WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 27, 2010

จวกรัฐเล่นสองหน้า ถอนประกัน หวังปิดปาก'จตุพร'

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



โฆษกพรรรคเพื่อไทยจวกรัฐเล่นละครสองหน้า ให้ประกันแกนนำเสื้อแดง
แต่จ่อถอนประกัน"จตุพร"แนะใจกว้าง เปิดให้มีการตรวจสอบ
อย่าใช้วิธีขอถอนประกันตัวเพื่อปิดปาก ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ...


เมื่อเวลา 10.20 น.วันที่ 26 ธ.ค.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า
กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)จะยื่นขอถอนประกันตัว
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ในวันที่ 27 ธ.ค.
ขณะเดียวกันมีข่าวจากวอร์รูมพรรคประชาธิปัตย์ที่เห็นพ้องให้ถอนประกันตัวด้วยนั้น

โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า
การกระทำของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง เนื่องจากเงื่อนไขที่ศาลจะถอนได้
ต้องมีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือไปข่มขู่พยาน แต่การกระทำของนายจตุพร ไม่เข้าข่าย
เพราะเพียงแค่นำข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากผลการสอบสวนดีเอสไอมาให้ประชาชนรับทราบ
และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบ ดังนั้นการกระทำของดีเอสไอ
น่าจะเป็นการหวังปิดปาก ไม่ให้นำข้อเท็จจริงการสังหารประชาชนออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน
ซึ่งมันขัดแย้งกับแนวทางที่นายกรัฐมนตรี ที่ระบุไม่ขัดข้องที่จะให้ประกันตัวแกนนำ
เช่นเดียวกับข้อเสนอคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา
ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ที่เห็นว่า
การให้ประกันตัวแกนนำ นปช.จะเป็นการสร้างความปรองดองในชาติ
เหมือนเป็นการเล่นละครตีสองหน้าหรือไม่ ทั้งนี้ถ้าหน่วยงานความมั่นคงมีความจริงใจว่า
ไม่ได้ทำความผิดเกี่ยวกับการฆ่าประชาชน ควรใจกว้างเปิดให้มีการตรวจสอบ
อย่าใช้วิธีขอถอนประกันตัวนายจตุพร เพื่อปิดปาก ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ



http://www.thairath.co.th/content/pol/137059

เขาทำให้เกลียด ขอเกลียดแล้วเกลียดเลย

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เขาทำให้เกลียดแล้ว..........อนิจจา
เสียงเพรียกกระซิบมา.........ร่ำไห้
โกรธเกลียดแต่ใดนา..........วานบอก
น้ำตาหลั่งรดไว้........กู่ก้องร้องตะโกน

ฤากรรมแอบซ่อนเร้น...........อำพราง
ความรักเลยจืดจาง............หมดสิ้น
เหมือนเดิมสิ้นหนทาง.........แน่วแน่
แม้นสั่งโต้พลิกลิ้น............ยากแท้คืนชะตา

รับกรรมที่ก่อไว้.............เถิดเอย
ความชั่วเก่าก่อนเคย.......มากล้น
หมดทางเลี่ยงหลบเลย......กรรมเก่า นั่นนา
คนเกลียดจึงท่วมท้น........คั่งแค้นเหลือคณา

๓ บลา / ๒๖ ธ.ค.๕๓

ไร้เกมต่อรอง! นพดลยัน พท.ยังแน่นแฟ้น

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"นพดล"ยัน ส.ส.เพื่อไทย บินพบ"ทักษิณ"ไร้เกมต่อรอง เผยเป็นเพียงการไปอวยพรปีใหม่
และเยี่ยมเยียนตามปกติ ระบุ"ทักษิณ"-"มิ่งขวัญ"คุยกันเป็นปกติ ย้ำเพื่อไทยไม่มีความแตกแยกใดๆ.....

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
กรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมตัวเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เป็นเพียงการไปอวยพรปีใหม่
และเยี่ยมเยียนตามปกติ ซึ่งอาจจะมีการนำปัญหา หรือเรื่องราวภายในพรรคไปปรึกษาบ้าง
แต่ไม่ใช่การเดินทางไปต่อรอง หรือยื่นคำขาด เพื่อให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณส.ส.สัดส่วน เป็นผู้นำพรรค
หรือเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงจะให้คำแนะนำปรึกษา
แต่เรื่องการจัดการบริหารภายในเป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตามนายนพดล ยืนยันว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ กับนายมิ่งขวัญ คุยกันเป็นปกติ คุยกันได้ทุกเรื่องแบบเป็นกันเอง
ไม่มีปัญหาใดๆ ไม่มีการกล่าวร้ายกันเหมือนที่มีรายงานข่าว
มันอาจเป็นความพยายามที่จะเสี้ยมให้พรรคเพื่อไทยแตกแยก
แต่ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความแตกแยกใดๆ ส่วนตัวคิดว่า
เรื่องแคนดิเดตนายกฯนั้น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพรรคเพื่อไทย
จะเปิดตัวออกมาแน่นอน อย่างไรก็ตามถือเป็นเรื่องน่ายินดี
ที่มีคนเสนอตัวขึ้นมา ถือเป็นความสวยงามตามระบอบพรรคการเมือง.


http://www.thairath.co.th/content/pol/137062

เปิดปม5ศพเสื้อแดง เหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง19พ.ค.

