไปเผชิญหน้ากันต่อไป ที่เมืองพัทธยาแค่นั้น

สงครามย่อยๆเกิดขึ้น ทหารตำรวจ ยืนดู
คนเสื้อแดงถูกกระทำอีกตามเคยแต่ครั้งนี้
มีทั้งปืน ทั้งระเบิด ว่ากันกลางเมืองบนถนนอย่างสะใจอวดชาวโลก
คนเสื้อน้ำเงินที่นำโดย “เนวิน” ปิดหน้าปิดตาไว้หมด
แต่คนบงการไม่ปิด สวมหมวกนั่งรถมอเตอร์ไซด์สั่งการพร้อมใส่เสื้อเกราะ
มีภาพถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
เผยแพร่ออกไปให้คนเห็นกันทั้งโลก ชัดเจน
นี่แหละ “ข้าคือลูกป๋าคนใหม่” เส้นใหญ่ ซะอย่าง

คำถาม... สงสัยกันไหมว่า ทำไม “เนวิน”
ที่เป็นลูกป๋าคนใหม่ล่าสุด ถึงได้กระทำเช่นนี้
การโชว์ตัว ให้เห็นเป็นการตั้งใจหรือไม่
และรัฐบาลไม่อายบ้างหรือที่ใช้วิธีการนี้กับประชาชน
ทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงนิ่งเฉย
และทำไปแล้วจะได้อะไร มีแต่เสียกับเสีย
และยิ่งเสียมากขึ้นอีกด้วย การสลายกา รชุมนุมของคนเสื้อแดงก็มิอาจจะทำได้

คำตอบในเบื้องต้น...
“เนวิน” ตั้งใจให้เห็นครับ เหตุที่ตั้งใจ
เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของ
ตัวใหญ่ของอำมาตย์ ว่าใหญ่จริงแค่ไหน
ไพร่ก็ควรอยู่สวนไพร่
บังอาจทำตัวเสมอขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องเจอแบบนี้
ส่วนรัฐบาลไม่อายหรือ อายแน่ครับ
เพราะนี่คือการสั่งสอนให้ “เด็กชายมาร์ค” ได้รู้สึกตัวเสียบ้าง
ใครเป็นผู้ควบคุมรัฐบาลกันแน่ ปากมีไว้แค่ให้เห่าฝ่ายตรงข้าม
ไม่ใช่เห่าพวกเดียวกันเอง
และคำตอบที่ว่า ทำไปแล้วได้อะไรมีแต่เสียกับเสียนั้น ไ
ม่เป็นความจริง รัฐบาลแค่เสียชื่อเสียง ก็คือ “เด็กชายมาร์ค”แค่นั้น
แต่ประเทศชาติยังไม่เสีย แยกให้ออกประเทศชาติไม่ใช่รัฐบาล
แต่มีคนได้แน่นอนก็คือ “ป๋า”
ต่อจากนี้ไปจะเห็นได้ว่า “ป๋า” ได้แก้แค้นสมใจจริงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ

การวางแผน ของกลุ่มคนเสื้อแดงบรรลุผลทุกอย่าง
บุกเข้าไปในที่ประชุมได้ และถ้าดูในวีดีโอให้ดีๆ
ผู้ที่ช่วยเหลือกลุ่มคนเสื้อแดงให้เข้าไปในที่ประชุมได้ก็ไม่ใช่ใคร คือทหารนั่นเอง

การประชุมผู้นำในอาเชี่ยน ยกเลิกไป โจทย์ของคนเสื้อแดง
วิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันหางจุกตูด โดยเฉพาะ
“กษิต ภิรมย์” เผ่นไปก่อนเพื่อน หนีลงเรือไม่เหลียวหลัง
ทิ้งเพื่อนๆต่างประเทศเอาตัวรอดเพียงคนเดียว
“มาร์ค” หนีแทบไม่ทัน ใช้ ฮ.บินออกไปอย่างเร่งด่วน
พร้อม คู่ใจ “รองนายกเทือก”
ในเวลาต่อมา ก็ประกาศภาวะฉุกเฉินสูงสุดในทันที ที่พัทธยา
แต่นั่นก็ไม่มีความหมายอะไรแล้วเพราะ
คนเสื้อแดงก็เดินทางกลับเข้ามาสมทบ ที่ทำเนียบรัฐบาลกันหมดสิ้น

ในกรุงเทพเอง หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดง
โดนทำร้ายโดยกลุ่มของ “เนวิน” ที่พัทธยา
เกิดปรากฏการประหลาดขึ้นในทันที
มีจำนวนคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งไม่ทราบมาจากไหน
ได้เข้ายึด “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ”ขึ้น โดยมี “กลุ่มแท็กซี่”เป็นแกนนำ
เอารถเข้ามาจอด ปิดไว้ทุกแยกของการจราจรในเขตุ อนุสาวรีย์
ทั้งที่แกนนำบนเวทียังไม่ได้รับรู้
แต่เมื่อได้รับรู้ก็สั่งให้ผู้ที่ร่วมชุมนุมที่หน้าบ้าน “ป๋า”
ถอนตัวไปช่วยที่อนุสาวรีย์ในทันที อีกทั้งดาวกระจายที่ไปปิดล้อมในสถานที่ต่างๆ
เช่นพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถอนตัวออกมาด้วย
“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ”ถูกปิดไปโดยปริยายเหมือนว่าพวกเรา ชาวเสื้อแดงกำลังจะชนะ

ก่อนที่ผมจะเขียนต่อไป ให้ทุกท่านหยุดคิดก่อน
ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น
1.บ้านป๋าไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาประท้วงแล้ว
2.ประชาธิปัตย์ ไม่มีเหมือนกัน
3.กลุ่มคนเสื้อแดงไปก่อปัญหาให้กับ ผู้คนที่สัญจรไปมาในทันที

