ที่มา thaifreenews
โดย namome
Jack Sparrow
เพื่อความเข้าใจในสาระของการเข้าร่วมชุมนุมวันนี้ โปรดดูคลิปนี้ก่อนครับ
08 01 54 คอลัมป์อัพเดต
http://www.youtube.com/watch?v=cWmDL1FQP68&feature=player_embedded
ข้อสรุปจากคลิป :
1. ปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำและผู้ชุมนุม
2. ความเป็นธรรมต่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ
3. การชุมนุมวันนี้ (9 มค. 54) จะเป็นการเคลื้่อนไหวใหญ่ครั้งแรก หลังเลิก พรก.
4. การเคลื่อนไหว พร้อมกับแนวร่วม กลุ่ม 24 มิย. และ กลุ่ม บก.ลายจุด
5. ใช้เครื่องขยายเสียงได้
6. รายละเอียดของโครงสร้างองค์กรคนเสื้อแดง (กลุ่ม นปช) และเฟ้นหาแกนนำรุ่นใหม่
http://www.internetfreedom.us/thread-8660.html
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, January 9, 2011
ดูคลิปรายการ คอลัมน์อัพเดต ก่อนไปชุมนุมวันนี้
เห็นป้ายนี้ อย่าลืม ร่วมลงชื่อเป็นพยาน "การสังหารหมู่ที่กรุงเทพมหานคร"
ที่มา thaifreenews
โดย namome
nuufon
ฝากกระจายข่าวด้วยค่ะ :
สำนักกฏหมาย robert amsterdam ตามหาพยานที่เห็นเหตุการณ์
"การสังหารหมู่ที่ กรุงเทพมหานคร"
ในวันที่ 10 เมษา 2553 ราชดำเนิน และ 13 - 19 พ.ค. 2553 ราชประสงค์
โดยท่านที่เห็นเหตุการณ์ หรืออยู่ในเหตุการณ์ ทหารยิงประชาชน สไนเปอร์บนตึก
การพยายามตั้งใจฆ่าของทหาร หรืออยู่ในเหตุการณ์ที่ทหารฆ่าวีรชน
ท่านสามารถลงชื่อร่วมเป็นพยานได้ที่ หน้าเมคโดนัล สตรีวิทในวันที่ 9 มค. (ก่อนเคลือนพล)
และ หน้าเมคโดนัล ราชประสงค์ ในวันที่ 9 มค. (หลังเคลื่อนพล)
รายชื่อพยานที่ร่วมลงชื่อทั้งหมด จะเก็บเป็นความลับ !
ฝากกระจายข่าวด้วยค่ะ
ps .. สำหรับท่านที่อยู่ในคลิปเหตุการณ์ หรือภาพถ่าย ฝากนำคลิปหรือภาพมาประกอบด้วยน่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
http://www.internetfreedom.us/thread-8633.html
เริ่มจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสุดทางราชประสงค์….สด
ทีมา thaifreenews
โดย fee-faw-fun
เริ่มจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสุดทางราชประสงค์….สด
หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงและพาหนะรถต่างๆ มุ่งหน้าเข้าร่วมกิจกรรมที่
จะมีขึ้นวันนี้ ถึงจะไม่ได้เดินทางในเส้นทางที่ยาวไกล แต่เป็นเส้นทางก่อให้เกิดในรูปแบบด้านกิจ
กรรมอันต่อเนื่อง ยากที่อำนาจที่แฝงตัวในเงามืด เงาสว่าง ซุ่มเงียบ จะมากระทำการใดใดได้ และ
คงต้องหวั่นไหวทั้งกายและใจ จนไม่เป็นปรกติสุข
อย่าได้ลืมเด็ดขาด ใครที่มีรูป ภาพนิ่งและคลิ๊บวีดีโอที่ถ่ายเห็นทะเฮี้ยยิงปืนมาจากด้านบนอาคาร
ต่างๆช่วง 10 เมษา-19 พฤษภาอำมหิต ก็ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่กำลังรอรับข้อมูลดังกล่าว เพื่อ
นำไปให้ทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมทนายของพวกท่าน ในการนำไปใช้ประกอบเป็นพยานบุคคลใน
คำฟ้องของศาลอาญาระหว่างประเทศ
การถ่ายทอดวันนี้ เว็บไทยว๊อยซ์ของคุณบังสุกุล เป็นรีดเดอร์ในการถ่ายทอดทั้งสิ้น ขอ
ยกเครดิตที่มงานถ่ายทอดและผู้สนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือในการถ่ายทอดครั้งนี้ด้วย
ที่มา http://speedhorsetv.blogspot.com/ ( tv2) ด้านบน
และ
ที่มา http://thaivoice.org/ (tv2) ด้านบน
ขอเชิญร่วมการสานเสวนา: "ทางออกประเทศไทย-ในทัศนะประชาชน" ครั้งที่3
ที่มา thaifreenews
โดย Palrak
ขอเชิญร่วมการสานเสวนา :
"ทางออกประเทศไทย-ในทัศนะประชาชน" (ครั้งที่ 3)
วิทยากร
ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น สว.กาฬสินธ์ 2543-2549
คุณบุญเลิศ เทวเส ปราชญ์ชาวบ้าน จากจังหวัดกาฬสินธ์
อาจารย์ วันชัย พรหมภา – นักวิชาการอิสระ
ทนายสมพร มูสิกะ - นักวิชาการด้านกฏหมาย
ผู้ดำเนินรายการ : ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น – ส.ว. 2543-2549
วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2554 เวลา 13.00-16.00น.
