ที่มา thaifreenews
โดย หมูแดง
ที่มา http://www.rajdumnern.net/showthread.php?tid=12517
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, December 24, 2010
Clip สุรชัย ยกระดับการชุมนุม
ถอดรหัสเกมเสื้อแดงยุให้รำ ตำให้รั่ว
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
น่าสนใจไม่น้อยกับจังหวะก้าวทางการเมืองของ “จตุพร พรหมพันธุ์” สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย
ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
น่าสนใจไม่น้อยกับจังหวะก้าวทางการเมืองของ “จตุพร พรหมพันธุ์” สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย
ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงนี้
เพราะล้วนแต่ชวนให้สงสัยว่ากำลังทำอะไร และหวังประโยชน์อะไร
จากสิ่งที่แกนนำเสื้อแดงคนนี้กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเวลานี้
จังหวะการเดินเกมที่สำคัญของจตุพรในระยะหลังนี้เริ่มเข้มข้น
ตั้งแต่การออกมาเปิดเผยผลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
เกี่ยวกับปฏิบัติการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค.
ที่ทั้งทหารและคนเสื้อแดงเสียชีวิต ข้อมูลที่ตู่นำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้นเรียกได้ว่า
เป็นการชิงกระแสและสร้างโอกาสให้กับคนเสื้อแดงได้เป็นอย่างดี
โดยจตุพรเองได้พยามเน้นใน 2 เหตุการณ์สำคัญ ดังนี้
1.การเสียชีวิตของประชาชน 6 คน ภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553เวลา 18.30 น.
สาเหตุการตาย ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง
โดยเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าปฏิบัติการขอคืนพื้นที่
มีสองชุดคือ ร.31 พัน.2 รอ. เป็นหน่วยกำลังที่รับผิดชอบด้านล่างบนถนนพระราม 1
และกองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 3 (ลพบุรี)
มีทหาร 5 นาย รับว่าได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าไปในวัดจริงตามคำสั่ง
และพยานบุคคลหลายปากยืนยันว่ามีเสียงปืนดังลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าสยาม
ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยทหาร พล.1 รอ.
2.การตายของนายฮิโรยูมิ มูราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น สำนักข่าวรอยเตอร์ส
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 เวลา 21.00 น. ด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ
พยานสำคัญคือดาบตำรวจนอกเครื่องแบบที่อยู่ห่างออกไป 1 เมตร ไปช่วยประคองลำตัวนายฮิโรยูมิ
โดยยืนยันวิถีกระสุนว่าไม่ได้โดนยิงจากฝั่งผู้ชุมนุม
และพยานอีกคนระบุว่ามีเสียงไฟจากกระบอกปืนทหาร
โดยสอดรับกับหลักฐานของนายฮิโรยูมิคือวิดีโอคลิปจากกล้องของนายฮิโรยูมิ
และพื้นที่นี้กองร้อยบินกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล. ร.2 รอ.)
นำโดย พ.อ.ธรรมนูญ วิถี รับคำสั่งจากผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 ให้ร่วมปฏิบัติการสลายการชุมนุม
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่สองเหตุการณ์นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ในอาการ “เต้น” ค่อนข้างมาก
เป็นการทำให้ภาพฮีโร่ของรัฐบาลในการสลายยุติการชุมนุมและนำความสงบมาคืนสู่สังคมต้องถูกสั่นคลอน
เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมักจะบอกตลอดเวลาว่า
สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากมือที่สามและชายชุดดำเป็นผู้สร้างสถานการณ์ ไม่ใช่รัฐบาล
เมื่อรัฐบาลถูกท้าทายด้วยข้อมูลใหม่
ที่มาจากปากคำของพยานบุคคลย่อมส่งผลเสียต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญรัฐบาลยังต้องมีภาระกดดันมากขึ้น
โดยเฉพาะในกรณีของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น เพราะทางการญี่ปุ่นได้แสดงท่าทีต่อรัฐบาลไทยหลายครั้งว่า
ให้เร่งคลี่คลายกรณีการเสียชีวิตของพลเมืองตัวเอง