_________ _________ _________ _________ _________ _________ _______

คำตอบ... “คุณอภิสิทธิ์” เป็นคน มีจิต มีวิญญาณ มีความโกรธ มีความโลภ มีหลง มีกิเลส มีความรัก ทุกอย่างเหมือนปกติ ธรรมดามนุษย์
เมื่อ โดนบีบคั้นทางจิตใจอย่างหนักและต่อเนื่อง จน ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีที่ยืน ไม่มีแม้แต่อำนาจในการสั่งการ ชีวิตตนเองก็ยังต้องเสี่ยง ทั้งที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐ แล้วครอบครัวอีก “คุณอภิสิทธิ์”ถ้าไม่ตัดสินใจ แล้วจะรักษาครอบครัวไว้ได้อย่างไร มันไม่ยากใช่ไหมที่คุณอภิสิทธิ์จะตัดสินใจมอบอำนาจที่ตนเองมีอยู่ทั้งหมดให้ ทหารทำ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อกู้ทุกอย่างคืนมา แม้แรกด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

คำถาม... สื่อทั้งหมดทำไมจึงยอมเป็นเบี้ยล่างให้กับ คนอีกกลุ่มหนึ่งโดยไม่ยอม แสดงความจ ริงทั้งสองด้านออกมานำเสนอ และเขาทำเ พื่ออะไร ทำไปทำไม ใครมีอำนาจล้นฟ้าที่ทำได้ถึงขั้นนั้น

คำตอบ... นี่ไงครับที่ผมตั้งใจจะบอก “เหยื่ออันโอชะของเหล่าอำมาตย์” เพราะขบวน การนี้ มันแสดงอิทธิฤทธิ์มาหลายครั้งแล้ว อะไรในประ เทศ นี้ ซ้ายหัน ขวาหัน ได้ทั้งหมด หรือแม้แต่คิดจะเล่นงานใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก แค่สื่อแค่นี้คงไม่น่ามีปัญหา เพียงแค่ขอร้องให้ช่วยเหลือเล็กน้อยแค่นี้

คำถาม... . มีคนตายจริงหรือไม่ และศพหายไ ปไหน

คำตอบ... จริงยิ่งกว่าจริง เพราะการใ ช้อาวุธ ปืนยิง หลักฐานชัดเจนอย่างนี้โดยเฉพาะที่ รพ. ยังเห็นทนโท่อยู่ว่ามีคนไข้บาดเจ็บเพราะกระสุนปืนมากมาย และการยิงในครั้งนี้จะไม่มีคนตายเลยหรือ
ส่วนศพหายไปไหน ผมถามว่า ทหารปลอมเ ป็นรถพยาบาลได้ไหม เพียงแต่ต้องปิดกั้นสื่อให้ดีๆก็แล้วกันอย่านำภาพนั้นออกมาเผยแพร่ให้ได้ การทำลายศ พไม่ใช่เรื่องยากกับทหารตำรวจในประเทศไทย เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก เข้าใจว่าทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วครับ

คำถาม... กลุ่มคนเสื้อแดงผิดพลาดอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

คำตอบ... “ รู้เขาแต่ไม่รู้เรา” เรื่องทั้งหมดเพราะ ไส้ศึกที่แอบแฝง อยู่ในที่ชุมนุมมานานแล้ว จนรู้ทุกอย่างรวมทั้งแผนและความคิดของพวกเรา และมีจำนวนมากด้วย

คำถาม... ผมสงสัยอะไรใน “กลุ่มแท็กซี่”

คำตอบ... ไม่เลยครับผมไม่เคยสงสัยในตัวคนขับแท็กซี่เลย ตรงกันข้ามกลับชื่นชมหัวจิตหัวใจของท่านเหล่านั้นด้วย ไม่มีพวกเขาเราแย่แน่
แต่ ที่สงสัย คนขับแท็กซี่หลายคน แท้จริง ใช่คนขับรถแท็กซี่โดยอาชีพหรือไม่ เพราะ มีหลายคนเป็นทหารที่บาดเจ็บหลายคนก็มียศ ถ้าจะบอกให้ชัด แท็กซี่ก็มีไส้ศึกปลอมตัวมาเหมือนกัน

คำถาม... “คุณจตุพร” กลับมาได้อย่างไรหลังจากตามไปช่วยคุณอริสมันแล้ว ใครช่วยเหลือ และทำไมไม่ยอมมอบตัว ในตอนนั้น

คำตอบ... . “คุณจตุพร” รู้ทุกอย่างหมดแล้วว่า พวกเขาจะโ ดนอะไรบ้าง ด้วยการบอกกล่าวของนายตำรวจบางนาย และคุณ “จตุพร”เองก็ทราบดีว่าพวกเราต้องยุติการชุมนุมแน่นอน
แต่ ด้วยเลือดนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ เขาจึงพยายามใช้เวลาที่เหลือทั้งหมด บอกเล่าความจริงออกไปให้โลกภายนอกได้ทราบจนนาทีสุดท้าย และ อีกทั้งยังหาช่องทางให้เพื่อนร่วมรบอย่าง “คุณจักรภพ” ที่ถูกหมายหัวไว้ว่าอย่างไรก็ต้องตาย ออกไปพ้นแผ่นดินไทยเสียก่อน เท่านั้น
และไม่แปลกเลยที่แกนนำมีมติอย่างเป็นเอกฉันให้ยอมยุติการชุมนุม ก็เพราะคุณ “จตุพร” นี่แหละ ที่นำความมาบอกเล่า

คำถาม... ทำไม “ดีเสตชั่น” จึงไม่โดนตัดสัญญาณในทันที ในครั้งที่ประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว

คำตอบ... เป็น เหตุผลที่พวกเหล่าอำมาตย์วางแผนเอาไว้ โดยให้คนปลอมตัวเป็นคนเจ็บแล้วขึ้นไปโกหกบนเวที ให้ผู้ชมที่อยู่ทั้งโลกจับได้แล้วนำมาขยายความ เพื่อเป็นการบั่นทอนความชื่อถือในม็อบ เอง

