ที่มา thaifreenews
โดย blalabla
ผลประโยชน์ ทั้งนั้น มันหิวโหย
หวังกอบโกย รอบใหม่ ให้อิ่มหนำ
จึงต้องใช้ เล่ห์กล คนระยำ
เพื่อหนุนนำ ซ่อนเร้น สู่เส้นชัย....
เมื่อมันริ ตระบัดสัตย์ จึงงัดข้อ
หวังตัดตอน ต้นตอ คงพอไหว
แม้มีคน รู้เห็น คอยเป็นใจ
ว่ากล้ามใหญ่ แข็งแรง แกร่งเกินคน....
เป็นวิถี ทางเลว อันเหลวแหลก
เพื่อชำแรก กติกา มาอีกหน
หวังแก้ รัฐธรรมนูญไว้ ให้พวกตน
เพิ่มพูนผล เก้าอี้ ที่อยากครอง....
เพราะอดอยาก ปากแห้ง หมดแรงสู้
จึงหาผู้ คบคิด จิตสนอง
แล้วสมอ้าง เพ้อฝัน ตามครรลอง
แท้จดจ้อง กอบโกย เพื่อโปรยทาง....
พวกส่งเสริม ตามัว อย่างชั่วช้า
แล้วก้มหน้า ตามรอย คอยสะสาง
แถมยิ้มเยาะ เพราะระยำ คอยอำพราง
จึงอ้างว้าง ประเทศนี้ อัปรีย์ครอง....
blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, January 14, 2011
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 14/01/54
ไทยติดโผ 25 ชาติ ประชาธิปไตย "เสื่อมถอย"
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

องค์กรสอดส่องประชาธิปไตยทั่วโลก เผยผลสำรวจ 25 ประเทศที่ติดบัญชียอดแย่
"ประชาธิปไตยเสื่อมถอยลง" ของปี 2553 ตะลึง "ไทย" ติดโผ...
"ฟรีดอม เฮาส์" องค์กรสอดส่องประชาธิปไตยทั่วโลก เผยแพร่รายงานเมื่อ 13 ม.ค.
โดยระบุว่า ในปี 2553 มี 25 ประเทศที่ประชาธิปไตยเสื่อมถอยลงอย่างมาก
ขณะที่ฝ่ายโลกประชาธิปไตยก็ไม่ต่อต้านอย่างเข้มแข็งจริงจัง
นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ ฟรีดอม เฮาส์ รายงานว่า
สิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเรือนลดน้อยถอยลงทั่วโลก
25 ประเทศที่ติดบัญชียอดแย่คือ
อัฟกานิสถาน บาห์เรน บุรุนดี กัมพูชา ไอวอรีโคสต์ จิบูตี อียิปต์ เอธิโอเปีย ฟิจิ ฝรั่งเศส
กินีบิสเซา เฮติ ฮังการี อิหร่าน คูเวต ลัตเวีย มาดากัสการ์ เม็กซิโก รวันดา ศรีลังกา
สวาซิแลนด์ ไทย ยูเครน เวเนซุเอลา แซมเบีย
ส่งผลให้จำนวนประเทศประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งลดลงเหลือเพียง 115 ประเทศ
ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2538 หลังพุ่งสูงสุดถึง 123 ประเทศในปี 2548
โดยตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือมีระดับเสรีภาพต่ำสุด
ขณะที่ยูเครนและเม็กซิโกตกจากชั้น "เสรี" เป็น "เสรีบางส่วน"
ส่วนประเทศที่ประชาธิปไตยดีขึ้นอย่างโดดเด่นมี 11 ประเทศ
รายงานฉบับนี้ซึ่งสำรวจ 194 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก ยังระบุว่า
จีน อียิปต์ อิหร่าน รัสเซีย เวเนซุเอลา ยังเพิ่มมาตรการกดขี่อย่างต่อเนื่อง
โดยที่ฝ่ายประเทศประชาธิปไตยต่อต้านอย่างจริงจังแค่เล็กน้อยเท่านั้น ตัวอย่างเช่น
จีนกดดันต่างชาติให้คว่ำบาตรพิธีมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ให้นายหลิว เสี่ยวโป นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้ถูกจำคุก
และรัสเซียสั่งจำคุกนายมิคาอิล คอร์โดคอฟสกี อดีตประธานบริษัทน้ำมัน "ยูคอส"
ซึ่งเคยร่ำรวยที่สุดในรัสเซีย โดยใช้ระบบศาลยุติธรรมเป็นเครื่องมือ.