ซึ่งจนถึงวันนี้รัฐบาลเองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่สร้างความพอใจให้กับทางการญี่ปุ่นมากเท่าไหร่
เป็นสัญญาณเตือนมายังรัฐบาลว่ายังมี “ทหารแตงโม–ตำรวจมะเขือเทศ” แฝงตัวอยู่ในองค์กรรัฐบาล
ที่พร้อมจะเป็นกลไกบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาลให้สังคมได้เห็น
ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาไม่ให้กลายเป็นเนื้อร้ายมาทำลายรัฐบาลเอง
เป้าหมายสำคัญในส่วนนี้ คือ
ต้องการใช้เป็นต้นทุนของคนเสื้อแดงสำหรับการฟ้องร้องคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ
ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเพิ่มน้ำหนักการต่อสู้ร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ตามแผนโลกล้อมไทย โดยพุ่งเป้าไปที่การทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย
ในสายตานานาชาติ ซึ่งมีการประมาณการว่ากระบวนการเหล่านี้จะเริ่มได้หลังปีใหม่
ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าการเดินหน้าสร้างความชอบธรรมให้กับคนเสื้อแดง
ผ่านกระบวนการเหล่านี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลต้องอยู่ในสภาพปวดหัวพอสมควร
ประจวบเหมาะกับการเพิ่งยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
ซึ่งเป็นกุญแจเปิดประตูให้มวลชนกลับมาเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น
แน่นอนว่ากลุ่มคนเสื้อแดงย่อมนำหมากกระดานนี้ที่จตุพรได้เดินเอาไว้มาขยายผล
เพื่อสร้างกระแสในการเคลื่อนไหว โดยพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลในการแสวงหาคนผิดมาลงโทษ
หลังจากมีการเปิดหลักฐานซึ่งเป็นคำให้การของบุคคลว่า
เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มือลงมือใช้กำลังจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
ขณะที่กองทัพเองภายใต้การกุมบังเหียนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
ที่พยายามจะอยู่ในภาวะใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวมาตลอด
ก็เริ่มออกอาการตบะแตกให้เห็นได้ชัด จากกรณีเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถามเรื่องงบประมาณ
ที่ทหารใช้ไประหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในนามศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ไม่เพียงเท่านี้
กลุ่มเสื้อแดงได้ใช้จังหวะนี้ขยายแผลกองทัพบกด้วยการสร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นระหว่างกองทัพและรัฐบาล
ด้วยการเตรียมไปยื่นสำเนาเอกสารคำสั่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
ที่สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนกรณีที่ทหารยิงประชาชน 6 คน ที่วัดปทุมวนาราม
ระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือน พ.ค.
เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับทราบ
หมากเกมนี้ถือว่าน่าสนใจมาก
เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเองกำลังไล่บี้กับกองทัพ
ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไปได้จนถึงทุกวันนี้
ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลในสายตาของกองทัพจะมองรัฐบาลด้วยความหวาดระแวงมากขึ้น
ผลที่ตามมาคือการให้ความร่วมมือในการทำงานในอนาคตโดยเฉพาะการควบคุมการชุมนุม
ไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ที่ปล่อยให้สำนวนการสอบสวนหลุดออกสู่สายตาสาธารณะได้
ย่อมส่งผลให้รัฐบาลมองดีเอสไอด้วยความไม่ไว้วางใจมากขึ้น เช่นเดียวกับกองทัพที่มองรัฐบาล
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและกองทัพและดีเอสไอถูกสั่นคลอนมากเท่าไหร่
นั่นหมายความว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงตามภูมิภาคทำได้ง่ายมากขึ้น
หลังจากต้องถูกกดดันมาตลอดในช่วงระยะหลังนี้
นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนของแกนนำ นปช.ในระยะยาวที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านตอนนี้