คำถามสุดท้าย... ทำไม จึงต้องฆ่าประชาชนด้วย ทำไมไม่ปราบปรามดีๆ ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าจำนวนทหารตำรวจมีมากกว่าผู้มาชุมนุมอีก แค่เดินไปหิ้วออกมา 2 คนหิ้ว1 คนก็ได้แล้ว

คำตอบ... นี่ แหละครับ “ระบบอำมาตยา” เมื่อเราเปิดสงครามแล้ว เล่นถึงตัวตนที่แท้จริงแล้ว มันหยุดไม่ได้ ขืนปล่อยเอาไว้ “อำมาตยา” อยู่ไม่เป็นสุขแน่ จึงต้องเอาให้เข็ดหลาบจะได้ไม่กล้าเผยอขึ้นมาอีก เหตุที่ต้องฆ่าก็เพื่อแสดงถึงอำนาจและบารมีอย่างชัดส่งไปยังคนที่อยู่ไกล ด้วย “อย่ามาแตะต้องตัวฉันอีก ถ้าจะเล่นก็ให้อยู่ในเกมเล่นได้แค่ นายกฯที่ฉันตั้งมาแค่นั้น”

“สามเส้าสี่ก้วนของเหล่าลูกอำมาตย์” มีใครบ้าง

1.ทหาร 2.รัฐบาล 3.อำนาจแฝ งที่ ใส่เสื้อเหลือง คือ สามเส้าที่ต่อสู้กันเอง ให้มองว่า อ่อนแอ โดยเฉพาะตัวนายกฯ ที่จะต้องอยู่ใต้เบี้ยล่างตลอดไป ทั้งนี้เป็นเครื่องประกันว่า จะต้องรักษา “X” ไว้เหนือชีวิต มิฉะนั้นก็จะได้เห็นผลงานตามที่ “X”แสดงมาให้เห็นแล้ว กับคนเสื้อแดง
สิ่ง ที่ “คุณอภิสิทธิ์” โดนอย่างหนักก่อนที่จะกล้าเซ็นคำสั่งออกทีวี มันเหมือนการมัดมือชก และ บังคับให้ ต้องเอียงเท่านั้นจึงจะอยู่รอดใน อำนาจแห่ง “ข้าฯตั้งได้”
ทหารจึงแกล้งโง่ ตำรวจจึงแกล้งซื่อบื้อ เมื่อ นายกฯจะยังคงยึดถือกฎกติกาอยู่

เมื่อ มีอีกก้วนหนึ่งเข้ามาเติม คือ “ก้วนปากห้อย” ยิ่งเป็นการดีสำหรับ “X” ที่วันๆไม่ต้องทำอะไรเอาแต่วางแผนเดินเกมปั่นจิ้งหรีดให้ฟัดกันเองแค่นั้น อำนาจก็ไม่ไปไหนเสีย ทุกคนเมื่อเดือดร้องก็ต้องวิ่งมาหา “X”วันยังค่ำ “X”ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วในประเทศนี้

ชัดเจนหรือยังครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในข้อกังขาที่ค้างคาใจทั้งหมด “เรารบกับใคร เราเจออะไ รเข้าไปบ้าง”

ทั้งหมดที่เล่ามาในตอนนี้ คนเสื้อแดง คงเจ็บปวดน่าดู บางท่านอาจทำใจไม่ได้
ผมแนะนำว่าใจเย็นๆครับ เวลายังอีกยาวไกล และยืนยันได้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครใหญ่เหนือประชาชนแน่นอน

การ รบ เพิ่งจะเริ่มต้นของการต่อสู้ของประชาชนเท่านั้น ฝึกจิตใจเอาไว้ จงอย่าลืมเหตุการณ์ในวันนี้ว่าเราเจออะไรกันมาบ้าง ความผิดพลาดของพวกเราแท้จริงคืออะไร รวบรวมทั้งหมดเอามาคิดและปรับประยุคการต่อสู้ไปเรื่อยๆ

วันนั้นต้องมาถึงแน่ “วันที่ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

จบภาคแรก _________ _________ _________ _________ _________ _________

ผมจึงขอจบตำนานการต่อสู้ของประชาชนในภาคแรกไว้เพียงเท่านี้ ดังที่ได้แจ้งไว้ตอนเริ่มต้นของการเขียน ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว
ยังมีภาคสอง ที่รออยู่อีกใน “สงครามมหาประชาชน กับเหล่าอำมาตย์ครั้งที่2.”และ3..4.5...ตามมาอีกเรื่อยๆ ยังไม่ทราบแน่ จะจบตอนไห น เมื่อไร
ก่อนจะถึงวันที่พี่น้องร่วมชาติของเราต้องเอาชีวิตมาสังเวยกว่า90ศพ ในตอนที่2. เรื่องราวเป็นอย่างไร แผนการออก มาจากตรงไ หนบ้าง
คนเสื้อแดงดำเนินวิถีทางการต่อสู้อย่างไร เสธ.แดงกับสามเกลอขัดแย้งกันจริงไหม
เส ธ.แดง ทำไมถึงถูกฆ่า วิธีบู้กับวิธีบุ๋น อะไรคือแนวทางที่ถูกต้อง ใครที่อยู่ข้างพี่น้องเราอย่างแท้จริง ในเชิงวิเคราะห์และข้อเท็จจริงที่เกิด เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด
ถ้า..ผม มีเวลาจะเรียบเรียงมาให้อ่านอีกครั้ง แต่ เมื่อใดยังรับปากไม่ได้ แล้วแต่สถานการณ์จะพาไป ในแบบฉบับของผมเอง โดยไม่อาศัยสื่อที่ไหนนำมาอ้างอิง