ที่มา Thai E-News



ภาพงานฌาปณกิจศพของแดง คชสาร ที่เชียงใหม่วันนี้(ภาพชุดทั้งหมด ดูที่เวบไทยฟรีนิวส์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 ธันวาคม 2553

การสังหารโหด'แดง คชสาร'ถือเป็นศพที่ 5 หลังสลายม็อบ 91 ศพ เมื่อ 19 พฤษภาคม และมีพิธีฌาปณกิจศพในวันนี้ ณ สุสาน วัดศรีบุญเรือง ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่


สุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาปฏิเสธความผิดชอบในการตายของแดง คชสาร และเสื้อแดงรายอื่นๆ ซึ่งก็อาจเป็นไปตามที่ทั้งสองปฏิเสธ แต่ฆาตกรต่อเนื่องรายอื่นยังคงเงียบงัน!..

ไปสัมผัสชะตาสยองของเหยื่อฆาตกรฆ่าต่อเนื่องหลังสังหารหมู่ 19 พฤษภาคมทั้ง 5 ราย และย้อนไปดูผลงานฆาตกรฆ่าต่อเนื่องตั้งแต่ยุค 6 ตุลาคม 2519

เหยื่อรายแรก อ้วน บัวใหญ่-ศักรินทร์ กองแก้ว

ปูมประวัติ-อ้วน บัวใหญ่ อายุ 24 ปี ชาวบัวใหญ่ นครราชสีมา คนสนิทส.ส.แรมโบ้อีสาน-นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำนเสื้อแดง อบัวใหญ่ เคยนำกลุ่มคนเสื้อแดงโคราชไปชุมนุมปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ขณะไปเป็นประธานงานศพนายทหารคนสนิท ที่วัดสุทธจินดาวรวิหาร เขตเทศบาลนครนครราชสีมา

หลังสลายการชุมนุม 19พ.ค.เพียง 2 วันคือในวันที่ 21 พ.ค.ถูกกองทัพภาคที่ 2 เรียกเข้าไปรายงานตัวที่ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพราะเป็นแกนนำเสื้อแดงโคราช

พฤติการณ์สังหารโหด-คืนวันที่ 9 มิ.ย.53 ขณะที่อ้วน โคราช ขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน โดยมีรุ่นน้องนั่งซ้อนท้ายมา มีรถกระบะสีดำขับเข้ามาตะโกนถามเส้นทาง อ้วน โคราช จึงวนรถกลับมาหาเพื่อบอกทาง คนร้ายที่นั่งคู่คนขับได้ชักปืน11มม.ออกมาจ่อยิงที่บริเวณศีรษะ และลำตัวหลายนัด จากนั้นคนร้ายได้อาศัยช่วงกลางคืนขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว อ้วน โคราช เสียชีวิตขณะนำตัวส่งโรงพยาบาล

เพื่อนร่วมงานนายศักรินทร์ให้ข้อมูลว่า ทราบว่ามีรถยนต์กระบะสีดำขับติดตามนายศักรินทร์มากว่า 3 วันแล้ว และได้เตือนให้นายศักรินทร์ได้ระวังตัว แต่นายศักดิ์นรินทร์ไม่เชื่อคำเตือน สุดท้ายก็มาถูกยิงดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งประเด็นการสอบสวนไว้ทั้งเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว, เรื่องชู้สาว และประเด็นทางการเมือง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องการสังหาร ขณะที่ฝ่ายทหารโยนขี้ว่าถูกเสื้อแดงด้วยกันฆ่าตัดตอน จนปานนี้ยังไม่มีความคืบหน้าของคดี
ในวันเดียวกันกับที่สังหารอ้วน บัวใหญ่ ที่เชียงรายมีการยิงสังหารนายอานนท์ พิมสาร คนสนิทของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตส.ส.เชียงรายที่จังหวัดเชียงราย โดนไหล่ขวา บาดเจ็บสาหัสแต่รอดตาย (ดูข่าว)

เหยื่อรายที่ 2 สวาท ดวงมณี

ปูมประวัติ-นายสวาท ดวงมณี อายุ 60 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ เป็นการด์เสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากถูกสลายการชุมนุม ได้เดินทางหลบหนีมาเยี่ยมญาติที่เขาชะเมา จ.ระยอง แต่ถูกกลุ่มคนร้ายลงมือฆ่า แล้วนำศพมาทิ้งในพื้นที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี

พฤติการณ์สังหารโหด-หลังเหตุการณ์สังหารอ้วน บัวใหญ่ และลอบสังหารหัวคะแนนยงยุทธ ที่เชียงรายเพียงวันเดียว ตำรวจพบนายสวาทเป็นศพเมื่อ 10 มิถุนายน 53 คนร้ายฆ่าสังหารโดยใช้เชือกมัดมือไพล่หลัง และใช้ผ้าขาวม้าผูกคอจนเสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีระบุว่า นายสวาทได้หลบหนีหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจลาจลในกรุงเทพฯ ไปหาญาติที่ระยอง แต่ถูกคนร้ายตามฆ่า เชื่อว่า ถูกฆ่ามาจากที่อื่น แล้วนำศพมาทิ้งเพื่ออำพรางคดี

เหยื่อรายที่ 3 น้ำหวาน-ธนพล แป้นศรี
ปูมประวัติ-น้ำหวาน อายุ 43 ปี เป็นการ์ดคนใกล้ชิดของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนสำคัญของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน อยู่อารักขาณัฐวุฒิอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งนาทีสุดท้ายในการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ที่ณัฐวุฒิประกาศยุติการชุมนุมเข้ามอบตัวกับตำรวจ น้ำหวานก็แยกยสยกลีบบ้าน