สถานที่
สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ อิมพีเรียล ลาดพร้าว
ผู้เข้าร่วมการสัมมนา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (พิเศษเพียง 30 ท่านเท่านั้น)
หมายเหตุ - สำรองที่นั่งและสอบถามเส้นทาง ได้ที่ โทร. 083-705-1234; 083-706-1234
สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่ www.facebook.com/drwiboon


เกมเสี่ยงของ "อภิสิทธิ์"
ที่มา มติชน
โดย สรกล อดุลยานนท์
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 มกราคม 2553)
ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี "น้าชาติ" มีกลุ่มที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกเป็น "มันสมองส่วนตัว"
ทำหน้าที่คิด และทำงานลับบางอย่าง รายงานตรงกับ "น้าชาติ"
นายกรัฐมนตรีในแต่ละยุคก็มี "ทีมส่วนตัว" ที่ทำหน้าที่หาข้อมูลทางลับ
ถามว่า "จำเป็น" หรือไม่
ตอบได้เลยว่า "จำเป็น"
เพราะคนระดับ "นายกรัฐมนตรี" ควรต้องมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งเพื่อถ่วงดุลข้อมูลจากฝ่ายราชการ
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็เช่นกัน
เพียงแต่ "จุดอ่อน" ของ "อภิสิทธิ์" คือ รู้จักคนน้อย
เขาไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก และบุคลิกค่อนข้างปิดตัว ทำให้มีเพื่อนน้อย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในเมืองไทย
ยิ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งสำคัญ
ดังนั้น ทีมงานส่วนตัวของ "อภิสิทธิ์" จึงค่อนข้างจำกัด
มีบางส่วนเป็น ส.ส.หนุ่ม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มไฮโซ "นักเรียนนอก"
อย่างเช่น "ศิริโชค โสภา" และ "พนิช วิกิตเศรษฐ์"
ในเรื่อง "ข้อมูล" ทีมนี้ไม่มีปัญหา เพราะเป็นคนฉลาด
แต่เรื่อง "การหาข้อมูล" ซึ่งเป็นเรื่อง "ประสบการณ์"
ทีมงานของ "อภิสิทธิ์" ...มีปัญหามาก
เมื่อครั้งที่ "ศิริโชค โสภา" ไปคุยกับ "วิคเตอร์ บูท" ในเรือนจำ เพื่อหาข้อมูลเรื่องการค้าอาวุธว่าเกี่ยวพันกับ "ทักษิณ ชินวัตร" หรือไม่
"อภิสิทธิ์" เกือบพลาด
เขาลืมไปว่ากรณี "วิคเตอร์ บูท" นั้นเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย
เมื่อ "บูท" ปูดข่าวว่า "ศิริโชค" แนะนำตัวเองว่าเป็น "ผู้ช่วยรัฐมนตรี" และยื่นเงื่อนไขต่อรองบางประการ ฝั่งรัสเซียก็ไม่พอใจ
โชคดีที่ไม่มีใครอัดเทปการสนทนา "อภิสิทธิ์" จึงรอดตัวไป
เพราะ "ศิริโชค" อ้างว่าเขาไปเป็นการส่วนตัว
"อภิสิทธิ์" ไม่รู้และไม่เกี่ยว
แต่กรณี "พนิช วิกิตเศรษฐ์" ไม่ใช่
เพราะมีหลักฐานวิดีโอการโทรศัพท์คุยกับเลขานุการส่วนตัวของ "พนิช" ที่บอกว่า "อย่าให้ใครรู้นะ เพราะมีนายกฯรู้อยู่คนเดียว"
งานนี้ "อภิสิทธิ์" จึงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย
นี่คือ ความผิดพลาดในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศระดับ "กิ้งกือตกท่อ" ของ "อภิสิทธิ์" แล้ว
ไม่มีใครนึกว่า "อภิสิทธิ์" จะใช้ "น้ำมัน" ดับไฟ
รู้ว่า "ฮุน เซน" รู้สึกอย่างไรกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ "วีระ สมความคิด" แต่ "พนิช" ก็ยังบุกเข้าพื้นที่พร้อมกับ "วีระ-แซมดิน" อีก
ไม่แปลกที่มีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มย้อนคิดถึงกรณี "ศิริโชค-วิคเตอร์ บูท"
จริงหรือที่ "อภิสิทธิ์" ไม่รู้เรื่อง???