และอยากจะ บอก ว่า มนุษย์ทุกคนมีความคิดเป็นของตนเองด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น บางท่านอ่านข้อเขียนนี้แล้วอาจมีความเห็นแย้ง บางท่านอาจเห็นด้วย นานาจิตตังครับ แต่ทุกอย่างที่เขียนไม่ได้มาจากจินตนาการ ทุกเรื่องเป็นตำนานที่เราทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว อะไรผิด อะไรถูก ผมไม่ตัดสินให้ใครทั้งสิ้น
แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านครับ

ขอจบเพียงเท่านี้ครับ
อ่างขาง


http://www.internetfreedom.us/thread-1505.html
_________ _________ _________ _________ _____
เก็บตะวัน ก่อนตะวันตกดิน

"มาร์ค" ชี้หากดีเอสไอค้านประกันเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานชัดเจน

ที่มา ประชาไท

นายก ชี้หากดีเอสไอค้านการประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ยืนยันการพบกับรักษาการประธาน นปช.เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ย้ำการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ สถานการณ์บ้านเมืองต้องมีความสงบเรียบร้อย

22 ธ.ค. 53 - นายกรัฐมนตรีชี้หากดีเอสไอค้านการประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ยืนยันการพบกับรักษาการประธาน นปช.เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ย้ำการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ สถานการณ์บ้านเมืองต้องมีความสงบเรียบร้อย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่เห็นด้วยกับการให้ประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ในเรื่องของมติคณะรัฐมนตรีชัดเจนอยู่แล้วว่า การประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหา การคัดค้านหรือไม่คัดค้านเป็นดุลพินิจของศาล และวันนี้ที่มีข่าวออกมาระบุว่า รัฐบาลพร้อมให้ประกันกลุ่มคนเสื้อแดง 104 คน เรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของคณะรัฐมนตรี หน้าที่ของเราคือให้หลักเกณฑ์ไปเท่านั้น ขณะที่กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพก็ไปดำเนินขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งต้องยอมรับว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา หรือประชาชนโดยทั่วไป ย่อมมีสิทธิประกันตัว แต่ทั้งนี้ต้องอยู่กับข้อมูลและดุลพินิจของศาล หากมีข้อมูลว่าการประกันตัวแล้วผู้ต้องหาจะออกมาสร้างความวุ่นวาย ก็เป็นสิทธิของหน่วยงานที่จะคัดค้าน ดังนั้น หากดีเอสไอจะคัดค้าน ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่

“ผมเข้าใจว่าขณะนี้ดีเอสไอจะคัดค้าน การประกันตัวผู้ต้องหาหลายคน เบื้องต้นทราบมาว่า จะคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาที่เคยขอยื่นขอประกันตัวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลไปชี้ไม่ได้ว่าจะให้ประกันใคร หรือไม่ให้ประกันใคร อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการพบกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจระหว่างกัน รัฐบาลต้องการเห็นความสงบและความปรองดอง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย บางคนก็เข้าใจผิดว่ารัฐบาลไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งมันไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎหมาย ยอมรับว่าคงมีเรื่องของการเจ็บตัวบ้าง ถ้าจะทำเรื่องความปรองดองทั้งหมด เจ็บตัวแน่ ถ้าไม่ต้องการเจ็บตัว ก็ไม่ทำอะไรเลยเสียดีกว่า อยู่เฉยๆ ผมเข้าใจว่าหลายคนมีทั้งพอใจ และไม่พอใจ ฝ่ายหนึ่งที่ขอให้ปล่อยตัว ก็พอใจ อีกฝ่ายไม่ต้องการให้ปล่อยตัว ก็ไม่พอใจ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางของความปรองดองจะขึ้นอยู่กับการยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ต้องดูว่าขณะนี้สถานการณ์มีความสงบหรือไม่ ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วไม่สงบ ก็คงไม่มีเรื่องความปรองดอง ตนเคยบอกเสมอว่าจะยุบสภาฯ เมื่อใด เป็นเรื่องของบ้านเมืองที่ต้องมีความสงบก่อน ถ้าต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ขอให้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ และจะให้ตนประเมินว่า 2-3 เดือนข้างหน้าจะมีเหตุการณ์อ่อนไหวอะไรหรือไม่ คงตอบไม่ได้ ซึ่งการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้าชุมนุมอยู่ในกรอบ และปราศจากอาวุธ คงไม่มีปัญหา คงยอมรับได้

ที่มาข่าว:

นายกรัฐมนตรีชี้หากดีเอสไอค้านประกันตัวเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานชัดเจน (สำนักข่าวไทย, 22-12-2553)
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/146443.html

พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง (2): บทบาทที่น่าตั้งคำถามของศาสนจักร