พฤติการณ์สังหารโหด-เมื่อเช้าวันที่ 26 มิ.ย.53 ขณะที่น้ำหวานขี่มอเตอร์ไซค์ บนถนนสายลำลูกกา-ธัญญบุรี บริเวณคลองเจ็ด จ.ปทุมธานี ถูกรถกระบะพุ่งชนกระดูกก้านคอหัก มีรอยช้ำที่ท้ายทอย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตามคนใกล้ชิดต่างเชื่อว่าไม่ได้เป็นอุบัติเหตุธรรมดา แต่เป็นฆาตกรรมอำพราง เนื่องจากน้ำหวาน เคยเปรยกับคนใกล้ชิดว่า ถูกติดตามและหมายเอาชีวิต

นางมาลัย เลิศสลุง อดีตภรรยาของน้ำหวานเล่าว่า หลังจากม็อบถูกสลาย น้ำหวานก็กลับมาที่บ้านพักย่านคลองเก้า อ.ลำลูก กา จ.ปทุมธานี โทรศัพท์พูดคุยกันตลอด ทราบว่าอยู่เป็นที่ไม่ได้ ต้องหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุน พร้อมทั้งยังบอกด้วยว่ากำลังถูกไล่ล่า ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ครั้งสุดท้ายที่โทรศัพท์คุยกัน ประมาณ 15 วัน ก่อนเสียชีวิต

ตำรวจเจ้าของคดีสรุปสำนวนว่าน้ำหวานขับมอเตอร์ไซค์แฉลบเสียชีวิตเอง ซึ่งใครก็ยากจะเชื่อว่าอดีตพ.อ.อ.สังกัดหน่วยคอมมานโดจะพบจุดจบในชีวิตแบบที่ตำรวจเป่าคดีง่ายๆแบบนี้


เหยื่อรายที่ 4 น้องเจมส์-กฤษฎา กล้าหาญ

ปูมประวัติ-นายกฤษฎา กล้าหาญ อายุ 21 ปี ชาวเชียงใหม่ เป็นการ์ดให้"ดีเจอ้อม" ดีเจชื่อดังของคลื่นรักเชียงใหม่ 51 คลื่น92.5 MHz ซึ่งมีบทบาทในการปลุกคนเชียงใหม่เรียกร้องประชาธิปไตย ช่วงชุมนุมใหญ่12มี.ค.-19พ.ค.53 ลงไปเป็นการ์ดให้ดีเจอ้อมที่กรุงเทพฯ หลังจบการชุมนุมดีเจอ้อมได้หลบภัยมืด ส่วนน้องเจมส์กลับเชียงใหม่ช่วยทางบ้านทำมาหากิน

พฤติการณ์สังหารโหด-เมื่อวันที่ 29 ส.ค.53 ขณะที่น้องเจมส์ขับรถมากับแฟนสาว น.ส.นงนุช คำป้อ หลังจากทั้งคู่เสร็จภารกิจขายของที่ถนนคนเดิน น้องเจมส์ซึ่งนั่งฝั่งซ้าย สังเกตเห็นรถเก๋งคันหนึ่งปิดไฟหน้าขับติดตามมาใกล้ ขณะที่มาถึงเขตติดต่อ อ.เมือง กับ อ.หางดง รถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับแซงด้านซ้ายขึ้นมา คนร้ายในรถใช้อาวุธปืนระดมยิงใส่รถจนถูก นายกฤษฎา จากนั้นได้พยายามขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว จึงนำเจมส์ไปส่งยังโรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 1 ก.ย.53

พ.ต.ท.เอกรัฐ พัฒนสมบัติ สารวัตรเวร สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ ระบุคนร้ายใช้อาวุธสงครามปืนเอ็ม 16 แต่จนบัดนี้ครบ100 วันการเสียชีวิต คดียังไม่คืบหน้า
ชาวเชียงใหม่ และคนเสื้อแดงได้เข้าร่วมพิธีศพของน้องเจมส์ คนสามัญธรรมดามากกว่า 10,000 คน โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นประธานพิธีศพ ( อ่าน: ความตายที่หนักแน่นปานขุนเขา งานศพของไพร่ที่เชียงใหม่ แต่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน )

เหยื่อรายที่5-แดง คชสาร

ปูมประวัติ-แดง คชสาร หรือนายน้อย บรรจง (กลางภาพ) ดีเจวิทยุชุมชนคลื่นรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งผู้ร่วมงานบอกว่าเขาเป็นคนสุภาพ ใจดี นิยมแนวทางสันติวิธี ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องยาเสพติด อาชีพหลักขับตุ๊กตุ๊กรับจ้าง มีเมียรับจ้างซักผ้า เป็นพ่อของลูกอายุ 9 ขวบ

หลังสลายการชุมนุม19พ.ค. ดีเจอ้อมที่เป็นแกนนำสำคัญของคคลื่นวิทยุรักเชียงใหม่ต้องหลบภัยมืดพร้อมกับผอ.เพชรวรรต มีผู้นำรุ่น2ขึ้นรับช่วงภารกิจ โดยมีแดง คชสาร เป็น 1 ในนั้น

พฤติการณ์สังหารโหด-เขาตกเป็นเหยื่อสังหารโหดรายที่ 5 หลังเสื้อแดงยุติการชุมนุม 19 พ.ค. การสังหาร"แดง คชสาร"ด้วยการยิงพรุนทั้งร่าง 18 รู และยัดยาบ้าใส่มือ7เม็ด