สมมุติว่า "อภิสิทธิ์" รู้เรื่อง และมีใครอัดเทปการสนทนาระหว่าง "ศิริโชค" กับ "บูท" ไว้ และมีการเผยแพร่
ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
"รัสเซีย" จะรู้สึกอย่างไรกับประเทศไทย
การเล่นอะไรเสี่ยงๆ อาจถือเป็นเรื่องส่วนตัวของ "อภิสิทธิ์"
ถ้าเขาไม่ใช่ "นายกรัฐมนตรี" ของเมืองไทย
เพราะ "ประเทศ" ...เสี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่ต้นปี 'มาร์ค'งานเข้า
ที่มา ข่าวสด
กรณี นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และคณะคนไทยรวม 7 คน ไปถูกจับกุมในเขต พื้นที่กัมพูชา
ทำให้เส้นทางของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในการก้าวข้ามปีเสือไฟเข้าสู่ปีกระต่าย เกิดความขลุกขลักไม่ราบรื่นตามแผน การที่วางไว้
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อุตส่าห์จัดคิวออกทีวีแถลงแผนปฏิรูปประเทศไทย 4 ด้าน หวังสร้างความฮือฮาเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ให้กับคนไทย
แต่ปรากฏว่าถูกข่าวนายพนิช กลบเสียสนิท
แถมนายอภิสิทธิ์ ยังต้องเปลืองตัวกับคลิป 'นายกฯรู้คนเดียว' ที่มีมือดีปล่อยออกมาทางยูทูบ ทั้งฉบับย่อ 4 นาทีกว่าๆ และฉบับเต็มยาว 20 นาที
ผลักดันให้ไม่เฉพาะรัฐบาลแต่รวมถึงประเทศไทยทั้งประเทศต้องตกเป็นเบี้ยล่างทางฝ่ายกัมพูชาทันที
จาก 'คลิปพสิษฐ์' ในช่วงคดียุบพรรค มาถึง'คลิปพนิช'กรณีกัมพูชา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การ นำของนายอภิสิทธิ์ พลาดพลั้งเสียรังวัดไปไม่น้อย
ที่สำคัญกรณี 7 คนไทยไม่ว่าจะตั้งใจหรือพลัดหลงเข้าไปให้ทหารกัมพูชาจับกุม
ยังมีผลทำให้ความสัมพันธ์สองประเทศที่ไม่ค่อยลงรอยกันอยู่แล้ว จากเรื่องปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนตามแนวชายแดนที่ยังเคลียร์กันไม่ได้ ย่ำแย่หนักเข้าไปอีก
ตอกย้ำให้เห็นรัฐบาลชุดนี้ขาด แคลนทักษะในการผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน
ขณะที่อีกมุมหนึ่งของเรื่องที่เกิดขึ้นยังเป็นเครื่องยืนยันว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เปลี่ยนสถานะจากมิตรมาเป็นศัตรูกันแล้วโดยสิ้นเชิง
ความไม่รอบคอบไม่รู้คิดของนายพนิช ยังเป็นการเปิดช่องให้พรรคฝ่ายค้านและคนเสื้อแดงฉวยโอกาสนำมาขยายผล สอยกระโดงคางรัฐบาลแบบเต็มๆ ในห้วงเวลาการต่อสู้ 'ยกสุด ท้าย' ทางการเมือง
ก่อนการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
บรรยากาศการเมืองต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว
หลังจากนายกฯอภิสิทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยุบสภาก่อนรัฐบาลครบวาระอย่างแน่นอน
โดยผูกติดไว้กับ 3 เงื่อนไขเดิมคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย
ขณะเดียวกันก็มีข่าวออกมาขยายในรายละเอียดว่ารัฐบาลวางแผนที่จะยุบสภาในช่วงกลางปีหรือราวเดือนพ.ค.-มิ.ย. โดยเน้นไปที่เงื่อนไขเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เพราะตามขั้นตอนถ้าหากร่างแก้ไขผ่านที่ประชุมรัฐสภาวาระ 2-3 แล้วเสร็จในเดือนมี.ค. ก็ยังต้องใช้เวลาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกประมาณ 2-3 เดือน ถึงจะยุบสภาจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้
กับอีกกระแสหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้คือข่าวว่ารัฐบาลอาจเล่นเกมยื้อ
ลากเวลาการปล่อยมือจากอำนาจออกไปนานกว่านั้น เพื่อจัดทำงบประมาณปี 2555 รวมถึงการจัดทำโผโยกย้ายข้าราชการประจำปีในเดือนก.ย.อีกรอบ
เพื่อกุมความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
กระนั้นก็ตามแผนดังกล่าวใช่ว่าจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว เพราะต้องยอมรับว่าตลอดเส้นทางการอยู่ในอำนาจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้น ได้ทำลายมิตรและสร้างศัตรูเพิ่มไว้มากมาย
