WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 5, 2011

"กษิต"ซัด"วีระ"ทำเขมรเคือง เข้าออกพื้นที่ทับซ้อน 3 ครั้ง คราวนี้จึงต้องจับ "มาร์ค"แจงคลิป"พนิช"

ที่มา มติชน

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 มกราคม แจ้งว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ กรณีที่ 7 คนไทยถูกทางการกัมพูชาจับตัวในข้อหารุกล้ำเขตแดน โดยใช้เวลาในการชี้แจงกว่า 20 นาที โดยนายกษิตรายงานว่า ได้พยายามคุยกับรัฐบาลกัมพูชาแล้วว่า ข้อปฏิบัติในกรณีนี้ให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ในกรณีที่มีการล้ำเขตแดน ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประสานงานกัน เพราะไม่อยากให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


"แต่ในกรณีนี้ทางการกัมพูชาคงโกรธนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวมา 3 ครั้งแล้ว จึงเข้าไปจับกุม เพื่อนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การกระทำของคณะคนไทยถือเป็นการกระทำที่อ่อนหัด ไม่รู้กระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาไปแล้วครั้งหนึ่ง คาดว่าภายใน 1-2 วัน ศาลจะตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่มีการตัดสิน เราจะทบทวนความสัมพันธ์" แหล่งข่าวอ้างคำพูดนายกษิต


แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกษิตรายงานว่าจากการเข้าไปตรวจสอบของกรมแผนที่ทหารในพื้นที่ที่ 7 คนไทยถูกจับกุม หากวัดตามระบบของกัมพูชาจะเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา 40-50 เมตร แต่ถ้ายึดตามแนวสันปันน้ำตามแบบไทยจะล้ำเข้าไปในพื้นที่กัมพูชา 8 เมตร ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่ทับซ้อนที่ยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันอีก 15 จุด เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว


วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลถึงผลการหารือใน ครม. กรณีที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และคณะรวม 7 คนถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวเนื่องจากเดินทางเข้าไปลุกล้ำดินแดนกัมพูชาว่า ในที่ประชุม ครม. นายกษิต ได้รายงานสถานการณ์ และระบุว่าภารกิจของรัฐบาลขณะนี้คือ ต้องให้ความช่วยเหลือ 7 คนไทยให้มีโอกาสกลับประเทศโดยเร็วที่สุด โดยจะใช้การประสานงานทุกช่องทาง เพราะต้องการให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ไม่ให้บานปลาย เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน หากไม่ไปยืดเยื้ออยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็จะดีที่สุด และเราก็กำลังพยายามอยู่


นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้เคยชี้แจงไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ธันวาคมว่าได้มอบหมายนายพนิชให้ไปประสานงานกับกลุ่มคนที่มีความข้องใจเกี่ยวกับปัญหาไทย-กัมพูชา เพื่อลดความขัดแย้งในสังคมไทย ส่วนการลงพื้นที่นั้น เป็นเรื่องที่นายพนิช เคยรายงานให้ทราบว่ามีประชาชนเดือนร้อนเรื่องที่ทำกินบริเวณชายแดน ก็จะไปลงพื้นที่เพื่อดูแลเรื่องนี้ โดยวันที่นายพนิชเดินทางไปก็ยังบอกด้วยซ้ำว่าเดินทางไปปราจีนบุรี ไม่ใช่ไปสระแก้ว


นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคลิปวีดีโอที่เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตนั้น ได้ดูแล้วแต่ยังไม่ใช่คลิปวีดีทั้งหมด เพราะในคลิปฉบับเต็มนั้นมีความยาว 20 กว่านาที ซึ่งนายกษิตได้รับมาจากทางการกัมพูชา อีกทั้งยังมีคลิปความยาว 4 นาทีกว่าๆ อยู่ในเว็บไซด์ยูทูปที่สามารถยืนยันได้ว่า ในคลิปนายพนิช ได้พูดว่ายังอยู่ในเขตไทย แล้วกำลังไปที่หลักหมุด 46 แต่มีคนไปโพสต์โดยตัดเหลือเพียงนาทีกว่าๆ ทำให้เกิดความสับสน


เมื่อถามว่า ในคลิปวีดีโอ นายพนิช ระบุว่ามีการแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบเพียงคนเดียว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ผมชี้แจงไปแล้ว" เมื่อถามย้ำว่าตกลงมีการรุกล้ำเข้าไปในกัมพูชาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า "ก็ต้องฟังคุณพนิชต่อ คลิปตัวเต็มนั้นอยู่ในยูทูป ต้องไปดูคลิปให้จบ" เมื่อถามว่า ทำไมนายพนิชถึงย้ำว่าต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบเพียงคนเดียว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพราะตอนที่นายพนิชจะไปก็มีรายงานให้ตนทราบ เพราะฉะนั้นถ้าเลขาฯ ของตนไปบอกกับคนอื่นก็ไม่รู้เรื่องว่ามันคืออะไร ก็ต้องแจ้งให้ตนทราบไม่เช่นนั้นจะไปแจ้งใคร


เมื่อถามว่าก่อนหน้าที่นายพนิชจะเดินทางไป ได้มีการชักชวนนายปานเทพ พัวพงศ์พันธุ์ และนายเทพมนตรี ลิปพยอม เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปด้วย แสดงว่ารู้ล่วงหน้าว่าจะมีการรุกล้ำเขตแดนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายพนิช แจ้งให้ตนทราบเพียงว่าจะไป จ.ปราจีนบุรี ไปดูเรื่องที่ทำกิน ดังนั้นจะขอตอบแต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตน ไม่ขอวิจารณ์คนอื่นๆ


เมื่อถามว่า กำลังจะบอกว่า นายพนิชทำงานนอกเหนือคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์เลี่ยงที่จะตอบคำถามโดยอ้างงว่า จะขอไม่วิจารณ์ใคร เพียงแต่นายพนิช ต้องการไปรับฟังประเด็นที่กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องอยู่ว่ามีอะไรบ้าง ตนไม่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย กระทบต่อความสัมพันธ์ นายพนิชจึงไปช่วยหาข้อมูล ซึ่งตนไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่มีการตกลงว่าจะไปลงพื้นที่ และมีการแจ้งว่าจะไป จ.ปราจีนบุรี


เมื่อถามว่าได้คุยกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ยังครับ" เมื่อถามว่า ทำไมไม่คุยกับสมเด็จ ฮุน เซน โดยตรงเพื่อช่วยเหลือคณะคนไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่และผู้ประสานงานต่างๆ ก็ทำงานกันอยู่จึงไม่อยากให้เกิดความสับสน แต่ก็ยังไม่ขอพูดในรายละเอียดเพราะอยากให้การทำงานราบรื่นที่สุด เมื่อถามว่า จะประสานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสมเด็จฯฮุน เซ็น ให้มาช่วยเหลือ 7 คนไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ผมไม่ทราบครับ"

‘บิ๊กตู่ VS ตู่’ ปาก...พอกัน

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘บิ๊กตู่ VS ตู่’ ปาก...พอกัน



ความแตกต่างที่เหมือนกัน
คนเก่ง คนกล้า คนบ้าบิ่น และคนมุทะลุ... มักจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
แต่โบราณก็มีการเตือนกันมานมนานแล้วว่า “กล้านักมักบิ่น”

ปัญหาก็คือ ใครจะเป็นคนสะกิดเตือนบรรดาคนกล้าบ้าบิ่นเหล่านั้น เพราะหากพูดตรงๆ แต่บังเอิญไม่เข้าหู หรือยอมรับไม่ได้ ก็กลายเป็นคนเตือนนั่นแหละที่จะซวย

ประวัติศาสตร์ วงล้อการเมือง วงล้อกองทัพ มีให้เห็นมาเนิ่นยาวนาน... ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
นักการเมืองทั่วโลกก็เป็นเช่นดุจเดียวกัน ในวันที่ได้รับการเลือกตั้ง ชนะเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่หากเชื่อมั่น มุทะลุ จนเกินไป ก็อยู่ยาก เพราะผลประโยชน์ทางการเมือง ทางอำนาจนั้น ไม่เคยเข้าใครออกใคร

ที่สำคัญ ลึกๆ แล้วกลุ่มอำนาจผลประโยชน์การเมือง ไม่เคยที่จะมีกลุ่มเดียว หากแต่มีหลายกลุ่มที่พร้อมจะโค่นล้มกันและกันอยู่ตลอดเวลา กลุ่มที่เหนือชั้นควบคุมกลไกอำนาจการเมืองอยู่เบื้องหลังบรรดานักเลือกตั้งต่างหาก ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

โดยนักการเมืองผู้กล้า ในวันที่พ่ายแพ้บางครั้งก็ยังไม่รู้สึกตัว!!!
เช่นเดียวกับกงล้อแห่งผู้นำกองทัพ ที่เคยประกาศกร้าว เคยเดินไปไหนทีนึงกองกำลังส่วนตัวพรึ่บพร้อมจนทำให้อนูของอากาศสั่นสะเทือน ในอดีตก็มีให้เห็นหลายคนมาแล้ว

แต่สุดท้ายไม่ว่าจะจอมพล ไม่ว่าจะพลเอก ไม่ว่าจะเป็น ผบ.สส. ผบ.ทบ. หรือควบตำแหน่งจนยิ่งใหญ่ปานใดก็ตาม สุดท้ายก็หนีไม่พ้น หลักแห่งพุทธศาสนา... มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ... เป็นของคู่กันเสมอ

อำนาจ วาสนา บารมี ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง... เป็นเพียงประหนึ่งสมบัติที่ผลัดกันชมเท่านั้น
ปัญหาคือ บุคคลที่ตกอยู่ในวังวนแห่งอำนาจการเมืองการทหาร จะรู้ตัวได้ทันก่อนหรือไม่ เท่านั้นเอง

ซึ่งปกติในแวดวงสื่อสารมวลชน ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ มักจะนิยมการจัดอันดับข่าวในรอบปี หรือจัดอันดับบุคคลแห่งปี เพื่อที่จะสะท้อนอะไรบางอย่างให้สะกิดเตือนสังคม แต่สำหรับ บางกอก ทูเดย์ ฉบับแรกของปีนักษัตรเถาะ พ.ศ.2554 จะสะท้อนบุคลิกของคนคู่หนึ่ง ที่แม้จะมีชื่อเดียวกัน แต่หากจะเป็นแฝด ก็เป็นแฝดต่างฝา ที่มรรคาแห่งชีวิตแม้จะวนเวียนอยู่ในขั้วแห่งอำนาจเหมือนกัน แต่ก็แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง
คนหนึ่ง คือ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน
อีกคนหนึ่ง คือ ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

คนชื่อเหมือน กับความแตกต่างแห่งความเหมือน ที่น่าสนใจ
เพราะในขณะที่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ คุมกำลังกองทัพอย่างเหนียวแน่นนั้น ตู่ จตุพร ก็มีกองทัพประชาชนคนเสื้อแดงให้การสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นด้วยเช่นกัน

ในอดีตบุคลิกแห่งคำพูดของคนคู่นี้อาจจะแตกต่างกันไปตามลักษณะนิสัย บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นเป็นนายทหาร ที่เพื่อนร่วมรุ่น 12 บอกกันว่าเป็นคนพูดจาไพเราะ มักจะลงท้ายด้วยคำว่า “นะจ๊ะ”เสมอ จนได้รับฉายาว่า “ตู่นะจ๊ะ”

ในขณะที่ ตู่ จตุพร ในอดีตก็คือนักพูด ที่มีลีลาพลิ้วไหว มีคารมคมคาย เป็นนักโต้วาทีที่สามารถสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากคนฟังได้เป็นอย่างดี
แต่หลังจากการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทย ในระบบการเมืองของไทย ในกองทัพไทย ในภาคส่วนของประชาชนคนไทย ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย

ความคิดที่แตกต่าง ไม่เพียงนำไปสู่การเรียกร้องของแต่ละขั้ว แต่ละสี หากแต่ยังนำมาซึ่งความคิดในการที่จะยุติการชุมนุมเรียกร้อง และสร้างบรรทัดฐานแห่งการควบคุมขึ้นมา จนกลายเป็นการเผชิญหน้ากันไปหมดทุกกลุ่มทุกขั้ว

ยิ่งมีการสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหาร แม้จะพยายามเรียกให้ดูดีว่า การขอคืนพื้นที่ แต่ในเมื่อเป็นการขอคืนพื้นที่ กลับมีชีวิตประชาชนต้องเซ่นสังเวยไปถึง 91 ศพ มีผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ก็ได้กลายเป็นรอยแผลของสังคมไทย ที่ก่อให้เกิดคำถามและปัญหาตามมาไม่รู้จบ
ใครที่อยู่ในสังคมไทยในห้วงเวลานี้ ไม่เครียดก็ต้องเครียด

ยิ่งหมวกของบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นผบ.ทบ.ในยุคที่ ทหารถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการตายของประชาชน ในขณะที่หมวกของ ตู่ จตุพร นั้นก้ถูกขีดให้เดินหน้าทวงคำตอบให้กับประชาชนคนเสื้อแดง
จึงกลายเป็นการเผชิญหน้ากันไปโดยปริยาย

แถมเมื่อเป็นเกมแห่งการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ถูกจับตามองอย่างมากถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนผ่าน บรรดาคนที่เป็นหัวหอก เป็นหัวแถวของแต่ละกลุ่มย่อมถูกกดดันหนัก

ยิ่งเกมยิ่งลึกซึ้ง ลึกล้ำ และล่วงลึกมากขึ้นเท่าไหร่ การอ่านเกมเชือดเฉือนกัน ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บรรยากาศของความไม่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมอันเกิดจากตัวบุคคล จนคำว่า 2 มาตรฐานดังไปทั่วสังคมด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น

บุคลิกภาพของทั้งบิ๊กตู่ และ ตู่ จึงเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
ตู่ จตุพร กลายเป็นบุคลิกที่แข็งกร้าว พร้อมท้าชน อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จาก “ตู่นะจ๊ะ” ก็กลายเป็น “ตู่ พร้อมรบ” ที่ห้าวหาญ ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมไปแล้ว

ซึ่งแค่บุคลิกเปลี่ยนอาจจะยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่นัก แต่ในเกมช่วงชิงอำนาจการเมืองในทุกกระบวนท่าครั้งนี้ ได้มีการเชื่อมโยงอยู่กับคำๆหนึ่ง ที่สั่นสะเทือนประเทศไทยเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ คำว่า
ปฏิวัติ!!!

ใครจะออกมาวิเคราะห์ ออกมาตีปลาหน้าไซ หรือแม้แต่ออกมากระชุ่น หวังเก็บผลประโยชน์ในภายหลังจากการปกิวัติ ก็ยังไม่เท่ากับการที่ ผบ.ทบ. กับ แกนนำเคลื่อนไหวของประชาชน ออกมาทอล์คโชว์ปะทะกันด้วยหัวข้อ “ปฏิวัติ”

เป็นคำที่ต้องบอกว่า มีการพูดกันมาตั้งแต่ต้นปี 2553 โน่นแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ซึ่งขณะนั้น บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นแค่รองผู้บัญชาการทหารบกอยู่ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องเป็นคนที่ออกมายืนยันว่า
จะไม่ปฏิวัติตามที่กลุ่มเสื้อแดงกล่าวอ้างอย่างแน่นอน

รวมทั้งปฏิเสธไม่ทราบเรื่องการประชุมวางแผนปฏิวัติที่กองบัญชาการกองทัพอากาศเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากกลุ่มเสื้อแดงจะยื่นหนังสือทวงถามถึงเรื่องนี้ต่อกองทัพบก ก็เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้
ในขณะที่ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เสียอีกที่กลับนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไร

และจากนั้นเป็นต้นมา บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดูจะถูกโฉลก หรือตกเป็นเป้าให้ฝ่ายการเมือง “โยนหิน” เรื่องการทำปฏิวัติมาเต็มๆ ตลอดทั้งปี 2553 !!!
“อยากให้ทำความเข้าใจว่าทหารมีหน้าที่ในการเตรียมกำลัง ซึ่งต้องมีหน้าที่ในการฝึกหัด ต้องใช้สนามฝึก มีการฝึกเวลากลางคืนบ้าง ไม่ได้ฝึกเพื่อไปเตรียมการปฏิวัติ เพราะฉะนั้นอยากให้เลิกพูดคำว่าปฏิวัติเสียที เราทำหน้าที่ในกรอบของกองทัพบก

จึงขอให้ทหารทำหน้าที่ด้วยความสบายใจ ทหารและการเมืองเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้น อย่าถามว่าจะเกิดอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร ผมคิดว่ามันไม่เกิดง่ายๆ หรอกครับ ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าบ้านเมืองต้องการอะไร

ก็อยากฝากสื่อว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย อย่าถอยหลังกลับไปอีกเลย สถานการณ์ใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ก็ให้ช่วยหยุดกันไว้ ขอร้องกันไว้”
ไม่เพียงเป็นการให้สัมภาษณ์อย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ยังเป็นการสวนกลับอยู่ในที และเหวี่ยงไปให้กับสื่อมวลชนที่ต้องรับผิดชอบกับการตั้งคำถามด้วย

หลังจากนั้นเมื่อ ตู่ จตุพร ออกมาดักเกมขั้วอำนาจที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการวิเคราะห์ว่า อาจจะมีบางกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นให้มีการปฏิวัติ

บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้าออกมาตอบความสงสัยในหัวใจของคนหลายคนเพื่อตอบโต้ประเด็นที่ ตู่ จตุพร บอกว่าแกนนำพันธมิตรประชาชเพื่อประชาธิปไตยบางคนจะใช้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับพัมูชา ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ปลุกกระแสชาตินิยมสร้างเงื่อนไขความวุ่นวาย เพื่อให้ทหารออกมาปฏิวัติ

“คนช่างคิดได้ดีเหมือนกัน คิดเพื่อจะเอาเหตุผลตรงนี้มาอ้างเหตุในการปฏิวัติ...ขอถามว่า ใครอยากปฏิวัติตอนนี้? ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกแล้ว แตกต่างกับประเทศอื่นที่มีประชาธิปไตยอย่างเดียว แล้วจะไปหาระบอบประชาธิปไตยใดมาอีก ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหา...” คือคำตอบของบิ๊กตู่
ส่วนกรณีที่เคยปฏิวัติ 19 กันยาฯ เลยทำให้มีการหวาดระแวงกันนั้น บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า

“สิ่งที่เขาทำไปเมื่อครั้งที่แล้ว ก็ไม่อยากย้อนกลับไปพูด แต่เขาทำเพื่อหยุดปัญหาที่จะเกิดเท่านั้น และหลังจากนั้น ก็กลับมาแก้ไขด้วยกลไกปกติ ดังนั้น จะย้อนกลับไปทำไมอีก? สถานการณ์ในวันนั้นกับวันนี้ต่างกัน ต้องแก้ปัญหากันให้ได้...”

6 ตุลาคม 53 ที่กองบัญชาการกองทัพบก บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกเป็นครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ก็โดนตั้งคำถามในเรื่องปฏิวัติ อีกครั้งว่า 4 ปีในตำแหน่ง ผบ.ทบ. แน่ใจไหมว่าจะไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้น

บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่เคยคิดเรื่องนี้ และเราพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ได้บอกในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงไปแล้วว่า จะทำหน้าที่ตามกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ข้อสำคัญอย่ากดดันทหาร
“อย่ามากดดันทหารว่าต้องไปทำโน่น ต้องมาทำนี่ ทำไมไม่ทำเช่นนั้น ในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ก็จริง แต่มีหลายมาตราที่เขาเขียนเอาไว้ว่า ทหารสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะนั้นทหารจะออกไปไหนมันมีข้อห้ามและกฎกติกาเรื่องการใช้กำลัง ทั้งกฎกระทรวงกลาโหม และกองทัพไทย ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรได้ดังใจ ไม่ใช่กำหนดยุทธศาสตร์ได้ทุกเรื่อง”

เป็นคนอื่นเจอถามซ้ำซากแบบนี้ก็คงเหนื่อยใจไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับคนนี้แน่ เพราะในห้วงเวลาวุ่นๆ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ก็เคยเอ่ยปากถามว่า “เหนื่อยไหมแม่ทัพตู่” ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาไม่มีทั้งคำว่า “เหนื่อย” หรือ “ไม่เหนื่อย” แต่เป็นว่า
“ผมยังทำไหวครับ” พล.ท.ประยุทธ์ บอกกับ พล.อ.เปรม!!!

ซึ่งในช่วงปลายปี 53 นี้เอง บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยิ่งต้องตอบต้องสวนในเรื่องปฏิวัติหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีกระแสเกิดขึ้นในสังคมไม่หยุดหย่อน ขณะเดียวกันเรื่องราวของ ศอฉ. ก็เป็นอีกแรงหนึ่งที่กดดันเข้ามามาก โดยเฉพาะในเรื่องของงบประมาณค่าใช้จ่ายของ ศอฉ. ที่มีการตั้งข้อสงสัยกันมาก ทำเอา บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับน๊อตหลุดเอาดื้อๆ เหวี่ยงใส่สื่อมวลชนโครมเบ้อเร่อ…

แถมหลังจากนั้น บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็หลุดอีกครั้งเมื่อถูกถามว่า ยังยืนยันหรือไม่ว่า ทหารจะไม่นำกำลังทหารออกมาปฏิวัติ คำตอบคือ
“ไม่ทำถ้าเขาไม่สั่ง เราจะนำกำลังออกมาอย่างไร เพราะผิดกฎหมาย ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะนำกำลังออกมาข้างนอก ต้องขออนุมัติจากรัฐบาล ส่วนการปฏิวัติยังมาไม่ถึง และไม่มีใครอยากทำ”

“อย่าลืมว่าทหารคือประชาชน ต้องรักประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและอย่าไปล่วงละเมิดพระองค์ท่าน หากท่านทะเลาะกันให้ใช้กฎหมาย กระบวนการทางกฎหมายมาสู้กัน เราไม่สามารถเอนเอียงที่ไหนได้ ตนได้เตือนผู้ใต้บังคับบัญชาว่าจะทำอะไรต้องยึดระเบียบวินัย ไม่อย่างนั้นจะติดคุก”

ทำเอากลายเป็นประเด็นอีกจนได้ว่า แล้วเขาที่ว่าเป้นใครถึงจะสั่งได้???
เป็นเรื่องของคำพูด เช่นเดียวกับ ตู่ จตุพร เช่นกันที่พูด เสียจนปัจจุบันถูกล้อมกรอบมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะไหนจะถูกมองว่า พูดเสียจนกระบวนการประกันตัวแกนนำคนเสื้อแดงพลิกผัน และล่าสุดก็ยังถูกเงื่อนไขคำสั่งศาล ห้ามพูดห้ามยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม ยกเว้นเป็นการพูดทำหน้าที่ในสภาเท่านั้น
นี่แหละ บิ๊กตู่ VS ตู่ ที่ต้องบอกว่า “พูดจนได้เรื่อง”ทั้งคู่

'แดง'ยังผวา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




การทวงความยุติธรรมให้กับนักโทษเสื้อแดงยังเป็นประเด็นร้อนแรงของสังคม

หลังแกนนำนปช.และคนเสื้อแดงหลายร้อยคนต้องถูกจองจำมานาน 7-8 เดือน

ความจริงแล้วมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองเหล่านี้มาตลอด

แต่กลับโดนขัดขวางจากอำนาจรัฐ

โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้การนำของนายธาริต เพ็งดิษฐ์

พอโดนกระแสสังคมกดกันหนักเข้า

รัฐบาลก็ยอมปล่อยนักโทษเสื้อแดง(บ้าง)

แถมยังเอาความดีความชอบ บอกเป็นผลงานรัฐบาล ซะงั้น

จัดฉากทั้งให้เขียนจดหมาย พาเข้าไปพบนายกฯถึงในทำเนียบ

ให้ขอบคุณที่สั่งขังเนี่ยนะ !?

