ที่มา Thai E-News
เจ้าของโรงลิเก-Pink manเจ้าเก่าขาประจำเผยตนเองออกมาล่อนจ้อนแล้วว่าเป็นเจ้าของโรงลิเกตัวจริง ใครอย่าได้หือ กราบได้อย่างเดียว เพราะลิเกโรงนี้ปกครองระบอบเผด็จการ แถมมีจิ๋วเรนเจอร์มาเป็นหน่วยพิทักษ์เจ้าของโรงลิเกซะด้วย(ที่มา:ผลงานชุดPink man Opera ของมานิต ศรีวานิชภูมิ )
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 มกราคม 2554
วันเด็กของเด็กนรกมาร์ค
จิ๋วเรนเจอร์ งานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาล
กองกำลังทหารผูกผ้าพันคอฟ้าที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามสังหารหมู่ประชาชนในเหตุการณ์ราชดำเนิน-ราชประสงค์
***
นายมันไม่ใจเลยหวะเพื่อน!
ใจ-คลิปนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ พูด'เราเข้ามาแดนกัมพูชาแล้ว แต่อย่าให้ใครรู้นะ นายกฯรู้คนเดียว"และถูกกัมพูชาจับขังคุกมาจะ 10 วันสภาพซูบซีดหนวดเคราขึ้นเต็ม ต้องลุ้นอีกทีว่าวันจันทร์ 10 มกราคมจะได้ประกันหรือไม่

ไม่ใจ-ระหว่างนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พาครอบครัวไปเที่ยวน้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก โดยถ่ายรูปแอ๊คชั่นกับลูกเมียสีหน้าระรื่น และเพลิดเพลินกับการลงแพล่องแก่งชมทิวทัศน์(ดูคลิปข่าว)ต่อมาได้ให้โฆษกฯนายปณิธาน วัฒนายากร แก้เกี้ยวว่าไมได้รับโทรศัพท์จากนายพนิช และไม่ได้สั่งบุกเขตเขมร
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, January 9, 2011
ช็อตเด็ดวันนี้:เหตุเกิดที่โรงลิเก
ผลสะเทือน1เดือนแรกคว่ำบาตรมาม่า
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 มกราคม 2554
สินค้าเผด็จการ-ลังมาม่าที่ผู้บริหารเครือสหพัฒน์ส่งไปบำรุงพันธมิตรในช่วงยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
8 ธันวาคม 2553 คิกออฟคว่ำบาตรมาม่า-เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุนระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ของบริษัท ไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ ในเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ
9 ธันวาคม 2553 มั่นใจเกิน 20 ล้านคนร่วมคว่ำบาตร-โดยเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกำหนดเวลาการคว่ำบาตร ไม่ซื้อ ไม่บริโภคเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ถึง 8 มกราคม 2554 โดยตั้งเป้าหมายเชิญชวนให้ผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล และถูกระบอบอำมาตย์กับกลุ่มทุนบริวารโค่นล้ม ไม่น้อยกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้
13 ธันวาคม 2553 มาม่าเอะใจทำไมส่วนแบ่งการตลาดวูบ10%-ช่วงเดียวกันนี้มีการศึกษาวิจัยหัวข้อเรื่อง "เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าจึงมีสัดส่วนที่ลดลง" ทั้งนี้กลุ่มผู้ทำการศึกษาวิจัยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไว้ในระบบข้อมูลlearners ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของมาม่าที่เคยสูงถึงง 60%ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลดวูบลงมาเหลือราว 50%ในปัจจุบัน
รายงานระบุว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” ลดลงอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ”มาม่า” จึงต้องทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใด “มาม่า”จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง และจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นได้กลับมามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้