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงบนกระดานการเมืองในช่วงนี้
จึงเต็มไปด้วยการสร้างความร้าวฉานให้เกิดกับกลไกของรัฐบาล
เป็นการเอื้ออำนวยให้กับคนเสื้อแดงมากขึ้น
เพื่อบรรลุผลทางการเมืองในอนาคต แต่จะสำเร็จหรือไม่คงต้องออกแรงกันเยอะหน่อย
http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/66552/ถอดรหัสเกมเสื้อแดงยุให้รำ-ตำให้รั่ว
นปช.ยื่นหลักฐาน 'สุเทพ' สั่ง DSI สอบทหารยิงประชาชน
ที่มา Voice TV
นปช. ยื่นสำเนาเอกสาร ให้ผบ.ทบ.โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของสุเทพ เทือกสุบรรณที่สั่งให้ DSIสอบสวนกรณีที่ทหารยิงปชช. 6ศพที่วัดปทุมฯ
จดหมายจากคลองเปรม ยืนหยัดต่อสู้อำนาจเถื่อน 19 พ.ค.ถึงปีใหม่ลุ้นได้ประกัน:แกนนำไม่ยอมจำนน
ที่มา Thai E-News
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ธัน ย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขียนจดหมายถึงอานนท์ นำภา ทนายความผู้ต้องหาคดีการเมืองเสื้อแดง และคดีหมิ่นฯ นอกจากประสานงานเรื่องคดีของเขาแล้ว ก็ได้บอกเล่าถึงสภาพการต่อสู้เพื่อให้ได้ประกันตัวของแกนนำนปช.ในคุกนับ ตั้งแต่เริ่มถูกคุมขังตั้งแต่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา จนดูมีความหวังว่าอาจได้รับการประกันตัวก่อนปีใหม่นี้อีกด้วย
อาทิตย์,19 ธันวาคม 2553
สวัสดีครับ คุณอานนท์ หวังว่าคงจะได้รับจดหมายที่ผมได้ส่งไปก่อนหน้านี้นะครับ จดหมายขอบคุณที่ให้กำลังใจผมจาจากชุมชน Facebook
สำหรับ ฉบับนี้ผมมีเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบ 2 เรื่อง ครับ คือเรื่องแรกคือหมีฟ้องแล้วนะครับ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นไปตามคาดคือฟ้องมาตรา 112 และ 392 คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519
ข้อ 1.ไปศาลกลับมา ทุกอย่างราบรื่นดีครับ
ส่วน อีกเรื่อง เรื่องข่าวเรื่องให้ความช่วยเหลือของแกนนำ นปช. และผู้ต้องหาคดีเสื้อแดงโดยกรมคุ้มครองสิทธิ ตั้งแต่พี่ๆเข้ามาอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ มีหน่วยงานแรกที่เข้ามาหาคือ " คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน"
คณะทำงานชุดนี้อย่างที่ทราบกันดีว่าเข้ามา พอเป็นพิธี เพื่อให้เป็นข่าวเท่านั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเป็นรูปเป็นร่าง ทำเอาพี่ๆ แกนนำรู้สึกผิดหวังไปตามๆกัน
ต่อมาก็มีชุดทำงานอีกชุด เข้ามา แจ้งว่าเป็นหน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิอีก ทีนี้พี่ๆแกนนำก็ปฏิเสธที่จะเข้าพบ แต่ก็มีบางส่วนที่ออกไปพบ ส่วนมากจะเป็นผู้ต้องขัง นปช.ที่ไม่ใช่แกนนำ และ 1 ในจำนวนผู้ที่ปฏิเสธการเข้าพบก็คือผมด้วย (พี่ก่อแก้วบอกว่าไม่ต้องไปพบ เพราะไม่มีประโยชน์)
สรุปว่าครั้งนั้นผมก็ไม่ได้เข้าพบพร้อมๆกับพี่แกนนำ
แต่ ภายหลังจากที่ข่าวนายกฯอภิสิทธิ์ได้ให้ข่าวในการประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน พร้อมกับบอกว่าจะให้คณะกรรมการสิทธิฯช่วยเหลือเรื่องการประกันตัวแกนนำ และผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมดก่อนปีใหม่
ปรากฏว่าเมื่อวันศุกร์ที่ ผ่านมา (17)คณะกรรมการสิทธิฯโดยกรมคุ้มครองสิทธินำโดยอธิบดีกรมได้มาขอพบแกนนำอีก ครั้ง รวมทั้งผู้ต้องขังที่ปฏิเสธการช่วยเหลือในครั้งแรกทั้งหมด
การ เจรจาในครั้งนี้ระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิกับพวกเรา นปช. ในครั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า เป็นประโยชน์มาก เพราะมีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก บรรยากาศเป็นไปอย่างจริงจังผิดกับครั้งก่อนๆ