กองทัพเองก็เริ่มหวาดระแวงรัฐบาล ปล่อยให้เป็นแพะรับบาปจากเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค.53
ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะได้ยัดเยียดข้อหา 'ขายชาติ' ให้กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไปแล้วจากกรณีปราสาทเขาพระวิหารและกรณี 7 คนไทยถูกทางการกัมพูชาจับกุม
และล่าสุดกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังกลายเป็น 'ศึกใน' ระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีพรรคฝ่ายค้านคอยยืน'เสี้ยม'อยู่ข้างเวที
หลายคนประเมินว่าข้อแตกแยกทางความคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
จนทำให้แผนลากยาวอำนาจของใครบางคนไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ
นับตั้งแต่เหตุการณ์ปราบม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค.53 จนมีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน
กระแสรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็วูบวาบเจียนอยู่เจียนไปมาตลอด
กระทั่งผ่านพ้นคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มาได้ 2 คดีซ้อน แม้จะมีข้อกังขาจากสังคมแต่รัฐบาลก็ดูเหมือนจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
ทยอยปล่อยนโยบายประชาวิวัฒน์ออกมาเป็นระลอกใหญ่เพื่อเอาใจชาวรากหญ้า ทั้งยังแสดงอาการมือเติบขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการทั้งระบบ ตลอดจนนักการเมืองส.ส. ส.ว. ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา
ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะไปได้ด้วยดีสำหรับรัฐบาล ถ้าไม่ดันมาเกิดเรื่องนายพนิช และความขัดแย้งกับพรรคร่วมในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาเสียก่อน
นอกจากนี้ยังมีนักวิเคราะห์การเมืองอีกส่วนหนึ่งมองว่า ถึงรัฐบาลหวังว่าจะได้คะแนนนิยมเพิ่มมากขึ้นจากนโยบายประชาวิวัฒน์
แต่ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถตอบคำถามกรณี 91 ศพได้ชัดเจน ก็เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะฝืนเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น
ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็เงื้อดาบรอที่จะยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเรื่องนี้อยู่แล้วทันทีที่สภาเปิดสมัยประชุมปลายเดือนม.ค.นี้
ซึ่งอาจจะสร้างความบอบช้ำให้ กับรัฐบาล จนนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่กล้า ตัดสินใจยุบสภาเพื่อไปวัดดวงในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เนื่องจากอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ
ขณะเดียวกันการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป ก็ยิ่งจะทำให้รัฐบาลได้รับความบอบช้ำหนักขึ้นไปอีก ถึงขั้นไม่สามารถแน่ใจได้ว่าต่อให้ลากยาวอยู่ไปจนครบเทอมเดือนธ.ค. สถานการณ์จะดีขึ้นหรือจะเละๆ เทะๆ กว่าเดิม
เพียงก้าวแรกในการเข้าสู่ปีใหม่ 2554 ก็พอจะมองออกว่าไม่ใช่ปีที่ง่ายดายสำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ แน่นอน
จากผ่านฟ้า.....มาราชประสงค์
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla

จากผ่านฟ้า มายัง ราชประสงค์
ยังยืนยง คำมั่น ไม่หวั่นไหว
ก็เพราะแดง ทั้งตัว และหัวใจ
จึงกู่ก้อง ร้องไป ให้รู้กัน....
เสรีภาพ อยู่ไกล ต้องไขว่คว้า
ประหนึ่งว่า มืดมิด สนิทนั่น
ถูกกลั่นแกล้ง แสร้งมารยา สารพัน
ต้องร่วมแรง ฝ่าฟัน สู้มันไป....
วันอาทิตย์ สีแดง สาดแสงส่อง
เชิญเพื่อนพ้อง น้อง-พี่ ที่สดใส
มาช่วยกัน ถักทอ ก่อสายใย
ส่งแรงใจ ให้นักสู้ ผู้ร่วมทาง....