ก่อนการเสียชีวิต ได้มีชายฉกรรณจ์จำนวน 5 คนใช้รถกระบวีโก้สีดำเป็นยานพาหนะ(สีดำเหมือนกับกลุ่มฆาตกรฆ่าสังหารน้องเจมส์-นายกฤษณะ กล้าหาญ ก้อนหน้านี้)

แก๊งฆาตกรได้ติดตามสะกดรอยตาม แดง คชสาร ตลอดเวลา เป็นอาทิตย์ การสะกดรอยตามครั้งนี้ แดง คชสาร รู้ตัวว่า ถูกตาม ได้พูดให้เพื่อน และดีเจในคลื่น92.5 เชียงใหม่รับฟังว่า เขาถูกสะกดรอยตาม และถูกคุกคามอย่างหนัก จนไม่อาจพักหลับนอนที่หอพักได้ ถึงขนาดต้องไปขอนอนตามปั้มน้ำมันที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เผื่อว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา จะได้มีคนเห็น แต่ก็ไม่รอดการติดตามของฆาตกร 5 คนนี้้ได้

สุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาปฏิเสธความผิดชอบในการตายของแดง คชสาร และเสื้อแดงรายอื่นๆ ซึ่งก็อาจเป็นไปตามที่ทั้งสองปฏิเสธ แต่ฆาตกรต่อเนื่องรายอื่นยังคงเงียบงัน

ทั้งนี้เคยเกิดเหตุสังหารในยุคความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองในยุคก่อนสังหารหมู่กรณี 6 ตุลาคม 2519 เหยื่อสังหารซึ่งเป็นที่จดจำเช่น ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ผู้นำพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย,พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง ผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย,แสง รุ่งนิรันดรกุล และนิสิต จิรโสภณ ผู้นำนักศึกษา เป็นอาทิ (ดูรายละเอียด:ความรุนแรงและการลอบสังหาร ก่อน 6 ต.ค. 2519)

ฆาตกรฆ่าตือเนื่องรายนี้ประสบความสำเร็จในการสังหารโหดผู้รักชาติรักประชาธิปไตยในยุค 6 ตุลาคม 2519 และกำลังก่อกรรมซ้ำซากในยุคนี้...ใครจะหยุดมัน!?

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เหยื่อไล่ล่าศพที่5แดง คชสาร ปูดเป้าสังหารอีก5

"นพดล" อ้าง "ทักษิณ" ไร้อคติต่อ "มิ่งขวัญ" ปลื้มผลโพลพระปกเกล้ายกนายชนะ "มาร์ค"

ที่มา มติชน

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ถึงรายงานข่าวที่ระบุว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อขอความชัดเจนในการสนับสนุนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า กลุ่ม ส.ส.ที่จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่ได้ต้องการเดินทางไปสร้างเงื่อนไขต่อรองเพื่อยื่นคำขาดว่าจะให้นายมิ่งขวัญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่เดินทางไปเพื่อคารวะ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถือเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาหารือประเด็นภายในพรรครวมไปถึงการต่อสู้ทางการเมือง

"ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีอคติใดๆ กับนายมิ่งขวัญ แต่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเป็นนายมิ่งขวัญหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีคนที่มีความรู้ความสามารถมากจึงยังไม่ตกผลึกทางความคิด และไม่อยากให้ประเด็นนี้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามที่จะโจมตีว่าพรรคเพื่อไทยมีความระหองระแหงกัน" นายนพดลกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทัศนคติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อนายมิ่งขวัญเป็นอย่างไร นายนพดลกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รังเกียจอะไรนายมิ่งขวัญเลยและที่ผ่านมามีการคุยกันทุกเรื่อง


นายนพดลยังกล่าวถึงผลโพลของสถาบันพระปกเกล้าที่ระบุว่าคะแนนความนิยมของรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สามารถสู้กับความนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณรู้สึกยินดีที่สถาบันพระปกเกล้าทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีอะไรฝากไปยังรัฐบาลชุดนี้แต่มีความห่วงใยในเรื่องของบ้านเมืองซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือกระบวนการปรองดอง และการขจัดสองมาตรฐาน รวมถึงไม่อยากให้รัฐบาลประมาทในปัญหาเศรษฐกิจเพราะเชื่อว่าปี 2554 เศรษฐกิจจะแย่ลง

'พระพยอม'เตือนสติ ปรองดอง'ต่างสี'!

ที่มา บางกอกทูเดย์

'พระพยอม'เตือนสติ  ปรองดอง'ต่างสี'!