เรื่องแบบนี้ใครก็คิดไม่ได้หรอก นอกจากอำนาจรัฐยุคนี้

แต่จากนี้ต่อไปการปล่อยนักโทษเสื้อแดงคงเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น

เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดนกดดันจากองค์กรสิทธิมนุษยชนโลก

ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแม้ว่าจะขยับตัวช้าหน่อย

แต่ก็ยังดีที่เริ่มเคลื่อนไหวบ้างแล้ว

ในช่วงเดือนม.ค.ปีใหม่นี้ อาจได้เห็นคนเสื้อแดง หรือแม้แต่แกนนำนปช.(บางคน)ได้รับอิสรภาพ

แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วงหลังมีการปล่อยคนเสื้อแดงแล้ว

คือเรื่องความปลอดภัย !

วันก่อนอ่านบทสัมภาษณ์ของนายไข่เขย จันทร์เปล่ง คนเสื้อแดงมหาสารคามที่เพิ่งพ้นคุกมาหมาดๆ

นายไข่เขยบอกว่า ทุกวันนี้ยังต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ กลับไปอยู่บ้านกับลูกเมียก็ไม่ได้
เพราะกลัวจะมีผู้ไม่หวังดีมาตามเก็บ ตามเด็ดหัว

"ความปลอดภัยของผมมีน้อยมาก ไม่รู้จะถูกเก็บตอนไหน
อยากถามถึงรัฐบาลกับความปลอดภัยของผู้ที่ถูกปล่อยตัวว่าสามารถรับรองได้แค่ไหน"

ตรงนี้เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของคนเสื้อแดง
เพราะหลังสลายม็อบราชประสงค์แล้วก็มีข่าวเรื่องการไล่ล่าคนเสื้อแดงมาตลอด

และไม่ใช่แค่ข่าวลือโคมลอย

เพราะมีคนเสื้อแดงอย่างน้อย 3 รายโดยล่าสังหารไปแล้ว

ศพแรกก็คือ นายศักนรินทร์ กองแก้ว หรือ อ้วน บัวใหญ่
ถูกคนร้ายยิงถล่มเสียชีวิตที่โคราชเมื่อเดือนมิ.ย.2553

ศพที่สองคือ นายกฤษดา หรือ เจมส์ กล้าหาญ คนเสื้อแดงเชียงใหม่
ถูกยิงตายที่เชียงใหม่เมื่อเดือนส.ค.2553

ศพล่าสุดคือ นายน้อย บรรจง หรือ ดีเจ.แดง คชสาร แกนนำกลุ่มเชียงใหม่ 51
ถูกอุ้มฆ่าเมื่อเดือนธ.ค.2553

ที่สำคัญทั้ง 3 ศพก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ !!

ฉะนั้น ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนเสื้อแดงถึงยังหวาดกลัว

แค่โดนจับขังในเรือนจำก็โหดร้ายแล้ว

พอออกมาได้ยังต้องหัวซุกหัวซุน

หนีเอาชีวิตรอดจากการไล่ล่าอีกหรือ !?

มาร์คพัลวันคลิปพนิช โต้'ตัดต่อ' แจงขุ่นๆหลงทาง

ที่มา ข่าวสด





เครียด - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯนั่งเครียดระหว่างแถลงถึง
กรณีคลิปนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เดินข้ามเข้าแดนกัมพูชา โดยระบุว่า
เป็นคลิปตัดต่อ เพราะคลิปเต็มๆ มีความยาวถึง 20 นาที เมื่อวันที่ 4 ม.ค.

'มาร์ค' อ้าง 'คลิปพนิช' ตัดต่อ ของจริงยาว 20 นาทีแต่เอามาลงแค่นาทีกว่า
เจอถามจี้ออกอาการหงุดหงิดสลับถอนหายใจ
แจงพนิชบอกจะไปดูปัญหาปราจีนฯไม่ใช่สระแก้ว กว่าจะโทร.ติดต่อกันได้ก็ถูกจับแล้ว
ปัดวุ่นไม่ได้เจตนารุกล้ำ ไม่มีลับลมคมใน ไม่รู้ไปกับ'วีระ สมความคิด'

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 4 ม.ค. นายอภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว
ก่อนเข้าประชุมครม.ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดถึงกรณีคลิป 7 คนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุม
โดยเฉพาะนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งมีภาพและเสียงชัดเจนตอนโทรศัพท์
พูดคุยกับผู้ช่วย ส.ส.ว่าได้รุกล้ำเข้า ไปในเขตประเทศกัมพูชาแล้ว
พร้อมกับสั่งกำชับอย่าบอกใครเพราะนายกฯ รู้อยู่คนเดียว

โดยนายกฯ กล่าวว่า "หลังประชุมครม. ผมจะพูดทีเดียว
เรื่องแบบนี้อย่าพูดหลายครั้ง เดี๋ยวจะเกิดความสับสน
ในการประชุมครม.จะพูดคุยกัน เรื่องนี้ผมเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.
ผมบอกว่าเขา (นายพนิช วิกิตเศรษฐ์) ไปชายแดน"

เตรียมแจ้งข้อหา สาวซิ่ง9ศพ ส่งเข้าสถานพินิจ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เตรียมแจ้งข้อหาโชเฟอร์สาวซิ่งชน9ศพบนโทลล์เวย์ ฐานขับรถประมาท
และขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตวันนี้ (5ม.ค.) จากนั้นส่งเข้าสถานพินิจ
ส่วนเจ้าของรถที่ให้ยืมโดนด้วย ธรรมศาสตร์กระโดดขอเป็นโจทก์ร่วมฟ้องทั้งแพ่งและอาญา...

ความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุสยองขวัญส่งท้ายปีเก่า
รถตู้โดยสารสาย ต.118 วิ่งระหว่าง ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-อนุสาวรีย์ชัยฯ
ถูกรถยนต์ฮอนด้าที่ขับโดยสาวซีวิค (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พุ่งชน
บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ใกล้แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นเหตุ
ให้รถตู้พลิกคว่ำหลายตลบ มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 9 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา
โดยตำรวจออกหมายเรียกให้สาวซีวิค มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 5 ม.ค.นั้น

ที่ สน.วิภาวดี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ม.ค. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน
เดินทางไปตรวจสอบรถตู้โดยสาร โตโยต้า สีขาว ทะเบียน 13-7795 กรุงเทพมหานคร
และรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีขาว ทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร ที่สาวซีวิคเป็นคนขับ
เพื่อหาหลักฐานร่องรอยการเฉี่ยวชนเพิ่มเติม เพื่อนำไปประกอบในสำนวนคดีต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.สนอง แสงมณี สว.จร.สน.วิภาวดี กล่าวว่า ในส่วนของการเตรียมการในวันที่ 5 ม.ค.นี้
ซึ่งเป็นวันที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกสาวซีวิคมาสอบปากคำที่ สน.วิภาวดี
เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมห้องสอบสวนเด็กและสตรีที่ชั้น 2 ของ สน.วิภาวดีไว้แล้ว คาดว่า
น่าจะใช้เวลาการสอบสวนไม่เกินเวลา 15.00 น. เพื่อให้เสร็จทันเวลา
ที่จะนำตัวไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ถนนแจ้งวัฒนะ ให้ทันก่อนที่จะปิดทำการ เวลาราชการ

พ.ต.ท.สนองกล่าวว่า พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดเตรียมที่จอดรถไว้ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูง
สื่อมวลชนและผู้ที่เดินทางมาติดต่อธุระราชการไว้เป็นสัดส่วนแล้ว
ในด้านของการรักษาความปลอดภัย หลังจากมีกระแสข่าวว่าทางกลุ่มสังคมออนไลน์ที่คาดว่า
จะนัดรวมตัวกันที่ สน.ในวันพรุ่งนี้นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังไว้ 1 หมวด
เพื่อรักษาความปลอดภัยโดยรอบ สน.วิภาวดี อีกทั้งยังประสานกับ สน.ใกล้เคียงให้เตรียมความพร้อมไว้ด้วย
แต่จากการข่าวเบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

ที่ บช.น. พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วิภาวดี
ได้เชิญตัวสาวซีวิค มาสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ข้อหาขับรถโดยประมาท ชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหายและมีผู้ถึงแก่ความตาย กับข้อหา
ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตใบขับขี่โดยมีสหวิชาชีพ อัยการ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา
และบุคคลที่ผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าร่วมสอบปากคำพร้อมกับพนักงานสอบสวน
จากนั้นจะส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถานพินิจ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนผู้ให้ยืมรถ หรือเจ้าของรถนั้น จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาเป็นเจ้าของรถ
แต่ยินยอมให้ผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ หรือใบอนุญาตประเภทอื่น
มีความผิดตามมาตรา 56 โทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ส่วนเจ้าของรถที่ผู้ต้องหายืมมานั้น คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะเชิญตัวมาสอบปากคำพร้อมในวันเดียวกัน
โดยพนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

วันเดียวกัน นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า
จากการพูดคุยกับญาติและครอบครัวของผู้เสียหาย ส่วนใหญ่เป็นห่วงและอยากทราบความคืบหน้าของคดี
แต่ไม่ทราบว่าจะติดตามความคืบหน้าได้อย่างไร จึงขอให้ มธ.เข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้น
มธ.โดยศูนย์นิติศาสตร์จะเข้าไปเป็นโจทก์ร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี
แต่ผู้เสียหายจะต้องมอบอำนาจก่อน แล้ว มธ.จึงจะตั้งทนายความเข้าไปเป็นโจทก์ร่วม
ซึ่งทีมงานกฎหมายของ มธ.จะหารือกันอีกครั้งว่าจะเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมเมื่อใด
แต่โดยหลักการจะต้องรอให้มีการตั้งข้อหากระทำด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ซึ่งในคดีอาญาตำรวจและอัยการจะเป็นโจทก์ฟ้อง
และเนื่องจากครอบครัวผู้เสียหายรู้สึกว่าผู้ก่อเหตุกระทำโดยประมาทยังไม่ชัดเจน
ในเรื่องการแสดงความรับผิดชอบ ดังนั้น นอกจาก มธ.จะตั้งทนายความเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมแล้ว
เราจะขอให้ ดำเนินคดีแพ่งเกี่ยวข้องกับคดีอาญาไปพร้อมกันด้วย


http://www.thairath.co.th/content/region/138996

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 05/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ฟังคำพูด ออกมา ว่ารักชาติ
ลุอำนาจ คุยโว สุดโง่เขลา
บอกว่าเป็น แผ่นดิน ถิ่นของเรา
ด้วยคิดเอา มักง่าย แค่ฝ่ายเดียว....

ทำลับลับ ล่อล่อ ส่อพิรุธ
แล้วแอบมุด ข้ามไป ไม่เฉลียว
พูดท้าทาย อำนาจเขา เอาเลยเชียว
เลยได้เสียว สมใจ ใครบางคน....

ชอบทำเรื่อง อัปรีย์ มีปัญหา
ยังมีหน้า สับปลับ พูดสับสน
ส่อความคิด สามานย์ สันดานตน
พูดวกวน ยียวน กวนบาทา....

ไปขอคืน พื้นที่เขต ประเทศอื่น
ยังชื่นมื่น เฉไฉ ไร้เดียงสา
มีหลักฐาน โทนโท่ โชว์เต็มตา
ยังกล่าวหา ว่าตัดต่อ จ้อแก้ตัว....

เมื่อเวรกรรม ไล่บี้ ชักถี่ขึ้น
คงเต็มกลืน ฝืนทน พวกคนชั่ว
เพราะอำนาจ ที่ถือ ในมือตัว
จึงมืดมัว ทุกเส้นทาง ที่ย่างเดิน....