แม้จะอยู่ ใกล้ไกล ไม่หวาดหวั่น
ต่อเติมฝัน เติมใจ ให้สะสาง
เสรีภาพ ถูกกักขัง ยังอำพราง
แม้เลือนราง แต่พร้อมสู้ อยู่เคียงกัน....
ขอพี่น้อง เสื้อแดง มีแรงสู้
ให้คงอยู่ บนทาง ร่วมสร้างฝัน
ขอความสุข สวัสดี ที่ผูกพัน
ช่วยฝ่าฟัน ให้น้อง-พี่ จงมีชัย....
๓ บลา
วันอาทิตย์สีแดงที่ ๙ ม.ค.๕๔
Re: จากผ่านฟ้า.....มาราชประสงค์
RED DRAGON
จากราชดำเนินถึงราชประสงค์
เริ่มที่ราชดำเนิน เผชิญผวาหวาด ถึงราชประสงค์
ต้องงวยงง ไม่น่าเชื่อ เหนือคาดหมาย
เหลือเชื่อว่า จะฆ่าฟัน กันถึงตาย
แค่ชุมนุม มีเป้าหมาย ยุบสภา
ชุมนุมสงบ อหิงสา หาสันติ
แต่สติ หายไปไหน ไม่มาหา
เอาทหาร รถหุ้มเกาะ เจาะจงมา
วิ่งไล่ฆ่า 10 เมษา คาราชดำเนิน
หวาดผวา พากันบึ่ง ถึงราชประสงค์
มันยังคง ตามไล่ล่า ฆ่าไม่เขิน
เรามือเปล่า ไม่อยากเชื่อ ช่างเหลือเกิน
ไม่ขาดเกิน ตายเกือบร้อย เจ็บสองพัน
ฆ่าแล้วซัด อัดคนชุดดำ ทำทั้งนั้น
ทหารมัน อยู่เฉย ๆ ไม่เคยหัน
กระบอกปืน มาทางเรา เอ้าแล้วกัน
ใครเชื่อมัน คงกินหญ้า คงเป็นบ้า ไปแล้วเอย
แดงดอกไม้ โดย กาหลิบ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง แดงดอกไม้
โดย กาหลิบ
ในระหว่างกิจกรรมของมวลชนคนเสื้อแดงอันหลากหลาย
ทั้งในนาม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และกลุ่มอื่นๆ
มีข้อคิดความเห็นบางอย่างที่ขอฝากไว้ในฐานที่รักกันชอบกัน เพื่อขบวนประชาธิปไตยของเรา
ขณะนี้ถือได้ว่าฝ่ายประชาธิปไตยได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไทยในเชิงระบอบแล้ว
เพียงแต่เป็นการพลิกในระยะต้นที่ยังมีภารกิจคอยให้ทำอีกมาก
ผลสัมฤทธิ์ที่ชัดในกระบวนการนี้ คือมวลชนผู้ก้าวหน้า ใฝ่รู้ และหนักแน่นมั่นคงทางอุดมการณ์
สามข้อนี้คือคุณลักษณะสามประการ
ที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ปียังมีคนปรามาสอยู่ว่าคนไทยไม่มีก้าวหน้า คือ
พร้อมเคลื่อนตัวเองจากการติดหล่มเชิงระบอบ จากความเชื่อที่ฝังหัวแต่เดิมว่า
เราต่างมีผู้ปกครองที่ดีวิเศษอย่างหาไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้
จนไม่จำเป็นต้องปกครองตัวเองตามแนวทางประชาธิปไตยและ
ไม่จำเป็นต้องมีระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ
ใฝ่รู้ คือความกระหายที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับบ้านเมืองและผู้ปกครอง
ที่มีอำนาจเหนือชีวิตของตนเอง
โดยสละความสุขส่วนตนเดินทางไปร่วมชุมนุม ร่วมกลุ่ม (ในทุกระดับ)
และร่วมรับส่งข้อมูลจนความรู้ความเข้าใจแผ่ออกไปในวงกว้าง
หนักแน่นมั่นคงทางอุดมการณ์ คือความมั่นใจว่าแนวทางที่ตนเองยึดถือถูกต้อง
ไม่วอกแวกไม่วูบวาบ
ไม่หลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อด้วยวิธีการที่หลากหลายของฝ่ายตรงข้ามง่ายเหมือนก่อน
มวลชนที่ได้คุณภาพและประสิทธิภาพถึงขนาดนี้ เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ของประเทศชาติแล้ว
ใครประกาศตนเองว่าเป็นผู้นำ แกนนำ หรือองค์กรนำมวลชนเสื้อแดง
จะต้องยอมรับนับถือสิ่งเหล่านี้เสียก่อน
คนที่ลุ่มหลงว่าฉันคือ “กูรู้” ถึงขนาดยกตัวเองขึ้นเป็นครูบาอาจารย์ของทุกคน
แถมยังขืนใจให้เขาน้อมตัวเป็นลูกศิษย์โดยที่เขาไม่เต็มใจ
แสดงว่าคนๆ นั้นยังขาดวุฒิภาวะที่สำคัญของผู้นำในแนวประชาธิปไตย นั่นคือ
ความยอมรับนับถือในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีลักษณะข่มหรืออวดเบ่ง
อัตตาสูงชนิดนี้ หากยังคงมีในระบบความคิด มันจะคอยบังตามิให้เห็นความจริงว่า
มวลชนของเรามีความก้าวหน้า มีนิสัยใฝ่รู้ และมีความหนักแน่นมั่นคงทางอุดมการณ์
ความไว้วางใจในมวลชนก็จะเหลือเพียงน้อยนิด และสุดท้าย
ก็จะเห็นมวลชนเป็นเพียงส่วนย่อยของระบบใหญ่ที่ตนเป็นเจ้า
ในที่สุดก็จะกลายเป็นเผด็จการไปโดยไม่รู้ตัว
ทำไมมวลชนแดงของเราจึงไม่เป็นแดงดอกไม้
ที่ชูช่อไสวสวยงามอย่างหลากสีหลากพันธุ์และอยู่ร่วมกันได้ในแปลงเดียวกัน?