'คนไทยในแผ่นดินล้วนสีเดียวกัน'
ไม่น่าเชื่อว่าส่งท้ายปีเก่า 2553 จะมีการสร้างภาพ เรียกเรทติ้งทางการเมืองกันอย่างหนักหน่วงขนาดนี้

วิเคราะห์กันตามหลักจิตวิทยาแล้ว เชื่อว่าในปีหน้าจะเป็นปีโหดมหาหิน เพราะความจริงต่างๆจะเริ่มโผล่มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ระยะเวลาที่เหลืออยู่จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ แต่การช่วงชิงการแข่งขันกลับใกล้เข้ามาทุกขณะ

มองแล้วรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องไม่ยอมพ่ายแพ้

ฉะนั้นจะต้องทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องให้สามารถเป็นรัฐบาลต่อไปให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเอาเล่ห์หรือได้ด้วยกล หรือแม้แต่จะต้องใช้มนตร์ใช้คาถา ใช้กองทัพ ใช้ทุกรูปแบบ

ปัญหาคือแม้ว่าจะมีตั๋วพิเศษ มีอำนาจหนุนหลัง แต่ในแง่มุมของประชาชนแล้ว ณ วินาทีนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังเหนื่อยสาหัส

ก็คิดดูในขณะที่ผลโพลออกมาว่า ข่าวที่ประชาชนสนใจติดตามมากที่สุดในปี 2553 พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 54.6 คือ ข่าวการเมือง สะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนจับตาดูเกมการทำลายล้างทางการเมืองในครั้งนี้อย่างเต็มที่

ซ้ำยังระบุว่า ข่าวที่ทำให้ประชาชนทุกข์ใจมากที่สุดแห่งปี 2553 พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 40.1 คือ ข่าวความแตกแยกของคนในชาติ การจลาจล เผาบ้านเผาเมือง

บอกได้เลยว่าปัญหาการเมือง ปัญหาการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ผ่านมาในรอบปีนี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองเขม็ง

แต่แทนที่บุคคลอันดับ 1 ที่น่าชื่นชมมากที่สุดแห่งปี 2553 อันดับแรกจะเป็นนักการเมือง กลับพบว่า ร้อยละ 69.2 ระบุ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เป็นบุคคลน่าชื่นชมมากที่สุดแห่งปี 2553 ในฐานะข้าราชการวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อแผ่นดินไทย

การยกย่องชื่นชมผู้จากไปเช่นนี้ สะท้อนได้ดีถึงความเบื่อหน่ายคนเป็นที่ยังอยู่ ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาล และโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ กับคนใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับโผโยกย้ายตำรวจ จนทำให้พล.ต.อ.สมเพียร ต้องเสียชีวิตในที่สุด ทั้งๆที่อุตส่าห์ขึ้นมาร้องขอชีวิตถึงทำเนียบนั้น

คนกลุ่มที่เกี่ยวข้องเรื่อของ พล.ต.อ.สมเพียร จะรู้สึกอย่างไรบ้าง???

หรือยังคงเหมือนเดิมที่ทำมา คือพยายามให้เรื่องนี้กลายเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ที่จางหายไปจากความทรงจำของประชาชน

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่ร้อยละ 61.8 ระบุว่า “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” เป็นบุคคลที่น่าชื่นชมมากที่สุดแห่งปี 2553 ด้านพิธีกรเล่าข่าว

และร้อยละ 57.3 ระบุให้ น้องหยิน “สริตา ผ่องศรี” เป็นบุคคลที่น่าชื่นชมมากที่สุดแห่งปี 2553 ด้านนักกีฬาไทย กวางโจวเกมส์

เอียนการเมืองกันเต็มๆว่างั้นเถอะ

ผลพวงของการแบ่งแยกแตกต่างทางความคิด แต่ดันมีกลุ่มขั้ววอำนาจที่เข้ามาใช้การทำลายล้าง ได้ทำให้ความรู้สึกในสังคม และสายตาของสังคมที่สะท้อนออกมา ชัดเจนว่าวิตกกังวลเรื่องการเมืองเป็นอย่างมาก

ว่านี่คือต้นตอของความแตกแยก??

ถึงได้บอกว่า ปี 2554 ที่จะมาถึง หากยังไม่สามารถสร้างความปรองดองที่แท้จริงได้ รัฐบาลนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายลำบาก

ดังนั้น การที่พระราชธรรมนิเทศ หรือ”พระพยอม กัลยาโณ” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แถลงทรรศนะระบุ “คนไทยในแผ่นดินล้วนสีเดียวกัน” ออกมาเตือนตรงๆ โดยย้ำว่าไม่มีทางอื่นอีกแล้วนอกจากปรองดอง จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายสมควรจะต้องฟัง เก็บไปคิด แล้วลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

พระพยอม ได้เตือนให้ยึดหลักธรรมะ เริ่มต้นด้วยการรู้จัก 1.ใคร่ครวญ คือหัดฟังหูไว้หู อย่าเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรโดยไม่คิดใคร่ครวญ

2.ยินดี เห็นคนอื่นได้ดีให้มีมุทิตาตอบ
3.สามัคคี แม้คิดคนละอย่าง แตกต่างกันได้ แต่ไม่แตกแยก
และ 4.ขับไล่ความริษยาด้วยเมตตาธรรม

พระพยอม กล่าวว่า มีผู้กล่าวว่าว่าจุดแข็งของคนไทยคือรู้เร็ว ทำอะไรเร็ว แต่จุดอ่อนคือขาดการใคร่ครวญ ขาดวิจารณญาณ ขาดโยนิโสมนสิการ เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่จะมาใคร่ครวญกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบ

“ต้องรู้จักฟังหูไว้หู อย่าเชื่อ หรือไม่เชื่ออะไรโดยไม่ได้คิดใคร่ครวญทบทวน ใครที่เคยชอบสีไหน ไม่ชอบสีไหน แม้แต่วันนี้ใครจะเกลียดอาตมา หรือไม่เกลียดอย่างไร คงถึงเวลาใคร่ครวญเรื่องเหล่านี้