สรุปว่าทางกรมให้เรา เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับคดีของแต่ละคนอีกครั้ง รวมทั้งการขอความช่วยเหลือจากกรม ซึ่งคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้พูดแทนพวกเราว่า ทุกคนขอได้สิทธิประกันตัว ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิก็น้อมไปสานต่อ (หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลัง นายอภิสิทธิ์เจรจากับอ.ธิดา พยายามนำเสนอให้ออกมาในภาพว่า อ.ธิดาเป็นตัวแทนแกนนำมาขอความปรานี และรัฐบาลปรานีเลยจะให้กรมคุ้มครองสิทธิฯทำเรื่องให้ประกัน แต่แกนนำนปช.ในคุกยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การร้องขอ และไม่ใช่ได้รับการปรานี แต่เป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องหา)
ใน การนี้ผมได้ให้รายละเอียดด้านทนายความ คือคุณอานนท์ลงในเอกสารที่จะให้ทางกรมด้วย แต่ผมไม่มีเบอร์คุณอานนท์ แต่เข้าใจว่าเค้า(กรม) คงจะหาทางติดต่อไปเพื่อสอบถามเรื่องเงินประกัน และรายละเอียดคดีของผม
ผมรบกวนคุณอานนท์ช่วยประสานให้ด้วยนะครับ ผมจะเขียนจดหมายแจ้งให้ทางพี่นกทราบอีกทีหนึ่ง งานนี้ อ.ธิดา โตจิราการ จะเป็นตัวกลางให้ระหว่าง นปช.กับกรมฯ
งานนี้คือความหวังของผมเลยนะครับ เห็นว่าทางกรมจะดำเนินการให้เสร็จก่อนปีใหม่ ถ้าได้จะดีมากเลย
ใน การนี้ผมอยากให้คุณอานนท์ ช่วยทำเรื่องให้ชื่อพี่หมีเข้าไปในกลุ่มที่จะได้รับการช่วยเหลือด้วยนะครับ เพราะรายชื่อพี่หมีตกหล่นอยู่นอกระบบ หมีน่าจะมีสิทธิ์ที่จะได้สิทธิในครั้งนี้ด้วยนะครับ ผมมีเรื่องรบกวนเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
เชื่อมั่นและศรัทธา
ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม
หมาย เหตุ : ในการยื่นประกัน คุณอานนท์ สามารถใช้ ข้อมูลที่ผมให้ความร่วมมือเป็นพยานให้คดีพิเศษ "101/53" (DSI ชุดที่ 7 ) จะทำให้ผมได้ประกันง่ายขึ้นครับ


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:'วันพ่อ'ของน้องเวปเด็ก11ขวบ พ่อติดคุกคดีหมิ่นฯ
3นักวิชาการสาวยกกรณีคว่ำบาตรมาม่า เทียบเคียงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คานธีต่อสู้เรียกร้องเอกราช
ที่มา Thai E-News
3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)ดำเนินรายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN เมื่อ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในแคมเปญการรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้า กลุ่มทุนที่สนับสนุนเผด็จการ
ทั้งนี้นักวิชาการทั้งสามชี้ว่า หากใครเห็นว่าเรื่องนี้ตลก หรือคงไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ขอให้ลองย้อนมองไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญกรณีหนึ่ง คือกรณีที่ มหาตมะ คานธี เคยรณรงค์ในด้านเศรษฐกิจเพื่อเรียกร้องเอกราชอินเดียจากอังกฤษ
โดยมหาตมะ คานธี ใช้การดื้อแพ่งนำพาชาวอินเดียผลิตเกลือบริโภคเอง แม้อังกฤษจะมีกฎหมายบังคับให้ซื้อเกลือจากอังกฤษเท่านั้น และเป็นกรณีสำคัญที่นำไปสู่เอกราชของอินเดียในเวลาต่อมา
'ประชาวิวัฒน์'ทำคนหลงทาง
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
หมาย เหตุ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล คณะกรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เขียนบทความ 'ประชาวิวัฒน์ คิดถึงปัจจุบันหรืออนาคต' สะท้อนการออกนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
เอ่ยถึง "ประชานิยม" ไม่มีใครไม่รู้จัก
เป็น โครงการที่เน้นแต่เรื่องการลด แลก แจก แถม มุ่งหวังที่ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เหมาะสม หรือฐานะทางการเงินการคลัง
เพียงแค่เสียงชมอย่างทั่วถึง คะแนนเสียงและผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านี้พอ
โครงการ ประชานิยมต่างๆ มีมานานแล้ว แต่รัฐบาลในยุคที่ผ่านมาเลือกจะนำมาใช้ในบางเรื่อง ไม่พร่ำเพรื่อ เพราะหากมากเกิน อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและคนในสังคมได้อย่างง่าย
ที่ โด่งดังมากๆ เห็นจะได้แก่โครงการเงินผัน ในรัฐบาลยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แม้ภายหลังจะดำเนินโครงการนี้ในชื่อต่างๆ แต่ไม่โด่งดังเท่า