หากเจตนาเป็นเช่นนี้ก็ง่าย
ผู้นำและองค์กรนำจะต้องยอมรับความหลากหลายแตกต่างเสียก่อน
ไม่ด่วนตัดสินโครมครามลงไปว่าฉันถูกเธอผิด
ไม่มีแดงแท้-แดงเทียม
ไม่มีคนที่อุดมการณ์เข้มจัดเกินกว่าใครเสมือนว่าศีลสูงกว่าคนอื่นๆ
แต่ยอมรับว่าทุกคนอยู่ในเส้นโค้งแห่งการเรียนรู้
และสุดท้ายก็จะตาสว่าง (ก้าวหน้า) อย่างเดียวกันได้
มวลชนและกลุ่มพลังต่างๆ เองก็ไม่ควรด่วนตัดสินว่าผู้นำและองค์กรนำนั้นเลวหรือดี
หากพิสูจน์ไม่ได้ถึงข่าวลือและการให้ร้ายต่างๆ ทั้งส่วนรวมและส่วนตัว
ในขณะที่เขายังดำรงจุดยืนสาธารณะเพื่อมวลชนอยู่โดยไม่ออกนอกแนวทาง
เราควรยกประโยชน์ให้จำเลยไปก่อน วันหลังว่ากันใหม่
ถ้าเราไม่หนักแน่นอย่างนั้นเราจะไม่เหลือคนทำงานในฝ่ายประชาธิปไตยเลย
ธรรมชาติมีความลึกซึ้งสุขุมยิ่งในการเลือกพันธุ์คัดพันธุ์ ต้นไม้ใบหญ้าจึงสวยงามลงตัวมีสมดุล
หากเราดูแบบธรรมชาติเสียบ้าง ขบวนการใดๆ เพื่อมวลชนจะยกระดับตัวเองได้ง่าย
อย่าลืมว่าเสื้อแดงเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
ใครคิดแข่งกับเหลือง ชมพู และหลากสีโดยใช้วิชามารเยี่ยงเขา จะพบว่า
ไร้ประสิทธิภาพและไม่สามารถรักษาความรักนับถือจากมวลชนได้นาน เพราะไม่เป็นธรรมชาติ
ฝากแนวคิดแดงดอกไม้ไว้ตรงนี้ครับ.