แม้จะเป็นฝ่ายตรงข้าม ถ้าเขาทำอะไรดี เราไม่พลอยยินดี ก็จะมีแต่อิจฉาริษยา ที่เขาเรียกว่า”ตาร้อน”เห็นเขาได้ดีแล้วทนไม่ได้ แต่ถ้าเราคิดว่าใครได้ดีและยินดีกับเขา จะเหยียบความริษยาด้วยใจที่เป็น”มุทิตา” จะปิดความริษยาได้ด้วยความยินดี”

พระพยอม ระบุด้วยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะหยุดความแตกแยกมาสร้างความสามัคคี เพราะความสามัคคีทำให้หนักเป็นเบา ยากกลายเป็นง่าย ช้ากลายเป็นเร็ว ภัยมากกลายเป็นภัยน้อย

ถ้ามัวแต่แตกแยกกันอยู่จะหาใครช่วยเรา น้ำท่วมที่ผ่านมาเขาบอกว่าละลายสีได้เยอะเลย ก็เพราะความสามัคคี เห็นใครลำบากทุกข์ยากก็รีบช่วยโดยไม่ต้องเกี่ยงว่าสีอะไร

“อย่าลืมนะว่า “ขยะหัวใจ” ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือความอาฆาต พยาบาท ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า คิดอาฆาตพยาบาทจะบรรลัย แต่ถ้าคิดให้อภัยใจจะเยือกเย็น เพราะฉะนั้นถ้าอยู่อย่างเยือกเย็น ก็ต้องฝึกฝืน ฝึกฝน ชอบให้อภัยกัน” พระพยอม ให้สติอย่างนี้

หลังการแสดงทรรศนะ พระพยอมได้นำหลักธรรมะปรองดอง “ต่างสีเดียวกัน” ซึ่งจัดทำเป็นหนังสือชุดพิเศษ มี 4 เล่ม พิมพ์สี่สี ขนาดเล็กกะทัดรัด แจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมฟัง

พร้อมกันนี้ยังได้ฝากไปมอบให้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงผู้นำพรรคต่างๆ และแกนนำสารพัดสีด้วย

โดยระบุว่า หวังให้เป็นแนวทางนไปสร้างความปรองดองที่แท้จริงให้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งแผ่นดิน

ก็คงต้องรอดูผลว่า ต่างสีเดียวกันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ การไล่ล่าที่น่าสะพรึงกลัวจะยอมหยุดหรือไม่ กรณีของ “แดง คชสาร”จะเป็นกรณีสุดท้ายหรือเปล่า???

ถ้าขนาดพระมาโปรด มาขอบิณฑบาตรกันตรงๆอย่างนี้แล้ว

หากยังไม่เกิดการปรองดองที่แท้จริง รับรองได้ว่าปี 2554 ไม่ใช่ปีกระต่ายทองคำแน่!!!

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 27/12/53

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เพราะสันดาน ปากว่า ตาขยิบ
จึงเร่งรีบ ผ่องถ่าย ขยายผล
ใช้มารยา ฉกฉวย ด้วยเล่ห์กล
เพื่อพวกตน จึงปรนเปรอ บำเรอกัน....

ความมั่นคง มั่งคั่ง ยังแอบแฝง
ไล่ปราบแดง เข่นฆ่า ให้อาสัญ
เบี้ยเลี้ยงอัด จัดให้ ไม่เว้นวัน
กินปากมัน มูมมาม หยามประชา....

อนุมาน ว่าตน เป็นคนรัฐ
ตระบัดสัตย์ เฉไฉ แบบไร้ค่า
สวมเครื่องแบบ สามานย์ แห่งมารยา
เลวชั่วช้า จัญไร ใจอัปรีย์....

ประชาชน ยากแค้น แสนสาหัส
ยังโกงกิน สารพัด อย่างบัดสี
ไอ้เบื้องหน้า เบื้องหลัง นังกาลี
มันนั่นแหละ ตัวดี ที่สั่งมา....

คงไม่เหลือ สิ่งใด ให้ลูกหลาน
ด้วยสันดาน ร้อยเล่ห์ เสน่หา
เอาคำหวาน หลอกลวง ปวงประชา
แล้วตีหน้า ว่าตน พวกคนดี....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คนสั่งการ

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



อีก แล้วครับท่าน จะยื่นถอนประกันอีกแล้ว หมายถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เตรียมจะยื่นถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งสาเหตุของการเตรียมยื่นหนนี้ มาจากกรณีสำนวนสอบสวนคดี 91 ศพ รั่วไหลออกมานั่นเอง

นายจตุพร นำข้อมูลในสำนวนมาเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่นายธาริตก็ตอบโต้ทันทีว่า ไม่ใช่ข้อมูลจริง

ถ้าไม่ใช่สำนวนจริง ก็ไม่รู้ว่าทำไมนายธาริตจึงโกรธขนาดนั้น

ถึงขั้นประกาศจะร้องให้ถอนประกันอีก

ถ้าฟังข้อมูลจากปากนายจตุพร จะพบว่ามีรายละเอียดปรากฏอยู่มากมาย ในด้านพยานหลักฐานของคดี 91 ศพ

โดยเฉพาะ 6 ศพที่วัดปทุมฯนั้น มีการสอบปาก คำเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสเอาไว้ครบถ้วน

ฟังแล้วมีน้ำหนักน่าเชื่อว่ามาจากสำนวนจริง!