แต่ ที่ กล่าวขวัญกันมาก ถึงกับยกย่องให้เป็นเจ้าพ่อประชานิยม เพราะผุดโครงการขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่จำเป็นต้องนึกถึงงบประมาณและฐานะการคลังของประเทศ เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่พอใจ นั่นคือ นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของโครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการพักชำระหนี้ โครงการเอสเอ็มแอล โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
แทบทุกโครงการได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก
หลายคนบอกว่าไม่เคยได้รับเงินได้รับประโยชน์โดยตรงจากรัฐบาลเช่นนี้มาก่อน
หลายคนบอกว่ารัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหนก็ช่าง ขอเพียงแต่ตนได้บ้างก็พอ
โครงการประชานิยม จึงได้รับความพอใจเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับคนที่ไม่พอใจรัฐบาลเพิ่มขึ้นด้วย
คนที่ไม่พอใจเหล่านี้มองว่ารัฐบาลใช้โครงการประชานิยม เป็นเครื่องมือเพื่อปกปิดบางสิ่งบางอย่างไว้ นำเอาขยะของรัฐบาลซุกไว้ใต้พรม
สมัยรัฐบาลทักษิณ เคยสำรวจความคิดเห็นของคนในสังคม บอกโกงก็ได้ ขอเพียงรัฐบาลทำงานให้กับประชาชนได้บ้างก็พอ
ความคิดเห็นเช่นนี้ที่เป็นตัวส่งเสริมแนวคิดประชานิยมให้เพิ่มมากขึ้น
โกง ได้ กลายเป็นวัฒนธรรมที่ปลูกฝังให้เยาวชนหลงเพ้อ คลั่งไคล้ในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อการโกง กลายเป็นวัฒนธรรมที่น่ากลัวของสังคมในอนาคต
บางคนเห็นว่ารัฐกำลังทำลายระบบวินัยการเงิน
บางคนบอกว่ารัฐบาลกำลังสร้างค่านิยมที่ผิด
แล้วรัฐบาลทักษิณก็จากไป
รัฐบาล ใหม่ที่เข้ามาแทนที่ เริ่มตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คุณสมัคร สุนทรเวช คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทุกรัฐบาลไม่สามารถก้าวข้ามฝ่าปัญหาในความนิยมของโครงการประชานิยมไปได้
ทุก รัฐบาลจำเป็นต้องมีโครงการในลักษณะนี้อยู่ด้วย เพียงเพื่อบอกให้รู้ว่าเรายืนอยู่ข้างประชาชน เลือกตั้งครั้งหน้า อย่าลืมเลือกคนที่ยืนอยู่ข้างประชาชน
แต่ทุกรัฐบาลยังไม่น่ากลัว ยังเป็นประชานิยมในปริมาณไม่มากนัก
หากแต่พอมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ที่มี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ
โครงการประชานิยมต่างๆ กลับเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยมี มากกว่ารัฐบาลไหนๆ
ตั้งแต่ การต่ออายุโครงการช่วยเหลือประชาชนด้านค่าครองชีพ รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ไฟฟ้าฟรี น้ำประปาฟรี โครงการเช็คช่วยชาติ โครงการชุมชนพอเพียง โครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการไทยเข้มแข็ง โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
หลัง สุดภายใต้ชื่อ ประชาวิวัฒน์ รัฐบาลยิ่งเข็นโครงการในลักษณะประชานิยมมากขึ้นไปอีก คราวนี้หลายคนว่าไปกันใหญ่ ทั้งขยายเวลารถเมล์ รถไฟ น้ำประปา ไฟฟ้าฟรี โครงการแทรกแซงราคาน้ำมันดีเซล โครงการกองทุนเงินออมแห่งชาติ โครงการบัตรลดหนี้ ขยายเงินกู้กองทุนหมู่บ้าน จัดตั้งหมอหนี้ ขึ้นเงินเดือนให้ฝ่ายต่างๆ
รัฐบาลกำลังเดินตามรอยในสิ่งที่รัฐบาลทักษิณเคยทำ โดยที่บอกให้สาธารณะรู้ว่าตนทำมากกว่า ให้มากกว่า
มี ใครบางคนบอกไว้ว่า โครงการประชานิยมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลในอดีตทำ หรือรัฐบาลปัจจุบันกำลังทำ ทั้งหมดส่งผลให้ทำลายคุณค่าความเป็นคน ทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะรัฐบาลอยู่ในฐานะผู้ให้ แต่เป็นการให้ที่ไม่มีเหตุผล
หมอรักษาโรค กำลังฉีดยาให้สังคม แต่น่าเสียดายที่ฉีดยาผิด
ความจริงแล้ว การดำเนินงานตามโครงการในรูปแบบต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นประชานิยมนั้นไม่ผิด
แม้จะเรียกชื่อโครงการเหล่านั้นแตกต่างกันออกไป จะเป็นประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ หรือประชาภิวัฒน์ หรือประชาวิวัฒน์
เพราะสำคัญที่สุดคือแก่นของโครงการเหมือนกัน