ที่มา ประชาไท

จากการเสวนา "พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง" โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553 ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: กลับ มาเรื่องของสังคมและการเมือง คือ ผมพยายามจะนึกว่า เวลามีความขัดแย้งทางสังคมหรือการเมือง อย่างกรณีของบ้านเราในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ศาสนามีบทบาทในการช่วย หรือในการยุติความขัดแย้งทางการเมืองแค่ไหน ถ้าพูด ตรงๆคือไม่มี ตัวศาสนจักรเนี่ยไม่มีบทบาท ทุกคนรู้อยู่แล้ว ศาสนจักรเป็นสิ่งที่หายไปทุกครั้งเวลามีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองใน บ้านเรา หรือในบางกรณี ตัวองค์กรทางศาสนจักรอาจมีบทบาท ซึ่งบทบาทนั้น บ่อยครั้งก็ไม่ค่อยดี อย่างเช่น ตอนเกิดกรณีหกตุลา จอมพลถนอมกลับมา แล้วก็บวชเป็นพระกลับมา แล้วการบวชเป็นพระกลับมาของจอมพลถนอมก็นำไปสู่การฆาตกรรมทางการเมืองในวัน ที่ ๖ ตุลา นำไปสู่การแตกแยกทางสังคมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นักศึกษาต้องเข้าป่าอะไรแบบนี้นะครับ พอลองนึกย้อนหลังกลับไป ผมรู้สึกว่า ในวันที่ ๖ ตุลา ถ้าศาสนจักรมีท่าทีบางอย่างต่อจอมพลถนอม ผมไม่รู้นะครับว่าในทางพระทำได้หรือเปล่า อย่างเช่น พระผู้ใหญ่อาจจะมาบอกว่า ท่านอย่าเพิ่งกลับเมืองไทยเลย ท่านอยู่เมืองนอกต่อดีกว่ามั้ย มันน่าจะดีกับทุกคน ความขัดแย้งจะปะทุอย่างเหตุการณ์ ๖ ตุลาที่เกิดขึ้นในวันนั้นหรือเปล่า หรือ ว่าอย่างเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ เราก็ไม่พบว่ามีองค์กรทางศาสนจักรออกมาเตือนหรือให้สติกับสังคมหรือรัฐบาล ที่ในเวลานั้นใช้กำลังกับประชาชน ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมันผิด ในตอนนั้นพลเอกสุจินดาพูดออกทีวีว่า ผู้ชุมนุมบนถนนราชดำเนินมีพวกลัทธิประหลาดคือพวกสันติอโศก เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีเหตุผลในการใช้กำลังเพื่อสลายลัทธิประหลาดอันนี้ได้
ซึ่ง แปลกว่าในวันนั้นไม่มีคนของศาสนจักรมาบอกเลยว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ใช้กำลังสลายเค้านะ ต่อให้เป็นพวกสันติอโศกก็ตาม ซึ่งในแง่นึงก็อาจจะโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองในศาสนจักรเองด้วยว่า มองสันติอโศกเป็นศัตรูก็เป็นได้ แต่ว่าโดยปรัชญาพื้นฐานของเรื่องการเมือง หรือว่าในแง่ปรัชญาพื้นฐานของพุทธศาสนาเองก็ดี พุทธศาสนาเกิดมาเพื่อไม่ให้คนฆ่ากัน เพราะฉะนั้นถ้ามันมีอะไรที่จะช่วยไม่ให้คนฆ่ากันได้ ผมคิดว่านั่นแหละคือปรัชญาพื้นฐานของศาสนาพุทธ แต่ที่เห็นในบ้านเรา บทบาทของศาสนจักรมันหายไปเลยเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ หรือในช่วงเมษา-พฤษ ภาที่ผ่านมา บทบาทของศาสนจักรก็หายไปอย่างสิ้นเชิง ที่ประหลาดมากกว่านั้นคือ เราก็รู้ว่า ในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา มีพระจำนวนหนึ่งเป็นฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งออกมาร่วมประท้วงเป็นจำนวนมาก เป็นพระอีสาน พระที่อุบลฯ อุดรฯ อะไรก็ตามแต่ ในวันที่มีเหตุการณ์ชุมนุม ท่านเหล่านี้ถูกจับ และถูกจับศึกด้วย เรื่องเหล่านี้ผมประหลาดใจว่าทำไมศาสนจักรไม่ออกมาปกป้องคนของตัวเอง ไม่ว่าท่านเหล่านั้นจะเป็นพระเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง ยังไงก็ตามแต่ ถ้าผมเป็นคนในองค์กรศาสนจักร คนในองค์กรศาสนจักรถูกอำนาจทางโลกจับ ผมปกป้องเค้าก่อน เพราะว่าอำนาจรัฐมาจับคนสึกแบบนี้ไม่ได้ แต่ศาสนจักรไม่กล้าแม้จะทัดทานเรื่องพวกนี้ กลับทำตัวเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ใน แง่ของคำสอน มันก็อาจจะโยงกับเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ เป็นไปได้มั้ยว่า ความเข้าใจพุทธศาสนาที่มันไหลวนอยู่ในสังคมไทยในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องพุทธปรัชญาหรือพุทธธรรมที่มันลึกซึ้งนะครับ แต่เป็นเรื่องที่คนในสังคมเข้าใจ คำสอนทางศาสนาของบ้านเรามันกลายเป็นสิ่งที่อยู่ใต้อำนาจรัฐหรืออำนาจทางโลกไปจนมันแยกตัวเองไม่ได้แล้ว อย่างเวลาเราไปวัดใหญ่ๆ อย่างวัดหลวงบางที่ ก็จะมีป้ายติดไว้ว่า สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้จากวัดเรา เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอในรัชกาลนั้นรัชกาลนี้มาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าท่านที่อยู่ในวัดนั้นคงภูมิใจนะครับที่มีเจ้ามาอยู่ในวัด และได้เป็นพระสังฆราช แต่ผมคิดว่า มันน่าจะภูมิใจกว่าหรือเปล่า หรือมันมีความจำเป็นอะไรหรือที่ต้องไปไฮไลต์ความเป็นเจ้า ทำไมไม่ไปภูมิใจเรื่องที่ว่า วัดเราเนี่ยมีฆราวาส หรือคนธรรมดาที่มาบวช และเป็นพระที่ดีจำนวนมากออกไป ผมก็ไม่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ศาสนาสอน หรือเป็นสิ่งที่ในที่สุดแล้วอำนาจรัฐมันได้ครอบงำศาสนาจนศาสนาแยกจากอำนาจ รัฐไม่ออกแล้ว