ยังทะนง ว่าตน คือคนเก่ง
แล้วอวดเบ่ง เพ้อฝัน คนสรรเสริญ
ใช้วาจา ถากถาง ทำหมางเมิน
สุดท้ายเดิน เข้าตะราง ถึงทางตัน....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

นายกฯ เข้าขอพรปีใหม่ “ป๋าเปรม” บ้านสี่เสาฯ

ที่มา thaifreenews

โดย ขวดเปล่า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มกราคม 2554 19:27 น.

"มาร์ค" ควง "อัญชลี" เลขาฯ หมาดๆ เข้าพบ "พล.อ.เปรม" ขอพรปีใหม่ บ้านสี่เสาเทเวศร์ ก่อนคุยกว่า 45 นาที พร้อมมอบของขวัญ ก่อน "ป๋า" เดินออกมาส่งกลับ

วันนี้ (4 ม.ค.) ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางอัญชลี วานิช เทพบุตร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อเข้าขอพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดยมี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี รอให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับ พล.อ.เปรม ภายในตัวบ้านประมาณ 45 นาที ก่อนเดินกลับออกมาโดยมี พล.อ.เปรม ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อพระราชทานสีครีมเหลือง เดินตามออกมาส่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และหัวเราะอย่างมีความสุข จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้มอบกล่องของขวัญสีน้ำเงินให้ พล.อ.เปรม ก่อนเดินทางกลับ

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000000305









เศรษฐกิจทุนนิยมกับยุทธศาสตร์การครอบงำ

ที่มา ประชาไท

1. ภารกิจของรัฐในระบบเศรษฐกิจ

โดยทั่วไปประเทศต่างๆ ในโลกจะมีระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกันเป็นไปตามกลไกการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายสำคัญคือการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นทิศทางในการวางแผนปฏิบัติเพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ พึงยึดเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายบริหารประเทศ และถือเป็นภารกิจของรัฐในระบบเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วยเป้าหมายต่างๆ ที่สำคัญคือ

ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Efficiency) เป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่มุ่งตอบคำถามพื้นฐานทางเศรษฐกิจว่าจะผลิตอย่างไร (How) ให้ได้มากที่สุดจากความสามารถในการผลิตที่มีอยู่ ประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นเมื่อทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดของสังคมถูกใช้ไปในการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณสินค้าและบริการมากที่สุดเท่าที่ระบบเศรษฐกิจสามารถจะกระทำได้และสังคมสูญเสียต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด

การจ้างงานเต็มที่ (Full Employment) หมายถึง การให้แรงงานของประเทศมีงานทำ เพราะการจ้างงาน คือ การนำทรัพยากรแรงงานมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการผลิตสินค้าและบริการ และยังหมายถึงการเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานด้วย โดยเฉพาะเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของการจ้างงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น มิฉะนั้นจะทำให้มีผู้ว่างงานมากขึ้น และการว่างงานนี้จะทำให้เกิดผลเสียต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมตามมาในที่สุด

การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Stability)การทำให้เศรษฐกิจดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรงจึงต้องมีทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศและเสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ หมายถึง การใช้นโยบายต่างๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจไม่อยู่ในสภาพที่ตกต่ำอย่างรุนแรง หรือเศรษฐกิจรุ่งเรืองจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ นั่นคือ พยายามรักษาระดับราคาของสินค้าและบริการภายในประเทศไม่ให้ผันผวนมากเกินไปมิฉะนั้นจะทำให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในก็คือ การรักษาเสถียรภาพทางราคา” (Price Stability) นั่นเอง

การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ หมายถึง การใช้นโยบายต่างๆ เพื่อทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นทำให้ไม่เกิดปัญหาทางด้านดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยพยายามรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศให้มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการสับสนและความไม่แน่นอนในการทำการค้ากับประเทศคู่ค้า ซึ่งจะทำให้ผลกระทบต่อปัญหาการค้าระหว่างประเทศได้ ดังนั้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายนอกอาจเรียกว่าเป็นการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน” (Exchange Stability)

ความเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)เป็นเป้าหมายที่พยายามจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปริมาณสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ และเหลือเพียงพอต่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นผลให้รายได้ประชาชาติของประเทศนั้นๆ เพิ่มสูงขึ้น และแสดงถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในสังคมนั้น ๆ จะเพิ่มสูงขึ้น

2.บทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในยุคโลกาภิวัตน์

ปัจจุบันเศรษฐกิจทุนนิยมในยุคโลกาภิวัตน์ ได้สร้างให้บทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจมุ่งเน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) เป็นหลักเพราะมุ่งสู่เป้าหมายที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ และการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ดังนั้นทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะ บรรษัทข้ามชาติ จึงอาศัยช่องทางเศรษฐกิจทุนนิยมในยุคโลกาภิวัตน์เข้าไปครอบงำในระบบเศรษฐกิจ- สังคม-การเมืองของประเทศอื่นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เพื่อแสวงหากำไรมาสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) ให้กับตน นี่คือพฤติกรรมพื้นฐานของเศรษฐกิจทุนนิยม

เศรษฐกิจทุนนิยมในยุคโลกาภิวัตน์ ประกอบด้วยสาระสำคัญสามส่วนหลัก คือการผลิต การตลาด และการเงิน ที่เอื้อต่อกัน ซึ่งทั้งสามส่วนนี้เองที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจอาศัยเป็นช่องทางในการเข้าครอบงำในระบบเศรษฐกิจประเทศอื่น โดยใช้องค์กรข้ามชาติเป็นเครื่องมือในการกำหนดกติกา และวิธีการจัดการ ส่งผลให้องค์กรข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ หรือแกตต์ ที่มีเป้าหมายในการจัดตั้งเพื่อร่วมกันพัฒนาระบบเศรษฐกิจโลกให้เจริญก้าวหน้าอย่างทั่วถึง กลายเป็นเครื่องมือหรือกลไกที่มหาอำนาจใช้ในการครองโลกโดยอาศัยยุทธศาสตร์ที่หลากหลายผ่านกระบวนการการครอบงำหลากวิธี กล่าวคือ[1]

การครอบงำทางการผลิต การผลิตมีเงื่อนไขที่สำคัญคือปัจจัยการผลิต(Factors of production or input)ประกอบด้วยที่ดิน (land ) แรงงาน(labor)ทุน (capital).และผู้ประกอบการ (entrepreneur) การผลิตจึงเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในสังคม และสิ่งสำคัญที่สุดในการผลิตที่สามารถแข่งขันในการลดต้นทุนและการควบคุมคุณภาพคือเทคโนโลยี มหาอำนาจจึงได้ค้นคิดเทคโนโลยีใหม่ๆยังผลให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าสูงสุด จนสามารถเข้าไปครอบงำระบบการผลิตได้ทั่วโลก พร้อมกันนั้นยังควบคุมการใช้เทคโนโลยีของผู้อื่น โดยสร้างกลไกขึ้นมาควบคุมการผลิตของผู้อื่นคือ การพัฒนาทั้งเรื่องสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ที่เรียกขานอย่างสวยหรูว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” มาเป็นเงื่อนไขบีบบังคับให้สังคมโลกต้องให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาหันมาใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวกันถ้วนหน้า ด้วยเหตุนี้เองทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถควบคุมระบบการผลิตและบังคับมิให้ผู้อื่นผลิตตาม เหล่านี้เองได้สร้างกำไรจากการผลิตได้อย่างมหาศาล เป็นต้นว่าการผลิตยาบางชนิดที่มีจำเป็นผู้ผลิตสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ นอกจากนั้นยังใช้เทคโนโลยีดัดแปลงพันธ์พืช(จี เอ็มโอ)ที่เห็นว่าดีและจำเป็นให้แตกต่างจากเดิมเพื่ออ้างเป็นของตนเอง อาทิ พันธ์ข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งปัจจุบันยังไม่รู้ว่าจะตกเป็นของใคร

การครอบงำทางการตลาด ตลาดคือตัวกลางระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ในระบบทุนนิยม การค้าจำนวนมากสามารถทำกำไรได้มากกว่าการผลิต มหาอำนาจใช้องกรข้ามชาติอย่าง WTO เป็นผู้กำหนดกติกาทางการค้า โดยมีหลักการว่า 1) รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ต้องปรับบทบาทในการพัฒนา โดยเปิดทางให้ภาคเอกชนดำเนินการโดยอิสระเป็นไปตามกลไกตลาด(การค้าเสรี) 2) รัฐบาลแต่ละประเทศต้องลดกฎเกณฑ์ หรือเงื่อนไขในการควบคุมทุนข้ามชาติ (เปิดเสรีการค้า และการเงิน) 3) แปรรูปวิสาหกิจ และทรัพยากรให้เป็นของเอกชนเพื่อที่ทุนข้ามชาติจะครอบครองได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้ประเทศไทยเราได้ประจักษ์มาแล้วนับแต่การล่มสลายของเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นต้นมา กว่าจะพื้นคืนได้ต้องใช้เวลาร่วมสิบกว่าปี

อย่าลืมว่าการค้าเสรีมีเป้าหมายหลักคือต้องการกระจายผลผลิตไปทั่วโลก แต่ภาษีของแต่ละประเทศเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ดังนั้นมหาอำนาจจึงผลักดันให้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีนำเข้า มหาอำนาจจึงสามารถระบายสินค้าไปได้ทั่วโลกอย่างคล่องตัว ขณะเดียวกันมหาอำนาจได้สร้างกลไกควบคุมผลผลิตของประเทศอื่นๆ ด้วยการสร้างมาตรฐานการผลิตและการกำหนดคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น ไม่ว่าการห้ามใช้แรงงานเด็ก วิธีผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น กลวิธีเหล่านี้คือเงื่อนไขกีดกันทางการค้าที่มหาอำนาจสร้างขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้ เศรษฐกิจทั่วโลกจะถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนข้ามชาติที่ได้เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ทั้งมีเงินทุนมหาศาลเป็นผู้ครองโลกและเข้าดูดซับตักตวงผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาที่ส่งผลต่อประเทศกำลังพัฒนาคือ ทรัพยากรถูกทำลาย ช่องว่างทางสังคม ความยากจนจะรุนแรง ประชาชนจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ที่ไม่สามารถเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องได้ ความขัดแย้งทางสังคมขยายขอบเขตกว้างขึ้นตามลำดับ และนี่เป็นปัญหาอันเนื่องมาจากการพัฒนา

การค้าเสรีในสถานการณ์โลกยุคโลกาภิวัตน์ มุ่งเน้นเศรษฐกิจตลาดเสรี (Free Market Economy) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเสรีในการลงทุนแสวงหากำไร และแต่ละประเทศมีอิสระในการรักษาผลประโยชน์ของตน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทั้งภายในและระหว่างประเทศไปทั่ว ประกอบกับเครือข่ายประชาสังคมโลกเคลื่อนไหวคัดค้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัทข้ามชาติ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระเบียบระหว่างประเทศถูกต่อต้านและคัดค้านเป็นระยะไม่ได้รับการเชื่อถือ กระทบต่อความสงบของสังคม และกฎหมาย แต่ด้วยอุดมการณ์โลกาภิวัตน์ สถานการณ์ดังกล่าวมิได้ทำให้มหาอำนาจชะลอการแสวงหาอำนาจทางเศรษฐกิจ กลับเป็นแรงกระตุ้นให้ร่วมมือกันในสิ่งที่ได้ประโยชน์ร่วมกันและแย่งชิงอำนาจทางเศรษฐกิจต่อเมื่อมีกรณีที่ผลประโยชน์ไม่ลงตัว[2]

ส่วนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นข้อขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกประเทศ เพราะรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่เป็นภารกิจในการบริการสาธารณะที่ไม่ได้มีความมุ่งหมายในการแสวงหากำไรเป็นหลัก และทีสำคัญคือรัฐจะนำทรัพยากรส่วนรวมที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ต้องซื้อหาหรือที่เรียกกันว่า สินค้าสาธารณะ” (Public Goods) มาใช้ในการดำเนินการ แต่รัฐวิสาหกิจดังกล่าวจะต้องใช้เงินในการลงทุนสูง ทุนภายในประเทศไม่อาจดำเนินการได้ บรรษัทข้ามชาติจึงผลักดันผ่านองค์กรข้ามชาติ (IMF) ให้รัฐแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน ( Privatization) เพื่อตนเองจะได้เข้ามาครองตลาดและดำเนินการได้เอง

