WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 29, 2010

เผยปม "แม้ว" ยอม"มิ่งขวัญ" ขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯ เชื่อแผนซ้อนแผน "ยืมมือศัตรูฆ่ามิตร"!!

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ถึงกรณีที่มีแนวโน้มว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเลือกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พท. เป็นแคนดิเดตชิงนายกรัฐมนตรีว่า แกนนำประเมินกันว่าสาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้เสนอชื่อนายมิ่งขวัญเป็นนายกฯแนบญัตติอภิปรายไม่วางใจเพราะต้องการลดแรงกระเพื่อมจาก ส.ส.สายนายมิ่งขวัญชั่วคราวเท่านั้น โดยที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พท.ตัวจริง จะไม่ใช่นายมิ่งขวัญอย่างแน่นอน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณเห็นว่านายมิ่งขวัญไม่แข็งแกร่งทางการเมืองมากพอที่จะนำพา พท.ในศึกเลือกตั้งครั้งหน้าที่ฝ่ายตรงข้ามมีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงินได้ นอกจากบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พท.ต้องมีคุณสมบัติมากพอที่จะแข่งขันกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้


"ทันทีที่ชื่อของนายมิ่งขวัญเป็นผู้นำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายมิ่งขวัญจะถูกตรวจสอบจากฝ่ายรัฐบาลในทุกมิติ เสมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังยืมมือศัตรูฆ่ามิตรทางอ้อม เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณยังเคลือบแคลงที่มาของเงินที่นายมิ่งขวัญจ่าย ส.ส.ทุกเดือนอยู่" แหล่งข่าวกล่าว

รายงานข่าวจาก พท.แจ้งว่า ช่วงเย็นวันที่ 28 ธันวาคม ได้มีการจ่ายเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายประจำเดือนธันวาคมให้กับ ส.ส.ในกลุ่มที่สนับสนุนนายมิ่งขวัญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนละ 100,000 บาท

สกัดไม่อยู่

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




เป็นความพยายามอีกครั้งของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ต้องการลากตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.เข้าคุกเข้าตะรางให้ได้

ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพร 1 ในจำเลยคดีก่อการร้าย

ให้เหตุผลว่าทำผิดสัญญาประกันใน 3 เรื่อง

1.เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

2.กระทำความผิดเพิ่มเติมในการก่อเหตุร้าย

และ 3.กระทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ

ในข้อสุดท้ายนายธาริตระบุว่านายจตุพรเปิดเผยสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอในคดี 6 ศพวัดปทุมฯ และฆ่านักข่าวญี่ปุ่น

กล่าวหาว่าบิดเบือนผลการชันสูตรพลิกศพ ผลสรุปคดีทั้ง 2 คดี

ทั้งที่ ดีเอสไอไม่เคยสรุปว่าทหารฆ่าประชาชน !!

ดูจากเหตุผลตรงนี้ก็รู้สึกแปลกใจ

เพราะหากนายจตุพรนำเอกสารเท็จมาเปิดเผย หรือไปแก้ไขสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอ

นายธาริตก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีนายจตุพร

เพื่อจะได้ไปพิสูจน์กันในชั้นศาลว่าเอกสารที่นายจตุพรกล่าวอ้างนั้นเป็นของปลอม

กลับกันนายจตุพรจะได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ว่าเอกสารที่อ้างว่าคัดลอกมาจากสำนวนการสอบสวนนั้นตรงกับสำนวนจริง

ถึงเวลานั้นจะได้รู้ว่าใครผิดใครถูก

และจะได้รู้ว่า พ.ต."น." หัวหน้าชุดที่ปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ให้การไว้ว่าอย่างไรบ้าง

จ.ส.อ."ส." ยิงไปกี่นัด

ส.อ."ด." ใช้ปืนเอ็ม 16 เอ 2 หรือเปล่า

ส.อ."ภ." ใช้กระสุนปืนพิเศษชนิดหัวสีเขียวหรือไม่

ส.อ."ช." ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าไปกี่นัดกันแน่

ตรงกับที่นายจตุพรกล่าวอ้างหรือไม่

ถ้าตรงกัน นายธาริตก็ต้องแจ้งจับนายจตุพรในข้อหานำเอกสารราชการมาเปิดเผย

หากไม่ตรงกัน ก็ต้องดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร

แล้วทั้งหมดนี้ มันเกี่ยวอะไรกับการถอนประกันตัว !?

หรือนายธาริตต้องการแค่สกัดไม่ให้นายจตุพรมีโอกาสเปิดเอกสารลับชุดอื่นๆ อีก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นายจตุพรโดนถอนประกัน ต้องระเห็จเข้าเรือนจำ

ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคนเสื้อแดง

เพราะยังมีตัวตายตัวแทน

นปช.วางตัวคนเปิดโปงเอกสารลับอีกชุดไว้เรียบร้อยแล้ว

และเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 21 ม.ค. 2554

ถึงเวลานั้น นายจตุพรก็อาจได้เอกสิทธิ์คุ้มครอง อาจได้ออกจากเรือนจำ (ถ้าถูกจับเข้าเรือนจำจริงๆ)

ฉะนั้น ต้องจับตาศึกซักฟอกรัฐบาลในตอนนั้นให้ดี

เอกสารต่างๆ คงทะลักออกมาเป็นกุรุสๆ

และตอนนั้น นายจตุพรก็มีเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง

รับรองเปิดโปง-ตีแผ่กันมันหยดแน่ๆ

เลขาธิการนายก ต้องนายกฯตั้ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เลขาธิการนายก ต้องนายกฯตั้ง!





'ดอกไม้เหล็กในมือนาย'
‘อัญชลี’ย้ำชัดฟัง‘มาร์ค’เป็นหลัก

งานนี้ “ทศกัณฐ์กรำศึก” คงจะได้รู้แล้วว่า ภาษิตโบราณที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล นั้น เป็นเยี่ยงไร??

เพราะแม้ว่าจะเป็น”ผู้จัดการรัฐบาล”ทำให้ประชาธิปัตย์สามารถขึ้นลิฟท์ ลัดคิวมาเป็นรัฐบาลได้โดยไม่ต้องรอชนะการเลือกตั้ง... แต่นั่นก็เป็นเรื่อง 2 ปีล่วงมาแล้ว นานพอที่ความหวานจะจืดจางลงไปได้สบายๆ

และแม้ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี อาจะมีบารมีคุ้มตัว สามารถเปลี่ยนสีหน้ารับศึกได้มากราวกับเป็นทศกัณฐ์ แต่สำหรับคนในพรรคประชาธิปัตย์ ก็ล้วนแล้วแต่ทศกัณฑ์ด้วยกันทั้งนั้น มีใครยอมใครง่ายๆเสียที่ไหน

แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่ละอ่อนทางการเมืองที่จะเชื่องเชื่อให้กับใครต่อใครเหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว

ฉะนั้นวันนี้ใช่ว่าจะต้องฟังผู้จัดการรัฐบาลทุกเรื่องราวเสียเมื่อไหร่

โดยเฉพาะกับตำแหน่งคนใกล้ตัว อย่างตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอภิสิทธิ์แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า คนใกล้ตัวต้องขอเป็นคนเลือกเอง... จึงได้ยืนกรานมาตลอดว่า คนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ทึ่ลาออกไป จะต้องเป็น...

“อัญชลี วานิช เทพบุตร”
คนเดียวเท่านั้น คนอื่นไม่ปรารถนา!!!