http://www.thairath.co.th/content/oversea/141235
"Desing by" ฮุนเซน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 14 - 20 มกราคม 2554
ที่มา thaifreenews
โดย Nitikon_P
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1587 14 - 20 มกราคม 2554
___________________________________________________________
by http://programe-dee.blogspot.com/
ดาวน์โหลด E-book
http://www.mediafire.com/?38bttca96g5aea9
ตอนนี้ประเทศไทยยิ่งนานยิ่งเละ ทั้งเหลืองทั้งแดง เป็นศัตรูกับรัฐบาลและอำมาตย์
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
สภาพสังคมไทยตอนนี้ ผมว่าอำมาตย์ไม่สา่มารถควบคุมสังคมได้แล้ว ผีที่ปลุกขึ้นมา เมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็ไม่ยอมลงหลุม
คนที่ต้องการปลุึกผีมาโค่นเขาก็ไม่ได้หมดอิทธิพลลงไปจริงๆ
เสื้อแดงที่ถูกปลุกขึ้นมาจากความขัดแย้งต่างๆ ของสังคม ก็ไม่สามารถจัดการปราบให้ราบคาบลงไปได้ ยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เสื้อเหลืองที่ว่า "สามารถควบคุมได้" ก็เริ่มควบคุมเสื้อเหลืองบางกลุ่มไม่ได้ พวกสันติอโศกเริ่มต้องการค่าจ้างอย่างแท้จริง คือปลุกกระแสเพื่อสร้างการยอมรับในสังคม เพราะหากเสื้อเหลืองปล่อยให้เสื้อแดงมีบทบาทอยู่ฝ่ายเดียว พวกตนก็จะถูกกลืนหายไปจากสังคม สำหรับเหลืองสันติอโศกนั้นมีเป้าหมายเฉพาะของตนเอง ส่วนแกนนำเสื้อเหลืองต่างๆ ก็ยังต้องการมีบทบาทในสังคม ไม่ต้องการถูกกลืนหายไปในกระแสที่ความขัดแย้งเข็มข้น
ตอนนี้เกิด "ขบวนการประชาชน" ที่อำมาตย์ควบคุมไม่ได้อย่างน้อยก็สองกระแสแล้วคือ พวกเหลืองขวาจัด กับกระบวนการเสื้อแดง
ส่วนพวกเหลืองกลาง ๆ อย่างสายประชาธิปัตย์ก็เริ่มจะไม่มีที่ยืน เพราะข้อเท็จจริงๆต่างที่ปรากฎขึ้นมา ทำให้พวกเขาไม่สามารถแบกความ"ด้อยคุณค่าทางจริยธรรม" ไปได้นานเท่าใดนั้น ตอนนี้ทำเป็นเบื่อการเมือง แต่จริงๆ คือ เริ่มมีคำถามทางจริยธรรมต่างๆ ในใจ
เมืองไทยมาถึงจุดที่เปลี่ยนแปลงแน่นอนแล้ว โครงสร้างเก่ากำลังจะตายไป การเกิดใหม่ก็กำลังเกิดขึ้น
ตอนนี้อำมาตย์ไม่สามารถรักษาสังคมให้หยุดนิ่งได้
ก็ดันไปก่อกวนสภาพหยุดนิ่งของมันให้เคลื่อนไหว เพื่อกำจัดคนบางคน สุดท้ายเริ่มควบคุมไม่ได้ และวุ่นวายหนักขึ้นกว่าเดิม
ตอนนี้ สันติอโศกไม่มีทางถอยเท่าไหร่แล้วก็ต้องระดมพลลุยกับรัฐบาลอำมาตย์
ส่วนเสื้อแดงก็ลุยมาแล้ว แม้ไม่ได้เป็นพันธมิตรแต่เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของพวกเสื้อเหลือง แต่ "ฮั่นกัดเีกีย" ทำไมต้องไปสนใจ ได้แต่เชียร์ด้วยความสะใจ รอซ้ำเมื่อเซมา
ผมดูหนังเรื่อง Downfall ที่เป็นหนังแสดงสภาพของฮิตเลอร์่ก่อนกรุงเบอร์ิลินแตก
ผมคิดว่าตอนนี้กลุ่มอำมาตย์ใหญ่ โดยเฉพาะหัวหน้าอำมาตย์ทั้งหลายมีสภาพเหมือนฮิตเลอร์ในตอนนั้นคือ สับสนวุ่นวาย ไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง คิดว่าตนยังมีอำนาจและเยอรมันยังเข็มแข็งอยุ่ จนปืนใหญ่รัสเซียได้ตกลงจัตุรัสใจกลางของกรุงเบอร์ลินแล้ว ก็ยังสั่งให้ทหารตรงนั้นตรงนี้บุก ซึ่งพวกนายพลทั้งหลายก็ไม่กล้าบอกความจริงว่า ทหารหน่วยต่างๆ ที่สั่งนั้นมันไม่มีแล้ว ข้าศึกจะถึงหลุมหลบภัยอยู่แล้ว
ตอนนี้รัฐอำมาตย์เหมือนรัฐนาซีที่กำลังสิ้นอำนาจ แม้ยังอาจไม่ล้มสลายในวันนี้ แต่สภาพความวุ่นวายคุมไม่ได้ ปรากฎขึ้นไปทั่วแล้ว
แต่แม้ก่อนตายฮิตเลอร์ก็ยังคิดว่า "ประชาชนเยอรมันหากอ่อนแอก็สมควรตาย" อยู่นะครับ
เวทีเรียนรู้‘ผังเมืองชาวบ้าน’ สีอุตสาหกรรมที่‘ปากบารา-จะนะ-นาปรัง’
ที่มา ประชาไท
ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ
เวทีเรียนรู้‘ผังเมืองชาวบ้าน’ ที่ภาคใต้ พื้นที่ลงโครงการใหญ่ของรัฐ มุมมองต่อสีอุตสาหกรรมและแนวคิดในการทำผังเมืองเอง กำหนดโซนในหมู่บ้านเองของชาวบ้านปากบารา จะนะ และบ้านนาปรัง
ผังเมืองชาวบ้าน น่าจะเป็นตัวสะท้อนถึงความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งความขัดแย้งที่มีต่อโครงการพัฒนาของรัฐ ได้อย่างหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ โครงการร่วมสร้างสรรค์สุขภาวะ : นโยบายสาธารณะด้านผังเมืองและการมีส่วนร่วมของชุมชน จัดโดย มูลนิธิบูรณะนิเวศ (มบน.) ร่วมกับ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงมีขึ้นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายด้านผังเมือง ในการมองอนาคต สำหรับนโยบายสาธารณะเชิงพื้นที่ด้านผังเมือง
