ที่มา มติชน ชั่วโมงนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจัดเรียงโครงการลงทุนทยอยเข้าสู่ห้องประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างถ้อยที-ถ้อยอาศัยกันทั้ง 35 รัฐมนตรี 20 กระทรวง อีกด้าน สนามการเมืองของฝ่ายคู่แข่ง-คู่ขัดแย้ง-ฝ่ายค้าน "ทักษิณและพวก" ทั้งเพื่อไทย-อดีตพลังประชาชน-อดีตไทยรักไทย ผนึกรวมกันหนาแน่น เตรียมลงสนามเลือกตั้ง แกนนำพรรคเพื่อไทย-เครือข่ายทักษิณจึงตั้งสมมติฐานการเลือกตั้งสมัยหน้าไว้ 3 ทาง แนวทางแรก เลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แนวทางนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่เลวร้ายที่สุด แนวทางที่ 2 เลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ฉบับแก้ไข แนวทางนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพันธมิตรเก่าอย่างน้อย 3 พรรค อาทิ รวมชาติพัฒนา-เพื่อแผ่นดิน และชาติไทยพัฒนา แนวทางที่ 3 แม้เป็นไปได้น้อยที่สุด แต่อยู่ในสมมติฐาน คือ ไม่มีการเลือกตั้ง เพราะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ดังนั้น ทั้งวาระในสภาผู้แทนราษฎรและวาระนอกสภาจึงไม่ได้อยู่ในความใส่ใจของ "ทักษิณและพวก" เพราะแม้ว่าเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุด เลือกตั้งในระบบเดิมพรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่าจะรักษาฐานที่มั่น-ฐานเสียงไว้ได้ไม่น้อยกว่าเดิม 180 เสียง ทั้ง "ทักษิณและพวก" จึงใจจดจ่อ-มีความหวังอยู่กับการลงสนามเลือกตั้ง "พวกเราวางแผนไปไกลถึงการออกแคมเปญการเลือกตั้งแล้ว และการได้ทำโพลความนิยมทุกพื้นที่ เพื่อวางแผนการจัดกำลังคน กำลังทรัพยากร ไว้พร้อมปูพรมทุกพื้นที่" แกนนำคนสำคัญพรรคเพื่อไทยกล่าว แกนนำคนเดิมกล่าวถึงเหตุผลของความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า "การทำสำรวจความนิยมได้มีการดับเบิลเช็กกับกลุ่มตัวอย่างที่มีทั้งฝ่ายที่ชอบเราและไม่ชอบเรา เช่น เราตรวจสอบความเห็นต่อการเลือกตั้งด้วยการสัมภาษณ์ความเห็นของข้าราชการ-นักปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ผลออกมาชัดเจนมากว่า ขณะนี้แม้เขาไม่พอใจรัฐบาล แต่เขาจำเป็นต้องอยู่กับฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อถึงเวลากาบัตรเลือกตั้งเขาจะเลือกเรา" วาระที่ถูกเสนอจากนักคิด-ปัญญาชนของพรรคที่ต้องการให้เพื่อไทยกำหนดวาระปลดแอก "ก้าวข้ามทักษิณ" นั้น ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากนักเลือกตั้งในพรรค เพราะนักจัดการการเลือกตั้งในพรรคเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า "เป็นไปไม่ได้ที่เพื่อไทยจะหาเสียงว่าก้าวข้ามทักษิณมีแต่แพ้กับแพ้ ดังนั้นทางเดียวที่จะใช้หาเสียงคือ ก้าวคู่ไปกับทักษิณ เราจึงจะชนะเลือกตั้ง คนที่เสนอให้ก้าวข้ามไม่เข้าใจคนเลือกตั้ง" ส่วนแคมเปญหาเสียงนั้น ขณะนี้แม้ว่ากรรมการบริหารพรรค "ตัวจริง เสียงนอมินี" จะพยายามเสนอเนื้อหานโยบาย แต่ฝ่ายจัดการเลือกตั้ง "ตัวจริง-เสียงจริง" บอกว่า ทุกแคมเปญที่ออกมาเป็นดอกเห็ดในขณะนี้ "ของปลอม" ส่วนเนื้อหานโยบาย-แคมเปญหาเสียงของจริงอยู่ในระหว่างการจัดทำโดย "ทักษิณ" เท่านั้น เสียงที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจและภาพแคมเปญระหว่างนี้จึงเป็นเพียง "เป้าหลอก" เพื่อให้นักการเมืองหน้าใหม่ในพรรคได้เป็น "สิงห์สนามซ้อม" ในสภาผู้แทนฯก่อนที่จะได้ลงสนามจริงในอนาคต นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงแคมเปญที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ยังไม่ลงตัว เพราะอยู่ระหว่างการเตรียมการ ส่วนกรณีรายชื่อบุคคลที่จะถูกเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยซึ่งปรากฏผ่านสื่อมวลชนนั้น นายสมาน กล่าวว่า "มีแต่คนอยากจะเป็นนายกฯแต่ไม่มีใครอยากเป็นหัวหน้าพรรคเลย การพูดถึงว่าที่นายกฯโดยที่ยังไม่รู้ผลการเลือกตั้ง จะทำให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะเราเสียมากกว่า เพราะเหมือนกับยังไม่ได้ปล้นแต่จะมาแบ่งสมบัติกันแล้ว" พรรคเพื่อไทยขณะนี้จึงระทึกใจอยู่กับความจริงหลังเลือกตั้งมากกว่าความฝันของ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ที่ระทึกอยู่กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้ใส่ตำแหน่ง "ว่าที่นายกรัฐมนตรี" เพราะคราวนี้สัญญาณชัดเจนที่ถูกส่งตรงมาจาก "ดูไบ" นั้น มีประโยคเดียว "ท่อน้ำเลี้ยงยาว นโยบายโดนใจ ใครไม่ไปพรรคอื่นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย" ( อ่านบทวิเคราะห์ โดยละเอียด คลิกที่www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1294812914&grpid=no&catid=03 )
ขณะที่ในสภา กำลังสาละวน ในวาระแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ จำนานและที่มาของส.ส. ระหว่างสูตร 375+125 กับ สูตร 400+100
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 12, 2011
แง้มโพล"ลับ"เพื่อไทยลุ้นเลือกตั้ง ก้าวคู่"ทักษิณ" ก้าวข้าม"มิ่งฝัน"
ศาลเขมรไต่สวน "วีระ" ข้อหาใหม่แล้ว เจ้าตัวลั่นถูกยัดข้อหา "ราตรี" คิวถัดไป
ที่มา มติชน
ศาลกัมพูชาไต่สวนนายวีระ สมความคิด ในข้อหาพยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมไต่สวน น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ เป็นคนต่อไป
นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่า เมื่อเวลา 8.30 น.ที่ผ่านมาว่า ศาลกัมพูชาได้เรียกนายวีระไปรับทราบข้อกล่าวหา และไต่สวนเพิ่มเติมในข้อหาใหม่คือ พยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ ใช้เวลา 45 นาที เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ของกัมพูชาก็ควบคุมตัวนายวีระกลับไปที่เรือนจำเปรย์ซอร์ ก่อนจะไต่สวนน.ส.ราตรีต่อทันที ขณะนี้ทนายความชาวกัมพูชากำลังหารืออยู่กับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญเกี่ยวกับแนวทางการสู้คดีหลังจากนี้
ส่วนอีก 5 คนไทยที่ไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนั้น ศาลกัมพูชายังไม่ได้มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติมว่าจะไต่สวนต่อหรือจะพิจารณาคดี ดังนั้นคงต้องรอฟังผลเรื่องการขอประกันตัวต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานจากประเทศกัมพูชา เมื่อเวลา 07.50 น. เจ้าหน้าที่นำตัวนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ไปที่ศาลกรุงพนมเปญ เพื่อรอไต่สวนเพิ่มเติม หลังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม ในข้อหาจารกรรมข้อมูลทางทหาร
ผู้สื่อข่าวพยายามถามนายวีระ ขณะเดินทางไปศาล โดยนายวีระตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า " เขายัดข้อหาผม "
ขณะที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยสั่งให้คนไทยทั้ง 7 คนรับสารภาพ เพื่อเตรียมขออภัยโทษ แต่ให้พูดไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า เข้าไปดูปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านตามแนวชายแดนที่ร้องเรียนมา ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปในพื้นที่ที่กัมพูชาดูแล
โดน2เด้ง
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
การชุมนุมรำลึกครบรอบ 10 เดือนเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 10 เม.ย.2553 ของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา
เป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกของนปช. หลังประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
คนเสื้อแดงกว่า 3-4 หมื่นคนชุมนุมกันแน่นราชประสงค์
มีนัยยะสำคัญ !