15 ธันวาคม 2553 ผู้บริหารมาม่าไหวตัวโดนรุมต้าน กระจายข่าวบิ๊กบริษัท-นางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้รายย่อยของบริษัทที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
18 ธันวาคม 2553 ผู้บริหารกราดใส่คนบอยคอตไร้การศึกษา-มีรายงานว่า บิ๊กของบริษัทระดับการศึกษาสูงได้แสดงปฏิกริยาในทางลบหลังจากได้รับหนังสือเวียนจากนางสาวพจนา โดยระบุว่า
"ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่แจ้งมา
ฉันคิดว่า คุณคงทราบดี อะไรจริงไม่จริง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่า จะถูกประชาชนบอยคอตหากว่ามันมีเหตุผลที่ถูกต้อง หากกล่าวอย่างเกือบที่สุดแล้วก็คือว่า บริษัทของเรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง หากเพียงเพราะว่ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒนพิบูล แล้วพาเราไปสู่ความยุ่งยาก เราก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนี้
ฉันหวังว่า ผู้ที่มีการศึกษาจะสามารถทำในสิ่งที่ดีที่สุด และเลือกในสิ่งที่เป็นทางเลือกดีที่สุด"
ซึ่งได้สร้างปฏิกริยาต่อต้านให้ขยายวงออกไป เนื่องจากผู้บริโภคมาม่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีดีกรีการศึกษาสูงระดับด๊อกเตอร์ แต่เป็นคนจน เกษตรกร แรงงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย เป็นส่วนใหญ่
20 ธันวาคม 2553 สามนักวิชาการสาวชี้คว่ำบาตรมาม่าเทียบเคียงคานธีบอยคอตอังกฤษ-3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)ดำเนินรายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในแคมเปญการรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้ากลุ่มทุนที่สนับสนุนเผด็จการ
ทั้งนี้นักวิชาการทั้งสามชี้ว่า หากใครเห็นว่าเรื่องนี้ตลก หรือคงไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ขอให้ลองย้อนมองไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญกรณีหนึ่ง คือกรณีที่ มหาตมะ คานธี เคยรณรงค์ในด้านเศรษฐกิจเพื่อเรียกร้องเอกราชอินเดียจากอังกฤษ
โดยมหาตมะ คานธี ใช้การดื้อแพ่งนำพาชาวอินเดียผลิตเกลือบริโภคเอง แม้อังกฤษจะมีกฎหมายบังคับให้ซื้อเกลือจากอังกฤษเท่านั้น และเป็นกรณีสำคัญที่นำไปสู่เอกราชของอินเดียในที่สุด
งานวันเด็ก แดง...แด๊ง...แดง ที่ เชียงใหม่
ที่มา thaifreenews
โดย namome
งานที่สอง
แผนที่ไปกิจกรรมเด็กดีไม่เล่นกะทหารวันเด็ก 54 ที่เชียงใหม่นะคับ สนามเด็กเล่นหมู่บ้านกล้วยไม้
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=182219351803320&set=a.154583547900234.33818.100000457696266#!/photo.php?fbid=1651076229770&set=a.1641665994520.2087979.1022927484
Saturday, January 8, 2011
งานวันเด็ก ที่ เชียงใหม่
ที่มา thaifreenews
โดย namome



รูปภาพของเรืองศิลป์ พัฒนโชติ - งานแดงเชียงใหม่วันเด็กที่แม่ออน
โครงการ นำร่องของกลุ่ม แดงเชียงใหม่ เพื่อรณรงค์ ปลูกฝังให้ประชาชนคืนสมดุลสู่ธรรมชาติ ควบคู่กับการเปิดเวทีปราศรัยและนำของบริจาคสู่พี่น้องที่ยากไร้ในพื้นที่ ห่างไกล