เน้น ที่เงิน การกระจายเงิน โดยเชื่อว่าหากเราสามารถอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบได้มากเพียงไร (โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ) จะสร้างความอยู่ดีมีสุขให้คนในสังคมได้อย่างถ้วนหน้า
"เงิน" จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของระบบ
"เงิน" สร้างความอยู่ดีกินดีได้ในสังคม
ลืมคิดไปว่า จริงแล้ว คนสำคัญกว่าเงิน การพัฒนาคนมีความหมายมากกว่าการพัฒนาเงิน การนำเงินเข้าระบบถูกแล้ว แต่ต้องดูถึงวิธีการด้วย
ประธานาธิบดี สหรัฐ จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ เคยกล่าว วาทะไว้ ซึ่งถือเป็นประโยคอมตะสำหรับการพัฒนาจิตใจคนว่า "อย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรกับคุณ แต่จงถามว่าคุณจะให้อะไรกับประเทศชาติบ้าง"
การที่รัฐบาลหยิบยื่นแต่เงินให้ประชาชน เท่ากับฝึกให้ประชาชนรอคอยและรู้จักแต่การแบมือขอรัฐบาล
ความหวังของประชาชนจึงขึ้นอยู่กับการให้ของรัฐบาล
รัฐบาลหยุดให้ ประชาชนสิ้นหวัง
ความขยัน มุมานะทำมาหากิน อดออมเพื่อเก็บทรัพย์สินไว้ใช้ในอนาคต ดูจะไม่สอดคล้องกับวิธีการที่รัฐกำลังกระทำอยู่
ดู เหมือนเจตนาดี แต่จริงแล้วกลับสร้างผลร้ายให้ราษฎรมากกว่า แม้จะเป็นผลประโยชน์ของคนหมู่มากก็จริง แต่เป็นเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น ระยะยาวกลับไม่ใช่
ไม่ผิด นักหากจะบอกว่ารัฐกำลังได้ชื่อเสียงบางส่วนจากประชาชนเพียงด้านเดียว เหมือนกับคิดว่าตนเองจะเอาตัวรอด แต่ลืมคิดไปว่าประชาชนจะรอดหรือเปล่า
นำเพียงเนื้อปลาให้ แต่ไม่สอนให้รู้จักวิธีตกปลา ชาวบ้านจึงรอคอยแต่เนื้อปลาอยู่ร่ำไป
ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ที่ไหน ความพอประมาณ ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน หลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แค่เพียงหน้ากระดาษ สิ่งที่รัฐบาลน่าจะนำมาใช้กลับละเลย
ภูมิสังคม ซึ่งหมายถึงภูมิปัญญา และภูมิศาสตร์ อันเป็นสิ่งที่ในหลวงทรงปฏิบัติให้เห็น พร้อมที่จะลอกเลียนแบบได้ แต่กลับไปเต้นตามโลกแห่งความฟุ้งเฟ้อ
เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ดูเป็นเรื่องไกลตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องที่เราทำได้โดยทันที กลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน
หรือรัฐกำลังทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
ประเทศไทย พื้นที่ส่วนใหญ่คือชนบท และชนบทยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ชนบทยังมีพื้นที่ที่เราเติมเต็มได้ในหลายเรื่อง
คนในชนบทต้องการโอกาส
โอกาส ของการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพราะมีที่ดินอีกมากที่รกร้างว่างเปล่า การบุกรุกยึดครองของนายทุน ความไม่เสมอภาคของการครอบครองที่ดิน
โอกาส ของการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง การกำจัดวัชพืช ขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน การฟื้นฟูและจัดสรรน้ำ อยากใช้น้ำแต่ไม่มีน้ำให้ใช้ ปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นสงครามแย่งน้ำ
โอกาสของการลดต้นทุนการผลิต ทั้งเครื่องจักรและสารเคมี ทั้งหมดกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตที่ทำให้ต้นทุนสูงมากขึ้น
โอกาสของการเพิ่มผลผลิต แมลงที่ทำลายพืช รวมถึงโรคพืชหลากหลายรูปแบบ กำลังรอคอยการกำจัดที่ถูกวิธี
โอกาส ในการสร้างตลาด เป็นตลาดที่ถาวรที่รองรับเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เป็นตลาดแค่ชั่วครั้งชั่วคราว เหมือนการจัดงานมหกรรมสินค้าโอท็อปเพียงปีละครั้ง ไม่ใช่ตลาดของคนแค่หยิบมือเดียว แต่เป็นตลาดของเกษตรกรทุกคน
เราสร้างโอกาสต่างๆ เหล่านี้ได้ หากตั้งใจ
และเราสร้างโอกาสเหล่านี้ได้หากไม่หลงทาง และไม่ตกเป็นทาสของเงินมากกว่าที่ควรจะเป็น
ดูเหมือนรัฐบาลตั้งใจทำงาน และภูมิใจนำเสนอโครงการในรูปแบบประชาวิวัฒน์
เอารัฐบาลชุดทักษิณเป็นตัวตั้ง และพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะ เพื่อบอกใครๆ ว่า ดีกว่า ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชนมากกว่า