เพราะเป็นการแสดงพลังให้เห็นว่าคนเสื้อแดงไม่ได้"ฝ่อ"เหมือนกับที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้
แสดงให้เห็นด้วยว่านโยบายประชาวิวัฒน์
หรือ 9 ของขวัญปีใหม่ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประ เคนให้นั้น
ไม่ได้มีผลทำให้คนเสื้อแดงลืมเลือนการสังหารหมู่ 91 ศพ ได้เลยแม้แต่น้อย
ประเด็นหลักของการชุมนุมครั้งนี้
ต้องการให้รัฐบาลรับผิดชอบการฆ่าหมู่ 91 ศพ และให้รัฐบาลปล่อยนักโทษการเมืองหลายร้อยคน
เสียงเรียกร้องดังกระหึ่มไปทั่วราชประสงค์ !
เชื่อว่าต่อจากนี้ไปจะมีการเคลื่อนไหวที่หนักหน่วงยิ่ง กว่าเดิม
ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้น
แต่จะหนักหน่วงในด้าน"ข้อมูลและข้อเท็จจริง"ยิ่งขึ้น
การเปิดข้อมูลเอกสารลับต่างๆ เกี่ยวกับคดีคนเสื้อแดงจะมีมากขึ้น
ขุดคุ้ยว่าใครอยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารหมู่ !?
และยิ่งตอกย้ำความ 2 มาตรฐานของรัฐบาลไปพร้อมๆ กัน
ที่สำคัญการทวงความยุติธรรมจะเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นในเวทีนานาชาติ
การแสดงพลังของคนเสื้อแดงครั้งล่าสุดเป็นการฟ้องต่อสายตาชาวโลก
ยืนยันว่ายังมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นกับนักโทษเสื้อแดง
รัฐบาลยังคงลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนเสื้อแดง
เชื่อว่าในเร็ววันนี้จะเห็นองค์กรโลกหันมาให้ความสนใจ เรื่องนี้ยิ่งขึ้น
แต่ที่จะเห็นผลชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังมีการเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนฯในวันที่ 21 ม.ค.นี้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ในฐานะส.ส. พรรคเพื่อไทย
ประกาศชัดว่าคดีความทุกอย่างจะเอาไว้พูดในที่ประ ชุมรัฐสภา
เพราะพรรคเพื่อไทยให้อภิปรายได้แบบไม่จำกัดเวลา
เมื่อถึงตอนนั้นสังคมก็จะได้รู้ความจริงทั้งหมด
น่าหนักใจแทนนายอภิสิทธิ์ เพราะปัญหา 7 คนไทยถูกขังในเรือนจำเขมรยังหนักอกหนักใจอยู่เลย
พลาดพลั้งให้นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ทะเล่อทะล่าเข้าไปให้ทหารเขมรจับกุม
จนโดนม็อบที่เพิ่งผิดใจกันอัดเละว่าขายชาติ
ต้องมาเผชิญปัญหาถูกฝ่ายค้านเตรียมขย่มซ้ำในสภาเข้าไปอีก
แบบนี้เรียกว่าโดน 2 เด้ง !?
จักรภพ เพ็ญแข โฟนอินพัทยา-10-01-2011
ที่มา thaifreenews
โดย mamome
ดาบมะเขือเทศ
http://www.4shared.com/audio/RXmEPhsZ/JP...-2011.html
ใบตองแห้งออนไลน์.. อุดมการณ์สื่อ saga: ปลดแอก?
ที่มา ประชาไท
นิติราษฏร์ ฉบับ ๑๒ : ความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ที่มา ประชาไท
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
http://www.enlightened-jurists.com/blog/18
ระยะหลังๆ เราได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองต่อไปนี้บ่อยๆ ใช่ไหม เช่นว่า “แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ บางคนออกมาระบุว่าจะไม่รักษาคนไข้ตำรวจ (อันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑)” หรือ “กัปตันและแอร์โฮสเตสการบินไทยบางคนปฏิเสธไม่รับ ๓ สส. พปช.ขึ้นเครื่อง” หรือ “ ม.ศิลปากรตัดสิทธิ “ก้านธูป” เรียนคณะอักษรศาสตร์ เนื่องจากมีประวัติหมิ่นสถาบันเบื้องสูง” และ “องอาจ ปัด รัฐบาลกดดันทรู ปลด มาร์ค V11” ฯลฯ
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงข่าวคราวที่การ์ดเสื้อแดงถูกฆ่าตายโดยมีความสงสัย ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รวมตลอดไปจนถึงการจับกุม คุมขัง การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในความมีอคติ เลือกปฏิบัติ กระทำโดยไม่เป็นธรรม กลั่นแกล้งต่างๆ นานา หรือแม้กระทั่งข่าวคราวที่หลุดลอดออกมาว่าบรรดาทหารแตงโมตำรวจมะเขือเทศถูก ตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดยิบ หากเจ้านายสงสัยว่ามีความเกี่ยวดองสัมพันธ์กับพวกเสื้อแดงไม่ว่าทางใด เป็นถูกแขวนถูกดอง อนาคตมืดมนแน่นอน
ในฐานะนักกฎหมายเมื่ออ่านข่าวลักษณะนี้จบลง ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อสังเกตอย่างน้อย ๒ ประการที่ควรกล่าวถึง ประการแรก คือ ผู้ที่ปฏิเสธการให้บริการหรือผู้ใช้อำนาจกระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประการที่สอง ผู้ที่ถูกกระทำได้แสดงออกถึงทัศนะทางการเมืองของตน หรือเป็นนักการเมือง หรือ (ในกรณีตำรวจ) เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานของรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่เจ้าหน้าที่ของ รัฐคนนั้นมุ่งต่อต้าน ทั้งๆ ที่ในบางกรณี อย่างกรณีของก้านธูปและมาร์ค V11 นี้เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของเยาวชนไทยธรรมดาๆ สองคน และเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น
ถ้าเราพิจารณาปรากฏการณ์เหล่านี้ในภาพรวม เราเห็นอะไร.....