เสื้อแดงเชียงใหม่ร่วมจัดงานวันเด็ก ที่ร.ร.บ้านออนหลวย อ.แม่ออน เชียงใหม่ ได้รับของและเงินสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี นำของขวัญ อุปกรณ์การศึกษา.ไปแจกให้น้องๆและได้ชวนเด็กๆร่วม"โครงการ รักษ์โลก คืนสมดุลสู่ธรรมชาติ"โดยปลูกต้นไม้เพื่อธรรมชาติ ซึ่งโครงการนี้จะเกิดขึ้นทุกทริปที่พวกเราเดินทางไปนอกพื้นที่ เพื่อคืนสมดุลสู่ธรรมชาติและปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชนช่วยกัน รักษ์โลก และนี้เป็นโครงการนำร่อง
โดย: เรืองศิลป์ พัฒนโชติ
http://www.facebook.com/media/set/?set=at.1384764519409.45755.1840902100.100001488099335#!/album.php?fbid=1384764519409&id=1840902100&aid=45755
เชิญพบกับคุณโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทุกวันเสาร์และอาทิตย์
ที่มา thaifreenews
โดย namome
เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป
พบกับคุณ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ได้ที่ http://www.konthaiuk.info/home.php
(มีคนแปล และ สามารถโทรเข้าไป สอบถาม หรือ พูดคุยได้ ด้วยค่ะ)
ถูกล่าเพราะวอนหยุดฆ่าเสื้อแดง สิ้นสุดลี้ภัย7เดือน23วันครูประทีปกลับบ้านร่วมงานวันเด็กคลองเตย
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 มกราคม 2554
ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ อดีตวุฒิสมาชิก และมีบทบาทในการตั้งเวทีที่คลองเตยเพื่อไม่ให้ประชาชนทะลักเข้าไปบริเวณราชประสงค์ หลีกเลี่ยงการนองเลือด แต่กลับถูกศอฉ.ออกหมายจับ ไปพำนักลี้ภัยทางการเมืองที่ญี่ปุ่นนาน 7 เดือน 23 วัน ได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว และเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติที่มูลนิธิดวงประทีป คลองเตยในวันนี้
ข่าวการเดินทางกลับบ้านของครูประทีปเงียบเชียบในสื่อไทย แต่สื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นYomiuri Shimbun Online รายงานเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า ครูประทีป ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2554 หลังจากที่เดินทางไปพำนักลี้ภัยการเมืองที่บ้านพักของสามีชาวญี่ปุ่น ที่เมืองโอซาก้า เป็นเวลานานกว่า 7 เดือน 23 วัน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในไทย เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 จนมีการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้นางประทีปต้องเดินออกนอกประเทศ
ทั้งนี้ได้มีญาติ-ครอบครัว-ผู้ให้การสนับสนุน และเด็กๆจากมูลนิธิดวงประทีปไปต้อนรับครูประทีปที่สนามบินสุวรรณภูมิ และจัดพิธีต้อนรับที่มูลนิธิดวงประทีปด้วยบรรยากาศแห่งความเต็มตื้น และน้ำตาแห่งความปิติยินดีทั้งสองฝ่าย โดยครูประทีป ระบุว่า "ดีใจที่ได้กลับมาอีก"
สื่อญี่ปุ่นกล่าวระบุด้วยว่า หลังจากปลายเดือนธ.ค. 2553 ไทยมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ครูประทีปรู้สึกปลอดภัยขึ้น ทำให้เธอตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย
ขณะเดียวกัน มีการนำคลิปวิดีโอ ความยาว 3.09 นาที มาเผยแพร่ โดยใช้ชื่อว่า "ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ กลับบ้าน" เมื่อ 4 ม.ค. 2554 หลังหลบภัยการเมืองเป็นเวลา 7 เดือน 23 วัน โดยเนื้อหาของคลิปเป็นการฉายให้เห็นถึงภาพการลงจากรถตู้ และมีผู้ให้การสนับสนุนมารอต้อนรับ อย่างปลิ้มปิติทั้งสองฝ่าย
"ครูประทีป" เกิดวันที่ 9 ส.ค. 2495 เป็นประธานมูลนิธิดวงประทีป เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำงานดูแลเด็กยากไร้ในคลองเตย จนได้รับรางวัลแมกไซไซ นอกจากนี้ยังเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเป็นแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535