แต่รัฐบาลลืมไปว่ากำลังทำให้ผู้คนในประเทศหลงทาง ลืมมองดูคนอื่น ลืมมองดูสังคม คิดถึงแต่ตัวเอง
ผมเป็นนักการเมือง แม้จะถูกตัดสิทธิ์ แต่รู้ดีว่าเมื่อโดดลงสู่สมรภูมิการเลือกตั้ง ไม่มีใครอยากแพ้ ทุกคะแนนเสียงจึงมีความสำคัญ
สำคัญทั้งต่อชัยชนะและอนาคตทางการเมืองของตน
ถึงจะห่วงชัยชนะ แต่ผมคงไม่ห่วงจนถึงกับลืมนึกถึงอนาคตของประชาชน
คิดแต่คะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่คิดถึงผลประโยชน์ในระยะยาว คิดเพียงแค่ปัจจุบัน แต่ลืมห่วงถึงอนาคต
อนาคตของบ้านเมือง อนาคตของประเทศชาติย่อมขึ้นอยู่กับปัจจุบัน
ปัจจุบันว่าเราต้องการเงินมากน้อยเพียงใด
อย่าให้ผู้คนในประเทศหลงไปกับเงิน และกระแสประชานิยมเลย
หมื่นล้าน!?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ครม.มีมติให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปเรียบร้อยแล้ว A
ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา รู้สึกว่าหายใจคล่องขึ้น โล่งอก ไม่อึดอัดเหมือนก่อนหน้านี้
เพราะพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ใช้กันมายาวนาน 7-8 เดือน
ผู้ที่รับประโยชน์ไปเต็มๆ คือรัฐบาล
มีโล่ป้องกันตัว มีอำนาจเหลือเฟือ
หากพูดถึงประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่คนเสื้อแดง ยังรู้สึกว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
กลับถูกพ.ร.ก.พิเศษตัวนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพเสียด้วยซ้ำ!
เศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและอ้อม
ภาพการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่แพร่ออกไปทั่วโลก
ทำให้เมืองไทยไม่แตกต่างไปจากประเทศเผด็จการ
ถูกมองว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงอันดับต้นๆ
โดยเฉพาะ 91 ศพก็เป็นผลพวงของกฎหมายพิเศษตัวนี้
การยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปได้ เท่ากับเป็นบุญของคนไทยทั้งประเทศ
ฉะนั้น รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ควรยกเอาเรื่องการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นความดีความชอบของตัวเอง!!
แต่สิ่งที่ต้องจับตากันให้ดี คือผลที่จะตามมาหลังเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังศอฉ.หมดหน้าที่
รัฐบาลต้องใจกว้าง เปิดให้มีการตรวจสอบการทำงานของศอฉ.ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา
โดยเฉพาะเรื่องที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก
คืองบประมาณของศอฉ.
ความจริงหลังสลายม็อบแดงที่ราชประสงค์ไม่นาน เคยมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบงบประมาณของศอฉ.
ตอนนั้นก็มีข่าวแว่วๆ ออกมาว่าช่วง 2-3 เดือนหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค.
น่าจะมีการใช้งบฯ ไป 4-5 พันล้านบาท!
แบ่งคร่าวๆ เป็นเบี้ยเลี้ยงทหารเกือบ 2 หมื่นนาย
ค่ายุทโธปกรณ์ พูดประสาชาวบ้านคือค่ากระสุนปืนนั่นละ
ยังมีค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าจิปาถะอีกจำนวนมาก
ขนาดค่าตัวโฆษกที่ออกมานั่งแถลงข่าว ยังต้องจ่ายให้เป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้ล่วงเลยจากเหตุการณ์ 19 พ.ค.มา 7-8 เดือนแล้ว
คาดการณ์ตัวเลขกลมๆ งบศอฉ.น่าจะเฉียดๆ หมื่นล้าน!
ตรงนี้แหละที่รัฐบาลโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ต้องออกมาแจงสี่เบี้ย
เอาตัวเลขมากางกันให้เห็นชัดๆ เอาเงินภาษีประชาชนไปใช้อะไรบ้าง
จะมัวแต่พูดว่าอยากปรองดองอย่างเดียวไม่พอ
มันต้องโปร่งใสด้วย!
รัฐสภา EU ลงโทษรัฐบาล Hungary ฐานปิดกั้นสื่อทางอินเตอร์เน็ตและอื่นๆ...!!!
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าเลิกใช้พรกฉุกเฉินแล้ว ข่าวในออนไลน์เว็บไซด์ต่างประเทศยังเอามาลงข่าว ในเมื่อ
ประกาศยกเลิกพรกฉุกเฉินแล้ว ก็ควรคืนอิสระภาพให้ชาวอินเตอร์เน็ต ทำไมยังบล็อกเว็บไซด์ไปทั่ว ยังไม่
ได้คืนอิสระภาพสื่อในอินเตอร์เน็ต ศอฉ ยังปิดกั้นสื่อทางด้านอินเตอร์เน็ตอีกทำไม?