อย่างไรก็ตามเมื่อหันกลับมามองปัจจัยการผลิตที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งคือที่ดิน ซึ่งที่ดินในฐานะที่เป็นปัจจัยการผลิตได้ผันแปรตัวเองให้มีลักษณะลอยตัวไปตามกิจกรรมที่ให้ค่าตอบแทนสูง ที่ดินที่เคยใช้ในภาคผลิตจริงถูกเบียดขับเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการเก็งกำไรด้วยการนำไปสร้างโรงงานอตสาหรรม ส่วนในมหานครใหญ่ๆก็สร้างเป็นสำนักงานสมัยใหม่ เนื่องจากได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า การเปลี่ยนหน้าที่ใช้สอยของที่ดินอันเนื่องมาจากระบบทุนนิยม ทำให้ที่ดินในฐานะปัจจัยการผลิต ได้เพิ่มมูลค่ามหาศาลกลายเป็นสินค้าสำคัญในการซื้อขาย (สังคมไทยดูได้จากยุคพลเอกชาติชาย ชุณหวัน) ดังนั้นการซื้อขายที่ดินแต่ละยุคสมัยจึงขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่าในอนาคตที่คาดหมายว่าจะได้รับ ส่งผลให้ช่วงเวลามีความสัมพันธ์กับอนาคตเข้ามาเป็นสื่อกลางที่ทำให้ที่ดินเพิ่มมูลค่าขึ้นอย่างมหาศาลสามารถแปลงรายได้ในอนาคตให้กลายเป็นทุนในรูปของสินเชื่อมาเป็นรายได้ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างเงินในรูปของทุนกับการเก็งกำไรที่ดิน จึงขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเวลาด้วยการทำให้ช่วงของเวลากลายเป็นตลาด

การครอบงำทางการเงิน เดิมระบบการเงินโลกใช้มาตรฐานทองคำเป็นตัวกลางในการกำหนดค่าของเงินสกุลต่างๆ โดยรัฐบาลของแต่ละประเทศมีทองคำไว้สำรองสำหรับเป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตรของตนออกสู่ตลาดว่าสามารถนำมาแลกทองคำได้ หลังจากนั้นเมื่ออเมริกาได้พิมพ์ธนบัตรออกมาจำนวนมากและมีมูลค่ามากกว่าทองคำของตนที่ใช้เป็นหลักประกัน และเมื่อกลุ่มประเทศยุโรปที่ได้ถือครองเงินสกุลดอลลาร์ของอเมริกานำเงินสกุลดังกล่าวไปแลกเป็นทองคำ อเมริกาไม่มีทองคำเพียงพอที่จะให้แลก หลังจากนั้นอเมริกาจึงได้ยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำในการกำหนดค่าเงินโดยหันมาใช้ระบบลอยตัวตามภาวะตลาดอย่างเสรี ใน ค.ศ. 1972

เมื่อเงินในระบบทุนนิยมได้พัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างอเมริกาได้สร้างกฎเกณฑ์ทางการเงิน โดยการกำหนดค่าเงินลอยตัวและการเปิดเสรีทางการเงิน การใช้ระบบลอยตัวทำให้เงินของอเมริกากลายเป็นเงินสกุลกลางของโลก จนสามารถพิมพ์ขึ้นมาได้โดยไม่จำกัดจำนวนเพื่อแลกสินค้า การเปิดเสรีทางการเงินส่งผลให้อเมริกาสามารถเคลื่อนย้ายเงินไปได้ทั่วโลกเพื่อเข้าโจมตีค่าเงินและบั่นทอนหุ้นในตลาดทุน รวมทั้งเข้าซื้อกิจการๆ ได้ทั่วโลก สกุลเงินของรัฐ-ชาติอื่นๆได้ถูกลดความสำคัญลงโดยมีเงินสกุลของอเมริกาเข้ามาแทนที่ นั่นคือการครอบงำทางการเงินได้ส่งผลกระทบต่อสถานะอำนาจอธิปไตยของรัฐ-ชาติอื่นๆตามมา[3]

การครอบงำทางวัฒนธรรม ในอดีตศาสนามีอิทธิพลในการกำหนดความเชื่อหรือวัฒนธรรมของสังคม แต่ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาแทรกและมีบทบาทในการกำหนดวัฒนธรรมมากขึ้น วัฒนธรรมมีพื้นฐานมาจากความเชื่อหรือความคิดที่มีต่อชีวิตและโลก ความเชื่อทำให้มนุษย์มีจุดมุ่งหมายในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน มนุษย์ต้องการความสุข แต่ความเชื่อในเรื่องของความสุขแตกต่างกัน ดังนั้นจุดมุ่งหมายในการดำรงชีวิตจึงแตกต่างกัน

การสร้างความเจริญเติบโตให้กับระบบทุนนิยมจำเป็นอย่างยิ่งในการสลายความเชื่อหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมของมนุษย์ ระบบตลาดจึงได้กระตุ้นให้มนุษย์เห็นว่าความสุขสูงสุดอยู่ที่การบริโภค ยิ่งบริโภคมากความสุขยิ่งมีมาก การแสวงหาการบริโภคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ของระบบทุนนิยม ทั้งนี้เพราะเมื่อประชนเกิดการออมและลดการบริโภคลงส่งผลให้สินค้าขายได้น้อยลง การผลิตก็ลดน้อยลงด้วยสิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อระบบตลาด

การครอบงำทางวัฒนธรรมการบริโภค จึงให้ความสำคัญในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่ข่าวสารกันอย่างรุนแรง การแย่งซื้อและขายเวลาในการออกอากาศ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ เพื่อความได้เปรียบด้านการสื่อสาร เวลาออกอากาศ(airtime) จึงกลายเป็นสินค้าชนิดใหม่ ที่เกิดจากการประสานพื้นที่กับเวลาเข้าด้วยกัน เพื่อให้เวลามีมูลค่าในเชิงตลาดทั้งมูลค่าปัจจุบันและมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การสัมปทานสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งหลาย จึงอุดมไปด้วยจำนวนเงินมหาศาล เวลาจึงกลายเป็นสินค้าที่เก็งกำไรได้อีกประเภทหนึ่งของระบบทุนนิยม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการครอบงำเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมบริโภคนิยม

อย่างไรก็ตามการกระตุ้นวัฒนธรรมบริโภคจึงเป็นหน้าที่หลักของระบบทุนนิยมและกระบวนการกระตุ้นที่ดีที่สุดคือการที่มหาอำนาจได้เข้าควบคุมการสื่อสารมวลชนต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เนท สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ หรือภาพพยนต์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อเพื่อให้ชาวโลกเข้าสู่วัฒนธรรมบริโภคนิยมตามแบบมหาอำนาจ รวมทั้งสร้างภาพให้ชาวโลกเห็นว่าสิ่งที่มหาอำนาจกระทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม[4]และล้ำสมัย

การครอบงำด้วยการใช้กำลังทางทหาร เมื่อมหาอำนาจได้ใช้กระบวนการในการครอบงำด้วยวิธีต่างๆ แล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ แสนยานุภาพทางทหารจึงเป็นวิธีการสุดท้ายที่เป็นเงื่อนไขในการคงความเป็นมหาอำนาจ โดยมีการจัดระดับความสัมพันธ์ที่ต่างกันในการเลือกใช้วิธีการ ทั้งนี้นางเมดิรีน อัลไบต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นไว้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับต่างประเทศนั้นได้มีการแบ่งระดับความสัมพันธ์เป็นสี่กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มประเทศที่มีความแนบแน่นกับอเมริกา ซึ่งได้แก่ประเทศที่มีสนธิสัญญาหรือข้อตกลงทางทหารด้วยกัน เช่นกลุ่มนาโต้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย เป็นต้น

กลุ่มที่สอง เป็นประเทศที่เป็นกลาง กลุ่มนี้แม้จะวิพากษ์วิจารณ์อเมริกาบ้างแต่โดยพื้นฐานจะยอมรับกระแสโลกาภิวัตน์ เช่น มาเลเซีย เป็นต้น

กลุ่มที่สาม เป็นประเทศกลุ่มที่ปิดตัวเองและโดยพื้นฐานจะไม่ยอมรับกระแสโลกาภิวัตน์แต่ก็ไม่ปฏิบัติการใดๆ ที่เป็นการทำลายผลประโยชน์ของเมริกา เช่น พม่า ลาว เป็นต้น

กลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มประเทศที่นอกจากไม่ยอมรับกระแสโลกาภิวัตน์แล้วยังได้ปฏิบัติการทำลายและขัดขวางผลประโยชน์ ของอเมริกา โดยผู้นำอเมริกาเรียกกลุ่มประเทศเหล่านี้ว่า “รัฐผู้ร้าย” (Rogue States) เช่น อิรัก อิหร่าน เกาหลีเหนือ ซีเรีย ลิเบีย ซูดาน คิวบาและอัฟกานิสถาน เป็นต้น

จากการแบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ดังกล่าวของอเมริกา นำไปสู่เงื่อนไขการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มแรกจะไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง แต่จะต่อสู้กันเฉพาะทางเศรษฐกิจเท่านั้น เว้นแต่เกิดกรณีประเทศใดประเทศหนึ่งแสดงความเป็นปฏิปักษ์ กลุ่มที่สองเข้าไปแทรกแซงบ้างด้วยการสนับสนุนกลุ่มการเมืองภายในประเทศนั้นๆ ที่มีความเอนเอียงเข้าข้างอเมริกาเพื่อให้มีบทบาทและอำนาจทางการเมือง เช่น กัวเตมาลา กลุ่มที่สามเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองโดยการสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลรวมทั้งสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในประเทศเหล่านั้น ส่วนกลุ่มที่สี่นอกจากดำเนินการด้วยวิธีอื่นๆ แล้วสหรัฐยังใช้มาตรการทางทหารเป็นหลักในการเข้าไปยึดครอง[5] เช่นกรณีการโค่นล้มรัฐบาลอิรักของประธานาธิบดีซัดดำ ฮุสเซ็น หรือกรณีของอัฟกานิสถานที่เข้าไปโค่นล้มรัฐบาลทาลีบัน และปัจจุบันกำลังดำเนินการกับเกาหลีเหนือและอิหร่าน

3.สรุป

ระบบเศรษฐกิจของมหาอำนาจที่อาศัยบรรษัทข้ามชาติเป็นช่องทางในการรุกฆาตในต่างประเทศ ร่วมกับองค์กรข้ามชาติที่คอยปกป้องประโยชน์ของตน เข้าควบคุมพื้นที่ทางตลาด ทรัพยากร และการผลิต สร้างความชอบธรรมแห่งความเป็นสากล ความเป็นประชาธิปไตย และอ้างเพื่อสิทธิมนุษยชน ใช้อำนาจที่เหนือกว่าละเมิดบทบัญญัติของรัฐที่ด้อยกว่า ทั้งกล่าวหาว่าเป็นรัฐอันธพาล สนับสนุนการก่อการร้าย หรืออ้างเหตุในการปราบปรามยาเสพติด และเพื่อสิทธิมนุษยชน หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งแท้จริงแล้วล้วนเป็นมายาคติที่ปิดบังอำพรางเพื่อแสวงหาประโยชน์แทบทั้งสิ้น การนำเสนอวาทกรรมโลกาภิวัตน์ทำให้กฎหมายของรัฐชาติในโลกที่สามมีข้อยกเว้นไมอาจบังคับใช้กับโลกาภิวัตน์ได้ และให้หันมาใช้กฎกติกาเดียวกันเพื่อการครอบงำและขูดรีดทางเศรษฐกิจ