ส่วนเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี2553ระหว่างที่เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำระส่ำระสาย พื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ถูกปิดล้อม ทหารตั้งด่านเข้มงวดไม่ให้ผู้ชุมนุมภายนอกเข้าไปได้ และมีการสังหารด้วยสไนเปอร์ ทำให้ประชาชนโกรธแค้น ครูประทีปได้ตั้งเวทีสำรองเพือ รองรับผู้ชุมนุมที่คลองเตย เพื่อรองรับคนที่เข้าไปราชประสงค์ไม่ได้ ทำให้บรรยากาศและอารมณ์ของประชาชนลดความคุกรุ่นร้อนนแรงลง ทำให้มีผู้เสียชีวิตน้อยลง เพราะหากไม่มีเวทำสำรองที่คลองเตยรองรับ จะมีผู้ชุมนุมที่โกรธแค้นจำนวนมากพยายามฝ่าด่านทหารเข้าไปราชประสงค์ อาจสูญเสียมากกว่า 91 ศพแต่หลังการสลายชุมนุม 19 พ.ค.2553 ครูประทีปกลับถูกออกหมายจับว่าเป็นแกนนำการชุมนุม และฝ่าฝืนพรก. พร้อมทั้งโดนอายัดทรัพย์
พ.ต.อ.ธนิต เหรียญเจริญ ผกก.สน.ท่าเรือ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ในคดีค้างเก่าของสน.ท่าเรือ ที่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมือง มีเพียงคดีของครูประทีป ที่ยังหลบหนีหมายจับในคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งได้ประสานกับตร.ท้องที่อื่นทั่วประเทศ เพื่อตามตัวมาดำเนินคดี
ก่อนหน้านี้ระหว่างพำนักลี้ภัยในต่างประเทศครูประทีปได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงผู้สนับสนุนว่า" นับเป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ครูประทีปต้องเดินทางออกจากประเทศไทย เพียงเพราะครูประทีปออกไปเรียกร้องให้รัฐบาลใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา “หยุดฆ่าประชาชน”
แต่ผลคือครูประทีปถูกประกาศจับตัวและถูกอายัดทรัพย์
สาเหตุที่ครูออกไปเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้ความรุนแรง เพราะจากการทำงานกับเด็กและคนจน ครูประทีปเข้าใจดีว่าเด็กที่เป็นกำพร้าขาดพ่อ ขาดแม่ เค้าจะมีปัญหาในชีวิตมากมายเพียงใด และผู้บาดเจ็บที่ครูไปเยี่ยมตามโรงพยาบาลในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม ที่ต้องกลายมาเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต เขาและครอบครัวจะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด หลายคนที่โดนกระสุนปืน เขาไม่ได้ไปชุมชน เขาเดินทางไปทำงาน หรือไปซื้ออาหาร
ประกอบกับครูประทีปต้องทำงานให้กับUN. ในฐานะเป็นกรรมการกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อทาสยุคใหม่ (Board Member of the United Nations Voluntary Trust fund on Contemporary Forms of Slave) ครูประทีปจึงเดินทางไปติดตามงานให้ UN. เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังมีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลทำอะไรกับใครอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องใช้กฎหมายปรกติ
ครูประทีปจึงเดินทางไปพักกับสามีและลูกชายคนเล็กที่ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อปลายเดือนสิงหาคม และต้นกันยายน ครูประทีปเดินทางไปรับรางวัลฮีโร่สิทธิเด็กแห่งทศวรรษ ของมูลนิธิรางวัลสิทธิเด็กโลก ณ ประเทศสวีเดน ซึ่งพระราชินี ซิลเวีย เสด็จมาเป็นประธาน พระราชทานรางวัลพร้อมช่อดอกไม้ให้เป็นกำลังใจ
ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจากเด็กๆ ทั่วโลกให้เป็นฮีโร่ สิทธิเด็กแห่งทศวรรษ คืออดีตประธานาธิบดี แห่งประเทศแอฟริกาใต้ คุณเนลสัน แมนเดลล่า และคุณกราซ่า มาแชล 2 สามีภรรยาผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิเด็กและประชาธิปไตย
หลังจากรับพระราชทานรางวัลแล้ว ครูประทีปได้รับเชิญไปบรรยายในโรงเรียนต่างๆ ของประเทศสวีเดน มีชาวสวีเดนสนใจงานของมูลนิธิดวงประทีป ถึงกับจะก่อตั้งองค์กรเพื่อหาการสนับสนุนมาให้เด็กๆ ถึงแม้ว่าครูจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่ก็ยังช่วยทำงานให้มูลนิธิดวงประทีป และมูลนิธิสิกขาเอเชีย โดยใช้ระบบเทคโนโลยี เช่น Skype และ Internet
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ และยังให้การสนับสนุนแก่มูลนิธิฯและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อรัฐบาลไทยยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
แล้วเราคงได้พบกันที่ประเทศไทย "
คำขวัญวันเด็กจากทักษิณ:คิดถึงเด็กไทย ๒๕๕๔ "โลกกว้างกว่าที่คิด โปรดอย่าปิดตัวเอง ท่องโลกจริงไม่ได้ ก็ให้ท่องผ่านเว็บ "
ครูประทีปได้เข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กที่มูลนิธิดวงประทีปคลองเตยในวันนี้ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดกิจกรรมวันเด็กที่สร้างสรรค์ ไม่พาเด็กเล่นกับรถถัง ไม่สังฆกรรมกับพวกสังหารหมู่ประชาชนขึ้นอีกหลายจุด เช่นที่ มูลนิธิ14ตุลา แยกคอกวัว และหน้าโรงแรมแกรนด์วโรรส จังหวัดเชียงใหม่ (ดูรายละเอียด)
จิ๋วเรนเจอร์ งานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาล
กองกำลังทหารผูกผ้าพันคอฟ้าที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามสังหารหมู่ประชาชนในเหตุการณ์ราชดำเนิน-ราชประสงค์
ส่วนกิจกรรมวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาล มีการให้เด็กแต่งชุดทหาร และผูกผ้าพันคอสีฟ้า คล้ายชุดทหารที่เข้าสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์อย่างนองเลือด
มาดูความใส ไร้จริตของ"น้องๆ หนูๆ" กันดีกว่า ทั้งน่ารัก ทั้งฮา ทั้งหมั่นเขี้ยว จริงจริ๊ง!!!
ที่มา มติชน
โดย...ภูเขาดินสอ
มีคนเปรียบไว้ "เด็ก" ก็เหมือนกับผ้าขาวที่ยังบริสุทธิ์ พอโตขึ้นๆ เผชิญโลกในมุมกว้างขึ้น ผ้าสีขาวก็ถูกแต้มเติมแต่งไป สีนั้นบ้าง สีนี้บ้าง กระดำกระด่างบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับ การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม สังคม จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ที่เป็นปัจจัยกำหนดความ "ดี" และ "เลว" เมื่อเติบใหญ่ เนื่องในโอกาส วันเด็กแห่งชาติ มาเยือนอีกครั้งหนึ่งในเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ปี 2554 นี้ มติชนออนไลน์ จึง(ขอถือวิสาสะ พร้อมขออนุญาต) รวบรวมภาพถ่ายหลากอิริยาบถ หลายอารมณ์ ผสมความรู้สึกของเด็กๆ นานาเชื้อชาติ แบบไม่เสแสร้ง แกล้งสร้างภาพ มาให้ได้ชมกัน บ้างก็ถูกแอบถ่าย บ้างก็ตั้งใจโพสต์สุดฤทธิ์ บ้างก็เล่นหูตา รู้มุมกล้อง บ้างก็ไม่รู้อะไรบ้างเลย น่าหยิกหยอกเสียนี่กระไร ใครได้ดู รูปบรรดาน้องหนู เหล่านี้แล้ว ไม่ยิ้มแก้มปริ อิ่มสุข นึกถึงวันวานเมื่อครั้งยัง เยาว์อยู่ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว นี่ล่ะหนา ที่เขาเรียกว่า โลกสดใส ไร้เดียงสาของเด็กๆ มันน่าอิจฉา และอยากให้ย้อนคืนกลับมาจริงๆ ข้อดีของการเป็นเด็ก หิวก็ "กิน" อิ่ม ก็ "นอน" สนุกก็ "เล่น" โมโหก็ "ร้องไห้" เหนื่อยก็ "นิ่ง" ชอบก็"ยิ้ม" เพราะเด็ก ก็คือเด็ก 













แม้เด็กหลายคน
จะเลือกเกิดไม่ได้...