เป็นเวทีที่จัดขึ้น เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการวางและจัดทำผังเมือง สร้างสรรค์ประเภทพื้นที่และข้อกำหนดของชุมชน ประกอบด้วย กลุ่มพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ภาคตะวันตกและภาคใต้ ที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เมื่อวันที่ 18 – 19 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา เป็นคิวของภาคใต้ จัดขึ้น ณ ศูนย์โภชนาการ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเวทีการเรียนรู้และปฏิบัติการผังเมือง ครั้งที่ 2
ผู้เข้าร่วม เป็นชาวบ้านจากจังหวัดสงขลา และสตูลประมาณ 50 คน โดยมีอาจารย์ภารนี สวัสดิรักษ์ และอาจารย์ชุณหเดช พรหมเศรณี 2 นักวิชาการอิสระจากเครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม นำเสนอการวางแผนพัฒนาพื้นที่และผังเมือง การวางแผนพัฒนาเชิงพื้นที่และผังเมือง แนวคิดและขั้นตอนการวางแผนพัฒนาพื้นที่และผังเมืองโดยชุมชน
ทั้งสองคน เริ่มเวทีด้วยการทำความเข้าใจปัญหาที่ประสบอยู่ในพื้นที่ว่า เกี่ยวข้องกับวิธีการทำผังเมืองอย่างไร โดยหยิบยกผังเมืองของมาบตาพุดเป็นกรณีตัวอย่าง
จากนั้นมีการแบ่งกลุ่มชาวบ้านออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือกลุ่มชาวบ้านอำเภอจะนะ กลุ่มชาวบ้านอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และกลุ่มชาวบ้านอำเภอละงู จังหวัดสตูล โดยให้แต่ละกลุ่มพิจารณาว่า พื้นที่มีศักยภาพของชุมชนของตัวเองกับโครงการแผนพัฒนาของภาครัฐอยู่ตรงไหนบ้าง
ดังนั้น ในการเรียนรู้เรื่องผังเมือง ต้องรู้ว่า จะมีโครงการอะไรลงมาในพื้นที่บ้าง ซึ่งชุมชนต้องขับเคลื่อนด้วยกระบวนการภาคประชาชน โดยเสนอผ่านสภาองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แล้วออกเป็นข้อบัญญัติขององค์การบริหารส่วนตำบล กำหนดเป็นผังชุมชนออกมา
การทำผังเมืองโดยผ่านสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จนมีผลบังคับใช้ได้ จะต้องยื่นเรื่องไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้ง ก่อนที่ประกาศใช้เป็นกฎกระทรวงต่อไป
สีผังเมืองกำหนดบทบาทแบบชาวบ้าน
ในการทำผังเมืองชาวบ้าน โดยให้ชาวบ้านใช้สีต่างๆ ดังนี้
สีเหลืองกำหนดพื้นที่ชุมชน ที่อยู่อาศัย
สีแดงเป็นพื้นที่ตลาดพาณิชย์
สีเขียวเข้มเป็นพื้นที่อนุรักษ์เข้มข้น
สีเขียวเส้นทแยงเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว
สีม่วงเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม
สีเขียวอ่อนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
สีน้ำตาลเป็นพื้นที่ศาสนาและวัฒนธรรม
สีน้ำเงินเป็นพื้นที่สถานที่ราชการ
สีฟ้าเป็นทะเลและแหล่งน้ำ
พื้นที่แต่ละสีสามารถกำกับพื้นที่นั้นๆ ได้ เช่น พื้นที่สีม่วงใช้รองรับอุตสาหกรรมครัวเรือน ห้ามเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเคมี พื้นที่ชุมชนห้าม มีอาคารสูงกว่า 3 ชั้น รอบๆโรงเรียน มัสยิดและวัด ห้ามมีสถานบันเทิง ร้านคาราโอเกะใกล้ 500 เมตร พื้นที่ตลาดพาณิชย์ ห้ามมีห้างร้านต่างชาติ เป็นต้น
สองวัฒนธรรม แนวคิดผังเมืองชาวบ้านจะนะ
นายร่อหีม หมะสะมะ ชาวบ้านบ้านป่างาม ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ออกมาอธิบายถึงสภาพปัจจุบันพื้นที่อำเภอจะนะเป็นพื้นที่อยู่อาศัย เกษตรกรรม ทะเล แหล่งน้ำ ป่าอนุรักษ์ ตลาดนัดอำเภอจะนะ ถนนจะนะ โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซและแนวท่อก๊าซไปสะเดา โดยชี้ไปตามสีจากการระดมความคิดที่ระบายบนกระดาษไขทับแผนที่อำเภอจะนะ
นายร่อหีม อธิบายต่อไปว่า อนาคตอยากจะมีชุมชนที่อยู่อาศัยที่ไม่มีมลพิษ ห้ามมีสถานบันเทิง แหล่งอบายมุขและมีอาคารสูงเกิน 3 ชั้น ตลาดพาณิชย์ไม่ต้องการโลตัส แม็คโคร ห้างร้านต่างชาติ
“บริเวณป่าพรุ ป่าชายเลน แม่น้ำ ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ไม่อยากให้มีการกั้นคันเขื่อนในทะเล ห้ามมีรีสอร์ท นอกจากโฮมสเตย์ของชาวบ้านเท่านั้น” นายร่อหีม กล่าว
นายร่อหีม กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่อยากให้ขุดลอกฝายคลองปลักปลิง-นาปรัง เขื่อนนาปรัง ป่าสันทราย(หาดสะกอม-ตลิ่งชัน) พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
“ดำรงชีพแบบเกษตรกรรมพอเพียงตามคำขวัญของอำเภอจะนะ คือนกเขาชวาเสียงดี สำเนียงสะกอม วัฒนธรรมหล่อหลอม กองทัพเจนดัง ส่วนอีกหนึ่งคำขวัญคือ แตงโมรสหวาน ตำนานนกเขา ถิ่นเก่าสองวัฒนธรรม งามล้ำหาดตลิ่งชัน” นายร่อหีม กล่าว
ปากบาราคือพื้นที่อนุรักษ์เข้มข้น
นายดาดี ปากบารา ชาวบ้านท่ามาลัย ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล อายุ 73 ปี ออกมานำเสนอในนามตัวแทนกลุ่มว่า สภาพพื้นที่จังหวัดสตูลอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีอุทยานแห่งชาติถึง 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 2 แห่ง
ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา อุทยานแห่งชาติทะเลบัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด
นายดาดี อธิบายต่อไปว่า ในจังหวัดสตูล มีโครงการแผนพัฒนาของรัฐลงมาถึง 5 - 6 โครงการ คือโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา รถไฟรางคู่เชื่อมท่าเรือน้ำลึกปากบารากับท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 หรือรถไฟแลนด์บริดจ์ คลังน้ำมันและท่อขนถ่ายน้ำมัน
นอกจากนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรม1แสน 5 หมื่นไร่ อุโมงค์สตูล-เปอร์ลิศ ประเทศมาเลเซีย และอ่างเก็บน้ำคลองช้าง(เขื่อนทุ่งนุ้ย)
นายดาดี กล่าวว่า การสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จะต้องนำทรายจากบ้านบ่อเจ็ดลูก บ้านปากละงูและบ้านหัวหิน อำเภอละงู และระเบิดภูเขาอีก 10 ลูกมาสร้างท่าเรือน้ำลึก
นายดาดี บอกว่า ในอนาคตในส่วนของตำบลปากน้ำ อยากให้ตัดถนนเส้นใหม่จากบ้านท่ามาลัยไปบ้านปากบารา และต่อไปยังบ้านบ่อเจ็ดลูก ส่วนบ้านเรือนและร้านค้าสองข้างถนน ห้ามก่อสร้างอาคารสูงเกิน 3 ชั้น ห้ามมีบ้านจัดสรร พื้นที่การเกษตรห้ามใช้สารเคมี และมีพื้นที่สงวนไว้เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
นายดาดี อธิบายต่อไปว่า บริเวณโรงเรียนและมัสยิดในระยะ 500 เมตร ห้ามมีร้านวิดีโอเกมส์หรือเกมส์คอมพิวเตอร์ สถานบันเทิง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์เข้มข้น ซึ่งมีปะการัง หญ้าทะเล แหล่งหากินของพะยูนและโลมา โดยสงวนไว้เพื่อการท่องเที่ยวและการทำประมงชายฝั่งและห้ามใช้เครื่องมือประมงทำลายล้างผิดกฎหมาย
“เมื่อเป็นมติชุมชนแล้ว ก็จะให้มีตัวแทนชุมชนเป็นผู้ควบคุมกฎ ส่วนทางราชการก็ให้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมติของชุมชนด้วย” นายดาดี อธิบาย
บ้านนาปรัง-เข้าน้ำค้าง เขตห้ามสร้างเขื่อน
ด้านนางพรเพชร เพ็ชรครั่ง ชาวบ้านนาปรัง ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา นำเสนอแนวคิดของกลุ่มว่า ให้มีพื้นที่สีเขียวอ่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งครอบคลุมมาถึงพื้นที่อำเภอจะนะ
“พื้นที่สีเขียวคือเขตอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง ห้ามใครรุกล้ำ แต่ปัจจุบันเป็นพื้นที่สวนยางพาราและสวนผลไม้” นางพรเพชร กล่าว
นางพรเพชร อธิบายต่ออีกว่า วัดคือพื้นที่สีน้ำเงิน กำหนดให้เป็นศูนย์รวมของชุมชน บริเวณสีแดงกำหนดเป็นตลาดและร้านค้าสหกรณ์ สถาบันการเงินของชุมชน โดยดำเนินกิจการเปิดบ่อรับซื้อน้ำยางสด
“สำหรับพื้นที่บ้านนาปรังและเขาน้ำค้างจะกำหนดให้เป็นป่าอนุรักษ์ห้ามบุกรุกเด็ดขาด ห้ามสร้างเขื่อน ชาวบ้านจะรักษาป่าไว้เยี่ยงชีวิต สามารถปลูกยางพาราและสวนผลไม้ได้ต้องห่าง 1 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย” นางพรเพชร ยืนยันหนักแน่น
ส่วนพื้นที่ชุมชนสีเหลืองสามารถมีสถานประกอบธุรกิจได้ แต่ห้ามมีสถานบันเทิงและโรงงานหรือร้านซ่อมเครื่องจักรที่ส่งเสียงดัง พื้นที่สีเขียวอ่อนสามารถปลูกสร้างบ้านเรือนได้ สามารถดำเนินกิจการเปิดบ่อน้ำยางหรือโรงทำยางแผ่นของชุมชน
เขตลุ่มน้ำห้ามมีการสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ทขนาดใหญ่ พื้นที่สีเขียวเข้มห้ามประกาศยกเลิกพื้นที่ไปสร้างอ่างเก็บน้ำโดยเด็ดขาด
อาจารย์ภารนี สวัสดิรักษ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยโจทย์ใหญ่ว่า “เราจะเอาผังเมืองฉบับนี้ไปสานต่อที่ชุมชนของเราเองหรือไม่”
พร้อมเสนอแนวทางในการสานต่อ ด้วยการประชุมหารือกับชาวบ้านเพื่อหาคณะทำงานช่วยกันหาข้อมูล สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ร่วมกัน ช่วยกันผลักดันความต้องการของชุมชน รวมถึงการวางแผนกระบวนการพัฒนาพื้นที่
วางแนวคิดผังเมืองชาวบ้านเสร็จสรรพ ผู้เข้าร่วมทั้งหมดก็ลงพื้นที่ดูสถานที่จริง สีอะไรควรอยู่ตรงไหน
ที่บ้านหลังหนึ่งแห่งบ้านสวนกง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แต่ละคนก็เบียดเสียดกันหลบฝนตกห่าใหญ่ หลังจากลงพื้นที่ดูโรงไฟฟ้าจะนะกับโรงแยกก๊าซไทย – มาเลเซีย และแวะผ่านลานหอยเสียบ สถานที่ประวัติศาสตร์บริเวณการต่อสู้ของชาวบ้าน
พวกเขาคงครุ่นคิดอยู่ว่า สีอุตสาหกรรม ควรถูกหย่อนลงบนผืนผังเมืองแบบที่ชาวบ้านทำเองหรือไม่ หรือตรงไหนรบ.ตูนีเซีย ปราบผู้ชุมนุม-ประกาศเคอร์ฟิว อ้างเรื่องก่อการร้าย
ที่มา ประชาไท