สำหรับผู้เขียน เห็นสภาวะที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพราะมีการกดดันคุมคามอย่างหนักต่อผู้ที่พูดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม หลากหลายรูปแบบวิธีการ แต่ถ้าคนที่กดดันเป็นประชาชนคนธรรมดาด้วยกันนั่นก็เรื่องหนึ่ง แม้ว่าวิธีการจะมีลักษณะกระทำเป็นขบวนการก็ตาม เช่น ลัทธิล่าแม่มด แต่นั่นก็ไม่มีน้ำหนักที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากนัก
ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การกดดันคุกคามการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่า เพราะ ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้วางกฎ ตีความกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย ให้บริการสาธารณะต่างๆ หรือแม้แต่พิพากษาตัดสินคดีให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่คนที่แสดงความคิดเห็น ได้ ในกรณีเช่นนี้หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจรักษาความเป็นกลางในทาง การเมืองไว้ให้มั่นคง กลับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักคนกลุ่มนี้ โกรธเกลียดคนกลุ่มนั้น หรือหลงไปด้วยแรงจูงใจใดๆ ก็แล้วแต่ สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะอยู่ในอันตรายมากทีเดียว
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ต่อยอดมาจากเสรีภาพในการคิด ของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์ย่อมมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ เสรีภาพในการคิดเป็น “เสรีภาพที่อยู่ภายในและใช้กับตัวเอง” จึงเป็นเสรีภาพที่มนุษย์มีโดยบริบูรณ์ มีสถานะสูงกว่าสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองได้มาตามกฎหมายบ้านเมือง รัฐไม่อาจบังคับควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพในการคิดได้ ขณะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็น “เสรีภาพที่แสดงออกภายนอกและแสดงต่อผู้อื่น” กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นวิถีทางในการแสดงออกซึ่งความนึกคิดของคน ไม่ว่าโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การชุมนุมประท้วง หรือโดยวิธีอื่น จึงมีโอกาสไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือสังคมได้ จึงเป็นเสรีภาพที่รัฐอาจจำกัดได้เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะ ที่สำคัญกว่า หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น
การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ในรัฐเสรีประชาธิปไตย แม้ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกจำกัดได้โดยรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจว่าจะจำกัดหรือไม่จำกัด การแสดงความคิดเห็นของผู้คน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับความคุ้มครองทั้งโดยรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย1 และโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.19482 (Universal Declaration of Human Rights,1948) การ ให้ความคุ้มครองปรากฏโดยการตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา และ การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติ หลักทั้งสองประการนี้ล้วนผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับและปฏิบัติตามกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง
ผู้เขียนเห็นว่าในยุคสมัยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำนอก เหนืออำนาจ กระทำโดยไม่ถูกต้อง หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองฝ่าย ตรงกันข้าม จำเป็นต้องนำเอาหลักทั้งสองประการนี้มาคุยกับท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องปรามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยสาเหตุ เช่นนี้ได้เรื่อยไป
1. การตรากฎหมายกำหนดโทษทางอาญา ในรัฐประชาธิปไตย การ สื่อสารถึงกันได้โดยอิสระซึ่งความคิดเห็นของบุคคลถือเป็นคุณค่าสูงสุดประการ หนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น บุคคลย่อมต้องสามารถแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องต่าง ๆ ได้โดยไม่จำต้องเกรงกลัวว่าจะถูกลงโทษอาญา ในกรณีนี้รัฐสภาจะถูกห้ามไม่ให้ตรากฎหมายเอาผิดและลงโทษอาญาแก่ผู้แสดงความ คิดเห็น เว้นแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริตและเป็นกรณีที่มีกฎหมายห้ามไว้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเช่นว่านี้จะต้องสอดคล้องกับหลักการของระบอบ ประชาธิปไตยและไม่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน เช่นว่า รัฐสภาจะบัญญัติในกฎหมายให้ใช้กระบวนวิธีพิจารณาความที่รวบรัดตัดความ หรือกำหนดบทลงโทษผู้แสดงความคิดเห็นที่รุนแรงเกินไปจนไม่ได้สัดส่วนกับการ กระทำที่เป็นความผิดไม่ได้ นอกจากนั้น ศาลจะถูกห้ามมิให้ลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยโทษที่รุนแรงเพื่อกำราบผู้นั้น หรือคนอื่น ๆ ให้เกรงกลัวมิกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อไปในอนาคต การตรากฎหมายหรือคำพิพากษาลักษณะนี้ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญของรัฐประชาธิปไตย
เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสยุคสาธารณรัฐที่ 3 (1870 ถึง 1940) ซึ่งรัฐสภาได้ตรากฎหมายออกมาจำนวนหนึ่งระหว่างปี ค.ศ.1893-1894 เรียกว่า “Lois scélérates” เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองและการต่อสู้ของขบวนการ ทางการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ชื่อว่า “Le mouvement anarchiste” ปัจจุบันคำว่า Lois scélérates กลายเป็นชื่อเรียกกฎหมายที่มีเนื้อหาเผด็จการ
ในประเทศไทย กฎหมายที่อาจยกขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบประเด็นนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 โดยกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดฐานดูหมิ่นกษัตริย์ รัฐบาล และข้าราชการไว้ว่า ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด หมายความว่า การแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะเป็นการดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์หรือต่อรัฐบาล ถ้าได้กระทำไปภายใต้เจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นการ กระทำที่สามารถกระทำได้ ไม่เป็นความผิด บทบัญญัติของกฎหมายแบบนี้ถือว่าสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยซึ่งเป็น ระบอบการปกครองของไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง3
แต่กฎหมายมาตรานี้ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลังเข้าคลองสองครั้งภาย หลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของคณะราษฎร์ในปี พ.ศ.2490 ครั้งแรกในปี พ.ศ.2499 ได้ตัดเอาข้อยกเว้นดังกล่าวทิ้งไปพร้อมกับโทษปรับ คงเหลือแต่โทษจำคุก เป็นอันว่าการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์หรือรัฐบาล แม้จะเป็นการกระทำที่เป็นไปภายใต้ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้รับข้อ ยกเว้น และครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินกำหนดโทษจำคุกในมาตรานี้ให้สูงขึ้นจากเดิมไม่ เกิน 7 ปี เปลี่ยนให้เป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี จนถึงทุกวันนี้