ดังนั้นนโยบาย การเมือง สังคม และเศรษฐกิจของรัฐชาติที่ถูกครอบงำ นอกจากจะเกิดจากรากฐานและสภาพปัญหาต่างๆ ของสังคมนั้นๆที่เข้าไปเกี่ยวข้องและปฏิสัมพันธ์(interaction)ยึดโยงต่อกันระหว่างกระบวนการทั้งทางการเมือง สังคม สาธารณะ (public) อย่างกว้างขวางแล้ว ยังเกิดจากกระบวนการที่ถูกบีบบังคับทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากภายนอกซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ ด้วยการสร้างวาทะกรรมใหม่ๆขึ้นมาเพื่อเป็นเงื่อนไขและอุดมการณ์เข้าไปครอบงำประเทศที่ด้อยกว่าให้กำหนดนโยบายเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตนกำหนด ไม่ว่า การค้าเสรี (Free Trade) การพัฒนา(Development) หรือโลกาภิวัตน์ (Globalization) วาทะกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อสร้างความถูกต้องและชอบธรรมให้กับมหาอำนาจ ในการพรางตัวเข้าไปยึดครองทางเศรษฐกิจของรัฐ-ชาติที่ด้อยกว่าและตักตวงประโยชน์กลับประเทศตนเท่านั้น





อ้างอิง
[1]ไสว ด่านชัยวิจิตร. การเมืองโลกในยุคอาณานิคมแบบใหม่ (โลกาภิวัตน์). จุลสารชุมนุมทางออกไทย. ฉบับที่ 8 ปีที่ 2 ธันวาคม 2544- มกราคม 2545: 25
[2] อนุช อาภาภิรมย์. รายงานย่อสำหรับผู้บริหาร ประเทศไทยกับมหาอำนาจโลก: การแสวงหาความสัมพันธ์ใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยโครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย. (Thailand Trends Monitoring Project – TTMP) ด้วยการสนับสนุนให้ทุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฉบับที่ 14 ประจำจตุมาสที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2545 ) : 67-68
[3] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, ความเปราะบางของโลกหลังยุคสงครามเย็น.กรุงเทพฯ. รัฐศาสตร์สาร,2547 ปีที่ 25ฉบับที่ 2: 25-29
[4] ไสว ด่านชัยวิจิตร. การเมืองโลกในยุคอาณานิคมแบบใหม่ (โลกาภิวัตน์). จุลสารชุมนุมทางออกไทย. ฉบับที่ 8 ปีที่ 2 ธันวาคม 2544- มกราคม, 2545:34-36
[5]ไสว ด่านชัยวิจิตร. การเมืองโลกในยุคอาณานิคมแบบใหม่ (โลกาภิวัตน์). จุลสารชุมนุมทางออกไทย. ฉบับที่ 8 ปีที่ 2 ธันวาคม 2544- มกราคม, 2545:38-40

ปรากฏการณ์ลูกอภิสิทธิชน

ที่มา ประชาไท

บทความโดย “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” เขียนถึงกรณีอุบัติเหตุบนทางด่วนดอนเมืองโทรลเวย์ และการให้ค่ากับชีวิตคนไทย

หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม: ปรากฏการณ์ลูกอภิสิทธิชนกับการทำให้มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนถึง 9 ศพ กับการให้ค่ากับชีวิตคนไทย

ราคาของมนุษย์นั้นไม่เท่ากัน การให้ค่าของสังคมกับมนุษย์นั้นก็มีชนชั้นมาโดยตลอดทั้งที่กางกั้นด้วยฐานะ วรรณะ และชาติตระกูล - คนงานต่างชาติผิดกฎหมาย เด็กขายพวงมาลัย คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้าลูกชิ้นทอดที่มุกดาหาร นักศึกษามหาลัย กับลูกอภิสิทธิชน

ข้าพเจ้าต้องเข้าห้องพิจารณาคดีในคดีที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทโดยบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกเมื่อปี 2548 มีผู้ร่วมนั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีแออัดเต็มห้อง ร่วมกัน 30 คนน่าจะได้ พวกผู้ชายถูกตรวนมือตรวนเท้า เดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีราวกับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ แต่เมื่อฟังการพิจารณาคดี ครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานจากเขมร และพม่า ที่ถูกจัดว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย อีกครึ่งหนึ่งเป็นคดียาบ้า และมีคดีลักทรัพย์แจมมาสองสามคน

สิ่งที่น่าตระหนกจากประสบการณ์วันนั้นคือ ราคาของคนจนนี่มันถูกมากๆ ยาบ้าไม่กี่เม็ดทำให้เขาถูกตัดสินจำคุกกันตั้งแต่ 6 เดือน หนึ่งปี หรือสองปี การตัดสินสูงสุดในวันนั้นคือ 11 ปี สำหรับคดีค้ายาบ้า ในส่วนแรงงานต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายจำนวนไม่น้อยถูกสั่งจำคุก 3 เดือน 6 เดือน มีบางคนถูกขังคุกเกินคำตัดสิน แต่ก็ไม่มีการจ่ายค่าชดเชยจากการถูกขังเกินกำหนด ทุกคนไม่มีทนายความแก้ต่างให้

ข้าพเจ้าพบกับครอบครัวขายพวงมาลัยแถวย่านลาดพร้าวครอบครัวหนึ่งที่คนเกือบ 8 ชีวิตของครอบครัวนี้เลี้ยงตัวเองจากการขายพวงมาลัยมากว่าสิบปี เกือบทุกคนถูกจับโยนเข้าสถานพินิจตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ เข้าแล้ว เข้าอีกคนละปีสองปี เพราะข้อหาขายพวงมาลัย เร่รอน และไม่ได้เรียนหนังสือ มิหนำซ้ำ พวกเขายังเป็นแหล่งเงินอันโอชะของตำรวจที่รีดไถพวกเขาทุกวี่วันมาอย่างยาวนาน ด้วยการเป็นกลุ่มคนไร้สถานภาพและคนชายขอบของสังคม รายได้วันละร่วม 2,000 บาทของทุกคนรวมกัน จะหมดไปในพริบตาถ้าถูกตำรวจรีดไถ

ชะตากรรมของคนจน คนชายขอบ คนงานต่างชาติเหล่านี้ ทำให้นึกถึงกระแสเฟสบุค กรณีของเด็กสาวอายุ 17 ลูกหลานราชสกุลที่มีประวัติย้อนไปถึงรัชกาลที่ 1 และทั้งพ่อและลุงมีตำแหน่งใหญ่โตในวงการทหาร การตื่นของคนเมืองครั้งนี้ ทำเอาหลายคนตื่นตะลึงและพ้อด้วยความไม่เข้าใจว่า เหตุใดการตายของคนเสื้อแดง 91 ศพ กลางเมืองหลวงยังไม่สามารถสะเทือนหัวใจคนชั้นกลางในเมืองหลวงเท่ากับคดีนี้ จนมีคอมเมนต์มากมายทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วยกับปฏิกิริยาชนชั้นกลางครั้งนี้

จริงๆ คดีมันชัดมากคือ คนขับรถยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ขับรถโดยประมาท ทำให้คนเสียชีวิตถึง 9 คน และบาดเจ็บอีก 6 คน เป็นคดีสะเทือนขวัญร้ายแรง และผู้ขับขี่และครอบครัวของเธอต้องรับผิดชอบในการกระทำครั้งนี้ ทั้งทางแพ่งและอาญา ไม่มีประเทศไหนปล่อยให้การประมาณจนการเสียชีวิตอย่างมากเช่นนี้ลอยนวลผ่านไป เพราะมันคือกระจกสะท้อนถึงความรุนแรงบนท้องถนนในอดีต ในปัจจุบัน และที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ถ้าไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาด และเข้มงวด

การพยายามอ้างว่าเด็ก 14-15 ก็ขับรถกันแล้วโดยไม่มีใบขับขี่ เป็นข้ออ้างที่อันตราย เพราะเป็นการสมยอมกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะในทางกลับกันประเทศไทยจะต้องจริงจังกับเรื่องการให้ใบอนุญาตใบขับขี่และตรวจจับและลงโทษผู้ไม่มีใบขับขี่อย่างเข้มข้นมากกว่าที่ผ่านมา ในหลายประเทศ

การจะให้ให้ใบอนุญาตนอกจากกำหนดอายุแล้ว ต้องเข้าโรงเรียนเรียนการขับรถ จนได้ใบอนุญาต แล้วนำมาทำการสอบขับขี่ พร้อมกับจ่ายค่าใบอนุญาตจำนวนแพงโข ต่อใบอนุญาตกันปีต่อปี ทำผิดสามครั้งติดต่อกันถูกยึดใบขับขี่ และพักการให้อนุญาตหนึ่งปีกันเลยทีเดียว

การทำให้เรื่องการขับขี่มีราคาสูง เพราะประเทศนั้นๆ ให้คุณค่ากับชีวิตมนุษย์สูงเช่นกัน และเพื่อทำให้ผู้ขับขี่ตระหนักในอันตรายที่ตัวเขาอาจจะทำให้เกิดขึ้นได้ทั้งกับตัวเอง และที่ร้ายกว่า คือเกิดกับผู้อื่น เช่นกรณีของ น.ส. เอ เป็นต้น

ปรากฏการณ์ของ น.ส. เอ ที่สร้างการตื่นตัวกับคนหาเช้า กินค่ำ จนเฟสบุ๊คที่รณรงค์เรื่องนี้มีสมาชิกถึงกว่าสองแสนห้าหมื่นคนภายในไม่ถึงสัปดาห์ อาจจะเพราะว่าคนเหล่านี้มีชะตากรรมร่วมกับผู้เสียหาย เพราะพวกเขาใช้บริการสาธารณะเช่นกัน และปรากฏการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นความร้ายแรงแห่งการประมาทบนท้องถนน ที่คนที่ตายนั้นอาจจะเป็นเขาและเธอเองก็ได้ ทำให้พวกเขาตระหนักว่าชีวิตอันมีค่าของพวกเขานั้นราคาถูกแค่ไหนถ้าเจอกับคนขับรถที่ไร้วุฒิภาวะเช่น น.ส. เอ นี่จึงอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งของปรากฏการณ์เฟสบุค เพราะพวกเขาตระหนักในภัยที่ถึงตัวพวกเขาได้มากกว่าภัยจากการไม่ร่วมปกป้องและรักษาประชาธิปไตยที่ยาวไกลเกินกว่าเขาจะรู้สึกถึงความเร่งด่วนของปัญหา

ขณะเดียวกันสาธารณชนที่หวาดวิตกว่าคนผิดจะลอยนวลครั้งนี้ ก็เพราะสังคมไทยมีบทเรียนให้ประจักษ์กันมาตลอดถึงศักยภาพแห่งอภิสิทธิชนไทย ที่สามารถเอาตัวรอดไปจากความพินาศที่พวกเขาก่อได้เกือบทุกครั้ง เห็นกันตำตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งถ้าดูจดหมายที่ตอบเป็นทางการฉบับแรกของตระกูล “เทพหัสดิน ณ อยุธยา” เราก็ตระหนักได้ถึงความสมจริงของการกลัวครั้งนี้ เพราะการตอบนี้เป็นการตอบที่เข้าใจหลักกฎหมายอย่างดี ไม่ตอบให้มากความ ไม่ผูกมัดตัวเอง ไม่มีการยอมรับผิด มีแต่คำว่า “เสียใจ” และ “ขอให้เป็นอุทาหรณ์

คำสัมภาษณ์ของแม่เด็ก และพ่อ และลุงของเด็กยิ่งทำให้ความน่ากลัวว่าความเป็นอภิสิทธิชนของพวกเขาจะทำให้ไม่ต้องมีความรับผิดชอบในกรณีนี้ แม่เด็กให้สัมภาษณ์ว่า “เตรียมส่งลูกไปอเมริกา” พ่อและลุง (ซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษากองทัพไทย) บอกว่าจะเคารพกฎหมาย แต่จดหมายตอบของตระกูลนี้ ตอบในนามตระกูล พร้อมตราประทับของราชสกุล แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่า “ทั้งตระกูล” เตรียมพร้อมที่จะปกป้องคนของอภิสิทธิชน