เพราะ ฉะนั้นคำสอนทางศาสนาจำนวนมากกลายเป็นฐานของอำนาจทางโลกมาตลอด แม้กระทั่งความเชื่อเรื่องบุญบาปก็เป็นฐานของอำนาจทางโลก เช่น ความเชื่อที่ว่าในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษ แล้วก็ในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ชั่วเป็นพิเศษ แล้วมันถูกตลอดเวลาที่คนกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษเนี่ยจะฆ่าคนกลุ่มที่ชั่วเป็น พิเศษได้ แล้วในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา คำอธิบายนี้มันถูกนำมาใช้ตลอดเวลา คือ มีกลุ่มที่ดีมากๆ ซึ่งมีความชอบธรรมมากๆที่จะฆ่ากลุ่มที่ชั่วยังไงก็ได้ แล้วเวลาเราดูงานศิลปะร่วมสมัย หรือสิ่งที่คนจำนวนมากพูดในช่วงความขัดแย้ง จะเป็นการผลิตซ้ำความเชื่อทางศาสนาในแบบนี้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องเทพกับมาร อำนาจฝ่ายดีต้องกำราบอำนาจฝ่ายชั่วให้ได้ อันนี้ก็คือเรื่องที่น่าสนใจว่า ตัว คำสอนเองมันอาจจะมีอะไรบางอย่างหรือไม่ ที่ในที่สุดแล้วอาจจะไม่เกื้อกูลต่อการสร้างประชาธิปไตย หรือการมองเห็นความแตกต่างความหลากหลายของคนในสังคม ผมว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญ คือ เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามต่อตัวคำสอนในสองสามเรื่อง เช่น เป็น ไปได้หรือเปล่าที่คำสอนทางศาสนามันมีลักษณะที่มันผูกขาดและแข็งทื่อมาก มันทำให้ความสัมพันธ์ของคนกับศาสนาเป็นไปในลักษณะที่ไม่เท่ากัน
ผม คิดว่าตัวศาสนาไม่สามารถสัมพันธ์กับคนในแบบที่เท่ากับศาสนาได้ ง่ายๆ เวลาเราคุยกับพระ เราจะต้องรู้สึกต่ำกว่าหรือด้อยกว่าพระ พระไม่สามารถคุยกับเราแบบเท่ากันได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่พระไทยทำไม่ได้ คือ คุยแลกเปลี่ยนกับฆราวาสแบบเท่ากัน นอกจากนั้นผมยังคิดว่า ตัวคำสอนทางศาสนาเอง เวลาสัมพันธ์กับคน มีลักษณะบางอย่างซึ่งจะใช้วิธีดึงคนเข้ามาหาศาสนา ด้วยการบอกอยู่ลึกๆว่า ยังไงคนก็ด้อยกว่า และคนเป็นสิ่งที่ไม่ดี เวลาศาสนามองคนเนี่ย คนคือสิ่งที่ไม่ดี คนคือสิ่งที่ผิด และควรได้รับการแก้ไข คนคืออะไรบางอย่างที่มีความชั่วร้าย มีกิเลส มีบาปอยู่ในตัว ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นปัญหา คือในที่สุดแล้ว ตัวคำสอนมันวางอยู่บนการกดมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เข้ามาอยู่กับศาสนา ซึ่งผมมองว่าตัวคำสอนมันน่าจะมีอะไรที่ผิดที่ไม่สามารถมองมนุษย์เท่ากับ ศาสนาได้ ศาสนาทำให้มนุษย์ด้อยกว่าศาสนา แล้วทำให้มนุษย์รู้สึกมีปมอะไรบางอย่างที่ผิด ที่ต่ำกว่า เพราะฉะนั้นเข้ามาอยู่กับศาสนาสิ แล้วศาสนาจะให้ทางออกกับคุณ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นปัญหานึง ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถอยู่ในโลกที่บอกว่า คนด้อยกว่า คนผิด อยู่ตลอดเวลาได้ เพราะการบอกคนว่าเค้าด้อยกว่า เค้าผิดอยู่ตลอดเวลาเนี่ย ในแง่นึงมันเป็นปัญหาทางการเมืองแล้ว เพราะ พอพูดถึงการเมือง พูดถึงประชาธิปไตย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีเหตุผล คนทุกคนมีเสรีภาพ รู้ว่าอะไรดีสำหรับตัวเขา แต่พอมาในมุมศาสนา ศาสนาไม่ได้บอกคนแบบนี้ ศาสนาไม่ได้บอกว่าคนทุกคนมีเหตุผล ศาสนาไม่ได้บอกว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะทำอะไรเพื่อตัวเขาเองได้ แต่บอกให้มาอยู่กับศาสนาก่อน ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นปัญหานึง ก็คือ สำหรับเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมือง เรื่องสิทธิเสรีภาพแล้วเนี่ย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง และต่อสังคมรอบข้างได้ โดยที่ตัวศาสนาอาจไม่คิดเรื่องพวกนี้ หรือมาจากฐานคิดที่ต่างกัน ศาสนาไม่ได้เชื่อว่าคนรู้ว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับเขา และไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า ลำพังตัวมนุษย์แต่ละคนสามารถสิ่งที่ดีต่อสังคมได้ มนุษย์ต้องมีศาสนา เพราะไม่เช่นนั้นมนุษย์จะไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่มันจะต่างกันมากๆ คือ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมืองเนี่ย เราเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีธรรมชาติที่ดี และในสังคมที่มาจากมนุษย์แต่ละคนที่มีธรรมชาติที่ดี การฟังเสียงทุกคนมันจึงสำคัญ ทุกคนมีเหตุผล ทุกคนมีธรรมชาติที่ดี เพราะฉะนั้นเอาเสียงทุกคนมารวมกัน เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยหรือการเมือง มันเชื่อว่าสังคมมันอยู่ด้วยเหตุด้วยผลได้ มนุษย์มีเหตุมีผล มนุษย์เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ตรงนี้เราอาจจะต้องกลับมามองว่าตัวศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน
เวลา ศาสนาสัมพันธ์กับคน ศาสนามีแนวโน้มมากที่จะทำให้คนทั้งหมดเป็นแบบเดียวกัน อันนี้เป็นประเด็นนึงที่ผมคิดว่า สำคัญในแง่ปรัชญาวิธีคิด คือ ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีคุณค่าของเขา เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีความคิดความอ่านเป็นของเขาเอง คนแต่ละคนมีอัตลักษณ์ของเขา มีวิถีชีวิตของเขา แต่คำสอนทางศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน อย่างเช่น เรื่องพระเกย์พระตุ๊ด เวลาศาสนจักรสัมพันธ์กับเรื่องพวกนี้ วิธีที่พูด มันจะเต็มไปด้วยทัศนะของการเหยียดคนที่ผิดเพศ แล้วก็จะบอกว่าคนแบบนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งผมคิดว่าคำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมศาสนาถึงสนใจมากกับการทำให้คนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกัน เป็นแบบเดียวกันทางตรรกะ เป็นแบบเดียวกันทางวิธีคิด ศาสนาสามารถจะเป็นฐานทางปัญญาที่ทำให้เห็นว่าคนเรามีความหลากหลาย คนเรามีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน มีความเชื่อที่แตกต่างกัน มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันได้หรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นคำถามที่มันท้าทาย และจำเป็นที่จะต้องตอบให้มากขึ้นในปัจจุบัน