หรือ ว่ายกเลิก พรก เพียงแค่พ่นน้ำลายออกมาให้โลกรู้ว่ารัฐบาลไทยได้ปล่อยทุกอย่างเป็นอิสระแล้ว ทั้งที่งบประมาณของ ศอฉที่ใช้ในกรณีนี้มากกว่าแสนล้านบาทในงานนี้ แล้วประเทศไทยได้อะไรขึ้นมา?
นอกจากชื่อเสียงของประเทศที่เสียหายใน ด้านคุณธรรม เพราะ ศอฉ สั่งทหารออกมาไล่ฆ่าประชาชนกลางถนน ในระหว่างที่ใช้พรกฉุกเฉินแถมด้วยไล่อุ้มฆ่าคนเสื้อแดงที่เป็นฝ่ายตรงกัน ข้ามกับ ศอฉ นี่คือผลงานที่ราคาแพงที่รัฐบาลชุดนี้เอาเงินจากภาษีของประชาชนมาใช้จ่ายใน การฆ่าคนเสื้อแดง
การประกาศยกเลิกพรกแต่ปาก แต่พฤติการณ์ยังโหดเหี้ยมเหมือนเดิมแล้วมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า กับยังคงอยู่ในพรกแล้วยกเลิกพรกมันมีค่าเท่ากัน หากยกเลิก พรก ต้องคืนอิสระภาพให้แก่ประชาชนทุกๆด้านแม้แต่ในด้านอินเตอร์เน็ตให้ประชาชน ได้เสพข่าวในด้านนี้อย่างอิสระ
แต่นี่ ศอฉ ยังใช้อำนาจ พรก สั่งกระทรวง ICTไล่บล็อกเว็บไปทั่ว ยังไม่ได้คืนอิสระภาพให้เว็บต่างๆที่ปิดเป็นจำนวนพันจำนวนหมื่นเว็บในประเทศ ไทย ซึ่งไม่มีชาติใหนในโลกเขาทำกันที่ปิดกั้นสื่อทางด้านนี้ มันเข้าข่ายมีความผิดในด้านสิทธิมนุษยชนและมีความผิดถึงเข้าคุก
ซึ่ง เวลานี้สภาใน EUกำลังพิจารณาลงโทษรัฐบาล ฮังการี ที่ปิดกั้นข่าวสารต่อประชาชนในด้านอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่ผิดกับที่รัฐบาลไทยที่ปิดกั้นสื่อในอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ดังนั้นความผิดของ ICT ไทยอยู่ในข่ายมีความผิดอย่างร้ายแรงซึ่งประเทศที่อยู่ในระบบประชาธิปไตยไม่ มีใครเขาทำกัน นอกเสียจากประเทศที่ใช้ระบบเผด็จการ หรือใช้แบบระบบคอมมูนิตย์
ที่บังคับมัดมือมัดเท้าประชาชน ไม่ให้ได้รับรู้เรื่องจากที่ใด ให้รับรู้ทางฝ่ายรัฐบาลฝ่ายเดียวเท่านั้นที่จะปลุกปั่นหัวประชาชนให้งมงาย ใดๆก็ได้ เพราะประชาชนไม่มีโอกาสได้เสพข่าวอันเป็นจริงจากที่อื่นๆ ดังนั้นในกรณีของประเทศไทยที่บล็อกเว็บไซด์ไปทั่วก็เข้าในเครือข่ายที่ว่า นี้
จึงไม่แตกต่างกับที่รัฐบาล Hungary ได้กระทำจนถูก EUพิจารณาขึ้นศาลฐานมีความผิดต่อสิทธิมนุษยชน เดี๋ยวรัฐบาลไทยก็ต้องถูกขึ้นศาลเยี่ยงรัฐบาลฮังการีบ้าง หากเจ้าของเว็บไซด์ในไทยยื่นเรื่องมาทางต่างประเทศ ในกรณีที่
ถูกปิด อย่างไม่ยุติธรรม หากไม่ทำแบบนี้แล้วรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะได้เรียนรู้ถึงการกระทำของตนว่า การปิดกั้นทางอินเตอร์เน๊ตนั้นมีความผิดเช่นกัน ...
"สงครามระหว่างสี":สมศักดิ์ วิพากษ์ เกษียร
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล วิพากษ์ เกษียร เตชะพีระ
งานเปิดตัวหนังสือ "สงครามระหว่างสี"
เขียนโดย อ.เกษียร เตชะพีระ
คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
วันที่ 23 ธันวาคม 2553










ภาพทั้งหมด>>>http://picasaweb.google.com/108313507613178447448/231253#