หลายคนสะท้อนว่าถ้าคนขับไม่ใช่ราชสกุล ป่านนี้ต้องเข้าไปอยู่ในห้องขังแล้ว แม้บาดเจ็บ ถ้ายกตัวอย่างกรณีชาวบ้านเสื้อแดงที่มุกดาหาร ก็คือต้องเข้าโรงพยาบาลโดยมีการล่ามโซ่ขาไว้กับเตียงเพื่อป้องกันการหลบหนี

เด็กคนนี้มีโอกาสจะหลบหนีได้มากกว่านักโทษเสื้อแดงมุกดาหารหลายเท่านัก แต่ไม่ถูกจับ ไม่ถูกล่ามโซ่ และมีการนัดแจ้งข้อกล่าวหาข้ามปี นี่ไม่เรียกว่าการได้รับการปฏิบัติอย่างอภิสิทธิชน สองมาตรฐาน และเป็นเรื่องที่สังคมควรกังวล แล้วจะเรียกว่าอะไร

มันไม่ใช่เรื่องว่าเอาเด็กไร้เดียงสา บริสุทธิ์ สำนึกผิดแล้ว สังคมควรเห็นใจและให้อภัย เช่นที่คนเห็นใจเด็กคนนี้นำเสนอกัน แต่เพราะว่าผลจากการปล่อยปละละเลยคือโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ และที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ผลที่ผูกพันถึงการเสียชีวิตปีละหลายหมื่นคนบนท้องถนน แค่เทศกาลใหญ่ๆ ปีละ สองสามครั้งก็คราชีวิตคนปีละร่วมสองพันคน ไหนจะความทุกข์อันมากมายที่เกิดจากครอบครัวของผู้สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บ พิกลพิการ สูญเสียงาน สูญเสียรายได้ ที่เคยทำอีกล่ะ และไหนจะความสูญเสียทางตรงเรื่องความเสียหายทั้งรถยนต์ และทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งทรัพยากรของชาติสำคัญๆ ต้องเสียไปเพราะความหย่อนยานเรื่องวินัยจราจร

ผลที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาสู่มาตรการคุ้มเข้มบนท้องถนน และวินัยจราจร การสอบใบขับขี่และการให้ใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกเช่นกันว่า พื้นที่บนท้องถนน เป็นพื้นที่ที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่า เป็นแหล่งคอรัปชั่นใหญ่ของตำรวจผู้มีหน้าที่กำกับกฎหมายเช่นกัน และระบบ “พ่อกูหย่าย” ก็ทำให้ตำรวจชั้นผู้น้อยทำอะไรไม่ได้มากที่ผ่านมาเช่นกัน

มองไปข้างหน้าปรากฏการณ์เด็กอายุ 17 ขับรถโดยประมาท ทำให้คนเสียชีวิตถึง 9 คน คือการต้องวางมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่องกฎ ระเบียบ การวินัยการจราจรบนทางหลวง ถ้าเป็นหลายประเทศ กรณีนี้อาจจะต้องทำให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาปัญหา และช่องโหว่กันเพื่อเสนอทางแก้ไขกันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเด็กและครอบครัวเด็กต้องร่วมรับผิดชอบอย่างเต็มที่ การประมาณที่นำชีวิตของคนถึง 9 คน ไม่สามารถถูกทำให้ปล่อยผ่านไปได้ เป็นความสูญเสียที่ไม่ใช่คำว่าเสียใจ และเป็นอุทาหรณ์ ก็เพียงพอแล้ว แต่การรับโทษจำเป็นต้องมี การจ่ายค่าเสียหายชีวิตคนที่มีค่าในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน หรืออาจจะมากกว่าจำเป็นต้องมีเช่นกัน เพราะหลายคนที่เสียชีวิตไปนั้น ได้ใช้ทรัพยากรของครอบครัว ของชาติ และของโลกเพื่อพัฒนาตัวเองจนจบปริฯญาเอก ปริญญาโท และกำลังจะจบอีกหลายคน เป็นการสูญเสียทรัพยากรที่ต้องชดเชยและต้องชดใช้เช่นกัน

ราคาแห่งโศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงสูงมากทั้งกับครอบครัวอภิสิทธิชน ที่คนกว่าสองแสนห้าจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิดและไม่ปล่อยให้ลอยลำไปได้ ราคาของครอบครัว 9 คน ที่เงินล้าน สิบล้าน หรือร้อยล้าน ไม่สามารถทดแทนความสูญเสียและความเจ็บปวดในหัวใจของพวกเขาได้

หนทางที่จะนำไปสู่การไร้ข้อครหาในคดีนี้คือ คือการทำให้กระบวนการยุติธรรมมันก่อเกิด และการทำให้การเสียชีวิตครั้งนี้นำสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นหลักประกันว่าชีวิตคนที่มีค่าเช่นเขาเหล่านี้จะไม่ต้องเส้นสังเวยบนท้องถนนเพราะความหย่อนยานทางกฎระเบียบการจราจร เพระคนไม่มีวุฒิภาวะและไม่มีใบอนุญาตขับขี่อีกต่อไป และเมื่อนั้นคำว่า “ขอให้เป็นอุทาหรณ์” จะออกมาเอง ไม่ใช่จากคอรบครัวผู้กระทำผิด แต่จากครอบครัวของผู้เสียหาย และสาธารณชน

บันทึกของวิสา คัญทัพ ฉบับที่ 8: ปีใหม่ 2554 ต่อสู้ด้วยภูมิความรู้และสติปัญญา “ขอเพียงพวกเรา ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น”

ที่มา ประชาไท

ปีใหม่ 2554 มีเรื่องที่ต้องพูดคุยเขียนลงบันทึกฉบับที่ 8 อยู่บางข้อบางประเด็น ผมหลบเร้นการไล่ล่าอย่างอยุติธรรมจากรัฐบาลเผด็จการจะครบแปดเดือนในเดือนมกราคม ขณะปัจจุบัน นปช. เปลี่ยนผู้นำจากประธานวีระ มุสิกพงศ์ มาเป็น รักษาการประธาน นปช. ธิดา ถาวรเศรษฐ์

แกนนำ นปช.หลายคนถูกคุมขัง หลายคนถูกข่มขู่คุกคามตามล่า แดงบางขบวนยังคงถกเถียงกันเรื่องแนวทางการต่อสู้ มีข่าวจะให้ประกันตัวแกนนำบางคน แต่ก็เล่นเล่ห์มาตลอด อย่างไรก็ตาม ปีใหม่นี้ ผมมีบทกวีมาฝาก เริ่มต้นที่บทกวีก่อนเลย

ปีเก่า.. เศร้าที่สุดในโลก โศกสลด ปีเก่า.. รันทด อนาถา

ปีเก่า.. เลือดนองท่วมน้ำตา ปีเก่า.. ทหารฆ่าประชาชน

ปีใหม่.. ไม่เลิก การไล่ล่า ปีใหม่.. การฆ่า ยังเข้มข้น

ปีใหม่.. ยังได้เห็น เกมเล่นกล ปีใหม่.. มืดมนอนธกาล

ปีใหม่.. ไทยนี้ ไม่รักสงบ ปีใหม่.. ไทยรบกันร้าวฉาน

ปีใหม่.. วิกฤติ ยังพิสดาร ปีใหม่.. อีกนาน ยังทระนง

ปีใหม่.. ให้รักสามัคคี ปีใหม่.. เดินให้ดี อย่าพลัดหลง

ปีใหม่.. บากบั่น มั่นคง ปีใหม่.. ชูธง สู้ต่อไป

ปีใหม่.. จิตใจ ไม่เปลี่ยน ปีเก่า.. บทเรียน ยิ่งใหญ่

ปีเก่า.. ฝังแค้น แน่นใน ปีใหม่.. ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น.

ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น คือ หากเป้าหมายยุทธศาสตร์เดียวกันต้องหลากหลายวิธีการ อย่าจำกัดและดูถูกดูแคลนยานพาหนะที่จะนำพาไปถึงจุดหมายของกันและกัน ควรสรุปบทเรียนและทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ผิดพลาดต้องยอมรับและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก บางคนว่า “อย่าก้าวช้ากว่ามวลชน” ปัญหาคือ “มวลชนส่วนใหญ่” หรือมวลชนที่ก้าวหน้าจำนวนหนึ่งที่ไปก่อนร้อนวิชา

สภาพความเป็นจริงทางภววิสัยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่พลิกผัน น้ำลดจึงรู้ว่าตรงไหนเป็นดอนเป็นเกาะ ตรงไหนเป็นตอ หลักยึดของคนเสื้อแดงที่ต้องการความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริงคือธาตุแท้ที่แข็งแกร่งและแน่วแน่กว่า ซึ่งที่สุดก็จะก้าวข้ามผ่านข้อหาสามานย์อันท้นท่วมด้วยจริตมายาของกลุ่มปฏิกิริยาขุนศึกศักดินาอำมาตย์ ที่ว่า คนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณ มาเป็น คนเสื้อแดงสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม โดยมีทักษิณเป็นคนหนึ่งในแนวร่วม เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตยเช่นกัน ตรงนี้ หากเราทำให้ดีระยะผ่านดังกล่าวก็จะสั้นลง เราต้องทำให้คนส่วนใหญ่เกินห้าสิบ หรือหกสิบ หรือเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศเห็นด้วยและสนับสนุนคนเสื้อแดง

เวลานี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใกล้ปิดม่านการแสดงโดยสมบูรณ์แล้ว ชุมนุมที่ไหนก็ไม่มีคน (เพราะคนมาจากกำลังของพรรคการเมืองที่ชื่อประชาธิปัตย์) ที่ดิ้นที่ดันทุรังกันสุดแรงนี้เป็นเฮือกสุดท้าย หลายคนในพันธมิตรฯ คิดไม่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งของพวกเขายอมรับว่า เสื้อแดงไม่ได้รับความเป็นธรรม มีสองมาตรฐานจริง ยอมรับว่ามีส่วนของคนเสื้อแดงที่สู้เพื่อประชาธิปไตยโดยใช้สันติวิธีจริง ติดใจก็เพียงข้อความรุนแรงที่เขาคิดว่ามีเสื้อแดงบางส่วนกระทำ และเรื่องสู้เพื่อทักษิณเท่านั้น แต่สองข้อหลังไม่ใช่สาระสำคัญเพราะเป็นความเท็จซึ่งท้ายที่สุดแล้วจักพิสูจน์ได้จากสัจจะแห่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไม่ต้องพูดถึง พวกพันธมิตรฯเรียงหน้าออกมาโจมตีประณามหน่วงหนักล้ำหน้ากว่าคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป ที่น่าสังเกตก็คือ น้ำเสียงที่ออกมาดับเครื่องชนหลังจากที่ชื่นชมเชียร์กันมาก่อนมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆพันธมิตรฯในฐานะมือจุดชนวนป่วนความรุนแรงวันนี้ดูจะด้านและก็เดี้ยงไปเสียแล้ว ล่าสุด พนิช วิกิตเศรษฐ์,วีระ สมความคิด กับพวกรวมเจ็ดคน บุกรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาเพื่อสร้างสถานการณ์ปลุกความคลั่งชาติก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง กลับต้องนอนคุกเขมรแทน โดยจำนนด้วยคลิปวิดีโอที่เป็นหลักฐานชัดเจนจากคำพูดของพนิชเองว่าตั้งใจบุกล้ำเข้าไปในดินแดนเขา ซึ่งคนสำคัญในรัฐบาลต่างออกปากว่าคงช่วยลำบาก