ดังนั้นแม้ว่าจะเผชิญแรงต้าน มีการทักท้วง รวมไปถึงมีการโยงเรื่องไปถึง “กลุ่มแก๊งออฟโฟว์”ในประชาธิปัตย์ แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้โผสุดท้ายแปลี่ยนแปลงได้
วันนี้ในพรรคประชาธิปัตย์จะมองหน้ากันสนิทหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้แน่ๆ นางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แหวกกระแสต้าน ขยับชั้นขึ้นมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแน่นอนแล้ว

ซึ่งนางอัญชลี บอกแบบไม่กังวลว่า การที่มีข่าวว่ามี ส.ส.ในพรรคส่งเอสเอ็มเอส คัดค้านการมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้น ในสังคมประชาธิปไตยต้องใช้เหตุผลที่จะอยู่ร่วมกันโดยต้องมีการแสดงความเห็น ซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีเสรีภาพทางความคิดของสมาชิกค่อนข้างมาก

ดังนั้น การแสดงความเห็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องธรรมดาของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะการตั้งประเด็นหรือคำถามในข้อมูลที่อยากจะทราบ ซึ่งเข้าใจว่านายกรัฐมนตรี และ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ คงจะชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้สมาชิกได้รับทราบ

แถมยืนยันด้วยว่าไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด!!

เพราะสิ่งสำคัญคือในเมื่อเป็นผู้ใต้บังคับบัญชานายกรัฐมนตรี ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาสั่งงานให้ทำอะไร ก็พร้อมที่จะทำตาม ซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องว่าเหมาะสมหรือไม่ในการทำหน้าที่ตรงนี้ นางอัญชลี พูดชัดเจนว่า คนที่จะตัดสินใจว่าเหมาะสมหรือไม่ คือ “ผู้บังคับบัญชา” ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรกับการผลักดันนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐบาลให้เกิดผล ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ ก็ได้ทำหน้าที่ตรงนี้เช่นกัน

“รวมทั้งในเรื่องการประสานงานกับฝ่ายบริหาร รัฐสภา ทุกวันนี้ก็ทำอยู่ รวมถึงภาคประชาชนด้วย ฉะนั้นให้นายกฯเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเองดีกว่า”

สำหรับการที่มีการมองว่าที่ผ่านมา นายกอร์ปศักดิ์ ได้ทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการของรัฐบาลจะสามารถประสานต่อได้หรือไม่ นางอัญชลี กล่าวว่า ต้องดูนโยบายของนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก !!!

และที่สำคัญคือเรื่องวาระการประชุมของ ครม.ที่อาจจะต้องผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องช่วยกันกลั่นกรองและแสดงความคิดเห็นเพื่อให้นายกฯได้ตัดสินใจ

ส่วนที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่านางอัญชลีเคยทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาเรื่องที่ดิน สปก. 4-01 นั้น นางอัญชลีบอกว่าเรื่องนี้นายกฯ จะเป็นผู้ตัดสินใจเองที่จะเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่เลขาธิการฯ เอง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสปก. 4-01 เข้าใจว่าเกิดจากการตีความทางกฎหมายที่มีบุคคลนำมากล่าวอ้างโดยไม่ได้มีการศึกษารายละเอียดก่อน

“ส่วนตัวพร้อมชี้แจง เพราะการเข้ามาเป็นนักการเมืองต้องตกเป็นเป้าอยู่แล้ว สำหรับ ส.ส.ในพรรคที่ไม่พอใจ ถือว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนรักทั้งหมด เพราะตามข้อเท็จจริงเชื่อว่าสมาชิกกว่า 170 คน เข้าใจในการทำงานของตัวเอง ซึ่งหากมีเพียงแค่นี้ก็พอใจแล้ว ส่วนความกังวลเรื่องที่เมื่อมาทำหน้าที่เลขาธิการนายกฯ แล้วจะทำให้ ส.ส.เข้าถึงยากนั้น คิดว่าไม่จะมีปัญหาเพราะทุกอย่างต้องประสานให้อยู่แล้ว”

งานนี้เล่นบท “ดอกไม้เหล็กในมือนาย” ไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น!!

จึงไม่แปลกที่ ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ส่งท้ายปี 2553 โดยมีแกนนำพรรคในฝ่ายบริหาร อาทิ นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค, นายสุเทพ เลขาธิการพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าร่วมประชุมกับกรรมการบริหาร และ ส.ส.อย่างพร้อมเพรียง

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา ไม่ได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งคนสนิทแกนนำทั้ง 2 คนแจ้งว่า ติดภารกิจส่วนตัวอยู่นอกพื้นที่ กทม. ได้เริ่มประชุม ส.ส. โดยนายสุเทพ เป็นแกนนำพรรคคนแรกที่ขึ้นเวทีชี้แจงกับส.ส. ต่อด้วยนายอภิสิทธิ์

โดยนายสุเทพได้ประกาศกลางที่ประชุมว่า ต้องทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบให้ได้ โดยหลังจากนี้ไปส.ส.แต่ละพื้นที่ต้องเร่งจัดประชุมและสัมมนาให้ความรู้กับสมาชิกและหัวคะแนนในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญต้องทำสมาชิกพรรคในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากกว่า 3,000 คนขึ้นไปเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์บรรลุเป้าหมาย

นอกจากนั้น แล้วต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องนโยบายและการทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ด้วย โดยนายสุเทพได้พูดทีเล่นทีจริงว่า .....

“หากส.ส.คนใดไม่ทำกิจกรรมในพื้นที่หรือหาสมาชิกไม่ครบ 3,000 คน จะถูกตัดสิทธิ์ในการส่งลงสมัครรับเลือกตั้งที่จะมาถึง”

ส่วนประเด็นความขัดแย้งในพรรคเกี่ยวกับการแต่งตั้ง นางอัญชลี เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายกอร์ปศักดิ์นั้น นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุม ส.ส.พรรคว่า การเลือกคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ต้องเป็นบุคคลที่ไว้วางใจได้

และ กรณีนี้สาเหตุที่ นายกอร์ปศักดิ์ ลาออก เนื่องจากต้องการมาทำนโยบายและแผนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า และ ที่ผ่านมาก็เห็นว่านางอัญชลี ได้ประสานงานกับนายกอร์ปศักดิ์ และทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ฉะนั้น จะสามารถสานงานต่อได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการศึกษา เพราะมีความเหมาะสม

“อีกทั้ง ตำแหน่งดังกล่าวเป็นหน้าที่ของผมในการเลือก ดังนั้น ใครที่เห็นต่างในเรื่อดังกล่าวสามารถลุกขึ้นชี้แจงได้”

แต่ปรากฏว่านายสุเทพ ได้ยกมือแสดงความเห็นว่า ขณะนี้ถึงฤดูกาลเลือกตั้งแล้ว ดังนั้นสมาชิกพรรคอย่ามีความเห็นที่ต่างกัน เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของนายกฯ

หลังจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการหารือกันในเรื่องการจัดงานระดมทุนพรรค เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้แสดงความเป็นห่วงเห็นว่า หากจัดงานดังกล่าวในช่วงที่เป็นรัฐบาล อาจจะถูกครหาว่าใช้อำนาจหน้าที่บริหารได้

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็เห็นด้วยอม จึงได้สั่งให้คณะกรรมการจัดการระดมทุนเร่งประชาสัมพันธ์ให้ภาพออกมาดี

รวมทั้งได้มี ส.ส.ไม่เห็นด้วยกับชื่อ”ประชาวัฒน์” เพราะไปสอดคล้องกับชื่อโครงการประชานิยม และจะทำให้ถูกโจมตีได้ว่า สุดท้ายก็เป็นการลอกเลียนแบบนโยบายพรรคไทยรักไทย