![]() | ![]() |
![]() | ![]() |
แต่พวกเขามีสิทธิ์ควรได้รับ"โอกาส"



สำคัญที่สุดคือ
การได้รับ"ความรัก,ความใส่ใจ,ความอบอุ่นและความเข้าใจ"

จาก "ผู้ใหญ่"

โดยเฉพาะจาก "พ่อ และ แม่"
![]() | ![]() |
^____^ สุขสันต์ วันเด็กแห่งชาติ ^____^

*** ขอขอบคุณ เด็กๆ ทุกคน จากหลายประเทศ ที่กลายเป็นแขก(ทางรูปภาพ) รับเชิญพิเศษให้กับเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ทั้งที่ผู้ปกครองรู้และไม่รู้ตัว
′แด่อาเนี้ย′
ที่มา มติชน
โดย เกษียร เตชะพีระ
![]() อาเนี้ยกับผู้เขียนในงานฌาปนกิจอาเตีย พ.ศ.2546 |
เมื่อปลายเดือนเมษายนศกก่อน ญาติผู้ใหญ่ที่ผมนับถือเสมือนแม่และเรียกหาว่า "อาเนี้ย" ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ในฐานะที่ท่านเคยชุบเลี้ยงและรักใคร่เอ็นดูผมเหมือนลูกชายคนโตมาแต่ก่อน ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานไว้อาลัยและฝังร่างของท่านที่สุสานตามธรรมเนียมศาสนิกคริสเตียนที่ท่านเป็น ระหว่างนั่งรถโดยสารกับญาติมิตรลูกหลานและเพื่อนร่วมโบสถ์ไปสุสานที่ต่างจังหวัด ความคิดจิตใจก็ประหวัดไปถึงชะตาชีวิตของอาเนี้ยและจีนอพยพโพ้นทะเลร่วมรุ่นกับท่านทั้งหลายในเมืองไทย.....
เมื่อผมเล่าเรื่องราวชีวิตอาเนี้ยโดยไม่บอกชื่อและความสัมพันธ์จริงกับตัวเองให้คนอื่นฟัง (เช่น เล่าให้สหายหญิงหน่วยลำเลียงในป่าภาคอีสานใต้ฟังเป็นภาษาลาวระหว่างพักเหนื่อยจากขนเสบียงกลางดง) ผู้ฟังมักบอกว่ามันเหมือนนิยายและยุให้ผมเขียนขึ้นมาซะ
ชีวิตอาเนี้ยเต็มไปด้วยอุปสรรคมรสุม การต่อสู้ฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ แล้วก็เจออุปสรรคมรสุมใหม่อีก ครั้งแล้วครั้งเล่า ในฐานะหญิงจีนอพยพรุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองคนหนึ่ง คนรุ่นนี้ในวัย 80-90 ปี กำลังอยู่บั้นปลายชีวิต ใกล้หมดไปจากเมืองไทย
ในกรณีอาเนี้ย มีอุปสรรคมรสุมที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตอาเนี้ย 4 ครั้ง
1) อพยพถอนรากจากจีนมาไทย (ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง)
อาเนี้ยอพยพทางเรือจากบ้านเกิดที่เมืองจีนมาอาศัยช่วยงานในบ้านคนรู้จักที่มาอยู่ก่อน ได้พบรักและแต่งงานกับ "อาเตีย" หนุ่มจีนอพยพจากภูมิลำเนาใกล้เคียงกัน (อาเตียเคยเล่าว่าครั้งแรกที่เห็นหน้ากันในร้านค้าแห่งหนึ่ง สายตาของอาเนี้ยที่จ้องมองมาคมกริบบาดใจไม่รู้ลืม)
ทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้งธุรกิจค้าเหล้าฝรั่ง-จีน เปิดร้าน "แต้น่ำฮง" เป็นห้องแถวคูหาเดียวอยู่บนถนนกรุงเกษม ริมคลองผดุงกรุงเกษม ว่ากันว่าห้องแถวนี้เคยเป็นสิทธิของเถ้าแก่ชิน โสภณพนิชมาก่อนแล้วท่านยกสิทธิให้ด้วยความเมตตา