ขณะเดียวกัน ศาลยุติธรรมก็มีแนวโน้มลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ด้วยโทษจำคุกในอัตรา สูง ดังกรณีของนางบุญยืน ประเสริฐยิ่ง ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 6 ปี (คดีหมายเลขแดงที่ อ.4308/2551) หรือกรณีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 คดี ๆ ละ 6 ปี รวม 18 ปี ไม่ลดโทษ (คดีหมายเลขแดงที่ อ.2812/2552) ผู้ถูกลงโทษส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำให้ยอมรับสารภาพเพื่อให้ได้ลดโทษและใช้ วิธีถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากคำพิพากษาถึงที่สุดเพื่อให้พ้นโทษโดย เร็ว
จะเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นี้ทั้งมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย (การตัดข้อยกเว้นออก) และทั้งขัดกับหลักความได้สัดส่วน (กำหนดลักษณะโทษสูงเกินกว่าลักษณะความผิด) เราจะเรียกมาตรา 112 ว่า Lois scélérates เมืองไทยได้หรือไม่ แต่กระนั้นกฎหมายที่เลวก็อาจถูกจำกัดขอบเขตความชั่วร้ายไว้ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
2. การห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น หลักการข้อนี้มุ่งใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับ ประชาชนโดยตรง มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงรักษาความเป็นกลาง และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หลักการนี้มุ่งบังคับเหนือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ ที่จะต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่แบ่งแยกว่ามิตรว่าศัตรูด้วยสาเหตุความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมือง ระหว่างตัวเจ้าหน้าที่กับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน
หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุความแตกต่างในความคิดเห็น มีรากฐานมาจากหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างบุคคลซึ่งได้รับการรับรอง โดยรัฐธรรมนูญ มุ่งบังคับใช้ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติ กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำเอาความคิดเห็นทางการเมืองหรือความเชื่อ ทางศาสนาของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้รับบริการสาธารณะมาเป็นเหตุให้มีการเลือก ปฏิบัติต่อบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าในทางที่เป็นผลดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามมาตรฐานปกติธรรมดา ในประเทศฝรั่งเศส ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสตีความข้อห้ามนี้รวมไปถึงการแสวงหาหรือเก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อทราบถึงความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางความเชื่อทางศาสนาของบุคคล ด้วย เช่น การออกแบบเอกสารให้ประชาชนต้องกรอกช่อง “ศาสนา” เป็นต้น4
โดยเหตุนี้แพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ตลอดจนหน่วยงานให้บริการของรัฐทั้งหลาย ไม่สามารถปฏิเสธการให้บริการตามหน้าที่หรือตัดสิทธิประโยชน์อันพึงได้ของ บุคคลด้วยเหตุผลว่าผู้นั้นได้แสดงทัศนะหรือแสดงออกโดยวิธีใด ๆ ซึ่งความเชื่อโดยสุจริตของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะเกี่ยวกับการเมืองหรือความเชื่อ (ไม่เชื่อ) ในทางศาสนา หากฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
มีคำถามที่สมควรพิจารณาในประการสุดท้ายว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่ เพียงใด
ใน ที่นี้จะขอนำหลักกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสมาเป็นแนวทางเพื่อตอบคำ ถามนี้ ได้แก่ รัฐบัญญัติลงวันที่ 13 กรกฎาคม 1983 มาตรา 6 บัญญัติว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง” และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าว มาตรา 18 ของกฎหมายฉบับเดียวกันได้บัญญัติห้าม มิให้ผู้บังคับบัญชาเก็บรวบรวมจัดทำข้อมูลใดๆ ไว้ในแฟ้มประวัติของเจ้าหน้าที่รัฐใต้การบังคับบัญชาที่สามารถบ่งชี้ถึงแนว ความคิดของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นในทางการเมือง ทางปรัชญาความเชื่อ หรือทางศาสนา รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับ ค.ศ.1946 ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการถูกกลั่นแกล้ง ถูกโยกย้าย หรือถูกกระทำให้เสียหายในหน้าที่การงานเพราะเหตุจากเชื้อชาติ การแสดงความคิดเห็นและการถือศาสนาของตน ทั้งผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแจ้งรายละเอียดเหล่า นี้หากผู้นั้นไม่ยินยอม
เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศสทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ บังคับบัญชาในกรณีก้าวล่วงเข้าไปในแดนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้ใต้ บังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 กรณี นั่นคือ กรณีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐ และกรณีการพักงาน การลงโทษทางวินัยข้ารัฐการ
การสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งงานของรัฐอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาค เท่าเทียมของบุคคลเช่นเดียวกัน บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับคัดเลือกให้ทำงานในหน่วยงานของรัฐอย่างเสมอภาค กัน หากรัฐจะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น ย่อมเป็นไปโดยเหตุผลเรื่องความรู้ความสามารถและคุณความดีของบุคคลเท่านั้น รัฐไม่อาจตัดสินให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับคัดเลือกให้ได้ตำแหน่งงานสาธารณะ หรือไม่เพียงเพราะเหตุผลจากความคิดเห็นทางการเมือง ในกรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสจะนำหลักการไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุจากความ คิดเห็นที่กล่าวมาแล้วมาใช้บังคับอย่างเคร่งครัด ผู้เขียนเห็นว่าสามารถปรับใช้หลักความเสมอภาคนี้กับกรณีการไม่พิจารณาความดี ความชอบหรือไม่เลื่อนตำแหน่งให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดคนหนึ่งด้วยเหตุผล ทางความคิดเห็นทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน
ท้ายที่สุด ผู้บังคับบัญชาไม่อาจสั่งพักงานหรือสั่งลงโทษทางวินัยด้วยเหตุที่เจ้า หน้าที่ผู้นั้นมีอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองอย่างหนึ่ง อย่างใดได้ ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสได้เคยสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษให้ออกจากงานผู้ตรวจ การสถานศึกษาด้วยสาเหตุที่บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์5
โดยสรุปแล้ว ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ดำรงรักษาความเป็นกลางทาง การเมืองแม้ในกรณีการคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรือการพักงาน การลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย การฝ่าฝืนหลักการไม่เลือกปฏิบัติอาจเป็นเหตุให้คำสั่งและการกระทำของผู้ บังคับบัญชาไม่ชอบด้วยกฎหมายและถูกเพิกถอนได้.
--------------------------------------------
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”
2. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.1948 (Universal Declaration of Human Rights,1948) ข้อ 19 “บุคคลมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอด และที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสาร และความคิดเห็น ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน”
3. ดู สมชาย ปรีชาศิลปกุล ใน “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”, กทม., จัดพิมพ์โดย โครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ.2553, หน้า 64-65.