ทั้งนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในการประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อต้องการทุ่มเทเตรียมการเลือกตั้ง และสร้างความมั่นใจว่า นายอภิสิทธิ์ จะต้องกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

โดยเป้าหมายการชนะต้องมีหลัก 3 ข้อ คือ นโยบายที่ดี, ความพร้อมของผู้สมัคร และมีทุนที่เพียงพอต่อการเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ได้อาสาเข้ามารับผิดชอบยุทธศาสตร์นโยบายการเลือกตั้ง และ ให้ความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง
“ส่วนประเด็นที่คุณอัญชลีจะมาดำรงตำแหน่งแทนคุณกอร์ปศักดิ์นั้น นายกฯ ชี้แจงว่า ข้อบังคับพรรค นายกฯ จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือก ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นนายกฯ ได้หารือร่วมกับคุณกอร์ปศักดิ์ด้วย ซึ่งคุณกอร์ปศักดิ์ก็เห็นด้วย เพราะเคยทำงานร่วมกันมาก่อน

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้ให้ส.ส.แสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว แต่ในที่ประชุมก็พร้อมใจกันปรบมือ แสดงให้เห็นว่า ส.ส. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ยินดีให้คุณอัญชลีดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ทั้งนี้คุณกอร์ปศักดิ์ก็ได้แสดงความเห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรี ตั้งคุณอัญชลี เพราะเคยทำงานร่วมกัน” นพ.วรงค์ สรุปอย่างนี้

ตอบบทความ "โอกาสทำรัฐประหาร" ของกาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



จากบทความ "โอกาสรัฐประหาร โดย กาหลิบ"

ตามลิงค์
http://www.tfn3.info/board/index.php?topic=19121.0

ผมเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ และผมขอยกความเห็นของผมเสริมบทความนี้ โดยตั้งเป็นกระทู้ใหม่นะครับ
ผมเห็นด้วยกับกาหลิบที่ โอกาสทำรัฐประหารของพวกเขามีสูง และผมเชื่อว่าพวกเขาจะทำ

แต่ผมเชื่อว่า รัฐประหารครั้งนี้ก็ไม่อาจสามารถทำให้ระบอบของเขาอยู่รอดปลอดภัยได้ มันเป็นการเลือกข้างผิดแต่ต้น ต่อให้สอดใส้ระบบใหม่เข้าไป แต่คนเล่น ประชาชน และองค์ประกอบต่างๆ ยังอยู่เหมือนเดิม ต้นตอที่แท้จริงของปัญหายังอยู่เหมือนเดิม ความคับข้องใจของประชาชนที่ถูกแย่งอำนาจไปยังอยู่เหมือนเดิม

รัฐประหารแล้วมี เครื่องมือหรือเป้าหมายอยู่สองอย่างคือ ที่จะทำให้ระบอบของเขาอยู่รอดต่อไปได้

1. ปราบฝ่ายต่อต้านให้สิ้นซาก จนไม่เหลือฝ่ายต่อต้านของพวกเขาอีกเลย โดยการใช้อำนาจรุนแรงเด็ดขาด

2. สร้างความพึงพอใจให้กับฝ่ายต่อต้านจนเลิกต่อต้าน

วิธีการทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกัน และอยู่สุดขั้วของแต่ละด้าน

1. ปราบฝ่ายต่อต้านให้สิ้นซาก

หากทำตามวิธีการนี้ก็ต้อง Defined ศัตรูให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายแล้วทำลายทันที และต้องแน่ใจว่าทำลายเป้าหมายเหล่านี้แล้ว การต่อต้านจะไม่ขยายตัวและรุนแรงยกระดับเป็นสงครามกลางเมือง
ศัตรูที่ชัดเจนของเขาที่เขาคิดว่าใช่คือ "ทักษิณ" และแกนนำ นปช.ต่างๆ
ทักษิณและแกนนำ นปช.เช่น จักรภพ อริสมันต์และอีกส่วนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ ถึงยังไงก็กำจัดไปไม่ได้ เหลือแกนนำ นปช. อีกส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศ ซึ่งก็อยู่ในคุกอยู่แล้ว จะกำจัดให้มากกว่านี้ ก็ต้องฆ่าทิ้งให้หมด ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขให้การต่อต้านขยายตัวอยู่ดี
ส่วนศัตรูที่สำคัญอีกคือประชาชนเสื้อแดงทั้งหลาย ซึ่งการกำจัดคงยากที่จะใช้วิธีฆ่า หรือทำลาย ก็ต้องใช้การ "โหมโปรประกันดา" ให้เสื้อแดงเปลี่ยนเป็นเสื้อเหลือง หรือหายเป็นเสื้อแดง

ผมดูเป้าหมายในข้อ 1 แล้วคงยากบรรลุ ไม่ว่าจะทำรัฐประหารมีอำนาจเด็ดขาดประหารชีวิตใครก็ได้ก็ตาม


2. สร้างความพึงพอใจให้กับฝ่ายต่อต้านจนเลิกต่อต้าน

ข้อ 2 นี้เป็นวิธี soft ซึ่งหากตั้งใจทำ หรือทำจริงๆ ก็มีโอกาสบรรลุผลสำเร็จได้ แต่ต้องทำลายเงื่อนไขทั้งหมด ซึ่งสรุปคือ "คืนประชาธิปไตยให้กลับประชาชน" ปล่อยให้ประชาชนตัดสินกันเอง ไม่เข้าไปแทรกแซง

หากทำตามข้อสองได้ "โครงสร้างส่วนบน" ก็ยังคงอยู่ได้ ที่อาจหมดลงไปคือ อำนาจของเครือข่ายทั้งหลาย พวกคนชั้นสูงต่างๆ ที่ไม่ได้มีอำนาจจากประชาชน แต่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ เพื่ออยู่ในอำนาจ

ทำข้อที่สอง ก็ต้องเป็นศัตรูกับพวกคนชั้นสูง แต่โอกาสสำเร็จขึ้นอยู่กับความตั้งใจ และความจริงใจ

ผมยังเชื่อว่าเขาจะทำรัฐประหาร และพยายามทำข้อ 1 ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นและทำให้ระบบของพวกเขาอยู่ไม่ได้ในที่สุด

ปี ๒๕๕๓ ดอกไม้เหล็กบานสะพรั่ง

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



สาวเสื้อแดง แกร่งกล้า ผู้ท้าฝัน
ยังคงมั่น ความงาม ตามสมัย
ทั้งหวานสวย เปรี้ยวจี๊ด ถึงจิตใจ
ความสวยใส เพริศพริ้ง สมหญิงงาม....

ยืนแถวหน้า จนประจักษ์ ยอดนักสู้
จนโลกรู้ ลือเลื่อง เมืองสยาม
ความอ่อนหวาน เลื่องชื่อ ระบือนาม
ช่างงดงาม สมคำ ที่ร่ำลือ....

ร่วมต่อสู้ ข้างกาย ชายสามศอก
ไม่ต้องบอก กล้าไหม มีใครหือ
มีแค่ตัว กับใจ ใช้สองมือ
พวกท่านคือ หญิงกล้า ผู้ท้าทาย....

ปี ๕๓ ใกล้ผ่าน แม้หวาน-ขม
ทุกข์ระทม เคยมี จงหนีหาย
คุณความดี ที่งามเด่น เป็นประกาย
จงนำสู่ จุดมุ่งหมาย ที่ปลายทาง....