ตามประสาคนทำงานด้านข่าว ฟังใครพูดจาเช่นไร ก็ต้องไปตรวจสอบต่อให้แน่ชัด

ปรากฏว่านักข่าวไปตามจนพบว่า สำนวนเอกสารที่ว่านั้น ในหน้าสุดท้ายมีลายเซ็นของนายธาริตกำกับเอาไว้ชัดเจน

อย่างนี้ก็ยิ่งน่าเชื่อถือ

ความไม่พอใจของนายธาริต จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องโกรธที่เอาความเท็จมาพูด แต่น่าเป็นเพราะนายจตุพรเอาสำนวนจริงมาปูดมากกว่า

หนักกว่านั้น เมื่อเป็นสำนวนจริง แสดงให้เห็นว่าดีเอสไอได้รวบรวมพยานหลักฐานเอาไว้เยอะแยะมาก

จนไม่เข้าใจว่าเหตุใดคดีจึงยังสะดุดอยู่แค่นี้!?

มีรายชื่อตัวตนชุดปฏิบัติการในแทบทุกจุดเอาไว้ครบถ้วน สามารถสืบสาวต่อไปได้อีกมากมาย แต่ก็ค้างคาเอาไว้แค่นั้น

แล้วเมื่อเป็นสำนวนคดี ใครที่ไหนจะมาปกปิดบิดเบนไม่ได้อีก

ไปแก้ไขสำนวน ทำลายสำนวน ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย!

อีก ประการ นายจตุพรตั้งข้อสังเกตว่า ดีเอสไอสอบสวนลงไปลึกขนาดนี้ บ่งชี้ว่าเจ้านายที่อยู่เหนือนายธาริต ส่งสัญญาณให้มุ่งทำคดีเพื่อมัดทหารเพียงฝ่ายเดียวหรือเปล่า

เข้าทำนอง พอเรื่องจวนตัว ก็เลยโยนใส่กันไปมา

ตอนนี้กองทัพกับรัฐบาลเริ่มมองหน้ากันไม่ติด

แต่ความจริง ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ

เพราะต้องมีคนสั่ง

สุดท้ายนักการเมืองที่เป็นคนสั่งสูงสุด เตรียมตัวไว้ได้เลย

เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red

เอ้กอีเอ้ก สว่างแล้ว แก้วไก่ขัน
ดวงตะวัน ยิ้มแฉ่ง สีแดงฉาน
หมู่หมอกเหม่อ เออออ ล้อลำธาร
หยาดน้ำค้าง ค้างบ้าน จนลืมไพร

ควักข้าวเหนียว ใส่ห่อ ไปรอรับ
หวังลูกกลับ สู่บ้าน มาอยู่ไกล้
เจ็ดเดือนย่าง ต่างรู้ ต้องอยู่ไกล
แต่เทียวไป เยี่ยมเล่น ไม่เว้นวัน

เมื่อใดความ ขัดแย้ง ไม่แยกแยะ
เมื่อนั้นแพะ ก็พา กันขาสั่น
เมื่อใดช้าง ต่างชน ชิงประชัน
แลเมื่อนั้น หญ้าแพรก ก็แหลกราน

ร่างผมโซ โซ่ตรวน ล่ามส่วนขา
เดินออกจาก รถมา ศาลาศาล
ผู้คุมสวม บทบาท ราชการ
ตะโกนไล่ ชาวบ้าน อย่าจอแจ !

ปาดน้ำตา ต่างยิ้ม ให้ลูกชาย
ลูกโบกมือ บ๋ายบาย ยิ้มให้แม่
ชะเง้อตาม สองตา เจ้าต่างแล
เชื่อมรักแท้ แม่ลูก ที่ผูกพัน

ผิดใดหนอ บักหำน้อย แม่คอยถาม
จึงถูกล่าม โซ่ขึง ตรึงไว้นั่น
ขาก็ขา น้อยน้อย เพียงแค่นั้น
จะทนดั้น เดินย่าง ได้อย่างไร

เสียงตะโกน “ลุกขึ้น” ทะมึนสั่ง
ศาลออกนั่ง บัลลัง ฟังปราศัย
อัยการ อ่านเกมส์ เค็มน้ำใจ
ทนายให้ สารภาพ อย่าสู้เลย

เสียงตะโกน แต่ไกล “ผมไม่ผิด”
ศาลสั่ง “เงียบสักนิด ฟังเฉยเฉย ! ”
แล้วยิ้มเยาะ เคาะไม้ สะบายสะเบย
บอกเปรยเปรย มีคำสั่ง ลูกขังลืม

ชนชั้นนำ กำหนด กฎอุบาทว์
เหยียบหัวราษฎร์ ปรองดอง กันดูดดื่ม
ชนชั้นต่ำ เงินสิบ ต้องหยิบยืม
รอ “นาย” ปลื้ม เมื่อไหร่ ให้ประกัน

โรงละคร เล่นครบ เหมือนจบข่าว
กำหมัดชื้น ขื่นคาว คนขบขัน
“พวกเผาบ้าน เผาเมือง ประหารมัน"
คนดีลั่น พวกใจสัตว์ ต้องจัดการ !