13 ม.ค. 2554 - หลังจากที่ชาวตูนีเซียอาศัยช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กเรียกอย่างเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์เรียกรวมตัวกัน เพื่อประท้วงเรียกร้องแก้ปัญหาการว่างงานและประท้วงเรื่องอื่น ๆ โดยมีเหตุปะทะอยู่เนื่อง ๆ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
กระทั่งล่าสุดในวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา กองกำลังทหารตำรวจได้เข้าล้อมปราบปรามผู้ชุมนุมตามที่ต่าง ๆ ในเมืองด้วยกระบอง, แก็สน้ำตา และกระสุนจริง นอกจากนี้ทางรัฐบาลได้สั่งประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืน มีรายงานว่าญาติบางส่วนของประธานาธิบดีตูนีเซีย Zine el-Abidine Ben Ali ได้หนีออกจากประเทศเพื่อความปลอดภัยของตนเองไปแล้ว
ในการชุมนุมแห่งหนึ่ง มีผู้เห็นเหตุการณ์รายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ยิงสังหารผู้ชุมนุม 4 ราย บ้างบอกว่าพบเห็นสไนเปอร์บนหลังคายิงเข้าใส่ฝูงชน กลุ่มนักสิทธิฯ ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่แล้ว 30 ราย ก่อนหน้านี้
ในช่วงบ่ายรัฐบาลก็ประกาศเคอร์ฟิวภายใต้เวลา 20.00 น. โดยประธานาธิบดี Ben Ali และเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนอื่น ๆ ยังได้กล่าวหาว่าเหตุความไม่สงบในครั้งนี้เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ หรือไม่ก็กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง โดยอ้างความไม่พอใจจากการไม่มีงานทำ แต่จากรายงานข่าวพบว่า การประท้วงในครั้งนี้มีหลักฐานการอ้างถึงพระเจ้าหรือสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามน้อยมาก และผู้ชุมนุมบางคนบอกว่าข้อกล่าวหานี้ถือเป็นการดูแคลนพวกเขา
"พวกนั้นบอกว่าประชาชนเป็นผู้ก่อการร้าย แต่พวกเขา Ben Ali และครอบครัวเองนี่แหละที่เป็นผู้ก่อการร้ายตัวจริง" นักศึกษาอายุ 18 คนหนึ่งกล่าว
อย่างไรก็ตามในช่วงต้นของวันนี้รัฐบาลก็พยายามทำให้ผู้ชุมนุมสงบด้วยการสัญญาว่าจะเปลี่ยนตัว รมต. มหาดไทย ผู้เป็นเบื้องหน้าในการสั่งปราบปรามผู้ชุมนุม และสัญญาว่าจะปล่อยตัวนักโทษที่ถูกจับในการชุมนุม รวมถึงมีการสืบสวนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่และการคอร์รัปชั่นในรัฐบาล
แต่การสั่งปลด รมต. มหาดไทยก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชุนุมสงบลง พวกเขายังคงออกมาตามท้องถนนในเมืองและในย่านชุมชนของชนชั้นแรงงานในแถวชานเมืองด้วย
นิวยอร์กไทม์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศตูนีเซียว่า เป็นประเทศที่มีความคล้ายคลึงยุโรปมากที่สุดในหมู่ประเทศทวีปแอฟริกาเหนือ มีชนชั้นกลางอยู่เป็นจำนวนมาก มีค่านิยมแบบเสรีนิยม กว้างขวางในเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ และมีสถานที่แบบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้คะแนนสูงจากการที่พวกเขาดำเนินการปราบปรามผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายอย่างรุนแรง
นิวยอร์กไทม์รายงานอีกว่า ตูนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรัฐบาลที่เน้นการปราบปรามมากที่สุดในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยรัฐตำรวจ ประชาชนตกอยู่ภายใต้การจับจ้อง มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพพลเมือง และมีการใช้วิธีการทรมาน จนกระทั่งพิษเศรษฐกิจของยุโรปใต้ลามมาถึง จนเกิดปัญหาการว่างงานและความไม่พอใจของประชาชนก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ที่มา
Protests Spread to Tunisia’s Capital, and a Curfew Is Decreed, 13-01-2011, New York Times
ตร.สั่งคุมเข้ม ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ออกจากบ้านหลัง 4 ทุ่ม
ที่มา ประชาไท
13 ม.ค. 2554 - เว็บไซต์ VoiceTV รายงานว่า พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากการกระทำของเด็กวัยรุ่นและเยาวชน
โดยจากนี้ไปเจ้าหน้าที่ตำรวจจะลงพื้นที่ตรวจสอบตามสถานที่ต่างๆ ไม่ให้เด็กวัยรุ่นและเยาวชนทำการจับกุมมั่วสุม เนื่องจากที่ผ่านมาเหตุอาชญากรรมต่างๆ เด็กเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้ก่อเหตุเสียเอง ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม
โฆษกนครบาล กล่าวและว่า ‘เรื่องนี้ ผบช.น.ได้กำชับเป็นพิเศษว่า ไม่ควรให้เด็กและเยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปีออกจากบ้านหลังเวลา 22.00 น. โดยไม่มีเหตุอันควร เพราะที่ผ่านมามีการออกจากบ้านด้วยเหตุผลอันไม่สมควร เช่นไปซิ่งรถ ไปเล่นร้านเกมร้านอินเตอร์เน็ต เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจค้นและนำตัวกลับมาที่สถานีตำรวจทันที เพื่อลงบันทึกพร้อมทำประวัติและเรียกให้ผู้ปกครองมารับตัวกลับบ้านไป หรืออาจจะมีความผิดในด้านอื่นๆ อีกหากมีการฝ่าฝืน’