ขอบคุณครับ....ดอกไม้เหล็ก


การ์ตูนเซีย ให้พื้นที่หน้า ๓ ในการสรุปข่าว
ไว้พบกันในวันต่อๆ ไปครับ


๓ บลา / ๒๙ ธ.ค.๕๓

เรื่อยเจื้อย

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ





จะสิ้นปีเก่า สัจธรรมประกาศของคนสำคัญ จำเป็นอย่างยิ่งในปีใหม่และตลอดไป
สำหรับความอยู่รอดของส่วนรวม

กูรูทางการเมืองจำนวนหนึ่งนำเสนอว่า ทำไมไม่ประกาศยุบสภาก่อนเปิดสภา

ไม่มีเหตุ การเมืองก็หา เหตุได้ ล่อมันซะกลางเดือนมกราคมก็ได้

เปิดสภา ฝ่ายค้านก็ต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ คือจำเลยคนแรก

นายกฯ กระไทนี้ เกล็ดหนานัก
หรือ ฝ่ายค้านจึงขอดไม่เข้า?


หรือการเอ่ยถึงการยุบสภา เป็นการแอบอ้างให้อยู่ได้ไปวันๆ
โยนหินถามทาง พร่าเวลาเป็นอาหารปาก
เพิ่มคะแนนเสียงยามอำนาจรัฐเป็นบวก สรุปเนื้อๆ ก็คือ
ขออยู่เสวยอำนาจรัฐให้นานที่สุด

เพราะหลุดแล้วหลุดเลย?

เผลอไปเรื่อยเดี๋ยวก็ถึงเวลาตามวาระ

ห้วงนี้ หาเสียงเพื่อจะกลับมาไปพลางๆ

ประชาวิวัฒน์ เป็นหนึ่งในการโกยเสียงจากคนชั้นล่างแน่หรือ

เสี้ยมคนจนให้เป็นหนี้ ตำราเศรษฐศาสตร์ฉบับไหน?

สร้างงาน
สร้างความสุจริต
สร้างความขยันขันแข็งของโครงการอันเป็นรูปธรรมในประเทศ ในทวีป อาทิ
รถไฟระหว่างทิศ ขนส่งมวลชน ขุดคอคอด
กำหนดพืชพันธุ์การเกษตรมั่นคงผ่านระบบน้ำที่มีการบริหารจัดการ

แก้ปัญหาจนยากได้ดีกว่าหรือไม่

ยาเสพติดที่เพิ่งประกาศเอาจริง ทำไมไม่ประกาศก่อนหน้านี้
ปล่อยให้โจรพัฒนาเหนืออำนาจรัฐได้อย่างไร

3 จังหวัดภาคใต้จะเอาจริงอย่างไรต่อ

หรือการเชิดชูทหารเปลือกหอย กับทิ้งตำรวจ
ให้ตายซากทุกเรื่องเป็นนโยบายของรัฐ


การเมืองคืออำนาจและผลประโยชน์
เฉพาะหน้า เฉพาะกลุ่ม เป็นความเลวร้ายที่สุดของมนุษย์ผู้คงแก่เรียน

ลองคืนอำนาจให้ประชาชนจริงๆ
เฉลี่ยผลประโยชน์ให้ชนทุกหมู่เหล่า การเมืองปัจจุบันก็มีอนาคต

ขาดสัจธรรมประกาศ พลิกประวัติศาสตร์ดู

แกนนำอำนาจเช่นนี้ บริหารจัดการทุกงานถั่วๆ แบบนี้
เคยกลับมาทำต่อเนื่องติดกันได้กระนั้นหรือ?

โอกาสรัฐประหาร โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa




เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง โอกาสรัฐประหาร

โดย กาหลิบ



มีผู้คนที่วิตกกังวลถามเสมอว่าจะเกิดการยึดอำนาจในเมืองไทย แบบที่เรียกว่า
รัฐประหารกันอีกหรือไม่ในเร็ววันนี้


สังเกตจากสีหน้าท่าทางของผู้ถาม ยากที่จะบอกว่า

ถามเพราะอยากให้เกิดหรือกลัวว่าจะเกิดขึ้นกันแน่

เอาเป็นว่ามวลชนจำนวนไม่น้อยยังคงคิดว่าการรัฐประหารโดยฝ่ายเขา
(ฝ่ายประชาธิปไตยขาดเครื่องมืออันจำเป็นที่จะทำในขณะนี้)
จะทำให้สมการการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง
และอย่างน่ากังวลห่วงใย
จนอาจทำให้เกิดสภาพที่คาดเดาไม่ได้อีกต่อไปว่าอะไรจะตามมาในฐานะผลกระทบ


มาลองวิเคราะห์กันสักหน่อยเป็นไร


อำนาจด้านกายภาพของการรัฐประหาร
อยู่ในมือของผู้บัญชาการทหารบกเป็นส่วนใหญ่
เพราะองค์ประกอบอันจำเป็นต่อการรัฐประหารจนกระทั่งทุกวันนี้ คือ
กำลังทหารราบและยุทโธปกรณ์ทางบกมากกว่าอย่างอื่น
ศักยภาพในการยึดเมืองของกองทัพบกจึงสูงกว่า
กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตำรวจ
และแม้กระทั่งหน่วยทหารพิเศษ อย่างเทียบกันมิได้
ยิ่งทหารในหน่วยสงครามพิเศษของไทยขึ้นอยู่กับกองทัพบกอย่างนี้ด้วยแล้ว
ก็ไม่ต้องสงสัยว่าหน่วยงานอื่นๆ จะยึดอำนาจรัฐได้ด้วยกำลัง


แต่ปัญหาคือความอยู่รอดหลังการรัฐประหารนั่นเอง
โดยเฉพาะเมื่อเอา “ชนะ” ได้ด้วยกำลัง
จนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้สำเร็จสมดังเจตนา
ผู้บัญชาการทหารบกคนที่เข้ายึดอำนาจจะอยู่รอดเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้หรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้ว

อย่างกรณี พลเอกสุจินดา คราประยูร
ที่ยึดอำนาจได้อย่างราบคาบด้วยอำนาจของผู้บัญชาการทหารบก
แต่ร่วงจากอำนาจเมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เมื่อมีอำนาจที่เหนือกว่า สูงกว่า มากระชากพรมใต้เท้าออกอย่างฉับพลันทันที
จนพ่ายแพ้อย่างชนิดเอาตัวแทบไม่รอด

หรืออย่าง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่ยึดอำนาจแล้วก็รีบโกยเงินสร้างความมั่งคั่ง
แล้วหาบันไดลงด้วยการตั้งพรรคการเมืองมารองรับ
และสร้างอำนาจต่อรองน้อยๆ ของตนขึ้นมา
ทั้งที่เคยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเอาไว้แล้วทั้งเมือง
ไม่น่าจะจำเป็นต้องอยู่ในสภาพดิ้นรนเอาตัวรอดเลย

เรื่องเหล่านี้ย้ำความเข้าใจว่า
อำนาจในการรัฐประหารเมืองไทยไม่ได้อยู่ในมือผู้บัญชาการทหารบกอย่างที่รับเชื่อกันต่อมาเลย
ผู้บัญชาการทหารเป็นเพียงหัวหน้าชุดปฏิบัติการเท่านั้น
อำนาจล้นฟ้าที่สามารถบิดผันเจตนาของมวลชนประชาธิปไตย
ได้ทั้งประเทศเป็นอำนาจที่เหนือกว่าผู้บัญชาการทหารบก


ซึ่งเป็นอำนาจเหนือระบบ และเป็นอำนาจในระดับระบอบ


คำถามต่อโอกาสในการรัฐประหารจึงต้องตั้งกับคนบางคนที่มีอำนาจในระดับนั้น
ซึ่งเราพอคาดเดาคำตอบกันได้ว่า ขึ้นอยู่กับความคิดและความเชื่อของเขาคนนั้น
ข้อพิจารณาคือ เขาและครอบครัวจะอยู่รอดปลอดภัย
จากการรุกคืบเข้ามาของฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่
ถ้ารู้สึกว่า ไม่ได้ หรือ ไม่พร้อมเสี่ยง เขาก็จะกดปุ่มรัฐประหารในทันทีโดยไม่รั้งรอ


เพราะฉะนั้น บวกความล่มสลายของการปรองดองสมานฉันท์
ปฏิกิริยาของมวลชนส่วนใหญ่ขึ้นทุกทีต่อคณะบุคคล
ที่เคยเป็นที่สถิตของความดีและความงาม
เข้ากับความอมตะ (ไม่ตาย) ของขบวนประชาธิปไตย
ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาว่า
สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับชนชั้นนำในเมืองไทย


ล้วนชี้ไปสู่การตัดสินใจสั่งรัฐประหารทั้งนั้น


ใครถามตื้นๆ ง่ายๆ ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ เป็นของเขา
เหตุใดเขาจึงจะสั่งทำลายลงเสียเล่า
น่าจะถนอมรักษาไว้เป็นข้าช่วงใช้ทางการเมืองมิใช่หรือ?