อาเตียกับอาเนี้ยดิ้นรนต่อสู้ปากกัดตีนถีบจนค้าขายประสบความสำเร็จพอควร อาเตียสามารถออกรถยี่ห้อเปอโยต์ของฝรั่งเศสราคาราว 3-4 หมื่นบาท ในสมัยกึ่งพุทธกาลเพื่อไว้ขนเหล้าส่งลูกค้า (รถฝรั่งราคาแพงเป็นยันต์กันตำรวจตรวจจับ เหมือนเบนซ์ทุกวันนี้)
ในยุคทหารครองเมือง พ่อค้าจีนเป็นพลเมืองชั้นสอง อาเนี้ยเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนายทหารใช้อำนาจอภิสิทธิ์มายกเหล้าบรั่นดีเฮนเนสซี่ (จีนเรียก "โป๋วเท้า" หรือหัวขวานตามโลโก้ในฉลากบนขวด) ไปขึ้นรถดื้อๆ 2 ลัง อาเนี้ยวิ่งตามออกจากร้านไปฉุดกระชากลากดึงแย่งคืนมาได้ 1 ลัง
2) ปัญหาการสมรส-ครอบครัว แยกมาตั้งตัวใหม่พร้อมลูกสาว (พุทธทศวรรษ 2500)
ปรากฏว่าอาเนี้ยให้กำเนิดลูกสาว ทำให้สองผัวเมียไม่มีลูกชายตามธรรมเนียมจีนด้วยแรงยุจากเพื่อนมิตรญาติโยม อาเตียจึงแต่งภรรยาคนที่สองเรียกกันว่า "อาอี๊" เป็นสาวลูกจีนเกิดในเมืองไทยฐานะยากจน ต่อมาได้ให้กำเนิดลูกชายแก่อาเตียหลายคน
สภาพหนึ่งผัวสองเมียร่วมชายคาและมุ้งหลังเดียวกัน ไม่ช้าก็นำไปสู่ปัญหาการสมรสและครอบครัว เกิดทะเลาะเบาะแว้งวุ่นวาย ทำให้อาเนี้ยตัดสินใจพาลูกสาวคนเดียวแยกบ้านมาตั้งตัวเปิดธุรกิจใหม่
ในช่วงมรสุมชีวิตนี้เองที่อาเนี้ยได้พบพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์คริสตจักรแถวหัวลำโพงจากคำแนะนำของเพื่อนสนิทของลูกสาว และทั้งสองคนแม่ลูกก็เข้า "เจียะก่า" หรือถือรีตเป็นคริสเตียนแต่นั้นมา
3) ปัญหาครอบครัว-ธุรกิจเมื่อบุตรเขยสิ้นชีวิตกะทันหัน (พุทธทศวรรษ 2520)
อาเนี้ยกับลูกสาวต่อสู้ดิ้นรนสารพัด อาทิ รับเหมาก่อสร้างทางสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์-ถนอม พัฒนาเศรษฐกิจและอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพรบเวียดนาม อาเนี้ยเคยเล่าว่าสองแม่ลูกหิ้วเงินนับหมื่นขับรถตามถนนบ้านนอกดึกดื่นเพื่อไปจ่ายค่าจ้างคนงานสร้างทาง, รับเป็นนายหน้าขายที่ดินกินคอมมิสชั่น, เป็นเซลส์ขายสินค้านานาชนิด ฯลฯ
สองแม่ลูกทำงานหลายอย่างจนตั้งตัวได้ ลูกสาวแต่งงาน ร่วมกันกับลูกเขยทำธุรกิจเปิดร้านค้าเครื่องมือเหล็กที่ศูนย์การค้าวรรัตน์ ย่านถนนตก ประสบความสำเร็จพอควร
ทว่าต่อมาปัญหาความขัดแย้งแข่งขันทางธุรกิจร้ายแรงถึงขั้นถูกมือปืนปองร้าย ผลสืบเนื่องต่อมาภายหลังทำให้ลูกเขยเสียชีวิตกะทันหัน เหมือนเสาหลักหนึ่งของครอบครัวและธุรกิจหักสะบั้นไป ส่งผลกระทบกระเทือนมาก