ทั้งนี้เป็นเพราะตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบมาแล้ว พบว่าในหลายพื้นที่มีเด็กและเยาวชนออกมามั่วสุมกันเป็นจำนวนมาก และต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองให้กวดขันบุตรหลานมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเหตุอาชญากรรมต่างๆ เด็กเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้ก่อเหตุเสียเอง ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผบช.น.ได้กำชับเป็นพิเศษ ส่วนเด็กที่ต้องเรียนกวดวิชาในช่วงเย็น หากมีเหตุอันสมควรก็สามารถอนุโลมได้ร่วมกันต้านน้ำมันแพง ต้องเลิกเก็บภาษีสรรพสามิต
ที่มา Thai E-News

โดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
ตามที่รัฐบาลได้แถลงผลงาน ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ มอบของขวัญ 9 เรื่อง ใหักับแรงงานนอกระบบคือมอเตอร์ไซต์รับจ้าง แท็กซี่ หาบเร่ เพื่อเข้าระบบประกันสังคมและการเข้าถึงสินเชื่อ การตึงราคาแก๊สหุงต้มในครัวเรือน ใช้ไฟฟ้าฟ้าต่ำกว่า 90 หน่วยฟรี ใช้งบประมาณ 2000 ล้านบาท คลอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 10 ล้านคน
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยเห็นว่า ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ไม่ได้แตกต่างไปจากประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร การเร่งรีบดำเนินการในปี 2554 มีเป้าหมายเพื่อกลบเกลื่อนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553และหาเสียงทางการเมือง
ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ มีลักษณะหวังผลทางการเมืองมากกว่าการตั้งใจจริงจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย เนื่องจาก รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้รีดนาทาเร้นเงินภาษีจากประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นภาษีซ้ำซ้อน เอารัดเอาเปรียบประชาชน เมื่อน้ำมันราคาแพง ย่อมทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สินค้าอุปโภค บริโภคมีราคาแพงเป็นอย่างมาก สร้างความเดือดร้อนทุกข์ยากแสนสาหัสให้กับประชาชน
ปัจจุบันน้ำมันทุกชนิดได้ขึ้นราคาสูงเป็นอย่างมากถึงลิตรละ 30 บาท เพราะน้ำมันหนึ่งลิตร ต้องบวกภาษีสรรพสามิต7 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7 เปอร์เซ็นต์ บวกภาษีเทศบาล 70 สตางค์ หักเข้ากองทุนน้ำมัน 6 บาท หักเข้ากองทุนพัฒนาพลังงานอีก 1 บาท
สำหรับต้นทุนน้ำมันที่ผ่านโรงกลั่นแล้วมาขายปลีกมีต้นทุนอยู่ที่ 15 บาทเท่านั้น ที่เหลือคือภาษีที่รัฐบาลรีดนาทาเร้นเอากับประชาชน โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นภาษีที่รัฐบาลได้ขยายเพดานเรียกเก็บถึงลิตรละ 10 บาท เป็นผลงานอัปยศที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยภาษีสรรพสามิตนั้นยอดการจัดเก็บถึงปีละ1.5แสนล้านบาท
ดังนั้นการใช้เงินเพียง 2000 ล้านบาทมาทำปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ จึงไม่มีความหมาย เพราะบรรดามอเตอร์ไซต์รับจ้าง ต้องใช้น้ำมันเบนซินราคาแพง และขึ้นราคาค่าโดยสารเอากับประชาชนนำความทุกข์ยากแสนเข็ญมาให้กับประชาชน
การที่น้ำมันราคาแพงเป็นอย่างมาก จากการบิดเบือนโครงสร้างภาษีในลักษณะของการรีดนาทาเร้นประชาชน จะทำให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นตามไปด้วย เป็นการลดทอนศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ รวมทั้งนำมาสู่ภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง สินค้าอุปโภค บริโภคทุกชนิดขึ้นราคาสูง โดยที่รัฐบาลล้มเหลวดดยสิ้นเชิงในการควบคุมราคาสินค้า ทำให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดต่ำลง
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีปฏิบัติการประชาวิวัฒน์อย่างแท้จริง โดยมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
1. ยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะว่ามีภาษีอื่นๆถูกเรียกเก็บอยู่แล้ว จะทำให้น้ำมันทุกชนิดราคาลดลงอีกลิตรรละ 7 บาท เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจกิจขับเคลื่อนต่อไปทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือการครองขีพให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