ก็ตอบได้ทันทีว่า
การรัฐประหารแต่ละครั้งมิได้เกิดขึ้นเพื่อทำลายรัฐบาลเพียงชุดเดียวหรือคณะเดียว
แต่เป็นการล้างไพ่ทั้งระบบแล้วสอดใส่ระบบใหม่เข้าไป
เพื่อรักษาระบอบใหญ่ไว้ต่างหาก คนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เป็นพวกตนนั้น
ก็ค่อยหาตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นบำเหน็จรางวัลตอบแทนกันไป
เหมือนนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐


วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่ประมาทและระลึกอยู่เสมอว่า
เกิดรัฐประหารแล้วเราต้องทำสิ่งใดบ้าง

ซึ่งอาจเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของขบวนประชาธิปไตยไทย.



http://democracy100percent.blogspot.com/2010/12/blog-post_28.html

แดงแท้...เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

ที่มา Thai E-News


ที่มา เฟซบุ๊คของอานนท์ นำภา ทนายความนักโทษคดีการเมือง

ภาพของนายไมตรี จำเลยคดีเผาศาลากลางที่ส่งความรักมายังคนเสื้อแดงทุกคน

เขาถือเป็น "แดงแท้" เลยทีเดียว

ประเภททางบ้านจับเป็ด-ไก่ ขายหาค่ารถมาชุมนุมในกรุงเทพฯ
และกลับไปร่วมชุมนุมที่มุกดาหาร

" ผมไม่ได้ทำความผิด แม่ไม่ต้องอายใคร
เราจนก็หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ขอใครกิน
ไม่อยากให้แม่ซื้อของมาให้ดอก อยากให้แม่เก็บเงินไว้ไปหาหมอ"
เขาบอกแม่เขาทุกครั้งที่ไปเยี่ยม
ก่อนออกจากเรือนจำ เขาย้ำกับผมคำนึงซึ่งอยากเล่าให้เสื้อแดงทุกคนฟัง

"ผมยินดีติดคุก หากอภิสิทธิ์มาติดคุกด้วย!"

ปัจจุบัน จำเลยทั้ง ๑๙ คนยังรอหลักทรัพย์สำหรับประกันตัว

หมายเหตุ : พี่ไมตรียินดีให้เผยแพร่ภาพด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ
***********

เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง





เอ้กอีเอ้ก สว่างแล้ว แก้วไก่ขัน

ดวงตะวัน ยิ้มแฉ่ง สีแดงฉาน

หมู่หมอกเหม่อ เออออ ล้อลำธาร

หยาดน้ำค้าง ค้างบ้าน จนลืมไพร


ควักข้าวเหนียว ใส่ห่อ ไปรอรับ

หวังลูกกลับ สู่บ้าน มาอยู่ไกล้

เจ็ดเดือนย่าง ต่างรู้ ต้องอยู่ไกล

แต่เทียวไป เยี่ยมเล่น ไม่เว้นวัน


เมื่อใดความ ขัดแย้ง ไม่แยกแยะ

เมื่อนั้นแพะ ก็พา กันขาสั่น

เมื่อใดช้าง ต่างชน ชิงประชัน

แลเมื่อนั้น หญ้าแพรก ก็แหลกราน


ร่างผอมโซ โซ่ตรวน ล่ามส่วนขา

เดินออกจาก รถมา ศาลาศาล

ผู้คุมสวม บทบาท ราชการ

ตะโกนไล่ ชาวบ้าน อย่าจอแจ !


ปาดน้ำตา ต่างยิ้ม ให้ลูกชาย

ลูกโบกมือ บ๋ายบาย ยิ้มให้แม่

ชะเง้อตาม สองตา เจ้าต่างแล

เชื่อมรักแท้ แม่ลูก ที่ผูกพัน


ผิดใดหนอ บักหำน้อย แม่คอยถาม

จึงถูกล่าม โซ่ขึง ตรึงไว้นั่น

ขาก็ขา น้อยน้อย เพียงแค่นั้น

จะทนดั้น เดินย่าง ได้อย่างไร


เสียงตะโกน “ลุกขึ้น” ทะมึนสั่ง

ศาลออกนั่ง บัลลังก์ ฟังปราศรัย

อัยการ อ่านเกมส์ เค็มน้ำใจ

ทนายให้ สารภาพ อย่าสู้เลย


เสียงตะโกน แต่ไกล “ผมไม่ผิด”

ศาลสั่ง “เงียบสักนิด ฟังเฉยเฉย ! ”

แล้วยิ้มเยาะ เคาะไม้ สะบายสะเบย

บอกเปรยเปรย มีคำสั่ง ถูกขังลืม


ชนชั้นนำ กำหนด กฎอุบาทว์

เหยียบหัวราษฎร์ ปรองดอง กันดูดดื่ม

ชนชั้นต่ำ เงินสิบ ต้องหยิบยืม

รอ “นาย” ปลื้ม เมื่อไหร่ ให้ประกัน


โรงละคร เล่นครบ เหมือนจบข่าว

กำหมัดชื้น ขื่นคาว คนขบขัน

“พวกเผาบ้าน เผาเมือง ประหารมัน"

คนดีลั่น พวกใจสัตว์ ต้องจัดการ !


เสียงระโยง ระยาง ครางกับพื้น

กลบเสียงปืน ราชประสงค์ ไว้ตรงศาล

คนเสื้อแดง ถูกตราหน้า ว่าสามานย์

คนสั่งด้าน หัวร่อ บนหอทอง


เกาะลูกกรง คงยืน มองลูกชาย

เป็นภาพชิน ชาคล้าย ไม่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ คนชนะ จะปรองดอง

ชาวบ้านต้อง ร้องไห้ อยู่ฮือฮือ


ภาพของหญิง ชรา ตำตาศาล

เหมือนกฎหมาย ตายด้าน แต่หนังสือ

ผู้มักใหญ่ ใช้เชื่อง เป็นเครื่องมือ

เพื่อแย้งยื้อ ชอบธรรม เถื่อนอำพราง


จึงกฎหมาย กลายหมด แล้วกฎหมาย

เกิดกฎหมา มักง่าย มาสะสาง

เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

เลือกระหว่าง ก้มค้อม หรือยอมตาย


ประวัติศาสตร์ ต้องใช้ ชีวิตเขียน

หมุนกงเกวียน แห่งสมัย ไม่ขาดสาย

ชักธงแดง แกร่งกล้า ขึ้นท้าทาย

เถิดสหาย ปฏิวัติ โค่นรัฐโจร !