แต่สองแม่ลูกอาเนี้ยกับลูกสาวก็กัดฟันบากบั่นยืนหยัดต่อสู้ขึ้นมาใหม่ ไม่เพียงฟื้นฟูธุรกิจค้าเครื่องมือเหล็กจนแข็งแรงอยู่ได้ แต่ยังเดินหน้าบุกเบิกขยายกิจการ จากตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องมือเหล็กในประเทศเองแถวอยุธยา โดยอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องจักรจากรัสเซีย บวกวิศวกรจากอินเดีย
นับว่าเหนื่อยหนักเป็นภาระมากในการดูแลธุรกิจที่มีมูลค่านับร้อยๆ ล้าน แต่ก็ค่อยเห็นผลสำเร็จและความมั่นคงรุ่งเรืองขึ้น
4) ปัญหาธุรกิจอันเป็นผลสะเทือนสืบเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก พ.ศ.2540
ทว่า "เสี้ยเส้อปู้เต๋ออี้" เรื่องราวในโลกไม่ได้เป็นไปดังใจปรารถนา ภาวการณ์อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตฟองสบู่แตก พ.ศ.2540 ทำให้เศรษฐกิจการเงินผันผวนเกินคาดหมาย ส่งผลสะเทือนให้ธุรกิจโรงงานที่บุกเบิกไว้ทรุดลงเพราะภาระหนี้สินพอกพูน
นับเป็นอุปสรรคมรสุมใหญ่อีกครั้งในชีวิต แต่อาเนี้ยก็กัดฟันสู้ปรับตัวรัดเข็มขัดตัดสินทรัพย์ขายทิ้ง ลดทอนความเสียหายลง ดูแลลูกหลานเหลนที่อยู่ด้วยกันให้ดีที่สุด
มาในชั้นหลังนี้เองที่ความเครียดและเหนื่อยล้าซึ่งสั่งสมมาทั้งชีวิตทำให้อาเนี้ยเริ่มมีปัญหาสุขภาพหลงๆ ลืมๆ ตามวัยที่ร่วงโรย อาการค่อยๆ ทรุดลงตามลำดับ จนไปพบภายหลังว่าเป็นมะเร็งปอดด้วย หลังเข้าโรงพยาบาลรักษาอยู่แรมเดือน อาเนี้ยก็ถึงแก่กรรมไปอย่างสงบราวสองทุ่ม เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ.2553 ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ในช่วงท้ายได้อยู่ท่ามกลางการดูแลอาลัยรักของลูกหลานเหลนรอบข้างอย่างอบอุ่นแม้จะไม่รู้สึกตัวแล้วก็ตาม
สรุปได้ว่าตลอดชีวิตอาเนี้ย มี 4 เรื่องที่น่าสนใจ:
1) จิตใจอันแข็งแกร่ง ล้มแล้วลุกขึ้นยืนหยัดสู้ใหม่
2) ความรักใคร่ปรานีที่มีให้ลูกหลานเหลนญาติมิตร
3) การให้อภัยอโหสิกรรมเมื่ออาเนี้ยตัดสินใจไปร่วมงานศพ "อาเตีย" อดีตสามีที่แยกทางกัน
4) ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงให้พรและพลังแก่อาเนี้ยในการฟันฝ่าความทุกข์ยากอุปสรรคมรสุมต่างๆ มาได้ในชีวิต ดังกาพย์ยานีที่ลูกหลานช่วยกันแต่งเพื่อรำลึกอาลัยถึงอาเนี้ย ณ สุสานว่า:
ร่มไม้ที่ทอดเงา
หน้าทิวเขาที่ทอดไป
สุดทางอันยาวไกล
เมื่อดวงเนตรได้หลับลง
วางร่างอันเหนื่อยล้า
ในศรัทธาต่อพระองค์
วางใจโดยบรรจง
ในหลักธรรมพระคัมภีร์
อ้อมรักอันอุ่นหวาน
ของลูกหลานเป็นเวที
ร้องรับขับดนตรี
ขอพระเจ้าประทานพร
วิญญาณผู้ศรัทธา
สถิตฟ้านิรันดร
เพื่อฟื้นตื่นจากนอน
แทบพระบาทพระองค์เทอญฯ