2 .ตรึงราคาแก็ส LPG แก๊สหุงต้ม จนถึงสิ้นปี 2554
3.ออกกฎหมายเรียกเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีอัตราก้าวหน้า โดยไม่มีการบยกเว้นให้กับอภิสิทธิ์ชนคนใดในสังคม เพื่อนำมาจัดทำรัฐสวัสดิการอย่างแท้จริง
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จะได้ดำเนินการตามกำหนดการต่อไปนี้
1. วันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2554 เวลา 13.30 น.ที่หน้าสนง. Red Power ชั้น 5 อิมพีเรียลลาดพร้าว แถลงข่าว แฉรัฐบาลอภิสิทธิ์ขูดรีดภาษีน้ำมันซับซ้อน หมกเม็ด พร้อมกับข้อเรียกร้องให้ยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-ตรึงราคาแก๊สLPG ช่วยการครองชีพให้กับประชาชน สร้างเศรษฐกิจไทยรุดหน้า
2. วันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2554 เวลา 9.30 น. รวมตัวกันที่ลานพระรูปทรงม้า เดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.00-12.00 น. ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-ตรึงราคาLPG
3. วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2554 กลุ่มแดงภาคตะวันตกจัดการชุมนุมใหญ่ ” ลุยทะเล ล้างทุจริต สร้างเศรษฐกิจเพื่อไทยทุกคน” ที่ หาดปึกเตียน จ.เพชรบุรีเวลา 17.00-22.00น.พบกับ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สส.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย สมยศ พฤกษาเกษมสุข พร้อมกับร้านค้าจำหน่ายสินค้า OTOPมากมาย
นำรถยนต์ของท่านเข้าร่วมขบวนรถ แรลลี่ กรุงเทพ-เพชรบุรี กว่า 100 คัน ออกจากอิมพีเรียลลาดพร้าวเวลา 7.00น. ผ่านกรมทหารราบ 11 –เรือนจำกรุงเทพ-พุทธมณฑลสายสี่-สมุทรสาคร สมุทรสงคราม –เพชรบุรี เพื่อร่วมการชุมนุมกับกลุ่มแดงตะวันตก ติดต่อสอบถาม-ลงทะเบียนรถยนต์ 089-5007232 086-3414585 086-3451084
*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
พูดไม่ออกได้แต่กลอกตา ขึ้นน้ำมันปาล์มพรวดเทือกสะดือปลิ้น กิน2ต่อสปอนเซอร์มาม่าอ้างเหตุขึ้นราคา
บทวิเคราะห์:เมื่อเว็บบล็อกกำลังจะกลายเป็นสื่อกระแสหลักใหม่
ที่มา Thai E-News

โดย Tammy, Thai Intel’s humanity journalist
ที่มา เวบThaiintelligenigentnews
แปลเรียบเรียง ทีมข่าวไทยอีนิวส์
สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กรณี Wikileaks ทิ้งไว้ซึ่งความเสียหายอย่างสิ้นเชิงของแผนที่สื่อกระแสหลักของไทย
เว็บบล็อกได้มีส่วนที่รายงานความจริง และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเทศไทยจาก Wikileaks และสื่อดั้งเดิมกระแสหลักของไทยเงียบเชียบ
ความเงียบที่ไม่บริการคนอ่านด้วยข่าวและข้อมูล ซึ่งเป็นความจริงที่หนีไม่พ้น
ปัจจุบันพบว่า เวบบล็อกเช่น New Mandala, Prachatai, Bangkok Pundit, Siam Voice และ Thai Intel ได้กวาดเอาครีมของครีมออกจากสื่อหลักเช่น บางกอกโพส เนชั่น Manager และไทยรัฐ
ใครคือ ครีมของครีม คำตอบคือ ผู้อ่านที่ต้องการที่จะรู้สถานการณ์จริงโดยไม่ต้องเสริมแต่ง พวกที่ต้องการข้อมูลเช่นนี้ ได้แก่ นักการทูต นักการเงิน ผู้ลงทุน หรือ ประชาชนทั่วไปทั่วโลกที่ต้องการมาตรฐานที่สูงขึ้น ในการบริโภคข่าวสาร และติดตามสื่อที่ก้าวหน้า
พูดการตามตรง คนที่มีการศึกษาดีจากอังกฤษที่ชอบหนังสือพิมพ์เช่น Financial Times, Guardian และ The Economist จะหาคุณค่าได้ยากจากสื่อหลักในไทย
คุณค่าที่สื่อกระแสหลักในไทยให้คือ ไม่มีอะไรนอกจากหนทางทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ปัญหาก็คือ มุมมองทางการเมืองในประเทศไทย ตอบสนองเป้าหมายได้น้อยต่อผู้อื่น ที่ไม่ใช่พวกที่มีความคิดคลั่งสถาบัน เผด็จการทหารในประเทศไทย ซึ่งนอกจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ให้คุณค่าในการวิเคราะห์พื้นฐานความจริงที่ผู้อ่านที่มีความคิดลึกซึ้งต้องการในการช่วยการตัดสินใจ
สิ่งที่สื่อไทยเป็น คือไม่มีอะไรนอกเหนือจากการโฆษณาชวนเชื่อ
ตัวอย่าง Thai Intel ได้รับการติดต่อจาก หน่วยงานสำคัญทางการข่าว เช่น National Journal CIA และ องค์การข่าวที่สำคัญ ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่คือ ครีมของครีม ที่ต้องการรู้ความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
Thai Intel กล่าวว่าปัจจุบันบล็อกเกอร์ในประเทศไทยกลายเป็นสื่อกระแสหลักภาษาอังกฤษไปแล้ว เนื่องจากสื่อไทยหมดความน่าเชื่อถือ โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างข่าวโคมลอย
ตัวอย่างในปัจจุบันเช่น วิกฤต ไทย-กัมพูชา เมื่อพบว่านายกรัฐมนตรีส่ง 7 คนไปที่กัมพูชา เพื่อภารกิจค้นหาความจริง