ผมรู้สึกเจ็บร้าวทุกครั้งที่เห็นชาวบ้านแก่ๆ มายืนคอยทาง

ดูลูกชายขึ้นศาล และยิ่งเขามาถามว่า "ลูกแม่สิได้ออกมื้อได๋"

มันยิ่งจุกจนพูดไม่ออกทุกที หรือนี้เราเดินมาสุดทางแล้วจริงๆ


อานนท์ นำภา ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓

Tuesday, December 28, 2010

กองทัพกับการเมืองไทย 1

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



เวลานี้มีการอภิปรายถกเถียงในเว็บไซต์ต่างประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งสนใจศึกษาประเทศไทยโดยเฉพาะว่า กองทัพไทยเป็นปัจจัยสำคัญสุดทางการเมืองใช่หรือไม่ หรือกองทัพเป็นเพียงเครื่องมือของอำนาจนอกระบบในการแทรกแซงจัดการทางการเมืองเท่านั้น

คิดอีกทีข้อถกเถียงนี้ก็ประหลาดนะครับ กองทัพในประเทศอุษาคเนย์ทุกประเทศล้วนมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่งทั้งนั้น จนกลายเป็นหัวข้อศึกษาที่นักวิชาการเฝ้าศึกษาวิเคราะห์มานาน และมักจะวิเคราะห์กันเหมือนว่ากองทัพเป็นตัวละครอิสระ โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับอำนาจอื่นๆ ที่มีอยู่ในสังคมเลย

ครั้นมาถึงตอนนี้ การเมืองไทยมักถูกวิเคราะห์ในแนวว่ามีอำนาจนอกระบบ, มือที่มองไม่เห็น, หรือเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นปัจจัยชี้ขาด จนกระทั่งบางทีก็ลืมกองทัพไปเลย

ผมคิดว่า ความจริงคงอยู่ระหว่างสุดโต่งสองด้านนี้ กล่าวคือกองทัพเป็นตัวละครหนึ่ง ซึ่งมีผลประโยชน์, ความต้องการ, ความใฝ่ฝัน ฯลฯ ที่เป็นของตัวเอง แต่ตัวละครตัวเดียวนี้ไม่สามารถปฏิบัติการทางการเมืองแต่ลำพังได้ ต้องเชื่อมโยงกับอำนาจอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในระบบ, นอกระบบ, และปริ่มๆ ระบบ อีกทั้งที่เข้าไปเชื่อมโยงก็ไม่ใช่เพราะกองทัพตัดสินใจได้เองเพียงอย่างเดียว หากเชื่อมโยงเพราะสถานการณ์ชักจูงไปก็ไม่น้อย เหมือนตัวละครในการเมืองไทยอื่นๆ แหละครับ

แต่ก่อนจะพูดถึงพันธมิตรหรือเครือข่ายของกองทัพ ผมคิดว่ามาเริ่มต้นกับผลประโยชน์ของกองทัพในการเข้าไปมีบทบาทและอำนาจกำกับ (ระดับหนึ่ง) ในการเมืองไทยกันเสียก่อน

ผลประโยชน์ในที่นี้ ผมจะไม่รวมผลประโยชน์ทางอุดมการณ์ เช่น ทหารถูกทำให้เชื่อว่าตนมีหน้าที่ปกป้องราชบัลลังก์ และผดุงความเป็นชาติไทยเอาไว้ และผมไม่นับการที่นายพลได้กินสินบนในการสั่งซื้ออาวุธและอื่นๆ ว่าเป็นผลประโยชน์ของกองทัพ

เท่าที่ผมนึกออก ผมคิดว่ากองทัพได้รับผลประโยชน์จากการเข้าไปมีอำนาจและบทบาททางการเมืองไทยดังนี้

อันแรกคืองบประมาณ เป็นหลักประกันว่ากองทัพจะได้งบประมาณจำนวนมาก ในช่วงสี่ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน งบประมาณกองทัพพุ่งขึ้นตลอดมา จนกระทั่งในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบงบประมาณทหารต่อจีดีพีแล้ว งบประมาณทหารไทยดูเหมือนจะอยู่สูงสุดในประเทศอาเซียนด้วยกัน (และแน่นอนว่าสูงกว่าประเทศอียูทั้งมวล)

แน่นอน ส่วนหนึ่งของงบฯนี้ ถูกแบ่งไปซื้อเรือเหาะที่เหาะไม่ได้ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่ใช้อคติเป็นพลังงาน รถถังที่ไม่มีเครื่อง ฯลฯ แต่ที่ผมอยากพูดถึงมากกว่าก็คือ ทหารก็เหมือนข้าราชการอื่นๆ กล่าวคืออยากจะพิสูจน์ความชอบธรรมของหน่วยตนเอง ด้วยการแสดงสมรรถนะให้สังคมยอมรับ กองทัพเลือกการมีอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ทันสมัยเป็นเครื่องหมายแห่งสมรรถนะ (จะถูกหรือผิดคงเถียงกันได้)

ยิ่งกว่าหน่วยราชการทั่วไปด้วย กองทัพจะพิสูจน์ความชอบธรรมของการมีอยู่ของตนได้น้อยลง เพราะโลกข้างหน้าเท่าที่จะพอมองเห็นได้ คงไม่มีสงครามใหญ่กระทบมาถึงไทย นับวันภารกิจของกองทัพต้องหันมาสู่กิจการภายในมากขึ้น นับตั้งแต่ปราบยาเสพติด, ปราบจลาจล, ช่วยน้ำท่วม และสวนสนาม ฉะนั้นการป้องกันงบประมาณกลาโหมจะยิ่งยากขึ้น อย่าพูดถึงของบฯเพิ่มเลย แม้แต่จะรักษางบฯเก่าให้คงเดิมก็ยากแล้ว

การแผ่รังสีอำมหิตเข้าครอบงำการเมืองจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะประกันว่างบประมาณทหารจะเพิ่มขึ้นตามลำดับตลอดไป

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงการประกอบภารกิจภายในบางอย่าง ต้องการอำนาจทั้งในกฎหมายและเหนือกฎหมาย เพื่อปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงได้ง่ายด้วย เช่น ผลักดันชนกลุ่มน้อยจากประเทศเพื่อนบ้านกลับ, ปราบยาเสพติด, ปราบจลาจล และแหะๆ ยึดอำนาจ

ผลประโยชน์อย่างที่สองคือทรัพยากร อย่านึกว่ากองทัพไทยมีแต่ปืนและเครื่องแบบ ที่จริงแล้วกองทัพครอบครองทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งมีมูลค่าทางธุรกิจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญสองอย่างคือที่ดินและคลื่นความถี่ ทรัพยากรเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจทางการเมืองที่กองทัพมีอยู่ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ หากทหารไม่มีอำนาจทางการเมืองอยู่เลย ระเบียบอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ที่รัฐเพิ่งเสนอ ก็คงริบเอาคลื่นความถี่ด้าน "ความมั่นคง" ทั้งหมด กลับมาให้คณะกรรมการพิจารณา ไม่ใช่สงวนไว้นอกอำนาจของ กสทช.หน้าตาเฉยอย่างนี้

ที่ดินซึ่งหวงห้ามไว้ในราชอาณาจักรอีกจำนวนมหึมา สมัยที่หวงห้ามยังเป็นป่าเขาที่ห่างไกล แต่บัดนี้กลายเป็นพื้นที่ใกล้หรือในเมือง เพราะการขยายตัวของพื้นที่เมืองในประเทศไทย ย่อมเป็นแหล่งรายได้ทางธุรกิจมหาศาล ไม่พูดถึงการหาประโยชน์เข้ากระเป๋าของนายทหาร หากกองทัพนำมาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ กองทัพก็จะมีเงินรายได้นอกงบประมาณไว้ใช้สอยอีกจำนวนมหึมา (มากกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสียอีก)