4. CE. 9 juillet 1943, Ferrand, Rec., p.176.
5. CE., 1er octobre 1954, Guille, D., 1955, p.431.
“ธาริต” ยื่นศาลขอถอนประกัน “จตุพร”
ที่มา ประชาไท
“ธาริต” ยื่นศาลขอถอนประกัน “จตุพร” ขณะที่ “จตุพร” เข้าคิวยื่นคัดค้านการขอถอนประกันทันที สะกิดถามจะต้องถูกถอนประกันอีกสักกี่ครั้ง ศาลนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 ม.ค.นี้

ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย
12 ม.ค. 54 - ที่ศาลอาญา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ายื่นคำร้องต่อศาลอาญาด้วยตนเอง เป็นครั้งที่ 3 เพื่อขอถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย โดยนายจตุพร ได้เดินทางมาถึงศาลก่อนนายธาริต เพื่อรอยื่นคัดค้านการถอนประกันทันที
นายธาริต กล่าวว่า การยื่นขอถอนประกันนายจตุพร วันนี้ (12 ม.ค.) ดีเอสไอ เตรียมพยานไว้เบื้องต้น 2 ปาก คือตนในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย และพ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง พนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย พร้อมเบิกความต่อศาล และได้เตรียมหลักฐานการเคลื่อนไหวและคำพูดของนายจตุพร เมื่อวันที่ 9-10 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าอาจกระทบกระเทือนต่อการสอบสวนและการดำเนินคดี ของศาล มีการข่มขู่พนักงานสอบสวนและศาล
ด้านนายจตุพร ซึ่งยื่นขอคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนประกันของดีเอสไอทันที ให้สัมภาษณ์ ยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวของศาล โดยเฉพาะการต่อโทรศัพท์ถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือการพูดถึงนายธาริต ว่า เป็นข้าราชการซี 10 ก็เป็นข้อเท็จจริงปกติ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับคดี การเดินทางมาศาลวันนี้ เพราะเห็นว่าถูกคุกคามเสรีภาพ และอยากถามนายธาริต ว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตนจะต้องถูกยื่นถอนประกันอีกกี่ครั้ง และหากเปิดสภาเมื่อใด ตนจะอภิปรายในสภาซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมให้เวลาตนพูดเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายธาริต ยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนประกันตัวนายจตุพร นายจตุพรได้ยืนเข้าแถวต่อจากนายธาริต เพื่อยื่นคัดค้านคำร้องของดีเอสไอทันที และสะกิดถามนายธาริต ด้วยว่า จะต้องถูกถอนประกันอีกสักกี่ครั้ง ซึ่งนายธาริต ตอบว่า ทำตามหน้าที่ นายจตุพรมีหน้าที่อย่างไรก็ทำไป จะยื่นถอนประกันกี่ครั้งขึ้นกับการกระทำของนายจตุพร ไม่ได้ขึ้นกับนายธาริต สำหรับการยื่นคำร้องขอถอนประกันนายจตุพร ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ที่อธิบดีดีเอสไอยื่นคำร้องด้วยตนเอง แต่ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่ดีเอสไอยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนประกันนายจตุพร โดยครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่นายจตุพร เดินทางมาพบนายธาริต ด้วยตนเอง
ทั้งนี้ศาลนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งในวันดังกล่าว เป็นวันเดียวกันกับที่ ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยคู่ความในคดีที่ นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยานายธาริตฟ้องหมิ่นประมาทนายจตุพร กรณีกล่าวหา นางวรรษมล เรียกรับเงินเคลียร์คดีเลี่ยงภาษี และคดีที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร ฟ้องหมิ่นประมาท นายจตุพร กรณีกล่าวหา นางรสนา เชิญตำรวจกับดีเอสไอ ไปเคลียร์คดีพันธมิตรฯ ปิดสนามบินด้วย
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น
คุณขอมาไม่เขินโดนจับได้เกณฑ์ม็อบต้านเสื้อแดง ผุดแผนชั่วป่วนการชุมนุมทำลายความชอบธรรม
ที่มา Thai E-News
ปรองดองดีแท้..-คนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งได้นัดหมายชุมนุมรำลึกวีรชน 19 มกราคมนี้พร้อมเชิญชวนบอยคอตห้างฯย่านราชประสงค์ โดยสุรชัย แซ่ด่าน แดงสยามก็มีนัดวันเวลาเดียวกัน ส่วนเสื้อแดงนปช.แดงทั้งแผ่นดินมีนัด23มกราคม ขณะที่มีการออกมาแจ้งข่าวว่า"คุณขอมา"มีแผนจ้างนักเลงหัวไม้ก่อเหตุเพื่อทำลายความชอบธรรมการชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ หลังจากเริ่มจุดประกายไปแล้วเมื่อวานนี้ แม้จะโดนจับได้เพราะข่าวรั่วก็ตาม
ส่วนภาพบนเป็นการเปิดเฟสบุ๊ค"ระดมคนกรุงเทพฯต่อต้านเสื้อแดงชั่ว"ให้นำกาใส่น้ำร้อนเทราดลงมาขณะคนเสื้อแดงจัดชุมนุม เมื่อราดโดนหัวแล้วให้ลากไปซ้อมให้สลบตามซอกตึก
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มกราคม 2554
ผู้เขียนกระทู้ข่าวรั่วเรื่อง"คุณขอมา"ให้ห้างเซ็นทรัลด์เวิลด์และห้างย่านราชประสงค์เกณฑ์คนมาชุมนุมที่แยกราชประสงค์เพื่อโจมตีคนเสื้อแดง โดยอ้างผลกระทบต่อธุรกิจ และผลออกมาแม่นยำตามที่ให้ข่าว ได้ออกมาตอกย้ำอีกครั้งกับข่าวใหม่ ในหัวข้อกระทู้เรื่อง ข่าวรั่ว (ภาค 2) บอกก่อน 11 วัน ถ้ายังดื้อทำก็เปลี่ยนใจซะเถอะ
โดยมีรายละเอียดในกระทู้ของกระดานสนทนาInternet Freedom ดังนี้
ท่านคิดว่า เผด็จการและสมุน จะทนดูการออกมาเรียกร้องชุมนุมประท้วง ที่นานวันคนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ ต่อไปได้สักกี่หน...
การชุมนุมโดยสงบและไปกลับตามเวลาไม่กี่ชั่วโมง ถือเป็นอาวุธร้ายแรงที่เขาทำอะไรเราไม่ได้ ตราบใดที่เรายังอยู่ภายในกรอบกติกา ดังนั้น เขาต้องหาทุกวิธี สารพัดวิธีการที่จะทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมของคนเสื้อแดงลงให้ได้
เมื่อวาน...
การออกมาชุมนุมเรียกร้องจากผู้ประกอบการค้าย่านราชประสงค์ ที่นำโดย นายชาย ศรีวิกรม์ ผู้บริหารและเจ้าของเกษรพลาซ่า ในนามนายกสมาคมผู้ค้าฯ ที่เราเปรียบกันว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับพลังมวลชนคนเสื้อแดง มันเป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะประกาศต่อสื่อและสื่อสารไปยังสังคมว่า ณ บัดนี้ มีผู้ไม่เห็นด้วย มีผู้เดือดร้อนจากการชุมนุมรวมตัวกันเท่านั้นเองละค่ะ เขาประเมินมูลค่าความเสียหายของพวกตัวเองนับหมื่นล้านบาท และเมื่อวันนี้เขาไปยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ ภาระหน้าที่ของเขาที่ “คุณขอมา” ก็เป็นอันจบสิ้น (ศรีวิกรม์ เป็นหุ้นส่วนในสยามพารากอน ร่วมกับตระกูลล่ำซำ ธ. กรุงเทพ ภิรมย์ภักดี และ XXX (จำเป็นต้องสงวนนาม) ในนามบอง บ. สยามพิวรรธน์)
หลังจากที่ดิฉันได้พูดถึง “ข่าวรั่ว” ที่โพสเป็นกระทู้ข่าวรั่ว.. ก่อนการชุมนุมผู้ค้าไม่กี่นาที แหล่งข่าวคนเดิมเล่าให้ฟังต่อไปว่า หลังจากที่มีการชุมนุมของผู้ค้าไปแล้ว ความคืบหน้าถึงเวลานี้ มีการระดมจ้างพนักงานโรงงานในกลุ่มหัวเหลือง พวกอันธพาลหัวไม้ ฯลฯ ให้ออกมายั่วยุมวลชนในวันที่ 23 มค. ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอ ขว้างปา เพื่อให้มวลชนโกรธแค้น..น่ายินดีที่คนโรงงานส่วนใหญ่ปฏิเสธ และนำข่าวมาบอก แต่เชื่อว่าเงินสามารถจ้างผีมาทำงานนี้จนได้ พฤติกรรมคงจะเหมือนพวกนางเลิ้ง พวกเพชรบุรีซอย 5 ตอนเราดาวกระจายรอบกรุงเทพฯ (รายละเอียดก็ไม่ทราบว่าจะถึงระดับไหน) เพื่อที่จะขยายผลทางสื่อ และทำให้คนเสื้อแดงกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่ชอบธรรมในที่สุด
สรุปที่จะพูดก็คือ เขากลัวการชุมนุมโดยสงบมากๆ จนถึงมากที่สุด เพิ่มคนชุมนุมขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง เขาต้องทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่เท่ากับเร่งเวลาให้สุกงอมเร็วขึ้น(ไม่กล้าวิเคราะห์หรอกค่ะ) ที่สำคัญ ต้องอดทนต่อการยั่วยุทุกรูปแบบ ทั้งป้องกัน ห้ามปราม อย่าให้การชุมนุมของเราต้องเสียแนวทางไป (ฝากถึงทุกๆ ท่าน และแกนนำย่อยให้บอกกันด้วยนะคะ)
เหมือนเดิมค่ะ แต่คราวนี้ขอบอกข่าวรั่วนี้ล่วงหน้า 11 วัน และยินดีหากจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอให้ืท่านรวมพลัง สู้อย่างมีสติ อดทน มันใกล้เต็มทีแล้ว....