http://democracy100percent.blogspot.com/2011/01/blog-post_08.html
“หนังสือวันเด็กแห่งชาติ”: การเมืองเรื่องเด็กๆ
ที่มา ประชาไท
วันรัก สุวรรณวัฒนา
ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในปี พ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติได้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น “เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ” งานวันเด็กแห่งชาติจึงได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปีนั้นภายใต้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
นับแต่นั้นมา “วันเด็กเพื่อเด็ก” ได้ผ่านการดัดแปลงและปรุงรสเสียใหม่ ทั้งกรอบคิดและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างตามอุดมการณ์ความเชื่อของรัฐในแต่ละยุคสมัย จวบจนปัจจุบัน งานวันเด็กถูกทำให้เป็นหนึ่งใน “ภารกิจ” หลักของภาครัฐ โดยดึงและผนวกเด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ผู้เล่น” ทางการเมืองอย่างเต็มตัว
วันเด็กแห่งชาติคือวันที่รัฐไทยประกอบพิธีศีลจุ่มรับเด็กๆเข้าเป็นสาวกลัทธิ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสถาบันหรือสื่อกลางใดๆ
แต่ละปี หน่วยงานต่างๆต้องระดมทั้งกำลังพลและกำลังสมองในการจัดกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงการผลิตประดิษฐกรรมทางความคิดที่แยบยล ไม่ว่าจะเป็น เพลงเพื่อเด็ก คำขวัญวันเด็ก รวมถึง หนังสือวันเด็กแห่งชาติ
“หนังสือวันเด็กแห่งชาติ” เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นโดยคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นหนังสือที่ระลึกในวันเด็กแห่งชาติของทุกปี และจัดจำหน่ายผ่านช่องทางของกระทรวงศึกษาธิการไปยังโรงเรียนในกำกับทุกโรงเรียน
“เด็กของเรา” เป็น “หนังสือวันเด็กแห่งชาติ” ฉบับแรกซึ่งพิมพ์ขึ้นในปีพ.ศ. 2502 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “เผยแพร่ความรู้แก่ผู้ใหญ่ในการอบรมเด็ก มีเจตนาให้ผู้ใหญ่เข้าถึงธรรมชาติของเด็ก มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์และผู้มีหน้าที่ดูแลเด็ก” เนื้อหาในเล่มนี้จึงมีลักษณะทางการแพทย์ค่อนข้างสูงและมีกลุ่มเป้าหมายคือ “ผู้ใหญ่” ไม่ใช่ “เด็ก”
ในปีต่อๆมา ได้มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมจุดมุ่งหมายในการจัดทำหนังสือฯ “เพื่อให้เด็กได้รับสาระความรู้และความเพลิดเพลินจากการอ่าน มีความภาคภูมิใจต่อตนเอง เห็นความสำคัญของวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งสังคมและประเทศชาติให้ความสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมเด็กและเยาวชนของไทย โดยการอบรมบ่มเพาะขัดเกลาเด็กไทยให้มีนิสัยและคุณลักษณะที่ดีงามประจำตน ได้แก่ มีวินัย ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ และปลูกฝังให้รักและยึดมั่นในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์”
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขจุดมุ่ง หมายโดยให้ความสำคัญกับ “เด็ก” มากขึ้น หากพิจารณาอย่างแท้จริงแล้ว เราจะมองเห็นว่า สำหรับรัฐไทย กรอบคิดว่าด้วยเรื่อง “เด็ก” ที่เป็นฐานรองรับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติทั้งหลาย รวมถึง “หนังสือวันเด็กแห่งชาติ” ด้วยนั้น มิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด หากแต่มีความคงเส้นคงวาไม่ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยเกือบ 50 ปี และไม่ว่าเราจะเปลี่ยนระบอบการปกครองจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยแบบขาดๆเกินๆก็ตาม
ตรงข้ามกับความเชื่อและการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆว่าวันเด็กคือ “วันเพื่อเด็ก” เราไม่ได้จัดงานวันเด็กให้กับ “เด็ก” ในฐานะที่พวกเขาเป็นปัจเจกบุคคลคนหนึ่งในสังคมที่มีความต้องการของตนเองที่ซับซ้อนและหลากหลาย หรือในฐานะที่พวกเขาเป็น “เด็ก” ณ เวลา “ปัจจุบัน”
แต่เราจัดงานวันเด็กให้กับ “เด็ก” ในฐานะที่พวกเขา “จะ” กลายเป็น “ผู้ใหญ่” ใน “อนาคต”, เราไม่ได้สนใจเด็กในฐานะที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในสภาพที่เป็น “เด็ก” แต่เราสนใจพวกเขาในฐานะที่พวกเขา “จะ” เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนทางการเมืองที่เรียกว่า “ราษฎรไทย” ในอนาคต
และเมื่อเราเริ่มต้นจากกรอบคิดเช่นนี้ เราก็จะไม่สนใจอย่างแท้จริงที่จะรับรู้ความต้องการหรือข้อเรียกร้องใดๆของพวกเขา แต่เราจะยัดเยียดความต้องการและข้อเรียกร้องของ “ผู้ใหญ่” ให้กับพวกเขา