แม้ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายพลคนใด แต่เป็นสมบัติของกองทัพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ฉะนั้นถึงอย่างไรก็ต้องรักษาเอาไว้ จะรักษาไว้ได้ก็ต้องควบคุมการเมืองในระดับหนึ่ง เช่น อย่าให้มีใครกล้าออกกฎหมายที่ดินซึ่งจะทำให้กองทัพสูญเสียทรัพยากรที่ดินในครอบครองไป

ผลประโยชน์อย่างที่สามคือโอกาสทางธุรกิจของนายทหาร เพราะอำนาจของกองทัพในการเมืองนี่เอง ธุรกิจจึงนิยมใช้ประโยชน์จากเส้นสายของนายทหารนอกราชการ ทหารเกษียณหลายคนได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ หรือที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ยังไม่พูดถึงรัฐวิสาหกิจ อย่ามองเรื่องนี้เพียงผลประโยชน์ของนายทหารบางคนเท่านั้น นั่นก็ใช่แน่

แต่หากมองว่าระบบบำนาญของกองทัพนั้น มีหลักประกันด้านสวัสดิการที่เหนือกว่าข้าราชการทั่วไป เป็นระบบสวัสดิการของกองทัพซึ่งจะรักษาไว้ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ ก็ต้องมีอำนาจในการเมือง

อีกเรื่องที่ผมอยากพูดถึงไว้ด้วยก็คือเรื่องของ redistribution หรือการกระจายทรัพย์สมบัติกลับสู่บุคลากรในกองทัพ

ทหารไทยมีประเพณีของ redistribution สูง นับตั้งแต่เลี้ยงเหล้าไอ้เณร ไปจนถึงแบ่งทรัพยากรของกองทัพให้ลูกน้องที่อยู่ในสังกัดของตนได้ดูแล (และบริโภค) เพราะเราจัดความสัมพันธ์ภายในกองทัพในลักษณะนาย-ไพร่ของกองทัพโบราณ เมื่อยึดทรัพย์จับเชลยมาได้ ก็แบ่งปันกันในหมู่ไพร่ในสังกัด ฉะนั้นต้องเข้าใจด้วยว่าผลประโยชน์ที่กองทัพมี หรือที่นายทหารเม้มใส่กระเป๋าของตนนั้น อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งถูกจำหน่ายจ่ายแจกไปในกองทัพ-ในรูปต่างๆ-อยู่พอสมควร

ภารกิจที่จะต้องมีอำนาจเหนือการเมือง จึงเป็นภารกิจที่บุคลากรในกองทัพยอมรับได้ว่าเป็นภารกิจร่วมกันของกองทัพ

จะมีอำนาจเหนือการเมืองได้ ก็ต้องเป็นตัวละครอิสระทางการเมือง กล่าวคือมีความต้องการและทิศทางของตนเอง จะเป็นอย่างนั้นก็ต้องรักษาอิสรภาพของตนไว้ให้ได้ นี่คือเหตุผลที่กองทัพไม่ไว้ใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเผลอเมื่อไรก็มักจะแทรกเข้ามาลดอิสรภาพของกองทัพเสมอ ผบ.กองทัพนั้น กองทัพอยากเป็นคนเลือกเอง เพราะ ผบ.ที่เป็นอิสระเท่านั้น ที่จะไม่นำกองทัพไปเป็นเครื่องมือของใคร (อย่างไม่มีข้อแลกเปลี่ยนเลย)

แต่อำนาจของกองทัพเหนือการเมืองนั้น ไม่ได้มาจากรถถัง, ทหารป่าหวาย, หรือปืนยิงเร็ว ฯลฯ นั่นก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ กองทัพจะยึดอำนาจหรือรักษาอำนาจของตนในการเมืองไว้ได้ ก็เพราะกองทัพได้รับความเห็นชอบจากส่วนอื่นๆ ที่มีพลังในสังคม

เมื่อตอนที่กองทัพทำรัฐประหารสำเร็จ นายแบงก์และนายทุนธุรกิจพากันหิ้วกระเช้าไปแสดงความยินดีกับหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่จริงแล้วเขาพากันไปแสดงความยินดีกับตนเองไปพร้อมกันด้วย

เพราะการยึดอำนาจครั้งนั้นเขาเห็นชอบ และบางครั้งถึงกับเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินอยู่เบื้องหลังบางส่วนด้วยซ้ำ

ฉะนั้น เราจึงจะเข้าใจบทบาททางการเมืองของกองทัพได้ ก็โดยการดูความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกองทัพกับ "พันธมิตร" เหล่านี้ และที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้อยู่คงที่ แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา เพราะ "พันธมิตร" ก็ต้องการเป็นตัวละครอิสระในทางการเมืองเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนข้างเปลี่ยนสี เปลี่ยนจุดเน้นแห่งพันธะ และเปลี่ยนการดำเนินการทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา อันเป็นผลกระทบไปถึงการเมืองภายในของกองทัพเองด้วย และแน่นอนย่อมมีผลให้เกิดพลวัตที่แฝงอยู่ในการเมืองไทย

กลุ่มที่เข้ามามีบทบาทบนพื้นที่ทางการเมืองไทย นับจาก 14 ตุลาเป็นต้นมา มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (รวมทั้งเพิ่มเข้ามาใหม่อย่างไม่หยุดหย่อนด้วย) ทำให้อำนาจดิบของกองทัพยิ่งไร้ประสิทธิภาพมากขึ้น การล่มสลายของคณะ รสช.ในเดือนพฤษภาคม 2535 พิสูจน์ว่าอำนาจดิบอย่างเดียวใช้คุมการเมืองไม่ได้ กองทัพเหลียวมองข้างหลังแล้วพบว่า "พันธมิตร" ของตนส่วนใหญ่เผ่นป่าราบไปแล้ว บางส่วนถึงไม่ได้เผ่น ก็เริ่มแทงกั๊ก คือผลักภาระให้กองทัพรับผิดชอบไปแต่ผู้เดียว

ยิ่งย้อนกลับไปถึง 14 ตุลา ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า บางส่วนของ "พันธมิตร" ลอบแทงข้างหลังกองทัพมาแต่ต้น เป็นผลให้เกิดความแตกแยกภายในกองทัพอย่างหนัก แต่พัฒนาการทางการเมืองหลังจากนั้น กลับดึงให้ "พันธมิตร" บางกลุ่มต้องหันกลับมาร่วมมือกับบางส่วนของกองทัพ เพื่อผดุงอำนาจต่อรองของตนในการเมืองเอาไว้

ฉะนั้น ที่ผมเรียกว่า "พันธมิตร" ของกองทัพนั้น ไม่สู้จะถูกต้องนัก เพราะกลุ่มเหล่านี้อาจจับมือกับกองทัพในบางสถานการณ์ และหันหลังให้กองทัพในอีกสถานการณ์หนึ่งได้ ที่ถูกต้องกว่าก็คือกลุ่มคนเหล่านี้เป็น "หุ้นส่วน" ในการเมืองไทย ร่วมหุ้นกันบ้าง ถอนหุ้นกันบ้าง แล้วแต่จังหวะไหนจะทำกำไรได้มากกว่า

ในตอนหน้า ผมจะพูดถึงเรื่องนี้

สื่อทำเนียบตั้งฉายา "รบ.รอดฉุกเฉิน" ให้นายกฯเป็น "ซีมาร์คโลชั่น" ชวรัตน์ได้ "เสืออิ่ม สิงห์โอด"