ขณะเดียวกันมีรายงานว่านายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยามจะไปจัดกิจกรรมรำลึกวีรชนราชประสงค์ในวันที่ 19มกราคมนี้ด้วย ก่อนหน้าวันที่นปช.แดงทั้งแผ่นดินนัดหมายจะไปชุมนุมในวันที่ 23 มกราคมนี้
ขณะเดียวกันคนเสื้อแดงอีกกลุ่มก็ได้นัดหมายไปชุมนุมกันในวันที่ 19 ที่แยกราชประสงค์ โดยออกหนังสือเวียนเชืญชวนกันว่า
จากการออกมาต่อต้านการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยอ้างความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ค้าย่านราชประสงค์
ตามข่าวเวบผู้จัดการ เราจึงจะรวมตัวกันในวันที่ 19 มกราคม 2554 นี้เพื่อแสดงจุดยืนในการชุมนุมเรียกร้อง ทวงถามความเป็นธรรมให้กับเสื้อแดงที่เสียชีวิต ที่ถูกคุมขัง ว่าเราจะไปชุมนุมทุกวันที่ 19 ที่ราชประสงค์ จนกว่าเราจะได้รับความเป็นธรรมให้เพื่อนวีรชน และเพื่อนของเราที่โดนคดีต่างๆ และร่วมกันบอยคอตห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ (เกษร,เซ็นทรัลเวิลด์)
พบกันที่แยกราชประสงค์ เวลา 17.00 น.วันที่ 19 มกราคม 2554
ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า กรณีมีการออกมาต่อต้านการชุมนุมคนเสื้อแดงว่ากระทบธุรกิจนั้น ได้มอบหมายให้ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบเจรจาระหว่างนปช.กับผู้ค้าย่านราชประสงค์แล้ว
เขินจัง!โดนจับได้จะๆคุณขอมาสั่งเซ็นทรัล เกณฑ์พนักงานจัดม็อบจำเป็นตลบหลังดิสเครดิตเสื้อแดง

งามไส้-หนังสือที่ลงชื่อว่า พวกเราชาวย่านราชประสงค์นัดก่อม็อบต่อต้านคนเสื้อแดงออกตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม นัดชุมนุมกันในเที่ยงวันที่ 11 เพื่อหวังตลบหลังเสื้อแดง 1 วัน แต่ไม่มีใครสนใจเข้าร่วม สุดท้ายผู้บริหารเซ็นทรัลด์เวิลด์กับดุสิตธานีโดน"คุณขอมา"ขอให้เกณฑ์พนักงานแผนกละ 3 คนมาเป็นม็อบจำเป็น โดยวางแผนให้สื่อสมุนบริวารโหมโฆษณาชวนเชื่อทำลายการต่อสู้คนเสื้อแดง
ลำดับเหตุการณ์
7 มกราคม-พวกเราชาวราชประสงค์ออกจดหมายเชิญชุมนุม11.30น.วันที่11
10 มกราคม-คนเสื้อแดงราว30,000คนชุมนุมแยกราชประสงค์
11 มกราคม-10.50น.มีการแฉว่าเซ็นทรัล,ดุสิตธานีเกณฑ์พนักงานแผนกละ3คนมาเป็นม็อบจำเป็น
11 มกราคม-ราวเที่ยงม็อบจำเป็นออกมายืนแข็งทื่อถือป้ายแบบเดียวกันเป๊ะๆต้านเสื้อแดง
11 มกราคม-บ่ายๆเย็นๆสื่อสายอำมาตย์ตีข่าวชาวราชประสงค์ต้านเสื้อแดงชุมนุมกระทมบธุรกิจ
ก่อนที่จะมีข่าวผู้ค้าย่านราชประสงค์ออกมาถือป้ายประท้วงคนเสื้อแดงไม่ให้มาชุมนุมที่ราชประสงค์ในช่วงค่ำวานนี้ (11ม.ค.) ปรากฎว่ามีคนออกมาแฉดักหน้าตั้งแต่ช่วงเช้าว่า จะมีข่าวนี้เกิดขึ้น เป็นแผนการทำลายความน่าเชื่อถือของคนเสื้อแดง
ทั้งนี้มีการตั้งกระทู้ไว้ในบอร์ดสนทนาการเมืองInternet freedom ในช่วงเวลา10.50 น.ของวานนี้ ในหัวข้อกระทู้เรื่อง ข่าวรั่ว... !!! พนักงาน "เซ็งท่าน" จะออกมาชุมนุมวันนี้ที่ราชประสงค์ โดยรายละเอียดกระทู้ระบุว่า
ข่าวรั่วจากวงในของห้าง "เซ็งท่าน..เวร" ได้มีการกำหนดให้พนักงานแผนกละ 3 คน ออกมาทำการประท้วงการใช้พื้นที่ราชประสงค์ของคนเสื้อแดง เพื่อประท้วงว่าทำให้พนักงานและคนค้าขายแถบนั้นเดือดร้อนจากการชุมนุม งานนี้ เจ้าของ "เซ็งท่าน" จำใจหรือจงใจไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นรายการ "คุณขอมา" เช่นเดียวกับพนักงานโรงแรมดุสิตธานี
คนประท้วงจะมากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญที่สื่อหลักๆ ทั้งทีวี นสพ. จะรีบประโคมโหมข้่าว ว่าคนเสื้อแดงที่ว่ามากันสองสามพันในวันที่ 9 มค.ได้สร้างความเสียหายให้กับคนแถวๆ นั้น เห็นไหมล่ะ เขาออกมาต่อต้าน จุดประสงค์ก็เพื่อจุดแนวร่วมต่อต้านมาอีกครั้ง
งานนี้แผนแตกเพราะ "ไส้ศึก" คนเสื้อแดงในเซ็งท่าน ถึงได้มาบอกกล่าวกันที่นี่ เมื่อได้ทราบแล้วว่าแผนแตกและเกิดรู้กันล่วงหน้า จะดำเนินตามแผนเดิมต่อไป
[b]หรือจะยกเลิกแผนให้หนูเสียหน้า กลายเป็นว่า หนูเป็นคนปล่อยข่าวโคมลอย[/b]
เรื่องนี้หนูไม่ว่าค่ะ... หนูไม่มีอะไรจะเสียกว่านี้หรอกค่ะ งานนี้ ขอให้มองในแง่ดีนะคะ เขา กลัว เขาถึงดิ้น
1-2-3 Action-โฉมหน้าม็อบชาวราชประสงค์พากันยืนแข็งทื่อถือป้ายที่ตัวหนังสีอเดียวกัน ฟ้อนท์เดียวกันเป็นระเบียบเหมือนเข้าแถวกำลังอ่านสคริปต์ที่มีคนเตรียมไว้ให้
ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามข่าวรั่วเบื้องต้น ในเวลาต่อมาราว18.00 น. สำนักข่าวเนชั่นพาดหัวข่าวเรื่อง ผู้ค้าราชประสงค์ จี้นายกฯคุมม็อบยึดพื้นที่การค้าใช้ชุมนุม
เนื้อข่าวระบุว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เวลา 12.00 น. ผู้ค้าย่านราชประสงค์เรียกร้องเรื่องการบริหารจัดการชุมนุมในที่สาธารณะพร้อมอ่านจดหมายเปิดผนึก ที่หน้าห้างเกสรพลาซ่า 14.00 น. หลังจากนั้นตัวแทนผู้ค้าย่านราชประสงค์ จะเดินทางยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องเรื่องการบริหารจัดการชุมนุมในที่สาธารณะถึงนายกรัฐมนตรี
ต่อมากระดานสนทนาIFยังได้นำเอกสารฉบับหนึ่งออกมาแฉว่า มีการออกหนังสือในนาม"พวกเราชาวย่านราชประสงค์"ถึงชาวราชประสงค์ อ้างว่าการชุมนุมกระทบต่อธุรกิจและความเป็นอยู่ชาวราชประสงค์ จึงขอนัดหมายให้ออกมารวมตัวกันที่แยกราชประสงค์ในเวลา11.30น.วันที่11ม.ค. และเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลยื่นหนังสือนายกฯในเวลา14.00น
เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 7 มกราคม ก่อนหน้ากลุ่มคนเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์ในวันที่ 10 มกราคม และนัดหมายกันช่วงเที่ยงว้นที่ 11 มกราคม เพื่อจะกล่าวโทษว่าการชุมนุมคนเสื้อแดงทำให้รถติด และธุรกิจ แต่ก็ไม่มีใครสนใจออกมาร่วมชุมนุม ผู้บริหารเซ็นทรัลและดุสิตธานีจึงต้องเกณฑ์พนักงานออกมาแผนกละ 3 คนเพื่อทำม็อบราชประสงค์ดังกล่าว