ดังนั้น ในโอกาสวันเด็กของทุกปี เราก็จะได้ยิน ได้เห็นและได้อ่านข้อเรียกร้องจากผู้ใหญ่ว่า เด็กควรจะเป็นอย่างไร ควรจะยึดมั่นในสิ่งใด ควรเชื่อสิ่งใด ควรถูก “ปลูกฝัง” อะไร
แท้จริงแล้วนั้น เราไม่เคยเคารพในสิทธิความเป็นเด็ก ราวกับว่าไม่เคยมี “เด็ก” อยู่ในกิจกรรมใดๆทั้งสิ้นใน “วันเด็ก”
ดังนั้น เช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆในวันเด็ก เนื้อหาที่ปรากฎอยู่ใน “หนังสือวันเด็กแห่งชาติ” ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องสั้น สารคดี การ์ตูนและบทกลอนต่างๆ จึงสะท้อนกรอบคิดนี้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากนี้ ยังผนวกรวมแนวคิดเรื่องการ “ปลูกฝัง” ให้เชื่อและยึดมั่นในชุดความคิดทางการเมือง จารีตและศีลธรรมชุดหนึ่งเพียงชุดเดียว
มโนทัศน์ทางสังคมและศีลธรรมที่ถูกถ่ายทอดไปสู่เด็กเป็นมโนทัศน์ที่แน่นิ่งอยู่กับที่ ขาดความเข้าใจในสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนและตัดขาดจากบริบทร่วมสมัย เป็นภาพอุดมคติโรแมนติกแนวโหยหาอดีตที่สวยหรู แต่ละเลยข้อเท็จจริงทางประสบการณ์ของตัวเด็กเองที่หลากหลายและซับซ้อน
เด็กไทยในวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและเหลื่อมล้ำ พ่อแม่เลี้ยงดูพวกเขาภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่ความยุติธรรมไม่ได้มีให้กับทุกคนเท่าๆกัน การทำสังคมสงเคราะห์หรือการทำความดีอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่เหนือปัจเจกชนธรรมดา
ในแง่นี้ “หนังสือวันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มแรกๆในประสบการณ์การอ่านของพวกเขาควรจะมีหน้าที่ในการติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาอย่างรู้เท่าทันสภาพสังคมที่วุ่นวายและไม่สวยหรู ให้พวกเขามีทักษะในการรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบของสังคมการเมือง และสร้างทัศนคติที่เปิดกว้างอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง
หาก “หนังสือวันเด็กแห่งชาติ” นี้ไม่สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเด็กไทยในปีพ.ศ. 2554 ได้ หนังสือชุดนี้ก็จะเป็นได้เพียง แค่ “หนังสือเทศนาสั่งสอนคติธรรม” อันคับแคบและไร้จินตนาการ เพื่อนำขึ้นประดับหิ้งให้เป็น “มรดก” ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า หรือเป็นได้เพียงแค่ตำราอาขยานเพื่อท่องจำ เฉกเช่น “คำขวัญวันเด็ก” ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเด็กทุกคนจำได้ขึ้นใจ (เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบปลายภาค) แต่ไม่มีใครเข้าใจและรับรู้ความหมายอย่างแท้จริง ทั้งยังไม่สามารถปฎิบัติได้ในความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เพราะกรอบทางความคิดและกลไกทางกฎหมายที่คับแคบของสังคมไทยบีบรัดให้ผู้ใหญ่เหล่านี้ต้องคงสภาพความเป็นเด็กที่จำต้องเชื่อฟังผู้ปกครอง เป็นลูกแกะที่เดินตามก้นกันไปภายในคอกใหญ่คอกเดียวกัน
ในความเป็นจริงนั้น “หนังสือวันเด็กแห่งชาติ” นี้ นอกเหนือจากการเป็นผลงานชั้นยอดของหน่วยงานภาครัฐในการสร้างความชอบธรรมให้กับการของบประมาณในแต่ละปีแล้ว ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญใน “กระบวนการสร้างวาทกรรม” ชุดหนึ่งเพื่อใช้ในการโอบอุ้มโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่เป็นอยู่ (status quo)
การพยายามปลูกฝังอุดมการณ์ด้วยการผูกขาดพื้นที่ทางความคิด ผ่านช่องทางและกลไกต่างๆของรัฐ เป็นสิ่งที่ไม่แปลกประหลาดใดๆ เพราะดูเหมือนว่ารัฐไทยไม่สามารถทำสิ่งที่สร้างสรรค์และก้าวหน้าได้ แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ ในโอกาสวันเด็กนี้ วันที่ควรจะมีเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (empower) ให้กับจินตนาการและความสร้างสรรค์ของเด็ก “การอ่านในวัยเยาว์” ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญทางปัญญา เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ควรจะต้องนำไปสู่การตั้งคำถาม การสั่นสะเทือนความเชื่อและการวิพากษ์วิจารณ์นั้น อาจจะกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างทั้งตัว “การอ่าน” เองและตัว “เด็กไทย” เอง โดยที่ผู้กระทำ ซึ่งคือพ่อแม่และรัฐ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที
ทนายอาสาเปิด จม.จากคุก เผยผู้ต้องขังเสื้อแดงหลายคนคิดสั้น ประกันไม่ได้
ที่มา ประชาไท