ที่มา มติชน

สื่อทำเนียบตั้งฉายา "รบ.รอดฉุกเฉิน" ให้นายกฯเป็น "ซีมาร์คโลชั่น" "ชวรัตน์"ได้ "เสืออิ่ม สิงห์โอด" สนั่น "รองนายกรัฐมนตรี : ลิ้นชาละวัน "กรณ์ จาติกวณิช" ฉายา โย่งคาเฟ่

หมายเหตุ : การตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปีของผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล จากประสบการณ์การทำงานที่ปรากฏต่อสื่อสาธารณะ โดยมิได้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มาจากมติส่วนรวมของสื่อมวลชน โดยในปีนี้ ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลได้ประชุม และมีมติให้ตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2553 ดังนี้


@ ฉายารัฐบาล : รัฐบาลรอดฉุกเฉิน


ตลอดปี 2553 รัฐบาลต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตภัยธรรมชาติ วิกฤตการเมืองทั้งในและนอกสภา เกิดความขัดแย้งและแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคม จนต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในหลายพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ จนทุกฝ่ายมองว่ารัฐบาลไม่น่าจะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ แต่สุดท้ายรอดจากวิกฤตต่างๆ รวมทั้งรอดพ้นจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

@ ฉายา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี : ซีมาร์คโลชั่น


สังคมคาดหวังว่านายกฯจะเข้ามาแก้ไขปัญหาและรักษาอาการของประเทศได้ แต่ผลการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ ยังทำได้ผลเพียงการบรรเทาโรค เปรียบเสมือนการใช้ "ซีม่าโลชั่น" ทาแก้คันเท่านั้น


@ ฉายา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี : ทศกัณฐ์กรำศึก


เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในทุกเรื่อง เปรียบเหมือนทศกัณฐ์ที่มีหลายหน้า อาทิ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แม่บ้านพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาล บิดาของนายแทน เทือกสุบรรณ ที่ถูกโจมตีเรื่องการครอบครองที่ดินเขาแพง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้ต้องเผชิญศึกหนักจากรอบด้าน แต่ด้วยความมีประสบการณ์การเมืองสูง รอบจัด จึงเอาตัวรอดจากศึกรอบด้านมาได้ เสมือนทศกัณฐ์ที่ถอดกล่องดวงใจได้ ไม่มีวันสิ้นชีพ


@ ฉายา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี : ลิ้นชาละวัน


ผลงานในตำแหน่งรองนายกฯ ไม่เป็นที่ประจักษ์-เป็นรูปธรรม แต่บทบาทที่เด่นชัดคือการเดินสายเจรจาสร้างความปรองดองกับทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทุกสี รวมทั้งการเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกวิจารณ์ว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี เปรียบเหมือนการใช้ลิ้นจระเข้ที่ไม่มีต่อมรับรส กินอะไรก็ไม่รู้รสชาติ การเจรจาของชาละวัน-สนั่น จึงไม่มีการตอบรับจากทุกฝ่าย


@ ฉายา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : กริ๊ง...สิงสื่อ


บทบาทที่เด่นชัดคือการสั่งการสื่อสำนักต่างๆ ของรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง มักโทรศัพท์สายตรงไปถึงกองบรรณาธิการ-สถานีโทรทัศน์ เพื่อชี้นำและกำหนดทิศทางในการนำเสนอประเด็นข่าว ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ของสื่อดังขึ้น มีชื่อผู้โทร.เข้าเป็น "รมต.สาทิตย์" จะทำให้ทุกสื่อรู้สึกสยองขวัญกับคำสั่งที่สิงสู่ส่งมาตามสาย


@ ฉายา นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง : โย่งคาเฟ่


สำหรับนายกรณ์แสดงออกไม่สมบทบาทขุนคลัง ในหลายกรณี อาทิ การเปิดผับเชียร์ฟุตบอลโลก การแสดงบท พ.ต.ประจักษ์ มหศักดิ์ คู่กับแอฟ-ทักษอร ในละครวนิดา ภาคปลดหนี้ จนถูกวิจารณ์ว่ามีพฤติกรรมที่เน้นสร้างความบันเทิง-เฮฮา มากกว่าบทบาท รมว.คลัง


@ ฉายา นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง : หยากไย่


เปรียบการทำงานว่าเงียบเชียบ ไม่มีผลงานชัดเจน แต่ก็ยังชักใย-เกาะติดอยู่กับฝ่ายรัฐบาลได้ทุกยุค เปรียบเหมือน "หยากไย่" ที่เกาะอยู่ในบ้านเรือน ที่ไม่มีประโยชน์ รอวันถูกปัด-กวาดทิ้ง


@ ฉายา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย : เสืออิ่ม สิงห์โอด


ปรากฏข่าวไม่ชอบมาพากลสารพัดโครงการ มีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ถูกร้องเรียนว่าไม่เป็นธรรมมากที่สุด ทำลายสถิติเรื่องการมีว่าที่ปลัดกระทรวงมากที่สุด จนนักปกครองทุกสีทั้ง สิงห์ดำ-สิงห์แดง-สิงห์ขาวออกมาโอดครวญ เพราะถูก "เสือ" เจ้ากระทรวงขย้ำจนไม่เหลือความเป็น "สิงห์" ขณะที่เสือ-คนรอบตัว รมว.กลับอิ่มหมีพีมันเสพสุข


@ ฉายา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม : ป้อมทะลุเป้า


สร้างผลงานได้ทะลุเป้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกุมอำนาจในฝ่ายความมั่นคง การปฏิบัติการกระชับพื้นที่ชุมนุมย่านราชประสงค์ การขออนุมัติใช้งบฯของกองทัพทั้งงบลับ-งบแจ้งที่ถูกครหาว่าสูงเป็นประวัติการณ์ การได้รับอนุมัติจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากรัฐบาลทุกรูปแบบ ทุกเงื่อนไข ทำให้เป็นปีที่ "ป้อมทะลุทุกเป้า"


@ ฉายา นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร : หัวเทียนบอด-แบน


เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่นายกฯตั้งความหวังเอาไว้มากว่าจะเข้ามาพัฒนาระบบไอทีของประเทศ แต่ต้องผิดหวังแทบทุกเรื่อง ทั้งระบบ 3 จี และสมาร์ทการ์ด ทุกโครงการยังไม่สำเร็จ เหมือนรถที่หัวเทียนบอด แต่รูปธรรมการทำงานกลับเป็นการไล่บี้-สั่งแบนเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้แบนติดดิน โดยเฉพาะการมุ่งแต่สะสางสัญญาสัมปทานของค่ายชินคอร์ป


@ ฉายานางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ : นาง "ฟ้า" สต๊อคลม


เป็นอดีตแอร์โฮสเตสที่ผันตัวมาเล่นการเมือง ก่อนรับบทแม่ค้าในฐานะ รมว.พาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่มีการเปิดประมูลสินค้าเกษตร มักมีปัญหาส่อความไม่ชอบมาพากล จนถูก ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการสอบสวน เมื่อตรวจพบสินค้าเกษตรบางรายการเป็นเพียงสต๊อคลม และสินค้ามีที่มาที่ไปไม่โปร่งใส

@ วาทะแห่งปี 2553 : "ถ้าเลือกตั้งแล้วนองเลือด แล้วผมชนะ ผมไม่เอาหรอก"
เป็นคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์

อนึ่ง ที่ประชุมสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ตัดสิทธิสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในการเข้าร่วมประชุมและเผยแพร่ฉายารัฐบาล เนื่องจากในปี 2552 ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลฉายารัฐบาลประจำปี 2552 พร้อมเบื้องหลัง ก่อนวันเวลาที่กำหนด