น้ำตาเสรีภาพ
ที่มา Thai E-News

วันที่ท้องฟ้าไร้แสงตะวัน
ขาวโพลนไปทั้งผืน
ความหนาวเย็นกางแขนแผ่คลุมแผ่นดินสิ้นหวัง
เงียบสงัดและอ้างว้าง
หลังการเข่นฆ่านกเสรีภาพครั้งใหญ่
พิราบฝูงนั้นถูกจับขังกรง
โลกหมองเศร้าสังเวชความยุติธรรม
เลวร้ายยิ่งกว่านั้น
นกพิราบในกรงขังเผด็จการนับนิ้วท้อแท้แต่ละคืน
ความตายผุดขึ้นมาในหวังปลดปล่อยทุกข์ตรมของครอบครัวแต่ละวัน
กำลังใจจากภายนอกบรรเทาความเจ็บปวดรวดร้าวได้เพียงชั่วเวลา
จดหมายแต่ละฉบับฉาบทาด้วยความคับแค้น
คับข้องใจพอกพูนรันทดท้อทะลักออกมาจากกรงขัง
น้ำตาแต่ละหยดมิได้อุทิศให้ความแพ้พ่าย
มันเป็นทางออกของความอัดอั้นทั้งหมดทั้งมวลของเสรีภาพ
เป็นสัญญาณให้นกเสรีที่โบยบินอยู่รอบกรอบกรงได้ตระหนัก
ว่าแววตาไร้ปราณีของศัตรูเก่าแก่
เลวทรามเสียยิ่งกว่าที่เรามองเห็นหลายเท่านัก !!!
ความหนาวเย็นกดทับหนักหนาขึ้น
เมื่อดวงตะวันไร้ตัวตนลับลาไปอย่างแท้จริง
นกเสรีภาพเหม่อมองอิสรภาพนอกลูกกรงล่อยลอยห่างออกไป
น้ำตาระเหยแห้งกลับย้อนสู่ภายใน
เยียวยาบาดแผลตัวตนด้วยดวงใจกล้าแกร่งในอดีต
หยัดยืนอย่างมั่นคงในการต่อสู้อีกรูปแบบที่หัวใจเสรีกระทำได้
บนโลกที่เหน็บหนาวทั้งภายนอกและภายใน
โดย ดาว วัญ กุ๋ย
เป็นกำลังใจให้นักสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกท่านที่ถูกรัฐเผด็จการกักขัง หลังได้อ่านจดหมายจากเรือนจำฉบับหนึ่ง เผยแพร่โดย ทนายอานนท์ นำภา
ผมคงไม่มีโอกาสออกจากคุกนี้แน่นอน พ่อแม่ผมเสียใจทุกวัน แฟนผมก็ออกจากงานมาเยี่ยมผมทุกวัน เดิมเราวางแผนจะแต่งงานกันปีนี้ ผมบอกให้เธอไปหาคนใหม่ได้แล้ว ผมขอตายดีกว่า
*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง
-บทกวีศรีประชา วิสา คัญทัพ:สำนัก “ราษฎรประสงค์” ประกาศกาย ที่ว่าการด้านกฎหมายของมวลชน
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:“คำแจง”โครงการวิจัย “เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา”
ที่มา Thai E-News
เราหวังว่า “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ชุดนี้ จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิด สติปัญญาให้กับเราๆ ท่านๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวของ “เขตแดน-พรมแดน-ชายแดน” ของ “รัฐสมัยใหม่” ที่เป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ที่มีมาจากอดีต ..เรามีความหวังตามปณิธานของผู้ก่อตั้งของเรา คือ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์
โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
11 มกราคม 2554
หมายเหตุไทยอีนิวส์:สืบเนื่องจากเวบไซต์ASTVผู้จัดการ สื่อกระบอกเสียงชวนเชื่อของพันธมิตร ได้ตีพิมพ์รายงานเรื่อง เปิดชื่อนักวิชาการก๊วน"ชาญวิทย์"รับจ้าง กต.กล่อมคนไทยยอมเขมร เปิดรายละเอียดโครงการ 7.1 ล้าน "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" รับจ้าง กต. ศึกษาข้อมูล-จัดทำสื่อเผยแพร่ กล่อมคนไทยให้เห็นใจเพื่อนบ้าน อ้างเพื่อความสัมพันธ์อันดี ให้การปักปันเขตแดนเป็นไปอย่างราบรื่น เริ่มงาน พ.ค.53 ส่งมอบรายงานสุดท้าย ม.ค.54 นี้ เผยชื่อทีมนักวิชาการ ล้วนอยู่ในก๊วน "เสื้อแดง" หนุน "ชาญวิทย์" เข้าข้างเขมร
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ทำ“คำแจง” โครงการวิจัย “เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา” Our Boundaries-Our ASEAN Neighbors (เรื่องของหนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี)มีเนื้อหาดังต่อไปนี้
อารัมภบท
“หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ชุดนี้ประกอบด้วยหนังสือ 6 เล่ม และดีวีดี-วีซีดี 1 ชุด
เป็นผลงานค้นคว้าวิจัยที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดทำขึ้นตามสัญญา “รับจ้าง” กับกระทรวงการต่างประเทศ
มูลนิธิฯ ของเรานี้ก่อตั้งขึ้นโดย ศ. ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2509 และปัจจุบันมี ศ. เพ็ชรี สุมิตร เป็นประธาน และมี ศ. เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม และ ศ. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นรองประธาน
“หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ในโครงการ ““เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา””ดังกล่าวนี้ ได้รับความสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้จัดทำขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553-54 และมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เรื่องเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสารคดี การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการฝึกอบรม” โดยมี ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับ ดร. พิภพ อุดร เป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าโครงการฯ ดังมีรายชื่อ ต่อไปนี้
1. ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจ และแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทยกับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน: กัมพูชา–ลาว–พม่า–มาเลเซีย (Collected Treaties – Conventions –Agreements – Memorandum of Understanding and Maps Between Siam/Thailand – Cambodia – Laos – Burma – Malaysia) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