เหยื่อไล่ล่าศพที่5แดง คชสาร ปูดเป้าสังหารอีก5

ที่มา Thai E-News


ศพที่5หลังสลายม็อบ91ศพ-แดง คชสาร หรือนายน้อย บรรจง (กลางภาพ) ดีเจวิทยุชุมชนคลื่นรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งผู้ร่วมงานบอกว่าเขาเป็นคนสุภาพ ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องยาเสพ อาชีพหลักขับตุ๊กตุ๊กรับจ้าง มีเมียรับจ้างซักผ้า เป็นพ่อของลูกอายุ 9 ขวบ ถูกสังหารโหดยิง 18 รูยัดยาบ้าใส่มือ เขาเป็นเหยื่อสังหารโหดรายที่ 5 หลังเสื้อแดงยุติการชุมนุม 19 พ.ค. โดยมีข่าวว่าเหลือเป้าหมายสังหารอีก 5 ราย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ธันวาคม 2553

เทือก-มาร์คปฏิเสธรัฐบาลไม่มีส่วนรับผิดชอบสั่งสังหารแดงคชสาร

นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวปฏิเสธรับผิดชอบการสังหารโหด"แดง คชสาร"หรือนายน้อย บรรจง ดีเจคลื่นวิทยุรักเชียงใหม่ 92.5 MHz และแกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ที่สืบต่อช่วงภารกิจจากแกนนำแดงเชียงใหม่ที่อยู่ ระหว่างหลบภัยมืด

นายสุเทพปฏิเสธว่า รัฐบาลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารแดง คชสารตามที่ถูกคนเสื้อแดงตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีนี้ พร้อมทั้งขอให้ประชาชนให้เบาะแสคดีสังหารนี้ด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดไล่ล่าคนเสื้อแดง และเร่งสอบสวนกรณียิงคนเสื้อแดงที่จ.เชียงใหม่ ตายว่า ก็หวังว่าเจ้าหน้าที่จะคลี่คลายคดีโดยเร็ว เพื่อให้ความจริงปรากฏออกมา จะได้ไม่เป็นปัญหาของการปลุกระดม และต้องทำตรงไปตรงมา เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายการใช้ความรุนแรงกับคนกลุ่มใดทั้งนั้น และหวังว่าหลังการประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตำรวจจะดูแลบ้านเมือง รักษาความสงบเรียบร้อยได้

แดงเชียงใหม่เผย3เดือนสังหารน้องเจมส์ไม่คืบ ตามซ้ำฆ่าโหดแดง คชสาร

นา ยกฤษณะ พรมบึงรำ หรือดีเจ กฤษณะ 51 พร้อมทั้งนายแดง สองแคว ได้ร่วมกันออกมาแถลงข่าวและแจกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน กรณีที่มีขบวนการไล่ล่าสังหารกลุ่มคนเสื้อแดงในหลายๆจังหวัด โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ มีการสังหารโหดนายกฤษดา ด้วยอาวุธสงคราม เมื่อ 3 เดือนผ่านมา ซึ่งตำรวจยังไม่สามารถคลี่คลายคดีลงได้ และหลังจากมีการเปิดตัวแกนนำรุ่นที่ 2 ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ปรากฏว่าแกนนำที่ถูกเปิดตัวออกมาถูกกลุ่มคนใส่ชุดดำแอบสะกดรอยตามดูความ เคลื่อนไหว โดยเฉพาะตัวนายน้อยที่ถูกสังหารล่าสุด รู้ตัวว่าถูกตามตัวจนต้องเปลี่ยนที่พักอาศัยตลอด เพื่อหนีการไล่ล่า แต่ก็ไม่สามารถหนีพ้นไปได้

นายกฤษณะ เปิดเผยว่า ตนเชื่อว่ามีขบวนการไล่ล่าแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 อย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการสังหารโหดพี่น้องคนเสื้อแดงอย่างโหดเหี้ยม ถือว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู แต่ก็ขอบอกว่าแม้จะตายอีกกี่ศพ จะจบอีกกี่ชีวิต แต่ปณิธานของกลุ่มรักเชียงใหม่ ยังคงแน่วแน่ในภารกิจคือ เรียกร้องประชาธิปไตย ส่งเสริมขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมล้านนา ช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย บริการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ ข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

หลังสลายม็อบโหด91ศพตามล่าเสื้อแดงเพิ่มอีก5ศพ

จะมีพิธีศพแดง คชสาร โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่ วันศรีบุญเรือง และฌาปนกิจ ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้