เสียงระโยง ระยาง ครางกับพื้น
กลบเสียงปืน ราชประสงค์ ไว้ตรงศาล
คนเสื้อแดง ถูกตราหน้า ว่าสามานย์
คนสั่งด้าน หัวร่อ บนหอทอง

เกาะลูกกรง คงยืน มองลูกชาย
เป็นภาพชิน ชาคล้าย ไม่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ คนชนะ จะปรองดอง
ชาวบ้านต้อง ร้องไห้ อยู่ฮือฮือ

ภาพของหญิง ชรา ตำตาศาล
เหมือนกฎหมาย ตายด้าน แต่หนังสือ
ผู้มักใหญ่ ใช้เชื่อง เป็นเครื่องมือ
เพื่อแย้งยื้อ ชอบธรรม เถื่อนอำพราง

จึงกฎหมาย กลายหมด แล้วกฎหมาย
เกิดกฎหมา มักง่าย มาสะสาง
เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง
เลือกระหว่าง ก้มค้อม หรือยอมตาย

ประวัติศาสตร์ ต้องใช้ ชีวิตเขียน
หมุนกงเกวียน แห่งสมัย ไม่ขาดสาย
ชักธงแดง แกร่งกล้า ขึ้นท้าทาย
เถิดสหาย ปฏิวัติ โค่นรัฐโจร !


ผมรู้สึกเจ็บร้าวทุกครั้งที่เห็นชาวบ้านแก่ๆ มายืนคอยทาง
ดูลูกชายขึ้นศาล และยิ่งเขามาถามว่า "ลูกแม่สิได้ออกมื้อได๋"
มันยิ่งจุกจนพูดไม่ออกทุกที หรือนี้เราเดินมาสุดทางแล้วจริงๆ


...อานนท์ นำภา ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓

Sunday, December 26, 2010

วิกิลีกส์

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2553)

ผู้บริหารเว็บไซต์ "ประชาไท" เพิ่งแถลงข่าวเรื่องผลกระทบและความเสียหายที่ถูกปิดเว็บไซต์มานาน 8 เดือนจากการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล

นอกเหนือจากความเสียหายที่คิดเป็นเงิน 5 ล้านบาทแล้ว

ที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ คำถามเรื่อง "เสรีภาพ" ในการนำเสนอข่าวสาร

อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นคือการใช้ "ความเชื่อ" ของคนกลุ่มเดียวตัดสินว่าใครถูกใครผิด

เชื่อว่าเว็บไซต์ไหนทำผิดกฎหมาย

...ปิด

ช่วงที่ผ่านมามี 2,200 เว็บไซต์ถูกบล็อคในช่วง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

จากกรณีของ "ประชาไท" ทำให้มีคนตั้งคำถามถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์การ์เดียน หรือ www.guardian.co.uk ที่ตีพิมพ์เอกสารลับของสถานทูตสหรัฐอเมริกาจาก "วิกิลีกส์"

ชิ้นแรกเป็นข่าวใหญ่ในเมืองไทยคือ กรณี "วิคเตอร์ บูท" ที่ "ทูตสหรัฐ" ขอให้ "โอบามา" โทรศัพท์มาหา "อภิสิทธิ์" เพื่อกดดันให้ไทยส่ง "บูท" ให้สหรัฐอเมริกา

แต่จริงๆ แล้วยังมีอีก 4 ฉบับ

ว่ากันว่าคนกรุงส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าอากาศเริ่มคลายหนาวลงแล้ว แต่สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.อ.สิทธิ์ เศวตศิลา และนายอานันท์ ปันยารชุน ที่คุยกับทูตสหรัฐต่างกรรมต่างวาระ

ตอนนี้ยังยะเยือกอยู่เลยครับ

กรณี "วิกิลีกส์" ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึง "วิธีคิด" ของสังคมไทยว่าประเด็นที่พูดนั้นไม่สำคัญว่าเป็น "เรื่องอะไร"

แต่สำคัญที่ "ใครพูด"

คนทั่วไปพูดเรื่องนี้ไม่ได้ ไม่ว่าจะบนโต๊ะกินข้าว หรือเขียนใน facebook

แต่บางคนพูดได้

ทั้งที่รู้ว่าเมื่อคุยกับ "ทูต" แล้ว เนื้อหานั้นจะถูกส่งไปที่ "ทำเนียบขาว"

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไมรัฐบาลใช้ "2 มาตรฐาน" ในกรณีนี้

เพราะใครที่ได้อ่านเนื้อหาที่ผู้ใหญ่ 4 ท่านนี้พูดกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ทุกคนพูดเหมือนกันเลยว่า "ประชาไท"..เด็กๆ

ไม่แปลกที่คนจะวิจารณ์เรื่องนี้กันมากเรื่อง "มาตรฐานใหม่" ของรัฐบาล

บางคนก็มองว่า "อภิสิทธิ์" เกรงใจ "การ์เดียน" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของอังกฤษ ประเทศที่นายกฯมาร์คเคยร่ำเรียนมา

บางคนก็มองว่า "อภิสิทธิ์" ไม่พอใจคำวิจารณ์ของ พล.อ.เปรม และ พล.อ.อ.สิทธิ์ ที่บอกว่าเขาเด็กเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจ และใช้เวลากับ "โพเดียม" มากเกินไป ถึงขั้นบอกทูตว่าได้เตือนเรื่องนี้ผ่านทาง นพ.อรรถสิทธิ์ บิดาของ "อภิสิทธิ์" แล้ว

"อภิสิทธิ์" ก็เลยเอาคืนโดยปล่อยให้มีการเผยแพร่ข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ

เอ๊ะ หรือว่าจริงๆ แล้ว "อภิสิทธิ์" ได้ปรับปรุงตัวเองใหม่

เพื่อให้สอดคล้องกับคำขวัญวันเด็ก

"รอบคอบ รู้คิด" และ......มีจิตสาธารณะ