2. ศาลโลก–ศาลอนุญาโตตุลาการ กับข้อพิพาทระหว่างประเทศ (International Court of Justices– Permanent Court of Arbitration)โดย พนัส ทัศนียานนท์, ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, วิพล กิติทัศนาสรชัย
3. เขตแดนเวียดนาม–จีน–กัมพูชา–ลาว (Boundaries of Vietnam-China-Cambodia-Laos)โดยพิเชฐ สายพันธ์ และ สุริยา คำหว่าน
4. เขตแดนจีน–รัสเซีย–มองโกเลีย (Boundaries of China–Russia and Mongolia) โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์และ รณพล มาสันติสุข
5. เขตแดนฝรั่งเศส–เนเธอร์แลนด์–แม่น้ำดานูบ (Boundaries of France–The Netherlands and The Danube River) โดย มรกต เจวจินดา ไมเออร์ และอัครพงษ์ ค่ำคูณ
6. เขตแดนสยามประเทศไทย–มาเลเซีย–พม่า–ลาว–กัมพูชา (Boundaries of Siam/Thailand–Malaysia – Burma–Laos –Cambodia) โดย อรอนงค์ ทิพย์พิมล, ธนศักดิ์ สายจำปา, ดุลยภาค ปรีชารัชช, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, อัครพงษ์ ค่ำคูณ
วัตถุประสงค์ของโครงการ “เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา” นี้ คือ
1. ผลิตงานวิชาการในรูปแบบที่เป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ที่เข้าใจง่าย ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องทางวิชาการ ครบถ้วนเกี่ยวกับองค์กร (ศาลโลก-ศาลอนุญาโตตุลาการ) สถานะและแนวทางการแก้ไขปัญหา เขตแดน-พรมแดน-ชายแดนระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย รวมทั้งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศต่างๆที่มีเขตแดน-ชายแดน-พรมแดนติดต่อกัน ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป เช่น เวียดนาม จีน รัสเซีย มองโกเลีย ตลอดจนฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และแม่น้ำดานูบ โดยครอบคลุมตัวอย่างทั้งที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลวในการแก้ปัญหาเขตแดน-พรมแดน-ชายแดน
2. นำผลงานวิชาการที่สำเร็จเป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” แจกจ่ายอภินันทนาการ (ไม่มีจำหน่าย) ให้กับห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โรงเรียนประจำจังหวัด หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสังคมและรัฐ ตลอดจนสื่อมวลชน จำนวนหน่วยละ 3,000
3. ดำเนินการจัดการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในรูปแบบของการเสวนา ประชุมปฏิบัติการ การฝึกอบรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554
4. ดำเนินการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดีของประชาชนและสังคมไทย และสร้างความตื่นตัวถึงบทบาทการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน กับสถาบันการศึกษา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการมีความสัมพันธ์อันดีในฐานะ “ประชาคมอาเซียน” Asean Communityร่วมภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วยกัน ตลอดจนการหาวิถีทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีฉันท์มิตรประเทศที่มีความเท่าเทียมกันในโลกสมัยปัจจุบัน
ปัจฉิมกถา
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขอขอบคุณความร่วมมือและความสนับสนุนที่ได้จากองค์กรของรัฐ เอกชน และตัวบุคคล อาทิ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวง การต่างประเทศ ตลอดจนข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบันนิรนามหลายท่าน
ขอบคุณกรมแผนที่ทหาร กองบัญชากองทัพไทย กองบัญชาการทหารสูงสุด สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ตลอดจน “กัลยาณมิตร” ต่างรุ่นต่างวัย ที่มีส่วนทั้งร่วมงานโดยตรง มีทั้งส่วนช่วยเหลือ ช่วยผลักดัน และให้คำแนะนำกับ “กำลังใจ” ในการดำเนินการโครงการฯ ที่ค่อนข้างใหญ่โตและอยู่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคม-และการเมืองที่อ่อนไหวและเปราะบางในปัจจุบัน
เราหวังว่า “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ชุดนี้ จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิด สติปัญญาให้กับเราๆ ท่านๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวของ “เขตแดน-พรมแดน-ชายแดน” ของ “รัฐสมัยใหม่” ที่เป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ที่มีมาจากอดีต มาจากการกระทำของบรรพชน ที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ที่เราอาจจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ยังอยู่กับเราในปัจจุบัน
และจะคงยังมีต่อไปในอนาคต ที่เราจะต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขต่อไปทั้งนี้เพื่อเยาวชน-คนหนุ่มคนสาว-ลูก-หลาน-เหลน-โหลน “คนรุ่นใหม่” กับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา
เรามีความหวังตามปณิธานของผู้ก่อตั้งของเรา คือ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 (1966) เป็นต้นมา ยึดมั่นเป็นแนวทางของวิชาการตามพุทธภาษิตในภาษาบาลีที่ว่า “นัตถิ ปัญญา สมาอาภา” และแปลเป็นไทยว่า “แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี” นั่นเอง
Charnvit Kasetsiri, Ph.D.
Help Rescuing Siam- click:
www.petitiononline.com/SIAM2008
www.petitiononline.com/siam2007
Thammasat University
Bangkok 10200, Siam (not Thailand)
Web: charnvitkasetsiri.com;
http://textbooksproject.com/HOME.html,
http://www.tu.ac.th/org/arts/seas;
662-424-5768, fax. 662-433-8713