นอก จากผู้เสียชีวิตในช่วงการชุมนุม 91 ศพแล้ว หลังยุติการชุมนุม คนเสื้อแดงถูกสังหารเพิ่มอีก 5 ราย คือ อ้วน บัวใหญ่ เสื้อแดงโคราชที่เคยมีบทบาทไปยกป้ายประท้วงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และเป็นคนใกล้ชิดของนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน,การ์ดเสื้อแดงระยองอีกรายหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิต,การ์ดของนาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ถูกรถกระบะพุ่งชนเสียชีวิต ,"น้องเจมส์"กฤษดา กล้าหาญ การ์ดดีเจอ้อม เชียงใหม่ที่ถูกชายแต่งชุดคล้ายทหารขึ้นรถกระบะวีโก้สีดำขับรถไล่สังหารขณะ ขับรถเมื่อ 3 เดือนก่อน

ส่วนแดง คชสาร ตกเป็นเหยื่อสังหารรายที่ 5

ไทยฟรีนิวส์เผยปูด แดง คชสาร เป็น 1 ใน 6 รายชื่อเป้าสังหาร

กระดานสนทนาเวบไซต์ไทยฟรีนิวส์ อ้างว่า แหล่งข่าวแจ้งให้ทราบ มีข่าวที่กรองว่า มีการส่งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมาล่าสังหารพวกทางเหนือ 15 นาย โดยมีเป้าล่า 6 ราย โดยสำเร็จไปแล้ว 1 ราย

รายชื่อเป้าสังหาร มีดังนี้

1.ดีเจอ้อ
2.ดีเจแดงสองแคว
3.ดีเจหนึ่ง
4.ดีเจแดง คชสาร (โดนยิงตายแล้ว)
5.แกนนำผู้หญิง ทางสันป่าตอง ชื่อโอ๋
6.แกนนำผู้ชายหรือดีเจทาง สันป่าตอง -ลำพูน อีกราย (ยังไม่แน่ใจ)

โดย เป้าสังหารทั้ง 6 คน (เหลือ 5 คนแล้วขณะนี้) ทราบแล้วว่าพวกตนตกเป็นเป้าสังหาร และขอแจ้งกับ พี่น้องและสังคมว่า หากพวกตนเกิดเหตุตายกระทันหัน ก็เพราะการกระทำของรัฐ

เผยก่อนตายแดง คชสารรู้ชะตาถูกไล่ล่า หนีสุดชีวิตนอนปั๊มยังไม่รอด

กลุ่ม เสื้อแดงเชียงใหม่ เปิดเผยเบื้องหลังการสังหาร"แดง คชสาร"ด้วยการยิงพรุนทั้งร่าง 18 รู และยัดยาบ้าใส่มือว่า ก่อนการเสียชีวิต ได้มีชายฉกรรณจ์จำนวน 5 คนใช้รถกระบวีโก้สีดำเป็นยานพาหนะ(สีดำเหมือนกับกลุ่มฆาตกรฆ่าสังหารน้อง เจมส์-นายกฤษณะ กล้าหาญ ก้อนหน้านี้)

แก๊งฆาตกรได้ติดตามสะกดรอยตาม แดง คชสาร ตลอดเวลา เป็นอาทิตย์ การสะกดรอยตามครั้งนี้ แดง คชสาร รู้ตัวว่า ถูกตาม ได้พูดให้เพื่อน และดีเจในคลื่น92.5 เชียงใหม่รับฟังว่า เขาถูกสะกดรอยตาม และถูกคุกคามอย่างหนัก จนไม่อาจพักหลับนอนที่หอพักได้ ถึงขนาดต้องไปขอนอนตามปั้มน้ำมันที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เผื่อว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา จะได้มีคนเห็น แต่ก็ไม่รอดการติดตามของฆาตกร 5คนนี้้ได้

"ในเวลาต่อมา มีคนพบศพ พี่แดงคชสาร.....สภาพศพถูกยิงที่หน้าอก ในตัวไม่พบเอกสารใดๆ ดูจากสภาพศพ ผู้้เห็นเหตุการณ์ระบุได้ว่า ฆ่าจากที่อื่นมา ได้นำศพมาทิ้งที่ไว้บนดอย ห่างจากกิ่ง อ.แม่ออน ประมาณ 2 ก.ม. ชาวบ้านได้แจ้งเจ้าหน้าที่และนำศพไปส่ง ร.พ. กิ่ง อ.แม่ออน หลังจากนั้นทาง ร.พ. กิ่ง อ.แม่ออนส่งศพต่อไปยัง ร.พ. มหาราชเชียงใหม่(สวนดอก)เพื่อชันสูตรและปิดสำนวนคดี เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นใคร เดชะบุญ มีนักข่าวได้ถ่ายรูปลงในหนังสือพิมพ์ จึงได้มีคนรู้จัก เรื่องก็เลยแดงขึ้นมา นี่คือปฎิบัตการโหดที่ทำกับเสื้อแดงรักเชียงใหม51อีกรอบหนึ่ง แต่ขอบอกว่า พวกกูไม่กลัวมึง เพียงรอเวลาเท่านั้น พวกมึง..ยกเลิก พ.ร.ก. แต่พวกมึงไม่ยกเลิกที่จะไล่ฆ่าพวกกู"

คน เสื้อแดงเชียงใหม่ให้ข้อมูลว่าแดง คชสารเป็นคนสุภาพ นิยมสันติวิธี อาชีพขับตุ๊กๆ เป็นดีเจคลื่น 92.5 ของเชียงใหม่ 51 มีลูกอายุ 9 ขวบ ภรรยารับจ้างซักผ้า ก่อนตายยังใส่เสื้อสีแดง เขาเป็นคนใจดีทำงานร่วมกับคนเสื้อแดงมาตลอด เขารู้ตัวว่าถูกตามมาตลอด จึงไม่ค่อยจะนอนที่บ้าน

'ตูนGag Lasvegas:Boycottมาม่า สินค้านี้เกื้อหนุนเผด็จการ

ที่มา Thai E-News