ภารกิจค้นหาความจริง ที่เขตแดนประเทศอื่นเขาเรียกว่าจารกรรม
Thai Intel รายงานเมื่อวานว่ากิจกรรมนี้เกี่ยวกับการจารกรรม แต่ Bangkok Post และไทยรัฐ ไปปั่นว่าเป็นแผนของฮุน เซน ผู้นำของกัมพูชา เป็นสาเหตุของวิกฤต
เป็นที่ชัดเจนว่าองค์กรความมั่นคงของชาติ ทางการทูตหรือคนที่ทำงานในระดับมาตรฐานสูงจะรายงานว่า Bangkok Post และ ไทยรัฐไม่ได้เป็นอะไรนอกจากการสร้างข่าวโคมลอย ซึ่งให้คุณค่าน้อยต่อผู้อ่าน
Bangkok Pundit, Prachatai, New Mandala และ Thai E-News เป็นสิ่งที่นักเขียนจำนวนมากอ่าน ซึ่งเว็ปเหล่านี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หาการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อการค้าเลย
ในขณะที่ Bangkok Post, Nation, Manager และ ไทยรัฐ ดำเนินการโดยกองทัพนักเขียนและการเงินเป็นพันล้านหนุนหลังอยู่
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง
Thursday, January 13, 2011
หมัดเหล็กไทยรัฐ เขียนถึง ประเทศบ้าๆ ส.ว.ให้เลือกครึ่งเดียวแถมลด สส.เขตอีกต่างหาก
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“นักการเมือง”กาฝาก
ระยะนี้ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองให้ใกล้ชิด ประเด็นร้อนทางการเมือง ส่วนใหญ่ก็จะมาจากพฤติกรรมส่วนตัวของการเมืองซีกรัฐบาลทั้งนั้น บทบาทของฝ่ายค้านในยุคนี้ไม่ค่อยจะมีฝีไม้ลายมือ ชั้นเชิงทางการเมืองยังเทียบชั้นเมื่อครั้งประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านไม่ได้ มีตัวชูโรงอยู่ไม่กี่คน ใช้งานมากเข้า มุกแป้ก แทนที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านจะเด่น ความชัดเจนเลยไปโฟกัสที่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมากกว่า นี่ถ้าฝ่ายค้านไม่มีเสื้อแดงคงจืดพอสมควร
ในสภาจะเล่น ลิเกหลงโรง กันหนักขึ้นทุกวัน ดูอย่าง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นปะไร สมมติต่อรองเรื่องของสัดส่วนจำนวน ส.ส.แบบเขตกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ลงตัวจะทำอย่างไร ถ้าจะให้เดาล่วงหน้า พรรคร่วมรัฐบาลก็คงยอมตามความต้องการของประชาธิปัตย์ คือสูตร 375+125 จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าสูตรที่ว่าคิดคำนวณจากเหตุผลอะไร
อันที่จริงจะให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ นักการเมืองทุกประเภท ทุกสาขาอาชีพควรจะผ่านการเลือกตั้ง อย่างน้อยในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตนักการเมืองก็น่าจะมีโอกาสสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ลงคะแนนเลือกเข้าไปสักครั้งหนึ่ง ตอนที่หาเสียงเลือกตั้งก็ยังดี เพราะปัจจุบันกรรมการหมู่บ้านก็ต้องเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยเมืองไทยยิ่งใช้นานก็ยิ่งถอยหลัง ดูอย่างส.ว.ที่มาจากการสรรหา ใกล้จะครบวาระต้องสรรหาหรือลากตั้งกันเข้ามาใหม่ ทำกระบิดกระบวนว่าควรจะลาออกก่อนตอนนี้ดีไหมเพื่อไปลงสมัครรับการสรรหาใหม่ในรอบหน้า เพราะในวันที่ 17 ก.พ.นี้ ก็จะหมดสมาชิกภาพกันแล้ว
อันที่จริงส่วนนี้ของรัฐธรรมนูญน่าจะได้รับการแก้ไขมากที่สุดเพราะการหมกเม็ดเผด็จการเอาคนที่ไม่พึงปรารถนาเข้ามาอยู่ในสภาโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง แต่มีอภิสิทธิ์ดีกว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าครบวาระแล้วก็ต้องหยุดพักเว้นวรรคไปก่อนจึงจะมาลงสมัครเป็น ส.ว.ใหม่ได้ แต่ ส.ว.ที่มาจากการลากตั้งกลับสมัครเข้าเป็น ส.ว.ได้เลย อันลิมิต
หมกเม็ดชัดๆ
ระยะทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์คน จนบัดนี้ก็เห็นพฤติกรรมนักการเมืองที่มาจากการลากตั้งกันแล้วว่ามาทำเลอะเทอะอะไรกันไว้บ้าง ขนาดชาวบ้านยังไม่ยอมรับ สื่อก็ไม่ยอมรับ จัดให้เป็นดาวดับแห่งปี
ไม่รู้ทนอยู่กันได้อย่างไร
วันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสะดวกโยธินหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่ความขัดแย้งเรื่องของสัดส่วนของจำนวน ส.ส. 2 ประเภท แต่อยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจต้องการจะให้แก้รัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่
อันที่จริงถ้าเมืองไทยสลัดหลุดจากการเมือง ก็จะเจริญขึ้นเยอะ รัฐธรรมนูญจะแก้หรือไม่แก้ก็ไม่ได้ทำให้เงินในกระเป๋าชาวบ้านมากขึ้นหรือน้อยลง 7 คนไทยจะติดคุกเขมรหรือจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร นักการเมืองก็ไปว่ากันเอง ปล่อยให้เป็นบัวใต้น้ำต่อไป.
หมัดเหล็ก
(ที่มา ไทยรัฐ , 12 มกราคม 2554)