ปัญหาจึงอยู่ที่ฝ่ายเรา จะเดินต่อไปอย่างไร จะปรับขบวนอย่างไร

องค์กรเสื้อแดงต่างๆอันหลากหลายจะขยายกำลัง ขยายความคิดจิตสำนึก ร่วมไม้ร่วมมือ สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยยึดเอาเป้าหมายยุทธศาสตร์เป็นตัวตั้ง ในส่วนของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เดินหน้าปรับขบวนไปก่อนแล้ว อย่างน้อยๆก็ได้จัดตั้งคณะแกนนำชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ไม่ให้เกิดสภาพว่างไร้การนำ แม้ในระยะแรกๆจะมี “การป่วน” จากทั้งฝ่ายผู้หวังดีและไม่หวังดีทำให้เสียรูปขบวนไปบ้างก็ไม่มีผลอะไร เพราะ “คนลองของ” บางคนอาจยังไม่รู้จัก “ความแกร่งแข็งกล้า” และความเป็นตัวจริงเสียงจริงของนักสู้อย่างอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ต่อเมื่อได้ถูกสัมภาษณ์และแสดงทัศนะออกทางสื่อ ภาพความสมบูรณ์พร้อมในฐานะการนำก็เปล่งประกายปรากฏทั้งภูมิรู้และประสบการณ์ อันที่จริงเรื่องความสามารถของ อ.ธิดา เป็นที่ทราบกันดีในหมู่แกนนำ นปช. ซึ่งได้ร่วมประชุมกันเป็นประจำต่อเนื่องตลอดมาหลังถูกสลายการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนเมษายน ปี 2552 และรูปคณะกรรมการแกนนำของ นปช. ดังกล่าว แม้จะมิใช่การนำแบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ แต่ก็สามารถลดทอนระบบดำเนินการที่ไม่ใช้เหตุผลลงได้บ้าง เพื่อให้เห็นภาพผู้นำ นปช. คนใหม่แจ่มชัดยิ่งขึ้น เราลองไปฟัง “การป่วน” ด้วยคำถามบางคำถามต่อไปนี้

คุณทักษิณชินวัตรยอมรับที่คุณธิดาขึ้นมาเป็นรักษาการประธานนปช.หรือไม่

มันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณทักษิณ อาจารย์แคร์ชาวบ้าน ประชาชนรักอาจารย์หรือเปล่า คุณทักษิณ ไม่เกี่ยว เพราะเชื่อว่าทักษิณ ต้องฉลาดพอว่าบทบาทแกทำอะไรได้แค่ไหน และแกต้องรู้จักคนอย่างอาจารย์ หรือหมอเหวง ว่าเป็นคนแบบไหน ประวัติเป็นแบบไหน อีกด้านหนึ่งอาจารย์เคยเจอคุณทักษิณ เขาเป็นคนชอบพูด แกพูดว่าไงรู้ไหม อาจารย์ถามแกว่ารู้สึกอย่างไร ท้อถอยไหม แกบอกว่า เพราะการต่อสู้ ประชาชนทำให้แกสดชื่นอยู่ตลอดเวลา คือมันตรงข้ามไม่ใช่แกมาช่วย แน่นอนแกอาจจะเชื่อส่วนตัวว่าประชาชนมาสู้เพื่อแก แต่มีส่วนหนึ่งคนที่เขารักแกก็มี แต่การต่อสู้ของประชาชน คือน้ำหล่อเลี้ยงเขาน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจคุณทักษิณ

ภารกิจ 4 ข้อของประธาน นปช.หญิงคนใหม่

เหตุผลการที่มารับหน้าที่รักษาการประธาน นปช. นั้นถือเป็นหน้าที่และความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ที่ต้องปรับบทบาททางวิชาการมานำมวลชน แล้วก็เป็นการส่งสัญญาณครั้งใหญ่จากแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำว่าหลังจากนี้คนเสื้อแดงจะต่อสู้ด้วยภูมิความรู้และสติปัญญา โดยมีภาระหน้าที่สำคัญคือ

1. การรณรงค์เพื่อให้ปล่อยตัวแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบให้ได้รับอิสรภาพ การประกันตัวเพื่อดำเนินคดีอย่างมีนิติรัฐ นิติธรรม

2. ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัวตลอดจนการประกันตัวและต่อสู้คดี

3. เรียกร้องความยุติธรรมและการใช้กฎหมาย มาตรฐานเดียวกันและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

4. ยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้

สรุปสุดท้ายในส่วนของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินที่ได้ปรับขบวนรุดหน้าไปแล้ว ด้วยคำพูดของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ดังนี้

"เราจะพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ถ้าเราพูดอะไรแล้วมันให้โทษกับประชาชน หรือไปเข้าทางคนที่เป็นอุปสรรคขัดขวางประชาชนจะไม่พูด ไม่ต้องการพูดเพื่อสำแดงโวหารว่า เราเป็นคนเก่งหรือก้าวหน้า คำพูดของเราจึงต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์เท่านั้น"

ด้วยรักสามัคคี ผมขอฝากคำพูดนี้ไปยังคุณสุรชัย แซ่ด่านมิตรที่เคารพด้วย โดยวุฒิภาวะที่ท่านมี หากไตร่ตรองก่อนพูดได้จะดียิ่ง

คราวนี้มาพูดในส่วนของพรรคเพื่อไทยบ้าง มีความพยายามจะปรับโครงสร้างการนำของพรรคอยู่บ้างเช่นกัน แต่ทว่ายังติดขัด เพราะพรรคผูกพันยึดโยงกับ ทักษิณ ชินวัตร การจะขยับไปทางไหนอย่างไรจึงต้องเป็นไปโดยที่ท่านทักษิณต้องเห็นดีเห็นงามด้วย ดังที่ จาตุรนต์ ฉายแสง ออกมาแสดงทัศนะว่า

การใช้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เป็นเรือนตาย เป็นสิ่งจำเป็น แต่ทว่า ทั้งพรรคและตัว ส.ส. ต้องทำงานเชิงรุกและเชิงลึกต่อประชาชนด้วย จะว่าก้าวข้ามคุณทักษิณ หรือให้ตัดประเด็นเรื่องคุณทักษิณไปเลยก็ไม่เชิง พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมโยงกับคุณทักษิณ ซึ่งเป็นความจริงที่ใครๆ ก็รู้ คุณทักษิณได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองไว้มาก เป็นกำลังสำคัญของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นคนที่เคยคิดนโยบายดีๆ ได้มาก คงจะยังสามารถช่วยคิดนโยบายดีๆ ได้ ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ให้ตัดคุณทักษิณออกไป หรือปฏิเสธ แต่ว่าจะวางคุณทักษิณอยู่ตรงไหน จัดความสัมพันธ์อย่างไร จะเสนอเรื่อง จะพูดถึงคุณทักษิณอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องคิด

ถ้า ชูนโยบายเอาคุณทักษิณกลับบ้านแบบดิบๆ (หยุดคิด) โดยไม่บอกว่าเอากลับมาวิธีไหน กลับมาเพื่อทำอะไร (นิ่งคิด) มันก็ไม่โดนใจคนมากนัก การที่คุณทักษิณจะกลับเมืองไทยได้หรือได้รับความยุติธรรม ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน แล้วคุณทักษิณคงได้ความเป็นธรรมมากกว่าปัจจุบัน การนำเสนอในลักษณะนี้ผมคิดว่าคนทั่วไปจะรับได้มากกว่า แต่ถ้าชูเป็นประเด็นแคบๆ และไม่มีรายละเอียด ไม่รู้วิธีการ ไม่ว่าจะเกิดผลอะไรอย่างไร คนที่เป็นพวกเดียวกันแท้ๆ ก็รับได้ ก็ชอบใจ แต่คนที่ห่างออกไป คนที่เขาไม่สนใจประเด็นนี้ เขาอาจจะไม่รับ"ในยุทธศาสตร์ที่จะสามัคคีกับกลุ่มต่างๆ ถ้าไปเน้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากไป เช่น เน้นเสื้อแดงมากเกินไป เน้นเอาคุณทักษิณกลับเมืองไทยมากเกินไป มันก็จะแคบ เสื้อแดงน่าจะมีคนเป็นล้าน เรื่องที่ต้องทำให้เสื้อแดงสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ต้องทำแน่นอน แต่ต้องไม่ให้คนรู้สึกว่าเอาแต่เสื้อแดง หรือเสื้อแดงเป็นผู้กำหนดพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคนส่วนที่เหลือซึ่งมันมากกว่า เวลาเราเลือกตั้งเราต้องพูดถึงคน 19 ล้าน ทำให้อย่างไรให้คน19 ล้านมาเลือก ซึ่งคน 19 ล้าน มันเยอะกว่าเสื้อแดงมาก

คงต้องบอกว่า นี้เป็นข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ และเป็นข้อเสนอของมิตรต่อมิตร ที่มากด้วยความระมัดระวังคำพูดคำจา เป็นความเห็นที่น่ารับฟัง น่าคิดต่อ เพราะอย่างไรเสียในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ควรต้องรีบปรับขบวน ปรับได้เร็วเท่าไรก็จะเป็นฝ่ายรุกในการกระทำทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังเพื่อรองรับ “กรณีสถานการณ์เปลี่ยน” ไว้ล่วงหน้า ซึ่งหมายถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทย อันที่จริง เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกันด้วย “เสียงดัง” เช่นนี้ ข้อเสนอต่างๆควรพูดคุยกันภายในได้ด้วย “เสียงเงียบ” โดยคัดกรองเอาคนที่มีความคิดความอ่านในแบบคนที่ “คิดเป็นวิเคราะห์เป็น” มาปรึกษาหารือกัน

เมื่อการเลือกหัวหน้าพรรค หรือผู้นำพรรคยังไม่พร้อมก็ควรจัดตั้งคณะบุคคลที่ “คิดเป็นวิเคราะห์เป็นทำงานเป็น” ขึ้นมาสักชุดหนึ่ง เป็นกรมการเมืองระดับบน ถกเถียงค้นคว้าหาข้อสรุปเพื่อกำหนดเป็นแนวทางและเข็มมุ่ง ตลอดจนนโยบายของพรรคที่ชัดเจน ให้รู้กันภายในว่าจะเดินไปอย่างไร หรือจะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากวันนี้พรรคเพื่อไทยยังเคว้งคว้างปราศจากการนำที่แน่นอน ปล่อยสภาพเป็นปัจเจกบุคคลที่ถนนทุกสายมุ่งตรงสู่ ท.ทักษิณอดทน เราก็จะตกอยู่ในห้วงแห่งชะตากรรม เป็นการต่อสู้ตามเวรกรรม พึ่งพาไสยาศาสตร์ เสียโอกาสที่จะเป็นฝ่ายกระทำเพื่อฉวยคว้าเอาชัยชนะมาตามลำดับขั้นอย่างที่ควรเป็น

วงดนตรีวงหนึ่ง เมื่อบรรเลงบทเพลงเพลงหนึ่ง นอกเหนือจากบรรเลงเพลงด้วยความรัก ด้วยอารมณ์ความรู้สึก ปีติสุขแล้ว ทั้งวงยังต้องสามัคคีกันบรรเลงอย่างมีระบบ และเป็นระเบียบด้วย ต้องกลมกลืนผสมผสาน รับส่งกันอย่างมีจังหวะจะโคน สอดคล้องต้องกันในท่วงทำนอง ดำเนินพลิ้วไหวเท่าทันกันไปในเร็วหรือช้า ทุกเครื่องดนตรีมีความสำคัญ ไม่เกี่ยวว่าจะเล่นน้อยเล่นมาก แต่เกี่ยวกับเล่นได้ถูกต้อง ก็จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับบทเพลงทั้งหมดในทันที เป็นเช่นนั้นไปจนจบเพลงจนได้รับเสียงปรบมืออันกึกก้องจากผู้ฟัง ขบวนการประชาธิปไตยของประชาชนไทยในวันนี้ก็ต้องการขบวนทัพที่บรรเลงบทเพลงได้ประดุจวงดนตรีวงหนึ่ง บรรเลงด้วยความรัก ภูมิความรู้ และสติปัญญา

หวังว่า ปี 2554 จะเป็นปีที่คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จในการปรับขบวนได้ในไตรมาสแรก

(บันทึกเขียนเสร็จวันที่ 4 มกราคม 2554)